ดุสิต ชี้ร่างรัฐธรรมนูญปฏิรูปไม่ครบ ขอจัดตั้งหมวดเฉพาะเพื่อความต่อเนื่อง

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๖ · ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙

ดุสิต เครืองาม หารือร่างรัฐธรรมนูญในประเด็นการปฏิรูป โดยเสนอให้จัดตั้งหมวดเฉพาะว่าด้วยการปฏิรูปเพื่อความต่อเนื่องในอนาคต พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความเหมาะสมของการโอนอำนาจแต่งตั้ง สปท. จากนายกรัฐมนตรีไปยังหัวหน้า คสช. และเสนอให้ปรับโครงสร้างและขยายวาระการทำงานของ สปท. ให้สอดคล้องกับภารกิจ รวมทั้งวิพากษ์ข้อกำหนดให้การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมและการศึกษาต้องแล้วเสร็จภายในหนึ่งปี โดยเสนอให้ยกเลิกมาตราดังกล่าวและจัดทำร่าง พ.ร.บ. ว่าด้วยการปฏิรูปเพื่อสร้างกลไกที่ต่อเนื่องและเชื่อมโยงกับรัฐบาลชุดใหม่

ศาสตราจารย์ดุสิต เครืองาม

กราบเรียนท่านประธาน สปท. ท่านสมาชิก สปท. ผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ กระผม ศาสตราจารย์ดุสิต เครืองาม สปท. ลําดับที่ ๕๓ ครับ ประเด็นการอภิปรายความเห็นเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญของกระผมนั้น กระผมจะขอจํากัด อยู่ในประเภทที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อเกี่ยวกับเรื่องการปฏิรูปโดยเฉพาะครับ กระผมได้อ่าน ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้หรือเวอร์ชัน (Version) นี้แล้วก็พบว่ามีอยู่เพียงไม่กี่มาตราที่เกี่ยวข้อง กับการปฏิรูป ได้แก่ มาตรา ๒๕๘ มาตรา ๒๖๗ มาตรา ๒๖๘ มาตรา ๒๖๙ มีจํานวน ๔ มาตรา หรือ ๕ มาตราเท่านั้นเอง กระผมอยากจะขอเสนอเป็นแนวทางนะครับว่า ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ควรจะแยกมาตราที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปทั้งหมด หรือเกือบจะทั้งหมดออกไปเป็นหมวดว่าด้วยการปฏิรูปโดยเฉพาะ แล้วก็ให้โยกจาก บทเฉพาะกาลให้ไปอยู่ในหมวดก่อนบทเฉพาะกาลให้เป็นการถาวร เมื่ออ่านดูร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้แล้วกระผมยังนึกไม่ออกว่าหลังจากที่มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแล้วหรือว่ามีผลบังคับ ใช้แล้วอนาคตการปฏิรูปของประเทศไทยจะเป็นอย่างไร อ่านกี่ครั้ง ๆ ก็ไม่สามารถที่จะ เห็นจุดเชื่อมต่อระหว่างการปฏิรูปในขณะนี้ที่จะเชื่อมต่อไปสู่การปฏิรูปในอนาคตได้เลย ยกตัวอย่างเช่นถ้าอ่านดูในมาตรา ๒๕๘ เขาก็เขียนไว้ว่าให้ สปท. อยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป ให้แล้วเสร็จ ทําโน่นทํานี่ให้แล้วเสร็จภายใน ๑ ปีนับแต่วันที่ร่างรัฐธรรมนูญนี้มีผลบังคับใช้ และเมื่อครบกําหนดเวลาดังกล่าวก็คือ ๑ ปี ถ้าสมมุติว่าร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติแล้ว ก็มีผลบังคับใช้ สมมุติว่าเดือนกันยายนเป็นต้นไป ก็หมายความว่าภารกิจหน้าที่ของ สปท. คือชุดนี้จะมีเวลาไปถึงประมาณเดือนสิงหาคมหรือว่าเดือนกันยายน ปี ๒๕๖๐ เท่านั้น เพราะว่าบทเฉพาะกาลบอกว่าเป็นอันสิ้นสุดลง แล้วถามว่าถ้า สปท. สิ้นสุดลงแล้วใครล่ะครับ ที่จะเข้ามาดูแลเรื่องการปฏิรูปหรือว่าขับเคลื่อน หรือว่าเสนอเรื่องการปฏิรูปในลักษณะเป็น กลไกในการขับเคลื่อนการปฏิรูป หาไม่เจอครับ ไม่ว่าจะไปดูในมาตรา ๒๖๗ ที่กล่าวถึงเรื่อง การปฏิรูปการศึกษา ก็เขียนไว้บอกว่าให้เริ่มดําเนินการให้แล้วเสร็จภายใน ๑ ปีนับแต่วัน ประกาศรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมก็บอกว่าให้ภายใน ๑ ปี อ่านกี่มาตรากลับไปกลับมาก็ไม่สามารถเห็นอนาคตการปฏิรูปของประเทศไทยได้เลยว่า จะสามารถเดินหน้าต่อไปให้ต่อเนื่องได้อย่างไร ผมจึงมีความเห็นว่าเพื่อที่จะให้การปฏิรูปนั้น ไม่เสียเปล่า ควรจะต้องมีหมวดว่าด้วยเรื่องการปฏิรูปให้ชัดเจน

กลับลงมาในรายละเอียดของมาตรา ๒๕๘ เขียนว่าในเรื่องภารกิจหน้าที่ของ สปท. โดยทั่วไป ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่ของ สปท. หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ จะปรับเปลี่ยนโครงสร้างหรือวิธีการทํางานของ สปท. เพื่อให้สอดคล้องกับภารกิจ และเกิดประสิทธิภาพก็ได้ ผมก็เลยงงกลับไปอ่านดูรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) แล้วก็ แก้ไขเพิ่มเติมได้บัญญัติไว้ว่า สปท. คณะนี้ ๒๐๐ ท่าน เกิดขึ้นจากการแต่งตั้ง โดยนายกรัฐมนตรี แต่ว่าพอมีร่างรัฐธรรมนูญนี้บังคับใช้ทําไมอํานาจในการแต่งตั้ง สปท. ของนายกรัฐมนตรีหรืออํานาจในการปรับเปลี่ยนแต่งตั้งเพิ่มเติมนั้นโยกจากนายกรัฐมนตรี ไปเป็นหัวหน้า คสช. ไม่มีความจําเป็นนะครับ เพราะฉะนั้นถ้าหากว่ายังคงให้อํานาจหน้าที่ ในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างวิธีการทํางานหรือว่าแต่งตั้งบุคคลเข้ามาใหม่เป็น สปท. ทดแทนคนที่อาจจะมีการลาหรือออกไปแล้วอยู่ในอํานาจของนายกรัฐมนตรีก็ย่อมได้ ก็ขึ้นอยู่กับวิธีการเขียนรัฐธรรมนูญ ไม่จําเป็นว่าจะต้องเป็นหัวหน้า คสช.

ต่อไปในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เหตุผลที่ผมพยายามยึดโยงว่าถ้าจะมี การปรับเปลี่ยนโครงสร้างหรือว่าแต่งตั้ง สปท. เข้ามาใหม่ที่มีการลาออกหรืออะไรไปแล้ว ควรจะเป็นนายกรัฐมนตรี ก็เพราะว่าในการปฏิรูปปีที่แล้ว ปีนี้ หรือปีหน้า คณะรัฐมนตรี เองก็ได้มีการมอบหมายหรือว่าแต่งตั้งให้มีรองนายกรัฐมนตรีที่กํากับดูแลกระทรวงต่าง ๆ แบ่งออกเป็นกลุ่มการปฏิรูปออกมา ๖ กลุ่ม หรือว่า ๖ ด้านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพราะฉะนั้น การยึดโยงระหว่างการปฏิรูปกับคณะรัฐมนตรีมีอยู่แล้วครับ เพราะฉะนั้นนายกรัฐมนตรีก็ย่อมจะรู้ดี หรือว่ารองนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ก็ย่อมจะรู้ดีว่าถ้าจะปรับเปลี่ยนโครงสร้างของ สปท. หรือวิธีการดําเนินการ หรือแต่งตั้ง คนเข้ามาใหม่นี้ รองนายกรัฐมนตรีก็จะสามารถให้คําแนะนําได้ดีที่สุด ผมจึงมีความเชื่อว่า ให้การปฏิรูปนี้ยึดโยงอยู่กับคณะรัฐมนตรีก็ไม่ได้เสียหายอะไรนะครับ ขณะเดียวกัน ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนว่าอายุการทํางานของ สปท. นั้นหลังจากมีรัฐธรรมนูญบังคับใช้แล้ว ให้อยู่ไปได้แค่ ๑ ปี ผมก็ไม่แน่ใจว่าตัวเลข ๑ ปีนี้มาจากไหน ในขณะที่ไปดูมาตรา ที่เกี่ยวข้องกับภารกิจของ สนช. สนช. นั้นเขาเขียนไว้ว่าให้ สนช. อยู่ไปจนกระทั่ง ถึงวันก่อนที่จะมีการเรียกประชุมสมัยที่มีได้จากการเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นผมก็เลยคิดว่า ภารกิจของ สปท. นี้ไม่มีอะไรรับประกันได้ว่าใน ๑ ปีนั้นจะเสร็จหมดทุกอย่างหรือว่าจะไม่มี อะไรเพิ่มเติมเกิดขึ้นที่จะต้องเร่งรัด เร่งด่วนในการปฏิรูป อาจจะมีเหตุการณ์สําคัญเกิดขึ้นมา ก็ได้ใน ๑ ปี หรือ ๒ ปีข้างหน้า เพราะฉะนั้นการที่จะให้ สปท. นี้ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศได้อยู่ต่อไปในวาระเหมือนกับ สนช. ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร คืออยู่ไปจนกระทั่ง ถึงวันสิ้นสุดก่อนวันประกาศเรียกประชุมรัฐสภาเป็นครั้งแรก แบบนี้เป็นต้นนะครับ

ต่อไปในมาตรา ๒๖๘ ก็ค่อนข้างจะแปลกพิสดาร เขียนไว้บอกว่า ในการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมนั้นซึ่งก็ครอบคลุมเรื่องตํารวจด้วย บอกว่ากําหนดให้มี คณะกรรมการอิสระคณะหนึ่งมีหน้าที่ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมให้เกิดผลสัมฤทธิ์ภายใน ๑ ปี ตามที่กําหนดในพระราชกฤษฎีกา ผมก็มานั่งอ่านดู ไม่ว่าจะเป็นมาตราเรื่องปฏิรูปการศึกษา หรือว่ากระบวนการยุติธรรมก็ทําอยู่แล้ว ปฏิรูปการศึกษา ปี ๒๕๕๗ ปี ๒๕๕๘ ก็ทํามาแล้ว ปีนี้ปี ๒๕๕๙ ก็ดําเนินการอยู่และยังไปเขียนซ้ําในร่างรัฐธรรมนูญว่าให้แล้วเสร็จภายใน ๑ ปีนี้ ผมคิดว่าการยกร่างหมวดหรือมาตราที่เกี่ยวข้องการปฏิรูปนี้คงจะต้องยกเครื่องเขียนใหม่ หมดเลยทุกมาตรา ทําไมจะต้องไปกําหนดว่าปฏิรูปการศึกษาให้เสร็จภายใน ๑ ปี ทําไม จะต้องไปเขียนเรื่องการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมให้เสร็จภายใน ๑ ปี ก็ในเมื่อการปฏิรูป มีทั้ง ๑๐ กว่าหัวข้อ ยังมีการปฏิรูปกระบวนการอะไรอีกนะครับ ระบบบริหารราชการแผ่นดิน การทุจริตคอร์รัปชัน เศรษฐกิจ พลังงาน เยอะแยะเต็มไปหมด สาธารณสุข สังคม อะไรพวกนี้นะครับ ก็ควรจะต้องยกเครื่องเขียนใหม่หมดเลย เพราะฉะนั้นโดยสรุปแล้วกระผมขอกราบเรียน แล้วก็ยืนยันว่าการยกร่างรัฐธรรมนูญนี้ควรจะต้องเขียนให้มีการยึดโยงกับการปฏิรูปในปัจจุบัน เชื่อมต่อไปหลังจากที่มีรัฐธรรมนูญใช้ หลังจากที่มีรัฐบาลใหม่ใช้แล้ว เพราะฉะนั้นควรที่ จะต้องให้มีร่างพระราชบัญญัติ หรือจะเรียกว่าร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยเรื่องการปฏิรูปอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ด้วยเพื่อให้สามารถเกิดการยึดโยงได้ แล้วในร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการปฏิรูปนั้นก็ควรจะมีกลไก มีรายละเอียดของการปฏิรูปในเรื่องต่าง ๆ จะเป็น ๑๐ ด้านหรือกี่ด้านก็แล้วแต่ จะได้ฝาก เรื่องให้ฝ่ายบริหารที่จะเข้ามาบริหารราชการแผ่นดินนั้นได้สามารถ แล้วก็มีภารกิจ ในการปฏิรูปอย่างสืบเนื่องต่อไปครับ ขอบคุณครับ