กษิดิ์เดชธนทัต เสกขุนทด หารือการปรับปรุงรัฐธรรมนูญมาตรา 43 โดยเน้นการเพิ่มบทบาทของท้องถิ่นและชุมชนในการกำหนดนโยบายผ่านกลไกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและสภาองค์กรชุมชนอย่างเป็นระบบ พร้อมเรียกร้องให้คืนบทบาทการพัฒนาให้ชุมชนอย่างแท้จริง และผลักดันให้ร่างรัฐธรรมนูญสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติที่มีพื้นฐานจากชุมชน มีการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่นเชื่อมโยงสู่ชาติ รักษานโยบายดูแลปากท้องประชาชน และเร่งจัดตั้งองค์กรอาชีพเพื่อสนับสนุนการคัดเลือกวุฒิสมาชิกอย่างเหมาะสม
เรียนท่านประธานสภา สปท. ท่านสมาชิก สภา สปท. ท่านกรรมการร่างรัฐธรรมนูญครับ ผม กษิดิ์เดชธนทัต เสกขุนทด หมายเลข ๐๐๕ ครับ มีประเด็นในการที่จะแสดงความคิดเห็นอยู่ ๒-๓ ประเด็นนะครับ ก่อนอื่นต้องขอ ชื่นชมท่านกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ประเด็นต่อจากนี้ไปที่ผมอภิปรายเข้าใจว่าท่านจะซึมซับ และรับรู้ได้มากที่สุดเนื่องจากคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีครับ ท่านประธานก็รู้พื้นฐานที่มา ของกระผม โดยเฉพาะท่านเลขาธิการก็เคยร่วมกระบวนการในการประชุมกันหลายรอบ เพราะฉะนั้นเนื้อหาสาระของกระผมในการอภิปรายครั้งนี้น่าจะมีความสําคัญในการที่จะ นําไปสู่การปรับแก้แล้วก็เพิ่มเติมนะครับ
สําหรับหมวด ๓ ว่าด้วยเรื่องสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย ผมขอชื่นชมครับ มาตรา ๒๕ มาตรา ๔๒ เป็นพื้นฐานของเรื่องสิทธิและเสรีภาพได้ดีมาก เริ่มต้นจากปวงชนชาวไทยในมาตรา ๒๕ แล้วก็มาตรา ๔๒ พูดถึงเรื่องบุคคลยกระดับไปสู่ ความเป็นกลุ่ม ความเป็นสมาคม ประเด็นที่ผมจะอภิปรายเพิ่มเติมก็คือว่าในมาตรา ๔๓ ที่พูดถึงเรื่องของท้องถิ่น การมีส่วนร่วมของชุมชน อยากจะให้เพิ่มเติมในสาระสําคัญ โดยข้อเท็จจริงก็คือว่าในท้องถิ่นหนึ่งจะมีฐานสําคัญของความเป็นองค์กรอยู่ ๓ องค์กรใหญ่ ๆ องค์กรที่ ๑ ก็คือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรที่ ๒ ก็คือว่าด้วยเรื่องของ องค์กรปกครองท้องที่ กํานัน ผู้ใหญ่บ้าน องค์กรที่ ๓ ที่มาใหม่ที่มาจากบุคคลที่รวมกลุ่มกัน เป็นสมาคมเป็นอะไรต่าง ๆ แล้วยกระดับเป็นสภาองค์กรชุมชน เพราะฉะนั้น ๓ ประสานองค์กรนี้น่าจะมีส่วนร่วมในการกําหนด มีส่วนร่วม มีการดําเนินการร่วมกัน เป็นฐานสําคัญไม่ใช่เป็นเรื่องของบุคคล มาตรา ๒๕ บอกปวงชน มาตรา ๔๒ บอกบุคคล ยกระดับเป็นกลุ่มองค์กร เพราะฉะนั้นมาตรา ๔๓ ต้องพูดมิติคําว่า ชุมชนและท้องถิ่น จะต้องดําเนินการและมีส่วนร่วมในการกําหนด อันนี้คือประการที่ ๑ ที่ผมอยากเสนอแนะ เพิ่มเติมนะครับ
ประการที่ ๒ หมวด ๕ ว่าด้วยเรื่องหน้าที่ของรัฐ ในส่วนของคณะกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญเสนอว่าเรื่องสิทธิชุมชนยกไปเป็นหน้าที่ของรัฐ ประเด็นนี้เป็นสาระสําคัญ เป็นสิ่งที่น่าจะห่วงใยสําคัญมากที่สุด อยากจะเรียนว่าวันนี้ประชาชนไปไกลมากแล้วนะครับ ความเป็นตัวตน การยกระดับของการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนไปไกลพอสมควร อย่าดึงกลับไปสู่ความเป็นฐานสําคัญของผู้ใหญ่ลีเลยครับ ประชาชนวันนี้ลุกขึ้นมาสู่การจัดการ ปัญหาของตัวเอง รัฐน่าจะมีหน้าที่เป็นบทบาทในการเสริม ภายใต้ของหลักนิยามคําว่า ประชารัฐ ไม่ใช่ รัฐ บวก ประชา เพราะฉะนั้นอย่างไรก็แล้วแต่สิ่งที่ผมเป็นห่วงมากที่สุด ผมสัมพันธ์กับ ๓ เครือข่ายขนาดใหญ่ ว่าด้วยเครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนของ ๗๗ จังหวัด ที่เรามีฐานเครือข่ายระดับพื้นที่ตําบล จังหวัด เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนที่ ๗๗ จังหวัด มีฐานตําบล มีฐานจังหวัด แล้วที่ ๓ ก็คือว่าเครือข่ายของสภาพัฒนาการเมือง ล้วนแล้วแต่ เป็นเครือข่ายชุมชนท้องถิ่นที่มีกระบวนการในการลุกขึ้นมาจัดการปัญหาของตัวเอง เพราะฉะนั้นถ้าคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญยกเรื่องสิทธิชุมชนไปเป็นหน้าที่ของรัฐ แปลว่ารัฐคือเจ้าภาพ ประชาชนไปมีส่วนร่วมเท่านั้น นึกให้เห็นภาพบรรยากาศที่ผมอยาก อธิบายง่าย ๆ คือว่าถ้าใครเป็นเจ้าของบุญคนนั้นก็จะเป็นคนกําหนด คนที่ไปช่วยบุญก็จะมี ส่วนไปช่วยบุญเท่านั้น ผมก็เลยอยากให้มีคําในเชิงหลักการสําคัญว่าอะไรก็แล้วแต่ถ้าให้ ชุมชนเข้มแข็งได้ต้องใช้คําว่า การใช้พื้นที่เป็นฐาน งานนี้คือเครื่องมือสําคัญ ชุมชน ท้องถิ่น ท้องที่ ต้องเป็นเจ้าภาพครับ รัฐก็ต้องไปเสริมเติมในส่วนที่ขาด นั่นก็คือแปลว่าสิทธิชุมชน ต้องกลับคืนมานะครับ มาตราที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นมาตรา ๕๓ มาตรา ๕๔ มาตรา ๕๙ และมาตราอื่น ๆ ที่อยู่ ในหมวดอื่นผมด้วยความกรุณานะครับ ชุมชนท้องถิ่น ณ วันนี้ถามเรื่องนี้พอสมควร ไม่ต้องการหรอกครับว่าที่จะบอกว่ารัฐจัดให้ วันนี้ชุมชนพร้อมที่จะลุกขึ้นมาจัดเองครับ แต่อะไรก็แล้วแต่ไม่ต้องกังวลถึงขนาดที่เป็นเรื่องของว่าถ้าชุมชนเข้มแข็งรัฐจะจัดการไม่ได้ กระบวนการของชุมชนมีกระบวนการที่ถ่วงดุลและสร้างความสมดุลกันเอง ถ้าฐาน เกิดขึ้นระหว่างตําบล ๑ ตําบลที่มีชุมชน มีท้องถิ่น มีท้องที่ ได้ร่วมมือกัน และมีแผนพัฒนา ฉบับเดียวกันจะไปสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปีทันที มีความเป็นสภา ที่เป็นสภาทั้ง ๓ สภามารวมกัน เรียกว่าเป็นสภากลางระดับท้องถิ่น ตรงนี้คือสาระสําคัญ เพราะฉะนั้นวันนี้ประเทศชาติจะเข้มแข็งได้ต้องมีฐานของประชาชนที่มีพลัง ในการเชื่อมโยงกันนะครับ เพราะฉะนั้นในหมวด ๕ ว่าด้วยหน้าที่ของรัฐ อะไรก็แล้วแต่ ที่เกี่ยวข้องกับสิทธิชุมชน ผมอยากให้กลับไปที่สิทธิชุมชน อย่ากังวลใจมากครับว่าถ้าชุมชน เข้มแข็งแล้วรัฐจัดการไม่ได้ วันนี้ถ้าชุมชนเข้มแข็งทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลงนะครับ ถ้าชุมชนไม่เข้มแข็งไม่มีทางปฏิรูปครับ ผมขออนุญาตอีกสักนิดหนึ่งนะครับ ประเด็นสําคัญ ก็คือว่าถ้ามีรัฐโตเท่าไรชุมชนจะอ่อนแอเท่านั้น เพราะฉะนั้นการปฏิรูปต้องเข้าไปสู่ ของรัฐเล็กสังคมต้องโต ก็แปลว่าต้องเปิดพื้นที่ให้ชุมชนท้องถิ่นได้มีกระบวนการ ในการจัดการแสดง ก็เลยเสนอในเชิงหลักการว่าจะทําอย่างไรให้มีหมวดว่าด้วย เรื่องสิทธิชุมชนนะครับ
ประการที่ ๓ ว่าด้วยหมวด ๖ หมวด ๖ เขียนไว้ได้ดีมากนะครับ ว่าด้วยเรื่อง นโยบายแห่งรัฐพูดถึงยุทธศาสตร์ชาติ แต่ว่าสิ่งที่ผมอยากจะเพิ่มเติมในสาระสําคัญ ตรงนี้ก็คือว่าอาจจะอยู่ในกฎหมายลูกก็ได้ ก็คือว่าวันนี้มีฐานของความเป็นองค์กรระดับ พื้นที่ ตําบล จังหวัด มีภาพของสภาพลเมือง มีภาพของสมัชชาพลเมือง หรืออาจจะมี ภาพของสภาพัฒน์ระดับตําบลก็ได้ครับ ๑ แผนพัฒนา ๑ ตําบลที่มีโครงสร้างหลายโครงสร้าง เป็นแผนเดียวกันเสีย แล้วยกระดับโยงกันมาคือระดับชาติเป็นนโยบาย เป็นยุทธศาสตร์ แห่งชาติได้ ไม่ใช่ยุทธศาสตร์แห่งชาติที่กําหนดโดยสภาแห่งนี้ มีฐานที่ขึ้นมาจากข้างล่าง ซึ่งวันนี้มีแล้วครับ แต่ถ้าหมวด ๕ เราบอกว่าอย่าเพิ่งมีเลย เอาเป็นหน้าที่ของรัฐก็แล้วกัน ฐานตรงนั้นหายไปครับ
ประการสุดท้ายก็คือหมวด ๖ เพิ่มเติมนิดหนึ่งก็คือว่าในมาตรา ๖๖-๗๑ ว่าด้วยเรื่องปากท้องประชาชน อันนี้เขาชอบมาก เพราะฉะนั้นประเด็นตรงนี้ต้องคงรักษาไว้ แต่เพิ่มบทบาทคําว่า ส่งเสริมสนับสนุนจัดให้มีมาตรการในการเสริมสร้างความเข้มแข็ง ขององค์กรชุมชนด้วย
สุดท้ายมาตรา ๗ ส่วนที่ ๓ ว่าด้วยเรื่องวุฒิสภา พี่น้องประชาชนตั้งคําถาม พอสมควรว่า ๒๐ สาขาอาชีพหลักการดีมาก ควรจะเป็นแบบนั้น แต่วิธีการ กระบวนการ ระยะเวลา ใช่หรือเปล่า ประเทศไทยจะเกิดความวุ่นวายสับสนเต็มไปหมด มีกระบวนการ ก็ลากกันมาตั้งจํานวนเยอะแยะมากมาย ต้องมีเวลาในการจัดรูปองค์กร จัดระบบโครงสร้าง ขององค์กร องค์กรสาขาอาชีพนี้น่าจะมีการจัดรูปองค์กรและสร้างนิยามให้ชัดเจน แล้วก็มีกระบวนการที่มาของแต่ละสาขาอาชีพให้ได้ อาจจะเขียนในบทเฉพาะกาลไว้ว่า เบื้องต้นอาจจะมีระบบของการสรรหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิที่มาจากสาขาอาชีพก็ได้ ไม่ใช่อยู่ใน ศาลรัฐธรรมนูญอย่างเดียว ควรที่จะมาจากสาขาอาชีพ เพราะฉะนั้นควรให้เวลากับเรื่อง ในการจัดรูปองค์กรของแต่ละสาขาอาชีพนะครับ ผมมี ๓-๔ ประเด็นนี้นะครับ ขอบคุณครับ