สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๖ · ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙

เลิศรัตน์ รัตนวานิช เสนอแนะความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการแก้ไขและปรับปรุงร่างนี้ให้สมบูรณ์แบบมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการเลือกตั้ง ส.ส. การคิดคะแนน ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ การได้มาซึ่ง ส.ว. ๒๐๐ คน ในหมวด ๗ และการเลือกนายกรัฐมนตรี นอกจากนี้ยังเสนอแนะเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การอภิปรายไม่ไว้วางใจ การสมัครเป็น ส.ส. และความชัดเจนในการเข้าและออกขององค์กรอิสระ

พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขอขอบพระคุณ ที่ท่านประธานกรุณาให้โอกาสในการอภิปรายร่างรัฐธรรมนูญร่างแรกของ กรธ. ก็ขอขอบพระคุณ ท่านผู้แทน กรธ. ทั้ง ๒ ท่านที่ผมเคารพมานั่งรับฟังอยู่ ผมได้ส่งเอกสารที่จะอภิปรายนี้ ให้ทั้ง ๒ ท่านแล้วเพื่อประกอบการรับฟัง ในสาระทั่วไปนั้นผมคิดว่าคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ก็ได้ดําเนินการมาอย่างรอบคอบแล้วก็ครอบคลุม ถ้าให้ผมไปโหวต (Vote) รับในวันนี้ผมก็จะ โหวต (Vote) รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพียงแต่ที่จะได้อภิปรายเพิ่มเติมนั้นก็เป็นข้อเสนอ ข้อคิดเห็นอาจจะเป็นข้อสงสัย เนื่องจากว่าในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีนวัตกรรมค่อนข้างมาก หลาย ๆ เรื่องได้เปลี่ยนแปลงจากที่อยู่ในรัฐธรรมนูญเดิม ๆ เปลี่ยนแปลงประเพณีปฏิบัติ ของการประชุม ของการอภิปรายต่าง ๆ หลายเรื่อง ซึ่งอาจจะดีกว่าเก่า ผมก็เลยอยากจะ กราบเรียนถามเพื่อเป็นความรู้และเป็นข้อเสนอแนะ

ประเด็นแรกนั้นอยากจะพูดถึงเรื่องระบบการเลือกตั้ง ส.ส. ซึ่งก็มีการพูดกัน ทั้งในวงนอกและวงใน ถ้าเรารับฟังมาวันกว่า ๆ นี้ก็จะเห็นว่ามีหลายความคิดต่อระบบ การเลือกตั้ง ส.ส. ทั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และแบบบัญชีรายชื่อ จํานวนที่กําหนดไว้ผมคิดว่า เหมาะสม คือ ๑๕๐ คน สําหรับแบบบัญชีรายชื่อ แล้วก็ ๓๕๐ เขต ซึ่งก็ใกล้เคียงกับ จํานวนเขตที่เราเคยแบ่ง ๓๗๕ เขตในประเทศไทย สิ่งที่ผมฝากเป็นข้อกังวลคือก็เหมือนกับที่ หลาย ๆ ท่าน และผมก็เป็นคนแรก ๆ ที่ได้ให้สัมภาษณ์ไปว่าอยากจะทราบถึงเหตุผล และข้อดีของการให้กาบัตรใบเดียวนะครับ ซึ่งคิดว่าน่าจะยังหาคําตอบที่ชัดเจนได้ยาก เพราะจากที่ได้เคยไปดูงานระบบการเลือกตั้งนี้ที่ประเทศเยอรมนี ตอนที่เป็นกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญก็ได้รับการยืนยันว่าเขาใช้ ๒ บัตร เพราะประเทศเยอรมนีเป็นประเทศแรก ที่ใช้ระบบนี้ จะเรียกภาษาไทยว่าอย่างไรก็แล้วแต่ แต่วิธีการคํานวณนั้นก็คือระบบเอ็มเอ็มพี (MMP) ซึ่งการใช้ ๒ บัตรนั้นก็มีเหตุผลหลายประการ ขณะนี้มี ๙ ประเทศทั่วโลกใช้ระบบนี้อยู่ ก็ใช้ ๒ บัตรทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นประเทศนิวซีแลนด์ ประเทศเวเนซุเอลา ประเทศตุรกี หรือประเทศเยอรมนีเอง ก็จึงอยากจะเรียนถามว่าความง่าย การประหยัดงบประมาณ การป้องกันความสับสนของคนไปใช้สิทธินั้นคุ้มกับการที่เราตัดสิทธิเขาที่จะต้องเลือกพรรค และเลือกคนเป็นใบเดียวหรือไม่ แล้วคนที่จะเสียประโยชน์นั้นมีมากน้อยขนาดไหน ผมอยากให้ไปทําซิมูเลชัน (Simulation) ดูนะครับ เท่าที่ผมทําดูแล้วพรรคเล็ก ๆ จะเสียประโยชน์มาก เพราะพรรคที่ส่ง ส.ส. เขต เกิน ๑๐-๕๐ คนนั้นมีอยู่น้อยพรรคมาก อาจจะมีแค่ ๓-๔ พรรคในประเทศไทย พรรคเหล่านี้ จะไม่มีโอกาสได้คะแนนบัญชีรายชื่อจากคนที่สนับสนุนเขาเลย

อีกประเด็นหนึ่งที่อยากจะพูดในเรื่องนี้คือมาตรา ๘๖ (๔) ซึ่งผมไม่ได้เขียน ในใบที่ให้ท่านไป แต่จะมีปัญหาแน่นอนในการคิดคํานวณ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อจากคะแนน ผู้ที่มาลงทั้งหมดทั้งประเทศจะเป็น ๓๐-๔๐ ล้านคนก็แล้วแต่ เมื่อท่านคิดมาแล้ว แล้วท่านก็จะได้ จํานวน ส.ส. ที่พึงมีของแต่ละพรรค แล้วไปหักออกจาก ส.ส. แบบเขตในทุกประเทศหรือที่ เราทําไว้ในครั้งที่แล้วจะเกิดโอเวอร์แฮง (Overhang) โอเวอร์แฮง (Overhang) คือส่วนเกิน ซึ่งจะทําอย่างไรกับส่วนเกินนั้น แต่ละประเทศก็จะมีวิธีที่แตกต่างกัน ขณะนี้ประเทศเยอรมนีเอง ยอมให้มีส่วนเกินได้ถึง ๓๐ คน ๔๐ คนนะครับ ของเราเองครั้งที่แล้วเราคิดก็มีส่วนเกิน ที่เราเรียกว่าโอเวอร์แฮง (Overhang) แต่ในมาตรา ๘๖ (๔) ทาง กรธ. ได้บัญญัติไว้กว้าง ๆ โดยมีความมุ่งหมายว่าต้องการจะแก้ปัญหาเรื่องโอเวอร์แฮง (Overhang) แต่ไม่มีความชัดเจน เพียงพอ จะทอนด้วยสัดส่วนอะไร อย่างไรก็แล้วแต่ขอให้ระบุให้ชัดเจนขึ้น มิฉะนั้นจะเกิด ปัญหาในการนําไปสู่การปฏิบัติว่าทําอย่างไรจะไม่ให้มีโอเวอร์แฮง (Overhang) หรือส่วนเกิน จาก ๑๕๐ บัญชีรายชื่อ ซึ่งโดยธรรมชาติของระบบนี้แล้วจะเกิดขึ้นครับ

ประเด็นที่ ๒ ที่ผมอยากจะขอกราบเรียนในส่วนของบัญชีรายชื่อ การคิด คะแนน ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อตามมาตรา ๘๖ ใช้ระบบสัดส่วนผสม ซึ่งสิ่งที่จะเป็นปัญหา เกิดขึ้นคือท่านจะเกิดพรรค ๑ คนหลายพรรคเพราะท่านใช้วิธีการปัดเศษ ท่านบอกว่า ท่านไม่ต้องใช้สูตรที่ฝรั่งคิดไว้ ท่านใช้การหารยาว แต่การหารยาวจะเกิดปัญหาว่าพรรคที่ได้ คะแนน ๓๐,๐๐๐-๔๐,๐๐๐ คน เขาจะมีเศษ .๓ .๔ เมื่อท่านไปปัดดูแล้วท่านจะพบว่า มีพรรคที่ได้ ๑ คน ๒-๓ พรรคในระบบนี้ ท่านลองไปเอาตัวเลขเก่า ๆ มาคิดเลย อันนี้ เป็นจุดอ่อน ซึ่งในทุกประเทศที่ใช้ระบบนี้จึงได้กําหนดว่าถ้าคุณมีคะแนนประชานิยม คือพอพูลาริตีโหวต (Popularity vote) หรือคะแนนแบบปาร์ตี้ลิสต์ (Party list) ไม่ถึง ร้อยละ ๕ ไม่ถึงร้อยละ ๓ แล้วแต่จะกําหนดนะครับ ก็จะตัดออกไปก่อนแล้วจึงจะนําที่เหลือ มาคํานวณใหม่ อันนี้เป็นเหตุผลเพื่อป้องกันไม่ให้มีพรรค ๑ คน ๔-๕ พรรค ก็จึงฝากเป็น ข้อสังเกตว่าน่าจะตัดออกไปเสียก่อน ๒-๓ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๑ เปอร์เซ็นต์ก็ยังดี

อีกประเด็นหนึ่งในเรื่องการคิด ส.ส. ท่านบอกว่าท่านให้เวลา ๑ ปี ๑ ปีแล้ว จึงจะไฟนัล (Final) หมายความว่าใน ๑ ปีนี้คนที่เป็น ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อจะต้องนั่งอกสั่น ขวัญหายเลยไม่รู้จะถูกคิดใหม่อย่างไร เพราะถ้าเกิดมีการเลือกตั้งใหม่เนื่องจากใบแดงจาก ศาลฎีกาก็แล้วแต่ท่านจะนําคะแนนที่ได้ใหม่มาคิดแล้วก็มาคิดกระทบต่อแบบบัญชีรายชื่อด้วย การคิดอย่างนั้นไม่ใช่หมายความว่าพรรคที่โดนใบแดงเขาจะเสียที่นั่งของบัญชีรายชื่อนะครับ อาจจะเป็นพรรคไหนก็ได้แล้วแต่การปัดเศษ เพราะฉะนั้นผมจึงคิดว่าเมื่อท่านตัดสินใจ ตกลงใจแล้วใน ๒ เดือนแรก หรือ ๑ เดือนแรกก็แล้วแต่ไม่ควรที่จะนําบัญชีรายชื่อมาคิดอีก ควรจะให้จบไปที่ตรงนั้นเลย

เรื่องที่ ๒ คือเรื่องการได้มาซึ่ง ส.ว. ๒๐๐ คน ในหมวด ๗ มาตรา ๑๐๒ อยากให้บัญญัติให้ชัดเจนขึ้นกว่าเท่าที่มีอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญ มิฉะนั้นจะเกิดปัญหาตอน ร่าง พ.ร.บ. รัฐธรรมนูญ เพราะตอนนี้เขียนไว้เพียงว่าเลือกกันเองของกลุ่มต่าง ๆ แล้วก็ ให้เลือกไขว้ด้วยอะไรด้วยนะครับ

ประเด็นที่ ๓ คือการเลือกนายกรัฐมนตรีในสภาผู้แทนราษฎรตามมาตรา ๑๕๔ ผมไม่ว่าหรอกครับท่านจะให้ส่งชื่อก่อน ๓ คน กี่คนก็แล้วแต่ แต่ที่อยากจะฝากเพิ่มเติม คือว่ากรณีที่เขาเสนอคนซึ่งอยู่ในบัญชีของท่าน แต่บังเอิญไม่ได้เป็น ส.ส. ให้มีคะแนนมากกว่า คนที่เป็น ส.ส. สักหน่อยหนึ่งได้ไหมครับ จะเป็น ๒ ใน ๓ ก็ได้ ก็เขียนเพิ่มเติมอีกนิดเดียวว่า ถ้าเผื่อคนที่ถูกเสนอชื่อไม่ได้เป็น ส.ส. ให้ใช้คะแนนไม่น้อยกว่า ๒ ใน ๓ ของสภาผู้แทนราษฎร

ในเรื่องของโรดแมป (Road map) ผมลองเอาเครื่องคิดเลขมาบวก ๆ ดูแล้ว เราสามารถเลือกตั้งได้จนถึงประมาณเดือนเมษายน ปี ๒๕๖๑ เลยนะครับท่าน ปี ๒๕๖๑ เลย เพราะกระบวนการของท่านมันยืดยาวมากลองไปอ่านดูนะครับ ถ้าเผื่อไม่เขียนให้กระชับ กว่านี้โรดแมป (Road map) ของท่านนายกรัฐมนตรีก็จะไม่เป็นไปตามนั้นแล้วท่านก็ไปพูดไว้ ทั่วโลกด้วย อย่างน้อยก็ให้เสร็จภายในสิ้นปี ๒๕๖๐ ขณะนี้แม้แต่กระบวนการยกร่างกฎหมาย ของท่าน ท่านบอกว่าใช้เวลา ๘ เดือน ทํา ๑๐ ฉบับเสร็จถึงจะเริ่มนับ ๑ แต่ ๘ เดือนแล้วยังไม่ใช่ ๘ เดือนท่านจะต้องส่งไปให้ สนช. อีก ๒ เดือนจาก สนช. กลับมาท่านต้องส่งไปศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระต่าง ๆ ตรวจสอบความชอบธรรมด้วยรัฐธรรมนูญอีก และท่านต้องกลับมาให้ สนช. เขาแก้ใหม่อีก ถ้าเผื่อศาลรัฐธรรมนูญหรือองค์กรอิสระไม่เห็นด้วยอะไรต่าง ๆ นานา แค่กฎหมายเลือกตั้งท่านใช้เวลากว่า ๑ ปีไปแล้ว เพราะฉะนั้นในบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ ที่ผ่าน ๆ มานั้นเขามักจะเขียนว่ากฎหมายที่จะใช้ในการเลือกตั้ง ๓-๔ ฉบับให้ดําเนินการ ให้แล้วเสร็จก่อนอาจจะ ๙๐ วัน ส่งมาให้ สนช. แล้วก็เข้ากระบวนการ และกระบวนการ ที่ส่งไปองค์กรอิสระอาจจะตัดออกก็ได้ ไม่จําเป็นครับ เพราะว่าให้เวลาเขากลับไป กลับมาเกือบ ๒ เดือนในการพิจารณาตรงนั้น ผมคิดว่ามิฉะนั้นแล้วเราก็จะไม่บรรลุโรดแมป (Road map) ที่เราคาดหวังกันไว้ภายในสิ้นปี ๒๕๖๐

การแก้รัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๕๓ โอกาสเป็นศูนย์ละครับ ท่านบอกทุกพรรค ที่มีอยู่ในสภาที่มีเสียงเกิน ๑๐ คน ต้องเห็นด้วยไม่น้อยกว่าร้อยละ ๑๐ ของพรรคนั้น ท่านเคยเห็นพรรคฝ่ายค้านในประเทศไทยไหมครับ ในสภาประเทศไทยพรรคไหนที่มาโหวต (Vote) ให้กับรัฐบาลสักเรื่องเดียวช่วยเอาข้อมูลนี้มาให้พวกเราดูหน่อยสักเรื่องเดียว เป็นสมาชิก พรรคฝ่ายค้าน เรื่องดูดีนะครับเขาก็ยังโหวต (Vote) ไม่เห็นด้วย เพราะฉะนั้นยังมีโอกาส แก้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้เลย แล้วก็เป็นฉบับที่เขียนไว้กระชับกะทัดรัด แต่ก็ต้องยอมรับว่า มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ยังต้องการการตีความ เพราะฉะนั้นการไม่ยอมให้แก้ไขร่างรัฐธรรมนูญเลย แล้วอีกหลาย ๆ เรื่องท่านบอกว่าจะแก้ได้ต้องไปผ่านประชามติก่อน ไม่ว่าจะเป็นหมวด ๑ หมวด ๒ หมวด ๑๕ หรือแม้แต่อํานาจหน้าที่ขององค์กรอิสระทั้งหลายของศาลทั้งหลาย จะแก้สักเรื่องเดียว เช่น กกต. ให้ใบม่วงได้ ถ้าใครอยากจะแก้ต้องไปถามประชามติประชาชนก่อน ใช้เงินอีก ๔,๐๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นผมคิดว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญถึงรัฐธรรมนูญ จะเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศแต่ก็ไม่ใช่ศิลาจารึกครับ ควรจะแก้ไขได้ตามสมควร ตามความเหมาะสม และไปหวัง ส.ว. อีก ๑ ใน ๓ จะต้องเห็นด้วยกับการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ ก็เขียนว่าห้ามแก้เลยน่าจะดีกว่าวิธีที่เขียนไว้บอกว่าแก้ด้วยวิธีดังต่อไปนี้ ถ้า กรธ. มั่นใจว่า จะเป็นรัฐธรรมนูญฉบับสุดท้ายของประเทศ

เรื่องที่ ๖ ซึ่งผมคิดว่ามีความสําคัญคือเรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจ อันนี้ ท่านเปลี่ยนธรรมเนียมที่เคยปฏิบัติมาในรัฐธรรมนูญทุกฉบับของประเทศไทย ท่านบอกว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้นให้อภิปรายได้ ๑ ครั้งในทุก ๆ เรื่อง เพราะท่านไม่แยก นายกรัฐมนตรีออกจาก ส.ส. ท่านบอกว่าการอภิปรายรัฐมนตรีและรัฐมนตรีทั้งคณะนั้น ให้ดําเนินการได้ ๑ ครั้งต่อ ๑ ปี แต่ท่านไม่ได้พูดถึงการอภิปรายนายกรัฐมนตรี และท่านก็ยัง ไปให้โอกาสเขาห้ามยุบสภา มี ส.ส. ยื่นขออภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี ก ห้ามยุบสภา เพราะท่านไม่ได้แยกตัวนายกรัฐมนตรีออก ในรัฐธรรมนูญทุกฉบับเขาจะแยกว่าการอภิปราย รัฐมนตรีกับนายกรัฐมนตรีนั้นแยกออกจากกัน แล้วแต่ละอันนั้นก็ทําได้ปีละ ๑ ครั้ง และกรณี การอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีนั้นจึงจะห้ามยุบสภา อันนี้พอท่านไปรวมกันเข้า ท่านไม่เขียนถึงนายกรัฐมนตรีแยกออกมา โดยท่านไปตีความว่านายกรัฐมนตรีคือรัฐมนตรี จึงทําให้การอภิปรายไม่ไว้วางใจห้ามยุบสภาไปเสียทุกกรณีนะครับ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ผมคิดว่า ไม่ได้ปฏิบัติกันมาอย่างนี้ ส่วนถ้าท่านจะมีเหตุผลที่ดีกว่าผมก็ไม่ขัดข้องอะไร เสร็จแล้ว ประเด็นมาตรา ๑๔๙ ที่ผมพูด พอไปรวมกันไว้ตูมถ้าไปอภิปรายรัฐมนตรี ก เรื่องอะไร สักเรื่องหนึ่งทั้งปีท่านอภิปรายนายกรัฐมนตรีไม่ได้อีกแล้วเนื่องจากท่านไปรวมกันไว้ เป็นเรื่องเดียวกันในมาตรา ๑๔๖

ในมาตรา ๙๒ (๔) (ค) คุณสมบัติของผู้สมัครเป็น ส.ส. ท่านบอกว่าจะสมัคร ในพื้นที่ไหนได้จะต้องมีเวลาที่ไปศึกษาอยู่ในพื้นที่นั้น ๕ ปี อันนี้เราได้รับความเห็นจากประชาชนและจากพรรคการเมืองซึ่งเราไปรับฟังมาสมัยที่ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเขาขอแก้เป็น ๔ ปี ซึ่งมีเหตุผลที่ดีครับ เพราะว่า หลักสูตรการศึกษาของประเทศไทยระดับปริญญาตรี ๔ ปี คนกรุงเทพฯ ไปเรียน มช. เรียน ๔ ปีจบเขาก็อยากไปสมัครที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้ เพราะฉะนั้นผมขอแก้ ๕ ปี เป็น ๔ ปี อันนี้เป็นความเห็นที่ได้มาจากทุก ๆ ฝ่ายเลยเพียงแต่ว่าคณะกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญยังไปใช้ ๕ ปีเหมือนรัฐธรรมนูญเดิม ๆ

เรื่องถัดไปคือองค์กรอิสระ ๕ องค์กรในหมวด ๑๒ ขาดความชัดเจน อันนี้ผมขอฝากนะครับ องค์กรอิสระเรามีอยู่ ๕ องค์กร ในแต่ละองค์กรมีเทอม ในการดํารงตําแหน่งไม่เท่ากัน แต่ที่ท่านเขียนไว้ไม่ได้ระบุอย่างนั้นเพราะท่านพยายามทํา ร่างรัฐธรรมนูญให้สั้น ท่านเขียนเรื่ององค์กรอิสระได้สั้นมากแต่ละองค์กรนั้นประมาณหน้าเดียว ๒-๓ มาตรา แต่ประเด็นคือว่าองค์กรอิสระที่เรามีอยู่ตามรัฐธรรมนูญ ๕ องค์กรมีวิธีการ ในการอยู่ในตําแหน่งไม่เหมือนกัน ถ้าเป็น กกต. ถ้าเป็นคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน เขาจะอยู่เป็นคณะเข้ามาพร้อมกันและออกพร้อมกัน ถ้ามีคนมีอันเป็นไปสัก ๑ คน ไม่ว่าจะลาออกหรือจะถึงอายุ ๗๐ ปีก่อน คนที่มาแทนเขาจะอยู่ได้ตามเทอมเขาเท่านั้น อันนี้คือ กกต. กับคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน เหตุผลที่เป็นเช่นนี้เพราะว่าอย่าง กกต. จะมีความเชี่ยวชาญที่ต่างกัน เพราะฉะนั้นตอนสรรหาเข้ามาเราก็จะดูองค์ประกอบว่า ๕ คน ๗ คนนี้ควรจะเอาใครเข้ามาบ้างเพราะเวลาออกไปก็เอาคนเข้ามาแทนลําบาก ถ้าเผื่อ เราไปใช้วิธีแบบศาลรัฐธรรมนูญซึ่งท่านจะเข้ามาอยู่คนละ ๙ ปี ไม่ว่าจะเข้ามาวันไหน ท่านก็จะอยู่ไป ๙ ปีของท่าน เพราะฉะนั้นก็จะเป็นฟันเฟืองสลับกันไปหมดนั่นก็ว่า ไปไม่ได้ผิด แต่ท่านไปอ้างทุกองค์กรว่าให้มีวิธีการเข้าและออกเหมือนศาลรัฐธรรมนูญ จึงทําให้การเข้าและออกของ กกต. และคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินผิดเพี้ยน ไปจากที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ ก็ขอให้ลงรายละเอียดเพิ่มเติมนิดหนึ่งว่ากรณีของ กกต. และคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินซึ่งจริง ๆ แล้วรวมถึงองค์กรสิทธิมนุษยชนด้วย แต่นั่น เขามีกฎหมายแยกต่างหากจึงทําให้การตีความนั้นไม่ยากลําบาก อันนี้ก็ขอฝากไว้อยู่ใน หมวด ๑๒ ว่าควรจะใส่ไว้ให้ชัดเจนว่าองค์กรไหนเข้าอย่างไร ออกอย่างไร เพราะฉะนั้น การสรรหาคนที่มาทดแทนคนที่ออกไปก่อนนั้นจะต้องเขียนให้ละเอียดกว่านี้ครับ

ในประเด็นที่ ๑๐ คือเรื่อง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจําปี ท่านก็มีเจตนา ที่ท่านเรียกว่าร่างรัฐธรรมนูญปราบโกง ร่างรัฐธรรมนูญป้องกันคอร์รัปชัน ท่านก็เลยบรรจุ เป็นยาแรงไว้ในมาตรา ๑๓๙ ว่า ส.ส. แปรญัตติเปลี่ยนแปลงในการลดหรือตัดทอน รายจ่ายได้ แต่จะต้องไม่มีส่วนในการใช้งบประมาณนั้นตามวรรคสองของมาตรา ๑๓๙ ผลคืออะไรครับ ท่านใส่ยาแรงไว้มากเลยวิธีแก้ในอดีต การแปรญัตติ พ.ร.บ. งบประมาณ ในวาระที่สองทุกส่วนราชการก็จะโดนตัดนั่นตัดนี่ เมื่อโดนตัดไปเขาก็จะกองไว้ได้มา ๓๐,๐๐๐-๔๐,๐๐๐ ล้านบาทเขาก็จะไปกระซิบกับรัฐบาล รัฐบาลก็จะส่งโครงการเข้ามาใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นโครงการที่กระจายไปทุกจังหวัด ส.ส. บางทีก็ ส.ว. แอบไปมีส่วนด้วย ก็จะมีส่วนในการใช้งบประมาณเหล่านั้นทางอ้อม ท่านก็เห็นว่าเป็นวิธีการที่ไม่ถูกต้อง ท่านประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญพูดเรื่องนี้หลายครั้งก็จึงใส่ยาแรงไว้ว่า ถ้าพิสูจน์ได้ว่า ส.ส. ที่อภิปรายในเรื่องนี้มีส่วนใช้งบประมาณเหล่านั้นก็จะต้องห้ามกลับมาตลอดชีวิต ต้องให้พ้นจากตําแหน่ง ถ้าเป็น ครม. ก็พ้นทั้ง ครม. เลยก็เป็นเรื่องที่ดีมากเลย แต่สิ่งที่ผม อยากจะฝากไว้คือว่ามันยากในการที่จะไปฟ้องศาลบอกว่าเขามีส่วนใช้งบประมาณหรือไม่ เพราะกว่าจะรู้มันผ่านไปตั้งเป็นปีแล้ว งบก่อสร้าง งบอะไรก็แล้วแต่ที่ลงไปสู่จังหวัด เพราะฉะนั้นผมคิดว่าถ้าท่านเติมอีก ๑ วรรค ใส่ประโยคนี้ไปในมาตรา ๑๓๙ ในกรณีที่มี การแปรญัตติในทางลด หรือตัดทอนรายการ หรือจํานวนในรายการใด จํานวนรายจ่ายที่ลด หรือตัดทอนนั้นจะนําไปจัดสรรสําหรับรายการอะไรอีกมิได้ เว้นแต่เป็นการจัดสรร เพื่อส่งใช้ต้นเงินกู้ ดอกเบี้ยเงินกู้ หรือชดใช้เงินคงคลัง ความหมายคือว่าคณะกรรมาธิการ งบประมาณอยากตัดก็ตัดไป แต่ตัดไว้ไม่ใช่ไปกระซิบรัฐบาลให้ส่งโครงการมาอีก ตัดทิ้งไปเลยถ้ามีวงงบที่ยังเหลืออยู่ ถ้าจะใช้ก็ไปใช้ดอกเบี้ยเงินกู้ ชดใช้เงินคงคลัง หรือใช้ส่ง ต้นเงินกู้ก็เป็นประโยชน์แก่ประเทศ วิธีนี้ท่านก็ไม่ต้องมานั่งให้ ส.ส. ร้อยละ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ไปยื่นต่อศาล ไปตีความว่ามีการแปรญัตติเพื่อนํางบประมาณไปใช้เพื่อประโยชน์ของตนเอง โดยทางตรงหรือทางอ้อมหรือไม่ในอนาคต ก็ขอฝากว่าถ้าทําอย่างนี้จะแก้ปัญหาได้เยอะเลย

ผมมีประเด็น ๒-๓ ประเด็นที่อยากจะฝากไว้นะครับ อีกประเด็นหนึ่งก็คือ มาตรา ๑๑๖ ท่านบัญญัติว่าปีหนึ่งมี ๒ สมัยประชุม ท่านก็เป็นนวัตกรรมเอกเหมือนกัน ไม่มีในร่างรัฐธรรมนูญเดิม ๆ รัฐธรรมนูญเก่า ๆ ประเพณีการปฏิบัติของสภาไทยจะแบ่ง สมัยประชุมเป็น ๒ ประเภท คือสมัยประชุมสามัญทั่วไป และสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติ ด้วยเหตุผลที่ว่าในสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัตินั้น ๔ เดือน ห้ามไม่ให้มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ห้ามโน่นห้ามนี่ไว้ ให้กระทําการเฉพาะในเรื่องของการออกกฎหมายหรือตราพระราชบัญญัติ แต่อย่างเดียวเป็นหลัก ยกเว้นแต่ที่ประชุมมีมติเป็นอื่น อันนี้ก็เพราะว่ากระบวนการ ออกกฎหมายของบ้านเราชักช้า เยิ่นเย้อ ออกกฎหมายก็ได้ปีละไม่กี่สิบฉบับเลย แต่วันนี้ ท่านแก้ตรงนี้ออกไป ท่านเรียกเป็นว่าสมัยสามัญทั้ง ๒ อัน มีศักดิ์เท่ากัน ใครจะทําอะไร ก็ใน ๒ สมัยนี้ เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมก็อยากจะฝากเป็นข้อสังเกตว่าถ้าท่านทําอย่างนี้แล้ว การอภิปรายต่าง ๆ หรือการพิจารณาเรื่องอื่น ๆ ก็จะทําให้การออกกฎหมายยิ่งล่าช้าไปใหญ่

อีกอันหนึ่งก็คือว่าหลักนิติธรรมซึ่งเราได้ยินกันเยอะมาก คําพิพากษาของศาล ยิ่งศาลรัฐธรรมนูญที่ใช้ในการลงโทษใครตัดสินใครใช้หลักนิติธรรมทั้งนั้นเลย แต่ในร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้มีคําว่า หลักนิติธรรม อยู่แค่ ๒ แห่งเอง คือในมาตรา ๓ และมาตรา ๒๖ ซึ่งเขียนไว้สั้น ๆ ผมเสียดายมากเลย แล้วเดี๋ยวนี้เรื่องหลักนิติธรรมก็เป็นเรื่องที่ร่ําเรียนกัน บรรยายกัน อภิปรายกันมากมายหลายแห่ง ศาลก็นําไปใช้เยอะ แต่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ให้ความสําคัญ กับคําว่า หลักนิติธรรมเลย ก็อยากจะฝากเป็นข้อสังเกตว่ารูล ออฟ ลอว์ (Rule of law) ก็ควรที่จะนํามาบัญญัติไว้ในเมื่อเราเริ่มที่จะยอมรับกันแล้ว

และประเด็นสุดท้ายครับ ผมสนับสนุนที่ร่างรัฐธรรมนูญได้บัญญัติในเรื่องของ ยุทธศาสตร์ชาติไว้ตามมาตรา ๖๑ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ดีแล้วก็เป็นเรื่องที่จะทําให้ประเทศเรา เดินหน้าไปสู่ความเจริญก้าวหน้าตามเป้าหมายร่วมกันไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาล ก็ขอขอบพระคุณ แล้วก็ชื่นชมต่อคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ แล้วผมยืนยันว่าเป็นร่างรัฐธรรมนูญที่ดีและที่มี ความเหมาะสม ที่ได้อภิปรายไปก็เป็นข้อสังเกตที่ฝากไว้เพื่อความสมบูรณ์เพิ่มเติมครับ ขอกราบขอบพระคุณครับ