ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ขออนุญาตอภิปรายเสนอแนะสามประเด็นสำคัญเกี่ยวกับจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการกำหนดมาตรฐานจริยธรรมที่ชัดเจนเพื่อป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบ ทั้งในด้านการจัดซื้อจัดจ้าง การรับสปอนเซอร์ และการขัดกันแห่งผลประโยชน์ พร้อมเสนอให้ขยายบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญให้ครอบคลุมข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐทุกคน มีกลไกตรวจสอบที่เข้มแข็ง การเปิดเผยทรัพย์สินอย่างโปร่งใส และส่งเสริมเสรีภาพของข้าราชการในการรวมตัวเพื่อถ่วงดุลอำนาจทางการเมือง โดยเฉพาะในการแต่งตั้งโยกย้ายผู้บริหารระดับสูง เพื่อสร้างระบบการบริหารที่มีคุณธรรมและรับผิดได้
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม นายแพทย์ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ สปท. หมายเลข ๔๘ ขออนุญาตมีประเด็นที่จะ อภิปรายข้อเสนอแนะอยู่ ๓ ประเด็นนะครับ
ประเด็นแรก เป็นเรื่องจริยธรรมของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง และเจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่ผมต้องพูดถึงผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ก็เชื่อว่าปัจจัยสําคัญที่ทําให้เกิดการทุจริตและประพฤติมิชอบก็คงมาจากผู้ที่มีอํานาจรัฐ ซึ่งประกอบไปด้วยผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ข้าราชการ แล้วก็เจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งหมายรวมถึงผู้ที่มีอํานาจรัฐการอนุมัติในคณะกรรมการ ในองค์กรที่เกิดขึ้น ในการปกครอง และมีอํานาจรัฐในปัจจุบัน ดังนั้นประเด็นที่จะอภิปรายก็คงเป็นประเด็นจริยธรรมที่ควรจะมี ให้เกิดขึ้นในผู้ดํารงตําแหน่งทั้งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ประเด็นจริยธรรม ผมคิดว่าคงมีความคิดมากมายในเชิงนามธรรม สิ่งที่ผมมีข้อคิดเห็นก็คือน่าจะเป็นประเด็น ของรูปธรรม เมื่อสัปดาห์ที่แล้วทางกรรมาธิการได้เชิญผู้รับผิดชอบในการจัดซื้อจัดจ้าง ขององค์กรในระดับโลกซึ่งมาตั้งในประเทศไทยได้พูดถึงเรื่องนี้ชัดเจน แล้วผมคิดว่า เป็นประเด็นสําคัญ อาจจะเป็นตัวอย่างเล็ก ๆ สําหรับเรื่องของจริยธรรมในการที่จะต้อง ไม่เกิดขึ้นระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย เช่น การรับเลี้ยง การที่จะรับเป็นสปอนเซอร์ (Sponsor) ในการจัดงานต่าง ๆ ซึ่งอันนี้คงเป็นตัวอย่างอันหนึ่งซึ่งน่าจะเป็นข้อสังเกตหรือข้อเสนอต่อ ผู้ที่จะดําเนินการในการที่จะกําหนดมาตรฐานจริยธรรมหรือประมวลจริยธรรมในโอกาสต่อไป ประเด็นในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้คงมีพูดถึงอยู่หลายมาตรา ไม่ว่าจะเป็นมาตรา ๒๗ วรรคท้าย ซึ่งพูดถึงข้าราชการในการที่จะถูกจํากัดสิทธิ เมื่อพูดถึงเกณฑ์จริยธรรม หรือว่าใน มาตรา ๗๒ ที่พูดถึงว่ารัฐพึง ซึ่งท่านประธานกรรมาธิการวิสามัญได้กรุณาอภิปรายไว้แล้ว ส่วนประเด็นของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ผมคิดว่ามีกล่าวถึงทั้งในมาตรา ๒๑๕ แล้วก็มาตรา ๒๓๑ ซึ่งผมคิดว่าตรงนั้นมีสมาชิกได้อภิปรายไปเมื่อเช้าวันนี้ แล้วผมก็คิดว่า ข้อสังเกตนั้นคงตรงกัน ประเด็นที่ผมอยากจะอภิปรายก็คือประเด็นของข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งอยากจะมีข้อเสนอ ๒ ประเด็นครับ
ประเด็นแรก ก็คือเรื่องของความครอบคลุมที่จะขยายผลจากจริยธรรมของ นักการเมืองให้ครอบคลุมไปถึงข้าราชการแล้วก็เจ้าหน้าที่ของรัฐด้วย ซึ่งเมื่อปรากฏอยู่ใน มาตรา ๗๒ และจะกรุณายกให้เป็นเรื่องหน้าที่ของรัฐก็จะทําให้เรื่องนี้เข้มข้นมากขึ้น ส่วนประเด็นมาตรา ๒๑๕ ที่พูดถึงการไต่สวนนะครับ โดยที่ทางกรรมการ ป.ป.ช. เป็นผู้ไต่สวน แล้วก็ส่งเรื่องให้กับศาลรัฐธรรมนูญ ผมว่าประเด็นนี้ถ้าจะขยายไปถึงข้าราชการของรัฐ และเจ้าหน้าที่รัฐอื่น ๆ ก็เป็นประเด็นที่น่าจะพิจารณาดูนะครับ สําหรับในข้อประเด็นที่จะเสนอนี้ผมคิดว่าประเด็นผู้รับผิดชอบการกํากับ ประเมินผล แล้วก็ส่งเสริมให้เกิดมาตรฐานจริยธรรม ซึ่งในรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ก็ได้พูดถึง ผู้ตรวจการแผ่นดินซึ่งมีหน้าที่ส่งเสริม สําหรับร่างฉบับนี้ผมคิดว่าน่าจะต้องมีการกําหนด ให้ชัดเจนว่าใครจะเป็นผู้ส่งเสริม แล้วก็รับผิดชอบในการติดตาม กํากับ และประเมินผล นอกเหนือจากการที่จะไต่สวนโดยกรรมการ ป.ป.ช. ในประเด็นที่ ๒ ที่จะมีข้อเสนอแนะ คงเป็นเรื่องของมาตรการกลไกที่มีประสิทธิภาพเพื่อป้องกันและขจัดการทุจริตอย่างเข้มงวด ซึ่งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญก็ได้กรุณาบรรจุไว้ในมาตรา ๕๙ ไว้ชัดเจนแล้ว ผมคงมี ประเด็นย่อยที่จะพูดถึงในหัวข้อนี้อยู่ ๒ เรื่อง เรื่องแรก ก็คือเรื่องของคุณธรรม ในการบริหารบุคคล โดยเฉพาะการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการที่เป็นผู้บริหารระดับสูง ซึ่งตรงนี้ก็คงจะผูกพันความสัมพันธ์เชิงอํานาจกับผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ประเด็นนี้ ได้บรรจุไว้ในมาตรา ๗๒ เช่นเดียวกัน เพียงแต่ว่าถ้าจะยกระดับให้เป็นเรื่องของ การกําหนดให้มีกฎหมายแล้วรัฐต้องทําก็น่าจะเป็นทําให้สมบูรณ์มากขึ้นนะครับ ประเด็น ๒ ย่อยในข้อนี้ก็คือเรื่องของกลไกตรวจสอบและถ่วงดุลโดยข้าราชการ จะเห็นได้ว่า ในมาตรา ๔๒ พูดถึงเรื่องของบุคคลที่จะมีเสรีภาพในการรวมตัว ผมอยากเสนอให้ข้าราชการ มีเสรีภาพในการที่จะรวมตัวเพื่อที่จะตรวจสอบ ถ่วงดุลการใช้อํานาจรัฐของนักการเมือง ซึ่งผมคิดว่าอันนี้น่าจะมีประโยชน์แล้วก็เป็นประสบการณ์ตรงของข้าราชการ กระทรวงสาธารณสุขในประสบการณ์ที่ผ่านมา
ประเด็นสุดท้าย ที่ผมขออนุญาตมีข้อเสนอแนะคงเป็นเรื่องของการขัดกัน แห่งผลประโยชน์ ซึ่งทางคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญกรุณาบรรจุไว้เป็นหมวดหนึ่งเลย ก็คือหมวด ๙ ผมคิดว่าประเด็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์นี้บางคนเรียกว่าเป็นทุจริต คอร์รัปชันแบบขาว ๆ เรียกว่าไวท์คอร์รัปชัน (White corruption) แต่ผมคิดว่าอันนี้ก็จะเป็น การทําการทุจริตประพฤติมิชอบแบบที่เนียนขึ้น แล้วก็เป็นไปตามวิวัฒนาการของ การบริหารงานของหน่วยงานภาครัฐมากขึ้น จริง ๆ แล้วเรื่องนี้มีการพูดไว้ตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๔๙๐ พูดถึงการขัดกันของผลประโยชน์ แต่ก็ยังพูดเฉพาะผู้มีอํานาจที่มาจากการเลือกตั้ง ผมคิดว่าตัวอย่างของการขัดกันแห่งผลประโยชน์ซึ่งพวกเราคงจะได้รับทราบ เนือง ๆ แล้วก็มากขึ้นนะครับ ผมขอยกตัวอย่างเช่นการใช้ข้อมูลลับเพื่อประโยชน์ของตัวเอง และพวกพ้อง ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือเอกชน การใช้ข้อมูลอินไซเดอร์ (Insider) ในการซื้อ หุ้นต่าง ๆ ผมคิดว่านี่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ทั้งสิ้นนะครับ การทํางานหลังจาก ออกตําแหน่งแล้ว ผู้เกษียณแล้วเข้าไปสู่ตําแหน่งต่าง ๆ การใช้อํานาจหน้าที่เพื่อให้บริษัท หรือหน่วยงานของตนเองหรือพรรคพวกได้รับงาน การใช้ตําแหน่งหน้าที่ผลักดันโครงการ ที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและพวกพ้อง ต่าง ๆ เหล่านี้ถือเป็นเรื่องของการขัดกัน แห่งผลประโยชน์ทั้งสิ้น แล้วที่สําคัญผมคิดว่าหน่วยงานกํากับและตรวจสอบซึ่งมีหน้าที่ ในการกํากับและตรวจสอบเข้าไปนั่งในการบริหารหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นบอร์ด (Board) หรืออะไรต่าง ๆ ก็ตาม รวมทั้งกลไกในการกํากับกับการเข้าไปเป็นผู้ปฏิบัติในการบริหารต่าง ๆ เหล่านี้ผมคิดว่าน่าจะเป็นเรื่องของการขัดกันแห่งผลประโยชน์ทั้งสิ้น ผมคงมีข้อเสนออย่างนี้ อยู่ ๒ ประเด็นครับ ประเด็นแรก คือการที่จะขยายความครอบคลุม ในหมวด ๙ นี้พูดถึง เฉพาะผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองเท่านั้น ถ้าจะขยายไปถึงเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งก็หมายถึง ข้าราชการและผู้ใช้อํานาจรัฐทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นองค์กร เป็นอะไรต่าง ๆ ที่ใช้อํานาจรัฐ ในการที่จะมีอํานาจในการจัดสรรงบประมาณคงจะต้องอยู่ในหมวด ๙ นี้ด้วยนะครับ รวมทั้ง องค์กรที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบ องค์กรที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งท่านประธาน ได้กรุณาอภิปรายไปแล้ว อันนี้คือการขยายความครอบคลุมมากกว่า ส.ส. หรือว่าผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมือง รวมทั้งท้องถิ่น ประเด็นที่ ๒ มาตรการนอกเหนือจากการที่จะห้ามการเข้าไป ดํารงตําแหน่งต่าง ๆ แล้วตามที่ปรากฏอยู่ในหมวด ๙ แล้ว ก็มีข้อเสนอว่าการแสดงทรัพย์สินของผู้ที่ใช้อํานาจรัฐทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ กรรมการหรือว่าผู้ที่เข้าไปอยู่ในการบริหารจัดการทั้งสิ้นน่าจะต้องอยู่ในการแสดงทรัพย์สินด้วย ทั้งหมดคงเป็น ๓ ประเด็นที่ผมขออนุญาตได้นําเสนอต่อท่านประธานนะครับ ขอบคุณครับ