ปานเทพ กล้าณรงค์ราญ หารือร่างรัฐธรรมนูญโดยเน้นการป้องกันและปราบปรามการทุจริตอย่างเข้มงวด พร้อมเสนอให้เพิ่มบทบัญญัติกำหนดให้การต่อต้านทุจริตเป็นวาระแห่งชาติ มีกลไกขับเคลื่อนชัดเจน รวมถึงการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐอย่างโปร่งใส และส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบ โดยเสนอมาตรการเช่น การห้ามผู้มีคดีทุจริตลงเล่นการเมือง การจำกัดการแปรญัตติงบประมาณเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว การให้ ป.ป.ท. เป็นองค์กรอิสระ และการกำหนดให้ผู้สมัครทางการเมืองยื่นรายการภาษีย้อนหลัง 3 ปี พร้อมบทลงโทษรุนแรงหากแสดงข้อมูลเท็จ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ท่านคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญนะครับ กระผม นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ สมาชิก สปท. ลําดับที่ ๙๗ ผมขออนุญาตเสนอแนวคิดตลอดจนข้อเสนอแนะ ต่อร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช .... (ร่างเบื้องต้น) ดังต่อไปนี้ รัฐธรรมนูญถือว่าเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศที่ได้กําหนดถึงสถานะและความสัมพันธ์ ขององค์กรที่ใช้อํานาจสูงสุดต่อรัฐแล้วก็ต่อประชาชน มีเนื้อหาเกี่ยวกับการจัดตั้งองค์กร อํานาจหน้าที่ขององค์กรที่เข้ามาใช้อํานาจอธิปไตย และองค์กรที่ทําหน้าที่ตรวจสอบ การใช้อํานาจของรัฐ นอกจากนั้นแล้วรัฐธรรมนูญจะมีหลักการและเนื้อหาที่ดีนั้นจะต้องเป็น รัฐธรรมนูญที่มีลักษณะเป็นสากล เหมาะสมกับสถานการณ์ของประเทศ และช่วยแก้ไข ปัญหาที่สําคัญ ๆ ของประเทศ ซึ่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ครอบคลุมถึงหลักการที่เหมาะสม เป็นส่วนใหญ่แล้วทั้งหลักการ ทั้งเนื้อหา โดยที่เราทราบกันดีว่าปัญหาที่สําคัญปัญหาหนึ่ง ของประเทศเราก็คือปัญหาเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันซึ่งทําให้เกิดความเสียหาย ต่อประเทศอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นทางด้านเศรษฐกิจ สังคม คุณธรรมจริยธรรม ค่านิยม ตลอดทั้งเกียรติภูมิของประเทศเรา ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ถือว่าเป็นร่างที่ให้ความสําคัญ เป็นอย่างมากต่อการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ดังจะเห็นได้จากเนื้อหายังคง หลักการเดิมของร่างรัฐธรรมนูญฉบับเดิม ๆ และได้เพิ่มเนื้อหาหลักการใหม่ ๆ ที่เข้มข้น มากยิ่งขึ้น ซึ่งผมจะขอยกตัวอย่าง เช่นในหมวด ๔ หน้าที่ของปวงชนชาวไทย มาตรา ๔๗ (๑๐) ได้กําหนดให้ถือว่าเป็นหน้าที่เลย เป็นหน้าที่ของปวงชนชาวไทยที่จะไม่ปฏิเสธ ไม่ให้ความร่วมมือ ไม่สนับสนุนการทุจริตและประพฤติมิชอบทุกรูปแบบ อันนี้หมายถึง ปฏิเสธ อย่างไรก็ตามผมคิดว่าก็ควรจะเพิ่มเนื้อหาไป นอกจากไม่ปฏิเสธแล้วก็ต้องมีหน้าที่ ในการต่อต้านด้วย หน้าที่ในการต่อต้านเรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน รวมทั้งการให้ข้อมูล เบาะแส หรือการเฝ้าระวังด้วย ถึงจะได้ครบ ก็เติมในส่วนนี้
สําหรับหมวด ๕ ซึ่งเป็นอีกหมวดหนึ่งคือหมวดหน้าที่ของรัฐ หมายถึงรัฐ ต้องทํา หมวดนี้เป็นหมวดที่กําหนดขึ้นใหม่ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ในมาตรา ๕๙ กําหนดว่า รัฐจะต้องส่งเสริม สนับสนุนในเชิงความรู้ให้แก่ประชาชนถึงภัยอันตรายที่เกิดจากการทุจริต คอร์รัปชันไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือภาคเอกชน นอกจากให้ความรู้แล้วจะต้องมีมาตรการ ในการกําหนดมาตรการและกลไกต่าง ๆ ที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันการทุจริต ประพฤติมิชอบอย่างเข้มงวดเลย ซึ่งเรื่องนี้ถือว่าเป็นเรื่องสําคัญ ส่วนที่ผมคิดว่าน่าจะเพิ่ม ก็คือว่า ๑. รัฐต้องกําหนดให้การป้องกันและการทุจริตเป็นวาระของชาติ ประการที่ ๒ ก็คือ ต้องจัดให้มีกลไกในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต เรามียุทธศาสตร์อันนี้อยู่นะครับ จะต้อง ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์อันนี้อย่างเป็นรูปธรรม ยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตอย่างเป็นรูปธรรมเลย
สําหรับหมวด ๖ แนวนโยบายแห่งรัฐ ในมาตรา ๗๒ ซึ่งก็ยาวจะพูดถึง ๓ เรื่องหลัก ๆ ก็คือรัฐพึงพัฒนาในเรื่องของการบริหารราชการแผ่นดินและงานของรัฐอื่น ๆ ตลอดจนทั้งการบริการประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ สะดวก รวดเร็ว และไม่เลือกปฏิบัติ ตามหลักที่เรียกว่า หลักบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี คือพึงพัฒนา อันนี้เป็นเรื่องที่ ๑
ส่วนเรื่องที่ ๒ ก็พูดถึงเรื่องการบริหารงานบุคคล ซึ่งอันนี้เราก็มีปัญหามาก ในหน่วยงานของรัฐ จะต้องทําด้วยระบบของคุณธรรมต่าง ๆ อะไรพวกเหล่านี้ อันนี้ ก็กําหนดไว้ ต้องพิจารณาความดีความชอบต่าง ๆ โดยใช้ระบบของคุณธรรม
แล้วก็ประการที่ ๓ รัฐพึงมีมาตรฐานทางจริยธรรม ที่เรียกว่าโคด ออฟ คอนดักต์ (Code of conduct) เพื่อให้หน่วยงานของรัฐมีมาตรฐานคุณธรรมจริยธรรม สําหรับเจ้าหน้าที่ต่าง ๆ
สําหรับ ๓ เรื่องนี้ไปอยู่ในหมวดแนวนโยบายแห่งรัฐ คือรัฐพึงทํา ไม่ทําก็ได้ แต่พึงทําอย่างนะครับ ผมคิดว่าทั้ง ๓ หมวดนี้เป็นเรื่องที่สําคัญ สําคัญมาก ๆ ควรจะย้ายมา อยู่ในหมวดที่เรียกว่าเป็นหน้าที่เลย ทั้งหมดไม่ใช่พึง ต้องทําเลยทั้ง ๓ เรื่องนะครับ
สําหรับในหมวด ๗ คือหมวดเกี่ยวกับรัฐสภา ที่พูดกันเยอะก็คือมาตรา ๙๓ ถือว่าเป็นเรื่องใหม่ที่โดดเด่นมาก คือเรื่องบุคคลที่มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัคร รับเลือกตั้ง ซึ่งกําหนดไว้หลายวรรคด้วยกัน วรรคแปด วรรคเก้า วรรคสิบ วรรคสิบเอ็ด เป็นการสกัดกั้นบุคคลที่ถูกคําพิพากษาอันเป็นที่สุดแล้วเกี่ยวกับเรื่องการทุจริตประพฤติมิชอบ ไม่ให้เข้าสู่ระบบการเมือง ซึ่งตรงนี้ถือว่าโดดเด่นมากแล้วเป็นเรื่องใหม่นะครับ
ในมาตรา ๑๓๙ อันนี้ก็เป็นหลักการอีกอันหนึ่งซึ่งสําคัญมาก ๆ เกี่ยวกับเรื่อง งบประมาณ เกี่ยวกับเรื่องการแปรญัตติงบประมาณ ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณรายจ่ายประจําปี งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมหรืออะไรต่าง ๆ ในการพิจารณาของทั้ง ส.ว. และ ส.ส. นี้ ถ้าการเสนอขอแปรญัตติงบประมาณต่าง ๆ ของ ส.ส. และ ส.ว. มีส่วนไม่ว่าจะโดยทางตรง หรือทางอ้อมในการที่ใช้งบประมาณ หมายถึงว่าแปรญัตติแล้วก็มีผลประโยชน์โดยตรง หรือโดยอ้อมจะทําไม่ได้ พูดง่าย ๆ ก็คือว่าแปรญัตติงบประมาณต่าง ๆ เพื่อประโยชน์ของ ตนเองโดยทางตรงหรือทางอ้อมไม่ได้นะครับ ซึ่งในนี้ก็กําหนดถึงเรื่องของโทษไว้เลย ถ้าสมาชิกทั้งสภาไม่ว่าจะเป็น ส.ส. ส.ว. จํานวนไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๑๐ ของจํานวนทั้งหมด เห็นว่าตรงนี้ผิดแล้วก็ฟ้องหรือให้ความเห็นนี้ไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณา ศาลรัฐธรรมนูญจะต้องพิจารณาให้เสร็จภายใน ๗ วันเรื่องนี้เลย และถ้าศาลรัฐธรรมนูญ เห็นว่ามีความผิดผู้กระทําดังกล่าวนี้มีโทษเลย คือต้องพ้นเลย พ้นจากสมาชิกภาพ และถูกเพิกถอนสิทธิในการรับสมัคร ซึ่งถือว่ารุนแรง รุนแรงมากทีเดียว และยิ่งกว่านั้น ถ้าคณะรัฐมนตรีเป็นผู้กระทํา หรืออนุมัติให้กระทํา หรือรู้ว่าจะมีการกระทําแล้วไม่ยับยั้ง รัฐมนตรีทั้งชุดจะต้องพ้นทั้งคณะเลย แล้วก็ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง เท่านั้นไม่พอนะครับ ยังจะต้องชดใช้เงินคืนพร้อมทั้งดอกเบี้ยด้วย ตลอดทั้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องผู้ใดล่วงรู้แล้วก็ ไม่โต้แย้งเป็นลายลักษณ์อักษรก็ต้องรับผิดชอบชดใช้เงินด้วย และการเรียกร้องชดใช้เงินนี้ มีอายุความถึง ๒๐ ปี ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องใหม่แล้วก็รุนแรง ส่วนวิธีการต่าง ๆ ให้เหมาะสม ก็ควรจะไปดําเนินการอย่างที่มีสมาชิกบางท่านได้อภิปรายไว้แล้วนะครับ
อีกเรื่องหนึ่งซึ่งถือว่ามีความสําคัญแล้วก็พูดกันเยอะคือในมาตรา ๒๔๐ หรือมาตรา ๒๔๑ หมวด ๑๒ องค์กรอิสระ เป็นเรื่องการระงับหรือยับยั้งความเสียหาย ที่กระทบต่อวินัยทางด้านการเงินการคลังของรัฐ โดยระบุไว้อย่างนี้ครับว่า กําหนดให้องค์กรอิสระหรือหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องทํางานร่วมกันแบบบูรณาการในการใช้ อํานาจหน้าที่ในกรณีที่มีการใช้จ่ายเงินแผ่นดินเป็นการทุจริตหรือขัดต่อกฎหมาย ก็กําหนดให้ หน่วยงาน ๓ หน่วยงาน ก็คือ คตง. คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ป.ป.ช. และ กกต. ร่วมกันตรวจสอบ ถ้าเห็นว่าผิดก็ต้องแจ้งฝ่ายนิติบัญญัติหรือฝ่ายบริหาร กรณีที่ เห็นว่าการกระทําตรงนี้เป็นการกระทําที่ผิดแล้วก็ขัดต่อวินัยทางด้านการเงินการคลัง อันนี้เพื่อเป็นการยับยั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างที่เคยปรากฏเป็นตัวอย่างเช่น ความเสียหายจากการทุจริตที่เรียกว่าการทุจริตในเชิงนโยบายจะทําให้เกิดความเสียหาย มากมาย อันนี้ก็เป็นตัวอย่างที่เป็นเรื่องโดดเด่นอีกเรื่องหนึ่งทีเดียว ทั้งหมดนี้ก็เป็น ตัวอย่างเท่านั้น ยังมีส่วนอื่นอีกเยอะที่เป็นเรื่องที่มีความสําคัญเกี่ยวกับเรื่องการป้องกัน และปราบปรามการทุจริต นอกจากนั้นแล้วผมขอเสนอหลักการบางประการเพิ่มเติมเพื่อให้ เรื่องการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีประสิทธิภาพขึ้น ดังต่อไปนี้ อย่างเช่น
ประการที่ ๑ กําหนดให้ประชาชนเป็นผู้ที่เสียหายฟ้องร้องได้ในคดีทุจริต เมื่อก่อนประชาชนก็คงทําไม่ได้ ต้องให้ประชาชนทําได้นะครับ
ประการที่ ๒ ก็คือว่ากําหนดให้รัฐต้องเปิดเผยแผนการดําเนินงาน ผลการดําเนินงาน การจัดซื้อจัดจ้าง สถานะทางการเงินการคลังให้ประชาชนได้รับทราบ เป็นการเพิ่มเติม อันนี้อาจจะเพิ่มอยู่ในหมวดหน้าที่ของรัฐหรือแนวนโยบายแห่งรัฐก็ได้นะครับ
ประการที่ ๓ เรื่องนี้ก็พูดกันเยอะ ควรจะกําหนดให้ผู้มีสิทธิรับเลือกตั้ง ผู้สมัครรับการสรรหาเพื่อดํารงตําแหน่งทางด้านการเมืองหรือตําแหน่งในองค์กร ตามรัฐธรรมนูญต้องแสดงแบบรายการภาษีย้อนหลังเป็นเวลา ๓ ปี หากฝ่าฝืนหรือแสดงเท็จ ให้สมาชิกภาพสิ้นสุดลง อันนี้อาจจะกําหนดอยู่ในคุณสมบัติหรือเหตุให้สมาชิกสิ้นสุด ก็เป็นการตรวจสอบเรื่องของเงินต่าง ๆ ย้อนหลัง เป็นที่มาที่ไปของเงิน จะได้รับทราบ ต่าง ๆ ยืนยันเรื่องของความสุจริตต่าง ๆ เป็นต้นนะครับ
ประการที่ ๔ เป็นเรื่องการคุ้มครองสิทธิของสมาชิกในระหว่างสมัยประชุม กําหนดไม่ให้นะครับ ไม่ให้เอกสิทธิ์คุ้มครองสมาชิกรัฐสภาในสมัยประชุมในกรณีที่มีความผิด ฐานการทุจริตต่อหน้าที่ เพราะส่วนใหญ่แล้วก็จะให้เอกสิทธิ์ แต่ว่าถ้าเป็นเรื่องการทุจริตแล้ว จะไม่ให้เอกสิทธิ์คุ้มครอง อันนี้ก็เพิ่มเติมอยู่ในมาตรา ๑๒๐ นะครับ
ประการที่ ๕ อีกประการหนึ่ง เพื่อให้เกิดการคานอํานาจกัน กําหนดให้ ฝ่ายค้านเป็นประธานกรรมาธิการสามัญ ทําหน้าที่ตรวจสอบเกี่ยวกับการป้องกัน และปราบปราบการทุจริต และกํากับติดตามการใช้จ่ายงบประมาณของรัฐ เพิ่มเติมใน มาตรา ๑๒๔ นะครับ
ประการที่ ๖ กําหนดให้หน่วยงานตรวจสอบอีกหน่วยงานหนึ่งที่ทํางานคู่กับ ป.ป.ช. ก็คือ ป.ป.ท. เป็นหน่วยงานอิสระเช่นเดียวกัน ขณะนี้ ป.ป.ท. อยู่ในการบังคับบัญชา ของกระทรวง ต้องเป็นอิสระเช่นเดียวกับหน่วยงานตรวจสอบทั่วไปนะครับ
ประการที่ ๗ กําหนดให้ชัดเจนว่าข้าราชการ โดยเฉพาะข้าราชการอัยการ ต้องไม่เป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจหรือกรรมการอื่น ๆ ของรัฐ และไม่เป็นที่ปรึกษาของ ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง หรือตําแหน่งในลักษณะเดียวกัน ให้เพิ่มเติม ความจริง กําหนดไว้แล้ว แต่ว่ากําหนดกว้าง ๆ ก็เพิ่มเติมให้ชัดเจนในมาตรา ๒๔๕ นะครับ
ประการที่ ๘ เกี่ยวกับเรื่องคุณสมบัติของผู้สมัครในองค์กรอิสระต่าง ๆ ต้องขออนุญาตยกตัวอย่างของ ป.ป.ช. หนึ่งในคุณสมบัติก็คือผู้ที่จะสมัคร ป.ป.ช. ต้องรับราชการหรือเคยรับราชการในตําแหน่งไม่ต่ํากว่าอธิบดี หรือส่วนราชการที่เทียบเท่า แล้วไม่น้อยกว่า ๕ ปี เมื่อก่อนไม่ได้กําหนดเลยนะครับ อันนี้กําหนดครั้งแรก ๕ ปี ซึ่งผมคิดว่า อาจจะยาวเกินไป อาจจะทําให้บุคคลที่มีโอกาสเข้ามารับการสรรหานี้น้อย เพราะว่าอาจจะ เกษียณอายุราชการไปเสียก่อนอะไรทํานองนี้โอกาสที่จะคัดเลือกตัวเลือกก็น้อย เพราะฉะนั้น อาจกําหนดไว้ให้ว่ามีอายุอย่างที่ว่ารับราชการไม่น้อยกว่าสัก ๓ ปี เพื่อจะลดมาให้โอกาสมากขึ้น
ประการที่ ๙ ผมคิดว่าเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่สําคัญ ในต่างประเทศเขาก็ทํากัน กําหนดให้เรื่องการจัดซื้อจัดจ้างเป็นหน้าที่ของข้าราชการฝ่ายประจํานะครับ
ท่านประธานครับ โดยสรุปแล้วร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีความสําคัญและมี ความโดดเด่นมากในเรื่องของการป้องกันและปราบปรามการทุจริต แต่อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญไม่ใช่มีเฉพาะในเรื่องของการป้องกันและปราบปรามการทุจริตอย่างเดียว รัฐธรรมนูญจะต้องมีความหลากหลาย โดยเฉพาะร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีความหลากหลายมาก ควรจะเป็นร่างรัฐธรรมนูญที่เรียกว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปประเทศ ดังนั้นผมคิดว่า เห็นด้วยกับผู้ที่มีความเห็นหลาย ๆ ฝ่าย อาจจะต้องยกออกมาเป็นหมวดที่เรียกว่า หมวดการปฏิรูปประเทศให้เด่นชัดลงใหม่เลย อย่างไรก็ตามสําหรับเรื่องการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตจะอาศัยเพียงรัฐธรรมนูญอย่างเดียวไม่ได้หรอกครับ การป้องกัน และปราบปรามการทุจริตก็ไม่อาจจะลดน้อยลงได้ จะต้องอาศัยสิ่งสําคัญที่สุดก็คือ ภาคประชาชน ความร่วมมือร่วมใจกันทั้งประเทศเลยนะครับ โดยตอนที่ผมอยู่ ป.ป.ช. จะมี สโลแกน (Slogan) อันหนึ่งที่บอกว่าการต่อต้านการทุจริตเป็นภารกิจของคนทั้งประเทศ เพราะฉะนั้นก็ถือว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่สําคัญ ผมก็ขอขอบคุณคณะกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญซึ่งได้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ด้วยความอุตสาหะ พยายาม แล้วก็ปรากฏเป็น ร่างรัฐธรรมนูญที่มีความครอบคลุมสมบูรณ์มากทีเดียว โดยเฉพาะในเรื่องที่สําคัญก็คือ เรื่องการป้องกันและปราบปรามการทุจริตนะครับ ขอบคุณมากครับท่านประธาน