สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๕๒ · ๑๐ ตุลาคม ๒๕๕๙

จำนวนสมาชิกที่มาประชุมทั้งหมดที่ลงชื่อไว้เมื่อเลิกประชุม ๑๘๑ คน
ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

สวัสดีครับ เรียนท่านสมาชิกขณะนี้มีสมาชิกลงชื่อมาประชุมจำนวน ๑๐๘ ท่าน ครบองค์ประชุมแล้วนะครับ ผมขอเปิดการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เพื่อดำเนินการประชุมตามระเบียบวาระ

ระเบียบวาระที่ ๑ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม ซึ่งไม่ปรากฏในระเบียบวาระคือ

รับทราบสรุปผลการประชุมคณะกรรมการประสานงาน รวม ๓ ฝ่าย และ คณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภา

ด้วยในคราวการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภา ครั้งที่ ๔๐/๒๕๕๙ วันพฤหัสบดีที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๕๙ ที่ประชุมมีมติให้นำผลการประชุมของคณะกรรมการประสานงาน รวม ๓ ฝ่าย และคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภา แจ้งให้สมาชิกทุกท่านได้รับทราบ การดำเนินงานของคณะกรรมการ และคณะกรรมาธิการดังกล่าว รายละเอียดปรากฏตาม เอกสารที่เจ้าหน้าที่ได้จัดวางไว้ประจำที่นั่งของสมาชิกทุกท่านแล้วนะครับ จึงขอแจ้ง ที่ประชุมทราบ

(ที่ประชุมรับทราบ)

ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม

รับรองรายงานการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ครั้งที่ ๓๐/๒๕๕๙ วันจันทร์ที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๕๙ ซึ่งได้วางไว้ให้ท่านสมาชิกตรวจดูแล้ว เมื่อวันพุธที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๕๙ บริเวณห้องรับรองสมาชิกชั้น ๑ อาคารรัฐสภา ๑ และหอสมุดรัฐสภา ก่อนที่จะนำเสนอให้ที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศรับรอง

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)

เมื่อไม่มีผู้ใดเห็นเป็นอย่างอื่น ถือว่าที่ประชุมรับรองรายงานการประชุมดังกล่าวนะครับ

ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว

๓.๑ รายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ เรื่อง การปฏิรูประบบการให้ความรู้พื้นฐานทางการเงินแก่ประชาชน (เลื่อนมาจากการประชุม สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ครั้งที่ ๕๑/๒๕๕๙ วันจันทร์ที่ ๓ ตุลาคม ๒๕๕๙) หรือถ้าจะกล่าวอีกนัยหนึ่งให้ลึกซึ้งไปอีกคืออยู่บนพื้นฐานของการศึกษา ในยุคของการพัฒนา เกษตรกรรมความรู้เรื่องเกษตรกรรมหรือการศึกษาเรื่องเกษตรกรรมเป็นปัจจัยหลัก ในการขับเคลื่อนให้การพัฒนาประเทศในยุคนั้นเติบโต ในยุคการปฏิวัติอุตสาหกรรมความรู้หรือ การศึกษาทางด้านอุตสาหกรรมเป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนประเทศหรือสังคมให้ก้าวไป ข้างหน้า ในยุคคลื่นลูกที่สามคือยุคเทคโนโลยีสารสนเทศ การพัฒนาประเทศหรือการพัฒนา สังคมขับเคลื่อนด้วยความรู้หรือการศึกษาทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ในศตวรรษที่ ๒๑ นี้ ได้มีการกำหนดทักษะของคนในศตวรรษที่ ๒๑ ว่าในศตวรรษที่ ๒๑ นอกเหนือจากการศึกษา เรื่องอื่น ๆ ซึ่งบรรจุอยู่ในตำราแล้วนั้นควรจะต้องมีทักษะทางด้านไหนอีกบ้าง เพราะจากการวิจัย ปรากฏว่าทักษะของคนที่มีอยู่ในศตวรรษที่ ๒๐ นั้นไม่สามารถที่จะขับเคลื่อนให้เกิดการพัฒนา ในศตวรรษที่ ๒๑ ได้ จึงมีคำกล่าวทางการศึกษาที่ได้กล่าวถึงคำว่าทักษะในศตวรรษที่ ๒๑ ขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษ ทเวนตี้เฟิสต์ เซนทูรี สกิล (21st Century Skill) ทักษะที่สำคัญ ทักษะหนึ่งของคนในศตวรรษที่ ๒๑ คือทักษะในเรื่องการเงิน ด้วยเหตุนี้เองคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ โดยการนำของท่านสมชัย ฤชุพันธุ์ จึงได้หยิบยก เรื่องนี้ขึ้นมาเป็นเรื่องสำคัญของการปฏิรูป คือการปฏิรูประบบการให้ความรู้พื้นฐานทางการเงิน แก่ประชาชนเพื่อจะได้เป็นความรู้เป็นทักษะที่สำคัญของประชาชนคนไทยที่จะเป็นส่วนสำคัญ ในการขับเคลื่อนให้การปฏิรูปเศรษฐกิจและการปฏิรูปประเทศเดินไปข้างหน้าต่อไป ผมขออนุญาต ท่านประธานกราบเรียนเชิญท่านดอกเตอร์สมชัย ฤชุพันธุ์ ซึ่งเป็นผู้นำหลักในการปฏิรูปเรื่องนี้ เป็นผู้นำเสนอต่อไป ขอบพระคุณครับ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ คนที่สอง ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ เชิญท่านสมชัย ฤชุพันธุ์ ค่ะ

นายสมชัย ฤชุพันธุ์ กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ เพื่อนสมาชิกที่รักทุกท่านครับ ผม นายสมชัย ฤชุพันธุ์ สมาชิก สปท. เลขที่ ๑๕๗ ขออนุญาต นำเสนอแนวคิดเรื่องการปฏิรูประบบการให้ความรู้พื้นฐานทางการเงินแก่ประชาชน ผมจะพูดถึงเรื่องนี้โดยสรุปสั้น ๆ เพื่อจะได้นำเรื่องไปสู่การที่จะให้คุณสินีนาถนำเสนอ ในรายละเอียดต่อไป

ประเด็นแรกคือชื่อเรื่อง เรื่องที่เราเสนอวันนี้ เรื่องการปฏิรูประบบการให้ความรู้ พื้นฐานทางการเงินแก่ประชาชน เป็นชื่อทางการที่เราเสนอขออนุมัติไว้ก็จะใช้ชื่อเดิม แต่จริง ๆ แล้ว ในทางปฏิบัติเพื่อการทำงานเราได้เรียกชื่อกันว่า เรื่องนี้คือเรื่องการอ่านออกเขียนได้ทางการเงิน ในภาษาอังกฤษคือเรื่องไฟแนนเชียลลิเทอเรซี (Financial Literacy) คำว่าการอ่านออกเขียนได้ หรือการอ่านหนังสือออกแล้วเขียนหนังสือได้ มันเป็นลักษณะพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับ การดำรงชีวิตมนุษย์ในสังคมสมัยใหม่เป็นเวลานานมาแล้ว เรารู้จักกันดี ในนานาชาติเขาจะมี เงื่อนไขว่าประเทศใดมีระดับขั้นของการอ่านออกเขียนได้ ซึ่งหมายถึงการอ่านหนังสือออก เขียนหนังสือได้ในระดับอัตราส่วนเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งหมด ก็มีสถิติที่เผยแพร่ ของสหประชาชาติเป็นที่รู้กันทั่วโลก แต่ว่าในสังคมสมัยใหม่จริง ๆ มาถึงยุคศตวรรษที่ ๒๑ อย่างที่ท่านประธานได้พูดถึงในนั้น คำว่าการอ่านออกเขียนได้มันมีความหมายที่กว้างกว่านั้น ลำพังการอ่านหนังสือออกและเขียนหนังสือได้อย่างเดียวไม่เพียงพอแล้ว มันมีความจำเป็น ต้องอ่านคอมพิวเตอร์ออก ส่งสื่อสารทางอินเทอร์เน็ต (Internet) ได้ เพราะฉะนั้นการอ่านออก เขียนได้ในทางสารสนเทศและการสื่อสารจึงเป็นสิ่งจำเป็นขั้นพื้นฐานในการดำรงชีวิตของมนุษย์ ในสังคมสมัยใหม่ หลังจากนั้นก็จะมีเรื่องการอ่านออกเขียนได้ทางการเงิน เพราะว่าโลกสมัยใหม่ขับเคลื่อนด้วยระบบเงิน ความจริงเงินเป็นของที่มีประโยชน์ มีความสำคัญ แต่มันไม่มีค่าในตัวเอง เราไม่ได้ถือเงินเพื่อกินหรือเพื่อเอามาประดับร่างกายหรือ เพื่อใช้ประโยชน์จากมันโดยตรง แต่เราถือเงินเพราะอำนาจซื้อของเงินและเราต้องการใช้เงิน ไปแลกเปลี่ยนกับของที่ใช้ประโยชน์ได้จริง ๆ ที่กินได้ ที่มาประดับร่างกายได้ ที่ก่อให้เกิด ความสุขต่อมนุษย์ได้ แต่อย่างไรก็ตามแม้ว่าเงินจะไม่มีค่าในตัวเองก็ตาม เงินมันเป็นปัจจัย หล่อลื่นให้ระบบเศรษฐกิจมันขับเคลื่อน เพราะฉะนั้นระบบเศรษฐกิจก็อาศัยเงินอยู่เยอะ แล้วความรู้เรื่องเงินและไม่รู้เรื่องเงิน จัดการเรื่องการเงินเป็นหรือไม่ จึงเป็นปัจจัยชี้ขาดของ การที่จะดำรงชีวิตในสังคมมนุษย์ได้อย่างมีความสุข หรือสามารถเจริญก้าวหน้าหรือสามารถแข่งขัน ได้หรือไม่ เพราะฉะนั้นเรื่องความรู้ความสามารถที่จะใช้เงินเป็น ใช้เงินเป็นเครื่องมือ ในการดำรงชีวิตในสังคมเป็นจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ แล้วก็มีการพูดถึงเรื่องไฟแนนเชียลลิเทอเรซี (Financial Literacy) คือการอ่านออกเขียนได้ทางการเงิน มันจะมีความรู้เกี่ยวกับการเงินพื้นฐาน ระดับหนึ่ง ซึ่งคนทุกคนที่อยู่ในสังคมต้องรู้ ถ้าไม่รู้ก็จะตกเป็นเหยื่อของความที่ถูกเอาเปรียบ แล้วไม่สามารถแข่งขันได้ ไม่สามารถเจริญก้าวหน้าได้ เพราะฉะนั้นความรู้ที่คำว่า การอ่านออกเขียนได้จึงมีความหมายเพิ่มขึ้นอีก ๒ อย่าง คือ การอ่านออกเขียนได้ในเชิงไอที อินฟอร์เมชัน เทเลคอมมูนิเคชัน เทคโนโลยี (IT Information Telecommunication Technology) อันที่ ๒ คือการอ่านออกเขียนได้ในเชิงการเงิน เมื่อหลายวันก่อนนี้ผมได้มีโอกาส นั่งคุยกับคุณหมอพรพันธุ์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศของเรา ท่านเป็นประธานกรรมาธิการ อยู่ชุดหนึ่ง ท่านได้พูดถึงเรื่องว่าท่านกำลังจะนำเสนอเรื่องการอ่านออกเขียนได้ในเชิงสุขภาพ ในเชิงเฮลท์ (Health) ผมฟังแล้วก็น่าสนใจมาก แล้วท่านจะนำเสนอเรื่องนี้เข้าสู่สภานี้อีกครั้งหนึ่ง แต่ทีนี้ผมขออนุญาตเรียนว่าถ้าเป็นเช่นนั้นแล้วคำว่าการอ่านออกเขียนได้ในความหมาย สมัยใหม่คงจะต้องมีความหมาย ๔ อย่าง อันแรกคือการอ่านออกเขียนได้ในเชิงตัวหนังสือ คืออ่านหนังสือออกเขียนหนังสือได้ ๒. คือการที่สามารถใช้อุปกรณ์เครื่องมือทางสารสนเทศ หรือการสื่อสารได้คือไอทีลิเทอเรซี (IT Literacy) อันที่ ๓ คือความสามารถที่จะปฏิบัติการ ทางการเงินได้อย่างฉลาดคือไฟแนนเชียลลิเทอเรซี (Financial Literacy) แล้วมีอันที่ ๔ ที่มีความรู้ความสามารถบำรุงรักษาและพัฒนาสุขภาพของตนเองได้อย่างดีก็คือเป็น เฮลท์ลิเทอเรซี (Health Literacy) ทั้งหมดนี้จึงจะเป็นชุดของลิเทอเรซี (Literacy) ที่มี ความจำเป็นสำหรับสังคมสมัยใหม่ของมนุษย์นะครับ ทำไมเราต้องมานำเสนอเรื่องนี้ ในสภาวะเงื่อนไขตอนนี้นะครับ ก็เป็นเพราะว่าขณะนี้ประเทศไทยมีปัญหาที่สำคัญมากอันหนึ่ง คือปัญหาทางเศรษฐกิจก็มีหลายเรื่อง แต่ในบรรดาเรื่องที่สำคัญเหล่านั้นก็มีเรื่องหนึ่งคือเรื่อง การชะลอตัวของระบบเศรษฐกิจที่ไม่สามารถจะฟื้นตัวกลับมาพัฒนาเติบโตได้อย่างเข้มแข็ง ทะมัดทะแมง อันนี้ก็เกิดจากอำนาจซื้อพลังในการบริโภคของภาคการบริโภคคือ ภาคครัวเรือนได้ตกต่ำลง ได้ขาดศักยภาพ ขาดพลัง แต่เพราะว่าถูกถ่วงด้วยหนี้สิน อันมากมายล้นพ้นคือหนี้สินภาคครัวเรือน หนี้สินภาคครัวเรือนมันค่อย ๆ ก่อตัวขึ้น ในระยะหลัง ๆ ช่วงไม่เกิน ๑๐ ปีมานี้เอง แต่มันได้สะสมพอกพูนขึ้นเป็นจำนวนมาก ขณะนี้ มีจำนวนรวมถึงประมาณ ๘๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ๘๗ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) ตัวเลขของ หนี้ภาคครัวเรือนมันก็เป็นตัวปัญหาใหญ่ของสังคมไทย พูดถึงหนี้นี่โลกมีประสบการณ์ในการมีปัญหา อันเกิดจากหนี้มาหลายอย่าง หลายประเทศมีหนี้ภาครัฐบาลเรียกว่าหนี้สาธารณะ ประเทศไทย เราก็ระมัดระวังมากในเรื่องนี้ แต่ว่าจริง ๆ แล้วเราไม่เคยมีปัญหาหนี้ภาครัฐบาลจนกระทั่ง ก่อเกิดวิกฤติ เรามีเหมือนกันแต่ว่ามันไม่ถึงขั้นที่เป็นวิกฤติ อย่างในบางประเทศรัฐบาลเขาใช้จ่ายเยอะเกินตัว เป็นเวลานานไม่มีการระมัดระวังทางการเงินแล้วก็ตกเป็นหนี้สินของภาคสาธารณะ จนกระทั่งก่อเกิดผลกระทบต่อระบบการเงินของประเทศ แต่ว่าเราไม่มีปัญหาเพราะว่าเราได้ ระมัดระวังมาตลอด แต่ว่ายังประมาทไม่ได้ แต่ว่าที่แล้วมาเราเคยเกิดวิกฤติทางการเงิน คือ วิกฤติเมื่อปี ๒๕๔๐ ที่เรียกว่าวิกฤติต้มยำกุ้ง แต่วิกฤติต้มยำกุ้งนั้นไม่ใช่เป็นวิกฤติที่เกิดขึ้น จากหนี้รัฐบาล เกิดจากหนี้ภาคธุรกิจ บริษัททั้งหลายไปกู้เงินจากต่างประเทศมาเยอะ แล้วกู้ระยะสั้น มาลงทุนระยะยาว หรือกู้ระยะสั้นมาลงทุนเพื่อการเก็งกำไรนะครับ ก็เลยกลายเป็นหนี้ จำนวนมากมายมหาศาล พอเรามีทุนสำรองไม่พอต่างประเทศรู้แล้วก็พยายามจะมา เรียกหนี้คืนก็เกิดภาวะที่ไม่สามารถชำระหนี้ได้ก็เลยกลายเป็นวิกฤติต้มยำกุ้งซึ่งขยายตัวไปทั่วโลก หนี้อันนั้นเป็นหนี้ของภาคธุรกิจ แต่ว่าเราปล่อยให้ภาคธุรกิจขยายตัว ชะล่าใจ หลงระเริง กับความเจริญรุ่งเรืองในช่วงปี ๒๕๓๐ ถึง ๒๕๔๐ เราเติบโตเร็วมาก จนกระทั่งกลายเป็น ฟองสบู่ขนาดใหญ่ ในที่สุดฟองสบู่ก็แตกในปี ๒๕๔๐ เป็นวิกฤติที่ทุกคนคงจำกันได้ วิกฤติคราวนั้น เป็นวิกฤติทางการเงินและวิกฤติเศรษฐกิจซึ่งนำไปสู่การเกิดวิกฤติในทั่วเอเชียและทั่วโลก อันนั้นไม่ได้ก่อเกิดจากหนี้ภาครัฐบาลแต่เกิดจากหนี้ภาคธุรกิจ หลังจากนั้นเราก็เลยปรับตัว ในด้านธุรกิจขนานใหญ่ในระบบการเงินของรัฐบาลที่มีหน้าที่บริหารจัดการระบบการเงิน ของประเทศ แล้วก็ระบบการเงินของภาคธุรกิจ ทีนี้ภาคธุรกิจของเรารวมทั้งธนาคารต่าง ๆ ด้วย ก็มีความเข้มแข็ง มีความมั่นคงมาก แต่ว่าเราได้อาศัยภาคครัวเรือน อาศัยชาวบ้าน อาศัยรากหญ้า อาศัยคนยากคนจนมาช่วยเป็นตัวขับเคลื่อนกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อให้เศรษฐกิจมันฟื้นตัว จากวิกฤติ แล้วก็ทำได้สำเร็จ แล้ววิกฤติก็ฟื้นตัวแล้ว เราก็กลับมาสู่วงจรของการเจริญเติบโตตามปกติ แต่ขณะเดียวกันการที่เราอาศัยภาคครัวเรือน อาศัยรากหญ้า อาศัยคนจนที่เราไปให้โอกาส ไปแจกเงินไปทำประชานิยมอะไรต่าง ๆ นี้ มันก็เลยก่อเกิดเป็นภาวะที่หนักอึ้งลงบนหลัง ของครัวเรือน ครัวเรือนเพื่อให้มีการบริโภคเยอะ เรายุการบริโภคกันเยอะ ยุให้ซื้อบ้าน ยุให้ซื้อรถยนต์ ยุให้ซื้อมือถือ ยุให้ซื้อรถคันแรก เป็นมาตรการส่งเสริมทั้งนั้น ซึ่งเป็นเรื่องดี ที่ทำให้ประชาชนมีความสุข มีโอกาสที่จะลืมตาอ้าปาก มีความเจริญทางวัตถุเข้ามา แต่ขณะเดียวกันมันก็มีหนี้เกิดขึ้นเยอะ เพราะว่าเราไม่ได้จัดการให้ดีในเรื่องการอ่านออกเขียนได้ ทางการเงิน ก็เลยมาพบว่าขณะนี้เศรษฐกิจมันเกิดชะลอตัวอย่างมาก เพราะว่าภาคคอนซัมป์ชัน (Consumption) ภาคการบริโภคซึ่งมีภาคครัวเรือนเป็นหลักไม่สามารถก่อเกิดบทบาท เป็นตัวขับเคลื่อนก่อเกิดพลังได้อย่างเต็มที่ เราก็เลยมาคิดว่าจริง ๆ แล้วรากเหง้าของปัญหานี้ มันอยู่ที่การอบรมบ่มเพาะสร้างนิสัยแล้วก็ฝึกปรือให้มีสิ่งที่เรียกว่าการอ่านออกเขียนได้ ทางการเงิน และตรงนี้ก็เป็นเรื่องระยะยาว เป็นปัญหาระยะยาว เป็นปัญหาใหญ่ เป็นปัญหาโครงสร้าง ที่จะต้องปรับเปลี่ยน ก็ถึงเวลาในโอกาสที่เราจะทำการปฏิรูปนี้คงจะต้องหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาทำ นี่คือเหตุผลประการแรกนะครับ

เหตุผลประการที่ ๒ ก็คือว่าในขณะนี้โลกกำลังเปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนแปลง ของโลก ผมเชื่อว่ามันขับเคลื่อนด้วยความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งมันแผ่ขยายไปทั่วทุกวงการ สิ่งที่กำลังสะเทือนมากขณะนี้ก็คือวงการพลังงานซึ่งจะเปลี่ยน รูปแบบของพลังงานไปเยอะ อันที่ ๒ นี้ก็คือวงการการเงินซึ่งกำลังจะเกิดขึ้นโดยเฉพาะสิ่งที่เรียกว่า ฟินเทค (FinTech) หรือนวัตกรรมทางการเงินที่ทำให้ระบบการเงินมันจะเปลี่ยนระบบ จากระบบที่ว่าในระบบที่อาศัยอินเทอร์มีเดียรี (Intermediary) ที่อาศัยตัวกลาง เวลานี้ ระบบมันขับเคลื่อนโดยอย่างนี้ ประชาชนทั่วไปก็มีเงินทำมาหากินสะสมรายได้ แต่เอาเงินนี้ เรื่องการจัดการทางการเงินไปผ่านตัวกลางคือเอาเงินไปฝากแบงก์ไปฝากธนาคาร ธนาคารก็รวบรวม เอาเงินที่มีอยู่สะสมได้จากประชาชนทั่วไปเอามาไว้เพื่อให้มันกองใหญ่ ๆ แล้วก็ถือเป็นของธนาคาร และธนาคารเป็นผู้จัดการกองเงินนั้นเอาไปปล่อยกู้ ธนาคารจ่ายดอกเบี้ยให้กับผู้ฝากเงิน ขณะเดียวกันธนาคารก็คิดดอกเบี้ยจากผู้มากู้ในอัตราที่สูงกว่าที่ประชาชนมาได้จากการฝากเงิน กับธนาคาร ก็เป็นหน้าที่ของธนาคารซึ่งธนาคารทำหน้าที่ดีในการจัดสรรการออมของประชาชน ให้ไปสู่การลงทุนที่ถูกต้อง มีการวิเคราะห์โครงการ มีการเลือกสรรว่าโครงการไหนจะก่อเกิด ประโยชน์ต่อประเทศได้มากกว่าด้วยระบบกลไกตลาด ความจริงเขาไม่ได้คิดถึงเรื่องประเทศหรอก มันอาจจะมีผลอยู่ในนั้น เขาคิดเรื่องกำไรของเขา แต่วิธีการกำไรของเขาโดยรวมแล้วระบบ มันทำให้ประเทศชาติสามารถเลือกสรรการลงทุนที่มีผลตอบแทนต่อสังคมสูงขึ้นได้ ในโลกนี้ก็ดำเนินการมาเป็นร้อยปี แต่ขณะนี้การนวัตกรรมทางการเงินในเรื่องฟินเทค (FinTech) ในเรื่องเทคโนโลยีกำลังสั่นคลอนระบบเดิม ระบบที่ใช้เรียกว่าอินเทอร์มีเดียรี (Intermediary) ตัวกลางกำลังถูกท้าทายอย่างมากเพราะว่าคนทั้งหลายเขาเริ่มคิดว่า ระบบเงินที่มันอยู่ได้เพราะความศรัทธา เพราะความเชื่อถือ มันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ แต่ถ้าเขาสามารถสร้างความเชื่อถือขึ้นมาได้ ถ้าไม่สามารถสร้างใหญ่ เขาสามารถสร้างความเชื่อถือ ในวงเล็ก ๆ ในกลุ่มของเขาขึ้นมาได้ เขาก็สามารถสร้างสิ่งที่เรียกว่าเงินได้ สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น บิตคอยน์ (Bitcoin) อะไรพวกนี้ มันเป็นเรื่องความเชื่อถือในวงเล็กและการศรัทธาที่กำลังสร้างขึ้น และตัวนี้จะเป็นตัวท้าทายของระบบการเงินใหญ่ที่สร้างขึ้นมาเป็นร้อยปีมั่นคงถมึงทึง มีอำนาจ มีพลัง กำลังถูกท้าทายโดยเรื่องเหล่านี้ สิ่งเหล่านี้กำลังเกิดขึ้นมากมายหลายรูปหลายแบบ แล้วยังมีผลต่อการประกอบธุรกิจอย่างมากมายทั้งในทุกวงการ อันนี้คือด้านใหม่ ของภาวการณ์ทางด้านการเงินในโลก ภาวการณ์มันก็มีความจำเป็นที่ว่าคนในสังคม ที่จะดำรงชีวิตอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านตรงนี้จะต้องมีความสามารถที่จะเผชิญปัญหาตัดสินใจได้ ปรับตัวได้ รู้ทัน จึงมีความจำเป็นต้องอ่านออกเขียนได้ทางการเงิน เพราะฉะนั้นนี่คือเหตุผล ประการที่ ๒ และเรื่องนี้ถึงเวลา มีความจำเป็น และมีสภาวการณ์แล้วที่จะต้องดำเนินการ อย่างจริงจัง ความจริงการให้ความรู้ทางการเงินขณะนี้ไม่ได้ไม่มีคนทำมีคนทำเยอะ และมี คนแย่งกันทำด้วยนะครับ แต่ว่ามันไม่เป็นระบบและไม่ทั่วถึงแล้วก็ไม่มีประสิทธิภาพ เหตุเพราะว่าต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างคิด กระจัดกระจาย ด้วยความปรารถนาดีของผู้มี ส่วนเกี่ยวข้องทั้งหลาย ระบบธนาคาร ระบบสถาบันการเงิน ระบบธุรกิจอะไรต่าง ๆ เขาช่วยกันให้ความรู้อยู่ แต่ว่ามันถึงเวลาของประเทศชาติที่ต้องกำหนดเรื่องนี้จนกลายเป็น เรื่องพื้นฐานที่ทุกคนต้องรู้และต้องรู้อย่างเป็นระบบอย่างเพียงพออย่างสามารถใช้การได้ มันเหมือนการอ่านหนังสือออกและเขียนหนังสือได้ เพราะฉะนั้นจึงจะต้องมาจัดระบบมัน สิ่งที่คณะกรรมาธิการทำคือจัดระบบตรงนี้ให้เป็นระบบ การทำซึ่งทำกันอยู่แล้วกระจัดกระจายทั่วไป เอาคนทั้งหลายที่ทำอย่างนี้ก็ยังทำอย่างเดิม แต่ทำอย่างมีทิศทาง มีระบบแล้วก็มีประสิทธิภาพ ทีนี้เรื่องนี้มันเป็นเรื่องที่มีความสำคัญต่อประเทศในเชิงการแข่งขัน เรื่องการแข่งขันระหว่าง ประเทศเป็นเรื่องปกติหลีกเลี่ยงไม่ได้ และเป็นเรื่องที่มีความเข้มข้นเพิ่มขึ้นทุกที เพราะในทุกประเทศจะพูดถึงก็ความสามารถ ในการแข่งขันของเรา ของประเทศไทย ของสังคมไทย ของเศรษฐกิจไทย ประเทศไทย เคยได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันค่อนข้างสูง แล้วเราแข่งชนะมา แต่ในช่วงหลัง ๆ ประมาณ ๑๐ ปีหลังนี่เราเริ่มสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน ความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจหรือของประเทศมันขึ้นอยู่กับปัจจัยอะไรหลาย ๆ อย่าง ขึ้นอยู่กับว่าประเทศนั้นมีทรัพยากรมากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับว่าประเทศนั้นมีทุน และได้ลงทุนมากน้อยแค่ไหน มีพลังการผลิตสะสมไว้ มีเครื่องจักรมากน้อยแค่ไหน ประเทศนั้น มีความเจริญทางเทคโนโลยีมากน้อยแค่ไหน แล้วที่สำคัญที่สุดคือประเทศนั้นมีมนุษย์ มีคน มีประชากรที่มีคุณภาพดีแค่ไหน ผมเคยอ่านบทความภาษาต่างประเทศบางอันเขาวิเคราะห์ว่า ปัจจัยสำคัญที่ชี้ขาดความสามารถในการแข่งขันอยู่ที่มนุษย์ ที่สังคม อยู่ที่คน ทรัพยากรธรรมชาติ เทคโนโลยี จากนี้ก็คือบิลด์ (Build) อยู่ในคน หรือเครื่องจักรกลหรือทุนพวกนี้มันเป็นของที่หาได้ ทั้งนั้นเลยถ้ามนุษย์เก่งนะครับ เพราะฉะนั้นที่สำคัญคือต้องพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การที่มาทำเรื่องการอ่านออกเขียนได้ทางการเงินนี่ก็คือการมุ่งที่จะพัฒนาคุณภาพของคนไทย ให้ได้ระดับมาตรฐานสากลในยุคปัจจุบันนี้ เพื่อที่สามารถนำพาประเทศไทย ดำรงชีวิตอยู่ ในประเทศได้อย่างมีความสุข และนำพาประเทศไทยทำการแข่งขันกับนานาชาติได้ เพราะฉะนั้น การพูดเรื่องการอ่านออกเขียนได้ทางการเงินจึงมีความสำคัญต่อขีดความสามารถ ในการแข่งขันของประเทศไทย ทีนี้ถามว่าที่เราจะทำหรือควรจะทำกันนี่เราจะสร้างอะไรกันแน่ ประเด็นว่าสร้างความรู้ หรือสร้างทักษะ หรือสร้างนิสัย หรือว่าสร้างวัฒนธรรม เราใช้ชื่อหัวข้อว่า การปฏิรูประบบการให้ความรู้พื้นฐานทางการเงินแก่ประเทศไทย คีย์เวิร์ด (Keyword) ในนี้คือความรู้ แต่ในนี้เราต้องการหมายความที่มากกว่านั้น คำว่าความรู้เป็นส่วนหนึ่ง แต่มันมีอย่างอื่น ถ้าพูดถึงความรู้กับทักษะนี่ ความรู้มันคือสภาวะของคนที่รู้หรือไม่รู้ ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แล้วถามได้ว่ารู้ไหม ตอบว่ารู้ ก็คือรู้ว่ามันมีกลไกอย่างไร มันทำอย่างไร แต่มันยังต้องถามอีกคำหนึ่งว่าแล้วทำเป็นหรือเปล่า ทำได้หรือเปล่า ท่านรู้ไหมว่าขับรถ ขับอย่างไร บางคนอาจจะไม่รู้ บางคนก็รู้ แต่ว่าคนที่รู้นี่ขับรถได้ไหม ขับรถเป็นไหม ไม่แน่ คนละเรื่อง หรือว่าขับรถเป็นก็คือรู้ว่ารถมันขับเคลื่อนด้วยกลไกต้องใช้พลังงานจะต้อง เติมน้ำมัน ต้องเปิดสวิตช์ (Switch) ต้องสตาร์ต (Start) รถ ต้องถือพวงมาลัย ต้องเหยียบคันเร่ง แล้วจะต้องกำกับคันเร่งได้ในความเร็วแล้วก็โดยใช้เบรกเป็น อันนี้สามารถรู้ได้หมดเลย อ่านตำราก็รู้ อ่านตำราจนทะลุปรุโปร่ง ตอบคำถามไหนก็ตอบได้ ถ้าสอบในห้องเรียน ก็จะสอบได้ อันนั้นคือรู้แล้ว แต่ถามว่าขับรถเป็นไหมคนละเรื่อง เรื่องการขับรถเป็น สกิล (Skill) เป็นทักษะ และเขาต้องไปปฏิบัติฝึกฝนไปเทรน (Train) การขับรถ แล้วก่อเกิด ความสามารถในการขับรถในเชิงการปฏิบัติ เพราะฉะนั้นต้องไปให้มีทักษะในการปฏิบัติ สิ่งที่เราต้องการไม่ใช่เพียงแต่ว่าให้คนมีความรู้ทางการเงิน แต่เราต้องการให้คนมีทักษะ ในการปฏิบัติการทางการเงินได้ด้วยคือต้องทั้งรู้และทำเป็น ถามว่ารู้แล้ว ทำเป็นแล้ว พอไหม ผมคิดว่าไม่พอ เพราะถ้ารู้แล้ว ทำเป็นแล้ว แต่ไม่ได้ทำ เหมือนกับ การออกกำลังกาย ถามว่ารู้เรื่องการออกกำลังกายไหม รู้ ต้องออกกำลังกายด้วยการเพิ่ม การเต้นของหัวใจให้แรงขึ้น ต้องใช้แรง ต้องมีเหงื่อ ต้องวิ่ง ต้องเดิน ต้องถีบจักรยาน ต้องอะไรต่าง ๆ รู้ สารพัดรู้ทั้งหมด ทำเป็นไหม แล้วถีบจักรยานเป็นหรือเปล่า แล้ววิ่งเป็นหรือเปล่า แล้วก็เล่นกีฬาเป็นหรือเปล่า ก็อาจจะทำเป็น แต่ถามว่าแล้วได้ทำหรือเปล่า มันเป็นคนละเรื่อง คนอ่านหนังสือออก คนรู้หนังสือและอ่านหนังสือออก อ่านหนังสือเป็นทักษะเป็นสกิล (Skill) เขียนหนังสือก็เป็นทักษะ คนที่เขาอ่านหนังสือออกเขียนหนังสือได้มันต้องมีความรู้และมีทักษะ แต่ถามว่าคนที่อ่านหนังสือออกเขียนหนังสือได้มีความรู้และทักษะแล้วได้ปฏิบัติการอ่าน อย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง เพราะรักการอ่าน มีนิสัยแห่งการอ่าน และได้เขียนหนังสือ อย่างประจำต่อเนื่อง มีอะไรก็จดบันทึก บันทึกประจำวัน บันทึกเหตุการณ์ บันทึกเรื่องราว การประชุม เป็นนิสัยแห่งการจดบันทึก นิสัยแห่งการเขียน ไรต์ติงแฮบิต (Writing Habit) อันนี้แฮบิต (Habit) เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะสิ่งที่เราต้องการทำผมคิดว่าไม่ใช่เฉพาะเรื่อง ความรู้และไม่ใช่เรื่องทักษะเท่านั้น ยังต้องปลูกฝังนิสัยให้คนปฏิบัติการเป็นประจำสม่ำเสมอ รักที่จะทำอย่างนั้น ชอบที่จะทำอย่างนั้น และมีกิจวัตร มีการปฏิบัติการอย่างนั้นอย่างเสมอ ๆ ยกตัวอย่างเช่นการออม เราต้องการให้คนรู้จักออม อาจจะไปสอนว่าการออมดีมีประโยชน์ การออมต้องมีรายได้มากกว่ารายจ่าย ต้องจ่ายให้น้อยลงอะไรต่าง ๆ จะปฏิบัติการออมให้ดี ก็ต้องไปออมก่อน มีเงินมาปั๊บรายได้ก็เก็บเอาไว้ก่อน จ่ายทีหลัง เอาไปใส่กระปุกหรือเอาไป ฝากแบงก์ อันนี้ทำเป็นแล้ว แต่ได้ทำหรือเปล่า ได้ออมเป็นประจำเป็นกิจวัตรหรือเปล่า อันนี้ต้องการฟอร์มูเลชัน ออฟ แฮบิต (Formulation of Habit) เป็นแฮบิตฟอร์มูเลชัน (Habit Formulation) เป็นการอินสทิลเลชัน (Instillation) การปลูกฝัง ถ้าพูดถึงว่า เราบอกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องความรู้สิ่งที่เราต้องทำคือต้องสอนต้องให้เรียน ถ้าเราบอกเรื่องนี้ เป็นเรื่องสกิล (Skill) เป็นเรื่องทักษะ สิ่งที่ต้องทำคือต้องให้ฝึกหัดปฏิบัติ ถ้าเราบอกเรื่องนี้ เป็นเรื่องของนิสัยต้องปลูกฝังนิสัย เราก็จะได้ลงลึกไปอีกชั้นหนึ่งว่าไม่ใช่เพียงแต่รู้และปฏิบัติได้ ปฏิบัติเป็นเท่านั้น ยังต้องได้ปฏิบัติเป็นนิสัยเป็นประจำสม่ำเสมอด้วย สิ่งที่ผมคิดว่า ควรจะต้องสร้างขึ้นในสังคมไทยในประเทศไทยคือไฟแนนเชียลแฮบบิต (Financial Habit) คือนิสัยแห่งการปฏิบัติการทางการเงินที่ถูกต้องเหมาะสมจะเป็นเรื่องการทำบัญชีเป็นประจำ รู้เรื่องบัญชี แล้วก็ทำบัญชีเป็นคือมีสกิล (Skill) เท่านั้น ยังต้องปลูกฝังให้มีการทำเป็นประจำ การออมก็เหมือนกันเพราะเรื่องของไฟแนนเชียลลิเทอเรซี (Financial Literacy) ในที่สุดแล้วก็ ต้องมีทั้ง ๓ องค์ประกอบ คือ มีความรู้ มีทักษะ แล้วก็มีการสร้างนิสัย มีแฮบิต (Habit) แต่ละตัวมันถ้าอะแวร์ (Aware) มันจริง ๆ แล้วจะเห็นว่ามันมีทั้งคำกิริยาที่ไม่เหมือนกัน แอ็กชัน (Action) ที่ไม่เหมือนกัน ความรู้ ถ้าต้องการให้มีความรู้ก็ต้องสอน ต้องบอก ต้องสร้าง สิ่งแวดล้อมให้เขาเกิดการเรียนรู้ ถ้าต้องการให้เขามีทักษะก็ต้องเปิดโอกาสให้เขามีการปฏิบัติ มีการฝึกอบรม มีการปฏิบัติจริงจึงจะก่อเกิดทักษะได้ พอมีทักษะแล้วก็ต้องทำให้มีนิสัย รักการอ่าน รักการเรียน ทำการอ่านและเรียนเป็นประจำ ทำการออมแล้วก็ปฏิบัติการออม เป็นประจำ ทีนี้ถ้าเผื่อทำกันทั่ว ๆ ไปทุกคนมีนิสัยแห่งการออม ทุกคนมีนิสัยแห่งการทำบัญชีครัวเรือน ทำบัญชีของตนเอง มันก็จะเกิดเป็นการทำที่แพร่หลายทั่วถึงทั้งสังคม เราก็จะสร้างขึ้นมา เป็นวัฒนธรรม เป็นวัฒนธรรมในการปฏิบัติการทางการเงินที่ฉลาด เป็นวัฒนธรรมประจำชาติได้ เรื่องนี้ต้องทำอย่างมีจิตสำนึก อย่างเป็นระบบ แล้วก็อย่างมีแผนการ เรื่องที่เราจะนำเสนอ ต่อไปนี้ก็เป็นการจัดเรื่องเหล่านี้ให้เป็นระบบ ให้มีแผนการ

คราวนี้ประเด็นต่อไปก็คือว่าจะสอนความรู้ หรือจะฝึกทักษะ หรือจะปลูกฝัง อะไรกันบ้าง ก็คือเนื้อหาว่าที่เราเรียกว่าไฟแนนเชียลลิเทอเรซี (Financial Literacy) การอ่านออกเขียนได้ทางการเงินมีองค์ประกอบอะไรได้บ้าง เรื่องนี้ผมจะพูดเฉพาะหัวข้อว่า มันคืออะไรแล้วก็รายละเอียดคงให้ท่านอาจารย์สินีนาถได้มาลงในรายละเอียดต่อไป คือเรื่อง การออมเป็นองค์ประกอบอันหนึ่ง เรื่องการออม การใช้จ่ายอย่างคุ้มค่าไม่ได้ว่าให้ประหยัด โดยไม่ใช้จ่าย ให้ใช้จ่ายแต่ใช้ให้คุ้มค่า ก่อนใช้ต้องคิดว่าคุ้มค่าหรือไม่ เรื่องการทำบัญชี ส่วนบุคคลและการทำบัญชีครัวเรือน เรื่องการวางแผนทางการเงิน เรื่องนวัตกรรม ทางการเงิน เรื่องอาจจะเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อขยายวงออกไปเพื่อให้ครอบคลุมถึง สิ่งที่เรามีแล้วก็เป็นประโยชน์โดยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท่านได้ทรงริเริ่มในเรื่องนี้นะครับ แล้วก็เรื่องอื่น ๆ อีกนะครับ มีคนถามว่าเราจะออกแบบวางระบบอย่างไร แบบที่จะวางนี่ก็คือ แบบที่ถือหลักอย่างนี้

ประการแรกคือต้องแยกออกมาชัดว่าใครจะเป็นผู้กำหนดนโยบายในเรื่องนี้ ใครจะเป็นผู้กำกับดูแลในเรื่องนี้ และใครจะเป็นผู้ปฏิบัติคือแยกโพลิซีเมกเกอร์ (Policy Maker) เรกูเลเตอร์ (Regulator) กับโอเปอเรเตอร์ (Operator) ออกจากกัน ขณะนี้เขาทำกันอยู่ มีการทำเรื่องการให้คนอ่านออกเขียนได้ทางการเงินโดยลุล่วงออกไป แต่ส่วนมากก็เป็น โอเปอเรเตอร์ (Operator) แล้วโอเปอเรเตอร์ (Operator) นี้ก็กำกับตัวเอง แล้วก็กำหนด นโยบายเอง เพราะฉะนั้นจึงมีหลายนโยบาย ต่างคนต่างมีนโยบาย ต่างคนต่างมีการกำกับดูแล โดยไม่ได้สอดประสาน ไม่ได้ตกผลึกขึ้นเป็นแผ่น เป็นระบบของประเทศ สิ่งที่เราทำก็คือ จัดระดับของคนเหล่านี้ที่มีอยู่แล้วนี่จัดระเบียบ จัดระบบให้เป็นระบบและให้มีความชัดเจน จะต้องมีหน่วยงานซึ่งทำหน้าที่กำหนดนโยบายทั้งนโยบายในเชิงเนื้อหาสาระและนโยบาย ในเชิงบริหารจัดการ แล้วก็จะต้องมีผู้กำกับดูแลที่ชัดเจน ไม่จำเป็นต้องมีคนเดียวมีหลายคนก็ได้ แต่ต้องมีความชัดเจนว่าใครทำหน้าที่อะไร เพื่อว่าผู้กำกับดูแลจะได้แยกออกจากผู้ปฏิบัติ คนปฏิบัติจะได้มุ่งปฏิบัติให้เป็นจริงและให้สอดคล้องกับนโยบายและเป็นไปตามหลักเกณฑ์ ของผู้กำกับ มันก็จะได้มีคนดูแลว่ามีการปฏิบัติถ้าไม่อย่างนั้นคนปฏิบัติก็เป็นนายตัวเอง กำกับตัวเอง เมื่อไรอยากทำก็ทำ เมื่อไรคิดว่าเรื่องนี้ดีก็ทำ เรื่องนี้ไม่ดีก็ไม่ทำก็อาจจะไม่ทั่วถึง ผู้กำหนดนโยบายมีภารกิจในการกำหนดนโยบายทั้งในนโยบายเกี่ยวกับนิสัยและวัฒนธรรม ทางการเงินของคนไทย และนโยบายในการบริหารจัดการระบบ หน่วยงานกำกับดูแลอันนี้ เราก็ใช้หน่วยที่มีอยู่แล้ว เช่น กระทรวงการคลัง หรือธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ก.ล.ต. คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือคณะกรรมการประกันภัย หรือกระทรวงศึกษาธิการ เป็นต้น สำหรับหน่วยปฏิบัติก็ใช้หน่วยงานที่มีอยู่แล้วพวกธนาคาร ของรัฐ ธ.ก.ส. ธอส. ธนาคารพาณิชย์ทั้งหลายนะครับ แล้วก็เรื่องของตลาดหลักทรัพย์ บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ หรือว่าใช้มหาวิทยาลัย โรงเรียนในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ใช้วัดก็ช่วยสอนได้ พระก็ช่วยสอนได้ เรื่องการออม เรื่องการใช้อย่างคุ้มค่าไม่ทำลาย ทรัพยากรธรรมชาตินะครับ สำหรับรายละเอียดนี้ผมจะขออนุญาตท่านประธานว่า ขอให้คุณสินีนาถซึ่งเป็นผู้ศึกษาเรื่องนี้โดยตรงเป็นเจ้าตำรับได้นำเสนอต่อไปครับ ขอบคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ต่อไปนะคะ เรียนเชิญคุณสินีนาถ ไพสิฏฐานันท์ เป็นท่านรองผู้อำนวยการ สำนักงานกลยุทธ์และแผนงานของธนาคารธนชาตินะคะ เชิญค่ะ

นางสาวสินีนาถ ไพสิฏฐานันท์ ผู้ชี้แจงในนามคณะกรรมาธิการ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ แล้วก็สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศค่ะ ดิฉัน นางสาวสินีนาถ ไพสิฏฐานันท์ อนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านการเงินการคลังค่ะ ขอรายงานวาระการปฏิรูประบบการให้ความรู้พื้นฐานทางการเงินแก่ประชาชนค่ะ จากบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแล้วก็แผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๒ รวมถึงแผนพัฒนาระบบสถาบันการเงินระยะที่ ๓ ได้มุ่งเน้นการผลักดันการส่งเสริมความรู้ ทางการเงินและการให้ประชาชนสามารถที่จะใช้บริการทางการเงินได้อย่างชาญฉลาดค่ะ แต่อย่างไรก็ดีปัญหาการขาดความรู้และวินัยทางการเงินของประชาชนเป็นปัญหาที่อยู่ใน สังคมไทยมายาวนานค่ะ แม้ว่าในหลายช่วงปีที่ผ่านมาหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนต่าง ๆ พยายามที่จะยกระดับความรู้ทางการเงินของประชาชน แต่ส่วนใหญ่มีการดำเนินงาน ที่ไม่เป็นระบบและเน้นกลุ่มเป้าหมายในวงแคบ ไม่ได้ครอบคลุมประชาชนอย่างทั่วถึง แล้วก็ ไม่ได้ขับเคลื่อนองคาพยพทุกภาคส่วนของประเทศค่ะ โดยรวมแล้วประชาชนจำนวนมาก โดยเฉพาะคนฐานรากมีโอกาสได้เรียนรู้ทักษะทางการเงินค่อนข้างน้อย ส่วนใหญ่ยังคงขาด ความเข้าใจในการบริหารจัดการเงินส่วนบุคคล มีการใช้จ่ายหรือก่อหนี้สินเกินตัว ขาดวินัย ทางการเงิน รวมทั้งยังไม่มีความสามารถเพียงพอในการจัดการทางเลือกทางการเงินได้ อย่างมีเหตุผลและเกิดอรรถประโยชน์สูงสุดค่ะ ทำให้เกิดปัญหาของระบบเศรษฐกิจที่ตามมา อย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพี (GDP) ที่อยู่ในระดับที่สูง ปัญหาภาระหนี้ ต่อรายได้ของครัวเรือนที่จนที่สุดที่อยู่ร้อยละ ๔๙ ในปี ๒๕๕๖ ซึ่งไม่ลดลงเลยจากปี ๒๕๕๒ การออมต่อรายได้พึงจับจ่ายใช้สอยของครัวเรือนอยู่ในระดับที่ต่ำ ร้อยละ ๘.๖ ในปี ๒๕๕๗ ลดลงจากร้อยละ ๑๐.๗ ในปี ๒๕๕๐ ค่ะ

เป็นที่ทราบกันดีว่าเรากำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ผู้มีเงินออม เพื่อใช้จ่ายยามชราภาพมีเพียงร้อยละ ๔๔.๑ ของผู้มีเงินออมทั้งหมด และในร้อยละ ๔๔.๑ นี้ ร้อยละ ๒๕ ทำได้ตามแผนการออมค่ะ และร้อยละ ๓๔.๓ ทำไม่ได้ตามแผนการออม ประชาชนประมาณ ๓ ใน ๔ ของประเทศมีความรู้ทางการเงินระดับปานกลางถึงต่ำและ ต่ำที่สุดค่ะ ที่สำคัญที่สุดก็คือว่าการเข้ามาและการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วของดิจิทัล อีโคโนมี ไฟแนนเชียล เทคโนโลยี (Digital Economy Financial Technology) ต่าง ๆ ซึ่งทุกวันนี้ หากเราเข้าไปในร้านโทรศัพท์มือถือก็จะเห็นได้ว่าโทรศัพท์มือถือที่เขาขายนั้นส่วนใหญ่เป็น สมาร์ตโฟน (Smartphone) แล้วโดยทั้งหมด โทรศัพท์มือถือโดยกดปุ่มหาได้ยากมากค่ะ นั่นหมายความว่าแอปพลิเคชัน (Application) ต่าง ๆ ที่เป็นเรื่องของไฟแนนเชียลเทคโนโลยี (Financial Technology) ก็กำลังเข้าอยู่ในมือของประชาชนแทบจะทุกคนแล้วในปัจจุบันนี้ หากระบบการให้ความรู้และส่งเสริมวินัยทางการเงินยังคงเป็นไปตามระบบปฏิบัติเดิม คงจะไม่มีแรงขับเคลื่อนมากพอ และไม่ทำให้ประชาชนมีความรู้และปรับพฤติกรรมได้ทันพลวัต ของสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปค่ะ ที่สำคัญที่สุดคงไม่เป็นผลดีต่อการพัฒนาประเทศ แต่การปฏิรูปเศรษฐกิจที่ยั่งยืนมีความจำเป็นที่จะต้องยกระดับศักยภาพของทั้งผู้ให้บริการ ทางการเงินซึ่งเป็นทางด้านซัปพลายไซด์ (Supply Side) ซึ่งคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจ ได้นำเสนอไปหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการปฏิรูประบบภาษี ระบบงบประมาณ ระบบการเงินฐานราก สหกรณ์ออมทรัพย์ แต่การปฏิรูปเศรษฐกิจที่ยั่งยืนนั้นเราจะต้องมี การปฏิรูปผู้ใช้บริการทางการเงินด้วยค่ะ นั่นก็คือประชาชนซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ของระบบเศรษฐกิจ ถึงจะเป็นการปฏิรูปที่สมบูรณ์ เพราะฉะนั้นการปฏิรูปการให้ความรู้พื้นฐาน ทางการเงินจึงเป็นการปฏิรูปผู้ใช้บริการทางการเงินที่เป็นจิกซอว์ (Jigsaw) สำคัญและที่จะ เติมเต็มภาพการปฏิรูประบบเศรษฐกิจให้เป็นการปฏิรูปที่สมบูรณ์ได้ค่ะ

ปัจจัยแวดล้อมที่เป็นตัวเร่งให้เกิดการปฏิรูปการให้ความรู้พื้นฐานทางการเงิน ปัจจัยแรกก็เป็นเรื่องของความซับซ้อนของสภาพแวดล้อมทางการเงินค่ะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ของนวัตกรรมทางการเงิน การพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีต่าง ๆ มากมาย ซึ่งแม้ว่าผลิตภัณฑ์ ทางการเงินรูปแบบใหม่จะมีความซับซ้อนมากขึ้น ฝากเงินออมทรัพย์ก็พ่วงประกันชีวิต ซื้อประกันชีวิตก็พ่วงกองทุน แล้วก็การพัฒนาอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีทำให้แม้แต่สถาบัน การเงินก็จะต้องมีการพัฒนาการให้บริการของตนเองด้วยค่ะ ซึ่งเรื่องเหล่านี้ก็เป็นการที่ทำให้ ประชาชนจะต้องมีความเข้าใจในเรื่องของไฟแนนเชียลลิเทอเรซี (Financial Literacy) เพื่อที่เขาจะได้ดูแลตนเองได้และเข้าใจความเสี่ยงทางการเงิน ที่สำคัญที่สุดก็คือว่า ผู้ประกอบการที่ไม่ใช่สถาบันการเงินหรือเข้ามา ทำธุรกิจทางการเงินมากขึ้น เช่น ธุรกิจบอเรต ไลน์เพลย์ รีฟินน์ ต่าง ๆ ที่เข้ามาสู่ในมือของประชาชน ผ่านโทรศัพท์มือถือค่ะ ความไม่แน่นอนของวิกฤติเศรษฐกิจและการเงิน อย่างที่ท่านอาจารย์สมชัย ฤชุพันธุ์ ได้กล่าวเอาไว้ค่ะ ก็ก่อให้เกิดความเสียหายทางด้านธุรกิจ ซึ่งถ้าเกิดมีการบริหาร จัดการเงินที่ไม่ดีแล้วก็จะทำให้ถึงกับขั้นล้มละลายได้จากวิกฤติเศรษฐกิจที่เคยผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นทั้งในประเทศและต่างประเทศค่ะ เพราะฉะนั้นวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ในประเทศของเราก็ต้องการความรู้ในการบริหารจัดการเงินด้วยเช่นกัน ภัยคุกคาม ด้านความปลอดภัยของสารสนเทศไซเบอร์เทรต (Cyber Threat) ต่าง ๆ ที่มักจะเกิดขึ้น ควบคู่ไปกับการใช้เทคโนโลยีหรือการใช้ระบบชำระเงินค่ะ เราจะเห็นได้ว่าจะมีการเอาข้อมูล ส่วนบุคคลจากผู้บริโภคไปทำธุรกรรมแอบอ้างลอกเลียนแบบมากมาย ซึ่งท่านเองก็จะได้รับข่าวสาร จากหน้าหนังสือพิมพ์อยู่เป็นระยะ ๆ ปัจจัยต่อมาก็เป็นการขยายตัวของหนี้สินภาคครัวเรือนค่ะ ซึ่งตัวเลขก็เป็นที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าอยู่ในระดับที่สูง ครัวเรือนของประเทศไทยมีทั้งหมด ๒๑ ล้านครัวเรือน พบว่ามีครัวเรือนที่เป็นหนี้ประมาณ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของครัวเรือนทั้งหมด และมีครัวเรือนที่มี หนี้นอกระบบประมาณ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ครัวเรือน หรือประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของครัวเรือน ทั้งหมดค่ะ ซึ่งตรงนี้เองที่เป็นจุดสำคัญเพราะว่าครัวเรือนที่เป็นหนี้นอกระบบนั้นเขายังขาด ความเข้าใจในเรื่องของการบริหารจัดการเงินอยู่ค่ะ ประชากรวัยทำงานกำลังเข้าสู่สังคม ผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบค่ะ จากผลการสำรวจทักษะทางการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย ผู้มีเงินออมมีสัดส่วนค่อนข้างสูงที่ร้อยละ ๗๗.๔ เปอร์เซ็นต์ แต่มีเพียงร้อยละ ๔๔.๑ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่มีการออมเพื่อการชราภาพ และในร้อยละ ๔๔.๑ มีร้อยละ ๒๕ ที่ทำได้ ตามแผนงาน และร้อยละ ๓๔ ที่ทำไม่ได้ตามแผนงานค่ะ

หากประชาชนขาดการเตรียมตัวในเรื่องของการออมเงินเพื่อรองรับช่วงชีวิต ภายหลังจากการเกษียณย่อมจะเป็นภาระทางการคลังหากรัฐบาลต้องจัดสรรเงินงบประมาณ จำนวนมากมาดูแลสวัสดิการผู้ชราภาพค่ะ แทนที่จะนำเงินไปใช้ในการพัฒนาประเทศ ในด้านอื่น ๆ พฤติกรรมการอ่านที่ไม่สอดรับกับพลวัตความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและ เทคโนโลยี ทักษะการอ่านสำคัญต่อเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ประชาชนคนไทยโดยเฉลี่ยใช้เวลา ในการอ่านเพียง ๖๖ นาทีต่อวัน เพิ่มขึ้นจาก ๓๕ นาทีในปี ๒๕๕๔ ถึงแม้ว่าการอ่านของคนไทย จะเพิ่มขึ้นก็ได้ แต่อย่างไรก็ตามก็ยังน้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้านซึ่งมีการอ่านที่มากกว่า ประเทศไทยค่ะ ซึ่งจริง ๆ แล้วทักษะการอ่านก็ควรจะเป็นทักษะที่เป็นทักษะชีวิตหรือ ที่เรียกว่าไลฟ์สกิล (Life Skill) ภาพรวมของระดับความรู้ทางการเงินของประชาชน จากผลสำรวจ ระดับความรู้ทางการเงินของคนไทยโดยธนาคารแห่งประเทศไทย และสำนักงานสถิติแห่งชาติ ใน พ.ศ. ๒๕๕๖ และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และมูลนิธิสถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจและการคลัง ภายใต้กรอบขององค์กรเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา ซึ่งในการวิจัยนั้น เขาเป็นการวัดความรู้ พฤติกรรม และทัศนคติ เพราะเชื่อว่ามีผลต่อการตัดสินใจทางการเงิน ที่ดีและจะมีสุขภาพทางการเงินที่ดีค่ะ ผลออกมาก็คือว่าคนไทยร้อยละ ๗๓ มีความรู้ทางการเงิน อยู่ในระดับปานกลางค่อนข้างต่ำจนถึงต่ำที่สุด และคะแนนของผลที่ได้ออกมานี้คนไทย มีทักษะทางการเงินน้อยกว่าคะแนนเฉลี่ยของ ๑๔ ประเทศที่เข้าร่วมโครงการ และผลจาก การทำรีเสิร์ช (Research) ของครั้งนี้ก็คือพบว่าผู้มีความรู้ทางการเงินต่ำขาดความรู้ทางการเงิน ในหลายด้านไม่ว่าจะเป็นความรู้ทางด้านการออมเงิน การจัดทำบัญชีส่วนตัว การจัดทำแผน ทางการเงิน การบริหารจัดการรายจ่าย การลงทุนในผลิตภัณฑ์ทางการเงิน

เรามาดูปัญหาของระบบการให้ความรู้ทางการเงินแบบเดิมนะคะ

ปัญหาที่ ๑ ก็คือว่าหลายหน่วยงานมีความพยายามและเห็นความสำคัญของ การให้ความรู้ทางการเงิน แต่ว่าขาดการบูรณาการร่วมกัน ทำงานไม่สอดประสานกันในแง่ ทั้งความร่วมมือแล้วก็หลักสูตร คือต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างไปอบรมให้กับผู้ที่ตนเองคิดว่า ขาดความรู้ทางการเงิน ไปอบรมเสร็จแล้วก็กลับหลังจากนั้นไม่มีใครดูแล หลังจากที่อบรมไปแล้ว ๑ วันหรือ ๒ วัน ผลักภาระหน้าที่ไปให้แก่หน่วยงานบางส่วน เช่นคุณครูซึ่งไม่ได้มีความเชี่ยวชาญและชำนาญในเนื้อหาที่เกี่ยวกับความรู้ทางการเงิน โดยรวมแล้วก็ไม่ได้คำนึงถึงความพร้อมของครู ทำให้ครูผู้สอนมีภาระการสอนเพิ่มเติมค่ะ และทำให้ไม่สามารถสอนเนื้อหาวิชาหลักได้อย่างเต็มที่ ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพ และคุณภาพการสอนในวิชาหลัก สถาบันการเงินชุมชนและบุคลากรไม่มีความพร้อม ในการให้ความรู้ค่ะ ซึ่งสถาบันการเงินชุมชนนี้จะมีอยู่ ๒ กลุ่ม กลุ่มที่เป็นนิติบุคคล หรือสหกรณ์ ซึ่งเรื่องนี้เราก็เป็นข่าวแล้วก็เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้ว และกลุ่มที่ดำเนินการกันเอง ก็คือกลุ่มออมทรัพย์ต่าง ๆ ซึ่งเราก็ต้องการที่จะเพิ่มความเข้มแข็งในแง่ของความรู้ ทางการเงินให้กับพวกเขา ขาดการวิเคราะห์ทำความเข้าใจถึงแก่นของปัญหาประชาชน ในแต่ละกลุ่ม ทำให้ยังไม่สามารถสื่อสารให้เกิดผลหรือปรับพฤติกรรมของประชาชนได้ ขาดการทำวิจัยและพัฒนาเพื่อทราบถึงข้อมูลเชิงลึกของกลุ่มเป้าหมายค่ะ จึงทำให้ไม่มีข้อมูล เพียงพอในการที่จะวางกลยุทธ์ในการสื่อสารในเนื้อหาและแนววิธีการดำเนินการค่ะ ที่สำคัญที่สุดก็คือว่าขาดการสื่อสารทางการตลาดเป็นลักษณะที่เป็นการรณรงค์ระดับชาติ เรามาดูแนวทางปฏิบัติในต่างประเทศ ๖๔ ประเทศทั่วโลกนี้ให้ความสำคัญกับการให้ความรู้ ทางการเงินแก่ประชาชนเป็นกลยุทธ์ที่มีความสำคัญระดับชาติค่ะ ทุกรัฐบาลในทุกประเทศ ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้แล้วร่างกลยุทธ์ เขาเรียกว่าเนชันนัลสทราทีจี (National Strategy) ขึ้นมาค่ะ โดยใน ๖๔ ประเทศนี้ก็แบ่งออกเป็นหลายกลุ่มค่ะ กลุ่มที่ ๑ คือแผนยุทธศาสตร์อยู่ระหว่างการปรับปรุง และแผนยุทธศาสตร์ ฉบับที่ ๒ อยู่ระหว่าง การบังคับใช้มี ๑๑ ประเทศ ซึ่งใน ๑๑ ประเทศนี้มีประเทศเพื่อนบ้านของเรา ๒ ประเทศค่ะ คือมาเลเซียแล้วก็สิงคโปร์ เขาทำมาหลายปีแล้วค่ะ กลุ่มที่ ๒ คือแผนยุทธศาสตร์ ฉบับที่ ๑ อยู่ระหว่างการบังคับใช้ มีทั้งหมด ๒๓ ประเทศ และเป็นที่น่าสนใจว่าประเทศเล็ก ๆ ก็ยังให้ ความสำคัญเรื่องนี้และยกเป็นวาระแห่งชาติของเขา กลุ่มที่ ๓ คือแผนยุทธศาสตร์อยู่ระหว่าง การออกแบบค่ะ มี ๒๕ ประเทศ กลุ่มที่ ๔ คือแผนยุทธศาสตร์อยู่ในขั้นตอนของการวางแผน มี ๕ ประเทศคือ ๕ ประเทศใหม่นี้ที่กำลังจะเข้ามา ข้อมูลนี้เป็นข้อมูลของปี ๒๕๕๘ และ ณ วันนี้ในกลุ่มที่ ๓ ประเทศที่ทำแผนเสร็จแล้วคือประเทศยูกันดาค่ะ ประเทศไทยเรา ต้องการแผนแม่บทเรื่องนี้และต้องการกลยุทธ์ที่มีความสำคัญระดับชาติหรือกลยุทธ์แห่งชาติ เพื่อที่จะขับเคลื่อนการให้ความรู้พื้นฐานทางการเงินให้มีระบบมากขึ้นค่ะ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ ถึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ๆ นะคะ ทีนี้เรามาดูทิศทางและเป้าหมายในการขับเคลื่อน การปฏิรูประบบการให้ความรู้และเสริมสร้างวินัยทางการเงินแก่ประชาชนนั้น เราจะเริ่มต้นจาก ปี ๒๕๖๐ ถึงปี ๒๕๖๕ ซึ่งเบสต์แพร็กทิซ (Best Practice) ของหลาย ๆ ประเทศ ๖๔ ประเทศที่กล่าวมานั้นส่วนใหญ่จะปฏิรูปใช้เวลา ๓-๗ ปี มีประเทศมาเลเซียใช้เวลา ๑๐ ปีค่ะ โดยการปฏิรูประบบการให้ความรู้พื้นฐานทางการเงินแก่ประชาชน เราจะเริ่มต้นจากการยกระดับ การให้ความรู้และเสริมสร้างวินัยทางการเงินเป็นวาระที่มีความสำคัญระดับชาติค่ะ เพราะเราต้องการ ให้เกิดมีการแชร์คอมมิตเมนต์ (Share Commitment) หรือมีความมุ่งมั่นร่วมกันทั้งภาครัฐ และเอกชนหรือแม้แต่นอนโพรฟิตออร์แกไนเซชัน (Nonprofit Organization) ค่ะ โดยมีการวางยุทธศาสตร์เป้าหมายอยู่ ๓ เป้าหมาย เป้าหมายแรกคือวางแผนและเก็บออม สำหรับอนาคต ประชาชนมีความรู้และความเข้าใจในการวางแผนการออม ๒. การบริหาร จัดการเงินและหนี้สินอย่างชาญฉลาดค่ะ ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจในเครื่องมือ ทางการเงินและสามารถมีวินัยในการบริหารจัดการเงินและหนี้สินได้อย่างชาญฉลาดค่ะ ๓. ก็คือ มีความเข้าใจภัยทางการเงินและความเสี่ยงทางการเงิน ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าพลวัตหรือ สิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตัวเรา ณ วันนี้ในเรื่องของดิจิทัล (Digital) เราจะต้องให้เขาเข้าใจว่า ภัยของเขาอยู่ตรงไหนและไม่ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพและสามารถบริหารจัดการความเสี่ยง ของตนเองได้อย่างรอบคอบค่ะ โดยมีรูปแบบการขับเคลื่อนดังนี้นะคะ เนื่องจากเรามองว่า แผนนี้เป็นแผนที่มีความสำคัญระดับชาติ เราจึงให้แผนนี้อยู่ที่สำนักนายกรัฐมนตรีค่ะ ซึ่งรูปแบบนี้ในระดับสากลโดยจะมีรัฐบาลเป็นผู้เริ่ม แล้วหลายแผนก็อยู่ในระดับสากล หลายแผนก็อยู่ที่กระทรวงการคลังบ้าง ธนาคารกลางบ้าง แล้วก็กระทรวงศึกษาธิการบ้าง ซึ่งทั้งนี้แล้วอยู่ที่ความแข็งแกร่งของแต่ละประเทศในแต่ละหน่วยงานค่ะ และอยู่ที่โครงสร้าง เศรษฐกิจ โครงสร้างการทำงานของแต่ละประเทศค่ะ เรามีคณะกรรมการยุทธศาสตร์ว่าด้วย การให้ความรู้และส่งเสริมวินัยทางการเงินแก่ประชาชนเป็นโพลิซีเมกเกอร์ (Policy Maker) ค่ะ ซึ่งในอินเตอร์เนชันนัลโมเดล (International Model) คนที่ใช้รูปแบบนี้ก็จะมีแคนาดา เซาต์แอฟริกา อเมริกา ญี่ปุ่น บราซิล และอีกหลาย ๆ ประเทศค่ะ และมีธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรเป็นโอเปอเรเตอร์ (Operator) ค่ะ โดยในการทำแผนยุทธศาสตร์นี้เราจะจัดแบ่งกลุ่มประชาชนค่ะ อันนี้คือภาพใหญ่ ของกลุ่มประชาชนที่เราจะจัดแบ่ง เราจะจัดแบ่งตามไลฟ์ไซเคิล (Life Cycle) ซึ่งถึงเวลา ที่จะต้องอิมพลีเมนเทชัน (Implementation) จริง ๆ แล้วจะต้องละเอียดกว่านี้ เพราะว่า ประชาชนในแต่ละกลุ่มมีเลิร์นนิงมีเดีย (Learning Media) ที่ไม่เหมือนกัน มีวิธีการเรียนรู้ ที่ไม่เหมือนกันนะคะ โดยประชาชนที่เราจัดกลุ่มมาก็คือจะประกอบด้วยวัยเรียนรู้ค่ะ วัยเรียนรู้การศึกษาตั้งแต่ประถมศึกษา มัธยมศึกษา อาชีวศึกษา อุดมศึกษา การศึกษานอกโรงเรียน โดยมีเรกูเลเตอร์ (Regulator) คือกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงการคลังค่ะ และโอเปอเรเตอร์ (Operator) ก็คือโรงเรียนและมหาวิทยาลัยทั้งหมด วัยทำงานค่ะ ก็จะมีพนักงานประจำ ข้าราชการ รัฐวิสาหกิจ อาชีพอิสระ หมอ นักกฎหมาย ทหาร ดารา เป็นต้น วัยเกษียณและอื่น ๆ ก็มีผู้สูงอายุ กลุ่มแม่บ้าน นักบวช ตำรวจ ประชาชนที่อยู่ในชนบท เกษตรกร สหกรณ์ กองทุนหมู่บ้าน เป็นต้น โดย ๒ กลุ่มนี้ก็จะมีเรกูเลเตอร์ (Regulator) ก็คือ ธนาคารแห่งประเทศไทย ก.ล.ต. กระทรวงการคลัง กระทรวงแรงงาน กระทรวงเกษตร และสหกรณ์ มีโอเปอเรเตอร์ (Operator) ก็คือ สมาคมธนาคารไทย สมาคมธนาคารเฉพาะกิจ กบข. หอการค้า สภาอุตสาหกรรม ธนาคารออมสิน และ ธ.ก.ส. ซึ่งเป็นคีย์โอเปอเรเตอร์ (Key Operator) หลักอยู่แล้วก็ต้องร่วมด้วยในทุก ๆ กลุ่มประชาชนค่ะ และที่สำคัญที่สุด ก็คือว่ากลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมซึ่งเป็นกลุ่มที่เรามองว่าสำคัญมาก ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ กลุ่มนี้เราจะต้องหยิบยกขึ้นมาดูแลเขาเป็นกรณีพิเศษ เรกูเลเตอร์ (Regulator) ก็คือกระทรวงการคลัง โอเปอเรเตอร์ (Operator) ก็คือ บสย. หอการค้า สภาอุตสาหกรรม ธ.ก.ส. ธนาคารออมสิน เป็นต้น โดยเนื้อหาความรู้ควรที่จะประกอบด้วย ๗ หัวข้อนี้นะคะ ก็คือ ความรู้ทางการเงินขั้นพื้นฐานค่ะ ความรู้ด้านดอกเบี้ย การคำนวณ ผลตอบแทน ความรู้ตลาดทุน กองทุน การออม รู้จักเก็บ รู้จักใช้ การจัดทำแผนการบริหารเงิน การบริหารรายได้ และรายจ่ายอย่างชาญฉลาด ความเสี่ยงทางการเงิน การป้องกันการผิดนัดชำระหนี้ ความรู้ทางด้านการใช้ธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์อย่างปลอดภัยค่ะ แล้วก็ผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ ๆ ที่ซับซ้อนนะคะ ซึ่งการให้ความรู้เราจะแบ่งความเข้มข้นของการให้ความรู้ไปตามความซับซ้อนนะคะ ถ้าเด็ก ๆ ก็คงจะต้องให้ความรู้ที่ขั้นต้น แล้วก็พออายุมากขึ้นก็ให้ความรู้ที่ซับซ้อนมากขึ้นค่ะ โดยเรามองว่ากลุ่มประชาชนที่มุ่งเน้นจะเป็นกลุ่มประชาชนที่มีรายได้น้อยและขาดการดูแล อย่างเป็นระบบค่ะ กลุ่มวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม แล้วก็วัยเรียนรู้ค่ะ ในการปฏิรูป การให้ความรู้พื้นฐานทางการเงินกับประชาชนควรจะมุ่งเน้นความสำคัญหลักค่ะ อย่างแรกก็คือว่า มุ่งเน้นกรอบแนวคิดพลังกลุ่ม เพราะเราเชื่อว่าความร่วมมือระหว่างกันและดูแลซึ่งกันและกัน ร่วมกันรับผิดชอบจะทำให้ประสบความสำเร็จค่ะ และเป็นการลดปัญหาแฟรกเมนเตด (Fragmented) คือต่างคนต่างทำงาน ซึ่งเป็นปัญหาของระบบการให้ความรู้ทางการเงิน ในปัจจุบันค่ะ การให้ความรู้อย่างบูรณาการที่เชื่อมโยงหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อให้เกิดสติปัญญาทางการเงิน ดิฉันคิดว่าหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงคือความจริง ที่หลีกหนีไม่พ้นว่าเราจะต้องเรียนรู้กับมัน จัดทำหลักสูตรที่ได้มาตรฐานแล้วก็มีการแบ่งปัน แนวทางปฏิบัติที่ดีระหว่างกันค่ะ การขับเคลื่อนและยกระดับองค์กรที่มีอยู่ของภาครัฐ และเอกชนให้เป็นกลไกสำคัญในการดำเนินการกับประชาชนทุกระดับค่ะ ไม่ว่าจะเป็น สถาบันการเงิน ชุมชน สหกรณ์ออมทรัพย์ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการค่ะ เราต้อง ขับเคลื่อนพนักงานของเขา เทรน เดอะ เทรนเนอร์ (Train the Trainer) ให้เขามี ความสามารถมากพอที่เขาสามารถจะไปสื่อสารและให้ความรู้เรื่องนี้กับประชาชนที่เขาดูแล ได้ค่ะ การยกระดับคุณภาพของบุคลากรทางการเงินในปัจจุบันค่ะ จะเห็นได้ว่าบุคลากรทางการเงินในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นบุคลากรของธนาคารพาณิชย์ บุคลากรของการประกันภัย และสถาบันทางการเงินต่าง ๆ ทั้งประเทศมีประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ กว่าคน ซึ่งถ้า ๕๐๐,๐๐๐ กว่าคนนี้มีคุณภาพก็จะทำให้การสื่อสารเรื่องการให้ ความรู้พื้นฐานกับประชาชนสามารถกระจายได้อย่างทั่วถึงทั้งประเทศค่ะ

ทีนี้เรามาดูคณะกรรมการยุทธศาสตร์นะคะ คณะกรรมการยุทธศาสตร์ เราวางรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน รองประธานคือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ส่วนกรรมการก็จะเป็นผู้เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐแล้วก็ภาคเอกชน มีผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ผู้อำนวยการ สศค. เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนการออมแห่งชาติ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน โดยมีเลขาธิการสภาพัฒน์เป็นกรรมการและ เลขานุการ ผู้ช่วยเลขานุการก็จะมีรองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติ รองผู้อำนวยการ สศค. รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย รองผู้อำนวยการ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน รองผู้อำนวยการ ธนาคารออมสินโดยอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการในฐานะที่เป็นคณะกรรมการขับเคลื่อน คือการกำหนดยุทธศาสตร์ว่าด้วยการให้ความรู้ทางการเงินและเสริมสร้างวินัยทางการเงิน อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ ขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติ ติดตาม ประสานงาน สนับสนุนและเร่งรัดการดำเนินงานของหน่วยงาน กำหนดแนวทางบูรณาการความร่วมมือ และประสานงานระหว่างหน่วยงาน แต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิคณะอนุกรรมการ หรือตำแหน่งอื่นใด เพื่อช่วยในการดำเนินงานของคณะกรรมการ และสุดท้ายเสนอแนะแนวทางต่อคณะรัฐมนตรี หน่วยงานที่เกี่ยวกับนโยบายเพื่อขับเคลื่อนการปฏิบัติตามแผนยุทธศาสตร์ค่ะ

ในการขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์เราจะต้องมีตัวชี้วัดความสำเร็จ ซึ่งตัวชี้วัด ความสำเร็จเราจะแบ่งออกเป็น ๒ กลุ่ม คือ กลุ่มตัวชี้วัดความสำเร็จในระดับสากล ซึ่งตัวชี้วัด ความสำเร็จในระดับสากลก็จะมีอยู่ ๓ เรื่องค่ะ

เรื่องที่ ๑ ก็คือว่าสถานะของแผนยุทธศาสตร์ของประเทศไทยที่อยู่ในกลุ่มที่ ๓ ได้เลื่อนขึ้นไปอยู่ในกลุ่มที่ ๒ คือทำแผนยุทธศาสตร์เสร็จแล้วและอยู่ในระหว่างการบังคับใช้ค่ะ

ตัวชี้วัดที่ ๒ คือระดับคะแนนความพร้อมด้านทักษะทางการเงินเพิ่มขึ้นจาก ลำดับที่ ๔๘ เป็นน้อยกว่าลำดับที่ ๒๐ ณ ปัจจุบันนี้ประเทศมาเลเซียอยู่ลำดับที่ ๑๓ ค่ะ

ตัวชี้วัดที่ ๓ ก็คือว่าระดับทักษะทางการเงินสำหรับผู้ใหญ่ภายใต้เกณฑ์ของ โออีซีดี (OECD) สูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศที่เข้าร่วม ณ วันนี้ของประเทศไทยอยู่ต่ำกว่า ค่าเฉลี่ยของประเทศที่เข้าร่วมค่ะ

ตัวชี้วัดภายในประเทศค่ะ ตัวชี้วัดภายในประเทศถูกวางภายใต้วัตถุประสงค์ ๓ ข้อ คือมีวัตถุประสงค์อย่างไรก็ไปวัดผลของวัตถุประสงค์นั้น

ข้อ ๑ คือประชาชนวางแผนและเก็บออมสำหรับอนาคตได้ค่ะ สัดส่วนการออม ของครัวเรือนเราก็มองไว้ว่าเพิ่มสูงกว่าร้อยละ ๘.๖

เรื่องที่ ๒ คือประชาชนบริหารจัดการเงินและหนี้สินอย่างชาญฉลาด ระดับหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพี (GDP) ก็น่าจะปรับตัวดีขึ้นค่ะ

เรื่องที่ ๓ คือหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของระบบธนาคารพาณิชย์ปรับตัวดีขึ้น น้อยกว่าร้อยละ ๒.๔ ค่ะ

๓. ประชาชนมีความเข้าใจภัยทางการเงินและความเสี่ยงทางการเงิน ก็คือเรามองว่าข้อร้องเรียนของผู้บริโภคเกี่ยวกับธุรกรรมทางการเงินลดน้อยลงจากปี ๒๕๕๗ และลดน้อยลงอย่างต่อเนื่องค่ะ เราจะเห็นได้ว่าพลวัตที่อยู่รอบตัวเราในปัจจุบันนี้ เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วมากเลยค่ะ แม้แต่สถาบันการเงินเองก็ยังต้องปรับตัว ไปให้เข้ากับพลวัต เพราะฉะนั้นประชาชนในฐานะผู้ใช้บริการทางการเงินเรามีความจำเป็นที่จะต้องให้ความรู้ ทางการเงินกับเขาค่ะ และเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งเพราะว่าการปฏิรูประบบเศรษฐกิจ จะไม่สามารถที่จะเดินต่อไปได้ถ้าผู้ใช้บริการทางการเงินไม่ได้รับการให้ความรู้อย่างเป็นระบบ ขอบคุณค่ะ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ท่านกรรมาธิการชี้แจงเสร็จเรียบร้อยแล้วนะคะ ต่อไปก็จะมีสมาชิกขออภิปราย ขณะนี้มีอยู่ ๔ ท่าน คือ ท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ ท่านคุรุจิต นาครทรรพ ท่าน พลตำรวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ ท่าน พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช นะคะ รายชื่อมาเพิ่มอีกเป็น ๗ ท่าน ท่าน พลตำรวจโท อำนวย นิ่มมะโน ท่านนิกร จำนง ท่านวันชัย สอนศิริ ทั้ง ๗ ท่าน ขอเรียนเชิญ ท่านแรกค่ะ ท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ อดีตเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม อดีตรองปลัด กระทรวงแรงงาน เรียนเชิญค่ะ

นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ สมาชิก สปท. หมายเลข ๑๗๓ ท่านประธานครับ ผมฟัง ท่านกรรมาธิการบรรยายแล้วก็มีความรู้สึกว่าประทับใจอย่างยิ่ง และผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ดี ที่ท่านกรรมาธิการกำลังจะให้ภูมิคุ้มกันกับประชาชน ถ้าเป็นทางการแพทย์เขาเรียกว่า ฉีดวัคซีนให้ แต่ถ้ามีโรคเยอะ ๆ เหมือนไข้หวัดแล้วกำลังระบาดขณะนี้ ท่านจะมีวัคซีน สักเท่าไรที่จะพอฉีดให้กับประชาชน เมื่อสักครู่ท่านกรรมาธิการก็บอกว่าเป็นเรื่องของ ไฟแนนเชียลลิเทอเรซี (Financial Literacy) ผมฟังแล้วก็ยิ่งโอ้โฮจิตใจพองบานยิ่งกว่า ขนมถ้วยฟูเสียอีก แต่ผมอยากกราบเรียนว่าไม่ง่ายอย่างที่ท่านคิดหรอกครับ แล้วผมจะพาท่านไป ว่าไม่ง่าย ทำไมไม่ง่ายนะครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญที่เราจะต้องคุยกันให้นานหน่อยนะครับ เพราะว่าเรื่องเงินเรื่องทองนี้เป็นของบาดใจ และเรื่องเงินนี้เขาก็มีภาษิตไว้ว่า มีเงิน เขานับเป็นน้อง มีทองเขานับเป็นพี่ ถ้ามีทั้งเงินและทองนี้นะครับ ท่านคิดเอาเองแล้วกันว่า จะเรียกว่าอะไร ก็จะมีคนมะรุมมะตุ้ม ไม่มีคนไหนหรอกที่ชอบหรือรักคนจน ในอดีตครั้งหนึ่ง อย่าให้ผมกล่าวเลยว่า พ.ศ. อะไร รัฐบาลสมัยหนึ่งก็บอกมีนโยบายเปิดเสรีทางการเงิน บีไอบีเอฟ (BIBF) ผลเป็นอย่างไรครับ ประเทศไทยต้มยำกุ้ง เจ๊งไม่มีทีท่าแทบแย่มาถึง ปัจจุบันนี้ เพราะเรายังไม่ได้สร้างเกราะภูมิคุ้มกันว่าวินัยทางการเงินการคลังเป็นอย่างไร จะเอาเงินเข้าเอาเงินออกอย่างไร ยังใช้ไม่เป็นอย่างที่ท่านกรรมาธิการก็กล่าวไปแล้ว แล้วมี ศัพท์อีกคำหนึ่งที่กำลังประชุมวันนี้วันสุดท้ายแล้ว เอซีดี (ACD) เมื่อกี้ท่านกรรมาธิการก็กล่าว ไปแล้วเรื่องฟินเทค (FinTech) ผมอยากจะกราบเรียนคำเต็ม ๆ ของฟินเทค (FinTech) เดี๋ยวประชาชนจะไม่เข้าใจเพราะเราพูดไปถึงประชาชนเลยนะครับ มันมาจากคำว่า ไฟแนนเชียลเทคโนโลยี (Financial Technology) เลยเรียกฟินเทค (FinTech) ถ้าเป็นภาษาอังกฤษเขาเรียกว่าฟินเทค อีส เชนจิง มันนี เชนจ์ แฮนด์ (FinTech is changing money change hand) คือการเปลี่ยนเงินจากมือหนึ่งไปสู่มือหนึ่ง หรือจากมือหนึ่ง ไปหลาย ๆ มือ หรือจากหลาย ๆ มือมาสู่มือเดียว นี่เรียกว่าฟินเทค (FinTech) อยากจะให้ ความรู้เพิ่มเติมไป แต่ทั้งหมดทั้งสิ้นนี้ผมอยากจะกราบเรียนเป็นเรื่องสมมุติทั้งนั้น แต่ฆ่าคนตายมาทั่วโลกแล้วเรื่องของสมมุตินี้นะครับ ที่ไม่สมมุติก็คือว่าทั้งหมดนี้มันเป็น เครื่องสมมุติทดแทนอะไร ทางเศรษฐศาสตร์เขาบอกทดแทนสินค้าโภคภัณฑ์ สินค้าโภคภัณฑ์ มี ๔ กลุ่มใหญ่ ๆ ๑. พลังงาน ๒. โลหะอุตสาหกรรม ๓. โลหะมีค่า ๔. สินค้าการเกษตร ผมนำท่านไปสู่เพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ผมทำมา ๒ ครั้งแล้ว เมื่อคืนนี้ปรับปรุง อีกทีหนึ่ง มันเป็นเวอร์ชัน (Version) อีกครั้งหนึ่ง หน้าต่อไปครับ ผมอัญเชิญพระบรมรูป พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวซึ่งอยู่ในธนบัตรใบนี้ ไม่มีใครไม่รู้จักธนบัตรใบนี้ ในกระเป๋าท่านก็จะมี เป็นที่รู้จักกันมากที่สุดคือธนบัตรใบละ ๑๐๐ ผมกราบอัญเชิญมาว่า นี่เป็นของมีค่า แต่ถามว่ามีมูลค่าไหม อีกเรื่องหนึ่ง มูลค่ากับมีค่าบางทีก็อยู่ด้วยกัน บางทีก็ไม่อยู่ด้วยกัน ต่อไปครับ โบราณนี้เขาบอกไว้เลยว่า มีสลึงพึงบรรจบให้ครบบาท อย่าให้ขาดสิ่งของต้องประสงค์ จงมักน้อย กินน้อยค่อยบรรจง อย่าจ่ายลงให้มากจะยากนาน อันนี้สุนทรภู่เขียนไว้นานแล้ว ผมก็ไปยืมมา ไอ้เหรียญสลึง กลับไปอีกทีครับ ผมขออนุญาตใช้เวลาท่านมากนิดนะครับ เพราะผมคิดว่าการให้ความรู้ อย่างที่ท่านจะให้ความรู้ต้องปูพื้นฐานเสียก่อนว่าเงินมันมาจากไหน เป็นของสมมุติอะไร ชาวบ้านเขาจะได้รู้ว่ามีคุณค่าแค่ไหน เหรียญสลึงขณะนี้หลายคนไม่รู้จักแล้วมี ๒ แบบ สีทองกับสีเงิน มีด้านหน้าด้านหลัง เหรียญ ๑ บาท มีด้านหน้าด้านหลัง ผมเอามาให้ดูให้ชม เดี๋ยวกลัวท่านจะลืม ท่านไปดูแต่แบงก์ ๑๐๐๐ ภาพต่อไปครับ ในอดีตเป็นอย่างนี้เลย หรือไม่เชื่อ การแลกเปลี่ยนสินค้าแลกกันไปแลกกันมา คนที่มีอาหารก็ไปแลกคนมีเสื้อผ้า ร้อยแปด จิปาถะ แต่มันสะดวกไหม ไม่สะดวก ตีค่าราคาลำบาก ก็มีของสมมุติขึ้นมาเป็นเงิน ใน ๔,๐๐๐-๕,๐๐๐ ปีที่แล้วมาในยุโรปเริ่มต้นใช้หอยเบี้ยซึ่งหายากต้องมาจากทะเลลึก เป็นการทดแทนว่าผ้าของท่าน ผักของท่าน มีมูลค่ากี่เบี้ยก็ยุ่งยากมาก พอโลกพัฒนาขึ้นมา ภาพต่อไปครับ นี่เป็นเงินไทยยุคโบราณเลย ตั้งแต่โบราณมากเลย ตั้งแต่สมัยฟูนันไล่มา จนถึงปัจจุบันนี้ เดี๋ยวท่านไปดูครับ อันนี้ไปดูได้ที่กองกษาปณ์ หรือธนาคารแห่งประเทศไทย อันนี้ผมก็นำมาให้ชม เพื่อประชาชนจะได้รู้ว่ามันมีประวัติของมันมา เรื่องเงินตราที่ท่านกำลัง จะพูด ผมต้องขอเวลาท่านประธานมากหน่อย เพราะว่าผมเตรียมมาเยอะมากเลย ๒ สัปดาห์ เชิญภาพต่อไปครับ อันนี้เป็นเงินพดด้วง หลายคนอาจจะไม่รู้ มันมีตั้งแต่ ๒ เฟื้อง ๑ เฟื้อง ๒ เฟื้องเป็น ๑ สลึง ๔ สลึงเป็น ๑ บาท ๔ บาทเป็น ๑ ตำลึง โบราณนะครับ แล้วขวามือเป็น เหรียญ ๑ สตางค์แดง สมัยก่อนต้องร้อย คนที่รวยนี่ร้อยเพื่อเก็บง่าย ต่อไปครับ นี่ทำด้วยเงินครับ เหรียญเงินมีพระบรมรูปของรัชกาลที่ ๕ ด้านหลังเป็นตราแผ่นดิน เขียนไว้ว่าบาทหนึ่ง ไม่ใช่ ๑ บาท ด้านหลังนะครับ ผมว่าประชาชนคนไทยหลายคนในประเทศไทย ยกเว้นในห้องนี้ จะเห็นอันนี้หนัก ๑ บาท ๑๕ กรัม แล้วมีมูลค่าจริง ๆ อย่างนี้เรียกว่าอะไรรู้ไหมครับ มีทั้งมีค่า และมีมูลค่าในตัวมันเอง เพราะเป็นสินค้าโภคภัณฑ์อย่างหนึ่งใน ๔ อย่างที่ผมบอกไว้แล้ว แต่ถ้าเป็นแบงก์โน้ตกินไม่ได้ ใช้ไม่ได้ พอถึงเวลามันก็ชำรุดไป ภาพต่อไปครับ นี่เหรียญ สมัยรัชกาลที่ ๖ ด้านหน้าเป็นพระบรมรูปรัชกาลที่ ๖ พระบรมรูปท่าน ด้านหลังเขียนว่า ผลิตเมื่อปี ๒๔๕๖ พอถึงตรงนี้เรียกว่า ๑ บาทแล้ว เห็นไหมมีประวัตินะครับ แต่ผมไม่มีเวลา ที่จะอธิบายให้ฟังว่าทำไมเรียกไปเรียกมาอย่างไรนะครับ มีช้างสามเศียร อันนี้เห็นไหมครับ ของสมมุติแท้จริงเลย ไม่ใช่สินค้าโภคภัณฑ์อย่างที่ผมบอกนะครับ นี่คือธนบัตรในยุคต่าง ๆ ตั้งแต่โบราณมาเลยแบบที่ ๑ ถึงแบบปัจจุบันนี้ ผมไม่มีเวลาเอามาให้ดูให้ชมเป็นขวัญตา อันนี้แบบเริ่มต้นเลย เมื่อกี้ซ้ายมือสุดเราพิมพ์ธนบัตรไทยใช้เป็นครั้งแรกเมื่อพุทธศักราช ๒๔๔๕ ในรัชสมัยของรัชกาลที่ ๕ มี ๕-๖ แบบ ๗ แบบอย่างที่เห็น รัตนโกสินทรศก ๑๒๑ ต่อไป เป็นธนบัตรปัจจุบัน เอาแบงก์ ๑๐๐ มา แบงก์ ๕๐๐ มา แบงก์ ๑,๐๐๐ มา จะเอาแบงก์ ๒๐ มาด้วย เอาแบงก์ ๕๐ มาด้วยมันจะเต็มจอซึ่งก็รู้จักกันอยู่แล้ว แล้วด้านหลังผมอยากจะ กราบเรียนว่าเป็นนวัตกรรม เป็นศิลปกรรม ธนบัตรไทยมีทั้งศิลปกรรมและนวัตกรรม ด้านหลัง ด้านพระบรมรูปก็เหมือนกัน ด้านหน้าจะเป็นพระบรมรูปของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ด้านหลังจะมีความต่างกันไป เป็นรัชกาลที่ ๑ รัชกาลที่ ๕ เลิกทาส แล้วแต่จิปาถะ รวมทั้งมีพระบรมรูปของสมเด็จพระนางเจ้าฯ ด้วย มีประวัติย่อ ๆ เป็นประวัติศาสตร์ไทย ท่านไปหาดูได้นะครับ ต่อไปครับ พอมีเงินเยอะ ๆ ก็ตั้งสมมุติขึ้นมาว่ามีธนาคารสยามกัมมาจล แต่ผมไม่บอกว่าปัจจุบันนี้เป็นอะไรนะครับ เดี๋ยวจะกลายเป็นโฆษณาสินค้า ผิดจริยธรรม ธนาคารแห่งแรกของประเทศไทยเรียกว่าธนาคารสยามกัมมาจล ปัจจุบันนี้ผมไม่รู้อยู่ที่ไหนแล้ว แต่รูปเป็นอย่างนี้ ปัจจุบันนี้เป็นตึกรามบ้านช่องที่ใหญ่โต ผมไม่กล่าวครับ ต่อไปครับ วิวัฒนาการ นี่เลยพอมีธนาคารปุ๊บมีการพิมพ์กระดาษ ก็มีสมุดเงินฝากธนาคาร การใช้สมุดเงินฝากธนาคารคือยังต้มตุ๋นหลอกลวงกันไม่ได้ มันจะต้องเอาไปให้เจ้าหน้าที่ดูว่าคุณจะเบิกเท่าไร ผมไปเบิกเงินธนาคารที่นี่ กรุงไทยยังต้องเอา บัตรประชาชนไปด้วยเพราะว่าต่างสาขา เขาเรียกว่ามีการันตี (Guarantee) ว่าจะไม่มีการโกงกัน เบิก ๒๐ บาทก็บอกเบิก ๒๐ บาท เบิก ๑๐๐ บาทก็บอกเบิก ๑๐๐ บาท ถอนเงินนะครับ ฝาก ๑๐๐ บาทก็บอกฝาก ๑๐๐ บาท ต่อไปมันไม่ทันอกทันใจมนุษย์ หายใจแวบเงินมาเป็น ร้อยล้านบาท หายใจแวบเงินหายไปเป็นพันล้านบาท นี่คือบัตรเอทีเอ็ม (ATM) ของธนาคารกรุงไทย และเอทีเอ็ม (ATM) ของธนาคารออมสิน ผมจะเอา ๒ ธนาคารนี้มาเพื่อไม่ให้โลกวัชชะ โลกติเตียน คือเป็นธนาคารของรัฐบาล ทีนี้ถ้ามีบัตรอย่างนี้ปุ๊บมันไม่มีเครื่องก็ไม่ได้ ท่านไปดูสิครับ เทคโนโลยีที่ผมบอกเมื่อกี้ ไฟแนนเชียลเทคโนโลยี (Financial Technology) ผมขออนุญาตท่านแล้วว่า ขออีกนิดหนึ่งเพราะมันเป็นประโยชน์จริง ๆ ต่อไปครับ เครื่องถอน ตู้ถอนเงิน ฝากเงิน อัตโนมัติมีทุกหัวระแหงท่าน ในปั๊มมีหน้าห้องน้ำเลย มีทุกที่เพื่อสะดวกเธอจะได้จับจ่ายใช้สอย ให้เงินมันหมุนตามหลักเศรษฐศาสตร์ของท่านกรรมาธิการ เงิน ๑๐๐ บาท มันหมุน ๘ ครั้ง เท่ากับ ๘๐๐ บาท แต่ว่าจริง ๆ แล้วเป็นเรียลมันนี (Real Money) เท่าไรไม่รู้ แต่มันมีมูลค่า อย่างนั้น ทุกครั้งที่ใช้เงิน ๑๐๐ บาท รัฐบาลก็ได้ ๗ บาท จากแวต (VAT) ต่อไปนี่เลย ที่ท่านกำลังจะพูด เห็นไหมหนุ่มหล่อกำลังโทรศัพท์ คุณย่า คุณยาย มาฝากเงินที่ผมสิครับ ส่งเงินอย่างไรครับ เป็นอย่างไรครับ เงินมันหลุดภายใน ๑ วินาที เห็นภาพชัดเจนไหมครับว่า เราต้องพูดถึงวันนี้ให้ละเอียดลออว่าท่านจะทำอย่างไร อย่าฝันนะ อันนี้ก็เป็นเทคโนโลยี ที่กำลังทำเป็นฟินเทค (FinTech) หรือพร้อมเพย์ (PromptPay) ซึ่งปัจจุบันนี้กำลังรณรงค์ มากมายเลย แล้วท่านรู้ไหมขนาดมีพาสบุ๊ก (Passbook) ผมอยากจะกราบเรียนท่านว่า คุณพ่อผมก่อนปี ๒๕๔๐ หมดเงินไปมากมายเลย เพราะฝากเงินธนาคารออมสิน ผมยืนยันเลย คุณพ่อผมอยู่ต่างจังหวัด แล้วเจ้าหน้าที่ของธนาคารออมสินไปบอกคุณพ่อผม ผมอยู่กรุงเทพฯ ว่าให้ถอนเงินไปลงทุนอย่างโน้นอย่างนี้ เหลือไม่ถึง ๑ บาทหลังจากปี ๒๕๔๐ เราไม่พูดกัน กำลังจะพูดวันนี้ให้ละเอียดลออว่าท่านจะทำอย่างไร ต่อไปครับ สามเหลี่ยมแก้จนของผม ผมคิดเองนะ ไม่ได้ลอกเลียนแบบใคร ท่านกำลังทำอะไรที่ไม่ครบวงจร ท่านกำลังจะไปบอกว่า จะถอนเงินอย่างไร ใช้เงินอย่างไร พร้อมเพย์ (PromptPay) อย่างไร ใช้เอทีเอ็ม (ATM) อย่างไร ถามว่าท่านไม่ได้สอนคนเลยว่าให้เขาหาเงินอย่างไร หาเงินเป็นเสียก่อนก่อนที่ท่านจะพูด เรื่องอย่างนี้ แต่ถ้าจะบอกผมว่าคนอื่นพูดเยอะแล้ว อะไรที่มันไม่ครบลูป (Loop) ไม่ครบวงจร ผมถามว่ารถยนต์คันหนึ่งถ้ามีแต่ล้อมีแต่เครื่องท่านวิ่งได้ไหมล่ะ เรียกรถไหมล่ะ เพราะฉะนั้น อะไรที่จะเป็นประโยชน์อยากให้ท่านทำให้ครบวงจร ๑. ต้องหาเงินเป็นก่อน หาเงินแล้ว ต้องประหยัดอย่างที่ท่านว่า เก็บเงินเป็น ถ้ามีมากมายก็เอาไปฝากธนาคารออมสิน ไปฝาก ธ.ก.ส. ก็ได้ หรือฝากธนาคารกรุงไทยก็ได้ที่เป็นของรัฐ รับรองเงินไม่หายไปไหน ต้องสอนต่อไป ว่าใช้เงินเป็นที่ท่านกำลังบอก ท่านใช้เงินเป็นก็ใช้โทรศัพท์มือถือเลย โอนเงิน ฝากเงิน ร้อยแปดจิปาถะ กดผิด จะกด ๑๐๐ บาท กลายเป็น ๑,๐๐๐ บาท ร้อยแปดจิปาถะ ก็ฝากท่านว่าท่านคิดให้เป็น ครบวงจร ในกรอบสามเหลี่ยมข้างในผมไม่กล้าใส่ ก็คือต้องเต็มไปด้วยคนไทย ๗๐ ล้านคน ทีนี้คนไทยจะมี ๓ อย่างนี้ได้คืออะไร ต้องมีศีลเสียก่อน ท่านสอนให้เขามีศีลไหม ถ้ายังไม่มีศีล ๕ นี้ ๓ ตัวนี้ก็ไม่มา แล้วไม่มาเกิดอะไร ต้องสอนต่อไปว่าให้รู้จักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ท่านตรัสสอนพวกเราไว้นานมาแล้วจนมาถึงปัจจุบัน แล้วผมยังคิดว่าใช้ได้เป็นอกาลิโก จากสามเหลี่ยมขยับ ถ้าท่านขยับประชาชนจะร่ำรวยขึ้นทุกครั้ง ถ้าขยับอีกทีให้ครบสามเหลี่ยม ประชาชนก็จะร่ำรวยขึ้น เมื่อประชาชนร่ำรวยประเทศชาติก็จะร่ำรวยขึ้นจากการเก็บภาษีอากร ผมกราบเรียนท่านประธานทุกครั้งที่ผมอธิปรายผมต้องมีข้อเสนอเสมอ แต่ข้อเสนอนั้นอาจจะ ตรงใจท่านกรรมาธิการหรือประชาชนไหมก็สุดแท้แต่ท่านจะพิจารณา ข้อที่ ๑ ผมบอกเลยว่า ต้องให้ความรู้ประชาชนให้ครบวงจรเริ่มจากเป็นคนดี หาเงินเป็น เก็บเงินเป็น ใช้เงินเป็น ภายใต้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ท่านไปขยายความเอานะครับ เมื่อกี้ผมได้กราบเรียนไป สักครู่แล้ว ๒. ต้องให้ความรู้ผ่านสถาบันการศึกษา ผ่านครูอาจารย์ที่ไม่โลภ ที่มีศีลธรรม ไปยังนักเรียน นักศึกษา เพราะนักเรียน นักศึกษา เขามีพ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย เขาก็จะไปบอกว่า คุณปู่ คุณย่า คุณแม่ จะใช้เงินจะต้องระมัดระวังอย่างไร จะหาเงินหาเงินอย่างไร คุณพ่อ คุณแม่อย่าไปโกงเขานะ ร้อยแปดจิปาถะ เก็บเงินต้องไปธนาคารอย่าไปฝากใครหรือฝังใต้ดิน ลูกจะไปบอกได้เพราะนักเรียนมีเป็นล้านคน ข้อที่ ๓ ให้รู้จักผ่าน ให้ความรู้ผ่านมหาเถรสมาคม ไปยุ่งอะไรกับพระเจ้า ผมถามว่าในชนบทที่พึ่งทางใจหรือเป็นเกราะคุ้มกัน อันดับแรกคือพระใช่ไหม ไปวัดทำบุญพระเทศน์เชื่อแต่กลับมาสามีภรรยาบอกไม่เชื่อแต่เชื่อพระ นอกจากเชื่อลูกแล้ว ก็เชื่อพระ พระดี ๆ พระที่มีศีลครบ ๒๒๗ ข้อ พระท่านก็จะเทศน์ เพราะฉะนั้นท่านต้อง ให้ความรู้กับพระ ผมอยากจะวิจารณ์สักเล็กน้อยใน ๓๓ หน้า ๓๔ หน้าของท่านทั้งใบขวางนะครับ ผมคิดว่าท่านใช้ความรู้ความสามารถในการทำดีมากเลย แต่ผมถามว่าถ้าเอากรรมการอย่างที่ท่าน เมื่อกี้บรรยายท่านมีเวลาประชุมไหม ผมถามท่าน รองนายกรัฐมนตรีมีเวลาประชุมไหม แถมยังไม่มาประชุมนะ ไม่ใช่รองนายกรัฐมนตรีนะ ระดับล่าง ๆ อธิบดีทั้งหลายก็ส่งระดับเด็ก ๆ มา และเกิดอะไร ชักช้าร่ำไร ถ้าเป็นผม มีนโยบายเลยไม่ต้องมีกรรมการนะ เป็นนโยบายของรัฐบาล ที่จะให้ความรู้เรื่องเหล่านี้เพื่อเป็นเกราะคุ้มกันหรือเป็นการป้องกัน เหมือนกับป้องกันโรค ดีกว่าให้เป็นโรคเสียก่อนแล้วก็มารักษาเสียเวลาและอาจจะพิการได้ป้องกันเสียก่อน ให้กระทรวงศึกษาธิการ มหาเถรสมาคม นำไปเผยแพร่แต่ท่านต้องให้มีคณะเล็ก ๆ ขึ้นมา ให้ความรู้กับสังฆาธิการ และวันนี้สังฆาธิการคือ ครม. ของสงฆ์รู้เรื่องไหมผมว่าอาจจะรู้ไม่จริง เพราะมีคนเอาไปฝากคุณทำอะไรให้หมด เทศน์ให้ท่านฟังเสียก่อน มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ท่านไปดูสิมีทั่วประเทศ มหาวิทยาลัยสงฆ์ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และมหาวิทยาลัย มหามกุฏราชวิทยาลัย รวมทั้งโรงเรียนมัธยมศึกษาทั้งหลายท่านเข้าตรงนี้ ให้ความรู้ครู อาจารย์ไปเป็นเครื่องมือโดยที่ท่านไม่ต้องเหนื่อยมาก ถ้าท่านเหนื่อยอย่างที่ท่านเขียน ผมคิดว่า อีก ๑๐ ปี ผมว่าตำรวจจะต้องทำคดีอีกเยอะไม่ทัน ไฟไหม้บ้านแล้วหาน้ำมาดับไม่ทัน ท่านต้องให้ความรู้แบบปูพรมผ่านสิ่งที่ผมบอกไปแล้วสักครู่นี้ และเชื่อว่าโครงการของท่านจะได้ผล ผมกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่าผมชื่นชมในแนวความคิดเริ่มต้น หมายถึงว่า ถ้าเป็นศัพท์สมัยใหม่ก็สตาร์ตอัป (Startup) ดีมากเลย สตาร์ต (Start) รถบรื้น วอร์ม (Warm) เรียบร้อยดีแต่วิ่งไปไม่เท่าไรครับ ไปไม่ได้ไกล อยากกราบเรียนท่านด้วยความเคารพว่า สิ่งที่ผมกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการเป็นสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ประดุจดัง เขาเรียกเด็กน้อยบังอาจสอนสังฆราช กราบขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ต่อไปนะคะเรียนเชิญท่านคุรุจิต นาครทรรพ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน อดีตปลัดกระทรวงพลังงาน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติค่ะ

นายคุรุจิต นาครทรรพ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพ กระผมต้องขอขอบพระคุณคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านเศรษฐกิจที่ได้กรุณาจัดทำและเสนอรายงานเรื่องการปฏิรูประบบการให้ความรู้พื้นฐาน ทางการเงินแก่ประชาชน หรือไฟแนนเชียล ลิเทอเรซี รีฟอร์ม (Financial Literacy Reform) ซึ่งเท่าที่ได้อ่านดูเพราะว่ามีเวลาอ่านมาถึง ๒ อาทิตย์นะครับ ท่านเลื่อนมาจากครั้งที่แล้ว ก็พอจะสรุปจากรายงานของท่านได้ดังนี้นะครับ

เรื่องแรกท่านก็เห็นว่าประชาชนขาดความรู้และขาดวินัยทางการเงิน และไม่มี โอกาสได้เรียนรู้และเสริมสร้างทักษะทางการเงิน ซึ่งมีความจำเป็นในการสร้างความมั่นคง และมั่งคั่งให้กับตนเองและครอบครัว ประกอบกับความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและ ความซับซ้อนในเรื่องธุรกรรมทางการเงินและการเกิดขึ้นของวิกฤติทางการเงินหลาย ๆ ครั้ง ทั้งของโลกและของประเทศไทย อีกประการหนึ่งก็คือมีภัยคุกคามด้านความปลอดภัย ทางเทคโนโลยีสารสนเทศในระบบการเงิน และจากการสำรวจพบว่าประชาชนยังมีความรู้ ทางการเงินในเกณฑ์ค่อนข้างต่ำและมีวินัยทางการเงินน้อย ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเกินตัวมากขึ้น

เรื่องที่ ๒ ท่านก็เห็นว่าปัจจุบันมีประเทศในโลกถึง ๒๓ ประเทศ ซึ่งมี ยุทธศาสตร์แห่งชาติในการยกระดับความรู้ทางการเงินให้กับประชาชนของเขา แล้วก็ยังมีอีก ๑๑ ประเทศที่กำลังดำเนินการบังคับใช้กฎหมายแล้ว และอีก ๓๐ ประเทศที่อยู่ระหว่าง การออกแบบ กรรมาธิการเศรษฐกิจจึงมีข้อเสนอแนะก็คือยกเรื่องของการให้ความรู้พื้นฐาน ทางการเงินแก่ประชาชนเป็นวาระแห่งชาติ ให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ ให้ความรู้และเสริมสร้างวินัยทางการเงินให้กับประชาชนเพื่อมาจัดทำยุทธศาสตร์ กำหนด เป้าหมายในการวางแผนเก็บออม และจัดการหนี้สินอย่างชาญฉลาด และเข้าใจความเสี่ยง ทางการเงิน แล้วก็มีการกำหนดกลุ่มเป้าหมายในประชากรกลุ่มต่าง ๆ ที่มีความเสี่ยง แล้วที่จะให้ความรู้ แล้วก็เสนอให้สภาพัฒน์เป็นเลขานะครับ แต่ตัวขับเคลื่อนท่านก็เสนอให้ ธนาคารออมสินและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรเป็นตัวหลัก ในการขับเคลื่อน ท่านประธานครับ รายงานฉบับนี้เป็นรายงานที่มีข้อมูลและการวิเคราะห์ เชื่อมโยงที่ดีมาก ผมอ่านแล้วก็ได้รับความรู้และเห็นด้วยถึงความจำเป็นที่ต้องยกระดับและ ให้ความสำคัญในเรื่องความรู้พื้นฐานทางการเงินแก่ประชาชน โดยรวมก็เห็นสมควร ให้การสนับสนุนนะครับ

อย่างไรก็ตามผมก็มีข้อสังเกตเพิ่มเติมเล็กน้อยที่อยากจะฝากท่านกรรมาธิการไป เรื่องแรกก็คือ ความรู้พื้นฐานทางการเงินคงต้องควบคู่ไปกับความรู้พื้นฐานทางกฎหมาย และสิทธิทางกฎหมายด้วยเพราะมันเกี่ยวกัน อันที่ ๒ ก็เรื่องเล็กน้อยเพื่อให้เครดิต แก่อนุกรรมาธิการและคณะทำงานที่ทำเรื่องนี้ ท่านก็น่าจะแนบรายชื่อเขาหน่อย มีแต่รายชื่อกรรมาธิการ ท่านที่ทำจริง ๆ เผื่อว่าคนอ่านรายงานแล้วไม่รู้จะได้ไปซักถามถูกตัว ท่านครับ รายงานฉบับนี้ได้พูดมาตั้งแต่ต้นซึ่งผมเห็นด้วยอย่างยิ่งว่าความรู้พื้นฐานและ วินัยทางการเงินเป็นรากฐานที่สำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจในสังคม และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ฉะนั้นการส่งเสริมความรู้ทางการเงินและ การคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงินจึงสมควรได้รับการยกระดับเป็นวาระแห่งชาติ ประชาชน จำนวนมากโดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยถึงรายได้ปานกลางยังขาดความเข้าใจในการบริหาร จัดการเงินส่วนบุคคล มีการใช้จ่ายหรือก่อหนี้สินเกินตัว ขาดวินัยทางการเงิน รวมทั้งยังไม่มี ทักษะเพียงพอในการจัดทางเลือกทางการเงินบริหารความเสี่ยงอย่างมีเหตุมีผลและรอบคอบ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ตนเอง เราจึงเห็นกลุ่มคนหลายกลุ่มในสังคมตกเป็นเหยื่อของ ความหวังที่มาจากโฆษณาชวนเชื่อ เป็นเหยื่อของการบริโภคนิยม ใช้จ่ายเกินตัวจนเกิด เป็นข่าวนะครับ ในรัฐบาลนี้เห็นปัญหาของคนมีหนี้สินต้องออกกฎหมายทวงหนี้ขึ้นมา เพื่อไม่ให้มีบริการรับจ้างทวงหนี้ไปข่มขู่ลูกหนี้ ในอดีตเมื่อผมยังหนุ่ม ๆ ก็มีคนตกเป็นเหยื่อ ของแชร์รถน้ำมันที่เรียกว่าแชร์แม่ชม้อยท่านคงจำได้ ล่าสุดนี้ก็มีคดียูฟัน (UFUN) ให้สัญญาว่าจะให้ผลตอบแทนเยอะ ๆ แล้วก็เป็นการหลอกลวงเงิน เรามักจะได้ยินข่าวว่าชาวนาหรือเกษตรกรไปกู้เงินนอกระบบหรือในระบบก็ตามเซ็นกระดาษเปล่า และได้เงินมาแล้วก็ดอกเบี้ยสูงและยอดหนี้ก็สูงไปด้วยนะครับ แล้วก็ประชาชนอีกส่วนหนึ่ง ก็ไปสมัครเปิดบัตรเครดิต บางคนมีโหลหนึ่งเอาหนี้จากบัตรนี้ไปชำระหนี้อีกบัตรหนึ่งและในที่สุด ก็เสียเครดิตตัวเองถูกแบล็กลิสต์ (Blacklist) อยู่ในเครดิตบูโร (Credit Bureau) ครูมีหนี้สิน ล้นพ้นตัว เวลาครูมีหนี้สินล้นพ้นตัวรายงานที่เขาพูดถึงจะมีกำลังใจสอนเด็กได้อย่างไร เพราะฉะนั้นการให้ครูไปสอนวินัยทางการเงินจะต้องให้ครูมีวินัยทางการเงินเสียก่อน หรือแม้แต่บางครั้งเราไปวัดก็จะเห็นวัดใหญ่ ๆ วัดดัง ๆ บางทีเข้าไปขายพระเครื่องหรือ วัตถุมงคลกันในโบสถ์เลย แล้วพระท่านก็แก่แล้วเป็นเจ้าอาวาส ๘๐ ทั้งนั้น ความรู้ทางการเงิน ก็อาจจะไม่ค่อยดี ก็ถูกฆราวาสบางกลุ่มมาเช่าที่ไปทำธุรกิจให้ค่าตอบแทนวัดถูก ๆ อันนี้ ก็ควรจะให้ความรู้กับพระสงฆ์ซึ่งท่านก็จัดไว้ในกลุ่มแล้ว ประชาชนจำเป็นต้องมีความเข้าใจ ในโลกทางการเงินที่พัฒนาไปมาก ด้วยสภาพเศรษฐกิจของโลกที่เปลี่ยนไปตามวัฏจักรที่ท่าน เขียนไว้เองว่ามีทั้งรุ่งโรจน์และร่วงโรยหรือบูม แอนด์ บัสต์ (Boom and Bust) มีนวัตกรรม ทางการเงินใหม่ ๆ ที่เรียกว่าไฟแนนเชียลอินโนเวชัน (Financial Innovation) หลายประการ แล้วก็ทำให้เกิดวิกฤติทางการเงิน เช่น คอลแลเทอรัล เดบต์ ออบลิเกชัน (Collateral Debt Obligation) หรือเครดิต ดีฟอลต์ สแวป (Credit Default Swap) ซึ่งท่านก็พูดถึง มีการ พัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทำให้เราไม่ต้องไปธนาคาร แต่ถามว่าทำแบงก์กิง (Banking) ทางโทรศัพท์มือถือได้ แล้วก็เกิดธุรกิจบริการทางการเงินที่เรียกว่าไฟแนนเชียลเทคโนโลยี (Financial Technology) โดยผู้ให้บริการที่ไม่ได้เป็นสถาบันการเงิน ในรายงานของท่าน ก็ยังได้กล่าวถึงกลุ่มคนที่ควรได้รับการเอาใจใส่เป็นพิเศษ ซึ่งกระผมก็เห็นด้วยเนื่องจากเขามี ความรู้ทางการเงินค่อนข้างต่ำ มีโอกาสเสียเปรียบ เสียรู้ เสียค่าโง่ ก็เป็นจำนวนมาก แล้วก็เกิดขึ้นมาแล้ว ได้แก่ คนในต่างจังหวัด ในชนบทนอกเขตเมือง ลูกจ้างหาเช้ากินค่ำ ลูกจ้างรายวันภาคเอกชน เกษตรกร แม่บ้าน หรือแม้แต่สื่อมวลชนอันนี้ก็เป็นที่น่าประหลาดใจ ครูอันนี้ชัดเจนนะครับเป็นหนี้มากที่สุด หรือแม้แต่พระสงฆ์ ท่านจึงได้เสนอให้มี การจัดแบ่งกลุ่มประชาชนและเนื้อหาในการให้ความรู้พื้นฐานทางการเงินเป็นกลุ่มต่าง ๆ ๓ กลุ่ม โดยมีเนื้อหาในแต่ละกลุ่ม หลักสูตรแตกต่างกันตามที่ระบุอยู่ในตารางที่ ๕ ในหน้า ๒๗ ซึ่งผมก็เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง แล้วก็เห็นด้วยกับตัวชี้วัดความสำเร็จและเป้าหมาย ที่ท่านเสนอในการให้ความรู้พื้นฐานทางการเงินแก่ประชาชนดังที่เขียนอยู่ในตารางที่ ๖ ในหน้า ๓๒ ด้วย อย่างไรก็ดีกระผมก็อยากจะฝากข้อสังเกตในเรื่องวิธีการที่จะไปถึงเป้าหมาย และตัวชี้วัดที่ท่านอยากเห็นด้วยการตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ให้ความรู้ทางการเงิน และเสริมสร้างวินัย คือผมคิดว่าเราน่าจะปฏิบัติได้เลย ไม่ควรจะไปตั้งกรรมการระดับชาติ และอย่างที่ท่านสุรินทร์ว่าจะมีเวลามาประชุมหรือเปล่า แล้วก็กว่าจะถ่ายทอดไป แล้วก็ เจ้าภาพที่สำคัญ ท่านจะให้สภาพัฒน์เป็นเจ้าภาพหรือท่านจะให้ธนาคารออมสินเป็นเจ้าภาพ หรือท่านจะให้ ธ.ก.ส. เป็นเจ้าภาพ แต่ละองค์กรที่ท่านเอ่ยนามมานี้ เขามีภารกิจประจำ ภารกิจหลักอยู่แล้ว ผมก็เกรงว่าจะไปไม่ถึงดวงดาว จริง ๆ ท่านควรจะตั้งคณะกรรมการ จัดทำหลักสูตรที่จะไปอบรมคน ๓ กลุ่มนี้เลย แล้วก็หางบประมาณมาจ้างแมส (Mass) อบรม อย่างเรื่องคำถามพ่วงตามรัฐธรรมนูญ เขายังใช้เวลา ๒ เดือนอบรมมีครู ก ครู ข และครู ค เราอาจจะทำแค่ครู ก แล้วก็ใช้สถาบันที่มีชื่อเสียง มีมาตรฐาน อาจจะเป็น สถาบันพระปกเกล้าก็ได้ อบรมเรื่องความรู้พื้นฐานด้านการเงินหรือกฎหมายเบื้องต้น แล้วก็ ไปอบรมครู ก ใน ๗๖ จังหวัดเพื่อให้เขาไปอบรมครู ข ไปอบรมพระหรืออะไรก็แล้วแต่ ผมมักจะเห็นผลเร็วกว่ามาทำเป็นคณะกรรมการยุทธศาสตร์แบบนี้ ซึ่งเป็นองคาพยพที่ช้า ผมว่าถ้ารายงานนี้ผ่านไปนี่กว่าจะเห็นผลอย่างที่ท่าน ๕ ปีนี่ไม่ทราบว่า จะได้หรือเปล่านะครับ อันนี้ก็อยากจะฝากด้วยนะครับว่าเป้าหมายและรายงานของท่าน เป็นรายงานที่ดีมาก ผมคงจะยกมือให้นะครับ แล้วท้ายที่สุดอาจจะต้องขอก๊อบปี้ท่านสุรินทร์ มานิดหนึ่ง ไม่ได้เตี๊ยมกันมานะเผอิญคิดเหมือนกันครับ ผมคิดว่าความรู้พื้นฐานหรือ วินัยทางการเงินนี่เริ่มต้นได้ง่าย ๆ แล้วก็เริ่มต้นโดยวัฒนธรรมไทยของเรานี่ตามที่บรมกวี สุนทรภู่ท่านก็ได้ประพันธ์ไว้เมื่อกว่า ๑๖๐ ปีมาแล้วนะครับ ในบทประพันธ์สุภาษิตสอนหญิง ซึ่งมีสั้น ๆ นะครับ ก็ว่า มีสลึงพึงบรรจบให้ครบบาท อย่าให้ขาดสิ่งของต้องประสงค์ จงมักน้อยกินน้อยค่อยบรรจง อย่าจ่ายลงให้มากจะยากนาน ไม่ควรซื้อก็อย่าไปพิไรซื้อ ให้เป็นมื้อเป็นคราวทั้งคาวหวาน เมื่อพ่อแม่แก่เฒ่าชรากาล จงเลี้ยงท่านอย่าให้อดรันทดใจ การให้ความรู้ทางการเงินแก่ประชาชนก็ควรจะเริ่มด้วยรากฐานโบราณของวัฒนธรรมไทย คือรู้จักประมาณตนเอง รู้จักเก็บออม รู้จักมัธยัสถ์และเริ่มต้นด้วยปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณค่ะ ต่อไปเรียนเชิญท่าน พลตำรวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมค่ะ

พลตำรวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ เพื่อนสมาชิก สปท. ท่านกรรมาธิการที่นับถือ กระผม พลตำรวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ สปท. ลำดับที่ ๓๙ วันนี้ผมก็รู้สึกดีใจที่ท่านกรรมาธิการได้นำเสนอเรื่องนี้นะครับ และถือว่า เป็นเรื่องสำคัญยิ่ง ผมว่าสำคัญในชีวิตของทุก ๆ คนนะครับ จริงเรื่องเงินก็ไม่ใช่สำคัญที่สุด แต่ว่าจำเป็นในชีวิต สำคัญสำหรับตัวบุคคล สำคัญสำหรับครอบครัว สำคัญสำหรับ ประเทศชาติ ในระดับประเทศชาติมีเรื่องการเงินการคลัง ในระดับครอบครัวก็ถือว่าต้องใช้ ย่อลงมาคือเป็นการเงินการคลังของครอบครัว ผมอยากใช้ภาษาง่าย ๆ อย่างนี้ ในระดับ ประชาชนก็การเงินการคลังของเฉพาะตัวบุคคลนะครับจะชัดเจน ผมถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ ในชีวิต เพราะทุกชีวิตต้องสร้างเนื้อสร้างตัวให้อยู่ได้ในสังคม ต้องตั้งตัวให้ได้ ท่านต้อง ชี้ให้เห็นว่าถ้าเรื่องนี้มันได้ประโยชน์อะไรสำหรับประชาชนนี่เขาจะเอาทันทีครับ เหมือนกับ เรื่องการศึกษานี่ทำไมสำคัญกับชีวิต บอกกับตัวเองได้ว่าถ้าอยากได้ดีอยากมีอนาคตก็ต้อง เรียนหนังสือนะครับ อันนี้คือภาษาง่าย ๆ สิ่งที่ท่านเขียนมาทั้งหมดดีหมดครับ ขออนุญาต เอ่ยนามท่านปลัดคุรุจิตก็ได้วิเคราะห์ไปแล้วชัดเจนนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีเข้ามา นวัตกรรมทางด้านการเงินเยอะแยะ หลาย ๆ อย่างก็สร้างความหายนะให้กับโลก ไม่ว่าจะเป็น ต้มยำกุ้ง ไม่ว่าจะเป็นไครซิสแฮมเบอร์เกอร์ (Crisis Hamburger) เพราะนวัตกรรม ด้านการเงินที่มันมีเยอะไปแล้วก็สลับซับซ้อนกันไปหมด นอกจากนี้แล้วก็ยังมีสิ่งไม่ถูกต้อง ก็คือพวกแฮกเกอร์ (Hacker) ทั้งหลาย เพราะฉะนั้นความมั่นใจในเรื่องฟินเทคพร้อมเพย์ (FinTech PromptPay) ก็ยังมีตลอด เพราะฉะนั้นข้อมูลของท่านเข้มแข็งแข็งแรงครับ แต่สิ่งที่ผมจะพูดนี่เอาความเป็นจริงในสังคมไทย ตลอดชีวิตนี่ผมสังเกตกับสิ่งเหล่านี้มาตลอดว่า ในสังคมไทยนี่อย่าว่าแต่นิสิต นักศึกษาเลย ข้าราชการที่มีความรู้เรียนเฉพาะสายวิชาชีพตัวเอง ไม่มีหลักสูตรใด ๆ ที่บอกเกี่ยวกับเรื่องนี้ วิศวกรก็เรียนวิศวกร หมอก็เรียนหมอ ตำรวจก็เรียนตำรวจ ทหารก็เรียนทหาร ไม่มีเรื่องการเงินการคลังส่วนบุคคลหรือส่วนครอบครัวนะครับ เพราะฉะนั้น พอตัวนี้พื้นฐานไม่ดี แน่นอนครับมีปัญหาแน่ในการดำรงชีวิตมันก็นำไปสู่ปัญหาสังคม ท่านทั้งหลายคงจะรู้ว่า ถ้าคนที่ประสบความสำเร็จเขามองทุกโอกาสเป็นเงินเป็นทองหมด เขาสามารถที่จะหยิบเงิน ในทุกแห่ง หยิบเงินในอากาศได้ คนอื่นแม้กระทั่งผมใหม่ ๆ ผมมองเขาทำได้อย่างไร ต้องใช้สติปัญญาหาเงินอย่างถูกต้อง มีเกียรติมีศักดิ์ศรี ไม่ต้องไปคอร์รัปชัน อันนี้มันจะนำไปสู่ เรื่องการธรรมาภิบาลอีกไม่ใช่เฉพาะเรื่องสร้างเนื้อสร้างตัวไปสู่ธรรมาภิบาลเรื่องคอร์รัปชัน ก็จะน้อยลง ในชีวิตผมเผอิญได้ทุนรัฐบาลไปเรียนต่างประเทศ เราจะเห็นว่าอาจารย์สอนเรา เวลาไปคุยกับอาจารย์ที่ปรึกษา ทำไมอาจารย์เขาอ่านอะไร เขาอ่านดูหุ้นดูสต๊อก (Stock) นิวยอร์กสต๊อก ดูอะไรต่ออะไรทั้งหมด ผมก็คุยกับเขาผมลงทุนครับ เขาดูเรียลเอสเตท (Real Estate) เขาลงทุนครับ เขาไม่ได้พึ่งรายได้จากเงินเดือนของการเป็นโพรเฟสเซอร์ (Professor) อย่างเดียว เขาพึ่งทุกทาง ผมก็จำภาพเหล่านั้นมา ทำไมเราถึงจะทำได้ ทำไมเพื่อนร่วมงานเราถึงจะทำได้ว่า โอกาสการลงทุนมีตลอด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารจัดการการเงินที่ท่านจะให้ความรู้ ตรงพื้นฐานนี่แหละครับ ซึ่งมันไปไกลกว่านั้น เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ผมเองไปบรรยายที่ไหน ผมก็พยายามจะสอดแทรกสิ่งเหล่านี้ ให้คุณต้องเป็นนักลงทุนที่ดีหลังจากที่คุณออม สเตป (Step) แรกของคนตั้งเนื้อตั้งตัวแน่นอนอย่างที่ท่านพูดไว้ต้องมีการออม พอมีออมแล้วทำไม ถึงจะทำให้เงินนั้นมันงอกเงยเพื่อสามารถตั้งเนื้อตั้งตัวได้ตัวนี้สำคัญ ถ้าเป็นโบราณ ก็บอกว่าไปซื้อผืนเล็ก ๆ พอขึ้นราคาก็มีสอนกันมานะครับ หรือไปซื้อทองไปซื้ออะไรอย่างนั้น เขาจะมาลักษณะอย่างนี้ ถ้าคนมีสตางค์หน่อยก็ออมได้หน่อยก็ไปลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ มันจะเป็นลักษณะอย่างนั้น หรือถ้าเผื่อคอนเซอร์เวทิฟ (Conservative) หน่อยก็จะไปดู ศึกษาว่าอัตราดอกเบี้ยของแบงก์ไหนเป็นอย่างไร ประจำเป็นอย่างไร กี่เดือนเป็นอย่างไร ออมทรัพย์เป็นอย่างไร พันธบัตรเป็นอย่างไร หุ้นกู้ของบริษัทเป็นอย่างไร อัตราเป็นอย่างไร พวกนี้มันต้องรู้หมด มันต้องไปสู่จุดนั้น เพราะฉะนั้นการให้การศึกษาที่ท่านเขียนไว้เป็นสิ่งที่ดี ผมอยากให้ได้ทำตามนี้ แต่จะทำตามนี้ได้อย่างไร มันมี ๒ อย่าง ตั้งแต่องค์ความรู้ที่ท่านให้ กลุ่มเป้าหมายเป็นใคร ถ้าผมคิดง่าย ๆ ทุกองค์กรมีผู้ประสบความสำเร็จ ทุกชุมชน มีคนประสบความสำเร็จในเรื่องการเงินการคลัง ตัวนั้นเป็นเบสต์แพร็กทิซ (Best Practice) ในองค์กร ในชุมชน สามารถทำได้ทันที เกิดจากการปฏิบัติ เกิดจากการเข้าใจ ไม่ต้องไปรอทำ หลักสูตรหรอกครับ ถ้าเผื่อไม่รู้อ่านในอินเทอร์เน็ต (Internet) อ่านในอะไรทั้งหมด วิเคราะห์ได้หมดแหละครับ คราวที่แล้วผมเคยพูดอภิปรายโรงเรียนมัธยมศึกษาอายุไม่เกิน ๑๓ ปี โรงเรียนบ้านบาก อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี มาเป็นรองชนะเลิศ แพ้วชิราวุธวิทยาลัย เขาเรียนในยูทูบ (YouTube) เขาเรียนในยูทูบ (YouTube) ครับ ไม่ต้องไปมีอะไรมากยาวเลย เขาสามารถที่จะชนะ ภ.ป.ร. ๑๒ : ๐ มาแพ้ชิงชนะเลิศกับ วชิราวุธวิทยาลัยเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นองค์ความรู้มีอยู่ทั่วไป เพียงแต่ว่าท่านจะไปสกัด ให้มันง่ายอย่างไรเพื่อให้เพื่อนร่วมชาติในระดับต่าง ๆ ได้รู้ คนในชุมชนควรจะได้อย่างไร เบสต์แพร็กทิซ (Best Practice) ในชุมชนมีไหม ในหน่วยงานนี้มีเบสต์แพร็กทิซ (Best Practice) ไหม เป็นคนให้ความรู้สิครับ ไม่ต้องให้ภาระไปหาครู ก ครู ข ครูอะไรหรอก ไปหาในนั้นแหละครับ นี่คือเป็นสิ่งหนึ่ง แล้วกลุ่มเป้าหมายก็อย่างที่ผมได้พูดไปแล้วนะครับว่า กลุ่มที่ช่วยตัวเองแล้วนี่ไม่ต้องไปดูหรอกครับ เพียงแต่ให้เขาบริหารให้เป็นเพราะว่าผมเอง ไม่อยากให้คนไทยนี่ลงทุนเหมือนการพนัน ลงทุนแล้วก็พอผิดหวังฆ่าตัวตายกันไปบ้าง มันไม่ใช่ ลงทุนคุณก็ต้องมีเงินลงทุน คุณต้องมีเซฟเนส (Safeness) คุณต้องมีเงินคงคลัง ถ้าเป็นอะไรแล้วเราอยู่ได้เราต้องแบ่งให้ถูก ทหาร ตำรวจ เวลาไปรบยังมองเลยว่า ฐานมั่นสุดท้ายอย่างไร แนวดีเฟนด์ไลน์ (Defend Line) ดีเฟนด์ไลน์ (Defend Line) ที่ ๑ แพ้แล้วเราร่นมาที่ไหน ร่นมาที่ไหนตรงสุดท้ายนี่ต้องอยู่ให้ได้ เขาก็มีดีเฟนด์ (Defend) ของเขาเป็นลักษณะอย่างนั้นนะครับ ผมพูดจากความเป็นจริง มีเพื่อนผม มีผู้บังคับบัญชาผม ที่เขาทำแล้วเขาประสบความสำเร็จ เขาสามารถรับราชการแบบมีหน้ามีตา สามารถปฏิเสธ ความไม่ถูกต้องได้ เพราะฉะนั้นตัวนี้จะเป็นการชี้ให้เห็นว่าทุกวงการไม่ว่าเป็นวงการเอกชน วงการราชการมันก็จะมีธรรมาภิบาลขึ้น ชี้ให้เขาเห็นว่าเรื่องนี้คือเรื่องชีวิตสำคัญกับชีวิตพอ ๆ กับการศึกษาเพราะเงินเป็นตัวในการขับเคลื่อนเพื่อให้เขาตั้งเนื้อตั้งตัวได้ มีชีวิตในสังคมนี้ได้ แม้กระทั่งว่าหลังพ้นทำงานแล้วเขาจะไปครับ เป็นสิ่งที่ว่ายากก็ยาก ว่าง่ายก็ง่ายเหมือนกับ หญ้าปากคอกนะครับ เพราะฉะนั้นผมเองอยากให้กำลังใจนะครับ อยากให้ท่านไปปรับว่า ทำไมถึงจะทำได้เร็วเพราะว่ายุคนี้เป็นยุคดิจิทัล (Digital) ทุกอย่างเร็วมาก ทุกอย่างมีสปีด (Speed) เพราะฉะนั้นผมเองก็ขอแชร์ (Share) ประสบการณ์ที่ผมดูมาตลอดชีวิตนะครับ ผมพูดด้วยใจนะครับ เพราะว่าผมอ่านของท่านหมดแล้ว ผมก็ขอชื่นชมและขอขอบคุณครับ ขอยุติเพียงเท่านี้ครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณมากค่ะ ต่อไปท่าน พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ประธาน กรรมการบริหารสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ อดีตสมาชิกวุฒิสภา เรียนเชิญค่ะ

พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขอขอบพระคุณท่านประธานที่ให้โอกาสในการอภิปรายในหัวข้อเรื่องที่กระผมคิดว่า มีความสำคัญมากต่อพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ ในเรื่องการปฏิรูประบบการให้ความรู้พื้นฐาน ทางการเงินแก่ประชาชน ถ้าเราดูผู้ที่ทำเรื่องนี้นะครับ อย่างน้อยที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ตั้งแต่ ท่านสถิตย์ ท่านสมชัย ท่านสินีนาถ ท่านอาจารย์กอบศักดิ์ที่มีความสามารถสูงกว่าวัยนะครับ ท่านดอกเตอร์ธวัชชัย แล้วก็ท่านปัทมาซึ่งเป็นรองเลขาธิการสภาพัฒน์ ผมคิดว่าเราแทบ ไม่ต้องจะอภิปรายอะไรเลยนะครับ เพราะเรื่องได้ทำกันมาอย่างรอบคอบใช้เวลา มาพอสมควร แต่ก็อย่างที่เพื่อนสมาชิกได้กรุณาพูดว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ ที่ผมกล้า ลุกขึ้นมาพูดเพราะว่าผมก็เป็นลูกศิษย์ของท่านดอกเตอร์สถิตย์นะครับ ในวิทยาการตลาดทุน ก็จึงมีความรู้บ้าง ประเด็นที่สำคัญนี่ผมคิดว่าเรื่องการศึกษาประเด็นปัญหาทางกรรมาธิการ ทำได้อย่างครอบคลุม กว้างขวางแล้วก็ได้ประเด็นหลัก ๆ ว่าปัญหาในด้านการเงินการคลัง ของประเทศปัจจุบันนี้มันเป็นอย่างไรบ้าง แล้วอะไรที่มีผลกระทบต่อสถาบันหรือต่อบุคคลทั่วไป แต่ที่ผมอาจจะตั้งข้อสังเกตนิดหนึ่งว่าในส่วนของการศึกษาในตอนแรก ๆ นี่ลงลึกไปมากเลย จนกระทั่งไม่นึกว่าเป็นเรื่องของการปฏิรูปความรู้พื้นฐานทางการเงินอย่างมีท่านสุรินทร์นี่ ขออนุญาตเอ่ยนามท่านพูดถึงฟินเทค (FinTech) ท่านให้คำจำกัดความเป็นเรื่องที่สำคัญ วันนี้ฟินเทค (FinTech) นี่มีสัมมนากันแทบจะทุกสัปดาห์ เป็นเรื่องของคนระดับที่จะไปต่อสู้ ทางการเงิน ที่จะไปหากำรี้กำไร แต่วันนี้ก็คงจะร้องโอ๊กกันไปเป็นแถวเพราะขณะนี้หุ้นก็ตกไป เกือบ ๓ เปอร์เซ็นต์แล้วนะครับที่ว่าฟินเทค (FinTech) เก่ง ๆ นี่นะครับ เพราะฉะนั้น มันก็คงไม่เกี่ยวกับพี่น้องประชาชนมากนักหรอกฟินเทค (FinTech) นี่ ผมไม่อยากให้เราลืม หรือบางคนเขาบอกขี่ช้างจับตั๊กแตน เราไปวิเคราะห์ลึกมากเลยนะครับ อาจารย์สมชัยของผมนี่ ต้องขอบพระคุณท่านสอนวิธีเล่นกอล์ฟด้วยนะครับ ผมเองเล่นมาผิด อย่างที่ท่านพูดเลยนะครับ ก็เลยไม่สามารถจะเล่นได้ดี เพราะฉะนั้นทุกอย่างต้องเริ่มที่ พื้นฐานที่ดี เรากำลังพูดถึงการให้พื้นฐานแก่ประชาชนในด้านของความรู้ทางด้านการเงิน

อีกประเด็นหนึ่งคือปัญหาของประชาชนนี่ชัดเจน คือคนทั่วไปมีความรู้น้อย ในเรื่องการเงิน ในเรื่องของการที่จะจัดการกับปัญหาหนี้สินต่าง ๆ ก็จึงแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แล้วก็ยิ่งถลำลึกลงไป เหมือนอย่างที่ท่านได้ศึกษาไว้ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นถึง ๑.๕ เท่า จากปี ๒๕๔๗ มาปี ๒๕๕๔ อันนี้ก็เป็นตัวเลขที่ชัดเจนว่าเป็นปัญหาที่จะหมักหมมแล้วก็สร้าง ปัญหาเพิ่มขึ้น ท่านได้พูดถึงแนวทางข้อเสนอในการให้ยกระดับเรื่องนี้เป็นเนชันนัลอาเจนดา (National Agenda) เป็นวาระแห่งชาติ ท่านได้พูดถึงเรื่องการเสนอตั้งคณะกรรมการ ซึ่งผมจะได้กล่าวต่อไปในตอนท้าย แล้วท่านก็พูดถึงการทำยุทธศาสตร์ ยุทธศาสตร์ ท่านกำหนดเป้าหมายยุทธศาสตร์ไว้ ๓ ระดับ คือ การวางแผนเรื่องเก็บออมสำหรับอนาคต บริหารจัดการเงินและหนี้สินอย่างชาญฉลาด และสุดท้ายมีความเข้าใจภัยทางการเงินและ ความเสี่ยงทางด้านการเงิน ความเสี่ยงทางด้านการเงินผมหวังว่าอย่าไปทำหลักสูตรสอน ให้คนเล่นหุ้นนะครับ ประเทศจีนเมื่อต้นปีที่แล้วคนฆ่าตัวตายไปหลายคน ผมเห็นภาพของคน ที่สิ้นหวังเลย เพราะตอนนี้ที่เซี่ยงไฮ้ซึ่งเป็นตลาดหุ้นใหญ่ของจีนมีบัญชีเป็นร้อยล้านบัญชี มีคนอยู่ในตลาดหุ้นเป็นหลายสิบล้านคน พอหุ้นเมื่อปีที่แล้วตกจาก ๔,๐๐๐ กว่าจุดมาเหลือ ๓,๐๐๐ จุด ซึ่งวันนี้ยังเป็น ๓,๐๐๐ จุดอยู่ก็เหมือนกับแมงเม่าบินเข้ากองไฟนะครับ คนจีนเป็นไม่รู้กี่ล้านคนต้องสูญเสียเงินที่เขาสะสม เงินที่เขาออมมาไปมากมาย เพราะการหลงระเริง เข้าไปในตลาดหุ้น ซึ่งมันทำให้คนดูแล้วเหมือนกับว่าจะร่ำรวยได้ข้ามวันข้ามคืน แต่สุดท้าย ก็ร้องไห้กลับไปนะครับ เพราะฉะนั้นเรื่องตลาดหุ้นหรืออะไรต่าง ๆ นี่สอนให้เขารู้ว่า อย่าไปเล่นนะครับ อย่าไปสอนให้เขารู้ว่าจะเล่นอย่างไรนะครับ

อีกอย่างหนึ่งที่อยากจะกราบเรียนคือเรื่องของกลไกที่เราใช้อยู่ในปัจจุบัน ซึ่งท่านบอกว่ามีอยู่ธนาคารออมสินและ ธ.ก.ส. คือธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ผมได้พบกับท่านผู้อำนวยการธนาคารออมสินเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว พอดีได้อ่านเรื่องนี้ก็เลย ถามท่าน ปรากฏว่าธนาคารออมสินทำเรื่องนี้อยู่ ปีหนึ่งสอนเป็นหมื่นคน แล้วมีเป้าหมาย เป็นแสน ๆ คนในอนาคต และได้รับนโยบายมาอย่างชัดเจนนะครับ แต่ถามผมว่าผมเชื่อมั่นไหมว่า ประสบความสำเร็จในการที่จะไปสู่เป้าหมายอย่างที่ท่านกำหนดไว้นี่ ผมคิดว่าคงไม่ง่ายนะครับ คงไม่ง่าย เพราะว่าพนักงานธนาคารออมสินถึงจะมีเป็นหมื่นคนแต่ทุกคนก็มีภาระหน้าที่ ในการที่จะต้องทำเป้า เดี๋ยวนี้คนอยู่ธนาคารมีความกดดันสูงมาก เมื่อวานดอยซ์แบงก์ ของเยอรมันเพิ่งประกาศปลดคน ๙,๐๐๐ คนนะครับ เพราะฉะนั้นคนที่อยู่ในธนาคารต้อง ทำงานแข่งกับเป้าที่เขากำหนดไว้ เวลาผมเดินเข้าไปในธนาคารทุกวันนี้สิ่งแรกที่เขาจะถามผม บอกท่านซื้อประกันภัยไหม ประกันชีวิตไหม นี่แหละครับคือตัวทำลายเงินออมเลย แล้วสาว ๆ ทั้งหลายที่หลงเข้าไป แม่บ้านทั้งหลายนี่ก็จะไปซื้อประกันชีวิตนะครับ เพราะการซื้อประกันชีวิตคือเขาให้สำหรับคนรวย ไม่ใช่เป็นการออมเงิน เขาก็จะมีตัวเลขสวย ๆ บอกว่าท่านจะได้คืนเท่านี้ เอาเงินท่านไปตั้ง ๒๐ ปีแล้วมาคืนให้ท่านมากกว่า ๒ เท่า ๓ เท่า มันไม่ใช่เป็นการกำไรนะครับ แต่เราจะเห็นว่าเจ้าของประกันชีวิตทั้งหลาย บริษัททั้งหลายนี่ ร่ำรวยเป็นเศรษฐีลำดับต้น ๆ ของประเทศ ผมเคยไปฮาวาย เขาไปกันทีหนึ่ง ๓,๐๐๐ คน เขาจัดคนไปเที่ยวคือพวกที่ขายตรงนี่ ผู้ที่ทำกำไรนี่นะครับ เพราะฉะนั้นจึงบอกว่า คนไทยถูกหลอกล่อด้วยวิธีการต่าง ๆ เพราะฉะนั้นเราอย่าไปเชื่อว่าคนที่ทำงานธนาคาร ไม่ว่าธนาคารพาณิชย์หรือธนาคารใดก็แล้วแต่เขาจะให้ความรู้ เพราะว่าเขามีหน้าที่ที่จะต้อง ทำเป้านะครับ ทำเป้าให้ได้ตามที่เขาต้องการ

อีกอันหนึ่งที่อยากจะเรียนก็คือประเด็นสุดท้ายเนื่องจากนาฬิกาเดินเร็วมาก ผมอยากจะให้ท่านกรรมาธิการดูในหน้า ๓๐ หน่อย ผมมีข้อสังเกตอยู่หลายประการ ในหน้า ๓๐ ท่านได้พูดถึงคณะกรรมการ คณะกรรมการชุดนี้เพื่อขับเคลื่อนการให้ความรู้และส่งเสริมวินัย ทางการเงินเป็นกรรมการระดับชาติ ผมคิดว่าก็ไม่เสียหายอะไร เพราะว่าท่านได้พูดถึงว่า ในประเทศต่าง ๆ ในโลกนี้อย่างน้อยก็มีกว่า ๓๐ ประเทศที่เขาไปสู่ขั้นของการนำยุทธศาสตร์ ในการให้ความรู้พื้นฐานแก่ประชาชนทางด้านการเงินไปใช้แล้ว และมีอีกประมาณ ๓๐ ประเทศที่อยู่ในขั้นของการพัฒนาแผน ทำแผนอยู่ ซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วย อันนี้ก็เป็น สิ่งใหม่ที่เราเพิ่งจะรู้ว่าประเทศต่าง ๆ ในโลกนี้เขาก็มีอะแวร์เนส (Awareness) คือมีการคิด เหมือนกันว่าเป็นเรื่องที่สำคัญของประเทศในการที่ให้ความรู้แก่ประชาชน ในรูปแบบของ คณะกรรมการที่ผมอยากจะให้ข้อสังเกตนะครับ อย่างรองประธานผมคิดว่าน่าจะมี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการอยู่ด้วย ผมมองว่ากระทรวงศึกษาธิการนี้มีความสำคัญ ไม่น้อยไปกว่ากระทรวงการคลัง ถ้าพูดถึงการให้ความรู้แก่ประชาชน

ในส่วนของกรรมการท่านตกไปนิดหนึ่งนะครับ ในเลขาธิการของคือ ในแท่งต่าง ๆ ของกระทรวงศึกษาธิการ อย่างปลัดกระทรวงศึกษาธิการถูกต้อง เลขาธิการ คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานต้องมี การ อีกตัวหนึ่งนะครับ ท่านตกคำว่า การศึกษาขั้นพื้นฐาน เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ก็ตกคำว่า การ ไป แล้วเลขาธิการคณะกรรมการอุดมศึกษา ก็ต้อง คณะกรรมการการอุดมศึกษานะครับ ผมเห็นท่านไม่ได้อยู่ในกระทรวงศึกษาธิการ สักคนเดียวเลยข้างบนนั้น ก็เลยอาจจะเขียนตำแหน่งตกหล่นไปนิดหน่อย เพราะฉะนั้นทั้ง ๓ อันนี้ ต้องใส่ การ เข้าไปนะครับ ผมเช็ก (Check) จากกูเกิล (Google) เรียบร้อยแล้วครับยืนยันได้

ในส่วนของกรรมการก็มีทั้งระดับซี ๑๑ คือปลัดกระทรวงกับหัวหน้าแท่งต่าง ๆ ในกระทรวงศึกษาธิการ แล้วก็มีระดับอธิบดี ก็ไม่เป็นไร ส่วนเลขาธิการสภาพัฒน์ ท่านให้มาเป็นกรรมการและเลขานุการ ผู้ช่วยเลขานุการน่าจะมีคนของกระทรวงศึกษาธิการ มาอยู่สักคนหนึ่งจะเอาใครก็แล้วแต่ก็ต้องดูความเหมาะสม ผมยังให้ความสำคัญ ท่านแบ่งกลุ่มผู้เรียนรู้เป็น ๓ กลุ่ม คือ กลุ่มที่อยู่ในวัยเรียน ซึ่งแน่นอนกระทรวงศึกษาธิการ ต้องเป็นพระเอกแน่ กลุ่มที่ทำงานอยู่ แล้วก็กลุ่มที่เกษียณอายุแล้ว ฉะนั้นตรงนี้ก็ต้องไปดูให้ดีว่า เราจะกำหนดแนวทางอย่างไรในการที่จะให้ความรู้แก่ประชาชนตั้งหลายสิบล้านคนมันไม่ใช่ เรื่องง่าย ท่านสุรินทร์เอง ท่านคุรุจิตเอง ขออนุญาตเอ่ยนามทั้ง ๒ ท่านก็ได้พูดประเด็นนี้ว่า ถ้าจะหวังพึ่งพาแค่ธนาคารออมสินและ ธ.ก.ส. ไม่เพียงพอ แล้วเขาก็มีงานมีภาระหน้าที่ อีกอย่างแล้วเขาทำอยู่แล้วแต่เราก็เห็นว่าผลที่เกิดขึ้นยังไม่ได้มีผลสัมฤทธิ์ในแง่ของตัวชี้วัด ต่าง ๆ ท่านก็มีอยู่มากมายว่าคนไทยมีความรู้ในด้านการเงินพื้นฐานสู้เขาไม่ได้ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ของประเทศต่าง ๆ เพราะฉะนั้นตรงนี้ต้องกระตุกอย่างแรงว่าถ้าเรามีกรรมการขึ้นมาแล้ว เพราะฉะนั้นความยากอยู่ที่ฮาว (How) นั่นแหละครับ ฮาว (How) ที่จะทำให้คนทั่วไป มีความรู้ มีความเข้าใจในการออม ในการลดความเสี่ยงทางด้านการเงิน ในการกู้เงินต่าง ๆ อันนี้จะทำอย่างไร แล้วจะใช้ใคร ก็เป็นการบ้านที่บางท่านก็ให้ข้อเสนอแนะมา

ผมฝากอีกนิดเดียวในข้อ ๑ ของท่าน ซึ่งเป็นข้อหลักในหน้า ๓๐ (๑) กำหนด แนวทางหรือมาตรการเพื่อหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องปฏิบัติตามนโยบายและ แผนยุทธศาสตร์การให้ความรู้ทางการเงิน ผมอยากจะเพิ่มตรงนี้นิดหนึ่งว่าการเพิ่มช่องทาง ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงแหล่งความรู้ทางการเงินให้มากขึ้น เพิ่มช่องทางให้ประชาชน สามารถเข้าถึงแหล่งความรู้ทางการเงินได้มากขึ้น ไม่ใช่แค่เรียนรู้อย่างเดียว แต่ออนโกอิง (On Going) คือในอนาคตทำอย่างไรจะให้เขาเข้าถึงแหล่งข้อมูลทางการเงิน เพราะข้อมูล ทางการเงินนั้นมันไดนามิก (Dynamic) มันเปลี่ยนทุกนาที เปลี่ยนทุกวัน เพราะฉะนั้น การเข้าถึงข้อมูลมีช่องทางเป็นเรื่องที่สำคัญ พวกเราเองระดับนี่เสพข้อมูลในเรื่องของการเงินกัน หลาย ๆ ทางมาก ทั้งดูมันนีแชนเนล (Money Channel) ดูเอสเอ็มเอส (SMS) หลาย ๆ คนนั่งดูตลาดหุ้นอยู่ แต่ชาวบ้านชาวช่องเขาจะมีข้อมูลเหล่านี้ ได้อย่างไรในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเขา และสุดท้ายในข้อ ๑ ของท่านควรจะต่อท้ายด้วยว่า โดยมีกรอบเวลาที่ชัดเจน กรอบเวลาเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างที่หลายท่านบอกต้องเร่งรัด เร่งด่วนนี่นะครับ เพราะฉะนั้นเรื่องของกรอบเวลาควรจะกำหนดอยู่ในยุทธศาสตร์ด้วยว่า จะทำกันให้แล้วเสร็จเมื่อไร ต้องขอขอบพระคุณที่คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจได้หยิบเรื่องนี้ขึ้นมา ผมเชื่อแล้วก็เห็นด้วยกับทุกท่านว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ และถ้าทำได้สำเร็จอย่างน้อย ก็จะช่วยให้ประชาชนมีความฉลาดขึ้น รู้ทันในการที่จะบริหารเงินของเขาแล้วก็ทำให้มี สุขภาพจิตหรือมีสภาพชีวิตที่ดีขึ้น ถ้าเขาไม่เป็นหนี้เป็นสินอย่างที่เราพบประสบปัญหาอยู่กับ คนไทยทั้งประเทศในทุกภาคส่วนในวันนี้ ขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปเรียนเชิญท่าน พลตำรวจโท อำนวย นิ่มมะโน อดีตผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค ๑ เรียนเชิญค่ะ

พลตำรวจโท อำนวย นิ่มมะโน 🔗

กราบขอบพระคุณครับ กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม พลตำรวจโท อำนวย นิ่มมะโน สมาชิกลำดับ ๑๙๗ วันนี้เป็นแผนการปฏิรูประบบการให้ความรู้พื้นฐานด้านการเงินแก่ประชาชน แค่เห็น หัวข้อเรื่องผมก็ให้ความเห็นชอบแล้วครับ เพราะเป็นเรื่องที่มีความจำเป็น เป็นเรื่อง ที่มีความสำคัญ เป็นเรื่องที่ต้องกระทำเลยครับ แต่ที่ผมต้องลุกมาอภิปรายเนื่องจากรถคันนี้ รถคันที่กรรมาธิการสร้างขึ้นมาพ่นสีเสร็จเรียบร้อย สีก็ถูกใจ ผมขออนุญาตอภิปราย เพื่อขัดสีรถให้มันเงายิ่งขึ้น

ท่านประธานที่เคารพครับ เราคงยอมรับนะครับว่าประชาชนต้องตก เป็นเหยื่อทางการเงินตลอดมา ในแผนที่ยังขาดอยู่ก็คือในเรื่องของการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับ ประชาชนไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ ให้ประชาชนมีการลงทุนที่มีความเสี่ยงไม่สูงนัก ความเสี่ยง ในการลงทุนมีแน่นอนครับ แต่ทำอย่างไรให้ประชาชนลงทุนแล้วไม่เสี่ยงหรือเสี่ยงน้อย ผมกำลังพูดถึงเรื่องอีโคโนมิกไครม์ (Economic Crime) ไวต์ คอลลาร์ ไครม์ (White Collar Crime) อาชญากรรมทางเศรษฐกิจ อาชญากรรมทางการเงิน อาชญากรรมคอเชิ้ตขาว ไม่ได้หมายความถึงผมนะครับใส่เชิ้ตขาว เป็นอาชญากรรมที่ใช้ความรู้ความสามารถ ใช้ประสบการณ์ทางการเงินมาล่อหลอกประชาชนในประเทศนี้ และเป็นอย่างนี้ตลอดมา ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมได้อ่านแผนนี้โดยละเอียด บอกได้เลยว่าผมให้ ความเห็นชอบ แต่ที่จะต้องขอเติม ขอขัดสีรถคันนี้ใน ๒ ประการครับ

ประการที่ ๑ ผมได้ดูแผนโดยละเอียดแล้ว แผนค่อนข้างที่จะเป็นเชิงวิชาการ เพราะเราบอกให้ความรู้ด้านพื้นฐานกับประชาชนครับ อ่านแล้วอาจจะเข้าใจยากสักนิดหนึ่ง การเอารัดเอาเปรียบทางการเงิน การตกเป็นเหยื่อ การถูกหลอก เกิดขึ้นอยู่เนือง ๆ ครับ ดังนั้นในแผนนี้จำเป็นอย่างยิ่งครับที่จะต้องนำเคส (Case) ต่าง ๆ ที่เข้าใจง่ายมานำเสนอ กับประชาชนให้เห็นจะได้ไม่เป็นเช่นนั้นอีกครับ ผมให้ดูตัวอย่างครับ ทุกครั้งที่เศรษฐกิจตกต่ำ ไม่ว่าจะเมื่อปี ๒๕๒๔ ต่อปี ๒๕๒๕ หรือปี ๒๕๔๐ เอาปี ๒๕๒๔ ต่อปี ๒๕๒๕ เศรษฐกิจตกต่ำเมื่อใด การลงทุนก็จะชะงักงัน เมื่อการลงทุนชะงักงันไม่มีการลงทุน ไม่มีความกล้า ไม่มีความเสี่ยง เงินก็อยู่นิ่ง ๆ ก็จะมีธุรกิจที่เข้ามาหลอกประชาชนและทำได้ทุกครั้ง ตัวอย่างเมื่อปี ๒๕๒๔ ต่อปี ๒๕๒๕ ครับ บอกว่าเป็นธุรกิจน้ำมัน ผมให้ดูประวัตินิดหนึ่งครับ เป็นลำเรือลงทุนแรก ๆ ต่อมาความนิยมมากขึ้นเป็นคันรถบรรทุก ต่อมาความนิยมมากขึ้น ครึ่งคันรถ ความนิยมมากขึ้นไปอีกแค่ล้อหนึ่ง ล้อรถ ความนิยมมากขึ้นไปอีกเหลือดุมล้อ ผมกำลังพูดถึงธุรกิจแชร์ลูกโซ่ บังเอิญมีมารดาของนายตำรวจรุ่นเดียวกับผมครับเป็นครู หลังจากเกษียณอายุราชการรับบำเหน็จ เงินลงทุนไม่รู้จะไปลงทุนอะไร ขาดความรู้พื้นฐานนี้ แหละครับ ก็เลยไปลงทุนน้ำมันเจ้านี้แหละครับ ลูกโซ่ข้อใหญ่เล็กลงเรื่อย ๆ ครับ จนกระทั่ง ท้ายที่สุดผูกคอตายครับ มารดานายตำรวจรุ่นเดียวกับผมผูกคอตายกับแชร์ลูกโซ่ แชร์ลูกโซ่ เป็นธุรกิจที่เป็นอาชญากรรมทางเศรษฐกิจอีโคโนมิกไครม์ (Economic Crime) ที่มีแผนแยบยล และยากที่จะเข้าไปปราบปราม เพราะอะไรครับ เพราะคนลงทุนรายแรก ๆ ได้ประโยชน์ครับ ได้ให้ความร่วมมือครับ เอาเงินคนที่ ๑ ไปหมุนคนที่ ๒ คนที่ ๒ หมุนคนที่ ๓ คนที่ ๔ ไปเรื่อยครับ กว่าลูกโซ่ข้อจะเล็กลงและขาดในที่สุดไปครึ่งประเทศเลยครับ ครั้งนั้นคงจำกันได้นะครับ เราตั้งฉายาแชร์ลูกโซ่นั้นนับถือเป็นแม่เลยครับ แชร์แม่ชม้อย แล้วกว่าแม่ชม้อยจะไต่ลำดับ ลงมาเป็นคุณชม้อย ม้อย กว่าจะออกเป็นอีม้อยเดือดร้อนไปทั้งประเทศแล้วครับ ครั้งนั้น แม่ชม้อยเป็นคุณูปการครับสร้างกฎหมายขึ้นมาฉบับหนึ่งครับก็คือพระราชบัญญัติการกู้ยืมเงิน อันเป็นการฉ้อโกงประชาชน ปี ๒๕๒๗ แต่ไม่ได้ใช้กับแม่ชม้อย แล้วถามว่าหลังจากมี พระราชบัญญัตินั้นออกมาแล้วมันแก้ปัญหาได้จริงไหม ปี ๒๕๔๐ นี่ครับเศรษฐกิจต่ำอีกแล้วครับ ก็มีแชร์นกแก้ว นกขุนทอง พ่อเสมาฟ้าคราม แชร์รากหญ้า แชร์ข้าวสาร แชร์แหวนเพชร ยูเนียน สหยูเนียน แปลว่าคนไทยยังไม่มีความรู้พื้นฐานที่จะหลีกเลี่ยงจากการเป็นเหยื่อ ทางการเงิน ทางการลงทุน ดังนั้นผมกราบคณะกรรมาธิการเถอะครับ อาจารย์สมชัย เพิ่งไปบรรยายผมมาเองครับที่สถาบันพระปกเกล้า ด้วยความเคารพครับช่วยใส่สิ่งนี้ลง เพื่อฉีดเซรุ่มให้กับประชาชนด้วยครับ

ประการที่ ๒ ผมเองเมื่อประมาณปี ๒๕๑๘ ผมไปซ้อมวิ่งออกกำลังกาย เพื่อสอบเข้าโรงเรียนนายตำรวจที่วงเวียนใหญ่ ตอนนั้นแก๊งตกทองระบาดที่วงเวียนใหญ่ ผมต้องไปช่วยตำรวจวิ่งไล่จับแก๊งตกทองที่วงเวียนใหญ่ก่อนเป็นตำรวจ ผมสอบเข้าโรงเรียน นายร้อยตำรวจได้ผมจบมาเป็นนายตำรวจจนผมเกษียณอายุราชการมา ๑ ปีครับ แก๊งตกทอง ยังอยู่ที่วงเวียนใหญ่และที่อื่น ๆ ถามว่าเขาทำอย่างไรครับตกทอง บอกวิธีง่าย ๆ นิดเดียวครับ กำสร้อย ๑๐ บาทแล้วเดินไปเรื่อยเลยครับ ไปเห็นคนนี้ใส่สร้อย ๓ บาทแล้วทำหล่นเลยครับ แล้วก็ลงไปตะครุบพร้อมกันได้คนละครึ่งเส้น เอ๊ะหนัก ๑๐ บาทคุณมี ๓ บาท ถ้าอย่างนั้นผม ยอมขาดทุนคุณเอา ๓ บาทให้ผม คุณเอา ๑๐ บาทไป ผมกำลังพูดถึงเรื่องความโลภครับ ต้องให้ความรู้กับประชาชนพื้นฐานเคส (Case) อย่างนี้แหละครับต้องดึงออกมาให้เห็น ทีนี้การแก้ความโลภทำอย่างไรครับ ด้วยความเคารพครับ คณะกรรมาธิการก็ได้ชี้แจงไป เล็กน้อยแล้วครับ แต่ผมอยากจะเน้นครับ นอกจากจะเอาเคส (Case) เหล่านี้มาให้เขารู้แล้ว ตามคำโบราณที่ว่ารู้เขารู้เรา รบกี่ครั้งก็ชนะ สิ่งที่จะต้องน้อมนำมาเพื่อแก้ความโลภ ของประชาชนก็คือประเทศไทยเราครับ นับเป็นบุญอย่างยิ่งครับ ที่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ท่านทรงพระปรีชาสามารถ พระองค์ท่าน ทรงพระราชทานปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงให้ไว้กับประเทศไทยและคนไทยทุกคน ในแผนการปฏิรูปแผนนี้จะต้องนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาลงไว้ให้เต็มที่ครับ ภูฏาน เอาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเราไปใช้ ผมว่ามากกว่าเราเสียอีก เราเป็นเจ้าของครับ พระองค์ท่าน พระราชทานให้เราทุกคน ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ผมถามว่าประชาชนจะมีความรู้ ความเข้าใจมากสักเท่าไรครับ ในเมื่อแก๊งตกทองยังหลอกกันได้อยู่ครับ ในเมื่อแชร์ลูกโซ่ ยังเป็นลูกโซ่อยู่จนทุกวันนี้ครับ ผมเชื่อว่าตั้งแต่ผมเข้ามาเป็นนายตำรวจเมื่อปี ๒๕๑๘ ไปเรียนนายร้อยตำรวจจนปัจจุบันนี้กี่ปีมาแล้วครับ ก็ยังหลอกกันด้วยแชร์ลูกโซ่ ยังหลอกกัน ด้วยแก๊งตกทอง ยังเห็นกันอยู่ เปลี่ยนรูปแบบเท่านั้นเองครับ และมักจะโตขึ้นด้วยซ้ำไปครับ ดังนั้นถ้านำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในทุกมิติตามที่พระองค์ท่านได้พระราชทาน แนวทางไว้ ผมเชื่อว่าแผนนี้จะสมบูรณ์ครับ

สุดท้ายนี้ครับ ผมขอเพิ่มเติมในแผนนะครับ อันที่ ๑ ก็คือจะต้องนำเคส (Case) ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับคนไทยในเรื่องของการเอารัดเอาเปรียบในทางการเงิน ไม่ว่าจะเป็นแชร์ลูกโซ่ ไม่ว่าจะเป็นแก๊งตกทอง ไม่ว่าจะเป็นวิธีการต่าง ๆ ซึ่งปัจจุบันนี้ นำเทคโนโลยีมาหลอกกันด้วยซ้ำไปเช่นการเล่นค่าของเงิน อยู่ดี ๆ ก็โทรศัพท์เข้ามาชี้ชวน แนะนำให้ไปลงทุนในเงิน ๔-๕ สกุล ฟอเรกซ์ (Forex) อย่างไรครับ ผมกำลังพูดถึงธุรกิจ ฟอเรกซ์ (Forex) เล่นค่าต่างของเงิน พอเล่นไปสักระยะหนึ่งเติมเงินไปเรื่อย ๆ และปิดบัญชีหนี ยังมีอยู่จนเดี๋ยวนี้ คนถูกหลอกบางคนเป็นถึงนายแพทย์โทรศัพท์มาปรึกษาผม บางคนจบวิศวกร ดังนั้นตาสีตาสาไม่ต้องพูดหรอกครับ ขนาดคนเป็นวิศวกร เป็นนายแพทย์ยังถูกหลอกได้ แผนนี้จะต้องให้ความรู้กับคนทุกระดับไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ ประกอบกับต้องนำปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียงมาเพื่อให้ประชาชนทุกคนรับใส่เกล้าฯ ไปเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต กระผมเชื่อว่าข้อเสนอของกระผมจะเป็นประโยชน์กับคณะกรรมาธิการที่จะนำไปใช้ ในการพิจารณาเพิ่มเติมในแผนนะครับ เป็นประโยชน์ไม่มากก็มากที่สุด กรรมาธิการ ได้ปรับปรุงแล้ว ผมเชื่อว่าแผนนี้จะสมบูรณ์ขึ้นระดับหนึ่ง จึงนำเสนอมาด้วยความเคารพ และกระผมเห็นด้วยสนับสนุนตามแผนนี้อย่างเต็มที่ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ กราบขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปนะคะ เรียนเชิญท่านวันชัย สอนศิริ ทนายความตำแหน่ง หัวหน้าสำนักงาน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตสมาชิกวุฒิสภาค่ะ

นายวันชัย สอนศิริ 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม สปท. วันชัย สอนศิริ วันนี้ผมจะพูดไม่นานนัก เพราะเห็นหัวข้อของการปฏิรูปวันนี้แล้วบอกตรง ๆ ครับ ชอบใจ แล้วก็ดีใจอยากให้เรื่องนี้เกิดขึ้นในแผ่นดิน เพราะชีวิตผมตั้งแต่เด็กมาจนกระทั่งอายุ ณ ขณะนี้ เรียนต่อท่านประธานตรง ๆ เลยครับ ไม่เคยมีความรู้เรื่องการเงิน แล้วชีวิตผม อยู่รอดปลอดภัยมาได้โดยไม่หายนะทางการเงิน ผมว่าผมเก่งมากนะครับท่านประธาน ไม่รู้เรื่องการเงินเลยแต่สามารถดำรงชีพมาได้ เรียนกับท่านประธานเลยครับว่าผมพอจะมารู้ เรื่องการเงินนี้ เมื่อประมาณสัก ๒ ปีที่ผ่านมา แต่ก่อนหน้านั้นตั้งแต่ทำงานเป็นจนกระทั่งอายุ ๖๐ ปี ไม่เคย รู้เลยครับ เรื่องที่ท่านอาจารย์สมชัยและท่านสถิตย์ได้กล่าวเมื่อสักครู่ ผมถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ ผมลองเอาตัวเองมาเป็นตัวชี้วัดเรื่องนี้ ผมเลยเห็นว่าถ้าเรามีความรู้เรื่องเงิน ชีวิตจะไม่พลาด และประเทศชาติจะต้องไม่ช่วยสารพัดโครงการต่าง ๆ ให้กับประชาชนแบบทุ่มเงินทุ่มทองกัน มากมายมหาศาล แล้วก็จะไม่เกิดหนี้นอกระบบเยอะแยะเบอะบานไปหมด ทั้งหมดเกิดจาก ตัวเราเองที่ไม่รู้เรื่องนี้ ท่านประธานครับ ผมเป็นทนายความ เคยเป็นกรรมการบริหาร สภาทนายความ เรารู้ว่าคนที่มีเรื่อง มีความ มีคดี มีปัญหากัน ฟ้องร้องกันเกิดจากการที่ ไม่รู้กฎหมายครับ เราเห็นว่าเรื่องที่ทำให้คนรู้กฎหมายก่อนที่จะมามีเรื่องมีราวฟ้องร้องกันนั้น เป็นสิ่งที่ดีที่สุด ป้องกันระมัดระวัง บอกกล่าวแนะนำเขาอะไรผิด อะไรถูก อะไรควรแก้กัน อย่างไร อะไรไม่ควรฟ้องร้องกัน ผมถือว่าเป็นเรื่องใหญ่และเป็นเรื่องสำคัญ วันที่ผมเป็น กรรมการบริหารสภาทนายความนั้นจึงทำเรื่องนี้ถือว่าเป็นภาระที่ยิ่งใหญ่ จึงมีรายการกฎหมาย เป็นรายการของทนายความ เป็นรายการของ ๒ ทนายที่ผมทำเองร่วมกันในรายการทีวี สื่อต่าง ๆ มากมาย จนให้คนมีความรู้สึกว่าเอ๊ะกฎหมายนี้ก็สัมผัสได้แบบง่าย ๆ สบาย ๆ นะ มันไม่ได้ยุ่งยากซับซ้อนอะไรเลยในระดับเบื้องต้น นี่แหละครับท่านประธานที่เคารพ ผมจึงเห็นทางคณะกรรมาธิการด้านเศรษฐกิจเสนอเรื่องนี้ขึ้นมา เป้าหมายยุทธศาสตร์คือ ประชาชนที่สามารถวางแผนเก็บออมสำหรับอนาคต บริหารจัดการเงินและหนี้สินอย่างชาญฉลาด มีความเข้าใจภัยทางการเงินและความเสี่ยงทางการเงิน ท่านประธานครับ ตั้งแต่เด็กเรียนมา ไม่ว่าระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา หรือจนกระทั่งมหาวิทยาลัยรวมจนกระทั่งทำงานแล้วนี่ มีใครไปสอนเรื่องพวกนี้ไหมว่าคุณจะต้องกระตุ้น เตือน ตื่น ให้คุณรู้เรื่องการเงินตั้งแต่ ประถมศึกษา มัธยมศึกษา อย่างเก่งเราก็บอกเอากระปุกออมสินไปหยอดเท่านั้นเอง แต่ไม่เคยมีใครสอนกันจริง ๆ จัง ๆ ครับว่าเราควรจะมีการทำบัญชีครัวเรือน ผมเพิ่งเห็นมาพูด มาเอะอะโวยวายกัน ตื่นตัวกัน แต่ระดับเด็กตั้งแต่ผมเรียนมานี่ ผมยังไม่เคยรู้เลยครับ ประถมศึกษา มัธยมศึกษา ตลอดจนมหาวิทยาลัยต่าง ๆ นี้นอกจากคนเรียนวิชาที่เกี่ยวข้อง โดยตรงเท่านั้น ผมจึงเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มีความสำคัญอย่างยิ่งเพราะอะไรครับ ท่านประธาน เงินมันคือพระเจ้าจริง ๆ และคนตั้งแต่เกิดจนตายแสวงหากันแต่เรื่องเงิน ผมเองนี่เห็นคน จนกระทั่งอายุ ๘๖ ปี ให้ผมไปทำพินัยกรรม นอนอยู่ในโรงพยาบาลก็ยังบอกเลยว่าอาจารย์ ช่วยดูด้วยเงินในบัญชีนั้น เงินตรงนั้น เงินตรงนี้ แปลว่าใกล้ตายก็ยังห่วงเงินครับท่านประธาน เงินจึงเป็นตัวกำหนดทุกเรื่องในหลาย ๆ เรื่อง ในแผ่นดินนี้ของคนที่ยังมีชีวิตอยู่ครับ ท่านประธาน แต่เขาไม่รู้เลยครับว่าเขาจะมีการวางแผนการออมกันอย่างไร เพราะฉะนั้น ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ ประชาชนไม่ว่าจะทำงานระดับอะไร ตลอดจนข้าราชการมีหนี้มีสินกัน ทั้งนั้น เพราะไม่ได้เคยวางแผนเรื่องการออมกันมาตั้งแต่ต้น ผมทำรายการอยู่รายการหนึ่งครับ ท่านประธาน ออกทางสถานีโทรทัศน์ทีเอ็นเอ็น (TNN) วันอาทิตย์ เวลาสี่โมงเย็น ชื่อรายการ หมอเงินหมอความ อยากจะกราบเรียน ผมอ่านของอาจารย์สมชัยแล้วบอกตรงกับสโลแกน (Slogan) ที่ผมโฆษณาเลยครับ รายการนี้เป็นรายการที่ต้องการให้คนไทยอ่านออกเขียนได้ เกี่ยวกับเรื่องเงินและคดีความ เป๊ะเลยครับ ผมไม่รู้ว่าอาจารย์เอาของผมมา หรือผมเอา ของอาจารย์ไป แต่กราบเรียนเลยครับว่าเรื่องนี้ผมไม่มีอะไรที่จะอภิปรายมาก สนับสนุน แนวคิดนี้อย่างยิ่งและอยากให้เกิดขึ้นในรัฐบาลนี้ครับท่านประธานผ่านไปยังท่านประธานสถิตย์ ผมอยากให้ท่านผลักดันให้มันเกิดจริง ๆ ครับ ทำเป็นเรื่องใหญ่เรื่องโตของบ้านนี้เมืองนี้เลยครับ แล้วจะแก้ปัญหาทั้งมวล หนี้ครัวเรือน หนี้อะไรต่อมิอะไรต่าง ๆ ผมเป็นทนายความครับท่านประธาน ทุกวันได้รับคำปรึกษาวันหนึ่งไม่ต่ำกว่า ๑๐ กว่าราย หนี้บ้าน หนี้บัตรเครดิต หนี้รถยนต์ ๓ เรื่องนี้มีทุกวัน และวันละหลาย ๆ ครั้ง ทั้งหมดเกิดขึ้นจากอะไรครับ เพราะไม่เข้าใจเรื่องเงิน เรื่องการออม ตลอดจนเรื่องการบริหารหนี้สินต่าง ๆ ทั้งหมด ทั้งสิ้น ทั้งปวง ทั้งนั้น ดังนั้น ผมอยากให้เรื่องนี้เกิดขึ้น จะไม่อภิปรายเรื่องอื่นแล้วเพราะท่านได้พูดมาดีแล้ว แต่สิ่งหนึ่งที่ผม อยากจะตั้งเป็นข้อสังเกตกับท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการครับ ในเรื่องของ คณะกรรมการยุทธศาสตร์ว่าด้วยการให้ความรู้และเสริมสร้างวินัยทางการเงินแก่ประชาชน ผมอ่านแล้วเรียนตรง ๆ นะครับ สิ่งที่ท่านเสนอ สิ่งที่ท่านวางแนวแล้ว เห็นรูปแบบ คณะกรรมการแล้ว ผมไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ท่านทำนั้นจะเกิดขึ้นได้หรือเปล่า เพราะเรามักจะเอาคน ที่เป็นหลัก ๆ มาวางไว้ แล้วผมมาดูในระดับกรรมการและเลขานุการ หรือเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติตลอดจนผู้ช่วยเลขานุการ แปลว่า ผมไม่รู้นะครับท่านช่วยอธิบายตรงนี้ที ผมดู ๆ แล้วเหมือนกับคณะกรรมการ เป็นข้าราชการประจำเกือบทั้งนั้น หรือไม่อย่างนั้นก็เป็นระดับรัฐวิสาหกิจ มันไม่ได้มีรูปแบบ อะไรใหม่กันขึ้นมา หรือบุคลากรอะไรใหม่ขึ้นมาในการที่จะขับเคลื่อนเรื่องนี้ ผมมิได้ หมายความว่าไปดูถูกดูแคลนบุคคลเหล่านี้ว่าเขาจะไม่มีความรู้ความสามารถในการขับเคลื่อน แต่ด้วยภารกิจหน้าที่ต่าง ๆ ที่เขามีทำอยู่แล้วเต็มอยู่แล้ว แล้วท่านเอาคนเหล่านี้มา แล้วมันเหมือนงานฝาก มันน่าจะมีหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งซึ่งมีบุคลากรเฉพาะแล้วทำเรื่องนี้ ให้เป็นเรื่องใหญ่ ผมว่าถ้าคนไทยตื่นตัวในเรื่องการเงินจริง ๆ ระมัดระวังการเงินจริง ๆ บริหารการเงินเป็นจริง ๆ ปัญหาของแผ่นดินนี้เกี่ยวกับเรื่องเงิน ไม่ว่าจะเป็นครู ไม่ว่าจะเป็น ข้าราชการใด ๆ ผมว่าจะลดน้อยถอยลงไป แต่ถ้าดูคณะกรรมการที่ท่านวางมาแล้ว ผมยังไม่ค่อยมั่นใจ เพราะฉะนั้นขอให้ท่านช่วยอธิบายขยายความให้ผมเกิดความมั่นใจ สักนิดหนึ่งว่าคณะกรรมการชุดนี้ที่วางมาแล้วท่านมีรูปแบบในการขับเคลื่อนอะไร อย่างไรได้บ้าง ถ้าท่านอธิบายได้แล้ว แล้วผมมั่นใจได้แล้ว ผมยืนยันเลยครับว่าสนับสนุนเต็มที่ แล้วก็ อยากจะกราบเรียนท่านเป็นประการสุดท้าย ขอให้ท่านช่วยผลักดันในเรื่องนี้ให้เกิดขึ้น แม้ยังไม่เกิดขึ้นจริง ๆ ผมว่าในสื่อทีวี (TV) วิทยุ โทรทัศน์ โซเชียล (Social) ต่าง ๆ ทั้งหมด คณะกรรมาธิการน่าจะมีส่วนผลักดันหรือในภาคเอกชนให้เขามาร่วมไม้ร่วมมือในเรื่องเหล่านี้ ผมว่าจะเป็นคุณูปการต่อพี่น้องประชาชนคนไทยเป็นอย่างยิ่ง กราบเรียนมาและขอสนับสนุน ด้วยความจริงใจและอยากให้เกิดขึ้นครับ กราบขอบพระคุณอย่างสูงครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ มีผู้เสนอชื่ออภิปรายเพิ่มเติมอีก ทั้งหมดเป็น ๑๒ ท่าน ขณะนี้ เรามาถึงประมาณท่านที่ ๕ ต่อไปท่าน พลตำรวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก อดีตรองผู้บัญชาการ ตำรวจแห่งชาติ เรียนเชิญค่ะ

พลตำรวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม พลตำรวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หมายเลข ๑๒๔ ครับ ผมได้นั่งฟังในเรื่องนี้ต้องกราบขอบพระคุณท่านประธานและ คณะกรรมาธิการที่ได้ทำการปฏิรูปเรื่องนี้ โดยเฉพาะเรื่องการเงินของบุคคลทุกคนแล้วก็ ของระบบทั้งประเทศด้วยโดยรวมก็ผนึกกันนะครับ ในส่วนนี้เรื่องการเงินแม้ว่าผมไม่ได้เรียนมา ด้านนี้ แต่หลาย ๆ ท่านได้อภิปรายแล้วว่าชีวิตเกิดมาตั้งแต่มีสภาพเป็นบุคคลแล้วก็เติบโตขึ้นมา จนกระทั่งปัจจุบันถึงท้ายสุดของชีวิตก็ต้องเกี่ยวข้องกับการเงิน มันก็มีคำเบา ๆ ว่าเงินไม่สำคัญ แต่มันจะสำคัญตอนที่เราไม่มีเงินอะไรพวกนี้ หรือว่ามันเกี่ยวกับการดำรงชีวิตทุกลมหายใจ มันเกี่ยวกับการทำงานด้วย เพราะงานคือเงิน เงินคืองานบันดาลสุขตั้งแต่โบราณกาล แล้วเงินมันก็มีหลายรูปแบบหลาย ๆ ท่านได้อภิปรายแล้วว่าใช้เป็นตัวแทนเพื่อให้ได้ ในสิ่งที่เราปรารถนา ปรารถนาคือว่ามันไกลตัวเรากับสิ่งที่เราสมควรจะได้ หรือสิ่งที่จำเป็น ที่จะหล่อเลี้ยงชีวิตตัวเราเองและครอบครัว สิ่งนี้เป็นความจำเป็น ทีนี้ต้องกราบขอบคุณ คณะกรรมาธิการที่มีความตั้งใจและนำเสนอ ผมก็นั่งฟังแล้วก็ได้ลุกขึ้นอภิปรายตรงนี้หลังจาก เรียนรู้จากกรรมาธิการแล้วก็ผู้ที่อภิปรายเบื้องต้นก่อนผม ผมอยากจะเสริมในส่วนนี้ก็คือว่า ผมได้ฟังท่านกรรมาธิการได้พูดถึงเรื่องความเคลื่อนไหวแล้วก็เรื่องกาลเวลาการสู่ศตวรรษที่ ๒๑ เราก็ต้องแสวงหาความรู้แล้วก็เรียนรู้ด้วยตนเอง แล้วโลกนี้ก็อยู่กันด้วยความรู้ นอกจากนั้น ทักษะที่เรารู้ เราได้พูดถึงว่านอกจากความรู้และทักษะแล้วมันก็ต้องทำจริงด้วย เพราะชีวิตเรา ต้องอยู่บนความจริงก็คือต้องทำเป็น ทำเป็นด้วยหลาย ๆ วิธี ว่าด้วยการเรียนรู้ ผมเคยพูด หลายครั้งว่าสัตว์โลก ไม่ว่าสิงสาราสัตว์ มด หนู ช้างอะไรต่าง ๆ อยู่ด้วยสัญชาตญาณ แต่คนเรามนุษย์อันเป็นสัตว์ประเสริฐอยู่ด้วยการเรียนรู้และเรียนรู้ตลอดชีวิต คือเรียนรู้ด้วยหลายวิธี อย่างเช่นเราได้ยินตั้งแต่เด็กว่าคนเราจะประสบความสำเร็จในการเรียนรู้ได้ก็ใช้หลัก คงเคยได้ยินว่า หัวใจนักปราชญ์ สุ จิ ปุ ลิ สุ จิ ปุ ลิ ก็เกี่ยวข้องกับการอ่าน ในเปเปอร์ (Paper) นี้ก็พูดถึง ระบบการอ่านว่าคนเราเรียนรู้ได้หลายวิธีโดยการอ่านแล้วก็มีการยกตัวอย่างหลาย ๆ ชนชาติว่า เขาอ่านหนังสือวันละกี่เล่ม วกมาใกล้ ๆ ตัว เรามีศูนย์หนังสือที่ดี ๆ ในประเทศเราหลายแห่ง และผมไปศูนย์หนังสือบ่อยเวลาว่าง ๆ ผมไปทั้งศูนย์หนังสือแม้แต่ร้านสินค้าเล็ก ๆ หรือ ศูนย์หนังสือใหญ่ ๆ ผมก็จะเจอต่างชาติเยอะ รอบ ๆ บ้านเขามาซื้อหนังสือที่ศูนย์หนังสือเรา แล้วเขาก็เรียนรู้ได้คือเขาอ่านหนังสือของเราออกนะครับ แต่ก็ทำให้ผมเองก็คิดว่า ผมอ่านหนังสือเขาไม่ออกเลยนะครับ แล้วเขาก็ซื้อหนังสือ และเมื่อเร็ว ๆ นี้ผมไป ประเทศเวียดนามมา พวกประเทศเวียดนามอาจจะมีจักรยานยนต์เยอะคล้าย ๆ กับบ้านเรา ตามวินทุกซอยเลยนะครับ ผมเดิน ๆ ไป เพราะส่วนหนึ่งผมเคยเป็นตำรวจมาก็จะเห็นว่า เคยจับกุมญาติพี่น้องเรา ผมก็มีญาติมีพวกเป็นวินมอเตอร์ไซค์เยอะ ว่าง ๆ เราก็จะมีการผ่อนคลาย เล่นอะไรกันบ้าง พูดง่าย ๆ มีเล่นการพนันบ้างบางส่วน แต่ที่วินมอเตอร์ไซค์อย่างประเทศเวียดนาม ผมดูแทบทุกวิน ผมเดินดูเขาอ่านหนังสือครับ ว่าง ๆ ผมนึกว่าเขาทำอะไร เขาก้มแล้วเขาอ่านหนังสือ คือส่วนหนึ่งว่ามันเป็นการเรียนรู้นะครับ ทีนี้ที่กรรมาธิการบอกว่าพอให้อ่านออกเขียนได้ ก็จริงครับ มันต้องเริ่มจากปฐมบทก่อนตรงนี้ก็ให้เขียนได้เพื่อรองรับต่อสถานการณ์ที่เราได้ บรรยายไปนะครับว่าหนี้ครัวเรือนสูงขึ้น นวัตกรรมทางการเงินสูงขึ้น คนร้ายก็อยู่ในอากาศบ้าง แล้วก็ทำอะไรยาก แม้แต่ตำรวจเองในการสอบสวนในการที่จะตามจับคนร้ายพวกนี้ก็ต้อง แกะรอยเดินตามอะไรเหล่านี้ ความรู้ต่าง ๆ ก็ยังไม่เป็นระบบ แล้วก็สิ่งที่เรียนรู้มาตั้งแต่เด็ก ๆ แล้วมีกระปุกออมสินอะไรอย่างนี้ว่าออมแล้วดีแต่ว่าบางทีเราก็ไม่ค่อยได้ออม เพราะบางคน เขาบอกว่าจะอยู่จะใช้หรือว่าบางคนโดยเฉพาะเด็ก ๆ หรือว่าคนที่อยู่เบื้องล่างระดับล่าง ๆ ก็ไม่ค่อยพอใช้พอจ่ายนะครับ ก็ออมยากนะครับ แล้วก็พวกนี้เป็นพฤติกรรมแล้วก็เป็นส่วน ที่เราพูด ๆ กันนะครับ ทีนี้ในส่วนที่ทำรายงานผมก็อ่านแล้วก็ต้องขอชื่นชมโดยเฉพาะในส่วน ของข้อเสนอแนวทางการปฏิรูปในส่วนของข้อ ๒ ใหญ่ ดีมากครับที่ได้เสนอแนวทางในการที่จะ ขับเคลื่อนการให้ความรู้ทางการเงินวางทิศทางเป้าหมายชัดเจน เพราะการกระทำอะไรก็ตาม มันจะต้องเน้นที่เป้าหมายแล้วก็มีกระบวนการไปสู่เป้าหมายนั้น ๆ นะครับ ผมอยากจะเสริม ในส่วนนี้สั้น ๆ ประมาณ ๕-๖ ข้อว่านอกจากที่ท่านได้เขียนไว้ได้ดีแล้วในเรื่องยกระดับ ตั้งคณะทำงาน จัดทำยุทธศาสตร์อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ส่วนที่ผมจะเสริมก็คือว่าต้องตั้งสติและ นิ่งสักนิดหนึ่งว่าตั้งแต่หัวข้อหน้าแรกของรายงานนี้เราจะมีคำว่าความรู้ การปฏิรูประบบ การให้ความรู้พื้นฐานทางด้านการเงินแก่ประชาชน คำว่าให้ความรู้ ผมก็นั่งคิดกันในนี้ ก็เรียนรู้ว่านอกจากความรู้แล้วต้องคู่ขนานแล้วก็ในเนื้อแก่นของมันก็ต้องให้ขยายก้าวไปสู่ ความเข้าใจด้วยครับ ผมว่าคนไทย พี่น้องชาวไทยพอมีความรู้อยู่แล้ว เพราะว่าเราเริ่มจากนี้บ่อย ๆ เราเริ่มตั้งต้นจากการให้ความรู้ แต่ความเข้าใจที่ลึกซึ้ง ความเข้าใจมันอีกมิติ อีกหลืบหนึ่งว่า เราจะเข้าใจระดับไหน เข้าใจระดับชั้นปฐม หรือเข้าใจระดับชั้นเทพ หรือเข้าใจระดับชั้นเณร ตรงนี้ผมอยากจะขออนุญาตข้อที่ ๑ ว่าถ้าเป็นไปได้ในส่วนของตามข้อ ๒ ใหญ่ในรายงาน จัดทำแผน ในหน้า ๒๖ ถ้าจะเติมเป้าหมายไปถ้ามีโอกาสเติมหรือมีโอกาสพิจารณา ผมอยากจะเสริมว่าเป็นการขยายไปสู่ความรู้และความเข้าใจให้เป็นเนื้อเดียวกัน เพราะความรู้ไม่นิ่ง แล้วก็เกิดขึ้นใหม่ ๆ ทุก ๆ วินาที โลกหมุนเร็วก็ตาม และเราก็ออกกฎเกณฑ์ ตามหลาย ๆ ท่าน อภิปรายว่าจะต้องสร้างกฎหมายด้วย กฎหมายตามพฤติการณ์หรือตามรูปการณ์ ที่เกิดขึ้น แต่สิ่งที่เป็นรอยต่อเชื่อมต่อกันเป็นการเชื่อมโยงกันก็คือความรู้สู่การปฏิบัติ จะเกิดผลได้จริงก็คือต้องมีความเข้าใจด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นผมก็อยากจะเติมว่า การให้ความรู้โดด ๆ เป็นการก้าวสู่ความเข้าใจด้วย หรือบวกความเข้าใจไปด้วยนะครับ เพราะว่าคนในระดับล่าง ๆ ขาดความเข้าใจมากเท่าที่เราดู เดินดู หรือพบจะขาดความเข้าใจ มากนะครับ

อันที่ ๒ ก็คือว่านอกจากให้ความรู้ความเข้าใจแล้ว ก็ควบไปด้วยเรื่องการให้ การตระหนักรู้หรือตื่นรู้ ภาษาทางด้านเกี่ยวกับการเรียนการสอนเขาใช้คำว่าตื่นรู้นะครับ อันนี้หมายถึงว่าถ้าผมอธิบายง่าย ๆ ก็คือว่าพวกที่พอจะมีสตางค์หรือมีเงินอยู่บ้างแล้ว เราควรจะทำแก่นแกนไปเลย ตั้งเป็นพอยต์ (Point) ไปเลยว่าเงินนี้ต้องใช้อย่างคุ้มค่า อาชญากรรมอาจจะมีร่องรอย เขาดูสเตทเมนต์ (Statement) ขอโทษนะครับ ที่ใช้ภาษาอังกฤษ สเตทเมนต์ (Statement) ก็คือร่องรอยพฤติกรรมของมนุษย์ ร่องรอยของ แต่ละบุคคล แล้วก็มีรายได้รายจ่าย ความสมบูรณ์ระหว่างรายได้รายจ่าย รายได้เกิดจากอะไร รายจ่ายเกิดจากอะไร บางคนพูดว่ารายได้ไม่สำคัญ สำคัญที่รายจ่ายจะเหลือหรือกระเพื่อม ออกมากมันขึ้นอยู่กับรายจ่าย ก็คือว่าจะจ่ายเงินจากกระเป๋าแต่ละครั้งไม่ว่าเราจะไปเดินห้าง หรือไปอะไรต่าง ๆ จะซื้อของแต่ละอย่างเราดูว่าของสิ่งนี้เรามีอยู่หรือเปล่า เราซื้อเพราะ เราต้องการซื้อ จำเป็นจริง ๆ ต้องซื้อ ถ้าไม่ซื้อเป็นอะไรไหม หรือซื้ออะไรต่าง ๆ ถ้าเรายังมีอยู่ เราซื้อเพราะแฟชั่นหรือซื้อเพราะตามใจเพราะอยากได้ชั่วแวบนะครับ ก็คือพูดง่าย ๆ ว่า ข้อ ๒ คือกรณีคนที่พอมีบ้างแล้วหรือพอมีอยู่ ก็ให้ตื่นรู้ว่าอะไรจ่ายโดยเปล่าประโยชน์ ไม่มียูทิลิตี (Utility) ก็ไม่ต้องจ่าย

อันที่ ๓ คือพวกที่ไม่มีเลยหรือมีน้อยมาก อย่าจ่ายเงินในอากาศก็คือว่าระบบเงินกู้ ระบบใช้เงินล่วงหน้า เมื่อร่วม ๒๐ ปีที่แล้วผมไปประเทศเพื่อนบ้านเรา พี่อ้าย เขาบอกพี่อ้าย เสียแล้ว คือว่าเขาใช้เงินสด ผมไปบ่อย ใช้แต่เงินสด ๆ ผมยังคิดว่าเขาล้าหลังมาก เราใช้เงินบัตรเครดิตต่าง ๆ เหล่านี้ เพราะฉะนั้นเราต้องปรับระบบการใช้เงิน ระบบเงินกู้ เงินกู้คือสมมุติเราไม่มี มีน้อย ให้รู้ถึงพิษภัยของระบบเงินกู้ ยังไม่ต้องพูดถึงเงินกู้นอกระบบว่า พิษภัยขนาดไหน มันไม่ใช่มีสิ่งดีอย่างเดียว เข้าใจโลกต้องเปลี่ยนแปลงต้องมีการลงทุน แต่ต้องดูถึงจุดเสียด้วย บางท่านพูดไปถึงเรื่องการประกันภัย การใช้เงินในอนาคตต้องมี การบริหารจัดการที่สมดุล เพราะสรรพสิ่งในโลกนี้ไม่เที่ยงแท้ พระพุทธเจ้าท่านก็สอนแล้วว่า สรรพสิ่งไม่เที่ยงแท้ เพราะฉะนั้นต้องอยู่บนความเที่ยงก็คือเรามีงบดุลเท่าไร หรือมีเงินเดือน เท่าไร ก็ใช้จริงเท่านั้นเป็นหลักพื้นฐานในการพิจารณาที่จะใช้ แต่ไม่ถึงกับจำกัดว่าต้องใช้เงิน เท่าที่มีอยู่นะครับ

อันที่ ๔ ผมดูแล้วการออมสำคัญ คุณค่าของการออมต้องใช้เงินอย่างคุ้มค่า เพราะว่าเราได้เริ่มมานานแล้วว่าการออมมันเป็นบรรทัดฐานที่ดี หลักของการครองชีพ หลาย ๆ ส่วนพยายามพร่ำสอนว่าก่อนจะใช้ต้องแบ่งเป็น ๓ ส่วนหรือคิดถึงเงินออมก่อน คือต้องออมก่อนเลย ผมเจออาจารย์และเจอนักเศรษฐศาสตร์ของคนไทยเราหลายคนบอกว่า ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์เงินเดือนหรือเป็นอะไรก็ตาม เขาได้สอนสิ่งยาก ๆ ฝืนใจแล้วก็กลั้นใจ คือว่าออมก่อน อาจจะแบ่งเป็น ๓ ส่วนใหญ่ ๆ คือถ้าแบ่งหลาย ๆ ส่วนแบ่งยาก แบ่งแค่ ๓ ส่วน ส่วนเล็ก ๆ ที่สุดออมไว้ก่อน ตัดใจแข็งใจออม คิดถึงลูก คิดถึงบรรพชน คิดถึงข้างหน้า ออมไว้สักส่วนหนึ่ง ๑๐๐ บาท ออมสัก ๑ บาทก็ยังดี ก็ต้องออมก่อน เพราะฉะนั้นตรงนี้ ต้องเป็นจุดเริ่มต้นเห็นคุณค่าของการออม

และอันสุดท้ายอันที่ ๕ ก็คือว่าเรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงต้องเอามาใช้ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไม่ถึงกับตระหนี่ถี่เหนียว แต่ว่าพอใจในสิ่งที่มี พอใจในสิ่งที่เป็น มองในสิ่งที่มีไม่ใช่มองในสิ่งที่ขาด กราบขอบคุณครับ ทั้ง ๕ ข้อผมขอเสริมไว้ครับ ท่านประธาน กราบขอบคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ ขณะนี้มีคณะครูและนักเรียนโรงเรียนบ้านขามเสม็ดบำรุง จังหวัดบุรีรัมย์ จำนวน ๒๐๗ คน ขอเข้าฟัง ยินดีต้อนรับค่ะ

ต่อไปนะคะ เรียนเชิญท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตสมาชิกวุฒิสภา อดีตรองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เรียนเชิญค่ะ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขอเสนอแนวความคิดเห็น เกี่ยวกับรายงานที่คณะกรรมาธิการได้รายงานต่อที่ประชุมสภาแห่งนี้นะครับ ก่อนอื่นต้อง กราบเรียนด้วยความเคารพว่าผมฟังท่านอาจารย์สมชัยได้เสนอรายงานให้ข้อคิดเห็นต่าง ๆ ผมฟังแล้วเป็นเรื่องที่ดีอย่างยิ่งนะครับ ต้องขออนุญาตชมเชยกรรมาธิการด้วยนะครับว่า ท่านก็มีประสบการณ์ ให้ความรู้ ให้ข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งสมควรที่รัฐบาล จะนำไปพิจารณาแล้วก็ดำเนินการในข้อเสนอตามรายงานดังกล่าว แต่อย่างไรก็ตาม ตามรายงานดังกล่าวนี้ได้กำหนดแนวทางหรือนโยบายการแก้ปัญหาในประเทศที่เกิดวิกฤติ ทางเศรษฐกิจ เราก็แก้ปัญหาแนวทางหนี้สินที่เกิดขึ้นในครัวเรือนนะครับ ซึ่งผมอยากจะเติมเต็ม ให้รายงานดังกล่าวนี้มีความสมบูรณ์มากขึ้นเพื่อที่จะเป็นรายงานที่เน้นให้ความสำคัญ ไปในเชิงที่นำไปปฏิบัติได้นะครับ ต้องกราบเรียนด้วยความเคารพครับว่าสิ่งที่อยากจะเสนอ ท่านประธานผ่านกรรมาธิการนั้นอยากให้ดูจากสภาพปัจจุบัน หนังสือพิมพ์วันนี้กรุงเทพธุรกิจ ขึ้นตัวใหญ่เลยนะครับ ในคอลัมน์หนึ่ง คนตกงานปี ๒๕๕๙ พุ่งกว่า ๒ เท่าอย่างนี้ครับ มันเป็นสัญญาณให้เห็นว่ามันเป็นปัญหาที่รายงานนี้จะต้องปฏิรูประบบการให้ความรู้พื้นฐาน ทางการเงินแก่ประชาชน ทีนี้ทำอย่างไรล่ะครับ เพราะเราก็มักจะพูดกันบ่อย ๆ มีการวิพากษ์วิจารณ์กันบ่อย ๆ ว่าเศรษฐกิจที่มีปัญหานั้นมันสืบเนื่องจากเศรษฐกิจโลกไม่ดี มันก็เลยทำให้เศรษฐกิจไทยไม่ดีไปด้วย แล้วก็พูดกันติดปากครับท่านประธานครับ ซึ่งในเรื่อง เกี่ยวกับเศรษฐกิจดีหรือไม่ดีถ้ามองย้อนหลังกลับไปมันเกิดมาทุกยุคทุกรัฐบาลนะครับ คำว่า เศรษฐกิจที่ไม่ดีนั้นมันสามารถที่จะพบแล้วก็ประสบอยู่ในการดำเนินวิถีชีวิตของเราที่ผ่านมา เราอาจจะมีช่วงเศรษฐกิจที่สามารถรู้สึกสัมผัสได้ก็คือในยุคของท่าน พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ อย่างนี้นะครับ เศรษฐกิจค้าขายดีมาก ราคาที่ดินปรับราคาสูงขึ้น นายหน้าเต็มเมืองไปหมด ประชาชนเกิดความรู้สึกว่าเงินมันสามารถที่จะจับจ่ายใช้สอยได้อย่างคล่องตัว การค้าขายที่ดิน ในช่วงก่อนเขาบอกว่าโยนหินไปบนฟ้าหินตกลงมาโดนหัวใครเป็นนายหน้าหมด ก็แสดงว่า อะไรครับ แสดงว่ามันเฟื่องฟูและเกิดความรู้สึกที่สัมผัสได้ แต่ช่วงระยะเวลาหลัง ๆ เราเกิด ปัญหาเศรษฐกิจ เกิดปัญหาอะไรต่าง ๆ มากมายแล้วความรู้สึกดี ๆ ที่เกิดขึ้นในขณะนั้น มันก็ไม่เกิด เศรษฐกิจในแต่ละช่วงที่ผ่านมาแต่ละยุคแต่ละรัฐบาลก็จะไปเปรียบเทียบกับราคา สินค้าในตลาด แล้วก็จะพูดอยู่เสมอ ๆ ว่าราคาไข่ไก่ในยุครัฐบาลนั้น ไข่คนนั้นไข่คนนี้ ไข่นายกรัฐมนตรีคนนั้นไข่นายกรัฐมนตรีคนนี้ราคาเท่าไรแล้วก็เปรียบเทียบกันมาอยู่ตลอด นี่คือสิ่งที่มันเป็นปรากฏการณ์ว่าปัญหาเศรษฐกิจมันไม่ใช่เกิดแค่ช่วงนี้ แต่มันเกิดมายาวนาน ปัญหาใหญ่ก็คือเราจะแก้ปัญหาเศรษฐกิจเหล่านี้ได้อย่างไร เพราะถ้าหากว่าเราเอาเศรษฐกิจไทย ไปผูกโยงกับเศรษฐกิจโลกคำตอบที่ออกมามันแก้ไม่ได้หรอกครับ ดังนั้นข้อเสนอดังกล่าวนี้ถ้าจะทำอย่างให้ความรู้พื้นฐานทางการเงินแก่ประชาชนมันต้องแยก อย่างน้อยรัฐบาลเองต้องสร้างความเชื่อมั่นนะครับว่าถึงแม้จะบอกว่าเศรษฐกิจโลกไม่ดี แต่เราต้องไม่เอาเศรษฐกิจในประเทศไทยไปผูกโยงกับเศรษฐกิจโลก ต้องแยกจากกัน เพราะฉะนั้นทำอย่างไรล่ะครับที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยดีขึ้นภายในประเทศ มันอยู่ที่ความเชื่อมั่น ถ้าหากว่ารัฐบาลสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้คนมีเงินในกระเป๋าได้นี่ มันก็จะเกิดความรู้สึกที่ดี ให้เกิดขึ้นมาได้ แต่ปัญหาต่อไปก็คือว่าแล้วจะทำอย่างไรให้คนมีเงินในกระเป๋า ทำอย่างไร ให้ประชาชนเกิดความรู้สึกว่ากินดีอยู่ดี ผมเคยนึกโครงการนะครับท่านประธาน ผมเคยนึก โครงการว่ารัฐบาลน่าจะทำโครงการคนไทยไม่มีอดอย่างนี้นะครับ ถามว่าทำอย่างไร ผมนึกถึงครับเวลาเราเข้าวัดนะครับท่านประธาน เราก็จะพบว่าในวัดมีโรงทาน มีโรงอาหาร คนถ้าไม่มีเงินสามารถเข้าไปกินอาหารในวัดได้ จึงอยากฝากท่านประธานนะครับ ถ้ารัฐบาล หรือคนรับผิดชอบฟังอยู่นี่ผมว่ารายงานนี้เป็นรายงานที่ดีนะครับ เราจะทำอย่างไรให้คน เดินเข้าไปในวัดทุก ๆ วัดเลย หรือจะเป็นมัสยิดด้วยก็ได้ เข้าไปให้มีโรงอาหาร ให้มีโรงทาน แล้วช่วยกันรณรงค์ให้คนทำบุญนะครับ เอาข้าวสารเข้าวัด ไม่ใช่ขนทรายออกนอกวัด ช่วยกันบริจาคข้าวสารให้แต่ละวัดสามารถไปเปิดโรงทานได้ เดี๋ยวนี้ข้าวสารจำนำข้าวนี่ มีค้างเยอะแยะไปหมด นับวันแต่จะสูญเสีย เสียหายไปเรื่อย ๆ ครับ รัฐบาลซื้อข้าวเหล่านี้ ข้าวของตัวเองนี่ หาเงินไปอุดหนุนแล้วเอาข้าวเข้าวัด ให้คนไทยที่ไม่มีเงิน ไม่มีรายได้เดินเข้าวัด แล้วมีอาหารกิน เข้าไปมัสยิดแล้วมีอาหารกิน มันก็จะเป็นโครงการหนึ่งที่ประชาชนทั่ว ๆ ไป เกิดความรู้สึกแล้วก็สัมผัสได้ว่าถ้าหากว่าเราช่วยกันบริจาคเอาข้าวเข้าวัด คนไทยก็จะมีกินนะครับ อันนี้ก็คือเป็นโครงการหนึ่งที่คิดว่าฝ่ายรัฐบาลเองน่าจะให้ความสำคัญ ท่านประธานครับ โอกาสของคนมันไม่เท่ากันนะครับ แต่โอกาสมันเกิดขึ้นได้ครับ ก็เน้นกลับไปที่รัฐบาลที่จะ สร้างโอกาสเหล่านี้ให้กับประชาชนทุกคนมีงานทำนะครับ ไม่จำเป็นหรอกครับที่ทุกคน จะต้องเรียนรู้สูง ๆ ไม่จำเป็นต้องมีใบประกาศนียบัตร ไม่จำเป็นต้องมีหลักสูตรอะไรที่ต้องเรียนรู้ มันเป็นหลักสูตรในชีวิตจริงนะครับ ผมสัมผัสกับประชาชน ผมทำตลาดนะครับท่านประธาน ผมได้มองเห็นว่าทำอย่างไรให้คนมีงานทำ มีรายได้ รัฐต้องเปิดโอกาสครับอย่างเช่นรัฐที่ทำ ตลาดแถว ๆ คลองผดุงกรุงเกษมนี่นะครับ หรือใกล้ ๆ ทำเนียบรัฐบาลนี่ อันนั้นเป็นแค่เพียง ตัวอย่างหนึ่งนะครับ แต่ลองคิดนะครับท่านประธาน ถ้าเกิดโครงการเหล่านี้มันไปเปิดหลาย ๆ พื้นที่ ทั่วประเทศ ขอให้แต่ละชุมชน แต่ละท้องถิ่นช่วยกันเปิดตลาด มันก็จะทำให้คนมีงานทำ มีรายได้มากขึ้น แล้วต้องกำหนดนโยบายขอให้ตลาดเอกชนเหล่านี้สนับสนุนให้คนที่มีอายุ ๖๐ ปีขึ้นไป หรือเกษียณอายุแล้วเข้าไปค้าขายในตลาดโดยไม่ต้องจ่ายค่าเช่าหรือเสียค่าเช่า เพราะฉะนั้นคนที่อายุ ๖๐ ปีนะครับ เรากำหนดเงื่อนไขเลยครับว่าถ้าเกิดเป็นสินค้าที่ผลิตเอง เป็นสินค้าที่ทำในครอบครัว ใครก็ตามอายุ ๖๐ ปีไปขายในตลาดไม่ต้องเสียค่าเช่า ๑. คนจะรู้สึกดีขึ้น ๒. คนที่บอกว่าเป็นภาระบอกอายุมาก ๆ นี่สามารถไปค้าขายในตลาดได้ อย่างนี้เป็นต้น หรือสนับสนุนให้ราชการช่วยคนในครอบครัวให้มีงานทำ ไปค้าขายในเรื่องนี้ มันก็จะทำให้ในครอบครัวนั้นมีรายได้มากขึ้น ปกติคนเราทำงาน ๘ ชั่วโมงครับท่านประธาน ถ้าอยากมีรายได้มากขึ้นท่านประธานจะทำอย่างไรครับ ก็ต้องทำงาน ๑๐ ชั่วโมง ก็ต้องทำงาน ๑๒ ชั่วโมง ทำอย่างไรให้คนมีเวลาเท่ากันนี่นะครับ แต่ถ้าต้องการรายได้มากขึ้น ท่านก็ต้องทำงานมากขึ้น ส่วนงานที่ทำเราต้องอย่าเลือกงานครับท่านประธาน หลายครอบครัว มีรถพิกอัปอยู่ในบ้าน ตกงานนอนรออยู่ จริง ๆ เอาป้ายติดที่รถพิกอัปเขียนเบอร์โทรศัพท์ติดไว้ ไปจอดในที่ที่ไม่ได้กีดขวางจราจร เขียนว่ารับจ้างทำของ รับจ้างขนของ ท่านก็สามารถสร้างงาน สร้างรายได้ได้แล้ว ติดป้ายไว้หน้าบ้าน รับจ้างขนของ รับจ้างซักผ้า รับจ้างทำความสะอาดบ้าน เดี๋ยวก็มีคนติดต่อมา มันก็สามารถสร้างงานสร้างอาชีพให้กับประชาชนได้นะครับ ดังนั้นผมว่า มันก็ขึ้นอยู่กับแนวนโยบายที่เราจะชี้ช่อง เราจะบอกเขาว่าโอกาสเหล่านี้มันมีอยู่ทุกคน แต่เราจะเอาโอกาสเหล่านี้นำออกมาใช้หรือเปล่า หรือท่านประธานหรือท่านกรรมาธิการ ในบ้านท่านมีของเยอะไหม ผมถามอย่างนี้ ในบ้านเราหลายบ้านมีของเหลือใช้มากมาย เสื้อผ้าเอย รองเท้าเอย อุปกรณ์ของใช้ในบ้าน สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้รกอยู่ในบ้านเต็มไปหมดเลย ต้องบอกชาวบ้านครับ เปิดสถานที่เปิดพื้นที่ให้คนเหล่านี้มาเปิดตลาดนัดเอาของในบ้าน ที่เหลือใช้มาขาย มันก็จะสามารถทำให้คนมีเงินในกระเป๋าได้ มันมีวิธีเยอะครับท่านประธาน ที่สามารถดำรงชีวิตดำรงชีพอยู่ในสังคมนี้ได้แล้วให้เศรษฐกิจดีขึ้น ผมเห็นตำรวจหลายคน ออกจากเวร ออกจากราชการไปทำอะไรครับ ไปขับแท็กซี่ก็มีเห็นไหม เขาไม่เลือกงาน ตำรวจดี ๆ มีเยอะ หรือราชการเองก็ตามก็สามารถที่จะให้มีอาชีพเสริมเพื่อมีรายได้มากขึ้น ส่วนรัฐบาลเองครับท่านประธานผมอยากเห็นรัฐบาลทำโครงการที่สามารถเป็นกิจกรรมได้ ทั่วทั้งประเทศ ถ้าหากว่ารัฐบาลสนับสนุนสั่งผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดทำโครงการจัดงาน ในแต่ละจังหวัดพร้อม ๆ กันทั่วประเทศ อย่างเช่นแข่งฟุตบอล ทุกจังหวัด ทุกอำเภอ ทุกตำบล แข่งหาคนชนะในจังหวัด เอาแต่ละจังหวัดมาแข่งกันในภูมิภาค เอาแต่ละภูมิภาค มาแข่งกันทั้งประเทศ ไม่ว่าจะเป็นฟุตบอล ไม่ว่าจะเป็นแข่งเรือ เทศกาลอาหาร เทศกาลอะไรต่าง ๆ มันก็จะกระตุ้นเศรษฐกิจครับท่านประธาน มันสามารถสร้างงานสร้างอาชีพให้กับ พี่น้องประชาชนได้ทั้งประเทศ เพราะฉะนั้นสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ผมกราบเรียนว่าถ้าหากว่า เราสามารถที่จะระดมความคิดช่วยกันสนับสนุน ช่วยกันหาทางออก มันก็สามารถที่จะทำให้เศรษฐกิจ ในประเทศดีขึ้นได้ หรือรวมถึงเรามีรถไฟอย่างนี้ครับท่านประธาน รถไฟวิ่งไปตามจังหวัดต่าง ๆ อยากให้รัฐบาลกำหนดให้รถไฟสามารถขนสินค้าพืชผลการเกษตรต่าง ๆ ในราคาถูก เอามาจำหน่ายในเมืองใหญ่เมืองหลวง เอาไปส่งออกต่างประเทศ อย่างนี้มันสามารถที่จะลด ค่าใช้จ่ายของพี่น้องประชาชนได้ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เราสามารถที่จะกำหนดอนาคตต่าง ๆ ให้กับประชาชนที่สามารถจะสร้างรายได้ สร้างงาน สร้างอาชีพได้ มันขึ้นอยู่กับที่ว่ารัฐบาล จะให้ความสำคัญในเรื่องเหล่านี้มากน้อยแค่ไหน ผมเคยเห็นภาพครับท่านประธาน พี่น้องประชาชนเขาพร้อมที่จะทำงาน เขาดิ้นรนเพื่อหางานทำหารายได้ ท่านประธาน เคยเห็นภาพไหม ผมเห็นแล้วติดตาเลยมีแม่จูงลูกเดินขายลูกโป่งสวรรค์ครับท่านประธาน แล้วปรากฏว่าอย่างไร ฝนตกครับท่านประธาน ผมสะท้อนใจ ผมมีความคิดว่าชาวบ้านที่เขา ดิ้นรนขนาดนี้เขาไม่มีความรู้อะไร แต่เขาไปรับลูกโป่งมาขายแล้วก็จูงลูกเดินตากฝนไปขายลูกโป่ง ยังถามตัวเองแล้วอย่างนี้มันจะขายได้สักกี่ลูกแล้วฝนก็ตกอีก ภาพอย่างนี้มันปรากฏว่าถ้าเกิด รัฐบาลเองหรือรายงาน สปท. สามารถที่จะสร้างงานสร้างอาชีพให้เขาอยู่ในพื้นที่อยู่ในโอกาส ที่สามารถจะต่อสู้กับชีวิต ต่อสู้กับสภาพความเป็นอยู่ให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ไม่ว่าในเรื่องของ ที่อยู่อาศัย ในเรื่องของการทำมาหากิน ในเรื่องของเงินทุนที่ไม่ใช่ว่ามากเกินไป ท่านอยู่ธนาคารอยู่แล้วก็พยายามจะปล่อยเงินกู้หรือหาเงินทุนให้กับประชาชนอยู่แล้ว สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้มันเป็นโอกาสที่เราสามารถจะสร้างได้

ข้อสำคัญนี่นะครับ สุดท้ายครับ เราต้องแยกเศรษฐกิจโลกออกจากเศรษฐกิจ ภายในประเทศ แล้วก็สร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้กับพี่น้องประชาชน มันก็จะ สามารถทำให้ประชาชนเกิดความรู้สึกแล้วก็มีวิถีชีวิตที่ดีขึ้นนะครับ ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ ตอนนี้เหลืออีก ๔ ท่านนะคะ ต่อไปเรียนเชิญท่านนิกร จำนง อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมค่ะ

นายนิกร จำนง 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นิกร จำนง ลำดับที่ ๗๙ นะครับ ก่อนอื่นต้องขออภัยท่านประธานที่ลำดับผมที่จริงอยู่ลำดับ ๕ แต่ว่า ผมไม่อยู่เสียเองเพราะว่ามีนัดกับท่านรองสุรชัยเรื่องคณะอนุกรรมการทางด้านการเมือง ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงนะครับ ก็รีบกลับมานะครับ เพราะว่าเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก ท่านประธานที่เคารพครับ การปฏิรูประบบการให้ความรู้พื้นฐานทางการเงินแก่ประชาชน ผมต้องขอบคุณกรรมาธิการเป็นอย่างมากที่ว่าท่านได้มองเห็นตรงนี้นี่ซึ่งน้อยนักที่จะมี การมองเห็น ส่วนมากเราจะทิ้งบุคคลเหล่านี้ไว้ข้างหลังเสมอ คือเราก็ไปกันแล้วก็หันมาดู ข้างหลังนี่เราแย่แล้ว แต่ท่านก็มองเห็นคนที่อยู่ข้างหลังด้วยนะครับ ก็คือปัญหาความไม่เข้าใจ ไม่ว่าจะด้อยการศึกษา เป็นคนจนมา ไม่มีความรู้ทางด้านนี้ แล้วจะยิ่งแย่ไปกันใหญ่เพราะว่า เงินต่อเงิน ความรู้ต่อความรู้นะครับ ก็จะเสียโอกาสมาก ขอบคุณอีกครั้งหนึ่งนะครับ ในภาพรวมก็เลยกลายเป็นว่าผมเห็นด้วยเป็นอย่างมากเพราะว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาสำคัญ ที่เหมือนจะเป็นปัญหาเล็กน้อย คนชายขอบนะครับ คนที่อยู่ในที่ไม่ได้มีการพัฒนา แสงแดด สาดไม่ถึง เราจำเป็นต้องแก้ปัญหาตรงนี้เป็นอย่างเร็วแล้วอย่างด่วน ไม่อย่างนั้นมันจะมี ช่องว่างการเหลื่อมล้ำอย่างรุนแรงมากในสังคมแล้วมันจะนำไปปัญหาอื่น ปัญหาการเมืองก็ดี ปัญหาอะไรก็ดี ล้วนมาจากเรื่องนี้กันทั้งนั้นนะครับ ผมมีความเห็นในด้านรายละเอียดว่า ท่านได้ทำเอกสารเป็นรายงานได้ดีมากครอบคลุมหมดนะครับ มีรายละเอียด อ่านแล้ว น่าสนใจนะครับ สภาพปัญหา สภาพแวดล้อม ความรู้ของคนไทย การให้ความรู้และแนวปฏิบัติ แบบไปเปรียบเทียบกับต่างประเทศ มาเลย์หรืออะไรต่าง ๆ ที่ท่านเสนอมานี่ เป็นการจัดเตรียม ข้อมูลที่ดีนะครับ เราสามารถศึกษาวิเคราะห์กันได้อย่างครบถ้วนและเข้าใจง่าย ขอชมตรงนี้ ปัญหาเกี่ยวกับสภาพปัญหา เรื่องที่ท่านเสนอไว้นี่นะครับ การขาดความรู้ทางด้านการเงิน เป็นปัญหาที่ใหญ่มากสำหรับประชาชนทั่วไป เราไม่ต้องมาพูดถึงว่าชาวบ้านเลย เอาเป็นว่า เราจบปริญญาตรีแล้วมีความรู้ เรื่องการเงินนี่ต้องเป็นนักบัญชี ต้องเป็นนักเศรษฐศาสตร์ ถึงจะเข้าใจ มันซับซ้อนมากนะครับ จบปริญญาตรีแล้วผมถามว่าการใช้ความรู้ทางด้าน คณิตศาสตร์มาประยุกต์ทางการเงินเรามีน้อย ที่จริงหลักสูตรตรงนี้ต้องสอนกันด้วยจะได้ เอามาใช้จริง ไม่อย่างนั้นเราเรียนในสิ่งที่เราไม่ใช้ แล้วเราใช้ในสิ่งที่เราไม่ได้เรียน เราก็เลย มีปัญหานะครับ ยกตัวอย่างว่าถ้าเราจะคำนวณการเช่าซื้อรถนี่ว่าควรจะตัดตรงไหน เพย์ออฟ (Payoff) เมื่อไรอะไรนี่ ถามว่ามีความรู้ ไม่ เราก็เพียงแต่ถามเซล (Sale) ว่าเท่าไร บางยี่ห้อปลอดดอกเบี้ยเราก็ชอบแล้ว ลักษณะตรงเหล่านี้เราไม่มีความรู้แม้ว่าเราจะ จบปริญญาตรี ปริญญาโทนี่เราก็ไม่มีความรู้เรื่องนี้ซึ่งจริง ๆ แล้วเป็นเรื่องสำคัญเราก็เลย ไม่ใช่กลายเป็นเหยื่อหรอก เราก็เลยกลายเป็นเหมือนกับว่าต้องเสียในสิ่งที่เราไม่ควรเสีย ลักษณะของดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น ค่าดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นมันจะเกิดผลอะไรต่าง ๆ นี่ การสร้างพื้นฐาน ตรงนี้จึงจำเป็น เราไม่ได้พูดถึงเกษตรกร ไม่ได้พูดถึงคนไม่รู้หนังสือ อ่านหนังสือไม่ออก แต่เรากำลังพูดถึงคนที่มีความรู้ปริญญาตรี ปริญญาโทแต่ไม่เข้าใจ เพราะฉะนั้นต้องสอนหลักสูตร อาจจะต้องดักตรงนี้ไม่อย่างนั้นสร้างคนเข้าไปสู้กับโลกไม่ได้นะครับ

ปัญหาที่ ๒ คือขาดวินัยและการวางแผนการเงิน ตรงนี้เป็นปัญหาของ ประชาชนไทยทั่วไปนะครับ ใช้ชีวิตแบบสบาย ๆ ทำอะไรได้ตามใจคือไทยแท้นะครับ ไม่ค่อยได้คิดหน้าคิดหลังสักเท่าไร ส่วนใหญ่จะใช้จ่ายตามความพอใจนะครับ ตามความชอบใจ ส่วนใช้จ่าย การออมก็ไม่มี ไม่ได้คำนึงถึงผลที่จะกระทบในวันข้างหน้าโดยเฉพาะที่ท่าน เสนอแล้วว่าเกษียณนี้เราจะเอาอย่างไร รายได้ไม่มี ลูกก็แยกครอบครัวออกไปแล้ว สิ่งเหล่านี้ รออยู่กับสังคมผู้สูงอายุของเราเป็นเรื่องที่ลำบากมากเพราะว่าเราเข้าสู่ตรงนี้โดยในภาวะที่เรา ยังจนอยู่นะครับ ตรงนี้ก็เป็นปัญหาก็คือประเด็นที่ท่านเสนอเรื่องวินัยในการวางแผน ทางการเงินเป็นปัญหา

อีกอันหนึ่งก็คือว่ากระเป๋า ของใช้นี่นะครับ แฟชั่นนิยมนะครับ แบรนด์เนม (Brand-name) อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ คือมันเกิดขึ้น ผมยังเคยทราบว่าสมัยก่อนอาจจะเป็น พวกเด็กทางภาคใต้ผมเองนะครับ ก็คือผมยังแซวกันว่าให้ได้ใส่เสื้อแอร์โรว์ ใส่กางเกงลีวายส์ ใส่รองเท้ายูเอสมาสเตอร์ สตางค์ในกระเป๋ามีเท่าไรไม่รู้ คือจะกลายเป็นว่าเรายึดติดกับสิ่งเหล่านี้ อยู่ค่อนข้างมากนะครับ เรื่องกระแสแฟชั่นนิยมตรงนี้มันนำไปสู่ว่าเราจำเป็นต้องจ่ายไป ถ้าเรามีฐานะดีพอก็เอา แต่ว่าเหมือนกับว่าผมเคยครับท่านประธาน มีคนเยอรมันมาสอน เรื่องอาชีพที่สงขลา สนิทกัน เขาก็ถามคำถามผมว่า เขาสงสัยเหลือเกินว่าทำไมคนไทยถึงซื้อรถ ก่อนซื้อบ้าน ทำไมถึงซื้อรถก่อนซื้อบ้าน นี่ก็เป็นปัญหาว่าเราชอบที่จะมีรถ บางทีถ้ามี รถกระบะขนของก็แล้วไป นี่มีรถเก๋งขับเล่นเพื่อจะได้บอกว่ามี ผมก็ตอบไปว่าอาจจะเอาไว้ โชว์สาวกระมังนะครับ นั่นเป็นประเด็นที่ว่าเป็นวิถีแบบเรานะครับ แล้วเขาก็ยังถามอีกว่า ในประเทศเขาคนที่ขับเมอร์เซเดส-เบนซ์มีไม่มากหรอก แต่ของไทยบางทีเราไปจอดติดไฟแดง ท่านประธานก็เห็นว่ารอบ ๆ นี่รถเบนซ์เต็มไปหมด คือมันเป็นวิถีแบบเรา แต่ตรงนี้มาระยะหนึ่ง ที่ถ้าการเงินฝืดเคืองมันจะเหมือนกินตัวเอง ตรงนี้จึงเป็นเรื่องของการตามแฟชั่น ตามกระแสนิยม

ประเด็นต่อมา การสร้างหน่วยงานรับผิดชอบในการให้ความรู้ ที่จริงไม่ใช่เรา ไม่มีนะครับ เราก็มีสหกรณ์ เราก็มีหน่วยงาน แต่ว่าปัญหาก็คือว่าไม่ใช่จะให้เป็นบวกกับ สมาชิก กลายเป็นสหกรณ์มีปัญหาเรื่องการจัดการเรื่องบัญชีเสียเอง ทีนี้สมาชิกยิ่งไม่รู้ก็จะยิ่งดี เพราะว่ากรรมการคล้าย ๆ ความโปร่งใสในตรงนี้มันมีปัญหา ก็เลยกลายเป็นว่าสิ่งที่เราจะพึ่ง ก็เลยพึ่งไม่ได้ในส่วนที่ควรจะให้ความรู้

อีกส่วนหนึ่งก็คืออย่างธนาคารอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ก็ทำหน้าที่กันไป การให้ความรู้ที่สมควรเรามองว่าน้อยมากนะครับ องค์กรการเงินในชุมชนก็เช่นกันจะมีแต่ สัจจะออมทรัพย์อะไรที่เขาอธิบายกันว่ามันจะมาอย่างไร ไปอย่างไร แต่จริง ๆ แล้วเรื่องนี้ ไม่ใช่เป็นภาระตรงนั้น รู้แต่จะเก็บเงินมา แล้วก็ถ้าจะเอาไปลงทุนอะไรที่คิด ไปบอกเขาว่า ได้เงินเยอะ กลายเป็นแชร์ลูกโซ่ในรูปแบบของสหกรณ์แบบที่เป็นมานี่ก็ยิ่งไม่รู้ยิ่งดี เพราะฉะนั้นการติดดาบ การให้ความรู้เข้าไปที่ฐาน ผมมองว่าเป็นเรื่องจำเป็นมากนะครับ ที่ท่านเสนอมาชัดทั้งหมด เป็นปัญหาจริง ๆ ทั้งหมด

ผมจะเสนอประเด็นเพิ่มเติมจากปัญหาที่ได้เสนอแล้วนี่นะครับ ปัญหาเหล่านี้ ก็คือว่าเรามีปัญหาเรื่องร้านสะดวกซื้อ ผมเอง ท่านประธานที่เคารพครับ ตอนผมไปเรียนหนังสือ ไปทำงาน แบบต้องไปโยกจ็อบ (Job) ด้วย ไปทำงานหาเงินมาเรียนนะครับ ก็ไปตามสภาพ ได้มีโอกาสไปทำงานร้านสะดวกซื้อ ผมจำได้ชัด ๆ ว่าที่หน้าร้านสะดวกซื้อหรือคอนวีเนียนซ์สโตร์ (Convenience Store) ผมอยู่ตามปั๊มน้ำมันนะครับ ผมขายน้ำมันนะครับ ไปทำงาน ไปโยกจ็อบ (Job) ตามที่เขาว่า เขาจะมีป้ายเขียนไว้ ของเราไม่มี เขาจะเขียนไว้อย่างนี้ ร้านนี้นะครับ เป็นภาษาอังกฤษว่า จะคิดราคาค่าสินค้ากับคุณแพงที่สุดเท่าที่กฎหมายอนุญาต หมายความว่า ไม่ต้องมาพูดกันเรื่องราคาที่เหมาะสม แต่จะขายแพงที่สุดเท่าที่กฎหมายอนุญาต เพราะว่า มันเป็นคอนวีเนียนซ์สโตร์ (Convenience Store) มันเป็นร้านที่ว่ามีความสะดวกในการซื้อ ชื่อมันก็บอกอยู่แล้ว ท่านประธานสังเกตไหมครับว่าร้านสะดวกซื้อในประเทศเรา หรือประเทศไหนก็ตามนี่นะครับจะอยู่ใกล้ชุมชนแออัด สังเกตไหมครับ มันจะไม่อยู่ในย่าน คนรวยหรอก เพราะว่าคนรวยจะไม่ซื้อของแบบนี้ คนรวยเองเขาจะเข้าไปยังซูเปอร์สโตร์ (Super Store) ใหญ่ ๆ เขามีเงิน เขาซื้อ สะดวกซื้อคุณมีเงินแค่นี้คุณก็ไปซื้อนมมากระป๋องเล็ก ๆ ให้ลูกได้กินไปก่อน นี่เป็นปัญหาของคนจนนะครับ คนที่มีฐานะน้อย เขาจะเข้าร้านที่แพงที่สุด มากที่สุด แล้วจะอยู่ ท่านไปสังเกตดูสิ ปากซอยก็ดี อะไรก็ดี จะมีร้านสะดวกซื้อเต็มไปหมด แล้วลูกค้าจะเป็นผู้มีรายได้น้อยเยอะไปหมด รถเก๋งที่จะไปจอดซื้อ นอกจากจะไปแวะซื้อบุหรี่ หรือซื้ออะไรพวกนี้ ของจริง ๆ ที่จะเอาไปใช้ไม่ซื้อ เพราะเขาไปซื้อตามห้างใหญ่ ๆ แล้วไปซื้อ มาเป็นทีหนึ่งโหลหนึ่ง ไปซื้อตาม ผมไม่เนม (Name) ชื่อ ไม่บอกชื่อนะครับ ตรงนี้มันเป็นกลไก ที่เราจะสังเกต เพราะฉะนั้นนี่คือปัญหาอีกอย่างหนึ่ง ซื้อของที่แพง ทำไมซื้อของที่แพง

อีกอย่างหนึ่งที่เป็นประเด็นที่ว่าได้จากการศึกษา ผมศึกษาเรื่องอีมิแกรนต์ (Emigrant) นะครับ คือเม็กซิกันที่มาทำงานอยู่ที่แถวแคลิฟอร์เนีย เราพบความจริงอย่างหนึ่งว่า คนที่ใช้แรงงานที่มีรายได้น้อยใช้เงินไม่คิดหน้าคิดหลังเลย เพราะเขาไม่รู้ว่าพรุ่งนี้เขาจะได้อีกหรือเปล่า คือไม่มีบัญชี ไม่มีเก็บคือใช้แบบเต็มที่ไปเลย เพราะว่าเหมือนกับชีวิตในวันพรุ่งนี้มันไม่มี ไม่มีให้คิด เพราะฉะนั้นใช้ไปก่อนวันนี้ เขาจะใช้เงิน เร็วมากแล้วก็ไม่คิด สิ่งตรงนี้เราไปโทษเขาก็ไม่ได้ เพราะมันไม่ใช่เป็นพฤติกรรมของคนไทยเฉย ๆ คนที่มีรายได้น้อยในทุกประเทศก็เป็นแบบนี้หมด คนใช้แรงงานก็เป็นแบบนี้หมด ตอนนี้ คนใช้แรงงานของเราเป็นคนต่างชาติเยอะเขาเก็บ ที่เขาเก็บเขาเก็บเงินตรงนี้ส่งกลับไป ประเทศของเขา กลายเป็นว่าข้างล่างเราถูกดูดทรัพย์คนที่ทำแบบนี้เป็นอีกแบบ แต่คนของเราเอง ถ้าเราไม่ให้เขามีความรู้ว่าชีวิตจะอยู่อย่างไร รายได้จะเป็นอย่างไรมันจะมีปัญหามาก เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ว่าเป็นความจำเป็นมากที่จะต้องดำเนินการ

และอีกอย่างที่เราสิ้นหวังกันมากแล้วก็หันไปทำอะไร ซื้อลอตเตอรี่ ซึ่งรัฐ ก็เป็นคนทำเองใช่ไหมครับทั้งบนดินและใต้ดิน ก็คือไปซื้อแล้วก็ที่จริงน่าจะขยายเป็น ๓๐ วัน ถึงค่อยออกจะได้มีความสุข ๓๐ วัน คือหวังไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะครบ พอออกเสร็จแล้ว ก็ถูกครั้งหนึ่งดีใจเลี้ยงมากกว่าที่ได้ถูกเลขท้าย ๒ ตัว แต่พอไม่ถูกถูกกินไป ๑๐๐ งวดไม่พูด มันเป็นความสุขตามประสาคนที่ไม่มี สิ่งตรงนี้ก็เป็นประเด็นปัญหาใหญ่เหมือนกันว่าการเสี่ยงโชค และการหวังรวยทางลัดแล้วเราก็ชอบเอาไปโชว์ว่าคนนี้ถูกรางวัลที่ ๑ ๓๐ ล้านบาท ๘๐ ล้านบาท แล้วก็เหมือนสร้างค่านิยมให้มีการเสี่ยงโชคมากขึ้นไปอีก และสุดท้ายก็คือว่าคนที่จนอยู่แล้ว ก็ยิ่งจนเข้าไปอีก เพราะว่าเขาจะมีบัญชีไหมที่ว่าเอาไปซื้อหวยเท่าไร ที่ท่านทำตรงนี้จะได้รู้ว่า ซื้อหวยเท่าไร สมัยเรียนเพื่อนผมซื้อเป็นขีด คือชั่งเป็นขีดเลยก็คือว่าเสร็จแล้วก็ไม่ได้ถูกอะไร หรอกนะครับ

ผมมีข้อเสนอนะครับ เวลาก็เยอะมาแล้วนะครับว่าตรงนี้มันมีปัญหาอยู่รอบด้าน แต่ปัญหาในการจะแก้ไม่ใช่เรื่องง่าย อย่างที่ผมเรียนแล้วถ้าคนจบปริญญาตรีแล้วยังไม่เข้าใจ เรื่องการเงินเลย การผ่อนไปซื้อคอนโดแล้วจะจ่ายเพย์ออฟ (Payoff) เมื่อไร อะไร อย่างไร แล้วก็การต่ออายุเท่าไรตรงนี้ แล้วแต่เซล (Sale) ที่ขายคอนโดเขาจะบอก แล้วแต่แบงก์ เขาจะบอก เราไม่มีความรู้ รู้แต่ว่ามีหน้าที่จ่ายอย่างเดียว ผมก็มีข้อเสนอว่าอย่างนี้ครับ ที่ท่านได้เสนอรายงานของท่านขึ้นมาความชัดเจนในข้อเสนอในรายงานนี้เสนอตั้งคณะกรรมการ เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ว่าด้วยการให้ความรู้นะครับ แต่ข้อเสนอนั้นไม่ได้ระบุว่าการจัดตั้ง คณะกรรมการใช้อำนาจจากฐานกฎหมายใด คือมีอยู่นะครับให้เสนอขึ้นมา แต่ว่าอยาก ให้เขียนให้ชัดเพราะว่าขณะนี้เวลาของ สปท. เราก็มีสั้น ชี้ไปเลยว่าให้ใครทำ ทำอย่างไรเลย ตามเหตุที่เหมาะสม เติมเข้าไปไม่อย่างนั้นมันจะไปค้างอยู่ว่าเราจะตอกตะปูตัวนี้คือเอาตะปู มาวางตรงนี้แล้วก็หยิบค้อนมาแล้วบอกว่าตอกตรงนี้เลย อย่าให้ไปหาที่ตอกด้วย ให้ไปหาตะปูด้วย ให้ไปหาค้อนด้วย เวลามันสั้นแล้วก็มันเป็นเรื่องเร่งด่วนมาก ดูเหมือนเรื่องเล็กแต่เร่งด่วนมากครับ อยากจะให้กำหนดไปเลยหรือถ้าหากว่ากรรมาธิการจะเปิดกว้างให้รัฐบาลเป็นผู้กำหนด เพื่อความสะดวกก็ระบุให้ชัดเจนว่าจะให้รัฐบาลทำอะไร อย่างไร

ประเด็นต่อมาคืองาน คุณขยายงานที่ได้ผลอยู่ในขณะนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขอเวลาท่านประธานอีกนิดเดียวว่าหน่วยที่ทำอยู่แล้วขณะนี้ที่ได้ผลผมมีโอกาสไปช่วยดูแล ในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อยู่บ้าง กรมตรวจบัญชีสหกรณ์เรามีโครงการบัญชีครัวเรือน อยู่มากแล้ว แล้วก็ดีมาก โครงการนี้ทำมาหลายปีแล้ว แล้วก็ขณะนี้ของปีใหม่ปี ๒๕๕๙ เป็นโครงการชื่อโครงการพัฒนาภูมิปัญญาทางบัญชีสู่บัญชีต้นทุนอาชีพ เป้าหมายที่เขาทำ ก็คือ ๒.๔ ล้านคน ในกลุ่มที่ไม่รู้หนังสือที่ท่านกรรมาธิการเสนอนั่นแหละก็คือกลุ่มเกษตรกร นั่นแหละ จุดตรงนี้เองนะครับผมอยากจะเรียนเสริมอีกนิดหนึ่งว่าผมมีโอกาส เอาข้าวหอมสุพรรณไปที่ทุ่งระโนด ท่านประธานคงรู้จักทุ่งระโนดดี บอกว่าไปปลูกข้าวหอม ดีกว่าเพราะทุ่งตรงนั้นมีลักษณะเหมือนภาคกลางสามารถจะปลูกได้ แต่ปรากฏว่าอย่างนี้ครับ ปรากฏว่าราษฎรไม่เอา เขาให้ความเห็นในที่เราฟังดูแล้วยังติดใจผมมาจนถึงปัจจุบัน เขาบอกว่าเขาชอบกินข้าวเชี่ยง ทั้ง ๆ ที่ข้าวหอมปลูกแล้วขาย ที่จริงปลูกแล้วขายแล้วก็ซื้อ ข้าวเชี่ยงที่ว่าได้ถูก แต่เนื่องจากว่าประชาชนเองเขาปลูกข้าวที่เขากิน เพราะว่าข้าวเชี่ยง เม็ดมันแข็งกินกับแกงส้มทางปักษ์ใต้มันไม่ยุ่ย ถ้าข้าวหอมมะลิหรือข้าวหอมใส่แกงลงไปแล้วมันยุ่ยไม่อร่อย ก็แล้วแต่ แต่ข้าวนั้นถูก เพราะเป็นข้าวพื้นเมือง ถ้าเราจะบอกเขาว่าคุณผลิตข้าวนี้แล้วก็ขายได้ราคา แล้วก็เอาเงินนั้น มาซื้อข้าวพื้นเมืองตรงนี้มากิน คุณจะได้กำไร และที่สำคัญเกษตรกรของเราไม่เคยคิดว่า ต้นทุนของเขาคือค่าแรงของเขาคือต้นทุน เหมือนกับทำฟรี จริง ๆ แล้วถ้าเขาไม่ทำนา เขาไปทำงานก่อสร้างเขาได้วันละ ๓๐๐ บาท แต่มาทำนาเจ๊งขาดทุนไม่ได้คิด ตรงนี้มีทางเดียว ก็คือเขาต้องรู้บัญชีต้นทุนอาชีพของเขา ซึ่งในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีการเสนอให้ อย่างปีนี้นะครับจำนวนเป้าหมายถึง ๒๐๐,๐๐๐ คน ผมอยากจะเรียนท่านประธานว่าเรื่องนี้ เขาทำถึงขนาดว่าโรงเรียน โรงเรียนสำหรับเกษตรกรทั่วไปก็จะมีสมุดบัญชีรับจ่ายในครัวเรือน และบัญชีต้นทุนประกอบอาชีพเขาจะบอกว่าค่าปุ๋ยเท่าไรในนี้เขียนไว้ชัด ต้นทุนครัวเรือนว่า รายได้รายรับมาจากอะไรแล้วก็ให้ลูกเท่าไร นี่ก็คือว่าพ่อแม่ต้องหัดทำบัญชีนี้ มีอยู่แล้วขณะนี้ เพียงแต่ว่าถ้ามีการเสริมกำลังเข้าไปทำ เกษตรกรเขาทำได้ ผมยืนยันว่าทำได้ เพราะว่า พิสูจน์มาแล้ว เขาทำถึงขั้นว่านี่นะครับต้นกล้าเศรษฐกิจพอเพียง ทำไปถึงโรงเรียน ท่านประธาน คือเด็กนักเรียนเขามีการสอนเรื่องนี้ ตั้งแต่เด็กที่บอกว่ารายได้มาจากพ่อให้ เงินคงเหลือ จากเดือนก่อน แม่ให้ค่าขนม ๕๐ บาท พ่อให้ค่าขนมปีใหม่ ๒๐๐ บาท นำมาเก็บออมไว้ ๑๖๐ บาท จ่ายไปเท่าไร ซื้อไอศกรีมเท่าไร มีหมด สำหรับรุ่นเด็กขึ้นมา พอเขาโตขึ้นมา จะใช้งานได้เลย คือโครงการเหล่านี้จะดีมาก

และอีกประเด็นหนึ่งก็คือว่าธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร กู้เงินไป การให้ความรู้ การทำบัญชีที่จริงควรจะทำอย่างไร มันต้องเป็นข้อกำหนดเลย ต้องเป็นเงื่อนไขในการกู้เงิน เพราะว่าถ้ากู้ไปบางทีเอาไปทำงานสมมุติ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ๗๐,๐๐๐ บาท เอาไปกินเหล้าเสีย ๓๐,๐๐๐ บาทก็มีบางคน แต่ถ้าหากว่าเป็นแบบนี้ มีรายละเอียดเสร็จเขาจะได้รู้ว่าเงินก็กลายเป็นว่าสามารถจะมาคืนได้ เป็นหนี้คุณภาพดี เพราะว่าผู้เป็นหนี้มีความรู้เรื่องนี้ รัฐก็ตัดไม่ได้ขายไม่ขาดก็ยังต้องช่วยอยู่ สุดท้าย ท่านประธานที่เคารพครับ ก็คือว่าการให้ความรู้ทางด้านธุรกิจก็เป็นเรื่องจำเป็นนะครับ ผมก็เลยอยากจะเรียนว่าผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งแล้วก็ขอขอบคุณว่าท่านได้ทำเรื่องเล็ก ที่ยิ่งใหญ่มากเกี่ยวกับเรื่องนี้ แล้วก็อยากจะขออนุญาตท่านประธานเชิญประเด็นสำคัญ อีกนิดหนึ่งนะครับ ขออัญเชิญ ขออนุญาตท่านประธาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ดูแลพวกเราเหมือนกับเป็นลูกเป็นหลาน ท่านได้เคยพูดถึงเรื่องนี้ไว้ชัด ๆ นะครับว่า เพียงแต่ราษฎรรู้จักการจดบันทึกรายรับรายจ่ายในแต่ละวันไว้เมื่อถึงสิ้นเดือนก็นำรายรับ รายจ่ายนั้นมาหักลบกันครั้งหนึ่ง หากทำเช่นนั้นซ้ำกันทุกเดือนผู้จดบันทึกก็สามารถ รู้ความเป็นไปในครอบครัวได้อย่างแท้จริง นอกจากนั้นยังสามารถรู้ที่มาที่ไปเงินทองของตน ได้อย่างแท้จริง สามารถรู้ด้วยว่าอาชีพที่ตนทำอยู่สร้างกำไรให้ตนจริงหรือไม่ หรือมีค่าใช้จ่ายใด ที่มากเกินไปที่ควรต้องปรับปรุงให้ลดน้อยลง เพื่อให้มีกำไรมากขึ้น แต่ที่สำคัญที่สุด ก็คือสามารถรู้ด้วยว่าควรขยายหรือลดขนาดของงานตนในอนาคต ซึ่งหมายความว่าคนที่รู้ วิชาบัญชีแม้เพียงง่าย ๆ ก็สามารถนำพาชีวิตครอบครัวให้ก้าวไปในอนาคตได้อย่างมั่นคง ปราศจากการสุ่มเสี่ยงหรือมีโอกาสล้มเหลวเหมือนหนึ่งการมีความสามารถพิเศษ สามารถ คาดการณ์ในอนาคตได้นั่นเอง และเมื่ออาณาประชาราษฎร์มีความเป็นปึกแผ่น ประเทศ ก็จะก้าวรุดไปข้างหน้าด้วยความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ นี่เป็นพระราชดำรัสกล่าวไว้ ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ตีพิมพ์ในหนังสือกรุงเทพธุรกิจ ปี ๒๕๔๕ กราบขอบพระคุณครับ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง ได้ขึ้นบัลลังก์เพื่อดำเนินการประชุมต่อไป)
นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศขอต้อนรับคณะครูและนักเรียน โรงเรียนบ้านขามเสม็ดบำรุง จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งมากันจำนวนมากทีเดียว ๒๐๗ ท่าน ก็ทยอยเข้ามาเป็นชุด ๆ มารับฟังการประชุมของเรานะครับ

มีสมาชิกอีก ๓ ท่านที่แสดงความจำนงในการอภิปรายได้แก่ท่านพรพันธุ์ ท่านชูชาติ ท่านมิ่งขวัญ ต่อไปขอเชิญรองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ และอดีตสมาชิกวุฒิสภา ขอเชิญครับ

นางพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน พรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ ท่านประธานคะ ก่อนอื่นดิฉันต้องขอแสดงความชื่นชมต่อคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ สำหรับรายงานในเรื่องนี้ซึ่งดิฉันคิดว่าสำหรับ ประเทศไทยความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงทางด้านสุขภาพจะเป็นปัจจัย สำคัญยิ่งที่จะนำไปสู่ความมั่นคงและมั่งคั่งและยั่งยืนของประเทศเราตามนโยบายของรัฐบาล สำหรับในเรื่องที่ดิฉันอยากจะมีข้อสังเกตที่จะเรียนฝากไว้สำหรับรายงานชุดนี้ก็คือเรื่องแรกเลย ดิฉันคิดว่าดิฉันไม่ค่อยจะชอบชื่อ ที่ท่านบอกว่าท่านจะปฏิรูประบบการให้ความรู้พื้นฐานด้านการเงิน แก่ประชาชน แต่ในรายงานของท่านท่านได้ทำมากกว่านั้น ท่านหมายความมากกว่านั้น การให้ความรู้พื้นฐานมันค่อนข้างจะผิวเผินนะคะ ดิฉันคิดว่าสิ่งที่เราต้องการคือต้องการที่จะปฏิรูป เพื่อให้ประชาชนมีความรอบรู้ ผู้ทรงคุณวุฒิบางคนในด้านสุขภาพเขาให้เดฟินิชัน (Definition) ของเฮลท์ลิเทอเรซี (Health Literacy) ซึ่งดิฉันก็คิดว่ามันก็คงจะเหมือนกับ ไฟแนนเชียลลิเทอเรซี (Financial Literacy) คือความรอบรู้แตกฉานทางด้านการเงิน หรือทางด้านสุขภาพ เพราะมันจะรวมถึงการที่สามารถที่จะเข้าถึงข้อมูล การได้รับข้อมูล การเข้าใจ การได้รับความรู้ แล้วก็การตระหนักรู้ คิดวิเคราะห์ได้จากข้อมูลที่ได้รับ สามารถจะคิดวิเคราะห์เพื่อที่จะเลือกในการตัดสินใจที่จะมีพฤติกรรมอันใดอันหนึ่ง อันนี้มันถึงอำนาจในการตัดสินใจ แล้วก็สุดท้ายก็คือถ้าหากว่าเขาสามารถที่จะใช้ความรู้เหล่านั้น มาเป็นข้อเลือกในการตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง อันนั้นแปลว่าประชาชนได้มีพลังอำนาจ ในเรื่องนั้นแล้วหรือว่าเอ็มเพาเวอร์ (Empower) เขาในเรื่องนั้นแล้ว ดิฉันคิดว่าเราทุกฝ่าย ต้องการให้ประชาชนได้ สุดท้ายก็คือมีเอ็มเพาเวอร์ (Empower) ในเรื่องของสุขภาพ ในเรื่องของการบริหารจัดการการเงินการคลังนะคะ เพราะฉะนั้นในชื่อเรื่องมันค่อนข้างจะเล็กน้อย ไปหน่อยสำหรับสิ่งที่เราต้องการที่จะปฏิรูปเพื่อให้เกิดความรอบรู้แก่ประชาชน

เรื่องที่ ๒ คือในเรื่องของการโอเปอเรต (Operate) ท่านอาจจะแบ่งเป็นตาม กลุ่มอายุต่าง ๆ ดิฉันคิดว่าสิ่งที่สำคัญอันหนึ่งที่น่าจะต้องทำให้เกิดขึ้นก็คือในการที่จะทำให้ เกิดไฟแนนเชียล ลิเทอเรต ออร์แกไนเซชัน (Financial Literate Organization) ต่าง ๆ อย่างในเรื่องของการเงินการคลัง เรื่องของธนาคารอาจจะสำคัญมากถ้าท่านได้มี คณะกรรมการระดับนโยบายแล้วถ้าจะโอเปอเรต (Operate) ให้ธนาคารหรือสถาบันการเงิน ทุกแห่งกลายเป็นสถาบันการเงินที่เป็นไฟแนนเชียล ลิเทอเรต ออร์แกไนเซชัน (Financial Literate Organization) ที่จะช่วยประชาชนให้ได้รับความรู้เมื่อเข้ามา ในสถาบันการเงิน ไม่ว่าจะในโอกาสใดก็ตามเขาจะต้องได้รับความรู้ความเข้าใจในเรื่องของ การเงินการคลังกลับไปใช้เป็นประโยชน์กับชีวิตประจำวันของเขา อันนี้ถ้าสถาบันการเงิน ได้ปรับองค์กรของตัวเองให้มีสภาพเป็นอย่างนั้นได้ ดิฉันคิดว่าอันนี้จะเท่ากับทำให้ ชีวิตประจำวันของคนได้รับการปรับให้มีความรู้ทางด้านการเงินการคลังไปโดยปริยาย แล้วก็เป็นความรู้อย่างต่อเนื่องนะคะ รวมทั้งองค์กรที่สำคัญอีกองค์กรหนึ่งก็คือโรงเรียน การที่จะทำให้คนมีทักษะมีความรู้จนกระทั่งนำไปสู่การปฏิบัติ ดิฉันคิดว่ามันต้องเริ่มตั้งแต่ ยังเด็กนะคะ สำหรับในเรื่องทางด้านสุขภาพนั้นเราเริ่มตั้งแต่ยังอยู่ในครรภ์มารดาในเรื่องของ ครอบครัวที่จะต้องมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้ สำหรับในเรื่องการเงินก็เช่นเดียวกัน ดิฉันเคยเห็นบางโรงเรียนซึ่งน่ายกย่องมากมีโปสเตอร์ (Poster) ติดไว้เลย เรื่องของนักเรียนทุกคนเอากระปุกออมสินไปให้กับคุณครูประจำชั้นเพื่อเช็ก (Check) แล้วหรือยังอะไรทำนองนี้ แล้วก็ทำบันทึกการใช้จ่ายประจำวันของนักเรียน อันนี้เป็นสิ่งที่ เหมือนกับบรรจุอยู่ในหลักสูตร ดิฉันคิดว่ามันเป็นความจำเป็นที่เราจะต้องผลักดัน ให้ระบบการศึกษา โดยเฉพาะกระทรวงศึกษาธิการได้มีหลักสูตรทักษะชีวิต ซึ่งเป็นทักษะ ทั้งด้านสุขภาพและทางด้านการเงิน เอา ๒ เรื่องนี้ให้นักเรียนของเรามีทักษะใน ๒ เรื่องนี้ เมื่อเขาโตเป็นผู้ใหญ่เขาจะเป็นผู้ใหญ่ที่ดำเนินชีวิตอย่างมีสุขภาพดีแล้วก็มีการบริหารจัดการ การเงินที่ถูกต้องและมีประสิทธิภาพ เท่านี้เขาก็เป็นคนที่มีคุณภาพของประเทศแล้ว เอา ๒ เรื่องนี้ให้ได้ และถ้าเผื่อเป็นผลกระทบในด้านการเงิน ถ้าเผื่อทางด้านสุขภาพ คนมีสุขภาพดี มีพฤติกรรมดีจะลดการป่วยด้วยโรคที่ป้องกันได้แล้วก็ราคาแพงขณะนี้ ประมาณไม่ต่ำกว่าเกือบแสนล้านบาทต่อปี เพราะฉะนั้นในด้านการเงินนี่ถ้าเผื่อว่าท่านสามารถ จะคำนวณมาได้ว่าถ้าหากว่าประชาชนคนไทยมีความรู้และการปฏิบัติ รวมทั้งเรื่องของความเสี่ยง ในเรื่องการเงินที่ลดลง หนี้ของครัวเรือนจะลดลงมาได้สักเท่าไร มันก็เป็นสิ่งที่น่าจะได้ทราบ เหมือนกันนะคะ จะเกิดผลกระทบเป็นอย่างไร

นอกจากนั้นดิฉันคิดว่าข้อ ๓ ควรจะมีหน่วยงานที่ให้ความรู้อย่างต่อเนื่อง ในเรื่องของการเงินและการบริหารจัดการรวมทั้งความเสี่ยง เพราะว่าสิ่งเหล่านี้มันเป็นไดนามิก โพรเซส (Dynamic Process) มันเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นคณะกรรมการที่ท่าน กำหนดไว้เป็นระดับชาติอย่างเดียวอาจจะไม่พอ ควรจะมีหน่วยที่จะโอเปอเรต (Operate) ได้ กระทรวงการคลังอาจจะต้องทำหน้าที่นี้ เหมือนกับการเฝ้าระวังความเสี่ยงในเรื่องของ การเงินหรือการให้ความรู้อย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกัน แล้วก็อาจจะต้องมีหน่วยที่จะต่อต้าน ข้อมูลที่ผิด ๆ ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในโซเชียลมีเดีย (Social Media) ต่าง ๆ หรือว่าเป็นข่าวลือ หรือว่าเป็นปรากฏในสื่ออะไรต่าง ๆ พวกนี้ จะต้องตอบโต้และให้ความรู้ที่ถูกต้อง ในเวลาอันรวดเร็ว เพราะฉะนั้นก็ต้องมีหน่วยที่ทำงาน

ข้อสุดท้ายดิฉันอยากจะเน้นถึงความสำคัญพื้นฐานที่เราจำเป็นจะต้องผลักดัน ให้เกิดขึ้น ถ้าหากว่าจะต้องการให้ทั้งไฟแนนเชียล (Financial) แล้วก็เฮลท์ลิเทอเรซี (Health Literacy) ดำเนินไปได้อย่างสมบูรณ์ อันนั้นก็คือพื้นฐานในด้านการศึกษาค่ะ ลิเทอเรซี (Literacy) ของประชาชนหรือว่าการอ่านออกเขียนได้ของประชาชนนี่ มีความสำคัญมาก ถ้าปราศจากสิ่งเหล่านี้ประชาชนจะไม่สามารถที่จะเข้าถึงความรอบรู้ ทางด้านการเงินได้เลย เพราะฉะนั้นการอ่านออกเขียนได้ของประชาชน การเน้นเรื่อง การศึกษาผู้ใหญ่ หรือว่าอะดัลต์ลิเทอเรซี (Adult Literacy) เป็นสิ่งที่รัฐจะต้องผลักดัน ให้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วแล้วก็อย่างครอบคลุมทั่วถึง มิฉะนั้นการพัฒนาความรอบรู้ในด้านอื่น ๆ จะเป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นเรื่องของการศึกษาผู้ใหญ่ การศึกษาตลอดชีวิต การศึกษาต่อเนื่อง ก็เป็นสิ่งที่จำเป็นที่จะต้องผลักดันให้เกิดขึ้นเช่นเดียวกัน ขอบพระคุณค่ะ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ท่านต่อไปขอเชิญท่านชูชาติ อินสว่าง ประธานชมรมสหกรณ์ภาคเกษตร แห่งประเทศไทย และอดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ขอเชิญครับ

นายชูชาติ อินสว่าง 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายชูชาติ อินสว่าง สปท. ๐๔๑ ก่อนอื่นต้องขอกราบขอบพระคุณท่านกรรมาธิการที่ทำให้มีในเรื่องนี้เกิดขึ้น อย่างเป็นจริงเป็นจังในวันนี้ ผมอ่านเรื่องนี้และมีความประทับใจที่เกี่ยวข้องอยู่กับพี่น้องประชาชน ระบบฐานรากโดยตรง ผมเรียนท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการด้วยความเคารพว่าชีวิตประจำวัน ของพี่น้องประชาชนทุกวันนี้ นอกจากในเรื่องของการใช้เงินแล้วนี่เราไม่เคยคิดกันเลย ในเรื่องของการออม เพราะฉะนั้นในวาระเรื่องนี้เราต้องถามว่าเราทำทำไม ทำให้ใคร แล้วให้ใครทำ และทำแล้วเกิดประโยชน์อะไรต่อประชาชน ท่านประธานครับ ตื่นขึ้นมาตอนเช้า ไปซื้ออาหารรับประทานเราก็ไม่เคยรู้ว่าต้นทุนเขาเท่าไร แต่เราจ่ายไปตามที่แม่ค้าพ่อค้าบอกมา เราเข้าร้านสะดวกซื้อหยิบของกี่อย่างเขาก็หยิบให้ และเสร็จเรียบร้อยเราไม่เคยเช็ก (Check) ใบเสร็จเลยว่าราคาเท่าไร ซื้อไปกี่อย่าง บางที่ร้านสะดวกซื้อระดับบิ๊ก ๆ ใหญ่ ๆ ออกมาให้ เป็นแถวยาวเหยียด เขาก็ยิงบาร์โค้ด (Barcode) ปื๊ด ๆ ไป เสร็จเรียบร้อยเราก็ไม่เคยตรวจเช็ก (Check) อีก นี่คือการให้ความรู้ขั้นพื้นฐานแก่พี่น้องประชาชนว่าทำอย่างไรเราจะให้เขาได้รู้ได้ ผมเรียนท่านประธานที่เคารพผ่านไปกรรมาธิการว่าผมเป็นผู้จัดการสหกรณ์การเกษตร ผมเห็นความสำคัญในเรื่องนี้อย่างมาก ท่านนิกร ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านได้เอ่ยถึงกรมตรวจบัญชี สหกรณ์ กรมส่งเสริมสหกรณ์พยายามเน้นย้ำในเรื่องนี้ให้กับพี่น้องเกษตรกรได้รับรู้ถึงขนาดออกมา เป็นหนังสือคู่มือเรื่องบัญชีครัวเรือน ผมนำนโยบายนี้ไปปฏิบัติอย่างชัดเจน ใครที่กู้เงินสหกรณ์ ต้องทำบัญชีครัวเรือนมาให้ผู้จัดการดู เพราะฉะนั้นคนที่ทำบัญชีครัวเรือนส่งมานี้นะครับ จะได้รับการให้ความรู้โดยพนักงานสินเชื่อ และวันนี้พนักงานสินเชื่อยังไม่เคยทำบัญชี ครัวเรือนเลยแล้วจะไปสอนเกษตรกรได้อย่างไร พนักงานสินเชื่อทำแล้ว คณะกรรมการ ดำเนินการส่วนตัวผู้จัดการ ผู้บริหารยังไม่เคยทำเลย แล้วเราจะไปสอนพี่น้องเกษตรกรได้อย่างไร เพราะฉะนั้นการทำตัวอย่างเช่นนี้ถามว่า ณ วันนี้การปล่อยเงินกู้แต่ละครั้งของแต่ละสหกรณ์ ถ้าเป็นสหกรณ์การเกษตรกู้ ๑๐,๐๐๐ บาท ต้องตัดค่าหุ้นไว้ ๕๐๐ บาทเพื่อเป็นเงินออม ท่านประธานครับ พี่น้องประชาชนผมกู้เงินสหกรณ์ ณ วันนี้กู้มาส่งไป กู้มาส่งไปมีหุ้นอยู่ บางคนถึง ๓๐๐,๐๐๐-๔๐๐,๐๐๐ บาท ท่านรู้ไหมว่าวันหนึ่งที่เขามาลาออกจากสหกรณ์นี้ มีลูกหลานจูงมารับเงินค่าหุ้นเลยเพราะเขามาลาออก แต่ ณ วันนี้ถ้าเราไม่หักไว้นี้นะครับ ๑๐,๐๐๐ บาท ไม่หักไว้ ๕๐๐ บาท ๑๐๐ บาท ไม่หักไว้ ๕ บาท กู้เท่าไรให้ไปหมดเลย รับรองมันก็ใช้จนหมด เพราะฉะนั้นนี่คือสิ่งสำคัญที่ว่าเราทำอย่างไรถึงจะมียุทธวิธีสามารถ ให้เขาออมได้ ผมเรียนด้วยความเคารพนะครับ ปี ๒๕๕๗ เรามีพระราชบัญญัติเงินออมแห่งชาติ ผมจำได้ว่า ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีมาเปิด ผมดีใจมากเมื่อวันที่ ๑๘ สิงหาคม ครั้งแรก แล้วมามี พ.ร.บ. ออกมาชัดเจนเมื่อวันที่ ๒๓ กันยายน ผมดีใจมาก ณ วันนี้พี่น้องเกษตรกร ณ วันนี้ พี่น้องประชาชนทั่วไปยังไม่ให้ความสนใจในเรื่องนี้เลย เพราะอะไรครับ เพราะเราขาด การประชาสัมพันธ์ เราขาดการให้ความรู้ต่อพี่น้องประชาชน นี่คือสิ่งสำคัญนะครับ ณ วันนี้ อายุ ๒๐ ปี ออมเดือนละ ๑,๐๐๐ บาท พออายุ ๖๐ ปีไม่ต้องส่งได้คืนเดือนละ ๗,๐๐๐ บาท อายุ ๕๐ ปี ออมเดือนละ ๑,๐๐๐ บาท พออายุ ๖๐ ปี ได้คืน ๔,๔๔๑ บาท พออายุ ๖๐ ปี นี่คือสิ่งที่รัฐบาลพยายามจะมอบให้แต่ไม่มีหน่วยงานไหนที่จะพยายามถักทอต่อให้มันเป็น เรื่องจริง ให้มันเป็นความฝันที่เป็นจริงได้ เราไม่เคยหรอกครับที่จะติดตาม เพราะฉะนั้น ผมกราบเรียนด้วยความเคารพว่า ณ วันนี้ถ้าเรายังไม่มีองค์กรที่ติดตามประเมินผล และตรวจสอบการทำงานเรื่องนี้ ผมเรียนว่าเราแต่งตั้งคณะกรรมการมา ฯพณฯ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นรองประธาน กรรมการทั้งหมด ๒๐ คน ๓๐ คน เป็นผู้กำหนดนโยบายทั้งนั้นเลย ผู้ที่เอาไปปฏิบัติจริงไม่เคยได้มาเรียนให้ทราบเลยว่า สิ่งต่าง ๆ พวกนี้มันไปถึงไหนแล้ว เพราะฉะนั้นผมเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับ เราควรจะมีการขับเคลื่อนตัวนี้ให้อย่างจริงจัง ถ้าเรายิ่งมีสถาบัน ตั้งเป็นสถาบัน ให้การศึกษา ให้ความรู้ขั้นพื้นฐานการเงินแก่ประชาชน กำหนดนโยบายให้ชัดเจน ติดตาม ตรวจสอบ มอบให้กระทรวงมหาดไทยไปทำเรื่องนี้ อสม. ไปทำ กองทุนหมู่บ้าน ณ วันนี้คนมากู้เงินที่สหกรณ์ ถามว่ากู้เงินไปทำอะไรครับ ไปชำระเงินกองทุนหมู่บ้าน ๓-๔ วันเอาเงินกองทุนหมู่บ้านได้คืนมามาชำระหนี้สหกรณ์ ทำไปทำมากู้เงินสหกรณ์ไป แล้วส่งกองทุนหมู่บ้าน ได้เงินกองทุนหมู่บ้านไม่ชำระหนี้สหกรณ์ ตกลงเป็นหนี้ ๒ ทางเลย แล้วเที่ยวหน้าทำอย่างไรครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านคงได้ยินคำว่าหมวกกันน็อก ยังอยู่ทุกวันนี้ แล้วก็อยู่แบบยั่งยืนด้วย เรายังทำอะไรเขาไม่ได้เลย เช้ามาเอาไป ๙๕ บาท เย็นเอามาคืน ๑๐๐ บาท ร้อยละ ๕ บาทต่อวัน สำหรับพี่น้องประชาชนทั่วไป แล้วอย่างนี้ ประเทศไทยจะอยู่ได้อย่างไร ในเมื่อการออมไม่มีแล้วยังต้องเป็นหนี้เป็นสินทั้งหมด ผมได้ยิน เฉพาะครู ๒ ล้านล้านบาท ถ้าพี่น้องเกษตรกรทั่วไปด้วยเป็นพันล้านบาท ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี จะช่วยเหลืออย่างไรไหวครับ เพราะฉะนั้นรากฐานที่สำคัญที่สุดต้องมีออมไว้ก่อนเบื้องต้น กู้เงินสหกรณ์ถ้าเป็นครูนะครับ กู้เงินสหกรณ์ออมทรัพย์ครูต้องมีเงินฝากไม่น้อยกว่า ๑๕ เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือนก่อนถึงจะกู้เงินได้ แล้วต้องมีเงินฝากทุกเดือน พอมีเงินฝากทุกเดือน เขาก็กู้เงินได้ ท่านประธานครับ ผมให้กู้เงินทุกครั้ง ผมถามว่าวัตถุประสงค์ในการกู้เงิน เอาไปทำอะไร

อันที่ ๒ ความสามารถในการชำระหนี้เป็นสิ่งสำคัญที่สุด คุณกู้เงินไปแล้ว คุณชำระหนี้สหกรณ์ได้ไหม

อันที่ ๓ หลักประกัน ที่ล้มเหลวอยู่ทุกวันนี้เพราะหลักประกันไม่ดี

อันที่ ๔ คือวินัยทางการเงินที่มอบให้กับประชาชน ก็คืออะไรรู้ไหมครับ การกำหนดอัตราดอกเบี้ย ณ วันนี้เราพูดถึงเศรษฐกิจพอเพียง ทุกคนรู้แต่เศรษฐกิจพอเพียง แต่ไม่ได้ถือปฏิบัติกันเลย บรรดามวลเหล่าข้าราชการต้องรู้เรื่องอะไรครับ รู้เรื่องธรรมาภิบาล แต่ผมถามว่า ณ วันนี้พอถามว่าโปร่งใสไหม ตรวจสอบได้ไหม ถามว่ามีส่วนร่วมไหม ไม่เคยได้ปฏิบัติกันเลย เพราะฉะนั้นหน่วยงานต่าง ๆ พวกนี้ต้องลงไปปฏิบัติอย่างจริงจัง เหมือนที่รัฐบาลนี้พยายามจะเชื่อมโยงให้ได้ทำงานติดต่อกันทุกกระทรวง ทบวง กรม ผมเรียนท่านประธานนะครับว่าวันนี้พี่น้องเกษตรกรผมว่าอย่าว่าแต่ออมเลยครับ ขณะนี้เงิน ในกระเป๋าล้วงลงไปยังไม่มีเลยครับ กู้เงินสหกรณ์ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ดอกเบี้ย ๘๐,๐๐๐ บาท ต่อปี ร้อยละ ๘ ครับ เอา ๑๒ หาร ๘ เดือนละ ๗,๒๐๐ บาทต่อเดือน เอา ๓๐ หาร ๗,๒๐๐ บาท วันหนึ่งประมาณ ๓๐๐ บาท ๒๕๐ กว่าบาท ล้วงในกระเป๋าอย่างเดียวนะครับเพื่อจะหา ดอกเบี้ยมาชำระยังไม่มีเลยแล้วจะไปออมได้อย่างไรครับ เพราะฉะนั้นต้องให้เขาคิดเป็นก่อนว่า ลงทุนขนาดนี้มันได้เงินมาเท่าไร ลงทุนอย่างนี้เหมาะกับครอบครัวเราไหม เพราะฉะนั้น มันต้องเริ่มต้นที่ครอบครัว มันต้องเริ่มต้นที่การให้ความรู้ มันต้องเริ่มต้นที่การให้การอบรมสั่งสอน ณ วันนี้คณะกรรมการชุดนี้ ท่านที่เคารพครับ ผมอยากกราบเรียนนะครับ ประชุมกัน ๒ เดือนครั้ง ๓ เดือนครั้ง เห็นชอบมอบรอง เห็นด้วยผู้ช่วยทำ ประชุมเสร็จเรียบร้อยมา ก็เก็บเข้าแฟ้ม ๆ ไม่ได้ติดตามหรอกครับ เพราะฉะนั้นป่วยการ ถ้าเราไม่มีสถาบันที่ดูแลเรื่องนี้ อย่างจริงจัง ให้ความรู้อย่างจริงจัง ตรวจสอบ ประเมินผล ติดตามอย่างจริงจัง กองทุนหมู่บ้าน สหกรณ์ ธ.ก.ส. ธนาคารออมสิน ทุกอย่างไม่ได้พูดเรื่องออมเลย ไปธนาคารร้อยละ ๔ ต้องฝาก ๓ ปี ให้ความรู้เขาไหมล่ะครับว่าคุณมีเงินเท่าไรคุณถึงจะฝากแบบยั่งยืนได้ ในร้อยละ ๔.๕๐ ๓ ปีติดต่อกัน ร้อยละ ๓ พอถึงเวลาปุ๊บฝากได้ปีหนึ่ง จำเป็นต้องใช้เงินก็ไปถอนมา ดอกเบี้ยที่ตกลงกันไว้ร้อยละ ๓.๕๐ ๔ บาท ไม่ได้เลย เพราะธนาคารไม่ได้ให้ความรู้เขา ไม่ได้ให้เขาเรียนรู้แต่เบื้องต้นว่าเขามีต้นทุนของเงินเท่าไร เขาเหมาะไหมที่จะไป อย่างตัวสหกรณ์เองก็ต้องรู้ต้นทุนของตัวเองว่าเรารับฝากเงินมา ๔๐๐ ล้านบาท ๕๐๐ ล้านบาท เราจะมีเงินประกันความเสี่ยงเท่าไร เงินประกันความเสี่ยงที่ดีที่สุดคือ ไปฝากกับใคร ฝากกับธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน ธ.ก.ส. หรือว่าไปซื้อพันธบัตรรัฐบาล ก็ต้องเรียนรู้ครับ เพราะฉะนั้นถ้าไม่เรียนรู้เรื่องทางการเงิน ได้มาก็ใช้ไป ๆ อย่าว่าแต่เงินออมเลย เป็นหนี้อยู่วันยังค่ำครับ ผมเป็นห่วงเรื่องนี้แล้วก็ดีใจ ต้องขอบคุณคณะกรรมาธิการ ที่จัดให้มีเรื่องนี้ขึ้น แล้วก็ขอบคุณแทนกรรมาธิการด้วยที่สมาชิก สปท. วันนี้อภิปรายกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านนิกร หลายคนที่อภิปรายเกี่ยวกับเรื่องการออมวันนี้ ผมขออนุญาต จดจำไว้และจะนำความรู้ต่าง ๆ เหล่านี้ไปเผยแพร่ให้กับพี่น้องประชาชนได้ทราบต่อไป กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณท่านชูชาติครับ ท่านเป็นผู้นำสหกรณ์ภาคเกษตร ล่าสุดรัฐบาลได้ใช้มาตรการ ในการปลดเปลื้องหนี้ แล้วก็ผ่อนภาระหนี้ของเกษตรกรประมาณ ๓,๐๐๐,๐๐๐ ราย อันนี้ ก็ถือว่าเป็นมาตรการในการพยุงในยามที่เศรษฐกิจโลกได้รับผลกระทบมายาวนานตั้งแต่ ปี ๒๐๐๘ ที่เกิดแฮมเบอร์เกอร์ไครซิส (Hamburger Crisis) แล้วตอนนี้เรากำลังฟื้นตัว เศรษฐกิจเรากำลังฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปในช่วง ๒ ปีจากติดลบ ๐.๘ ตอนนี้มา ๓.๕ ก็คิดว่าเริ่มแข็งแรงแล้วก็เข้มแข็งขึ้น แต่บางครั้งผมเรียนนะครับว่าประเด็นเรื่องการเป็นหนี้มาก ต่อจีดีพี (GDP) หรือการไม่มีเงินออม บางครั้งมันไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องวินัย ไม่มีวินัย มันเกิดจาก ภาวะเศรษฐกิจ ภาวะเศรษฐกิจโลกตกต่ำ ราคาพืชผลโภคภัณฑ์ตกต่ำหมด แม้แต่ข้าวตอนนี้ ราคาต่ำสุดในรอบ ๑๐ ปี ไม่ใช่ของประเทศไทย ของโลกเลยทีเดียว เพราะฉะนั้นมันก็เป็น เรื่องที่เราต้องทำความเข้าใจอย่างรอบด้าน อย่าไปกล่าวโทษประเด็นใดประเด็นหนึ่ง แต่ว่าต้องดูอย่างรอบด้าน ท่านสมาชิกที่จะอภิปรายท่านต่อไปคือท่านมิ่งขวัญ วิชยารังสฤษดิ์ อดีตปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ขอเชิญครับ

นางมิ่งขวัญ วิชยารังสฤษดิ์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศและท่านสมาชิก สปท. ที่เคารพทุกท่านค่ะ ดิฉัน นางมิ่งขวัญ วิชยารังสฤษดิ์ สปท. หมายเลข ๑๑๖ ต้องขอขอบคุณและชื่นชมทางคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านเศรษฐกิจชุดนี้ที่ทุกครั้งท่านได้นำประเด็นต่าง ๆ ที่สำคัญ แล้วก็เป็นประเด็น น่าที่จะต้องมีการสนับสนุนในเรื่องของการขับเคลื่อนตามที่ท่านเสนอ ดิฉันขอเรียนอย่างนี้ว่า หลังจากที่ทางท่านได้มีการนำเรียนข้อมูลตามที่ท่านรายงานให้ที่ประชุมได้ทราบ เป็นที่น่าตกใจว่าขณะนี้ที่ทางท่านได้บอกว่าหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพี (GDP) อยู่ในระดับสูงถึง ร้อยละ ๘๑ ในปี ๒๕๕๘ เพิ่มขึ้นจากร้อยละ ๔๓ ในปี ๒๕๔๗ ๑๐ ปีที่แล้วเพิ่มขึ้น ๒ เท่า ซึ่งตามที่ดิฉันเคยได้รับทราบข้อมูลในเรื่องของระบบเศรษฐกิจแล้วบอกว่าหนี้ครัวเรือน ของประเทศไทยถ้าอยู่ในสถานะที่มั่นคงแล้วไม่ควรเกินร้อยละ ๖๐ แต่ขณะนี้เกินขึ้นไปจนถึง ร้อยละ ๘๑ แล้ว แล้วก็มีหลาย ๆ เรื่องในรายงานฉบับนี้ได้นำเสนอข้อมูลที่สำคัญที่จะ ทำให้กับประชาชนหรือว่าทั้งประเทศได้รับทราบถึงสถานะในเรื่องของทางด้านเศรษฐกิจ แต่ประเด็นที่ดิฉันอยากจะนำเรียนเสนอแนะเพิ่มเติมว่าเรื่องเหล่านี้เนื่องจากเป็นเรื่องที่ ค่อนข้างที่จะซับซ้อนแล้วก็ยุ่งยาก หากท่านได้มีการชี้แนะหรือเปรียบเทียบกับทางของ ประเทศอื่น ๆ ให้เห็นด้วยกันจะเป็นประโยชน์ยิ่ง จะทำให้เห็นว่าข้อมูลต่าง ๆ ที่ท่านปรากฏขึ้น ได้นำเสนออันนี้มันอยู่ในภาวะวิกฤติแล้วหรือว่าอยู่ในเรื่องของสิ่งที่ทุกคนคงจะต้องได้ ให้ความสำคัญในเรื่องของการแก้ไข อย่างเรื่องที่ท่านบอกว่าภาระหนี้ต่อรายได้ของครัวเรือน ที่จนที่สุดอยู่ที่ร้อยละ ๔๙ ท่านควรจะบอกนะคะว่า จริง ๆ แล้วควรจะอยู่ในสเกล (Scale) เท่าไรในเรื่องของสิ่งที่ทำให้ประเทศในเรื่องของการออม ในเรื่องของการใช้จ่ายที่อยู่ในความปลอดภัยในระยะ สิ่งที่เราควรจะคำนึง ประเด็นสิ่งที่ ดิฉันอยากมีข้อเสนอแนะเพิ่มเติมในเรื่องของรายงานก็มี ๓ ประเด็น ในเรื่องแรกในเรื่องของ ความรู้ ถ้าหากว่าท่านได้มีการระบุในเรื่องของรายงาน ในเรื่องของระบบเศรษฐกิจของ ภาพรวมท่านมีการเปรียบเทียบกับของประเทศอื่น ๆ ในระดับสากลแล้วก็ชี้แนะด้วยนะคะ อันนั้นดิฉันคิดว่าจะทำให้ประชาชนเข้าใจได้เพิ่มขึ้นนะคะ ในส่วนเรื่องของความรู้ หลายท่าน ที่บอกว่าในระยะที่ผ่านมาไม่เคยมีข้อมูลในการที่จะบอกว่าความรู้สำหรับภาคประชาชนว่า ควรจะต้องมีการออมอย่างไร ถ้าหากว่าดิฉันเห็นหลาย ๆ ครั้งที่จากในไลน์ (Line) หรือว่า ในเรื่องของสื่อโซเชียลมีเดีย (Social Media) ต่าง ๆ ซึ่งเป็นประโยชน์ที่บอกว่าถ้าท่านคิดว่า เรา ๖๐ ปีแล้วท่านต้องการที่จะมีรายได้ ๓๐,๐๐๐ บาท ๕๐,๐๐๐ บาทอัป (Up) หรือว่าในเรื่องของ การคาดการวางแผนในอนาคตท่านควรจะต้องทำอย่างไร ข้อมูลเหล่านี้หลาย ๆ ลักษณะที่ เป็นข้อมูลพื้นฐานที่ควรที่จะให้กับภาคประชาชนได้รู้ในเรื่องของการออมหรือในเรื่องของ การลงทุน หรือในเรื่องอื่นใดในเรื่องของสิ่งเหล่านี้ เพราะฉะนั้นเป็นไปได้ไหมคะ ถ้าหากว่า ทางคณะกรรมการชุดนี้คิดว่าข้อมูลพื้นฐานอะไรเรื่องที่ประชาชนในแต่ละกลุ่มควรที่จะต้อง มีการรับทราบหรือว่าควรที่จะมีคู่มือหรือว่าแนวทางในเรื่องของการที่จะใช้ประโยชน์ ยกตัวอย่างเช่นในเรื่องของการจัดทำบัญชีครัวเรือนจะต้องมีการดำเนินการอย่างไร ซึ่งเหล่านี้ ถ้าหากมีการรวบรวมไว้ในเรื่องของที่ใดที่หนึ่งที่ประชาชนสามารถที่จะเข้าไปถึงในเรื่องของ แหล่งข้อมูลทางด้านการเงินแล้วก็มีคู่มือที่ง่ายสำหรับผู้ปฏิบัติ แล้วก็ในกลุ่มต่าง ๆ ดิฉันคิดว่า จะเป็นประโยชน์ยิ่งนะคะ ในเรื่องของข้อมูลนอกจากในเรื่องของการออมหลายท่านก็ได้บอกว่า ในเรื่องของกลุ่มที่มีรายได้น้อย รายได้ปานกลาง หรือกลุ่มเสี่ยงต่าง ๆ แล้ว ก็น่าที่จะต้อง มีข้อมูลในเรื่องของการเพิ่มรายได้หรือว่าชี้แนะในเรื่องของการลงทุน เพราะว่าบางครั้ง อย่างกรณีที่เดินเข้าไปในธนาคารและธนาคารก็บอกว่าแทนที่จะกลายเป็นเงินออมก็กลับกลาย ชี้ชวนให้ซื้อในเรื่องของลักษณะอื่น ๆ ที่ลงทุนมีความเสี่ยง เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ที่คิดว่า น่าจะมีการรวบรวมหรือว่าจับกลุ่มประเภทของความรู้ที่จะให้กับประชาชน แล้วก็ในเรื่องของ เบสต์แพร็กทิซ (Best Practice) อย่างเช่นกลุ่มของสหกรณ์หลาย ๆ กลุ่มที่สร้างในเรื่องของ รายได้เพิ่มขึ้น ช่องทางต่าง ๆ แนวคิดวิธีการเหล่านี้ ดิฉันคิดว่าน่าจะในเรื่องของความรู้ ที่ได้จากหน่วยงาน ไม่ว่าทางด้านธนาคารหรือว่าในเรื่องของสหกรณ์ต่าง ๆ แล้ว ในเรื่องของ กลุ่มชุมชนเองก็จะมีประโยชน์ยิ่งเช่นกันนะคะ เพราะฉะนั้นความรู้ต่าง ๆ ก็น่าจะมีการที่ระบุ ให้ชัดเจนว่าควรจะมีอะไรบ้างเป็นความรู้พื้นฐานหรือว่าในเรื่องของแต่ละกลุ่มต่าง ๆ ในส่วนที่ ๒ ส่วนที่กลุ่มเป้าหมาย ดิฉันอยากจะให้เนื่องจากว่าขณะนี้เรามีกลุ่มที่เป็นรายได้น้อยหรือ รายได้ปานกลาง กลุ่มเสี่ยงแล้วก็กลุ่มผู้สูงวัยทั้งหลาย ดิฉันอยากจะให้ในการจัด กลุ่มเป้าหมายของท่านขอให้ไพรออริตี (Priority) สำหรับกลุ่มเหล่านี้ด้วยนะคะ โดยเฉพาะ ในพวกกลุ่มรายได้น้อยหรือว่ารายได้ปานกลางหรือว่ากลุ่มเสี่ยงอื่น ๆ ที่ท่านหากจะจัดให้มี องค์ความรู้เหล่านี้ ดิฉันขอให้ชี้แนะให้กับทางกลุ่มที่เป็นกลุ่มเสี่ยงเป็นไพรออริตี (Priority) แรก ในเรื่องของรายละเอียดในเรื่องของความรู้พื้นฐาน แล้วก็กลุ่มของประชาชนที่มีความเสี่ยงแล้ว ดิฉันอยากจะให้ทางคณะกรรมาธิการชุดนี้กรุณาช่วยเพิ่มเติมในเรื่องของข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ที่สามารถดำเนินการได้ทันทีด้วยค่ะ เพราะว่าถ้าหากว่าตามรายงานของฉบับนี้ กว่าจะมีการจัดตั้งคณะกรรมการหรือว่าในเรื่องขององค์กรต่าง ๆ แล้วดิฉันคิดว่ามีประเด็นต่าง ๆ ที่สามารถดำเนินการได้ทันทีนะคะ เพราะฉะนั้นอยากจะให้ท่านเพิ่มในเรื่องของข้อเสนอแนะ เชิงนโยบายที่สามารถดำเนินการได้ทันที แล้วก็ในเรื่องของความรู้พื้นฐานต่าง ๆ นี้ สามารถในการที่จะเผยแพร่ให้กับทุกช่องทางเพื่อที่จะให้ประชาชน ความจริงแล้วประชาชนเอง ก็อยากจะทราบเหมือนกันนะคะว่าทำอย่างไรในเรื่องของการที่จะออมแล้วสามารถที่จะ ชนะเงินเฟ้อหรือว่าสามารถในเรื่องของการเพิ่มให้ไปสู่เป้าหมายในอนาคตในแผนหลังจากที่เกษียณ หรือบั้นปลายของชีวิตแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าในรายงานฉบับนี้ได้มีข้อเสนอแนะเพิ่มเติม ที่สามารถดำเนินการได้ทันทีส่งให้กับทางรัฐบาลโดยเฉพาะในระยะแรกอันนี้ในระหว่างที่ยังไม่มี คณะกรรมการตามที่ท่านเสนอมานี้นะคะ ถ้าหากว่าเสนอแนะให้กระทรวงการคลังหรือว่า หน่วยงานที่เป็นธนาคารต่าง ๆ หรือว่าหน่วยงานที่เป็นกลุ่มสหกรณ์ใด ๆ ที่สามารถ ดำเนินการได้ทันที ดิฉันว่าในรายงานฉบับนี้จะเป็นประโยชน์ยิ่งแล้วทุกคนก็คาดหวังว่า ในรายงานของท่านฉบับนี้จะมีผลในเชิงของรูปธรรมได้โดยเร็วค่ะ ขอบคุณค่ะ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

มีสมาชิกแสดงความจำนงเพิ่มเติมอีก ๓ ท่านรวมเป็น ๑๕ ท่าน ผมจะอ่านรายชื่อ ๓ ท่าน เพื่อท่านได้เตรียมตัวนะครับ มีท่านอาจารย์อิศรา ท่านวิทยา ท่านกิตติ ขอเชิญศาสตราจารย์ ดอกเตอร์อิศรา ศานติศาสน์ ศาสตราจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยครับ

ศาสตราจารย์อิศรา ศานติศาสน์ 🔗

ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน ผม อิศรา ศานติศาสน์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หมายเลข ๑๙๑ นะครับ ผมเอง โดยหลักการและเหตุผลแล้วผมยินดีและชื่นชมในสิ่งที่คณะกรรมาธิการทำมาเป็นอย่างมากเลยครับ เพราะว่าอันนี้เรากำลังเข้าถึงปัญหาที่สำคัญมากคือทำให้ประชาชนมีความรู้ความสามารถ ในด้านการเงินดีขึ้น ผมมีประเด็นที่จะขออภิปรายสัก ๓-๔ เรื่อง อยากจะขอให้กรรมาธิการ พิจารณาว่าคำอภิปรายของผมเป็นคำอภิปรายเพื่อเติมเต็มในช่องว่างที่ท่านยังมีอยู่นะครับ ผมจะอภิปรายอยู่สักเรื่องแรกคือเรื่องของความหมายของไฟแนนเชียลลิเทอเรซี (Financial Literacy) แล้วก็เรื่องของเหตุและผล เรื่องของหลักสูตร แล้วก็เรื่องเคพีไอ (KPI)

ในเรื่องความหมายของไฟแนนเชียลลิเทอเรซี (Financial Literacy) ถ้าเราไปค้นดูไม่ว่าจะขององค์กรใดนะครับมันจะหมายความถึงความเข้าใจว่าเงิน มันทำงานอย่างไรอยู่บนโลกใบนี้ แล้วก็จะหามันได้อย่างไร แล้วจะใช้มันอย่างไร คำว่า การจะใช้อย่างไรนั้นหมายความถึงการบริโภคอย่างไร การลงทุนหรือออมอย่างไร แล้วก็ การบริจาคอย่างไร ดังนั้นเอเลเมนต์ (Element) นี้ที่ส่วนประกอบมันก็คือ หาอย่างไร ใช้อย่างไร คำว่า ใช้ หมายถึงว่าจะบริโภคอย่างไร จะออมหรือลงทุนอย่างไร แล้วก็จะบริจาคอย่างไร ในคำอภิปรายผมจะวางรากฐานอยู่บนความหมายอันนี้นะครับ

ต่อไปในเรื่องของเหตุผลนะครับ เหตุผลนี้ถ้าดูจากเคพีไอ (KPI) ที่ทาง คณะกรรมาธิการหรือข้อมูลที่ทางคณะกรรมาธิการให้มา คณะกรรมาธิการจะมุ่งเน้นไปที่ ภาคประชาชน แต่ผมเองมีความเห็นว่าเหตุและผลนั้นมันมีทั้งจากภาครัฐเองแล้วก็ ภาคประชาชนด้วย ภาครัฐหมายความว่าอย่างไร ภาครัฐหมายความว่ารัฐบาลออกแบบ นโยบายอย่างไร แล้วก็ภาคประชาชนนั้นคือเขาประพฤติตัวอย่างไร ผมจะอิงเคพีไอ (KPI) ซึ่งทางคณะกรรมาธิการยกมาสัก ๓ เคพีไอ (KPI) นะครับ

เคพีไอ (KPI) แรกก็คือเรื่องสัดส่วนการออมต่อรายได้พึงจับจ่ายใช้สอย ซึ่งคณะกรรมาธิการตั้งเป้าหมายให้ลดลงน้อยกว่า ๘.๖ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งมีข้อมูลปีล่าสุด แล้วก็ หนี้ต่อจีดีพี (GDP) ให้ลดลงให้น้อยกว่า ๘.๖ เปอร์เซ็นต์ ก็คือจากข้อมูลปีล่าสุดนะครับ อย่างนี้นะครับ ในเรื่องของนโยบายนั้นเราก็อย่าลืมว่าทุกครั้งที่เกิดปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจหรือ ปัญหาเศรษฐกิจอะไรขึ้นมานี้ เครื่องมือหนึ่งที่รัฐใช้ก็คือการกระตุ้นการออมภาคประชาชน ถูกไหมครับ ดังนั้นเวลาที่เราบอกว่าประชาชนใช้จ่ายเยอะ เป็นหนี้เป็นสินเยอะมากขึ้น ส่วนหนึ่งก็เกิดจากนโยบายของรัฐ อีกส่วนหนึ่งอาจจะเกิดจาก พฤติกรรมของประชาชนเอง ผมขออนุญาตยกวิกฤติ ปี ๒๕๔๐ เป็นตัวอย่างนะครับ ในปี ๒๕๔๐ ตอนที่เราแก้วิกฤตินี้ ซึ่งวิกฤติ ปี ๒๕๔๐ ผลจะออกมาชัด ๆ ตอนปี ๒๕๔๑ มาตรการที่ออกมาสมัยรัฐบาลตอนโน้นคือตอน ๑๐ มีนาคม ๒๕๔๒ เรากู้เงินมิยาซาวาแพลนมา ๕๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เราลดแวต (VAT) จาก ๑๐ เปอร์เซ็นต์เหลือ ๗ เปอร์เซ็นต์ เพื่อให้สินค้าราคาถูกลงแล้วก็มีการบริโภคมากขึ้น เราลดภาษีน้ำมันเพื่อให้ต้นทุนลดลงนะครับ พอ ๑๐ สิงหาคม เราให้ธนาคารอาคารสงเคราะห์ปล่อยกู้ซื้อบ้าน จะเห็นว่านี่เป็นตัวอย่างว่า เวลาเกิดปัญหารัฐบาลใช้เครื่องมือหนึ่งในการแก้วิกฤติก็คือเพิ่มคอนซัมป์ชัน (Consumption) ปี ๒๕๕๔ เหมือนกันครับ นโยบายรถคันแรกออกมาในปี ๒๕๕๔ เสร็จสิ้นในปี ๒๕๕๕ นโยบายบ้านหลังแรกออกมา ๒๑ กันยายน ๒๕๕๔ แล้วก็หมด ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๕ รถคันแรกอย่างเดียวคืนภาษีให้ประชาชนประมาณ ๙๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท นั่นหมายความว่า รถที่ซื้อมาอยู่ในหลักหมื่นล้านบาท ๖๐,๐๐๐-๗๐,๐๐๐ ล้านบาทนะครับ จะเห็นได้ว่า นี่คือการกระตุ้น ถ้าผมย้อนไปดูในปี ๒๕๔๓ ปี ๒๕๔๔ ปี ๒๕๔๔ เรามีสัดส่วนของการออม ต่อรายได้ที่จับจ่ายใช้สอยครัวเรือนอีกประมาณสัก ๑๔-๑๕ เปอร์เซ็นต์ นโยบายพอหลังจากนั้น อัตราส่วนการออมลดลงไปเรื่อย ๆ จนมาถึงประมาณ ๖ เปอร์เซ็นต์ในปี ๒๕๔๔ ตั้งแต่ปี ๒๕๔๑ ปี ๑๙๙๘ ลดลงมาเรื่อย ๆ จนถึง ๖ เปอร์เซ็นต์ จะเห็นได้ว่าหลังจากที่ รัฐบาลมีนโยบายกระตุ้นการบริโภคลงไป เหตุการณ์มันก็เกิดขึ้นโดยบังเอิญหรือไม่ก็ตาม สัดส่วนการบริโภคของภาคครัวเรือนมันลดลง ลดลงเกือบครึ่ง กว่าครึ่งด้วยซ้ำไปนะครับ เพราะฉะนั้นตัวอย่างหนึ่งอันนั้นคือวิกฤติเศรษฐกิจ ลองย้อนมาดูตรงปี ๒๕๕๔ ปี ๒๕๕๔ สัดส่วนประมาณ ๙.๔ เปอร์เซ็นต์ พอกระตุ้นไปก็มีหนี้สินเพิ่มมากขึ้นก็ลดลง เราบอกไม่ได้หรอกว่า การลดลงทั้งหมดนี้เกิดจากครัวเรือนหรือไม่ มันอาจเกิดจากนโยบายของรัฐหรือไม่ อาจจะ เป็นการบังเอิญก็ได้ แต่ว่าก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ชี้ให้เห็นว่าหลังจากที่รัฐบาลดำเนินนโยบาย เพิ่มการบริโภคครัวเรือนนั้น สัดส่วนการออมของครัวเรือนก็ลดลงนะครับ อันนี้เป็นประเด็น ที่ผมอยากเสนอให้พิจารณานะครับว่านโยบายของรัฐ อีกส่วนหนึ่งที่ผมคิดว่าผมกังวลมาก คือว่าเวลาเราพูดถึงการกระจายรายได้ ก่อนวิกฤติเศรษฐกิจปี ๒๕๔๐ คือปี ๑๙๙๗ ปี ๑๙๙๘ นั้น ประเทศไทยเวลาศึกษาเรื่องปัญหาการกระจายรายได้วัดจากรายได้มาตลอด ในช่วงที่เกิด วิกฤติเศรษฐกิจนี้ เวิลด์แบงก์พยายามที่จะกดดันชักจูงสารพัดอย่างให้เราเปลี่ยนมาใช้ คอนซัมป์ชัน (Consumption) วัด เพราะว่าถ้าเราใช้คอนซัมป์ชัน (Consumption) วัดแล้ว เมื่อประชาชนบริโภคมากขึ้น ตัวเลขความยากจนจะลดลง ตัวเลขความไม่เท่าเทียมทางด้าน การบริโภคหรือรายได้ก็จะลดลงนะครับ คราวนี้การบริโภคครัวเรือนมันเกิดได้จากอะไร มันเกิดได้จากการถอนเงินออมมาใช้ กับการกู้หนี้ยืมสิน ขายทรัพย์สมบัติไร่นา มันก็ทำให้ ตัวเลขดูดีขึ้น อันนี้ตัวอย่างสัก ๓ ตัวอย่างว่ารัฐบาลอาจมีส่วนทำให้การบริโภคของครัวเรือนนั้น มันมากขึ้นและทำให้การออมลดลงนะครับ อยากจะฝากให้ท่านกรรมาธิการพิจารณา ประเด็นนี้ด้วยเพราะว่าอันนี้คือเรื่องของฮาวทูคอนซูม (How-to Consume) ฮาวทูเซฟ (How-to Save) สิ่งที่ขาดอยู่คือเราไม่ได้พูดถึงฮาวทูโดเนต (How-to Donate) เลย เพราะไฟแนนเชียลลิเทอเรซี (Financial Literacy) นั้นรวมถึงการบริจาคด้วยนะครับ แล้วไม่ได้รวมถึงการออมอีก การบริโภคอย่างไรในตะกร้าสินค้าที่บริโภคทั้งหมด อันนี้เป็นประเด็นที่ผมอยากจะฝากนะครับ ทีนี้ในเรื่องของหลักสูตรวิธีการนั้นผมคิดว่า ไม่น่าจะมีอะไรต้องคอมเมนต์ (Comment) มาก เพราะว่าเคพีไอ (KPI) ของกรรมาธิการคือ เราต้องการจะเปลี่ยนจากแผนยุทธศาสตร์ที่เป็นออกแบบไปเป็นบังคับใช้ อันนั้นก็แปลว่า มันยังไม่เสร็จ ผมก็ไม่ขออนุญาตคอมเมนต์ (Comment) อะไรนะครับ เพราะมันจะต้อง พัฒนาต่อไปนะครับ ทีนี้เคพีไอ (KPI) ที่ผมอยากจะเสนออย่างนี้ครับ สัดส่วนการออม ต่อรายได้ซึ่งทำให้ลดต่ำ ๘๖ เปอร์เซ็นต์ ผมว่ามันเป็นเคพีไอ (KPI) ที่ค่อนข้างจะคอนเซอร์เวทิฟ (Conservative) ผมยกตัวอย่างเช่นในปี ๒๕๓๓ สัดส่วนการออมต่อรายได้มันอยู่ที่ ๑๖ เปอร์เซ็นต์ ๑๖ เปอร์เซ็นต์นะครับ แล้วมันเคยขึ้นไปเป็น ๑๘ เปอร์เซ็นต์ในปี ๒๕๓๕ ก่อนที่จะลดลงมาต่ำสุดที่ ๖ เปอร์เซ็นต์ในปี ๒๕๔๓ ดังนั้นเคพีไอ (KPI) ที่เราตั้งอยู่นี้ ถ้าเราจะดึงมาให้ ๘๖ เปอร์เซ็นต์นี้ แค่อาศัยการสวิง (Swing) ของตัวเลขระหว่างปีมันก็เป็นไปได้นะครับเพราะตัวเลขมันสวิง (Swing) มาตลอด ขึ้นบ้างลงบ้าง แต่ระยะหลังมีแนวโน้มลดลงนะครับ ซึ่งจะรวมถึงเรื่องของหนี้ ต่อจีดีพี (GDP) ด้วยว่าที่ให้น้อย ๘๖ เปอร์เซ็นต์นี่ ผมคิดว่าเราน่าจะตั้งเคพีไอ (KPI) ให้มัน ศัพท์ที่เราพูดทางวิชาการให้แอกเกรสซีฟ (Aggressive) กว่านี้ เช่นจะเป็นให้เหลือ ๘ เปอร์เซ็นต์ ๗ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๘๐ เปอร์เซ็นต์อะไรอย่างนี้ ผมว่าจะน่าดูมากเลยนะครับ ก็ขออนุญาตฝากนะครับ

ส่วนในเรื่องของเอ็นพีแอล (NPL) ผมหาตัวเลขไม่ได้นะครับ ที่บอกว่าเอ็นพีแอล (NPL) ต้องการให้ลดลงนั้น ถ้าจะดูจากข้อมูลที่มีอยู่นี้เอ็นพีแอล (NPL) ที่มันเยอะ มันไม่ใช่ เอ็นพีแอล (NPL) ภาคครัวเรือน มันเป็นเอ็นพีแอล (NPL) ภาคธุรกิจ ดังนั้นการที่เราไปเล็ง ที่เอ็นพีแอล (NPL) ภาคครัวเรือนมันสอดคล้องไหมนะครับ

ก็สรุปอย่างนี้ครับ ผมฝากสัก ๓-๔ เรื่อง เรื่องแรกคือไฟแนนเชียลลิเทอเรซี (Financial Literacy) นั้นเราพูดถึงเรื่องของเซฟวิง (Saving) เราไม่ได้พูดถึงอินเวสต์เมนต์ (Investment) เราพูดถึงคอนซัมป์ชัน (Consumption) แต่เราไม่พูดถึงฮาวทู คอนซูม (How-to Consume) แล้วเราก็ไม่ได้พูดถึงเรื่องการบริจาคเลย ก็อยากจะให้เพิ่มเติม ๓ มิตินี้ ลงไปในรายงานของท่านด้วยนะครับ

แล้วก็ในเรื่องนโยบายของภาครัฐนั้นอยากจะให้มองด้วยว่าเราสอนให้ ประชาชนรู้ไฟแนนเชียลลิเทอเรซี (Financial Literacy) แล้ว เราจะทำอย่างไรกับนโยบายรัฐ ที่กระตุ้นให้คอนซูม (Consume) มาก ๆ แล้วมีดัชนีชี้วัดความเจริญเติบโตของประเทศไทย จากการคอนซูม (Consume) มันก็ขัดแย้งกันนะครับ

และเรื่องสุดท้ายคือเรื่องของเคพีไอ (KPI) อยากให้แอกเกรสซีฟ (Aggressive) มากกว่านี้ครับ ขอบพระคุณมากครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ต่อไปขอเชิญท่านวิทยา แก้วภราดัย อดีต ส.ส. และอดีตรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงสาธารณสุขครับ

นายวิทยา แก้วภราดัย 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม วิทยา แก้วภราดัย ผมขอแสดงความคิดเห็นนะครับว่าการนำเสนอเรื่องการให้ความรู้พื้นฐานทางการเงิน แก่ประชาชนนี้เป็นเรื่องที่ออกมาทันกับสถานการณ์นะครับ เพราะว่าถ้าท่านติดตาม ภาวการณ์จริง ๆ ในชีวิตจริง ๆ ของประชาชนคนไทยในวันนี้นะครับ ผมคิดว่าสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นก็คือ คนรู้สึกไม่มีสตางค์ครับ เมื่อคืนผมมีโอกาส นานในรอบปีมีโอกาสไปรับประทานข้าว ที่ห้างสรรพสินค้า แล้วก็ชั้นทั้งชั้นเป็นร้านอาหารเกือบ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ ผมเดินเวียนรอบครับ ปรากฏว่ามีคนอยู่ในร้านอาหารรวมทั้งหมดไม่ถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ คนไม่มีกำลังในการบริโภค สรุปว่าตอนนี้คนไม่มีสตางค์ พอคนไม่มีสตางค์มันก็ตรงกับที่ท่านรายงานครับ สภาพปัญหา เศรษฐกิจในปัจจุบัน หนี้สินภาคครัวเรือนสูงมากครับต่อจีดีพี (GDP) คือ ๘๑.๖ เปอร์เซ็นต์ ในปี ๒๕๕๘ เผลอ ๆ ท่านสำรวจตัวเลขปีนี้ปี ๒๕๕๙ อาจจะขยับขึ้นจากเดิมด้วยซ้ำไปครับ แต่ถ้าดูข้อมูลจากท่านถัดลงไปอีกนิดครับ ท่านนับมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๗ หนี้สินต่อครัวเรือน ๔๓.๖๙ เปอร์เซ็นต์ ผมก็มาถึงจุดที่ต้องเรียนถามกับท่านนะครับว่า

ประเด็นที่ ๑ การปฏิรูปการให้ความรู้พื้นฐานทางการเงินแก่ประชาชน ความรู้พื้นฐานทางวินัยการเงิน เราจะให้ความรู้อะไรกับประชาชน

ประเด็นที่ ๒ ใครจะเป็นคนให้ความรู้กับประชาชน ผมในฐานะที่อยู่ ในการเมืองมานานครับ พอเห็นตัวเลขตั้งแต่ปี ๒๕๔๗ มาจนถึงปัจจุบัน ๑๑ ปีครับ เหมือนกับเพื่อนสมาชิกซึ่งอภิปรายจบไปเมื่อสักครู่ครับ ปี ๒๕๔๐ เราเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ประชาชนประหยัด ต้องกระตุ้นด้วยการใช้เงินมิยาซาวาเข้ามา ปี ๒๕๔๔ คนไทยทั้งประเทศ รู้จักนโยบายประชานิยมครั้งแรกครับ ปี ๒๕๔๕ นโยบายประชานิยมเริ่มถูกใช้พร้อมกับ การปฏิรูประบบราชการในรอบ ๑๐๐ ปีเป็นครั้งแรก ปี ๒๕๔๖ นโยบายประชานิยม เริ่มถูกประกาศ การเมืองนี่แหละสอนครับท่านประธาน ใครอยากรวยต้องกู้ คำขวัญนี้ ออกมาจากการเมืองนะครับว่าใครอยากรวยก็ให้กู้ เพราะฉะนั้นปี ๒๕๔๗ อิทธิพลความคิด เรื่องประชานิยมเริ่มแผ่กระจายไปถึงประชาชนโดยทั่วถึงกัน เงินในอนาคตถูกนำมาใช้กัน เพราะฉะนั้นระยะเวลาของประชานิยมที่ปลูกฝังในสังคมไทย มาเกือบ ๑๐ ปีเต็ม วันนี้ส่งผลมาเห็นชัดเจน เพราะฉะนั้นสิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าจำเป็นต้องให้ ความรู้กับประชาชนก็คือบาดแผลความเจ็บปวดของสังคมไทยจากนโยบายประชานิยม และสิ่งที่ต้องให้ควบคู่ไปกับความรู้กับประชาชนก็คือแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวครับ มีแต่แนวทางเศรษฐกิจพอเพียงเท่านั้นที่ต้องให้การศึกษา กับประชาชนที่จะพากลับไปยืนยังจุดเดิมของความเป็นจริงของสังคมไทยได้ ผมชื่นชมกับ การอภิปรายของท่านนิกรอีกสักคนนะครับ ที่ท่านหยิบสมุดบันทึกบัญชีต้นกล้าเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งใช้สำหรับเด็ก เพราะฉะนั้นผมกำลังจะเสนอท่านว่าตอบคำถามแรกว่าเราจะให้ ความรู้อะไรกับประชาชน ต้องให้ความรู้ว่าบาดแผลของสังคมไทยในเรื่องหนี้สินครัวเรือน เกิดจากแนวประชานิยมและทางแก้ก็คือยึดแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง คราวนี้ถ้าแนวทาง เศรษฐกิจพอเพียงที่ออกมาเราจะให้กับใครก่อน ดีที่สุดคนที่จะได้ชุดแรกที่จำเป็นต้องทำ เยาวชนคนรุ่นใหม่ซึ่งยังไม่หลงอยู่ในประชานิยม ผมจึงเห็นด้วยกับสมุดบันทึกบัญชีต้นกล้า เศรษฐกิจพอเพียงจะต้องถูกบรรจุเป็นแบบเรียนสำหรับเด็กในชั้นประถมศึกษา ขึ้น ป. ๕ เมื่อไร ทุกคนต้องมีสมุดเล่มนี้ทุกคนที่ส่งครูเป็นรายเดือน เราเริ่มรู้ที่จะให้ความรู้อย่างไหนกับประชาชน รู้ว่าจะให้กับใครแล้ว ชุดแรกที่จะต้องได้รับก็คือเยาวชนและเยาวชนเหล่านี้จะเป็นต้นกล้าที่สำคัญ เพราะคนที่มีปัญหาถัดมาจากเยาวชนก็คือครู ถ้าเด็กเริ่มส่งบัญชีตัวเองได้ทุกเดือนกับครู คนที่ตรวจบัญชีของนักเรียนคือครู เราก็จะได้ตอบคำถามว่าทำไมกระทรวงศึกษาธิการ ถึงต้องไปเร่งรัดหนี้สินครูในสหกรณ์ ผมถามเพื่อนที่เป็นครูครับ เป็นสิทธิที่เขาจะต้องได้ ในการกู้เงินจากสหกรณ์ เพราะฉะนั้นใครจะมายุ่งอะไรกับเขาในการที่เขาจะกู้ ถามว่ากู้มาทำอะไร ก็เป็นสิทธิเขา รถมีอยู่คันหนึ่งแล้วแต่ภรรยายังไม่มีก็กู้มาซื้อเสียอีกคันหนึ่งเพราะเป็นสิทธิ เพราะฉะนั้นมันไม่ได้ยึดแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงเลย ทุกอย่างก็เป็นไปตามคำสอนพร่ำ ของนักการเมืองก็คือถ้าอยากรวยต้องรู้จักกู้ แล้ววันนี้คนในประเทศนี้ก็เชี่ยวชาญเรื่องการกู้กัน เป็นจำนวนมาก สิ่งที่ต้องทำก็คือให้ความรู้กับคนรุ่นใหม่ ให้ความรู้กับครู วิธีให้ความรู้กับครู ผมคิดว่าให้กับเด็กแหละครับและครูก็จะรู้ไปด้วย ปัญหาว่าท่านจะให้ใครบ้างล่ะครับ ออกไปบอกประชาชนให้ความรู้ประชาชน ในรายงานเข้าใจว่าพูดถึงครู เจ้าหน้าที่ธนาคาร เจ้าหน้าที่สหกรณ์ต่าง ๆ ผมคิดว่ามีหลายเรื่องราวที่จำเป็นต้องขับเคลื่อนไปพร้อมกับส่งคน ออกให้ความรู้ ผมเป็นลูกหนี้ธนาคารแล้วก็เป็นมนุษย์เงินเดือนครับ เพราะฉะนั้นธนาคารไม่แปลก ที่จะคิดให้ผมผ่อนธนาคารทุกสิ้นเดือนเดือนละครั้ง แต่นอกจากผมเป็นมนุษย์เงินเดือนแล้ว ผมเป็นเกษตรกร ผมมีสวนปาล์มของผม ผมผ่อนบ้านกับธนาคารครับท่านประธาน ไปสิ้นเดือนเขาก็จะตัดดอกเบี้ยเดือนนี้เท่าไร บังเอิญผมตัดปาล์มได้ก่อน ผมไปผ่อนก่อนวันสิ้นเดือน ไปวันที่ ๒๐ เอาเงินไป พอเอาสลิป (Slip) ที่เขาส่งมาให้ผมดูไม่มีดอกเบี้ย ผมถามว่าผมจ่าย วันที่ ๒๐ และดอกเบี้ย ๒๐ วันทำไมไม่คิดผม เขาบอกว่ามันจะไปคิดเอาวันสิ้นเดือน คือวิธีการธนาคารของเราไม่ได้ยึดวิถีการผลิตของประชาชนเป็นหลักในการปล่อยกู้ คิดว่าทุกคนทั้งหมดต้องจ่ายวันสิ้นเดือน สิ้นเดือน สิ้นเดือน จ่ายก่อนสิ้นเดือนเมื่อไร ไม่คิดดอกเบี้ย ไปคิดทบเอาเดือนหน้าไปกันใหญ่เลย ผมนั่งทะเลาะกับเจ้าหน้าที่ธนาคารว่า อย่างไรไม่ลงตัว มันต้องเหลื่อมกี่สตางค์ไม่รู้ แต่ระหว่างเดือนต่อเดือนผมต้องเหลื่อมแน่ ถ้าคุณคิดกับผมอย่างนี้ แต่เขาบอกมันไม่เหลื่อมหรอกแต่ระบบมันเป็นอย่างนี้ ผมเสนอนิดหนึ่งนะครับว่า ไปปรับระบบธนาคารเราเสียหน่อย ธ.ก.ส. ปล่อยให้เกษตรกรกู้จ่ายปีละครั้งครับ ถามว่า เกษตรกรในประเทศนี้มีกี่อาชีพที่ขายผลผลิตปีละครั้ง เกือบไม่มีแล้วครับ สวนยางครับ เขาตัดวันเว้นวันหรือตัดทุกวันหยุดเฉพาะช่วงปิดกรีด ๒ เดือน ถามว่าถ้าเขาจะมาชำระ ธนาคารทุกสัปดาห์นี่จะลดต้น ลดดอกเขาอย่างไรเพราะ ธ.ก.ส. นี่ดอกแพงที่สุดครับ แพงกว่าผ่อนบ้าน แพงกว่าผ่อนอะไรทั้งหมดเพราะเป็นเกษตรกรและปีละครั้งก็คิดดอกเบี้ย ครั้งเดียวซัดเอาไป ๗ เปอร์เซ็นต์ ถ้าเอามาปรับระบบธนาคารขับเคลื่อนสิครับว่าธนาคาร ให้ตรงกับวิถีการผลิตของผู้กู้ ถ้าเป็นมนุษย์เงินเดือนครับ เป็นครูบาอาจารย์ เป็นข้าราชการ สิ้นเดือนจ่ายได้ครับ แต่ถ้าพ่อค้าแม่ขายในตลาด เขาจ่ายวันไหนตัดดอกเบี้ยเขาวันนั้น สร้างระบบใหม่เข้าสิครับ

๒. เกษตรกรทำนาครับ ทำนาบางคนปีละ ๓ รอบ บางคนปีละ ๒ รอบ ทุกรอบการผลิตเขามาชำระก็คิดดอกเบี้ยลดให้เขาสิครับ ชาวบ้านก็จะเริ่มรู้วิธีการชำระดอกเบี้ย เสียก่อนเสียหลังแล้วเกิดผลประโยชน์อย่างไร

๓. ให้ความรู้กับพนักงานธนาคารทั้งหมด จริง ๆ ผมคิดว่าพนักงานหลายคน นั่งกดแต่ปุ่มครับ ไม่เข้าใจหรอกครับว่าการทำบัญชีครัวเรือนทำกันอย่างไร ไม่รู้แนววิถี เศรษฐกิจพอเพียง เพราะฉะนั้นผมคิดว่ามันก็ต้องให้การศึกษาในหลายด้านครับ สิ่งที่เรา ขับเคลื่อนได้เราต้องขับเคลื่อน เราคือสภาขับเคลื่อนครับ จะไปโยนให้คนอื่นขับเคลื่อนไม่ได้ ข้อเสนอแนะอย่างที่ ๑ ก็คือสภาขับเคลื่อนเสนอไปกระทรวงศึกษาธิการเลย คุณต้องทำสมุดบัญชี ต้นกล้าเศรษฐกิจพอเพียงไว้ให้กับเด็กตั้งแต่ประถม ๕ ขึ้นไปทุกคนส่งครูทุกเดือน สิ่งที่ได้มา แน่ครับ อีก ๑๐ ปีข้างหน้าเราจะมีเด็กรุ่นใหม่ที่รู้จักบัญชีพอเพียง อีก ๒ ปีข้างหน้าครับ เราจะรู้จักครูรุ่นใหม่ที่ตรวจสมุดเด็กทุกวันครับ รู้จักเป็นครูพอเพียง

๔. ปรับระบบธนาคารครับ ขับเคลื่อนเสีย ให้คิดวิธีคิดดอกเบี้ยให้สอดคล้อง กับวิถีการผลิตของคนในประเทศนี้ เงินเดือนก็คิดไปอย่างหนึ่ง เกษตรกรก็คิดตามฤดูการผลิต ฤดูการผลิตไหนล้มเหลวก็แจ้งเพื่อเข้าแทรกแซง ซึ่งรัฐจะได้คุมข้อมูลที่เป็นจริงและ เข้าช่วยเหลือได้ ไม่ใช่สิ้นปีทีมาจ่ายทีหนึ่ง จัดสวนยางครับ เก็บยาง รายวัน ถ้าเขาไม่ได้ผ่อน ราย ๓ วัน ราย ๕ วัน เก็บไว้จนสิ้นปีพอดีครับสิ้นปีไม่มีสตางค์จ่าย ชาวนา ๓ ฤดูการผลิต บอกว่าสิ้นปีมาจ่าย ฤดูที่แล้วรายได้ดีจ่ายเสียหมดแล้ว พอฤดูนี้การทำนาล้มเหลว ผูกพันไปอีก ๑ ปี กลายเป็นหนี้ทบเข้าไปอีก เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเราขับเคลื่อนไปทีละอัน ๆ แล้วหนีไม่พ้นครับ การขับเคลื่อนอะไรก็ตามครับถ้าตราบใดที่ไม่ทำลายค่านิยมเรื่อง ประชานิยมลงไป ไม่รู้จะเอาแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาใช้ เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงฝังให้ลึกลงไปครับ ถ้าไม่ฝังอันนี้เราจะมีตัวเลขที่น่ากลัวครับ พูดภาษา ชาวบ้านง่าย ๆ หาสตางค์ได้ ๑๐๐ บาทเป็นหนี้อยู่ ๘๐ บาททุกเดือน นี่คือตัวเลขจีดีพี (GDP) ที่เราสะท้อนมา เพราะฉะนั้นถ้าเขาเหลือเพียง ๒๐ บาท พี่น้องประชาชนเราก็นับวันจะพอกหนี้ ไปเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้นผมขอแสดงความคิดเห็นว่าขับเคลื่อนจากเราเถอะครับ ท่านให้ข้อมูล ท่านกุมข้อเท็จจริงเอาไว้ได้แล้ว คราวนี้ร่วมกันสร้างสรรค์เพื่อการขับเคลื่อนในแต่ละองคาพยพ ของสังคมไปสู่การปฏิบัติที่เป็นจริง เพราะว่าเราต้องให้ความรู้ แล้วใครความรู้ที่เราจะให้ เป็นอย่างไร แล้วใครจะเป็นผู้ให้ความรู้ คิดทั้งระบบ แล้วผมคิดว่าเป็นรายงานที่ทันกับ สถานการณ์จริง ๆ ครับ ไม่เช่นนั้นแล้วไปที่ไหนก็จะมีเสียงบ่นครับว่าขายของไม่ดี ทำอะไรก็ไม่มี ช่องทางทำมาหากิน ท่านจะเป็นแสงสว่างที่แม้จะอยู่ไกลสักหน่อย ผมคิดว่าคนก็พร้อม จะเดินตามไปครับ ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ท่านสุดท้ายนะครับ ขอเชิญท่านกิตติ กิตติโชควัฒนา อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา ขอเชิญครับ

นายกิตติ กิตติโชควัฒนา 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม กิตติ กิตติโชควัฒนา สปท. ๑๐ จากจังหวัดยะลาครับ ท่านประธานครับ หลายปีมาแล้วพวกเรา เคยได้ยิน ครั้งหนึ่งสมัยรัฐบาลที่ได้อันดับมาเฉกเช่นเดียวกับรัฐบาลสมัยนี้ ให้คำขวัญกับ ประชาชนทั่วทั้งประเทศที่ว่า งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุข เพราะฉะนั้นเมื่อเอ่ยคำขวัญ อย่างนี้ ผมคิดว่าที่ประชุมก็คงจะยอมรับว่ารัฐบาลสมัยนั้นให้ความสำคัญเรื่องเงินอย่างไร เช่นเดียวกับคณะกรรมาธิการชุดนี้ที่เห็นว่าเรื่องเงินนั้นเป็นเรื่องใหญ่ จึงควรแก่การที่จะให้ความรู้ แล้วก็วันนี้คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ สภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ได้เสนอเรื่องการปฏิรูประบบการให้ความรู้พื้นฐานทางการเงินแก่ประชาชน ผมคิดว่าเป็นการนำเสนอเรื่องที่สอดคล้องกับสถานการณ์ครับท่านประธาน

ท่านประธานครับ ผมคิดว่าผมเองนั้นก็มีบทเรียนเรื่องเกี่ยวข้องกับเงิน ๆ ทอง ๆ สมัยตอนที่ผมเรียนหนังสือ ผมคิดว่าบางทีมันอาจจะเป็นประโยชน์บ้างในการที่จะมานำ ในสิ่งเหล่านี้เล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อเป็นการถ่ายทอด เพื่อเป็นบทเรียน ท่านครับ ผมคิดว่า เรื่องของการให้ความรู้กับประชาชนนั้นอย่างที่หลายท่านในที่ประชุมนี้พูดว่าสถาบันการศึกษา โรงเรียน องค์กรต่าง ๆ แต่อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าสถาบันครอบครัวก็สำคัญไม่ยิ่งหย่อนเช่นกัน เพราะเป็นการให้ความรู้กับลูก ๆ ตั้งแต่เบื้องต้น ผมขออนุญาตยกตัวอย่างที่เกี่ยวข้องกับผมเอง ผมจำได้สมัยตอนที่ผมไปเรียนหนังสือที่สงขลาครับท่านประธาน คุณแม่ผมทั้ง ๆ ที่ไม่รู้หนังสือ บัญชีก็คงจะไม่ทำ ก็คงจะไม่มีคู่มือการเงินเหมือนอย่างสมัยนี้ที่เรามีกัน ท่านบอกว่า ลูกไปเรียนหนังสือสงขลา เดือนไหนถ้าไม่ส่งรายงานการใช้จ่ายเงิน แม่จะไม่ส่งสตางค์ไปให้ ท่านบอกว่าลูกไปเรียนหนังสือที่สงขลา เดือนไหนสิ้นเดือนแล้วไม่ส่งรายงานการใช้จ่ายเงิน เดือนต่อไปแม่จะไม่ส่งเงินไปให้ ผมว่าอันนี้สำคัญครับ เพราะมันเท่ากับว่าเป็นการฝึกลูก ตั้งแต่เล็ก ไม่มีลูกคนไหนหรอกครับที่ไม่อยากได้เงิน แต่เป็นการบังคับให้เราต้องทำ เพื่อให้ได้เงินมาใช้จ่าย เพราะฉะนั้นการถูกบังคับลักษณะนี้นี่ผมคิดว่ามันจำเป็น มันสำคัญ ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าเรื่องอื่น ๆ เพราะลูกนั้นพอโตไปแล้วจะรู้สึกว่าสิ่งที่แม่สั่ง บังคับให้ทำนั้น มันมีคุณค่าไม่เพียงแต่เฉพาะจะได้เงินเท่านั้น แต่เป็นการสอน เป็นการสั่ง ฝึกอบรมอย่างที่พวกเรา กำลังพูดว่าทำอย่างไรเราจะให้มีการฝึกเรื่องวินัยการเงินการทอง คุณพ่อส่งเงินไปครับ ผมต้องทำรายงานเรื่องการใช้จ่ายส่งกลับมาให้คุณแม่เพราะคุณแม่จะเป็นคนตรวจ แต่คุณแม่ของผม อ่านหนังสือไม่ออกผมไม่ทราบว่าท่านจะตรวจอย่างไร แต่อย่างน้อยทำให้เราตระหนักว่า แม่สั่งเราต้องทำ มันก็เกิดความรู้สึกติดตัวฝึกตั้งแต่ตัวกระเปี๊ยก ๆ เรื่องของการรู้จักใช้เงิน ว่าเงินทุกบาททุกสตางค์ที่แม่ส่งไปให้นั้นเราจะต้องจดครับ ผมคิดว่าก็เหมือนอย่างที่เรากำลัง จะพูดว่าจะทำบัญชีอย่างไร โดยที่ไม่มีใครสอนมาก่อนล่วงหน้า แต่ว่าเรียนชั้นมัธยมนั้น เราก็พอจะนึกได้ เป็นการคิดเอง ฝึกเอง ทำเองครับท่านครับ ผมว่าอันนี้ดีถ้าถามผม เพราะฉะนั้นสิ่งที่อยากจะฝากท่านกรรมาธิการในเรื่องของการฝึกอบรมให้ความรู้นั้น ผมคิดว่า ครอบครัวไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าโรงเรียน ดีไม่ดีอาจจะสำคัญไปกว่าโรงเรียนด้วยซ้ำไป เพราะเป็นการฝึกเบื้องต้นที่ทำให้ลูก ๆ นั้นไม่เพียงแต่รู้จักเรื่องวิธีการจัดทำบัญชีเท่านั้นเอง แต่ยังมีความผูกพันระหว่างพ่อแม่กับลูกด้วยซ้ำไป อันนี้ผมคิดว่าเรื่องใหญ่ เพราะสังคม ปัจจุบันนั้นเราจะเห็นได้ว่าพ่อแม่กับลูกทะเลาะกันเพราะเรื่องเงินเยอะแยะ ฟ้องร้องศาล ก็เยอะครับท่านครับ อันนี้ปัญหาเพราะว่าตอนเด็ก ๆ ขาดเรื่องความซื่อสัตย์ ความกตัญญูของลูก ที่มีต่อคุณพ่อคุณแม่ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าถ้าหากว่าเราฝึกอย่างนี้ ครอบครัวฝึกมาอย่างนี้ ตั้งแต่ต้นนั้นจะไม่มีโอกาสที่ลูก ๆ จะคิดเป็นอย่างอื่นในเรื่องของการเคารพเชื่อถือศรัทธา ต่อคุณพ่อคุณแม่อย่างแน่นอน ผมมั่นใจอย่างนี้ครับ เพราะนั่นเป็นประการที่ ๑ อยากจะฝาก เป็นข้อคิดสั้น ๆ

ประการที่ ๒ ผมฟังได้ความว่าท่านกรรมาธิการท่านได้เสนอว่าระบบเงินจะอยู่ได้ เพราะความเชื่อถือศรัทธา ถ้าประชาชนเกิดความศรัทธาเชื่อถือต่อระบบการเงินนั้น ๆ แล้ว จะก่อให้เกิดอิทธิพลในการขับเคลื่อนสู่ทิศทางที่กำหนด อันนี้ผมคิดว่าเรื่องจริง เพราะฉะนั้น ในเรื่องของอิทธิพลความเชื่อถือศรัทธาต่อระบบการเงินนั้นจึงเป็นเรื่องใหญ่เช่นกัน ในประเทศเรานั้นเป็นโลกเสรี ประเทศเราเป็นประเทศเสรี เพราะฉะนั้นมันจะมีระบบการเงิน อีกหลาย ๆ ระบบเข้ามาเกี่ยวข้อง บ้านผมจังหวัดชายแดนภาคใต้ระบบการเงินบางส่วนบางเรื่อง มันอาจจะผิดแผกไปจากระบบธนาคารอื่น เพราะพี่น้องของผมที่โน่นส่วนหนึ่งนับถือศาสนาอิสลาม เพราะฉะนั้นก็จะมีเรื่องเงินบางส่วนที่ผิดแผกไปจากระบบการเงินของธนาคารอื่นทั่วไป เพราะฉะนั้นในส่วนนี้นั้นเพียงแต่จะตั้งข้อสังเกตข้อเสนอว่า ถ้าหากว่าเราจะกำหนดองค์กร ขับเคลื่อนที่เป็นองค์กรทางการเงินนั้นเข้าไปช่วยในการดูแลแล้วก็มีคณะกรรมการที่ทำหน้าที่ ในการขับเคลื่อน เช่น คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดซึ่งดูแลพี่น้องมุสลิมในพื้นที่ที่มี ผู้ที่นับถือศาสนาอิสลาม ไม่เฉพาะแต่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ภาคเหนือก็มีครับ แต่เพื่อให้ การขับเคลื่อนเรื่องเงินไปสู่ประชาชนในพื้นที่ ที่ท่านประธานกรรมาธิการบอกว่า อยากจะให้เกิดการทั่วถึงในการเรียนรู้ก็เอาบุคคลเหล่านี้ไปให้ความรู้เรื่องการเงินในพื้นที่ ที่เกี่ยวข้องกับศาสนา เพราะฉะนั้นมันจะทำให้เกิดการเรียนรู้ที่ถึงแก่นแท้ มันจะทำให้ ชาวบ้านเกิดความเชื่อถือศรัทธาถ้าทำได้อย่างนี้นะครับ ผมคิดว่ามันก็จะเกิดการครอบคลุม ถึงเรื่องของสถาบันการเงินที่เราจะหยิบเข้ามาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด จะเป็นเรื่องของ ธนาคารออมสินก็ตาม ธ.ก.ส. ก็แล้วแต่รวมไปตลอดจนถึงธนาคารอิสลามหรือองค์กรอื่น ๆ ก็สุดแล้วแต่ เพราะฉะนั้นก็อยากจะฝากเป็นประการที่ ๓ ครับประธาน ก็คือเอาองค์กร ที่เกี่ยวข้องกับความศรัทธาเข้ามาใช้เป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนครับท่านประธาน ขอบคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ไม่มีสมาชิกแสดงความประสงค์จะแสดงความคิดเห็นอีกแล้วนะครับ ผมขอปิด การอภิปรายนะครับ ต่อไปขอเชิญคณะกรรมาธิการได้ชี้แจงข้อซักถามของสมาชิกนะครับ ท่านแรกขอเชิญดอกเตอร์กอบศักดิ์ ภูตระกูล เลขานุการกรรมาธิการ ขอเชิญครับ

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมาธิการ 🔗

ขอบคุณท่านประธานครับ ท่านสมาชิกที่เคารพครับ กระผมขอขอบคุณท่านสมาชิกทุกท่านครับสำหรับข้อคิดเห็น ที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งครับ มีทั้งหมด ๑๕ ท่านกระผมเห็นด้วยอย่างยิ่งกับทุกท่านที่ได้ นำเสนอข้อคิดเห็นมานะครับ หลายท่านได้พูดถึงความจำเป็นของเรื่องนี้ อย่างเช่น ท่านนิกร ที่เห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเล็กที่ยิ่งใหญ่ ท่านชิดชัยที่เห็นว่าเรื่องนี้เป็นรากฐานของความเข้มแข็ง ของประเทศ ซึ่งเรื่องนี้จะนำไปสู่สิ่งที่เรียกว่าไฟแนนเชียลอินดิเพนเดนซ์ (Financial Independence) ก็คือความเป็นอิสระทางการเงินของทุกคน ซึ่งเมื่อทุกคนมีอิสระทางการเงิน ก็จะมีความเข้มแข็งในการใช้ชีวิต แล้วก็จะเป็นความเข้มแข็งอย่างแท้จริงของพี่น้องประชาชน แล้วก็ความเข้มแข็งอย่างแท้จริงของประเทศครับ ในประเด็นเรื่องนี้มีความสำคัญเพราะอะไรครับ เพราะว่าเราเห็นจากในช่วงที่ผ่านมามีปัญหาหนี้ของพี่น้องประชาชนซึ่งเป็นปัญหาหนักอก ของพี่น้องทุกคนนะครับ ซึ่งปัญหาเรื่องนี้มีทั้งหนี้ในระบบแล้วก็หนี้นอกระบบซึ่งทำให้หลายคน ชักหน้าไม่ถึงหลัง มีปัญหาในการดำรงชีวิต หลายคนต้องทำร้ายตนเองแล้วก็กลายเป็นปัญหา ของครอบครัวต่อไป ซึ่งปัญหาเหล่านี้มาจากปัญหาเรื่องของการออมไม่พอ การลงทุนไม่เป็น การบริหารเงินไม่เป็น ซึ่งในปัญหาเหล่านี้ก็นำไปสู่อย่างที่ทุกท่านพูดมาก็คือการเสนอ ความจำเป็นในการปฏิรูปเรื่องของการให้ความรู้ทางการเงินแก่ประชาชนในวันนี้ครับ หลายท่านให้ข้อเสนอที่ดีอย่างยิ่งที่เราและคณะกรรมการจะนำไปสู่การปรับปรุงรายงานฉบับนี้ ต่อไปครับ เช่นเรื่องของการนำแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต ในการปรับปรุงเรื่องของวินัยทางการเงินซึ่งเราก็ได้พูดถึงในร่างรายงานแล้วจะทำให้เด่นชัดขึ้น ประเด็นที่ท่านชิดชัยพูดถึงในเรื่องของการนำเบสต์แพร็กทิซ (Best Practice) มาก็คือสิ่งที่เป็น ตัวอย่างของการแก้ไขปัญหาการออมของแต่ละระดับซึ่งสามารถนำไปเผยแพร่ให้กับคนต่าง ๆ ได้ ท่านอำนวยพูดถึงเรื่องตัวอย่างของประชาชนที่ถูกหลอก อันนี้ผมก็คิดว่าเป็นสิ่งที่จะทำให้เกิด ความรู้ทางการเงินแท้จริง หลังจากนั้นครับท่านเลิศรัตน์ได้พูดถึงเรื่องของการเพิ่มแหล่ง การเข้าถึงความรู้ทางการเงิน รวมไปถึงเรื่องของการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของ คณะกรรมการ อันนี้เราก็จะนำไปปรับปรุงเพิ่มเติมนะครับ ท่านพรพันธุ์ได้พูดถึงเรื่องของ ความรู้และความแตกฉานทางการเงิน ซึ่งอันนี้ก็เป็นเรื่องที่สำคัญเช่นกัน ท่านชูชาติพูดถึง เรื่องของยุทธศาสตร์ชาติที่ทำให้เขาออมได้ หลังจากนั้นท่านมิ่งขวัญพูดถึงเรื่องของไพรออริตี (Priority) แล้วก็ท่านวิทยาพูดถึงเรื่องการทำลายค่านิยมเรื่องของประชานิยม ผมคิดว่า เรื่องเหล่านี้สอดรับกับเรื่องที่คณะกรรมาธิการของเราได้นำเสนอมาในวันนี้ แล้วเราก็จะนำ แนวคิดเหล่านี้นั้นไปเพิ่มเติมปรับปรุงให้สอดรับกับแนวคิดที่ท่านสมาชิกทุกท่านให้ข้อเสนอมา

ในส่วนนี้จะมีอีกประเด็นหนึ่งครับที่ท่านสมาชิกบางท่านได้ยกประเด็นเรื่องนี้ ขึ้นมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของกรรมการและกลไกการขับเคลื่อนซึ่งผมขอชี้แจงแล้วก็ หลังจากนั้นมีท่านปัทมาชี้แจงเพิ่มเติมและท่านสมชัยนะครับ เรื่องนี้เป็นประเด็นที่ท่านวันชัย ท่านคุรุจิต ท่านสุรินทร์ ได้ยกประเด็นขึ้นมาครับ แล้วก็มีคำถามว่ากลไกการขับเคลื่อน และคณะกรรมาธิการที่เราเสนอขึ้นมากรรมการยุทธศาสตร์เรื่องของความรู้ทางการเงินนั้น เพียงพอหรือเปล่า สาเหตุที่ต้องมีกรรมาธิการชุดนี้ขึ้นมานะครับ เพราะในปัจจุบันปัญหาเรื่อง ของการให้ความรู้ทางการเงินนั้นไม่ได้อยู่ที่ว่าไม่มีคนทำครับ แต่อยู่ที่ว่าต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างทำก็คือแต่ละหน่วยงานนั้นดำเนินการเรื่องนี้ด้วยตัวของเขาเอง แต่ไม่ได้ มีการสอดประสานกัน ซึ่งทำให้ไม่เกิดพลัง ไม่เกิดความต่อเนื่องแล้วก็ไม่ครอบคลุม ไม่ครอบคลุมเพราะอะไรครับ ก็เพราะว่าบางคนก็จับเป็นจุด ๆ ครับ นักลงทุนบ้าง ผู้ฝากเงินบ้าง ผู้ใช้ประกันภัยบ้าง แต่พอสุดท้ายแล้วทำไปคนละเล็กคนละน้อยแต่ไม่สามารถแก้ปัญหา เรื่องนี้ได้ เพราะว่าอย่างที่เรานำเสนอในเรื่องนี้นะครับ มีตั้งแต่วัยเรียนรู้ วัยทำงาน วัยเกษียณ เอสเอ็มอี (SME) ทั้งในเมืองและชนบท ซึ่งถ้าเกิดเราสามารถนำทุกคนมานั่งอยู่ใน คณะกรรมการชุดเดียวกันได้ก็จะสามารถทำงานอย่างสอดประสานแบ่งงานกันทำได้ ซึ่งในส่วนนี้ผมคิดว่ากรรมการยุทธศาสตร์ที่เราพูดขึ้นนั้นจะเป็นพื้นที่กลางครับ เป็นฟอรัม (Forum) ที่ให้ทุกคนคุยกันได้ที่จะใช้ในการวางแผน ในการแบ่งงาน ในการจัดสรร งบประมาณที่เหมาะสมและในการติดตามงานเพื่อให้ทำงานอย่างสอดประสานกัน ผมขอยกตัวอย่างนะครับ ในปัจจุบันธนาคารแห่งประเทศไทยได้มีแนวคิดเรื่องของการให้ ความรู้ทางการเงินมาสักระยะเวลาหนึ่งแล้วครับ แล้วก็มีองค์กรหนึ่งที่ดูแลเรื่องของผู้ที่ถูก เอาเปรียบทางการเงินสามารถไปฟ้องได้ครับ ตัวของตลาดหลักทรัพย์และ ก.ล.ต. นั้น ให้ความสำคัญกับการให้ความรู้กับนักลงทุน อันนี้ก็ได้ดำเนินการระยะเวลาหนึ่งแล้ว เช่นเดียวกัน ตัวของสมาคมธนาคารไทยให้ความรู้เรื่องของการเงินก็เป็นเรื่องที่สำคัญ เขาได้คุยกันนะครับว่าธนาคารสมาชิกจะทำงานร่วมกันในการให้ความรู้ทางการเงินอย่างไร แล้วที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือว่าเราจะทำอย่างไรให้พนักงานของเรามีโค้ด ออฟ คอนดักต์ (Code of Conduct) ที่เหมาะสม สมาชิกหลายคนนะครับพูดมาบอกว่าไปเจอพนักงานแบงก์ พนักงานแบงก์ก็บอกซื้อประกันไหมพี่ ซื้อกองทุนไหมพี่ พอหลังจากนั้นเงินที่ลงไปบางครั้ง ก็สูญเสียหายไปโดยเปล่าประโยชน์ อันนี้ตัวสมาคมธนาคารไทยก็คุยกันครับว่าจะมีโค้ด ออฟ คอนดักต์ (Code of Conduct) ขึ้นมาเพื่อทำให้พนักงานนั้นให้บริการทางการเงินอย่างเหมาะสม กระทรวงศึกษาธิการก็มีการพูดครับว่าจะทำหลักสูตรที่เหมาะสมอย่างไร สหกรณ์พูดถึง สมาชิกของสหกรณ์ในการที่จะให้เขามีการออมที่เหมาะสม และหลังจากนั้นครับในระดับของ พี่น้องประชาชนในฐานราก ในชนบท ทาง พอช. ทาง ธ.ก.ส. ออมสิน ก็ได้พูดถึงเรื่องของ การให้ความรู้ทางการเงิน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของบัญชีครัวเรือนที่ท่านนิกรพูดถึง เรื่องของธนาคาร โรงเรียน รวมไปถึงเรื่องของสถาบันการเงินชุมชนที่ทางเราได้นำเสนอไปแล้ว ทั้งหมดนี้เป็นเบี้ยหัวแตกครับ ต่างคนต่างทำ แล้วไม่มีการสอดประสานกัน ไม่น่าแปลกใจครับว่า ลงทุนกันไปตั้งเยอะ ทำงานมาตั้งเยอะ หลาย ๆ ปีที่ผ่านมา แต่ปัญหาเรื่องของหนี้ครัวเรือน หนี้นอกระบบ ปัญหาความรู้ทางการเงินยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเหมาะสม นี่คือสาเหตุ อย่างไรครับว่าทำไมเราถึงเสนอว่าจะต้องมีคณะกรรมการกลางขึ้นมาชุดหนึ่งเรียกว่า กรรมการยุทธศาสตร์ ที่จะเอาเรื่องนี้มาคุยกัน แล้วทำให้ทุกคนที่ทำงานอยู่แล้วมาทำงานอย่างสอดประสานแบ่งงานกันทำ แต่อยู่หน่วยงาน ขับเคลื่อนที่แท้จริงครับก็คือหน่วยงานแต่ละหน่วยที่ผมได้กล่าวไปแล้วทุกคนมีพื้นที่ ของตนเอง เพียงแต่ว่าไม่ได้คุยกันว่าใครจะทำอะไร จะลงตรงไหน ใครจะเอาทุกอย่างไปลง โซเชียลมีเดีย (Social Media) ใครจะทำความรู้พื้นฐานทางการเงิน ซึ่งผมคิดว่าถ้าเกิดเรา ตั้งคณะกรรมการชุดนี้ขึ้นมาได้ก็จะเป็นจุดเริ่มต้นของการขับเคลื่อนการปฏิรูปในเรื่องของ ความรู้ทางการเงินอย่างแท้จริงครับ ซึ่งในส่วนนี้ก็จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ อย่างยั่งยืนในระยะยาว ส่วนเรื่องของหน่วยงานที่จะมารับผิดชอบในการขับเคลื่อน ในส่วนกลางที่หลายท่านพูดถึงมานั้น ผมคิดว่ากรรมการก็จะนำไปพิจารณาต่อไปครับ เชิญคุณปัทมาครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ท่านกอบศักดิ์จะช่วยได้เยอะ เพราะว่าท่านเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีของรองนายกรัฐมนตรีสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เพราะฉะนั้นก็สวมหมวกอย่างน้อย ๒ ใบ ที่เป็นสมาชิก สปท. อยู่ใน กรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจ แล้วก็ยังอยู่กับฝ่ายบริหารด้วยแล้วก็มีประสบการณ์เคยเป็น หรือเป็นอยู่ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ของธนาคารใหญ่แห่งหนึ่งนะครับ ก็มีประสบการณ์ ครบถ้วน ต่อไปขอเชิญกรรมาธิการชี้แจงท่านต่อไปนะครับ ท่านปัทมา เธียรวิศิษฎ์สกุล รองเลขาธิการสภาพัฒน์แล้วก็เป็นผู้ช่วยเลขานุการกรรมาธิการ ขอเชิญครับ

นางปัทมา เธียรวิศิษฎ์สกุล กรรมาธิการ

ขอบพระคุณท่านประธานค่ะ ดิฉันขออนุญาตใช้เวลาเพียงเล็กน้อยนะคะ กล่าวเสริมในสิ่งที่ท่านกอบศักดิ์ได้นำเรียนไปแล้ว ให้ท่านสมาชิกได้เห็นถึงในรายละเอียดบางแง่มุม ซึ่งท่านมีความกังวลแล้วก็ตั้งเป็นข้อสังเกตนะคะ ดิฉันขออนุญาตเรียนในประเด็นซึ่งท่านได้ตั้งเป็นข้อสังเกตว่าแล้วคณะกรรมการรูปแบบอย่างนี้ จะนำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างไรนะคะ ขออนุญาตเรียนเสริมประเด็นแรกก็คือว่ากลไกของ คณะกรรมการนี้ต้องถือว่าเป็นระดับสั่งการ แล้วเราจะเห็นว่าการออกแบบถูกออกแบบ ในระดับที่ครอบคลุมตั้งแต่การออกนโยบาย การกำกับดูแล แล้วก็ปฏิบัตินะคะ กลไกนี้จัดทำ แนวทางแล้วก็สั่งการ ขณะเดียวกันถ้าท่านสังเกตว่าในเอกสารที่เราเตรียมเอาไว้กลไกนี้ จะถูกรองรับด้วยการให้อำนาจในการตั้งอนุกรรมการเฉพาะด้านซึ่งจะไปขับเคลื่อนนะคะ ซึ่งอันนั้นจะเป็นช่องทางซึ่งสมาชิกบางท่านตั้งข้อสังเกตว่าเราน่าจะนำเอกชนเข้ามาร่วมด้วย ในการขับเคลื่อนในทางปฏิบัติ ซึ่งอันนี้ในช่องทางของอนุกรรมการก็ทำได้อยู่แล้ว ทีนี้มีประเด็นว่าเลขาธิการสภาพัฒน์เป็นกรรมการของชุดนี้ท่านจะมีเวลาอย่างไร ในการมาดำเนินการแล้วก็อาจจะเป็นคำถามว่าท่านก็เป็นฝ่ายเลขาในกรรมการมากมาย อันนี้ขอเรียนว่าเนื่องจากเรื่องนี้เป็นเรื่องซึ่งอย่างที่สมาชิกทุกท่านก็พูดถึงเรื่องว่ามันเป็นเรื่อง ที่ต้องดำเนินการอย่างครบวงจรทางด้านรายได้ ทางด้านรายจ่าย ทางด้านการออม ออมอย่างไรที่จะทำให้มีผลตอบแทนแล้วก็บริหารความเสี่ยงได้ดี ก็เป็นเรื่องซึ่งเกี่ยวข้องกับ หน่วยงานจำนวนมากมาย เพราะฉะนั้นก็เป็นบทบาทของสภาพัฒน์ซึ่งสามารถจะทำงาน ในแง่ของการประสานให้หน่วยงานต่าง ๆ ทำงาน แล้วก็ไปในทิศทางในไดเร็กชัน (Direction) เดียวกันนะคะ ขอบพระคุณค่ะ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอเชิญท่านสมชัย ฤชุพันธุ์ อดีต สปช. แล้วเป็นรองประธานกรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจ เชิญครับ

นายสมชัย ฤชุพันธุ์ กรรมาธิการ 🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขอขอบคุณ ท่านสมาชิกทุกท่านที่ให้การต้อนรับ ก็อภิปรายเรื่องนี้อย่างอบอุ่นนะครับ ผมถือว่าได้รับ การต้อนรับอย่างอบอุ่น เพราะว่ามีท่านสมาชิกที่สนใจให้ความคิดเห็น ให้ข้อสังเกต และวิพากษ์วิจารณ์ถึง ๑๕ ท่าน นับว่าเป็นเรื่องที่มีความสนใจอย่างมาก คำตอบที่เป็น รายละเอียดที่ท่านอาจารย์ปัทมาได้กรุณาตอบให้แล้ว ผมก็จะขอเรียนว่าข้อสังเกตของท่าน ผมต้องเรียนอย่างนี้ว่าผมนั่งอยู่ในนี้ตลอดเวลาแล้วก็รู้สึกดีใจมากที่ได้มานั่งฟังท่านในวันนี้ เพราะผมรู้สึกว่าสิ่งที่ท่านทั้งหลายพูดเป็นสิ่งที่มีค่าแล้วก็ให้ความรู้กับผม ผมได้รับความรู้ จากการฟังการอภิปรายของทุกท่าน แล้วก็มีความเอนจอย (Enjoy) สนุกสนาน ยินดีปรีดา กับการที่ได้รับคำวิพากษ์วิจารณ์เหล่านั้นนะครับ แล้วก็คิดว่าข้อสังเกตที่ท่านให้เป็นข้อสังเกต ที่มองจากแง่มุมต่าง ๆ ซึ่งดีทั้งนั้น ผมก็จะรับไปพิจารณาปรับปรุงแก้ไขรายงานให้ดีขึ้นนะครับ ผมได้สดับตรับฟังดูแล้วก็ไม่เห็นว่ามีท่านผู้ใด ที่คัดค้านรายงานนี้ มีแต่ท่านที่ให้ข้อสังเกตเพิ่มเติมฝากข้อเสนอแนะแล้วก็ให้แก้ไขบางประเด็น ซึ่งเหล่านั้นผมจะรับไปพิจารณา ผมต้องขออนุญาตใช้เวลาสั้น ๆ ร่วมในการออกความเห็น อีกบางประเด็นในส่วนที่คิดว่าน่าจะได้พูดถึงคือคำอภิปรายเกี่ยวกับเรื่องว่าหนี้ภาคครัวเรือน ที่มีมากมายขณะนี้ แต่ว่าเราได้วิเคราะห์ว่าสาเหตุมาจากประชาชนไม่รู้เรื่องการเงินจึงต้อง มาเสนอเรื่องว่าการให้ความรู้ทางการเงิน ความจริงไม่ได้วิเคราะห์อย่างนี้เลย แต่คิดว่าการที่ ประชาชนจำเป็นต้องมีความรู้ มีทักษะ และมีนิสัยที่ดีในทางการเงินเป็นสิ่งจำเป็นโดยพื้นฐาน อยู่แล้ว แล้วก็ยังขาดแคลนอยู่ ส่วนว่าหนี้ภาคครัวเรือนที่เกิดขึ้น ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งเลยกับ อาจารย์อิศราที่พูดถึงว่าภาครัฐบาลมีส่วนสำคัญไม่น้อยเลยในการก่อให้เกิดภาวะอย่างนี้ เพราะว่าในอดีตที่แล้วมาเราได้ใช้นโยบายต่าง ๆ เวลานี้มีปัญหาเศรษฐกิจเราต้องใช้วิธี กระตุ้นเศรษฐกิจ กระตุ้นที่ดีก็คือต้องดันไปที่ภาคคนยากคนจน เพราะว่าถ้าเขาได้รับกระตุ้นแล้ว เขาจะตอบสนองได้ดี คนรวยนี่ถ้ารัฐบาลจ่ายเงินให้เยอะ ๆ ก็ไปเก็บออม แล้วเขาใช้จ่ายเต็มที่แล้ว ก็ต้องอาศัยมวลมหาประชาชนข้างล่างนี่แหละที่มาช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจ แต่ว่าผลตามมันก็มี ก็คือหนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นแล้วก็เป็นภาระต่อภาคประชาชน ขณะนี้เราไม่ได้มาโต้แย้งกัน ในเรื่องการวิเคราะห์ว่าเหตุมาจากไหน แต่สิ่งที่ผมเสนอนี่คือมาเสนอว่าเราจะแก้ปัญหานี้ อย่างไร วิธีการแก้ปัญหาที่เราเสนอนี่ก็คือว่าสร้างภูมิคุ้มกันให้กับประชาชน โดยติดอาวุธ ประชาชนด้วยความรู้ ทักษะ และนิสัยที่ดีในทางด้านการเงิน ถ้าประชาชนมีความรู้ มีทักษะ และมีนิสัยที่ดีทางด้านการเงินแล้วนี่ แม้จะมีใครมาจูงใจอย่างไร ใช้นโยบายอย่างไร เขาก็จะมี ภูมิคุ้มกันก็จะเลือกสรรได้

อีกประเด็นหนึ่ง เรื่องประชานิยม ผมก็เห็นด้วยอย่างยิ่งกับท่านวิทยา ที่วิเคราะห์มา ผมคิดว่าท่านวิเคราะห์ได้ถูกต้อง และผมคิดว่าวิธีแก้ก็ดีที่สุดก็เห็นด้วยกับท่าน คือว่าท่านใช้แนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง แล้วก็ต้องดำเนินการเรื่องนั้นอย่างจริงจัง ซึ่งผมคิดว่าแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นสิ่งซึ่งต้องปลูกฝังแล้วก็ให้ประชาชนยึดถือ ปฏิบัติเป็นกิจวัตรประจำวัน จะตัดสินใจทำธุรกิจ ตัดสินใจซื้อของ ตัดสินใจดำเนินการอะไรนี่ ถ้าคิดถึงเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงมันจะเป็นภูมิคุ้มกันได้เยอะเลย

เรื่องสุดท้ายนะครับ ผมคิดว่ามีความเห็นเกี่ยวกับเรื่องการที่ว่าคณะกรรมการ ที่ตั้งเป็นคณะกรรมการของข้าราชการ เหมือนกับว่าเราไม่ได้ใส่ใจภาคประชาชน อันนี้ก็จริงนะครับ องค์ประกอบคณะกรรมการไม่มีภาคประชาชนเลย แต่ว่าเราไม่ได้ละเลยเรื่องนี้นะครับ ผมคิดว่าเรื่องนี้จะทำให้สำเร็จจริง ๆ ต้องมีการเคลื่อนไหวประชาชนขนานใหญ่ แล้วก็ บทบาทของภาคประชาชนผมว่ามีความสำคัญ เอ็นจีโอ (NGOs) มีความสำคัญ ถ้าหากเรา ไม่ประสบความสำเร็จในการระดมกำลังของผู้ที่รักบ้านรักเมืองทั้งหลายให้มาช่วยกันทำ ในเรื่องนี้ก็จะไม่สำเร็จหรอกครับ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ที่ผมพูดถึงการสร้างนิสัยและ การยกระดับขึ้นเป็นวัฒนธรรมประจำชาติในเรื่องการที่รู้จักอดออม รู้จักใช้จ่ายเงินอย่างฉลาด แล้วก็รู้จักลงทุนอย่างไม่สุ่มเสี่ยง เป็นวัฒนธรรมของการใช้จ่ายเงินที่ดี ที่เหมาะสม ถูกต้อง มันก็ต้องการเคลื่อนไหวทางความคิด ทางการปฏิบัติของคนในจำนวนมากที่กว้างขวาง เพราะฉะนั้นจำเป็นอยู่เองที่ต้องมีภาคประชาชน องค์กร มวลชนต่าง ๆ มาร่วมส่วนด้วย ขอบคุณมากครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง 🔗

เป็นอันว่าที่ประชุมได้พิจารณารายงานเรื่องการปฏิรูประบบการให้ความรู้พื้นฐานทางการเงิน แก่ประชาชนแล้วนะครับ ก่อนที่จะขอมติจากที่ประชุม ผมขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ

(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุม)

ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตนนะครับ โปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)

ยังมีสมาชิกทยอยเข้ามาในห้องประชุม เดินมาจากอาคาร ๑ ๒ ๓ ของรัฐสภา ซึ่งประชุม กรรมาธิการอยู่หลายคณะทีเดียวนะครับ สมาชิกยังใช้สิทธิแสดงตนไม่ครบนะครับ ก็คั่นเวลา เล่าให้กรรมาธิการฟังเล็กน้อยช่วงเดือนที่ผ่านมาผมได้พบกับผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่ทำงาน อยู่ในวอลสตรีทแล้วก็ทำงานในตลาดที่เซี่ยงไฮ้นะครับ เขากำลังสร้างบริษัทใหม่ ๆ ที่จะทำ ดิจิทัลมันนี (Digital Money) เหมือนของเราที่ทำพร้อมเพย์ (PromptPay) ต่อไปเครื่องมือ ทางการเงินหรือตัวเงินเองนี้มันจะไม่เห็นธนบัตร ดังนั้นการเรียนรู้ การรับรู้ การสร้างวินัย และรู้ทัน ต่อธุรกรรมธุรกิจก็คงจะต้องเร่งรัดในยุคปฏิรูปนี้นะครับ ใช้สิทธิแสดงตนครบถ้วนแล้วนะครับ ขอแสดงผลด้วยครับ ครบองค์ประชุมแล้วนะครับ จำนวนผู้เข้าประชุม ๑๖๐ ท่าน

ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับรายงานเรื่องการปฏิรูป ระบบการให้ความรู้พื้นฐานทางการเงินแก่ประชาชนหรือไม่ ซึ่งหากเห็นชอบคณะกรรมาธิการ จะได้นำความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิกไปปรับปรุง ก่อนที่จะส่งรายงานไปยัง คณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไปนะครับ

(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)

ต่อไปเป็นการลงมติตามข้อบังคับ ข้อ ๖๐ ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนน ผู้ใดเห็นชอบโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่า ควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียงครับ ขอเชิญใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนนะครับ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)

ยังมีสมาชิกท่านใดที่ไม่ได้ใช้สิทธิไหมครับ

(ไม่มีสมาชิกยกมือ)

ถ้าไม่มีผมขอปิดการลงคะแนนนะครับ ขอทราบผลการลงคะแนนครับ ผลการลงคะแนน เห็นด้วย ๑๕๘ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๑ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๑ ท่าน จากจำนวน ผู้เข้าประชุม ๑๖๐ ท่าน

เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานเรื่องการปฏิรูประบบการให้ความรู้พื้นฐาน ทางการเงินแก่ประชาชน จบการพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านเศรษฐกิจแล้ว ขอขอบคุณคณะกรรมาธิการและผู้มาชี้แจงทุกท่านนะครับ

ต่อไปเป็นการพิจารณาระเบียบวาระที่ ๓.๒ รายงานของคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรม และจริยธรรม เรื่องการจัดทำเกณฑ์มาตรฐานคุณธรรมแห่งชาติ พร้อมด้วยร่างพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

ขอเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจำที่

(คณะกรรมาธิการเข้าประจำที่)

ด้วยประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรม และจริยธรรม ได้มีหนังสือขออนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้าร่วมประชุมเพื่อให้ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องและตอบประเด็นข้อซักถามของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งประธานสภาได้พิจารณาแล้ว จึงได้อนุญาตตามข้อบังคับ ข้อ ๕๘ จำนวน ๒ ท่าน คือ

๑. นายสิน สื่อสวน อนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านวัฒนธรรม และเป็นผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม

๒. นายพิสัณห์ นุ่นเกลี้ยง อาจารย์พิเศษสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ขอเชิญผู้มีรายชื่อดังกล่าวเข้าร่วมชี้แจงต่อที่ประชุม

โดยในวันนี้จะมีท่านประธานกรรมาธิการชุดดังกล่าวคือ พลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา ๒. คือท่านบวรเวท รุ่งรุจี กรรมาธิการและผู้ช่วยเลขานุการ และเป็นผู้ช่วยโฆษก กรรมาธิการ และเป็นอดีตอธิบดีกรมศิลปากร แล้วก็ผู้มาชี้แจงจากบุคคลภายนอก ๒ ท่าน ที่ได้แจ้งไปแล้วนะครับ แล้วทางกรรมาธิการได้ขออนุญาตในการนำเสนอด้วยเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ซึ่งประธานอนุญาตแล้วนะครับ ขอเชิญท่านประธานกรรมาธิการได้แถลง รายงานครับ ท่านสมาชิกครับกรุณานั่งประจำที่ให้เรียบร้อยครับ เชิญท่าน พลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา ประธานกรรมาธิการ ซึ่งท่านเป็นประธานกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทย เป็นอดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตรองนายกรัฐมนตรีและอดีตรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงกลาโหม ขอเชิญครับ เชิญท่านประธานกรรมาธิการนำเสนอรายงานครับ

พลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา ประธานกรรมาธิการ

กราบเรียน ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ในฐานะประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรม และจริยธรรม ใคร่ขอเรียน ให้ท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศได้กรุณาทราบถึงรายงานของแผนการปฏิรูป ประเทศด้านศิลปะ วัฒนธรรม และของคณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านวัฒนธรรม ในเรื่องของการจัดทำเกณฑ์มาตรฐานคุณธรรมแห่งชาติ ซึ่งเป็นเรื่องที่มี ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะจะเป็นการทำกรอบแนวทางให้องค์กรและหน่วยงานต่าง ๆ ได้นำไปใช้ปลูกฝังและพัฒนาในองค์กรตนเองให้เกิดเป็นวัฒนธรรมที่ดี และจะเป็นต้นทาง ของคุณธรรมที่จะก่อให้เกิดจริยธรรมต่อบุคลากรขององค์กรให้สามารถเชื่อมโยงกับมาตรฐาน ของสากลที่ทั่วโลกให้การยอมรับ และปฏิรูปแนวทางการแก้ไขปัญหาความไม่ชัดเจนขององค์กร ที่จัดการมาตรฐานการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมของประเทศ โดยการจัดทำเกณฑ์มาตรฐาน คุณธรรมในครั้งนี้จะเกิดเป็นกรอบแนวทางสำคัญเพื่อที่จะให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ใช้เป็นแนวทางหรือเป็นวิธีการหนึ่งในการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านคุณธรรม จริยธรรมของสังคมไทยให้เกิดเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม และมีมาตรฐาน เป็นที่ยอมรับ โดยมุ่งเน้นให้องค์กรต้องมีการดำเนินการกำกับดูแลองค์กรให้บรรลุผล ด้านความรับผิดชอบต่อสังคมในวงกว้าง และกำหนดให้องค์กรที่จะรับการประเมิน จะต้องอธิบายแนวทางที่สามารถตอบสนองต่อการกำกับดูแล และการปรับปรุงระบบการนำองค์กร ทั้งยังอธิบายวิธีการที่จะทำให้องค์กรสามารถสร้างความมั่นใจได้ว่ามีการดำเนินการอย่างถูกต้อง ตามกฎหมายและการประพฤติปฏิบัติอย่างมีจริยธรรม ทำให้บรรลุผลด้านความรับผิดชอบ ต่อสังคมในวงกว้าง กระผมใคร่ขอเรียนต่อท่านประธานสภาและที่ประชุมถึงหลักการเบื้องต้น ของการจัดทำเกณฑ์มาตรฐานคุณธรรมแห่งชาติโดยสังเขปเพียงเท่านี้ ทั้งนี้รายงานปฏิรูปดังกล่าว คณะกรรมาธิการได้ดำเนินการสานต่อตามวาระปฏิรูปที่ ๓๕ ของสภาปฏิรูปแห่งชาติ ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติหลักการไว้แล้ว สำหรับรายละเอียดของเรื่องนี้ท่านบวรเวท รุ่งรุจี รองประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านวัฒนธรรมซึ่งรับผิดชอบในเรื่องนี้ รวมทั้งท่านสิน สื่อสวน อนุกรรมาธิการด้านวัฒนธรรม และท่านพิสัณห์ นุ่นเกลี้ยง จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์และผู้ทรงคุณวุฒิประจำ ศูนย์คุณธรรม กระทรวงวัฒนธรรม จะเป็นผู้นำเสนอต่อที่ประชุมต่อไปครับ กระผมใคร่ขออนุญาต ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขอให้ท่านบวรเวท รุ่งรุจี ได้เรียนเสนอรายละเอียด ของการจัดทำเกณฑ์มาตรฐานคุณธรรมแห่งชาติต่อที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศต่อไปครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอเชิญท่านบวรเวท รุ่งรุจี นำเสนอรายงาน

นายบวรเวท รุ่งรุจี กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ ผม บวรเวท รุ่งรุจี กรรมาธิการ จะขออนุญาตนำเสนอรายงาน เรื่องการจัดทำเกณฑ์มาตรฐานคุณธรรมแห่งชาติ เพื่อขอรับทราบ ในข้อคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะที่ท่านสมาชิกจะให้ทางคณะกรรมาธิการได้นำเอาไปใช้ เพื่อการปรับปรุงให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

ก่อนอื่นผมคงต้องขออัญเชิญบทพระราชนิพนธ์ของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๕ ที่พูดถึง ถึงสูงศักดิ์อัครฐานสักปานไหน ถึงวิไลเลิศฟ้าสง่าศรี ถึงเก่งกาจฉลาดกล้าปัญญาดี ถ้าไม่มีคุณธรรมก็ต่ำคน อันนี้เป็นบทพระราชนิพนธ์ที่ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๕ ได้ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ ให้เห็นถึงความสำคัญของคุณธรรม ซึ่งเรื่องของคุณธรรมนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญ เราจึงต้องมา พิจารณาดูว่าทำไมประเทศไทยถึงต้องสร้างเกณฑ์มาตรฐานคุณธรรมแห่งชาติ

ประเด็นที่ ๑ จากการศึกษาและจัดลำดับของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ทั้ง ๑๖๘ ประเทศ ประเทศไทยถูกจัดลำดับอยู่ในลำดับที่ ๗๖ จากประเทศที่มีภาพลักษณ์ ของการคอร์รัปชันมากที่สุด ได้คะแนนทั้งหมด ๓๘ คะแนนจากคะแนน ๑๐๐ คะแนน อันนี้ก็คงจะเป็นเหตุผลหนึ่งว่าทำไมเราถึงต้องทำเกณฑ์เรื่องนี้ขึ้นมา

ประเด็นที่ ๒ จากการที่เราได้ศึกษาเราพบว่าการส่งเสริมด้านคุณธรรมนั้น ที่ผ่านมาจะเป็นไปตามยุคสมัย เป็นไปตามนโยบายของผู้นำประเทศในขณะนั้น หรือเป็นผู้นำ ขององค์กรว่าจะนำพาองค์กรไปในทิศทางใดที่จะทำให้องค์กรมีคุณธรรม จึงทำให้ ขาดการบูรณาการไปในทิศทางเดียวกัน ถ้าจะพูดกันง่าย ๆ ก็คือต่างคนต่างทำที่คิดว่าไปใน ทิศทางที่ตัวเองเห็นว่าถูกต้องและสมควรแล้ว

ประเด็นที่ ๓ เราพบว่าเรื่องของคุณธรรมนั้นมีความเป็นนามธรรมค่อนข้างสูง เพราะฉะนั้นจึงขาดระบบการตรวจประเมินและการรับรองว่าสิ่งที่ได้ทำมาแล้วนั้นมันเป็นไป ในทิศทางที่จะทำให้การดำเนินงานด้านคุณธรรมนั้นเสริมความเข้มแข็งให้กับประเทศได้ ในอนาคต

ทั้ง ๓ ประเด็นนั้นเป็นสาเหตุที่ทำให้เราคิดว่ามันต้องมีการสร้างมาตรฐาน คุณธรรมแห่งชาติขึ้น

ส่วนปัญหาที่เราพบหลังจากที่เรามีประเด็นในการศึกษาแล้วเราก็พบว่า เรื่องของคุณธรรมยังไม่มีเกณฑ์มาตรฐานกลางที่มีความชัดเจนที่จะทำให้เราสามารถกำหนด เกณฑ์มาตรฐานด้านคุณธรรมกลางได้เพื่อใช้เป็นการส่งเสริมคุณธรรมให้แก่องค์กร และให้เป็นที่ยอมรับทั้งในประเทศและนานาชาติได้

ประเด็นที่ ๒ เราพบว่าปัญหาเกิดจากกฎหมายไม่มีข้อกำหนดในภารกิจ ให้ชัดเจนว่าการสร้างเกณฑ์มาตรฐานคุณธรรมนั้นควรเป็นหน้าที่ของหน่วยงานใด ศูนย์คุณธรรมถึงแม้มีชื่อว่าเป็นศูนย์คุณธรรมแต่โดยบทบาทภารกิจแล้วก็จะมีหน้าที่เพียงแค่ การส่งเสริมให้มีการจัดกิจกรรมหรือดำเนินงานทางด้านคุณธรรม แต่ไม่มีกรรมการกำหนด บทบาทว่าจะต้องมีการสร้างเกณฑ์มาตรฐานอะไรต่าง ๆ เกิดขึ้น และไม่มีหน้าที่ ในการที่จะไปตรวจประเมินใด ๆ ทั้งสิ้น

ประเด็นที่ ๓ เราพบว่าเรายังไม่มีระเบียบในการที่จะส่งเสริมคุณธรรม ที่ชัดเจนเพื่อให้องค์กรที่มีหน้าที่ในการส่งเสริมคุณธรรมนั้นสามารถนำไปใช้ซึ่งจะส่งผลให้ การดำเนินงานของหน่วยงานของตัวเองมีน้ำหนักในการนำไปปฏิบัติ คือไม่มีหน้าที่ที่กำหนดไว้ เป็นกฎหมายหรือเป็นระเบียบใด ๆ นอกจากนั้นแล้วก็ยังขาดการเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน ในเรื่องเกี่ยวกับการส่งเสริมด้านคุณธรรม ทำให้งบประมาณที่ได้รับทางด้านนี้ก็จะแตกต่าง และแตกแยกกันออกไป

ในประเด็นสุดท้ายเรามองว่าถ้าจะต้องมีหน่วยงานที่ทำหน้าที่ในเรื่องเกี่ยวกับ การดูแลเรื่องคุณธรรมนั้นศูนย์คุณธรรมซึ่งเป็นองค์การมหาชนก็ยังไม่มีโครงสร้างในการที่จะ เข้ามารองรับทางด้านนี้ นั่นก็เป็นความจำเป็นอีกประเด็นหนึ่งนะครับที่เราจำเป็นที่จะต้อง ขอมีการปรับแก้พระราชกฤษฎีกาของศูนย์คุณธรรมเพื่อให้ศูนย์คุณธรรมมีบทบาททางด้านนี้ โดยตรง

ส่วนในเรื่องของการปฏิรูปนั้น ประเด็นแรกที่เราจะขอนำเสนอนั้นก็คือเราขอ ปฏิรูปให้มีมาตรฐานในการส่งเสริมคุณธรรมที่สามารถเชื่อมโยงกับมาตรฐานของทั่วโลก ให้เป็นที่ยอมรับได้

ประเด็นที่ ๒ เราขอปฏิรูปให้มีระบบการตรวจและประเมินและรับรองผล ซึ่งอันนี้ต้องขอเรียนทำความเข้าใจว่าเราไม่ได้หมายความว่าเราจะให้ศูนย์คุณธรรมนั้น เป็นหน่วยที่จะออกไปตรวจสอบว่าองค์กรใดหรือหน่วยงานใดมีคุณธรรมหรือไม่มีคุณธรรม เรื่องของคุณธรรมนั้นไม่ใช่เรื่องที่เราจะต้องไปตรวจสอบเขาแล้วชี้ เรื่องของคุณธรรมนั้น จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการส่งเสริม การสนับสนุน เพราะฉะนั้นในส่วนของศูนย์คุณธรรมนั้น จะทำหน้าที่เหมือนกับเป็นฝ่ายเลขานุการในการที่จะออกไปส่งเสริมและสนับสนุนให้หน่วยงานนั้น สามารถดำเนินงานกิจกรรมหรือเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับคุณธรรมได้ เพราะฉะนั้นต้องเรียน ทำความเข้าใจในเบื้องต้นว่าไม่ได้มีหน้าที่ในเรื่องเกี่ยวกับการไปตัดสินว่าหน่วยงานไหน มีคุณธรรมหรือไม่มีคุณธรรม และในขณะเดียวกันเราก็คงจะไม่มีการที่จะบอกว่าหน่วยงานนี้ ถ้าทำตามเกณฑ์นี้แล้วมีคุณธรรม หน่วยงานนี้ไม่ทำไม่มีคุณธรรม สิ่งที่เราจะทำนั้นเราไม่ใช่ ออกมาในรูปแบบนั้นมันจะเป็นไปในรูปแบบที่เราจะเข้าไปส่งเสริมและสนับสนุนเพื่อจะทำให้ หน่วยงานต่าง ๆ นั้นเขาสามารถมีกรอบในมาตรฐานเดียวกัน

และในประเด็นที่ ๓ เราจะขออนุญาตแก้ไขพระราชกฤษฎีกาการจัดตั้ง ศูนย์คุณธรรมซึ่งเป็นองค์การมหาชน พ.ศ. ๒๕๕๔ ให้มีวัตถุประสงค์และมีเป้าหมายในการที่จะ ดำเนินงานตามมาตรฐานของคุณธรรม เมื่อพูดถึงมาตรฐานของคุณธรรมเท่าที่เราไปศึกษาดู เราก็พบว่ามันไม่มีเกณฑ์ของมาตรฐานคุณธรรมที่ชัดเจนระบุเอาไว้เลย มีแต่ที่ใช้กันอยู่ ที่เราเอามาอ้างอิงนั้นก็คือเดอะ มัลคัม บัลดริจ เนชันนัล ควอลิตี อะวอร์ด (The Malcolm Baldrige National Quality Award) ของประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นต้นแบบรางวัล คุณภาพแห่งชาติ ซึ่งในต้นแบบของรางวัลคุณภาพแห่งชาติของประเทศสหรัฐอเมริกานั้นก็มี หลายประเทศเอาไปใช้ ไม่ว่าจะเป็นประเทศญี่ปุ่น ประเทศออสเตรเลีย ประเทศสิงคโปร์ หรือประเทศฟิลิปปินส์ ในประเทศไทยเราก็ได้มีการนำเอามาใช้ โดยใช้ในชื่อของรางวัล คุณภาพแห่งชาติ ไทยแลนด์ ควอลิตี อะวอร์ด (Thailand Quality Award) หรือบางหน่วยงาน เช่น ก.พ.ร. ก็เอามาใช้ที่เรารู้กันในนามของพีเอ็มคิวเอ (PMQA) คือเกณฑ์รางวัลคุณภาพ การบริหารจัดการภาครัฐ ซึ่งเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้นั้นเราเห็นว่ามันมีแนวทางที่เขาได้มีการดำเนินการ เอาไว้แล้ว เราจึงได้มีการนำเอากรอบร่างของเขามาประยุกต์ใช้กับแนวทางของเรา โดยเรา จะมีการแบ่งออกเป็น ๗ เกณฑ์ โดยในเบื้องต้นนั้นหน่วยงานที่จะเข้าเกณฑ์จะต้องมี การตรวจสอบตนเองก่อนว่าหน่วยงานของตัวเองนั้นมีความพร้อมที่จะเข้าสู่การเป็นองค์กร คุณธรรมหรือไม่ หลังจากนั้นแล้วอย่างที่เรียนครับ ความมีคุณธรรมเกิดขึ้นจากผู้นำ เพราะฉะนั้นในเกณฑ์ที่ ๑ เราจะพิจารณาถึงเรื่องการขับเคลื่อนองค์กรเพื่อเป็นองค์กร คุณธรรมโดยวัดที่ผู้นำ หลังจากนั้นก็จะดูแผน ดูการจัดการด้านคุณธรรมสำหรับผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย การบริหารจัดการภายในองค์กรของตัวเอง การบริหารส่งเสริมหน่วยงานภายใน และการวัดผล และสุดท้ายก็คือผลลัพธ์ทางด้านคุณธรรม ซึ่งทั้ง ๗ รายการนั้นผมต้องเรียนว่าเราได้มี การนำไปหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งของภาครัฐ ยกตัวอย่างเช่น ของกรมการพัฒนาชุมชน ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในส่วนต่าง ๆ เหล่านี้ว่าถ้าเรานำเกณฑ์เหล่านี้มาใช้ท่านมีความเห็นว่าอย่างไร รวมทั้งในส่วนของ คณะกรรมาธิการของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศแห่งนี้เช่นเดียวกัน เราได้มีการนำหารือ ร่วมกันว่าในส่วนที่เกี่ยวข้องนั้นเราจะทำเป็นกรอบใหญ่ เราจะไม่ได้ระบุเจาะลงไปว่า จะต้องเป็นหน่วยงานไหน อย่างไร เพราะฉะนั้นในประเด็นของทั้ง ๗ หัวข้อนั้นผมจะต้อง เรียนขออนุญาตท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศให้กับท่านอาจารย์พิสัณห์ ได้เป็นคนนำเสนอในรายละเอียดต่อไปครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอเชิญท่านอาจารย์พิสัณห์ นุ่นเกลี้ยง อาจารย์พิเศษสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ครับ

นายพิสัณห์ นุ่นเกลี้ยง ผู้ชี้แจงในนามคณะกรรมาธิการ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ทุกท่านครับ ในรายละเอียดของหมวดเกณฑ์มาตรฐานนั้นมีกรอบของเกณฑ์มาตรฐาน ที่สามารถที่จะสรุปรายละเอียดได้ดังต่อไปนี้นะครับ จากสิ่งที่ได้นำเรียนไปแล้วเมื่อสักครู่ ส่วนที่ ๑ ก็คือโครงร่างองค์กรที่มีคุณธรรม จริยธรรม เกณฑ์ดังกล่าวนี้ออกแบบมาในข้อแรกคือ หมายความว่าโครงร่างนี้เป็นการตรวจวินิจฉัยตนเองขององค์กรเพื่อที่จะเตรียมองค์กร ในด้านคุณลักษณะที่สำคัญเพื่อเข้าสู่องค์กรที่มีคุณธรรม จริยธรรมต่อไป โดยเกณฑ์นั้น จะมุ่งมองในสิ่งที่เกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อมขององค์กรคุณธรรม อันได้แก่มีภารกิจหลัก หรือบริการหลักในการเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรมหรือไม่ มีการกำหนดวิสัยทัศน์ ค่านิยม และพันธกิจทางด้านคุณธรรม จริยธรรมหรือไม่ รวมทั้งลักษณะโดยรวมของบุคลากร หรือกรรมการใด ๆ ขององค์กรที่เกี่ยวข้องกับการเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรม และสิ่งที่สำคัญก็คือ กฎ ระเบียบ ข้อบังคับที่สำคัญขององค์กรกับมิติทางด้านคุณธรรม จริยธรรม พร้อมกันนั้น ในการเริ่มต้นที่จะวินิจฉัยตนเองขององค์กร องค์กรเองจะต้องให้ความสำคัญกับการวาง โครงสร้างขององค์กรในการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม การส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม แก่ผู้รับบริการ แก่ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียและพันธมิตรที่เกี่ยวข้องกับองค์กรต่าง ๆ ต่อมาครับ ในการตรวจวินิจฉัยตัวเองนั้นเกณฑ์ยังให้ความสำคัญกับการจัดการองค์กรที่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อม ด้านการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ยกตัวอย่างเช่น การเปลี่ยนแปลงการดำเนินงานในแต่ละภารกิจ ขององค์กรที่จะกระทบต่อการมีคุณธรรม จริยธรรม หรือการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยภายใน และปัจจัยภายนอกองค์กรที่จะกระทบต่อคุณธรรม จริยธรรม ทั้งนี้เมื่อองค์กรได้ตรวจ ประเมินหรือวินิจฉัยองค์กรเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แล้วคิดว่าองค์กรน่าจะมีความพร้อมนั่นคือ มีสิ่งที่เป็นโครงร่างองค์กรก็สามารถเข้าสู่กระบวนการตรวจประเมินตามเกณฑ์มาตรฐาน คุณธรรมแห่งชาติ ซึ่งประกอบด้วยเกณฑ์ดังกล่าวทั้งหมด ๗ หมวดด้วยกัน อันได้แก่

หมวด ๑ เน้นการนำองค์กรอย่างมีคุณธรรมอย่างรับผิดชอบ ซึ่งในหมวดนี้ เกณฑ์จะให้ความสำคัญในการประเมินการปฏิบัติตนของผู้นำระดับสูง การชี้นำ การทำให้ องค์กรมีคุณธรรม จริยธรรม มีความยั่งยืน และเกณฑ์นั้นยังได้กำหนดถึงบทบาทของผู้นำ ระดับสูงในการกำกับดูแลตัวเอง และการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมที่ดีต่อสังคม รวมทั้ง การกำกับดูแลองค์กรให้บรรลุต่อความรับผิดชอบด้านกฎหมายเป็นสำคัญ นี่คือภาพรวม ของหมวด ๑ ครับ

ในหมวด ๒ เกณฑ์เน้นการประเมินในส่วนที่เป็นการวางแผนเพื่อการส่งเสริม คุณธรรม จริยธรรม ในหมวดนี้นั้นจะเน้นการทำงานแบบครบวงจร นั่นก็คือองค์กรที่มี คุณธรรม จริยธรรมนั้นจะต้องมีแผนงานที่ชัดเจน มีแผนการปฏิบัติการที่ชัดเจนด้านการส่งเสริม คุณธรรม จริยธรรมขององค์กร หลังจากนั้นจะต้องมีการนำแผนไปสู่การปฏิบัติเพื่อการเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรม ในองค์กรและการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมแก่สังคม รวมทั้งความสามารถในการปรับเปลี่ยนแผน เมื่อสถานการณ์ทางด้านคุณธรรม จริยธรรมเปลี่ยนแปลงไป พร้อมทั้งมีการวัดความก้าวหน้า ของการดำเนินงานได้ตามแผนด้วยเฉกเช่นเดียวกัน

หมวด ๓ เป็นการเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรมแก่สมาชิก แก่ลูกค้า แก่ผู้ที่มี ส่วนได้ส่วนเสียขององค์กรและสังคม ในหมวดนี้นั้นเกณฑ์กำหนดให้มีการเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรมแก่ลูกค้า สมาชิก ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย และสังคม เป็นการประเมินว่าลูกค้าหรือ ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียมีความต้องการหรือมีความคาดหวังทางด้านคุณธรรม จริยธรรมอะไร จากองค์กร และองค์กรจะต้องสนองตอบต่อความต้องการทางด้านคุณธรรมและจริยธรรม ดังกล่าวอย่างไร และหมายความรวมถึงการที่องค์กรนั้นจะต้องจัดการในสิ่งที่ไม่มีคุณธรรม และจริยธรรมที่จะกระทบต่อลูกค้าและผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียหรือสังคมในภาพกว้างของ ประเทศต่อไป

ในหมวด ๔ เกณฑ์เน้นในเรื่องทางด้านการควบคุม การกำกับ การตรวจสอบ การมีคุณธรรม จริยธรรมของบุคลากรในองค์กร ในหมวดนี้นั้นจะเน้นกันที่การที่องค์กร จะต้องมีการบริหารและพัฒนาบุคลากรเพื่อรองรับความมีคุณธรรม จริยธรรมของบุคลากร ขององค์กร รวมทั้งการส่งเสริมให้บุคลากรได้เป็นผู้ที่มีคุณธรรม จริยธรรมที่ดี เป็นแบบอย่างที่ดี ให้กับชุมชนแล้วก็สังคม พร้อมกันนั้นยังให้ความสำคัญกับการที่องค์กรจะต้องส่งเสริม ยกย่อง เชิดชู และให้โอกาสกับสมาชิกขององค์กรเองซึ่งเป็นผู้ที่มีคุณธรรมจริยธรรม ให้ได้มีบทบาทในการแสดงออก ให้ได้มีความก้าวหน้าในหน้าที่และภารกิจที่รับผิดชอบ และสิ่งสำคัญก็คือองค์กรนั้นจะต้องมีมาตรการที่ชัดเจนในการที่จะให้ได้มาซึ่งบุคลากร ขององค์กรที่มีประสิทธิภาพและมีคุณภาพที่สมบูรณ์ด้วยคุณธรรมและจริยธรรมต่อไป

ต่อมาหมวด ๕ หมวด ๕ จะเน้นการเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรมภายในองค์กร ซึ่งเป็นวิธีการหรือกระบวนการหรือขั้นตอนในการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมภายในองค์กร ขององค์กรนั้น ๆ ในหมวดนี้จะเน้นในส่วนของการประเมินเกี่ยวกับการออกแบบภารกิจ การออกแบบกิจกรรม การออกแบบบริการขององค์กรโดยคำนึงถึงคุณธรรม จริยธรรม เป็นสำคัญ ทั้งนี้ยังหมายความรวมถึงทางด้านการส่งเสริมให้มีการสร้างสรรค์นวัตกรรม ทางด้านคุณธรรม จริยธรรมเพื่อการยกระดับประสิทธิภาพในกระบวนการภายในขององค์กร เพื่อการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมให้ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

หมวดรองสุดท้ายก็คือหมวด ๖ ในหมวด ๖ นี้จะเน้นในเรื่องของทางด้าน การวัดผลทางคุณธรรม จริยธรรม การจัดการความรู้เพื่อการสนับสนุนคุณธรรม จริยธรรม ในหมวดนี้จะเน้นการประเมินองค์กรที่องค์กรเองนั้นจะต้องให้ความสำคัญกับการวัดผล ในการดำเนินการเพื่อการเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรมในองค์กร ทั้งนี้จะต้องให้ความสำคัญ กับทางด้านความพยายามในการที่จะแสวงหาความเป็นเลิศจากแนวปฏิบัติที่ดีหรือ เบสต์แพรกทิซ (Best Practice) ขององค์กรที่มีคุณธรรมและจริยธรรม เพื่อนำมาใช้ในการปรับ และพัฒนาการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมขององค์กรอย่างต่อเนื่อง มีกระบวนการในการจัดการ สารสนเทศ จัดการความรู้เพื่อการเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรมและหมายความรวมถึง ทางด้านการจัดการเทคโนโลยีและสารสนเทศเพื่อการเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรม โดยเฉพาะการสื่อสารผ่านระบบอินเทอร์เน็ต (Internet) หรือแม้กระทั่งโซเชียลมีเดีย (Social Media) เพื่อการเฝ้าระวังคุณธรรม จริยธรรมขององค์กรไม่ให้กระทบต่อสังคมที่ดีงาม

หมวดสุดท้ายเป็นผลลัพธ์ เป็นผลลัพธ์จากการที่องค์กรได้พัฒนาตัวเอง สู่การเป็นองค์กรที่มีคุณธรรม จริยธรรม ในหมวดนี้นั้นจะเน้นการก่อเกิดผลลัพธ์อยู่ ๕ ด้าน นั่นก็คือผลลัพธ์ตามภารกิจหลักขององค์กรเองที่ประสบความสำเร็จบนฐานของคุณธรรม จริยธรรม ๒. คือผลลัพธ์ในการเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรมแก่ประชาชน แก่สังคม ทั้งที่เป็นชุมชน ขององค์กรและสังคมในภาพกว้าง ผลลัพธ์ที่ ๓ คือการเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรม แก่คณะกรรมการ แก่สมาชิก แก่บุคลากรขององค์กรเอง ผลลัพธ์ที่ ๔ ผลลัพธ์ในการนำองค์กร ที่มีคุณธรรมของผู้บริหารและการกำกับดูแลองค์กรของผู้บริหาร และผลลัพธ์สุดท้าย ก็คือผลลัพธ์ในการสร้างสรรค์การพัฒนา และการสร้างนวัตกรรมทางด้านคุณธรรม จริยธรรม

ท่านประธานและสมาชิกทุกท่านครับ เกณฑ์ทั้งหมดนี้มีอยู่ทั้งหมด ๗ หมวด ด้วยกัน ๗ หมวดนี้เป็นเกณฑ์ที่ใช้สำหรับการประเมิน โดยมีหมวดโครงร่างเป็นหมวดที่ใช้ ในการวินิจฉัยตัวเองเพื่อการเตรียมความพร้อมเข้าสู่การพัฒนาเป็นองค์กรคุณธรรมแห่งชาติต่อไป กราบเรียนท่านประธานและสมาชิกด้วยความเคารพครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ท่านกรรมาธิการยังมีท่านสิน สื่อสวน ใช่ไหมครับ ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม ซึ่งเป็น อนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านวัฒนธรรม จะได้นำเสนอต่อไปครับ

นายสิน สื่อสวน ผู้ชี้แจงในนามคณะกรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศผู้ทรงเกียรติครับ ผมขออนุญาตเรียนเพิ่มเติมใน ๓-๔ ประเด็นนะครับ

ประเด็นที่ ๑ การจัดทำเกณฑ์มาตรฐานคุณธรรมแห่งชาตินี้เป็นการยกระดับ ต่อยอดจากการทำงานเรื่องการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมที่ทำกันอยู่แล้วนะครับ โดยการเสนอนี้เป็นการพัฒนาระบบการบริหารจัดการด้านคุณธรรมขององค์กร โดยที่จะให้ ความสำคัญกับบทบาทหน้าที่ขององค์กรหรือสถานที่ทำงานมีภารกิจในการส่งเสริมคุณธรรม ซึ่งประกอบด้วยการบริหารจัดการองค์กรที่อยู่บนฐานของคุณธรรม การส่งเสริมคุณธรรม กับสมาชิกขององค์กร และการส่งเสริมด้านคุณธรรมกับผู้มีส่วนได้เสียชุมชนและสังคมรอบข้าง หากจะถามว่าการจัดทำเรื่องมาตรฐานนี้ขณะนี้ยังไม่มีใครทำอยู่เลยหรือไม่ก็ไม่ใช่นะครับ จริง ๆ แล้วการทำเรื่ององค์กรคุณธรรมและเรื่องมาตรฐานนี้มีการทำกันอยู่บ้าง เช่น ในภาครัฐประกอบด้วย ก.พ. ก.พ.ร. และ ป.ป.ช. ภาคเอกชนก็จะมีเรื่องของไอเอสโอ (ISO) สมาคมต่าง ๆ ในภาคสภาวิชาชีพก็จะประกอบด้วยการจัดทำจรรยาบรรณของอาชีพต่าง ๆ แต่อย่างไรก็ตามในเรื่องมาตรฐานที่เป็นมาตรฐานกลางด้านคุณธรรมขององค์กรนี้ยังมิได้ มีองค์กรใดจัดทำเป็นพิเศษ เท่าที่ทำอยู่ก็จะเป็นมาตรฐานตามภารกิจขององค์กรนะครับ เช่น ป.ป.ช. มีการทำงานเรื่องของการต่อต้านการทุจริตก็จะทำมาตรฐานด้วยเรื่องของ ความโปร่งใสเป็นหลักนะครับ องค์กรต่าง ๆ ที่ทำเรื่องโรงเรียนคุณธรรมก็จะทำเฉพาะ โรงเรียนนะครับ เพราะฉะนั้นการที่มีมาตรฐานเฉพาะด้าน แล้วก็ยังไม่ต่อเนื่องตรงนี้ ก็จึงทำให้เกิดแนวคิดเรื่องของการจัดทำมาตรฐานกลางขึ้นมานะครับ ถามว่าในทางปฏิบัติ ในเรื่องของการจัดทำมาตรฐานคุณธรรมกลางตรงนี้จะไปทำอย่างไรกับใครนะครับ กลุ่มเป้าหมายที่จะทำให้เกิดการพัฒนามาตรฐานตรงนี้ประกอบด้วย

๑. องค์กรภาครัฐ

๒. องค์กรภาคเอกชน

๓. องค์กรภาคประชาสังคม

๔. องค์กรภาคประชาชนและชุมชนนะครับ ในแนวทางการดำเนินงาน จะประกอบด้วย ๔ ขั้นตอน

ขั้นตอนที่ ๑ หลังจากที่ได้มีเกณฑ์มาตรฐานกลางของชาติแล้วนะครับ ก็จะได้ มีการส่งเสริมให้กลุ่มองค์กรลักษณะต่าง ๆ ได้มีการพัฒนามาตรฐานของกลุ่มองค์กรของ ตนเองให้สอดคล้องกับเกณฑ์มาตรฐานของชาติ

ขั้นตอนที่ ๒ ก็คือนำเกณฑ์มาตรฐานของกลุ่มแต่ละองค์กรนั้นไปดำเนินการ ส่งเสริมให้เกิดการปฏิบัติการดำเนินการการบริหารจัดการองค์กรให้เป็นไปตามมาตรฐาน

ขั้นตอนที่ ๓ เมื่อมีการพัฒนาไปแล้วต้องการให้มีการประเมินว่า มีการดำเนินการไปหรือไม่ อย่างไร ก็จะมีการตรวจประเมินว่าการพัฒนาเกณฑ์มาตรฐานและ การนำไปใช้นั้นมีความก้าวหน้าและได้ผลอย่างไรบ้าง โดยการประเมินนี้อาจจะแบ่งกันเป็น ๒ ระยะ

ระยะที่ ๑ ก็เป็นการดำเนินการโดยสมัครใจ ก็คือองค์กรใดที่เมื่อทำไปแล้ว ระยะหนึ่งเห็นว่าน่าจะทดสอบหรือประเมินก็ยื่นความสมัครใจที่จะทำให้เกิดการประเมิน

ระยะที่ ๒ ก็เป็นระยะที่ถ้ามีองค์กรจำนวนมากแล้ว ตรวจและประเมิน แล้วเห็นว่าดีก็อาจจะพัฒนาเป็นนโยบายของแต่ละกลุ่มองค์กรต่าง ๆ ที่จะให้มีการประเมิน เป็นมาตรฐานโดยทั่วไป

ระยะที่ ๔ เรื่องของการรับรองมาตรฐานองค์กรคุณธรรม ในเรื่องนี้ในระยะยาว ก็อาจจะมีการพัฒนาเรื่องของการรับรองมาตรฐานองค์กรคุณธรรม โดยในระยะต้นนี้อาจจะ ทำเป็น ๒ แบบ คือ

ระยะที่ ๑ ก็คือเรื่องของความสมัครใจ

ระยะที่ ๒ ถ้าเป็นแนวนโยบายแล้วก็อาจจะมีการรับรอง ซึ่งตัวอย่างนี้ ก็จะเห็นได้ว่า สรพ. หรือสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาลก็จะใช้ในแนวนี้ ซึ่งแนวทางที่คณะกรรมาธิการเสนอมาก็จะมีทั้ง ๒ แนวทางในเรื่องของความสมัครใจและ เรื่องของการที่อยากจะทำให้ไปโดยทั่วถึง ในกระบวนการประเมินนี้ก็จะมุ่งเน้นการประเมิน ที่มิใช่การจับผิด แล้วก็มิใช่เป็นการทำงานที่ทำเรื่องของกระดาษหรือประเมินส่งการบ้าน เท่านั้น แต่จะเป็นเครื่องมือในการที่จะพัฒนาองค์กรต่าง ๆ ประเภทต่าง ๆ ในด้านของ คุณธรรม จริยธรรม และในแง่ของการรับรองนั้นการดำเนินงานก็จะทำให้เกิดการเชื่อมโยงกับ ระบบอื่น ๆ เช่นเรื่องของการให้รางวัล เช่นเรื่องของการที่จะเป็นเกณฑ์หนึ่งในการที่จะ พิจารณาการได้รับงบสนับสนุนจากรัฐบาลหรือไม่ อย่างไร เช่น เรื่องขององค์กรชุมชนนี้ มีหลายประเภทที่ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาล ซึ่งถ้ามีการพิจารณาในเรื่องเหล่านี้ ถ้ามีองค์กรใดได้รับการรับรองมาตรฐานด้านคุณธรรมก็จะเป็นเครื่องรับรองได้ว่าองค์กรนั้น มีการดำเนินงานที่มีคุณธรรมและธรรมาภิบาลก็อาจจะเป็นเกณฑ์หนึ่งในการพิจารณา รวมถึง ถ้าในแง่ขององค์กรภาคเอกชนนี้ก็อาจจะเป็นเครื่องมือในการที่จะไปสนับสนุนในเรื่องของ การยกระดับเรื่องของการเพิ่มรายได้ เช่นภาคธุรกิจหรือองค์กรเอสเอ็มอี (SME) ต่าง ๆ ถ้าเกิด ได้รับการรับรองแล้วก็อาจจะเป็นมูลค่าในการที่จะไปทำให้ระบบการขายหรือว่าการันตี (Guarantee) กับหน่วยงานต่าง ๆ ทำให้มีมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้น ในการดำเนินงานนั้น ในการที่จะทำให้เกิดขึ้นนั้นก็จะต้องต่อยอดกับระบบต่าง ๆ ที่มีอยู่ ไม่ว่าการประสานงานกับ หน่วยงานต่าง ๆ ที่มีอยู่ทั้งในเรื่องเกณฑ์ของแต่ละกลุ่มที่มีการดำเนินการกันอยู่แล้ว ทั้งในเรื่องของกลไกที่ในบางองค์กรก็อาจจะมีกลไกในการที่จะประเมินเรื่องนี้ก็จะมี การประสาน

๓. ก็คือในเรื่องของกระบวนการที่จะมีการประเมิน ซึ่งอาจจะต้องไปเชื่อมโยง ของคณะกรรมการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติโดยตำแหน่งแล้วมีท่านนายกรัฐมนตรี เป็นประธานที่จะทำให้เกิดการเชื่อมโยงระบบของการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติด้วย ในการตรวจการประเมินและในการรับรองนั้นก็ขอกราบเรียนว่าตัวของศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) นั้นเองจะไม่ได้เป็นผู้ประเมิน แต่จะเป็นผู้ที่เชื่อมโยงในเชิงระบบและเป็นสำนักงานเลขา ในการประเมินนั้นจะต้องมีคณะกรรมการที่มาจากกลุ่มวิชาชีพต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับลักษณะ ขององค์กรแต่ละประเภทมาดำเนินการ แล้วก็เชื่อมโยงกับระบบเดิมที่มีอยู่ ในแง่ของ การเตรียมความพร้อมขององค์กร ศูนย์คุณธรรมนั้นก็จะต้องพิจารณาในแง่ของการที่ เมื่อได้รับความเห็นชอบแล้วก็จะต้องปรับปรุงในเรื่องของตัว อันที่ ๑ ก็คือตัววัตถุประสงค์ ในการจัดตั้งให้ครอบคลุมถึงเรื่องของการส่งเสริม เรื่องของการรับรอง เรื่องของการตรวจ การประเมิน แล้วก็ในส่วนของการปรับปรุงสมรรถนะการบริหารจัดการขององค์กร และบุคลากรให้สอดคล้องกันไป

สุดท้ายก็คือสิ่งที่จะขอให้มีการแก้ไขพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งศูนย์คุณธรรม ก็คือในเรื่องของการที่จะให้ครอบคลุมการจัดทำและพัฒนาเกณฑ์มาตรฐานคุณธรรมแห่งชาติ เพื่อเป็นการส่งเสริม สนับสนุน ให้คำปรึกษา แนะนำแก่องค์กรภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม และภาคประชาชน ในการที่จะนำเกณฑ์มาตรฐานไปสู่การปฏิบัติ การประเมิน และการรับรองต่อไป ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานและท่านสมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเพียงเท่านี้ ขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ กรรมาธิการแถลงเสร็จสิ้นแล้วนะคะ ต่อไปเป็นการอภิปราย ของท่านสมาชิกนะคะ มีผู้ขออภิปราย ๔ ท่าน คือ ท่านคุรุจิต นาครทรรพ ท่าน พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ท่านนิกร จำนง ท่านถวิลวดี บุรีกุล เชิญท่านแรก ท่านคุรุจิต นาครทรรพ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน อดีตปลัดกระทรวงพลังงาน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติค่ะ

นายคุรุจิต นาครทรรพ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ที่เคารพ กระผม คุรุจิต นาครทรรพ ครับ กระผมขอขอบคุณคณะกรรมาธิการด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรม และจริยธรรม ที่ได้เสนอเรื่องการจัดทำเกณฑ์ มาตรฐานคุณธรรมแห่งชาติ พร้อมกับร่างพระราชกฤษฎีกาการจัดตั้งศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งรายงานของคณะกรรมาธิการที่นำเสนอมาผมอ่านดูแล้วก็พอจะสรุปได้ ดังนี้ว่า ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) ซึ่งได้จัดตั้งขึ้นเมื่อ ปี ๒๕๕๔ อยู่ในสังกัดของ กระทรวงวัฒนธรรมก็ได้ทำการศึกษาแนวโน้มสถานการณ์ด้านคุณธรรมและจริยธรรม ศูนย์คุณธรรมก็พบว่ามีปัญหา ๗ ประการ คือ

๑. เรื่องของการขาดความซื่อสัตย์สุจริตและคอร์รัปชัน

๒. ภาคธุรกิจยังขาดความรับผิดชอบต่อผู้บริโภค

๓. ความประพฤติไม่เหมาะสมในด้านศาสนาและจริยธรรม

๔. สถาบันการศึกษามุ่งเน้นประโยชน์เชิงธุรกิจ

๕. ความไม่เท่าเทียมกันตามหลักสิทธิมนุษยชน

๖. การมีความเป็นวัตถุนิยมสูง

๗. การแตกแยกทางความคิดที่รุนแรง

แล้วในรายงานของคณะกรรมาธิการก็ได้นำเสนอด้วยว่าประเทศที่มีอยู่ ๑๖๘ ประเทศที่มีการวัดผล ประเทศไทยมีคะแนนความโปร่งใสได้ ๓๘ จาก ๑๐๐ คะแนน เป็นลำดับที่ ๗๖ และในอาเซียน (ASEAN) เราก็เป็นอันดับที่ ๓ รองมาจากสิงคโปร์และ มาเลเซีย เพราะฉะนั้นก็เห็นว่าสมควรที่จะขอแก้ไขพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งศูนย์คุณธรรม ใน ๓ ประเด็น ก็คือ เพิ่มอำนาจหน้าที่ในการจัดทำเกณฑ์มาตรฐาน โดยให้เทียบเคียงกับ เกณฑ์รางวัลคุณภาพแห่งชาติไทยแลนด์ ควอลิตี อะวอร์ด (Thailand Quality Award) มาปรับใช้ มีโครงร่างองค์กร มีเกณฑ์ ๗ หมวด กระบวนการพัฒนาสู่องค์กรคุณธรรม จริยธรรม ๖ หมวด และผลลัพธ์ ๑ หมวดที่ท่านได้นำเสนอ แล้วก็มีการจัดทำคู่มือ แล้วนอกจากนั้นก็ให้คำปรึกษา ส่งเสริม สนับสนุน แล้วก็ติดตาม ตรวจประเมินและรับรอง องค์กรที่มีเกณฑ์คุณธรรมที่ท่านจะจัดทำขึ้น กระผมก็อยากนำเสนอข้อสังเกตและความเห็น ซึ่งก็ต้องเรียนว่าในหลักการเรื่องของคุณธรรม จริยธรรม ความโปร่งใส เป็นเรื่องที่ดีก็คงไม่มี ใครไม่เห็นด้วย แต่ว่าแอปโพรช (Approach) หรือวิธีการต่างหากที่จะทำนะครับ ทีนี้ผมก็มี ความเป็นห่วงว่าสิ่งที่ท่านเสนอนี่มีหน่วยราชการหลายหน่วยเขาทำอยู่แล้ว แล้วการจะทำ เกณฑ์มาตรฐานกลางก็ทำให้ผมนึกถึงสมัยตอนที่เราตั้งเป็นสภาขับเคลื่อนใหม่ ๆ มีรายงาน ฉบับแรกผมยังจำได้ของกรรมาธิการการศึกษาเข้ามา ในเรื่องการประกันคุณภาพการศึกษา จากภายนอกและภายใน กรรมาธิการการศึกษาก็นำเสนอรูปต้นไม้ต้นหนึ่งแล้วก็บอกว่า นี่ให้ลิงกับให้ช้างปีนต้นไม้ คือใช้เกณฑ์เดียวกันกับแอปพลาย (Apply) กับทุกอย่าง นี่เป็น เกณฑ์กลาง ท่านจะใช้กับหน่วยราชการที่หลากหลายหน่วยตั้งแต่หน่วยการแพทย์เลย มาจนถึงหน่วยทหารด้วย แล้วก็จะใช้กับภาคเอกชนด้วย ผมก็เกรงว่าจะเป็นความซ้ำซ้อน แล้วก็อาจจะเสียเวลา และในสุดท้ายเราก็จะได้แต่เอกสารรายงานเพราะว่าเรื่องมาตรฐานกลางนี่ มันเป็นเรื่องที่ยากแล้วก็ค่อนข้างจะเป็นนามธรรม จะต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจและ อาศัยแรงขับเคลื่อนภายในองค์กรที่จะมาสนับสนุน หน่วยงานที่เขาทำอยู่แล้ว ผมก็อยากจะขอ ยกตัวอย่างนะครับ

อันแรกก็คือสำนั กงาน ก.พ. สำนั กนายกรัฐมนตรี เขามีการจัดตั้ง ศูนย์ส่งเสริมจริยธรรมตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ แล้วก็มีข้อเสนอด้านจริยธรรมในระบบราชการต่าง ๆ เขาก็ทำมาเป็นเวลาถ้านับ ๒๕๕๙ ถึง ๒๕๔๒ ก็น่าจะ ๑๗ ปีแล้วนะครับ แล้วนอกจากนั้นผมเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่จะผ่านไปเป็นรองอธิบดี อธิบดีหรืออะไรนี่ ก็ต้องมีการผ่านการประเมินสมรรถนะหลัก ๕ ประการของ ก.พ. นะครับ ซึ่ง ๑ ในนั้นก็คือ สมรรถนะที่ ๔ การยึดมั่นในความถูกต้องชอบธรรมและจริยธรรม แล้วก็ ก.พ. ก็ยังจัดทำ มาตรฐานความโปร่งใสองค์กรใน ๔ มิติ ๑๓ ตัวชี้วัด ก็เรื่องจริยธรรมด้วยเช่นกัน

หน่วยงานที่ ๒ ที่ทำอยู่แล้วนะครับก็คือสำนักงานป้องกันและปราบปราม การทุจริตแห่งชาติหรือ ป.ป.ช. นะครับ เขาได้มีบันทึกความเข้าใจจับแอนตี้ คอร์รัปชัน แอนด์ ซีวิล ไรต์ คอมมิสชัน (Anti-Corruption and Civil Rights Commission) เอซีอาร์ซี (ACRC) จัดทำโครงการประเมินคุณธรรมดำเนินงาน อินเทกริตีแอสเซสเมนต์ (Integrity Assessment) โครงการดัชนีวัดความโปร่งใสของหน่วยงานภาครัฐ ทรานส์พาเรนซีอินเดกซ์ (Transparency Index) แล้วก็พัฒนามากับศูนย์วิจัยการต่อต้านการทุจริต ป๋วย อึ๊งภากรณ์ จัดเป็นโครงการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ อินเทกริตี แอนด์ ทรานส์พาเรนซี แอสเซสเมนต์ (Integrity and Transparency Assessment) ไอทีเอ (ITA) ท่านก็คงอ่านในหนังสือพิมพ์ เมื่อเร็ว ๆ นี้มีหน่วยงานตั้งกว่า ๑๐๐ หน่วย เข้าประเมินนะครับ

แล้วหน่วยงานสุดท้ายที่ผมอยากจะยกตัวอย่างก็คือ สำนักงาน ก.พ.ร. สำนักนายกรัฐมนตรี เขาก็มีการกำหนดตัวชี้วัดเรื่องระดับคุณธรรม ความโปร่งใสในการดำเนินงาน ของหน่วยงานปี ๒๕๕๘ ปี ๒๕๕๙ แล้วก็ประสานงานกับองค์กรต่อต้านการทุจริตของเกาหลี ทำเป็นดัชนีตัวชี้วัด แล้วก็กำกับเป็นมติ ครม. ให้หน่วยราชการทุกกระทรวงต้องมี ศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริตอยู่ในสำนักงานปลัดกระทรวงของทุกกระทรวง ซึ่งหน่วยงานเหล่านี้ก็ยังมีปัญหาขาดแคลนงบประมาณและกำลังคนอยู่นะครับ

ทีนี้ผมก็อยากจะเรียนว่าคุณธรรม จริยธรรม มันเป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะเป็น นามธรรมนะครับ เลยอยากให้ยกตัวอย่างเรื่องการศึกษา ท่านจะเอาวัน ไซซ์ ฟิตส์ ออล (One size fits all) ทุกประเภทนี่มันจะลำบากไหม แล้วที่ท่านรองประธานท่านบอกว่า หน่วยงานนี้ทำหน้าที่ส่งเสริม ไม่ได้ทำหน้าที่ตรวจสอบไปตัดสินนี่ แต่ถ้าท่านไปดู ในร่างพระราชกฤษฎีกาที่ท่านนำเสนอมาแนบท้าย ที่ท่านแก้มาตรา ๗ (๕) อันนี้ก็คือพัฒนาเกณฑ์ ก็โอเค (Okay) แต่ในมาตราที่เพิ่มอำนาจของศูนย์และเพิ่มอำนาจของคณะกรรมการ มันเป็นเรื่องชัดเจนเลยว่าตรวจประเมินและรับรององค์กรคุณธรรม อนุมัติผลการตรวจ ประเมิน เพราะฉะนั้นที่ท่านบอกว่าท่านจะส่งเสริมคงไม่ใช่ครับ ท่านจะไปตัดสินและตรวจ เขาด้วย เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมเป็นห่วงก็คือว่าท่านควรจะมีการบูรณาการก่อนที่จะไปทำเรื่องนี้ ที่จะให้อำนาจกับศูนย์คุณธรรมไปทำนี่ ท่านน่าจะได้ปรึกษากับ ป.ป.ช. น่าจะได้ปรึกษากับ ก.พ.ร. น่าจะได้ปรึกษากับ ก.พ. ก่อนว่างานจะทำอย่างไรถึงจะเป็นประโยชน์กับประเทศ ไม่เช่นนั้นมันก็จะเหมือนไปเพิ่มกำลังคน กำลังงบประมาณเข้ากับหน่วยงานกลาง แต่ไม่เพิ่ม กำลังคน กำลังงบประมาณกับหน่วยงานที่ควรจะต้องพัฒนาเรื่องความโปร่งใส จริยธรรมนะครับ อันนี้เป็นเรื่องของการให้ความสำคัญนะครับ

เพราะฉะนั้นผมก็คิดว่าหัวข้อนี่เป็นหัวข้อที่ดี ผมไม่ใช่จะไม่สนับสนุนครับ แต่วิธีการต่างหากล่ะครับ เพราะฉะนั้นผมเองก็ยังสองจิตสองใจนะครับว่าอยากจะขอให้ท่าน คือผมนี่ตอนรับราชการก็เป็นซีซีโอ (CCO) ของหน่วยงาน ทำเรื่องพีเอ็มคิวเอ (PMQA) มาเป็นเวลาหลายปีเลย อันนี้ก็จะเป็นอีกอันหนึ่งคล้าย ๆ กับพีเอ็มคิวเอ (PMQA) คือพับบลิก แมเนจเมนต์ ควอลิตี อะวอร์ด (Public Management Quality Award) นะครับ ท่านที่ยก เอาเกณฑ์ของมัลคอล์ม บัลดริจ เนชันนัล ควอลิตี อะวอร์ด (Malcolm Baldrige National Quality Award) จากสหรัฐอเมริกา เกณฑ์มัลคอล์ม บัลดริจ (Malcolm Baldrige) มันเป็น เกณฑ์จัดการคุณภาพการบริหารจัดการ ซึ่งรวมหลายมิติและเรื่องของคุณธรรม จริยธรรม ความโปร่งใส เป็นส่วนหนึ่งของเกณฑ์ของเขาเท่านั้นนะครับ เพราะฉะนั้นผมอยากจะฝาก ท่านกรรมาธิการฝากผ่านท่านประธานไปว่าขอให้นึกถึงเรื่องของประเมินผลคุณภาพ การศึกษาที่กรรมาธิการการศึกษาได้นำเสนอเราเมื่อต้นปีบอกแล้วว่ามันไม่เวิร์ก (Work) มันล้มเหลว แล้วในที่สุดก็ต้องชะลอออกไปเพราะว่าเป็นรูปต้นไม้แล้วก็เอาสัตว์ ทุกชนิดให้ทดสอบว่าปีนต้นไม้ถึงยอด ช้างก็ปีนไม่ได้นะครับ

อันนี้ก็อยากจะฝากว่าก่อนที่ท่านจะไปแก้พระราชกฤษฎีกาตามที่ท่านเสนอนี่ ควรจะได้หารือกับหน่วยงานที่เขาทำเรื่องนี้มาเป็นเวลากว่า ๑๐ ปีแล้ว แล้วบูรณาการกัน ให้มันเป็นพลังจะเหมาะสมกว่า แล้วก็ที่ท่านบอกว่าท่านทำแต่เรื่องส่งเสริม มิได้ไปทำเรื่อง ตัดสิน ตรวจสอบ อนุมัติ แต่ในร่างพระราชกฤษฎีกาที่ท่านนำเสนอนี่มันไม่ใช่นะครับ ขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปเชิญ พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ประธานกรรมการบริหาร สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญ อดีตสมาชิกวุฒิสภาค่ะ

พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ขอขอบคุณท่านประธานที่ได้ให้โอกาสในการอภิปรายให้ความเห็น ในเรื่องการจัดทำเกณฑ์มาตรฐานคุณธรรมแห่งชาติ พร้อมด้วยร่างพระราชกฤษฎีกาจัดตั้ง ศูนย์คุณธรรมซึ่งเป็นองค์การมหาชนฉบับแก้ไขที่ได้แนบมาด้วย ในวาระปฏิรูปนี้เท่าที่ฟัง ท่านกรรมาธิการชี้แจงก็คงจะพูดถึงในหลาย ๆ คำนิยามศัพท์ไม่ว่าจะเป็นคุณธรรม เป็นจริยธรรม เป็นธรรมาภิบาลหรือเป็นบรรษัทภิบาล ซึ่งแต่ละเรื่องมีเกณฑ์มีความหมาย ที่แตกต่างกัน เหมือนอย่างในส่วนของการมีธรรมาภิบาลในการนำหน่วยในการบริหารงาน ของภาครัฐหรือการมีบรรษัทภิบาลที่เรียกว่าซีจี (CG) ของภาคเอกชน ซึ่งก็มีหน่วยงาน องค์กรต่าง ๆ ปัจจุบันนี้หลายหน่วยงานที่ได้พยายามทำเกณฑ์ พยายามออกไปตรวจสอบ พยายามออกไปหาแนวทางในการประเมินแล้วก็มีอินเซนทิฟ (Incentive) โดยการให้รางวัล เป็นรางวัลประจำปีที่ให้กับหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนนะครับ หรือแม้จะล่าสุด ที่เราเห็น ป.ป.ช. ทำก็มีดัชนีของธรรมาภิบาลที่ได้จัดทำขึ้นเป็นครั้งแรก ผมเองอยากจะมอง ในประเด็นเรื่องของจริยธรรมเป็นหลัก เรื่องอื่น ๆ ท่านคุรุจิต ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านก็ได้พูด ไปบ้างแล้ว ในส่วนของจริยธรรมนี่ผมมองว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญยิ่งของบุคคลสาธารณะ ของบุคคลที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ของบ้านเมือง ถ้ามีจริยธรรมแล้วอย่างอื่นมันแทบจะตามมาเอง แต่ถ้ามีอย่างอื่นแล้วก็อาจจะไม่มีจริยธรรมก็ยังได้ เพราะจริยธรรมมันเป็นเรื่องของตัวบุคคล เรื่องของสำนึก เรื่องของความคิดความอ่านที่ถ้าหากมีแล้วมันก็จะทำให้ทุกอย่างมันดำเนินไป อย่างมีหลัก มีเกณฑ์ มีศีล มีธรรม ผมอยากจะมองไปในคอนเทกซ์ (Context) ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งหลายท่านอาจจะยังไม่ได้สังเกต รัฐธรรมนูญถ้าเราถอยหลังไปรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ คือฉบับหลังสุดก่อนที่จะมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองหรือการยึดอำนาจ ได้พูดถึงเรื่อง จริยธรรมไว้ชัดเจน ในมาตรา ๒๗๙ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ได้บัญญัติว่า มาตรฐานจริยธรรม ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐแต่ละประเภท คือครอบคลุมทุกคนเลย ๓,๐๐๐,๐๐๐-๔,๐๐๐,๐๐๐ คนที่ทำงานให้กับรัฐ ยังรวมไปถึง ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทุกคนด้วยให้เป็นไปตามจริยธรรมที่กำหนดขึ้น ซึ่งมีกลไกและ การบังคับใช้และขั้นตอนการลงโทษตามความร้ายแรงแห่งการกระทำนั้น ๆ คือตั้งแต่ ภาคทัณฑ์ ลงทัณฑ์ ไปจนถึงกระทั่งถอดถอนออกจากตำแหน่ง ให้ออกจากตำแหน่งถ้าเป็น ข้าราชการ เป็นต้นนะครับ นั่นคือผู้ที่ฝ่าฝืนจริยธรรมที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ โดยได้กล่าวไว้ว่าในวรรคสองการฝ่าฝืนให้ถือว่าเป็นการกระทำผิดทางวินัย โดยให้ผู้ตรวจการแผ่นดิน รายงานต่อรัฐสภา คณะรัฐมนตรีหรือสภาท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องแล้วแต่ว่าผู้กระทำผิด อยู่ตรงส่วนไหน และถ้าเป็นการฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรงให้คณะกรรมการป้องกันและ ปราบปรามการทุจริตแห่งชาติดำเนินการเป็นเหตุแห่งการถอดถอน ซึ่งก็จะถอดถอน ผ่านวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ โดยใช้มาตรา ๒๗๐

ในมาตรา ๒๘๐ คือมาตราถัดไปกำหนดไว้ชัดเจนว่าให้ผู้ตรวจการแผ่นดิน มีอำนาจหน้าที่ในการเสนอแนะหรือให้คำแนะนำในการจัดทำหรือปรับปรุงประมวล จริยธรรมตามมาตรา ๒๗๙ ที่ผมอ่านไปเมื่อสักครู่นี้ และส่งเสริมให้มีการปฏิบัติ ตามจริยธรรม ให้มีการตรวจสอบแล้วก็รายงานผล รวมทั้งสอบสวน ไต่สวนได้ด้วย หากมี การฝ่าฝืนจริยธรรม นี่คือรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ในมาตรา ๒๔๔ ก็ยังได้กำหนดไว้ชัดเจนว่า ที่ผมได้กล่าวมาทั้ง ๒ มาตรานั้นเป็นอำนาจหน้าที่ของผู้ตรวจการแผ่นดินให้ดำเนินการ ซึ่งผู้ตรวจการแผ่นดินในยุคนั้นก็ได้ดำเนินการในการออกไปตรวจสอบการจัดทำ ประมวลจริยธรรมของหน่วยงาน ไปอบรมให้แนวทางในการประพฤติตนตามแนวทาง จริยธรรม แต่ในรัฐธรรมนูญฉบับที่จะมีผลบังคับใช้ในปลายปีนี้ที่ผ่านประชามติ จะเห็นว่า สิ่งที่ผมได้กล่าวไปทั้งหมดไม่ได้อยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็โดยเหตุที่ว่าในการร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ยึดหลักอันหนึ่งคือให้สั้นกว่าที่ผ่านมา ให้กระชับ และอะไรที่ปฏิบัติอยู่แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องนำมาบัญญัติไว้อีกในรัฐธรรมนูญ มีหลายเรื่องครับไม่ใช่เฉพาะเรื่องนี้ ซึ่งผมสามารถยกตัวอย่างได้ ที่หลาย ๆ เรื่องไม่ได้บัญญัติไว้แต่มิใช่หมายความว่าจะมิได้ มีผลบังคับใช้ต่อประชาชน ในรัฐธรรมนูญฉบับที่จะประกาศใช้มีบัญญัติไว้ในเรื่องของ จริยธรรมอยู่ในมาตรา ๒๑๙ เขียนว่าให้ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระร่วมกันกำหนด มาตรฐานทางจริยธรรมขึ้น ใช้บังคับแก่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและผู้ดำรงตำแหน่ง ในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการ ของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ และเมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้ บังคับได้ ทั้งนี้มาตรฐานทางจริยธรรมดังกล่าวต้องครอบคลุมถึงการรักษาเกียรติภูมิ และผลประโยชน์ของชาติและต้องระบุให้ชัดแจ้งด้วยว่าการฝ่าฝืนและไม่ปฏิบัติตาม มาตรฐานทางจริยธรรมใดมีลักษณะร้ายแรง จากวรรคสองในการจัดทำมาตรฐาน ทางจริยธรรมตามวรรคหนึ่งให้รับฟังความคิดเห็นของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และคณะรัฐมนตรีประกอบด้วย และเมื่อประกาศใช้บังคับแล้วให้ไปใช้บังคับแก่ ดูตรงนี้นะครับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภาและคณะรัฐมนตรีด้วย จะเห็นว่า ในมาตรา ๒๑๙ ของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้พูดถึงจริยธรรมที่จะร่างขึ้นโดยศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระกลับบังคับใช้กับคนจำนวนหนึ่งเท่านั้น คือตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเอง คือกรรมการในองค์กรอิสระ ๔-๕ องค์กรแล้วก็คณะรัฐมนตรี ส.ส. ส.ว. เท่านั้น ไม่พูดถึง การบังคับใช้จริยธรรมกับข้าราชการ ไม่พูดถึงการบังคับใช้จริยธรรมกับสมาชิกสภาท้องถิ่น ต่าง ๆ หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอื่น ๆ เลย ก็จึงเป็นจุดหนึ่งที่จะเห็นได้ ในความแตกต่างระหว่างรัฐธรรมนูญปีที่จะประกาศใช้กับปี ๒๕๕๐ ในกรณีที่เกี่ยวกับ การบัญญัติเรื่องจริยธรรม ประเด็นของผมก็คือว่าในเมื่อรัฐธรรมนูญที่จะมีผลบังคับใช้ ไม่ได้พูดถึง จะพูดถึงประเด็นจริยธรรม การฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรงให้ ป.ป.ช. ยื่นฟ้อง ต่อศาลฎีกาเพื่อถอดถอน เพราะในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้จะไม่มีการถอดถอนบุคคลใด ในวุฒิสภาอีกต่อไป รวมถึงกรณีของการฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรงนั้นให้ ป.ป.ช. ดำเนินการสอบสวนแล้วก็ฟ้องร้องต่อศาลฎีกา เพราะฉะนั้นตรงนี้จึงเป็นจุดหนึ่งที่ผมคิดว่า ยังเป็นช่องที่เราควรจะได้มีการจัดทำประมวลจริยธรรมที่เป็นมาตรฐานที่สามารถ นำไปอ้างอิงหรือใช้ในส่วนงานราชการต่าง ๆ ของประเทศซึ่งมีคนตั้งเกือบ ๓,๐๐๐,๐๐๐ คน หรือมากกว่านั้นที่รัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดไว้ ผมจึงสนับสนุนในการที่จะให้มีการยกร่าง หรือการแก้ไขปรับปรุงพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งศูนย์คุณธรรม ซึ่งเป็นองค์การมหาชน ให้ดำเนินการในเรื่องนี้ตามที่กรรมาธิการได้เสนอมาใน ๓ มาตราหลัก ตั้งแต่การจัดทำเกณฑ์ การตรวจประเมินรับรองคุณธรรมแล้วก็การกำหนดทิศทางต่าง ๆ แต่เขาไม่ได้ไปดำเนินการสอบสวนหรือลงโทษ เขาเพียงแต่กำหนดเกณฑ์ เขาเพียงแต่ ตรวจสอบต่าง ๆ ให้ว่าทุกอย่างเป็นไปตามมาตรฐานนะครับ เช่นเดียวกับที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน ดำเนินการมาในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมก็คิดว่าน่าจะพอรับได้นะครับ เพื่อที่จะให้มีมาตรฐานในด้านจริยธรรม ซึ่งถึงแม้ทุกหน่วยจะมีอยู่แล้วแต่ในอนาคต พัฒนาการจะเปลี่ยนไปเพราะไม่มีผู้ที่มีความรับผิดชอบตามกฎหมายดำเนินการแล้ว เพราะองค์การมหาชนถือว่าเป็นหน่วยงานที่มีกฎหมายรับรองว่าจะจัดตั้งโดยพระราชกฤษฎีกา หรือโดยพระราชบัญญัติก็แล้วแต่ ก็สามารถที่จะบังคับใช้หรือสามารถดำเนินการให้เกิด ประสิทธิผลหรือเป็นไปตามกฎหมายได้ ก็จึงขอกราบเรียนผ่านท่านประธานไปยังกรรมาธิการว่า การดำเนินการในเรื่องนี้ก็สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญที่จะประกาศใช้แล้วก็น่าจะทำให้มี หน่วยงานมาดูแลรับผิดชอบเรื่องการกำหนดมาตรฐานในด้านจริยธรรมของหน่วยงานของรัฐ ซึ่งมีอยู่มากมายในบ้านเราครับ ขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปนะคะเรียนเชิญท่านนิกร จำนง อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมค่ะ

นายนิกร จำนง 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นิกร จำนง สมาชิก สปท. ลำดับที่ ๗๙ ต่อรายงานการจัดทำเกณฑ์มาตรฐานคุณธรรมแห่งชาตินะครับ พร้อมกับร่างพระราชกฤษฎีกาตั้งศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ของกรรมาธิการด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรม และจริยธรรม

ประเด็นแรกผมดีใจที่กรรมาธิการชุดนี้ได้ทำเรื่องนี้ เพราะว่าตอนที่เราสรุป ผมเป็นกรรมาธิการข้อบังคับด้วย อย่างที่สรุปว่าเนื่องจากประเด็นเรามีเยอะ ดังนั้นสุดท้าย เราก็ต้องรวมเอางานหลายด้านมากมาอยู่ในกรรมาธิการชุดนี้ แล้วด้วยความกังวลมากว่า แล้วชุดนี้จะทำเรื่องอะไรกันบ้าง อย่างไร เพราะว่ารวมกันอยู่นี่คือด้านอื่น ๆ ตามรัฐธรรมนูญ นั่นเอง ไม่กล้าที่จะเขียนอย่างอื่น แล้วส่วนใหญ่เท่าที่ผ่านมาจะเน้นเรื่องกีฬาเป็นหลัก ขณะนี้ ก็มีเรื่องคุณธรรม จริยธรรมขึ้นมาที่ค่อนข้างชัดเจนนะครับ ศิลปะผมยังไม่เห็น ก็ยังรออยู่ว่า ก่อนที่จะปิดเนื่องจากว่าเป็นกรรมาธิการในการยกร่างด้วยด้วยความเป็นห่วงเรื่องนี้ ก็ถ้าได้เห็นครบผมคิดว่าในฐานะเป็นผู้ร่วมร่างอยู่ด้วยก็จะดีใจมากว่าจะได้ครบทุกด้าน เพราะว่า เป็นกังวลกลัวว่าจะไม่ครบนะครับ เรื่องนี้ก็ ๒ เรื่องแล้ว คุณธรรม จริยธรรม ซึ่งจริง ๆ แล้ว มีวัฒนธรรมเข้าไปรวมอยู่ด้วยนะครับ เป็นวัฒนธรรมองค์กรนั่นเอง ก็ใน ๓ ส่วนนี้เองนะครับ ฉะนั้นภาพรวมผมเห็นด้วยกับข้อเสนอนะครับ เกี่ยวกับการตั้งมาตรฐานกลางระดับชาติ ด้านคุณธรรม จริยธรรม ที่จะมีขึ้นในการตรวจประเมิน โดยเฉพาะการประกาศเกียรติคุณ เพราะว่าปัญหาเรื่องนี้เราไม่ค่อยได้ดูแลกันมากนักเราก็ปล่อยกันมาแล้วก็เลยตามเลยมา การได้มาเริ่มต้นได้ดำเนินการกันอย่างเอาจริงเอาจังในทุกมิติเป็นเรื่องที่ดีมากนะครับ ด้านรายละเอียดที่ผมมีความเห็นเกี่ยวกับรายละเอียดที่ท่านเสนอมาคุณธรรม จริยธรรม ที่ท่านเน้นมาเป็นของรัฐ ของหน่วยราชการ ตรงนี้เป็นเรื่องการบริหารการปฏิบัติราชการนะครับ เรื่องปัญหาคุณธรรมของทางด้านภาคเอกชน ผมจะลองดูแต่ว่าอย่างที่เรียนแล้วเมื่อกี้ว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ละเอียดมากแล้วซับซ้อนมากครับ ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำ บางทีการที่เรา จะออกเป็นกฎหมาย ออกเป็นหน่วยงานขึ้นมาแล้วก็กำหนดเส้นขึ้นมาที่ท่านสมาชิกบางท่าน ได้กล่าวแล้วว่าบางทีเส้นเดียวกันมันใช้แต่ละเรื่องไม่ได้ มันต้องต่างกันไป การวัดมาตรวัด บางทีบางอย่างเป็นของเหลว บางอย่างเป็นของแข็ง บางอย่างเป็นเหมือนอากาศ จะวัดกันอย่างไรนะครับ เราใช้เครื่องมือในการวัดอย่างเดียวคงไม่ได้นะครับ ปัญหาที่สั่งสม ผมจะลองดูเรื่องภาคราชการแล้วก็องค์กรภาคอื่นของรัฐ ของรัฐนะครับ ปัญหาที่จะมีหนัก ๆ ก็ในส่วนนี้จะเป็น ๒-๓ ประเด็น ประเด็นของรัฐก็คือว่าในส่วนนี้ก็คงจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับ ความเป็นราชการ จริง ๆ แล้วคำเราถือว่าข้าราชการเป็นเจ้านายนะครับ จริง ๆ แล้วข้าราชการเป็นพับบลิกเซอร์แวนต์ (Public Servant) เป็นคนรับใช้ ไม่ใช่เจ้านาย เป็นผู้รับใช้ประชาชนเสียมากกว่า ตรงนี้ความที่เราไปยึดถืออาจจะเป็นเรื่องดั้งเดิมมันตั้งแต่ สมัยสุโขทัยต่อเนื่องมา ก็กลายเป็นว่าการเป็นเจ้าคนนายคน เพราะฉะนั้นจริยธรรมมี ๒ มิติ ก็คือว่าในองค์กรกันเองการแต่งตั้งโยกย้ายอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ลักษณะของระบบคุณธรรม การไม่เป็นไปตามคุณธรรมนี่ก็ถือว่าไม่มีจริยธรรม ไม่มีคุณธรรมแล้ว นี่เป็นเรื่องของ การแต่งตั้งโยกย้าย ความเหมาะสม คนนี้อยู่มาความเหมาะสมอย่างหนึ่ง ตรงนี้มีปัญหามาตลอด ไม่ว่าจะในระบบไหน ตรงนี้ยังเป็นเรื่องที่จะวัดกันอย่างไร ระบบที่เราวัดกันขณะนี้ก็คือให้มี การร้องเรียนได้ มีอะไรได้ มีการดำเนินการ แต่สาระสำคัญเหมือนคอยจับผิด แต่ว่าการแต่งตั้ง การส่งเสริม คล้าย ๆ ว่าการแต่งตั้งควรจะมีระบบ อย่าเอาพาโทรเนจ (Patronage) มาใช้ ให้ใช้ระบบคุณธรรมตรงนี้ ตรงนี้จะเป็นเรื่องจริยธรรมที่สำคัญ และมันจะส่งผลต่อไปยัง ขวัญกำลังใจ ทีนี้มันส่งต่อไปอะไร มันก็ส่งต่อไปถึงว่าเป็นคุณธรรมหรือเป็นวัฒนธรรมขององค์กร ในการรับใช้ประชาชน ถ้าไม่มีขวัญกำลังใจตรงนี้งานที่ออกมาก็มีปัญหาต่อเนื่องไปอีก เลยทำให้เกิดไปมีปัญหา ตรงนี้มันเป็นเหมือนโดมิโน (Domino) เคลื่อนทับกันไป ๆ เงื่อนจะอยู่ตรงไหน เงื่อนก็ไม่ได้หมายความว่าจะอยู่ มันอยู่ที่การโอเรียนเทชัน (Orientation) การอบรม การให้ใจเข้าไปตรงนี้ ผมอยากจะเรียนว่าส่วนนี้จะเป็นส่วนสำคัญต่อการบริการประชาชน ผมยกตัวอย่างบางอย่างให้ท่านได้รับฟังนะครับท่านประธานว่าผมมีส่วนเกี่ยวข้อง ลองดูสิว่า ตรงนี้คืออะไร ปัญหาของระบบราชการ วัฒนธรรมขององค์กรเขาจะต้องรู้ไหมว่าเขาคืออะไร ผมเรียนว่าผมเข้าไปอยู่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไปช่วยที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อยู่พักหนึ่ง ๓-๔ ปี ทำให้เห็นบางอย่าง ผมมีหลักคิดอยู่ว่ากระทรวงไหนเป็นไม่เหมือนกัน หลักคิดของแต่ละกระทรวงหัวใจอยู่ที่ไหนไม่เหมือนกัน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นอะไร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ผมเคยคุยกับข้าราชการตอนที่ประชุมว่า ผมเชื่อว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์หัวใจอยู่ที่เป็นพี่เลี้ยง เหตุผลเพราะอะไร เพราะว่ากลุ่มเป้าหมาย หรือกลุ่มลูกค้าของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นเกษตรกรที่ลำบาก เพราะเขาช่วย ตัวเองไม่ได้ ทีนี้เราเป็นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เราเป็นกระทรวงพี่เลี้ยง เพราะฉะนั้น ความเป็นกระทรวงพี่เลี้ยงหมายถึงเป็นแคร์เทกเกอร์ (Caretaker) คอยดูแลเขา คุณธรรมของเราคืออะไร ก็คุณธรรมของพี่เลี้ยงอย่างไร คุณธรรมว่าเราจะต้องดูแลคนที่ อ่อนแออย่างไร เขานี่จนก็จน ความรู้ก็ไม่มี เขาจะไปรู้อย่างไรเรื่องการตลาดจะเป็นอย่างไร บางทีเราไปส่งเสริมเขาให้ปลูกสน บอกว่าปลูกสนสิจะได้ทำเสาเข็ม ขณะนี้เขาปิดป่าแล้ว ทำไปทำมากลายเป็นว่ามีการคิดเสาเข็มหกเหลี่ยมกลวงออกมา พวกปลูกสนตายหมด และเราก็บอกกับตัวเองว่าแหมไม่น่าเลย ไปอย่างนั้นไม่ได้ ความรับผิดชอบ ความเสียหาย อยู่กับเขา มะม่วงหิมพานต์ก็ดี ลักษณะที่ไม่ชัดเจนไปส่งเสริม คือเหมือนเอาอาหารให้คนที่ เราเลี้ยงได้บริโภค ถ้าอาหารไม่ดีมันเสาะท้องทำให้เขามีปัญหาเราจะรับผิดชอบไหม อีกอย่างหนึ่ง เราจะเห็นว่าเกษตรกรเขาร้องบ่อย ถ้าเราเป็นพี่เลี้ยงเราเบื่อเด็กที่ร้องบ่อยไม่ได้ เพราะว่า เขาลำบาก เขาปวดท้อง เขามีปัญหา เขาจะร้อง สินค้าเขามีปัญหา นี่น้ำเราจะปล่อยน้ำ เข้านาเขา จะไปจ่ายเขา ๕,๕๐๐ บาท ทุ่งบางบาลตอนนี้จะคุ้มไหม อะไรไหม เขาก็ร้องมา เขาจะเกี่ยวข้าวอยู่แล้ว สิ่งเหล่านี้เองที่จะต้องดูแล เพราะฉะนั้นความเป็นแคร์เทกเกอร์ (Caretaker) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มันละวางไม่ได้ บ่นไม่ได้ และที่สำคัญจะต้อง แข็งแรง คนที่ไม่แข็งแรงเราจะอุ้มบุคคลที่เราช่วยเหลือได้อย่างไร เราจะเป็นแคร์เทกเกอร์ (Caretaker) เป็นผู้ดูแลได้อย่างไร เพราะฉะนั้นการมีความรู้ในเรื่องการตลาด ในเรื่อง การเพาะปลูกของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นี่คือคุณธรรมและจริยธรรมของกระทรวงนี้ ไม่เหมือนกับตรงอื่น ผมเคยดูแลกระทรวงคมนาคมมา ผมเคยพูดกับข้าราชการตรงนั้นว่า กระทรวงคมนาคมท่านรู้ไหมว่าเราคืออะไร เราคือผู้ให้บริการ เราต้องมีเซอร์วิส (Service) เพราะว่าอะไร เพราะว่าคนที่เขาเดินทางได้ไม่เหมือนกลุ่มเมื่อกี้ คนที่เขาเดินทางได้เขาช่วย ตัวเองได้ระดับหนึ่ง เราอำนวยความสะดวกให้เขา คอยดูแลเขา เพราะฉะนั้นเป้าหมายของ เราไม่ว่าบก อากาศ น้ำ เราต้องดูแลเรื่องความปลอดภัย สะดวกและปลอดภัย ผมดูแลเรื่อง ขนส่งทางบก ผมอยากจะเรียนว่าผมได้เข้าไปดูที่ขนส่งทางบก ผมยกตัวอย่างว่าเราจะสร้าง ประเด็นนี้ได้อย่างไร มันเป็นเรื่องที่ว่าไม่ใช่ว่าเราไปขีดเส้นแล้วให้เขาผ่าน แต่ว่าการส่งเสริม เราจะใส่ปุ๋ยอะไรให้เขางอก ผมนี้เชื่อในระบบราชการในคนที่เป็นข้าราชการว่าเขามีความดีในตัว ผมไม่ได้คิดว่าข้าราชการนี้ เขามีความชั่วร้ายและเราไปถักทอตาข่ายเพื่อมาดักความชั่วร้าย ไม่ใช่เลย เขามีความดี อยู่ในตัวทุกคน มีเซอร์วิสมายด์ (Service Mind) สำหรับประชาชนทุกคน แต่ว่าปัญหาก็คือว่า เขาจะทำอะไร ทำอย่างไร แล้วทำไมจะต้องทำ สิ่งเหล่านี้มันเป็นการสร้าง ไม่ใช่ไปวางตาข่ายดัก หรือขีดเส้นให้เขาข้ามไม่พ้น ผมเรียนว่าผมถามที่ขนส่งทางบกที่ผมเคยดูแลเขา ๓ ปีว่า รถที่จอดรอบอาคารที่ว่าไปต่อทะเบียนนี้รถใคร เขาก็บอกว่ารถพวกข้าราชการนี้แหละครับ ผมบอกว่าเรามีที่จอดรถใช่ไหม เราเอารถของท่านนี้ขึ้นไปจอดข้างบน ฝนตกก็ไม่โดน แดดก็ไม่โดน ตรงนี้บริเวณที่เรามาต่อทะเบียนนี้ ถ้าเราปล่อยให้ว่างและประชาชนที่เขามาต่อทะเบียน มาจอดนี่ เขาจอดเสร็จแล้วเขาต่อทะเบียนเสร็จเขาก็ไป ๆ จุดหนึ่งได้ ๑๐ คัน ๑๐๐ ที่ได้เท่าไร เป็นพันคันต่อวัน มันเทิร์นโอเวอร์ (Turnover) มันเทิร์นอะราวด์ (Turnaround) ไปเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้นเบื้องต้นก็คือว่าเซอร์วิสมายด์ (Service Mind) ที่ทำให้เกิด ผมบอกเขาว่า เรามีหน้าที่ ท่านสังเกตไหมในช่วงปีใหม่ เทศกาลสงกรานต์ ขนส่งทางบกไม่มีใครกลับบ้าน เราตกลงกันอย่างนี้ เราตกลงกันว่าผมเคยเล่าให้เขาฟังว่า วันเด็กนี่เด็กทุกคนไปเที่ยววันเด็ก ลูกของครูก็อยากจะเที่ยววันเด็ก แต่ถ้าหากว่าครูไปดูแลลูกตัวเองเอาไปเที่ยววันเด็กนี่ จะไม่มีใครดูแลเด็กอื่น ๆ เพราะฉะนั้นจำเป็นที่ว่าคนที่เป็นครูในวันเด็กนี้ต้องละวางเอาลูก ไปอยู่กับตัวแต่ต้องไปดูแลเด็กอื่น คุณเป็นขนส่งก็เหมือนกัน เรามีเวลาบริการประชาชนปีหนึ่ง ๒ ครั้ง ปีใหม่ครั้งหนึ่งที่เขามีปัญหามากกลับบ้าน สงกรานต์ครั้งหนึ่ง เพราะฉะนั้นเราตกลงกัน ว่าเราจะไม่มีหยุดช่วงนี้เป็นมาจนถึงปัจจุบัน หมายความว่าช่วงปีใหม่กับสงกรานต์ท่านไปดูสิ ขนส่งไม่มีใครหยุดงานทุกคน เป็นหลักการเราตกลงกันมา ทีนี้รัฐมนตรีทำอย่างไร ผมเองใน ๗ วันเหมือนกัน ๔ วันแรกอยู่จนถึงตีสองที่ขนส่งหมอชิตคอยส่งประชาชนกลับบ้าน เราก็ ต้องเป็นต้นแบบ เขาต้องมีต้นแบบให้ดูแล้วที่เหลือ ๓ วันนี้ไปรับประชาชนกลับ หมายความว่า ครบ ๗ วันคุณจะไปประเทศไหนก็เชิญ แต่ใน ๗ วันนี้ห้ามหยุด ห้ามขาด เพราะฉะนั้น ความรู้สึกในการเป็นเซอร์วิสมายด์ (Service Mind) สำหรับดูแลประชาชนมันก็ค่อยมากขึ้น ๆ ผมเรียนว่าอย่างนี้ครับ ขนส่งทางบกพูดไปถึงตอนนี้เลย ๑๔ ปีแล้วตั้งแต่ที่ผมออกมา ปีแรกก็ได้รางวัลบริการประชาชนจาก ก.พ. ที่ท่านพูดถึงเมื่อกี้นี้ ก.พ.ร. เป็นคนให้รางวัล เขาได้รางวัลชนะเลิศปีหนึ่ง ๘ รางวัล ๙ รางวัล ปีที่ ๑๔ คือปีนี้ ๕ รางวัลชนะเพื่อนตลอด เป็นมา ๑๔ ปีแล้วท่านประธาน คำถามก็คือว่าแล้วผมอยู่ที่นั่นหรือเปล่า ไม่ได้อยู่ แต่ว่าเรา ตกลงกันตอนนั้นว่าถ้วยรางวัลหรือเหรียญรางวัลที่ได้ให้ทำเป็นจำลองส่งไปที่ขนส่งทุกจังหวัด ทุกคนจะได้รู้ว่ารางวัลนี้เราได้มาจากพวกเรา สุดท้ายขณะนี้วัฒนธรรมในการดูแลประชาชนนี้ วันที่ ๑๑ เป็นวันเกิดของเขาต้องคิดโครงการอะไรที่บริการประชาชนได้ ๑ ในวันเกิดคือ วันที่ ๑๑ สิงหาคม ก่อนวันสมเด็จ ๑ วัน คือต้องมีของขวัญให้ประชาชน ไม่ใช่รอของขวัญ มันกลายเป็นวัฒนธรรมองค์กร ไม่อย่างนั้นใครจะมาดูแลตรงนี้เขาก็ทำตรงนี้ ไม่มีใครเคยชนะเขา ปีนี้ได้รางวัลพิเศษมาอีก ท่านอธิบดีเพิ่งส่งมาให้ผมดูเมื่อกี้ว่าเป็นรางวัลที่ได้มาจากท่าน รางวัลพิเศษในการเป็นคอมเมอร์เชียล อีซี คอนแทกต์ (Commercial Easy Contact) ได้มาจาก ของ ก.พ.ร. เหมือนกันเป็นปีที่ ๑๔ เป็นรางวัลใหม่ในปีนี้ ได้รางวัลมาอีก เคยส่งไปแข่งที่ ยูเอ็น (UN) ก็เคย ระดับโลกก็เคย

ประเด็นที่สำคัญก็คือว่าระบบราชการนี้เราจะสร้างให้เขามีวัฒนธรรมองค์กร เป็นแบบนี้ได้อย่างไร เช่น ในการวัดใช่ แต่ว่าจะทำได้อย่างไร ผมพูดต่อไปอีกนิดเดียว ท่านประธานเป็นเรื่องที่คงไม่มีคนพูดกันหรอก แต่ผมจะพูดวันนี้ ขอเวลาท่านประธานนิด เรื่องพวกผม นักการเมือง จริยธรรมอยู่ที่ไหน ผมจำไม่ได้แล้ว ผมก็อยู่การเมืองมา ๓๐ ปีแล้ว เมื่อยังหนุ่ม ๆ อยู่มาก เราก็ไปคุยกัน มีความคิดนักการเมืองหนุ่มว่าอยากจะสร้าง พรรคการเมืองขึ้นมาสักพรรค ไม่เกิน ๕-๗ นาทีครับท่านประธาน เขาก็คิดกัน ผมพูดให้ฟังก็ได้ จากพรรคประชาธรรม แล้วก็มีการคุยกันที่โรงแรมแห่งหนึ่งในนั้นก็มีกันหลายคนพวกเรา หนุ่ม ๆ อยู่คุยกันว่าเราไม่เอาแล้ว เราจะสร้างพรรคการเมืองใหม่ คนหนุ่ม ๆ นักการเมืองที่ดี ผมก็พูดแย้งขึ้นมา ผมบอกว่ามันก็ดูดีนะ แต่ผมเชื่อว่านักการเมืองที่ดีไม่ต้องสร้าง เพราะมีอยู่แล้ว ผมยังจำคำผมได้ แต่ว่ามีอยู่ ๒-๓ ประเด็นต้องพิจารณา คือ ๑. คนที่จะเป็นนักการเมืองที่ดีได้ คนจนเป็นไม่ได้ เหตุผลเพราะว่าเขาไม่มีโอกาสที่จะก้าวขึ้นไปสู่พีระมิดแห่งนี้ หมายความว่า ไม่มีโอกาสได้เป็นก็เลยเป็นไม่ได้ คนที่รวยมาก ๆ ก็เป็นไม่ได้ เพราะเขามีโอกาสมาก แต่เขาไม่เข้าใจว่าประชาชนอยู่กันอย่างไร มีปัญหาอะไรเขาไม่เข้าใจ ก็เป็นไม่ได้ เพราะฉะนั้น นักการเมืองที่ดีก็จะเหมาะสมก็คือว่าคนที่มาจากคนชั้นกลาง มีการศึกษา มีไฟในใจเข้ามาเป็น แต่พอมาเป็นแล้วระบบการเมืองเป็นอย่างไร ผมพูดในวันนั้นบอกว่าผมยังเชื่อจนถึงปัจจุบัน ที่เราพยายามจะถักทอ หมายถึงตาข่ายคอยดักนักการเมือง ลงโทษให้ตลอดชีวิตไป แต่ประเด็นในการสร้างมีใครคิดกันบ้าง ผมเรียนท่านประธานว่าเวลาเข้ามาเป็น เดิมการยืนอยู่ คือมาเป็นนักการเมือง เป็น ส.ส. ง่าย มาเป็นยาก แต่ที่ยากกว่าคือรักษาไว้ ความสำเร็จ เป็นแบบนี้เสมอ ท่านประธานเชื่อไหมว่าแรก ๆ สมัยโน้นเรามาแล้วบางคนก็เป็นคนขยัน คือทำงาน ชาวบ้านมีปัญหาเดือดร้อนเรื่องถนน เรื่องสะพาน ผมไปทำถนนเยอะแยะ ตอนนั้น มีงบพัฒนา ส.ส. เราก็ไปช่วยประชาชน ประชาชนก็น้องคนนี้ดี ส.ส. คนนี้ดี เขาก็เลือก เรากลับมา เท่ากับว่าเรายืนอยู่ได้ เป็นนักการเมืองอยู่ได้ ดำรงอยู่ได้ สเตตัส (Status) ตรงนี้ แต่หลังจากนั้นมาจะโดยอะไรก็แล้วแต่ก็มีนักการเมืองที่ว่าไปทำเพื่อประโยชน์ คล้าย ๆ เอาแต่เข้าบ้านตัวเองบ้าง เราก็ตัดตรงนี้ไป ความเป็นนักการเมืองที่มีคุณธรรมที่สามารถยืนอยู่ได้ จริง ๆ หายไป ทีนี้เราทำอะไร เราก็พยายามอภิปราย มาออกกฎหมายอภิปรายกัน เยอะแยะไปหมด ประชาชนยังขาดความเข้าใจในเรื่องการเมือง การออกกฎหมาย ผมเรียน ท่านประธานก็ได้ว่า ๑๐๐ ฉบับ กระทรวงออก ๙๐ ฉบับ ส.ส. ออกจริง ๆ ไม่ถึง ๑๐ ฉบับ เป็นอย่างนั้นจริง ๆ ในระบบของเรา เพราะฉะนั้นการออกกฎหมายที่จะไปอ้างเป็นผลงานว่า เราเป็นลอว์เมกเกอร์ (Lawmaker) เป็นฝ่ายนิติบัญญัติ เป็นไปไม่จริง แล้วเราจะไปอ้างอะไร กับประชาชน ต่อจากนั้นเราจะมาเป็นอะไร ตรงนี้ก็หมดไม่มีประโยชน์อะไร ตอนนี้งบ ส.ส. ไม่มี การไปเสนอความเห็นว่าตรงนี้มีปัญหา ยื่นจดหมายไปผิดรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ก็ผิด แล้วจะให้เขาทำอะไร นักการเมืองไม่มีอะไรให้ทำเลย แล้วก็พอไปเลือกตั้งประชาชนก็ไม่เอา ที่ผมเคยพูดแล้วก็มีการซื้อเสียง เพราะเขาหวังอะไรจากนักเมืองไม่ได้ คุณธรรมตรงนี้อยู่ตรงไหน ท่านประธานที่เคารพครับ ต่ออีกนิดก็คือว่าต่อจากนั้นเราต้องทำอย่างไรเพื่อให้อยู่ได้ เราก็เริ่มมีปัญหา เริ่มพยายาม มีการหาเสียง ในเมื่อใช้ความดีไม่ได้ สมัยแรกเขาบอกว่าใช้เงิน กับความดี สมัยที่ ๒ ใช้เงินกับความดี สมัยที่ ๓ ทีนี้ใช้ความดีกับเงิน เงิน เงิน แล้วเงินเดือนเท่าไร ผมไม่ได้เรียกร้อง แต่ว่าพอเป็นแบบนี้ก็ต้องหาที่พึ่งพา ธุรกิจการเมืองมันก็เข้ามา คนที่เคยเป็นคนดี จะเริ่มกลายพันธุ์

อีกอย่างหนึ่งในการจะอยู่ได้ ผมเรียนว่าวันนี้เรามาพูดถึงคุณธรรมตรงนี้ ให้เข้าใจกันสักนิดหนึ่ง ผมพูดเองเหมาะแล้วนะครับ เราว่านักการเมืองกันไว้เยอะ เป็นนักพัฒนาก็ไม่ได้ เป็นนักออกกฎหมายก็ไม่มีผล ประชาชนไม่เห็นความสำคัญตรงนี้ สุดท้ายเป็นนักรบ หรือนักล่า กลายเป็นมาใช้ปาก คล้าย ๆ ว่าโจมตี หมายถึงว่าใช้อีกวิธี คือเป็นนักรบในสภา การทำเช่นนั้นได้เสียงชัดเจน ประชาชนชอบนะครับ แต่สิ่งที่ทำไป มันเริ่มสร้างความแตกแยกในประเทศมากขึ้น มากขึ้น มากขึ้น ป้าคนที่เขาชงกาแฟที่นี่ เขาเคยพูดกับผม ตอนนั้นหลายปีแล้ว เขาเกษียณไปนานแล้ว เขาบอกลูกพักนี้ป้าแปลกใจจังเลย เดิม ส.ส. ฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาลเขานั่งกินกาแฟด้วยกัน ตอนหลังเขาไม่เคยเข้าใกล้กันเลย มันเป็นข้อสงสัยของคนที่ชงกาแฟให้เรากิน ประเด็นปัญหาคือสังคมเริ่มแตกแยกมากขึ้น มากขึ้น มากขึ้น เพราะฉะนั้นคุณธรรมก็คือว่าการได้ออกอาวุธใช่ไหม การได้ฆ่าคนอื่นใช่ไหม หมายถึงว่าในที่เดียวกัน ผมถึงเรียนว่าท่านประธานครับเราเคยมี ขออนุญาตนิดเดียว สมัยก่อน เรามี ส.ส. ดีเด่น สมัยก่อนการให้ที่ท่านกำลังเสนอว่าเกียรติภูมิ หรือการประกาศคุณความดี ของนักการเมืองบ้าง ให้เขาพอได้ไปอ้างกับประชาชนแทนเงินหรือแทนอะไรที่เขาทำให้ประชาชนไม่ได้ขณะนี้ มันเป็นเรื่องจำเป็น เดิมเรามี ส.ส. ดีเด่น ท่านสัมพันธ์ แป้นพัฒน์ เคยเป็น แล้วหลังจากนั้นก็ไม่เคยมี อีกเลย พอมี ส.ส. บางคนที่พูดเรื่องนี้ดี มีจอมกระทู้ ใครยื่นกระทู้เยอะทำงานเยอะ จอมญัตติมีอยู่ หลายคน เดี๋ยวนี้หายไปหมด แล้วเราก็หวังว่าให้มีคุณธรรม ให้มีความดี

ดังนั้นสุดท้ายสิ่งที่ท่านได้ทำขึ้นมาตรงนี้อยากจะเรียนว่ามันเป็นเรื่องที่ ซับซ้อนเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน อาจจะต้องคิด หมายถึงหาวิธีให้ได้ แต่ผมกำลังชี้ว่าเห็นด้วยว่า สร้างขึ้นมาบ้างเถอะเรื่องพวกนี้ เพราะว่าสังคมเราจะสนใจแต่ความไม่ดีของคน แต่การที่คนดี แล้วเรายกย่องเราไม่ค่อยมี เพราะฉะนั้นที่ท่านสร้างขึ้นมาผมเห็นด้วย สนับสนุนครับ กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ต่อไปเชิญท่านถวิลวดี บุรีกุล ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา สถาบัน พระปกเกล้า อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญค่ะ

นางถวิลวดี บุรีกุล 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ถวิลวดี บุรีกุล สมาชิกหมายเลข ๖๑ ก่อนอื่นดิฉันขอขอบพระคุณคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรม และจริยธรรมของสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศคณะนี้ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องคุณธรรมของชาติ นอกจากนี้ดิฉันยัง ขอบคุณทางอนุกรรมาธิการที่มาจากศูนย์คุณธรรมที่ให้ข้อมูลกับพวกเราในเรื่องของการที่จะ เตรียมการเพื่อที่จะยกระดับเรื่องของคุณธรรมของสังคมไทย ในฐานะเครือข่ายของสมัชชา คุณธรรมดิฉันคงต้องสนับสนุนสิ่งที่ท่านกำลังดำเนินการอยู่ เพราะท่านมีความพยายาม มานานแล้วที่จะให้เกิดสังคมแห่งคุณธรรมขึ้นมาให้ได้ ทีนี้ประเด็นก็คือท่านตั้งโจทย์ว่า ทำอย่างไรถึงจะแก้ปัญหาด้านคุณธรรม จริยธรรมของบุคคลและองค์กรที่เป็นปัญหา ของสังคมและประเทศชาติอยู่ขณะนี้ และทางออกที่ท่านเสนอก็คือการพัฒนาเกณฑ์ มาตรฐานคุณธรรมแห่งชาติแล้วก็เอาเกณฑ์นี้ไปสู่การปฏิบัติ แล้วก็มีการสร้างตัวชี้วัด มีการประเมินผล มีการให้รางวัล ดิฉันเห็นด้วยว่าการให้รางวัลเป็นการสร้างอะแวร์เนส (Awareness) แต่ว่าประเด็นที่กำลังดำเนินการอยู่นี้จะนำไปสู่การแก้ปัญหาคุณธรรม จริยธรรมของบุคคลและขององค์กรได้อย่างเหมาะสมและสมบูรณ์หรือไม่ อันนี้ก็เป็นประเด็น ดิฉันก็เลยมีความคิดบางอย่างว่าเรื่องของคุณธรรม จริยธรรมเป็นเรื่องสำคัญ เพราะว่า การเสริมสร้างคุณธรรมและความซื่อตรง คือดิฉันอยากจะใช้คำว่าอินเทกริตี (Integrity) ซึ่งไม่ค่อยมีใครคำนึงถึงคำว่าอินเทกกริตี (Integrity) ดิฉันไม่ทราบว่าจะแปลว่าอะไรดีนะคะ อาจจะเป็นเรื่องของความซื่อตรงก็ได้ เพราะเราเคยมีแผนพัฒนาความซื่อตรงแห่งชาติ แล้วท่านก็ดูเหมือนจะลืมไปเลย ดิฉันคิดว่าศูนย์คุณธรรมอาจจะลืมแผนพัฒนาความซื่อตรง ที่เคยทำกับหน่วยงานกันมาเยอะแยะแล้วก็ไปถึงไหนแล้วไม่มีการขับเคลื่อนต่อ เพราะฉะนั้น การเสริมสร้างคุณธรรมและความซื่อตรงจะมั่นใจได้ว่าประชาชนจะรู้สึกว่าเขาเป็นส่วนหนึ่ง ของการสร้างวัฒนธรรมสังคมซึ่งเป็นเรื่องที่จำเป็น และนอกจากนี้เป็นเรื่องของการพัฒนา ทุนมนุษย์ด้วย เป็นการมองภาพรวม เพราะฉะนั้นเรื่องนี้เป็นเรื่องที่จะต้องพัฒนาทักษะ เป็นการพัฒนาความรู้ และทัศนคติที่ก้าวหน้าในเรื่องของคุณธรรม จริยธรรม เป็นการเปลี่ยนแปลง ของสังคมเพราะว่าประเทศที่พัฒนาแล้วไม่ใช่ขึ้นกับความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ และเน้นเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ว่ามันเป็นเรื่องของความก้าวหน้าในเรื่องของสังคม วัฒนธรรม ความรู้ ปัญญา และจิตวิญญาณ เพราะฉะนั้นทำอย่างไรถึงจะให้เกิดจิตวิญญาณที่จะทำให้ คนขับเคลื่อนตัวเองและองค์กรของตัวเองไปสู่สังคมที่เป็นคุณธรรมได้ ดิฉันอยากจะมองไป ไกลกว่าคำว่าองค์กร เพราะในที่นี้ดูเหมือนจะเน้นเรื่องของการประเมินองค์กร การพัฒนาองค์กร แต่ว่าจะทำอย่างไรให้เป็นภาพรวมของสังคมตรงนั้น ท่านได้ยกตัวอย่างของมัลคอล์ม บัลดริจ เนชันนัล ควอลิตี อะวอร์ด (Malcolm Baldrige National Quality Award) รวมทั้งเรื่อง ของพีเอ็มคิวเอ (PMQA) เรื่องของอะไรเยอะแยะ แต่ว่านั่นคือรางวัลแห่งคุณภาพ เป็นรางวัล ของโพรดักทิวิตี (Productivity) คุณภาพมิใช่คุณธรรม มันเป็นคนละเรื่องกัน แล้วก็รางวัลเหล่านั้น ก็เน้นในเรื่องของโพรเซส (Process) เน้นเรื่องโพรดักต์ (Product) เน้นเรื่องของคัสโตเมอร์ แซทิสแฟกชัน (Customer Satisfaction) อะไรเยอะแยะไปหมด แต่สิ่งที่เน้นน้อยก็คือ เรื่องของคุณธรรม ดิฉันก็เลยไม่อยากที่จะให้ไปเน้นตรงนั้นเสียจนลืมว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ และศูนย์คุณธรรมไม่ใช่หน่วยงานไอเอสโอ (ISO) ไม่ใช่เนชันนัล อินสทิทิว ออฟ สแตนดาร์ด แอนด์ เทคโนโลยี (National Institute of Standards and Technology) ที่เรียกว่า หน่วยงานนิสต์ (NIST) ที่ทำเรื่องของมัลคอล์ม บัลดริจ เนชันนัล ควอลิตี อะวอร์ด (Malcolm Baldrige National Quality Award) แต่ท่านคือศูนย์คุณธรรมซึ่งทำหน้าที่ที่ดีอยู่แล้วคือส่งเสริมเรื่องของ คุณธรรมของชาติ คุณธรรมของผู้คน เพราะฉะนั้นก็ควรจะทำตรงนี้ให้เป็นผลนะคะ เพราะฉะนั้นเรื่องของโค้ด ออฟ คอนดักต์ (Code of Conduct) ที่จะต้องมีดิฉันเห็นด้วยว่า จะต้องมี ทำอย่างไรประชาชนถึงจะรู้ว่าตัวเองจะต้องตั้งตนอยู่บนความถูกต้อง ทำอย่างไร ดิฉันยกตัวอย่างแผนพัฒนาความซื่อตรงแห่งชาติมาเลเซียแล้วกันนะคะ เพราะว่าดูเหมือน จะตรงที่สุดกับสิ่งที่เรากำลังพยายามที่จะทำกันอยู่ เขามีสถาบันที่สำคัญที่ตั้งขึ้นมา เพื่อที่จะดูแลแผนพัฒนาความซื่อตรงแห่งชาติมาเลเซีย ซึ่งสถาบันของเขาเป็นสถาบันดูเหมือนว่า จะมีที่เดียวในโลกหรือเปล่านะคะที่เรียกว่าเป็นไอไอเอ็ม (IIM) คืออินสทิทิว ออฟ อินเทกริตี (Institute of Integrity) เลยของประเทศนี้ แล้วก็มีภารกิจที่สำคัญในเรื่องของการเสริมสร้าง ความซื่อตรงในหน่วยงานต่าง ๆ รวมทั้งในโรงเรียน ในสังคม ในภาคเอกชน ในภาคประชาสังคม แล้วก็ภาคราชการด้วย แล้วก็นอกจากนี้มีการจัดทำหลักสูตร มีเรื่องต่าง ๆ เยอะแยะเลย ซึ่งดูเหมือนจะสอดคล้องกับศูนย์คุณธรรม แต่ทำไมถึง ศูนย์คุณธรรมก็คงจะมีคนไปดูงาน อยู่แล้วก็นำมาสู่การทำแผนพัฒนาความซื่อตรงแห่งชาติ ซึ่งตรงนี้ดิฉันคิดว่าเป็นเรื่องที่สำคัญ มากกว่าการที่ท่านจะมาคอยไปประเมินผลเพราะว่าดิฉันก็มีความตื่นตัวแล้วกลัวอยู่เหมือนกันว่า ท่านอาจจะชี้นิ้วไปว่าหน่วยงานนี้คุณธรรมต่ำ หน่วยงานนี้คุณธรรมสูง ซึ่งแต่ละคนก็คง ไม่อยากที่จะให้ใครมาชี้นิ้วตรงนั้น ถึงแม้ว่าท่านบอกเป็นเรื่องของการสมัครใจที่จะส่งตัวเอง เข้าประกวดก็คงไม่มีใครที่จะกล้าส่งตัวเองเข้าประกวดสักเท่าไร เพราะว่าเป็นเรื่อง ที่ละเอียดอ่อนมากแล้วก็มีความเกรงกลัว และสุดท้ายเขาก็จะชี้นิ้วกลับมาที่ท่านว่า แล้วท่านมีระดับที่ผ่านเกณฑ์มากน้อยแค่ไหนที่จะประเมินคนอื่น ซึ่งตรงนี้ก็เป็นเรื่อง ที่ละเอียดอ่อนมาก และจะทำอย่างไรถึงจะให้เป็นผล เพราะฉะนั้นดิฉันก็อยากจะแนะนำว่า ลองไปทบทวนข้อเสนอว่าเราควรจะปรับตรงไหนที่จะทำให้เรื่องของคุณธรรมมันเดินหน้าไป ได้ไกลกว่าการแค่มานั่งประเมินแล้วก็ให้รางวัลกันนะคะ ขอบพระคุณค่ะ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณมากค่ะ มีผู้ขออภิปรายอีก ๒ ท่านนะคะ คือรองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ และท่านธานินทร์ ผะเอม ค่ะ เรียนเชิญท่านรองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตวุฒิสมาชิก เรียนเชิญค่ะ

นางพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ 🔗

ขอบคุณท่านประธานค่ะ กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน พรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ ดิฉันอาจจะไม่ได้อภิปรายมากนักแต่ว่า อันนี้อาจจะเป็นคำถามมากกว่านะคะ เพราะว่าจากการที่ท่านผู้นำเสนอได้มีการกล่าวว่า เรื่องของคุณธรรม เกณฑ์ของคุณธรรมแห่งชาติพวกนี้จะไม่ใช่สิ่งที่จะบังคับในองค์กรที่จะทำ หน้าที่ประเมินนั้นจะไม่ใช่ประเมินชี้ผิดชี้ถูกใครต่ำกว่ามาตรฐานแต่ว่าจะเป็นการที่จะให้ การสนับสนุนให้ข้อมูลให้ความรู้เพื่อที่จะให้มีการพัฒนาคุณธรรมขององค์กรนั้น ๆ ต่อไปนะคะ แต่ว่าในข้อเสนอแนะที่ท่านได้เสนอแนะมาในรีพอร์ต (Report) อันนี้ท่านบอกว่าควรจะมี การเชื่อมโยงผ่านการรับรองเกณฑ์มาตรฐานคุณธรรมแห่งชาติไปใช้เป็นเงื่อนไข ในการสนับสนุนงบประมาณจากองค์กรภาครัฐที่เกี่ยวข้อง อันนี้มันมีความสำคัญพอ ๆ กับการชี้ให้เห็นว่าไม่ผ่านเกณฑ์ของการประเมิน อันนี้ดิฉันคิดว่าเราไม่อยากจะเห็นองค์กร เรื่องของคุณธรรม เรื่องของจริยธรรม เป็นสิ่งที่ไม่มีใครเถียงว่ามีความจำเป็น ไม่ว่าจะระดับ สังคม ชุมชน บุคคล และกระทั่งระดับชาติที่เราจะต้องพัฒนาให้เกิดขึ้น ทุกคนเห็นด้วย แต่ว่าการที่จะพัฒนาในสิ่งเหล่านี้ซึ่งเป็นนามธรรมมากกว่ารูปธรรม แม้แต่ท่านจะพยายามไป ลิงก์ (Link) กับเอชเอ (HA) หรือฮอสพิทัล แอกเครดิเทชัน (Hospital Accreditation) อันนี้มันเป็นกระบวนการตามคุณภาพของโรงพยาบาล ซึ่งถ้าไม่ปฏิบัติตามไครทีเรีย (Criteria) อันนี้ที่ชัดเจนมากพอที่จะประเมินได้ แม้กระทั่งการประเมินที่จะทำด้วยตัวของ องค์กรเองก็สามารถที่จะประเมินองค์กรนั้นได้นะคะ ใช้เป็นการพัฒนาตัวเองได้อย่างต่อเนื่อง อันนี้ถ้าไม่ทำก็ส่งผลถึงชีวิตของคนไข้หรือผู้มารับบริการ แต่เรื่องของการประเมินเกณฑ์คุณธรรม สิ่งเหล่านี้เป็นนามธรรมมากซึ่งยังไม่มีความชัดเจน ถึงแม้ท่านจะพยายามเสนอเกณฑ์ออกมา เพราะฉะนั้นการที่จะให้องค์กรใดองค์กรหนึ่ง หรือคณะกรรมการใดคณะกรรมการหนึ่งตั้งตัวมาประเมินในเรื่องของเกณฑ์ทางคุณธรรมว่า จะได้ตามเกณฑ์หรือไม่ได้ตามเกณฑ์เป็นสิ่งที่อาจจะก่อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์หรือว่า การโต้แย้งได้มากมาย รวมทั้งคณะผู้ประเมินด้วยก็อาจจะถูกตั้งคำถามด้วยเช่นเดียวกันว่า คุณลักษณะของผู้ประเมินที่จะมาประเมินว่าใครมีคุณธรรม ท่านควรจะมีคุณลักษณะอย่างไร ด้วยนะคะ

อีกข้อหนึ่งที่ดิฉันอยากจะเรียนเสนอก็คือในการแก้ไขร่างพระราชกฤษฎีกา โดยเฉพาะในเรื่องของมาตรา ๗ ซึ่งเกี่ยวกับหน้าที่ ในพระราชกฤษฎีกาอันเก่าดิฉันคิดว่า ในการตั้งองค์การมหาชนเช่นนี้ค่อนข้างจะแปลกที่หน้าที่ไม่ชัดเจนเลย ดิฉันคิดว่าน่าจะปรับ หน้าที่ให้ชัดเจนมากกว่านี้นะคะ อย่างมาตรา ๗ ให้ศูนย์มีวัตถุประสงค์ต่อไปนี้ ตั้งแต่ ๑ ถึง ๔ ไม่ได้พูดถึงวัตถุประสงค์จริง ๆ เลยนอกจากว่าสนับสนุนการวิจัยค้นคว้าเรื่องการประพฤติ ปฏิบัติดีของบุคคลและการเป็นคนดีของสังคมอะไรทำนองนี้ ซึ่งดิฉันคิดว่าไม่มีน้ำหนักพอ แล้วก็วัตถุประสงค์และหน้าที่นี้น่าจะเขียนรวมกันให้ชัดเจนว่าศูนย์มีหน้าที่ที่จะต้องทำ อะไรบ้าง แล้วก็ข้อสำคัญก็คือเมื่อมีหน้าที่ที่จะทำอะไรแล้ว ซึ่งดิฉันรวบรวมมาอาจจะต้องทำ เรื่องของพัฒนาเกณฑ์คุณธรรมแห่งชาติและควรจะต้องทำแผนแม่บทของชาติด้วยในเรื่อง ของการเสริมสร้างคุณธรรม นอกจากนั้นจะต้องมีการประเมินจัดทำการประเมินผล การทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำงานขององค์กร มีหลายองค์กรที่มีแต่เฉพาะ กระบวนการทำงานแต่ไม่มีบททางกฎหมายเลยที่จะประเมินผลการทำงานขององค์กรเอง โดยเฉพาะในเรื่องผลกระทบต่อประชาชน ดิฉันคิดว่าน่าจะบรรจุไว้ในร่างพระราชกฤษฎีกา ที่เกี่ยวกับวัตถุประสงค์แล้วก็หน้าที่ ท่านมีหน้าที่ที่จะต้องสร้างเกณฑ์มาตรฐานหรืออะไรก็แล้วแต่ แต่ในที่สุดก็ควรจะต้องมีหน้าที่ในการประเมินผลงานของตัวเองที่ส่งผลกระทบถึงประชาชน ควรจะต้องมีการระบุไว้ว่าประชาชนนั้นสามารถที่จะพัฒนาคุณธรรมความดีหรือมีองค์กร สักกี่องค์กรที่ผ่านเกณฑ์การประเมินในรอบแต่ละปีในการพัฒนาองค์กร แล้วก็ความพึงพอใจ ของประชาชนต่อองค์กรเหล่านั้น อันนี้แสดงว่าองค์การมหาชนที่ทำหน้าที่ในเรื่องนี้ ได้ทำหน้าที่อย่างสมบูรณ์แล้ว ไม่อย่างนั้นก็จะเป็นการเลื่อนลอยที่ว่าเราตั้งองค์กรมา ๑๐ ปี แต่ตัวเลขทางด้านคุณธรรมของประเทศไทยต่ำเตี้ยลงไปในสายตานานาชาติ แล้วอาจจะ ต่ำลงไปเรื่อย ๆ เราก็ควรจะใช้ข้อมูลอันนี้ย้อนกลับมาพิจารณาองค์กรทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับ เรื่องนี้ว่าท่านได้ทำหน้าที่สมบูรณ์แล้วหรือไม่ เพราะฉะนั้นก็จะต้องบรรจุการประเมินผล องค์กรในลักษณะที่เป็นผลต่อการทำงาน ถ้าเผื่อท่านจะทำงานเพื่อสร้างเกณฑ์มาตรฐาน คุณธรรม จริยธรรมแห่งชาติ สร้างแผนแม่บท ก็ต้องประเมินผลกระทบเหล่านั้นด้วยว่า มันมีผลต่อประชาชนแค่ไหน มันทำให้องค์กรนั้นได้พัฒนาขึ้นมาจริงหรือไม่ และถ้าหากว่า มันไม่ประสบความสำเร็จดังกล่าวนั้นก็จะได้นำกลับมาในการแก้ไขการทำงานในแต่ละปี ไม่อย่างนั้นงบประมาณที่เราเสียไปตลอดเวลา ๑๐ ปีที่ผ่านมาก็ไม่ได้เกิดอะไรขึ้นมาเลย แล้วก็ต้องมีการปรับพระราชกฤษฎีกาใหม่ เพื่อดูเหมือนจะขยายอำนาจขององค์กรให้มากขึ้น อาจจะเชื่อมโยงในการของบประมาณให้มากขึ้นซึ่งดิฉันคิดว่าในความเห็นส่วนตัวมันก็ไม่เป็นธรรม กับผู้ที่เสียภาษี ขอบพระคุณค่ะ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ มีสมาชิกขออภิปรายเพิ่มอีก ๒ ท่าน รวมทั้งหมดเหลือเป็น ๓ ท่าน ต่อไปเรียนเชิญท่านธานินทร์ ผะเอม รองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการ เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

นายธานินทร์ ผะเอม

ขอบพระคุณท่านประธาน ผม ธานินทร์ ผะเอม สมาชิก สปท. หมายเลข ๗๔ ต้องขอแก้ไขนิดหนึ่งนะครับ ผมได้กลายเป็นอดีตรองเลขาธิการ คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเมื่อปลายเดือนที่แล้ว ก่อนอื่นผมต้อง ขอแสดงความชื่นชมเรื่องคุณธรรม จริยธรรม มันเป็นเรื่องที่เป็นนามธรรมแล้วก็ละเอียดอ่อน ยากที่จะหยิบจับขึ้นมา แต่ประเด็นที่ผมคิดว่ารายงานนี้คิดว่ายังมีจุดอ่อนถึงแม้ว่าผมจะ สนับสนุนให้มีเรื่องนี้เกิดขึ้นก็ตามใน สปท. ของเรา

ประการแรก เรื่องที่เราเกริ่นมาในรายงานของท่านกรรมาธิการ ท่านก็ พยายามที่จะยกเรื่องของประเทศขึ้นมา แล้วก็ลงมาถึงเรื่องขององค์กรแต่คุณธรรม จริยธรรม มันเป็นเรื่องของความลึกข้างใน เป็นเรื่องจิตสำนึก โดยเฉพาะเรามักจะพูดกันเรื่องฮาร์ดแวร์ (Hardware) ซอฟต์แวร์ (Software) และพีเพิลแวร์ (Peopleware) ซึ่งอันนี้มันโยงมาว่า ถ้ามาพูดเรื่องของคนปั๊บตรงนี้เป็นเรื่องจิตสำนึก และจริง ๆ แล้วมันเป็นเรื่องฮาร์ดแวร์ (Hardware) เหมือนกันนะครับ แต่สะกดว่า เอช (H) อี (E) เอ (A) อาร์ (R) ที (T) อันนี้เรา ไม่ค่อยพูดถึงฮาร์ต (Heart) ที่เป็นเรื่องของจิตใจ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญแล้วก็เวลาโยง ออกไปมันก็สะท้อนเรื่องอิมเมจ (Image) ขององค์กรของประเทศ แต่อันหนึ่งที่ผมคิดว่า มันสามารถทำให้เป็นรูปธรรมได้ เราจะพบว่ามันมีโค้ด ออฟ คอนดักต์ (Code of Conduct) อันนี้ใกล้เคียงกันแต่เป็นเรื่องพฤติกรรมที่แสดงออก ในใจเขาจะคิดอย่างไรไม่ทราบ เพราะเป็นเรื่องที่มันลึกเข้าไปข้างใน คราวนี้ถ้ามาพูดถึงเรื่ององค์กรในประเด็นนี้ ซึ่งผมพยายามจะเลี่ยงประเด็นที่ท่านสมาชิกตั้งแต่ท่านแรกได้กล่าวมาแล้ว วัฒนธรรมขององค์กร มันไปโยงกับเรื่องภารกิจ แล้วหลายท่านก็ได้พูดว่าตรงนี้ถ้าจะดูโค้ด ออฟ คอนดักต์ (Code of Conduct) ที่มันไปหนุนเกื้อกับการทำให้วัฒนธรรมขององค์กรมันเหมาะกับการปฏิบัติภารกิจ มันมีความหลากหลาย ตัดเสื้อไซซ์ (Size) เดียวก็จะลำบากมากนะครับ อันนี้ผมอยากจะเรียน นิดหนึ่งว่าแล้วตกลงถ้าเราวัดองค์กรคุณธรรมและจริยธรรมองค์กรมันก็จะเป็นเรื่องที่มันยาก เพราะเป็นเรื่องของตัวบุคคลที่เราต้องสร้างมา อันนั้นเป็นประการแรก

ประการที่ ๒ เราดูองค์กรเราก็ดูเพอร์ฟอร์แมนซ์ (Performance) อันนี้มันจะ โยงกับสิ่งที่ผมคิดว่าทางผมค่อนข้างจะเป็นกังวลมาก ๆ ก็คือการที่เราพูดถึงเบนช์มาร์ก (Benchmark) ของมัลคอล์มบัลดริจ (Malcolm Baldrige) ซึ่งอันนี้เป็นรางวัลที่ได้รับ การอ้างอิงทั่วไป รวมทั้งเรื่องไทยแลนด์ ควอลิตี อะวอร์ด (Thailand Quality Award) ที่สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติของเราก็ได้ใช้มัลคอล์มบัลดริจ (Malcolm Baldrige) ประยุกต์ออกมา เข้ามาในบริบท ตรงนี้เราจะพบว่าพีเอ็มคิวเอ (PMQA) ของภาครัฐ องค์กรภาครัฐ แต่ทีคิวเอ (TQA) หมายถึงไทยแลนด์ ควอลิตี อะวอร์ด (Thailand Quality Award) วัดภาคเอกชน เพราะฉะนั้นตัวชี้ต่าง ๆ มันก็จะไม่ไปด้วยกัน เพราะฉะนั้นเบนช์มาร์ก (Benchmark) ตัวนี้ ผมก็อยากให้ทบทวน หลัก ๆ แล้วถ้าไปดูแล้วการที่เรามีรางวัลที่เป็นมัลคอล์มบัลดริจ (Malcolm Baldrige) หรือว่าจะเป็นทีคิวเอ (TQA) ก็เพื่อไปโยงกับที่สมาชิกบางท่านได้พูดไว้แล้ว เรื่องโพรเทกทิฟลี (Protectively) หรือเรื่องคอมเพตทิทิฟเนส (Competitiveness) ตรงนี้ ผมไม่อยากให้มันไปปนกัน เพราะว่ารายงานนี้ถ้าจะกรุณาปรับปรุง ทบทวนปรับปรุงให้ตรงจุด ตรงประเด็นมากยิ่งขึ้นนี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี ขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ต่อไปเรียนเชิญท่าน พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม อดีตสมาชิกวุฒิสภาค่ะ

พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม 🔗

ขอบคุณท่านประธานครับ เฉลิมชัย เครืองาม หมายเลข ๓๑ ท่านประธานครับ ในรัฐธรรมนูญฉบับผ่านการลงประชามติ แล้วก็รอ การประกาศใช้นั้น มีคำถามว่ามีบทบัญญัติใดพูดถึงเรื่องคุณธรรมและจริยธรรมไว้เป็นการเฉพาะ ที่จะใช้บังคับต่อข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือไม่ ผมขออนุญาตอ่านในหมวด ๖ ว่าด้วยแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่พูดไว้อย่างชัดแจ้ง และเห็นว่าเป็นประโยชน์ ต่อกรรมาธิการที่ท่านจะกรุณานำไปสานต่อแล้วก็ต่อยอดในสิ่งที่ท่านได้เสนอรายงานชิ้นนี้ไว้ ในมาตรา ๗๖ วรรคสอง ขออนุญาตอ่านนะครับ รัฐพึงดำเนินการให้มีกฎหมายเกี่ยวกับ การบริหารงานบุคคลของหน่วยงานของรัฐให้เป็นไปตามระบบคุณธรรม มีคำว่าคุณธรรม โดยกฎหมายดังกล่าวอย่างน้อยต้องมีมาตรการป้องกันมิให้ผู้ใดใช้อำนาจหรือกระทำการ โดยมิชอบที่เป็นการก้าวก่ายหรือแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่หรือกระบวนการแต่งตั้ง หรือการพิจารณาความดีความชอบของเจ้าหน้าที่ของรัฐ นี่คือวรรคสอง

แล้วในวรรคสาม รัฐพึงจัดให้มีมาตรฐานทางจริยธรรมเพื่อให้หน่วยงานของรัฐ ใช้เป็นหลักในการกำหนดประมวลจริยธรรมสำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐในหน่วยงานนั้น ๆ ซึ่งต้องไม่ต่ำกว่ามาตรฐานทางจริยธรรมดังกล่าว จะเห็นได้ว่าในมาตรา ๗๖ นี้มีบทบัญญัติ ที่กล่าวถึงทั้งคำว่าคุณธรรมและจริยธรรม ผมคิดอย่างนี้ครับท่านประธาน คุณธรรมและ มาตรฐานจริยธรรมที่เราพูดถึงกันนั้นเรามักจะพูดถึงที่เกี่ยวพันกับนักการเมือง แต่ในมาตรานี้ มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้อง ใช้คำกว้าง ๆ ว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐ เรากังวลกันครับว่าการใช้ ครอบคลุมทั้งนักการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้นใครจะมีบทบาทหรือมีอำนาจหน้าที่ ในการกำกับดูแล เพราะในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้นเดิมกำหนดไว้ให้ผู้ตรวจการแผ่นดินนั้น มีหน้าที่ที่จะกำกับดูแลและดำเนินการทางคดีแม้กระทั่งนักการเมืองและข้าราชการ แต่ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้มีการแยกไว้อย่างชัดเจน ส่วนของนักการเมืองนั้นแยกออกไป ให้ศาลรัฐธรรมนูญ ให้องค์กรอิสระ ประชุมหารือร่วมกันเพื่อกำหนดมาตรฐานทางจริยธรรม แล้วก็ใช้บังคับกับ ส.ส. ส.ว. คณะรัฐมนตรีและองค์กรอิสระอื่น ๆ แต่ในมาตรานี้ชัดเจนว่า ได้มีบทบัญญัติเกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ คราวนี้มาถึงรายงานของทางกรรมาธิการ ผมพยายามอ่านเร็ว ๆ จะเห็นได้ว่าจุดหลักสำคัญนั้นคือท่านต้องการให้มีการเพิ่มเติม ในพระราชกฤษฎีกาการจัดตั้งศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) เพิ่มข้อความอีกเพียง ไม่กี่ข้อความ แล้วทำให้อำนาจหน้าที่ของศูนย์คุณธรรมนั้นสามารถที่จะเขียนกฎเกณฑ์ สิ่งที่ท่านเรียกว่ามาตรฐานกลางของคุณธรรม และรวมไปถึงการประเมินหน่วยงานต่าง ๆ แต่ถ้าหากว่าท่านดูตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะเห็นได้ว่าเขียนได้อย่างชัดเจนครับว่าให้รัฐพึงจัด ดำเนินการให้มีกฎหมายเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของหน่วยงานของรัฐให้เป็นไปตาม ระบบคุณธรรม และในวรรคต่อมา รัฐพึงจัดให้มีมาตรฐานทางจริยธรรม คำถามก็คือ ใครจะเป็นคนทำ ได้มีผู้อภิปรายไว้แล้วว่าปัจจุบันนี้คำว่าศูนย์คุณธรรม ศูนย์จริยธรรม มันมีกันเยอะ ผมต้องใช้คำว่าเกร่อ ถ้าจะใช้คำแรงไปผมก็ขออภัย แต่ผมเห็นว่ามันมีอยู่มากจริง ๆ และกฎเกณฑ์กติกาต่าง ๆ ที่ใช้นั้นมีอยู่มากหลายอีกเหมือนกัน เพราะฉะนั้นการที่ทางกรรมาธิการท่านจะให้มีการแก้ พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้และเพิ่มอำนาจหน้าที่กฎเกณฑ์ขึ้นมา ผมเห็นด้วย แต่สิ่งที่ผมขอฝากไว้ เป็นข้อสังเกตก็คือในรัฐธรรมนูญนั้นเขียนเอาไว้ว่าให้มีกฎหมาย เพราะฉะนั้นกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่ท่านจะทำขึ้นมานั้นไหน ๆ ถ้าท่านจะทำเป็นกฎเกณฑ์ที่เป็นกฎเกณฑ์กลางของมาตรฐาน คุณธรรมแล้ว ถามว่าสภาพบังคับมันจะเป็นอย่างไร ผมค่อนข้างกังวลกับสภาพบังคับ ถ้าหากว่า เป็นกฎหมายสภาพบังคับมันจะจริงจังแน่นอนแล้วก็มั่นคงกว่า แต่ถ้าเป็นกฎเกณฑ์นั้น มันก็ลอย ๆ ถามว่าทำก็ได้ ไม่ทำก็ได้ เพราะฉะนั้นในเรื่องของกฎเกณฑ์ที่จะเป็นกฎหมายนั้น จริง ๆ มีบางประเทศเขาทำนะครับ ในสหรัฐอเมริกาเขาก็ทำ เขาใช้คำว่าเอททิก กัฟเวิร์นแนนซ์ แอกต์ (Ethics Governance Acts) ด้วยซ้ำ เป็นพระราชบัญญัติมาตรฐานจริยธรรม ของหน่วยงานของรัฐ ในแคนาดาก็มี ในอังกฤษก็มี อังกฤษแยกออกไปเลยกฎหมายจริยธรรม สำหรับนักการเมืองก็เป็นฉบับหนึ่ง กฎหมายจริยธรรมสำหรับข้าราชการของรัฐ หน่วยงานของรัฐ ก็เป็นอีกฉบับหนึ่ง ผมได้เคยอ่านดูเร็ว ๆ เพราะฉะนั้นจะเป็นไปได้ไหมถ้าท่านจะมีการต่อยอด การศึกษาของท่านในอนาคต ถ้ามีเวลาว่าทำอย่างไรที่จะให้กฎเกณฑ์ที่ท่านจะทำขึ้นมา ในอนาคตมีสภาพบังคับเป็นกฎหมายอาจจะเป็นระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี จริง ๆ เรื่อง ของคำว่าคุณธรรม จริยธรรม มันมีกันมามากมายหลายปี แต่ที่เริ่มจริงจังแล้วก็เป็นกฎเกณฑ์ ที่ชัดเจนขึ้นคือประมาณปี ๒๕๔๙ ปี ๒๕๕๐ ปี ๒๕๕๑ ภายหลังจากที่มีระเบียบ สำนักนายกรัฐมนตรี ผมจำได้เป็นคุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้มีระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีเรื่องของคุณธรรม จริยธรรมขึ้นมา อย่างไรก็แล้วแต่กฎเกณฑ์ ที่จะทำขึ้นมานั้นผมค่อนข้างกังวล และมีผู้อภิปรายไว้หลายท่านแล้วว่ามันจะเป็นลักษณะของ การฟิต ฟอร์ ออล (Fit for All) ซึ่งผมพยายามจินตนาการว่าท่านจะออกแบบกฎเกณฑ์ มาตรฐานกลางอย่างไรที่จะให้ใช้กับข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานของรัฐต่าง ๆ มันมีความหลากหลายมากมายจริง ๆ ข้าราชการตุลาการ ข้าราชการตำรวจ ข้าราชการ อัยการ ข้าราชการพลเรือน ข้าราชการครู ต่าง ๆ เหล่านี้จะมีมาตรฐานหรือเกณฑ์คุณภาพ หรือคุณธรรมที่เป็นลักษณะเดียวกันได้หรือ เพราะฉะนั้นผมค่อนข้างจะกังวลว่าสิ่งที่ท่าน ทำเอาไว้ ถ้าในทางภาษาของทางสาธารณสุขเป็นเรื่องเน้นทางด้านคุณภาพ แต่คุณธรรมนั้น มันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แม้กระทั่งว่าคุณธรรมกับจริยธรรมการพิจารณาก็มีความหลากหลาย แล้วครับ ท่านเขียนไว้ในรายงานของท่านว่าคุณธรรมเป็นนามธรรม แต่จริยธรรมเป็นรูปธรรม ผมไม่เชื่อตามท่านทั้งคุณธรรมและจริยธรรมนั้นล้วนเป็นนามธรรมเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ แต่จริยธรรมนั้นจะมีน้ำหนักของการประพฤติปฏิบัติที่แน่นหนาขึ้นที่มากขึ้น เพราะมีกรอบ มากกว่าคุณธรรม คุณธรรมนั้นเป็นเรื่องของการประพฤติปฏิบัติในสิ่งที่ควร แต่จริยธรรมนั้น บวกเอาเรื่องของศีลธรรมเข้ามาด้วยเป็นการประพฤติปฏิบัติในสิ่งที่ดีงาม เพราะฉะนั้น ถ้าเป็นไปได้มาตรฐานจริยธรรมหรือคุณธรรมที่ท่านจะทำไว้ ผมฝากให้ท่านทำให้ เป็นกฎหมาย ท่านช่วยทำเป็นตุ๊กตาขึ้นมา ผมมีรายงานเอกสารซึ่งผมเห็นแล้วผมชื่นชมมาก เป็นแบบคู่มือของสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย อำเภอท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี เป็นปึกเลย ไม่น่าเชื่อเลยว่าเขาจะสามารถทำเป็นเกณฑ์ประเมิน คุณธรรมขึ้นมาได้ มีหัวข้อต่าง ๆ มากมาย มีการให้น้ำหนักคะแนน มีวิธีการพิจารณา มีเกณฑ์ของการพิจารณาทั้งเรื่องของผู้บังคับบัญชา ทั้งของสมาชิกในชุมชน แล้วก็ข้าราชการ ที่ประพฤติปฏิบัติงานอยู่ ผมเห็นว่าเกณฑ์ของมาตรฐานจริยธรรมและคุณธรรมนั้นถ้าทำให้ เป็นกลางมันจะทำยาก แต่ถ้าหากว่าศูนย์คุณธรรมจะกำหนดขึ้นมาเป็นเกณฑ์คร่าว ๆ แล้วมี หน้าที่ในการเซนเซอร์ (Censor) หรือในการตรวจทานครั้งสุดท้ายก่อนที่จะไปมีสภาพบังคับใช้มันจะเป็นประโยชน์กว่า เหมือนใน สมัยก่อนที่เราให้ผู้ตรวจการแผ่นดินมีหน้าที่เป็นองค์กรกลางอิสระขึ้นมาในการที่จะตรวจ เอกสารที่ท่านบอกว่าเป็นมาตรฐานจริยธรรมของหน่วยงานต่าง ๆ ถ้าเป็นไปได้คือส่ง ไปให้ผู้ตรวจการแผ่นดินเขาพิจารณาเซนเซอร์ (Censor) เพราะฉะนั้นศูนย์คุณธรรมนี่ ท่านก็จะเป็นคนสุดท้ายหรือเป็นองค์กรสุดท้าย หน่วยงานสุดท้ายที่จะพิจารณามาตรฐาน จริยธรรมของหน่วยงานต่าง ๆ ดีกว่าที่จะไปตรวจประเมิน ผมไม่แน่ใจนะครับว่าตรวจประเมินนี่ มันจะมีน้ำหนักในความน่าเชื่อถือมากแค่ไหน เดี๋ยวจะถูกกล่าวหาว่าแล้วผู้ตรวจประเมินนี่ มีมาตรฐานคุณธรรม จริยธรรมมากน้อยแค่ไหน มันจะมีปัญหาในเรื่องของดับเบิลสแตนดาร์ด (Double Standard) หรือปัญหาในเรื่องของการถูกติฉินนินทาได้ในอนาคต ผมฝากเอาไว้ เป็นสิ่งที่ผมกังวล ขอบพระคุณมากครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณค่ะ ต่อไปเรียนเชิญท่านเบญจวรรณ สร่างนิทร อดีตเลขาธิการ ก.พ. อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติค่ะ

นางเบญจวรรณ สร่างนิทร

เรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ดิฉัน เบญจวรรณ สร่างนิทร สปท. หมายเลข ๘๕ ในเรื่องการจัดทำเกณฑ์มาตรฐานคุณธรรมแห่งชาติ ดิฉันคิดว่าก็เป็นเรื่องที่สำคัญนะคะ เพราะว่าที่ผ่านมาทางสำนักงาน ก.พ. เองก็สร้าง เครื่องมือประเมินตนเองตามประมวลจริยธรรมแล้วก็ค่านิยมสร้างสรรค์อยู่นะคะ แต่ว่า มันก็ยังไม่ได้เป็นการใช้ทั่วไป ดิฉันคิดว่าถ้าสมมุติว่ามีเกณฑ์เป็นมาตรฐานคุณธรรมแห่งชาติ แล้วก็ทุกแห่งใช้ร่วมกันมันน่าจะเป็นเรื่องที่ดีนะคะ แต่ในเรื่องรางวัลที่ทำอยู่ ณ ขณะนี้มันก็มี รางวัลหลายรูปแบบ ทาง ก.พ. เองทำเป็นเรื่องประกาศเกียรติคุณของส่วนราชการที่มี ความโปร่งใสตามเกณฑ์มาตรฐาน ท่านยกตัวอย่างเรื่องรางวัลคุณภาพแห่งชาติ เรื่องเกณฑ์ รางวัลคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ พีเอ็มคิวเอ (PMQA) ตอนนี้ ก.พ.ร. ทำอยู่นะคะ แล้วก็นอกจากนี้ ก.พ.ร. ก็ยังมีรางวัลอื่นอีกนะคะ อย่างเช่น คุณภาพการให้บริการประชาชน การบริการแบบมีส่วนร่วม ถ้าการดำเนินการต่อไปในเรื่องเกณฑ์มาตรฐานคุณธรรมแห่งชาติ ก็คิดว่าเป็นเรื่องที่จะส่งเสริมให้องค์กรต่าง ๆ ได้ดำเนินการตามเกณฑ์ที่จะกำหนดต่อไป เป็นเรื่องที่ดี แต่ประเด็นที่จะมีข้อสังเกตก็คือมาตราตามร่างนะคะ ร่างที่กำหนดขึ้นมานี่ จะมีมาตรา ๘/๒ ซึ่งเป็นอำนาจของบอร์ด (Board) ของศูนย์คุณธรรม มาตรา ๘/๒ บอกว่าให้บอร์ด (Board) นี่มีอำนาจในการควบคุมดูแลและอนุมัติผลการตรวจประเมินและการรับรอง มาตรฐานองค์กรคุณธรรมตามเกณฑ์มาตรฐานคุณธรรมแห่งชาติ อยากจะฝากประเด็นนี้ ให้กรรมาธิการไปดูอีกครั้งหนึ่งเพราะว่าบอร์ด (Board) โดยหลักก็จะมีอำนาจตามมาตรา ๘ อยู่แล้วนะคะ แต่ในเรื่องการที่จะตรวจประเมินซึ่งการตรวจประเมินนี้ก็เป็นเรื่อง การเสริมสร้างนะคะ เป็นลักษณะการเสริมสร้างให้องค์กรมีคุณธรรม จริยธรรมตามมาตรฐาน ตามเกณฑ์ที่จะกำหนดต่อไปนะคะ มันน่าจะเป็นเรื่องของกรรมการที่ตรวจพิจารณาแล้ว ผู้ทรงคุณวุฒิเราจะมีกันต่อไปที่จะมีอำนาจไปตรวจพิจารณา แล้วก็จะเป็นเรื่องของกรรมการ ที่ตั้งกำหนดขึ้นในการดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่ไม่น่าจะลงไปถึงอำนาจของบอร์ด (Board) ที่จะต้องมีหน้าที่ควบคุมดูแล แล้วก็อนุมัติเกี่ยวกับเรื่องผลการดำเนินการตรงส่วนนี้ ดิฉันก็มีข้อสังเกตในเรื่องอำนาจของบอร์ด (Board) ส่วนเรื่องหนึ่งซึ่งเป็นประเด็นเพิ่มเติม อีกจุดหนึ่งก็คือเรื่องที่พูดถึงว่าการสนับสนุนงบประมาณแก่องค์กรต่าง ๆ ก่อนหน้านี้ เราก็เคยมีแผนแม่บทเรื่องคุณธรรมและความซื่อตรงซึ่งสมัยโน้นกรมการศาสนา กระทรวง วัฒนธรรมก็เป็นผู้จัดทำเกี่ยวกับเรื่องนี้ แล้วก็ให้ส่วนราชการทั้งหลายทำโครงการ ทำกิจกรรมเข้าไปนะคะ ใครจะเป็นหน่วยงานหลัก ใครจะเป็นหน่วยงานสนับสนุน แล้วก็บอกว่า จะได้รับการสนับสนุนงบประมาณ แต่ในทางปฏิบัตินั้นก็คงจะเป็นอีกส่วนหนึ่งนะคะ ดิฉันคิดว่า อาจจะไม่ต้องลงลึกถึงการที่จะถ้ามีเพิ่มวัตถุประสงค์ตรงนี้ หรือว่าเพิ่มจะเปลี่ยนหน้าที่ ของศูนย์คุณธรรมแล้วนี่นะคะ ไม่ต้องไปเชื่อมโยงกับงบประมาณของแต่ละส่วนราชการนะคะ มันขึ้นอยู่กับว่าแต่ละส่วนราชการนั้นจะทำโครงการหรือกิจกรรมแค่ไหน เพียงไร เพราะฉะนั้นประเด็นที่สำคัญก็คืออำนาจหน้าที่ของบอร์ด (Board) ของศูนย์คุณธรรม ก็ขอฝากไว้แค่นี้ค่ะ ขอบคุณค่ะ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ท่านสุดท้าย ท่าน พลตำรวจโท อาจิณ โชติวงศ์ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ เรียนเชิญค่ะ

พลตำรวจโท อาจิณ โชติวงศ์

กราบขอบคุณท่านประธานครับ กระผม พลตำรวจโท อาจิณ โชติวงศ์ ๑๙๕ ครับ ก่อนอื่นก็ขอขอบคุณท่านคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรม และ จริยธรรมที่เสนอเรื่องนี้ขึ้นมานะครับ ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการสร้างจริยธรรม ให้เกิดขึ้นกับคนในชาติทั้งหมดนะครับ ที่ผมลุกอภิปรายในครั้งนี้ก็เพื่อสร้างความชัดเจนให้กับ ในสภาแห่งนี้ ในข้อเสนอของคณะกรรมาธิการในเรื่องนี้ ในเรื่องการจัดทำเกณฑ์มาตรฐาน คุณธรรมแห่งชาติ พร้อมด้วยร่างพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... นี่นะครับ จริง ๆ แล้วที่เสนอมานี้จะครอบคลุมทุกภาคส่วนของรัฐ ทั้งภาคเอกชน ทั้งภาครัฐ ทั้งสถาบันครอบครัว ชุมชน สถานศึกษา ศาสนา สื่อมวลชนต่าง ๆ ทั้งภาคธุรกิจ ซึ่งจริง ๆ แล้วเป็นเรื่องของภาพรวมทั้งหมดของจริยธรรมของคนในชาติ ไม่ได้มุ่งเน้นเฉพาะ ทางด้านจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือจริยธรรมของข้าราชการการเมือง ในเรื่องจริยธรรม ของเจ้าหน้าที่ของรัฐกับจริยธรรมของฝ่ายการเมือง แต่เดิมนั้นตามรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๒๗๙ กับมาตรา ๒๘๐ ก็ได้แยกออกจากศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) อยู่แล้ว ในการกำหนดให้มีประมวลจริยธรรมขึ้นสำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐทั้งฝ่ายการเมืองแล้วก็ ฝ่ายเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยให้ผู้ตรวจการแผ่นดินเป็นคนเสนอแนะ หรือแนะนำให้มีการจัดทำ ประมวลจริยธรรมขึ้นมานะครับ ส่วนร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านประชามติไปนี้ก็ได้แยกให้ ระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐกับข้าราชการฝ่ายการเมืองออกเป็น ๒ ส่วน ทั้งนี้โดยในฝ่ายของ เจ้าหน้าที่ของรัฐก็จะมีมาตรา ๗๖ บัญญัติเอาไว้ว่ารัฐพึงจัดให้มีมาตรฐานทางจริยธรรม เพื่อให้หน่วยงานของรัฐใช้เป็นหลักในการกำหนดประมวลจริยธรรมสำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐ ในหน่วยงานนั้น ๆ ซึ่งต้องไม่ต่ำกว่ามาตรฐานทางจริยธรรมดังกล่าว อันนี้เป็นเรื่องประมวล จริยธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ส่วนทางฝ่ายการเมืองนะครับ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่าน ประชามติไปนี้ก็ได้แยกไปกำหนดไว้อีกมาตราหนึ่ง เป็นมาตรา ๒๑๙ โดยแยกไปใช้กับ ตุลาการรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา และผู้ตรวจการแผ่นดิน ก็ไม่ได้มีบทบาทในลักษณะที่ ก็จะไปร่วมกับทางการเมืองนี่แหละครับ สร้างประมวลจริยธรรม ในส่วนนั้นออกมา แต่ในส่วนของเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ได้กำหนดให้มันมีบทบาทอีก

ที่กระผมนำเรียนในที่นี้ก็จะชี้ให้เห็นว่าในเรื่องนี้นั้นคณะกรรมาธิการ บริหารราชการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการบริหารราชการแผ่นดินได้แยกเรื่องที่เกี่ยวกับมาตรฐาน ทางจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐจะเสนอให้แก่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปแห่งชาติพิจารณา อีกส่วนหนึ่งต่างหากครับ ซึ่งคาดว่าจะเสนอในเร็ววันนี้ จะผ่านวิป (Whip) ในสัปดาห์นี้นะครับ จะเสนอวิป (Whip) ภายในสัปดาห์นี้ อาจจะเป็นสัปดาห์หน้าจะมานำเรียนต่อสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศแห่งนี้ให้พิจารณาต่อไป เฉพาะในด้านของประมวลจริยธรรม หรือมาตรฐานทางจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐนะครับ กระผมก็ขอเพื่อความชัดเจน ก็นำเรียนที่ประชุมอย่างนี้นะครับ

ส่วนที่ท่านคณะกรรมาธิการเสนอขึ้นมาในครั้งนี้ กระผมเห็นว่าเป็นมาตรฐาน ทางคุณธรรม จริยธรรม ท่านได้สร้างขึ้นมาถึง ๘ ประการด้วยกัน ละเอียดยิบเลยครับ เป็นมาตรฐานจริยธรรมของคนในชาติ สร้างได้ มันเป็นมาตรฐานกลาง ใช้ได้เกือบหมดทุกอย่าง แล้วก็พอมีมาตรฐานจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่จะเสนอ ก็อาจจะใช้เป็นต้นแบบ หรือเป็นตัวอย่าง เป็นแบบอย่าง ให้เอาไปพัฒนา หรือเอาไปเป็นแนวคิดที่จะเฉพาะ ใช้เฉพาะขึ้นมา สำหรับข้าราชการของรัฐแต่ละประเภทได้ครับ นอกจากนั้นแล้วท่านยังได้อุตส่าห์สร้าง วิธีการประเมิน ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำได้ยากมากนะครับ แต่การที่มันเป็นนามธรรมอยู่แล้ว ทำให้เป็นรูปธรรมขึ้นมา ผมเห็นว่ามันเป็นเอกสาร หรือเป็นรายงานที่มีคุณค่าอย่างมากเลยครับ แล้วจะเป็นประโยชน์ต่อการสร้างจริยธรรมให้เกิดขึ้นกับคนในชาติทุกภาคส่วนครับ ผมขอขอบพระคุณเท่านี้ครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณมากค่ะ ไม่มีสมาชิกอภิปรายอีกแล้ว ขอเรียนเชิญคณะกรรมาธิการ ตอบค่ะ

นายบวรเวท รุ่งรุจี กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ผม บวรเวท รุ่งรุจี กรรมาธิการครับ ขออนุญาตชี้แจงรายละเอียด แต่ก่อนอื่นก็คงต้องขอขอบพระคุณท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศทุกท่านที่กรุณา ให้ข้อคิดเห็น ให้ข้อเสนอแนะ ซึ่งทางคณะกรรมาธิการก็คงจะนำไปใช้เพื่อการปรับปรุงหรือ แก้ไขเพิ่มเติมอะไรต่าง ๆ ให้ดีขึ้น ผมขออนุญาตสรุปในส่วนที่ท่านสมาชิกแต่ละท่าน ได้นำเสนอมา ก่อนอื่นก็คงต้องขอขอบพระคุณท่าน พลตำรวจโท อาจิณ ขออนุญาตเอ่ยนาม ที่กรุณาพูดถึงรายละเอียดซึ่งจริง ๆ แล้วก็จะเป็นอย่างที่ท่าน พลตำรวจโท อาจิณ ท่านนำเสนอว่ามาตรฐานที่เรานำเสนอมานั้นเราไม่ได้เจาะจงลงไปว่าจะต้องเป็นของหน่วยงานไหน มันเป็นได้ทั้งของภาครัฐและภาคเอกชน หรือองค์กรไหนที่คิดว่าจะเอาไปใช้เพื่อในการ พัฒนาองค์กรตนเอง ส่วนรายละเอียดมันก็จะแตกต่างกันไปเหมือนอย่างที่ท่านนิกร จำนง ต้องขออนุญาตเอ่ยนามที่ท่านนิกร จำนง ได้พูดถึงทั้งกระทรวงคมนาคมและกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ ซึ่งเขาก็จะมีภารกิจหรือมีเป้าหมายในการดำเนินงานที่แตกต่างกันออกไป เพราะฉะนั้นในรายละเอียดของทั้ง ๗ เกณฑ์ที่เรากำหนดไว้นั้นมันก็จะแตกต่างกันออกไป มันจะไม่เป็นลักษณะของการเทเลอร์เมด (Tailor-made) ที่จะตัดแบบเดียวแล้วทำเหมือนกันหมด ไม่ใช่ ในรายละเอียดนั้นจะมีความแตกต่างกันไปในส่วนของรายละเอียดของแต่ละหน่วยงาน ที่เขาได้ดำเนินการอยู่ว่าเขาควรจะต้องกำหนดแผนของเขาอย่างไร จะมีการตรวจสอบอย่างไร ตัวชี้วัดอย่างไร อะไรต่าง ๆ เหล่านั้นมันก็จะเป็นความแตกต่างกันออกไป เพราะฉะนั้น มันก็จะไม่เป็นการฟิกซ์ (Fix) ว่าจะต้องเป็นอย่างนี้ ที่เรานำเสนอใน ๗ หัวข้อนั้นเป็นแค่ กรอบใหญ่ ๆ ว่ามันควรจะต้องมีอะไรอยู่ในนั้นบ้างในส่วนนั้น

ส่วนที่ท่านเบญจวรรณได้พูดถึงมาตรา ๘/๒ อำนาจหน้าที่ของบอร์ด (Board) อันนี้คงต้องเรียนว่าจริง ๆ แล้วคือเราก็มีการปรึกษาหารือกันนะว่าปัจจุบันนี้ทางศูนย์คุณธรรมเอง เขาไม่มีกำหนดไว้ในอำนาจหน้าที่ต่าง ๆ เพราะฉะนั้นเราก็ขอให้มีก่อน ส่วนการที่จะมีอำนาจของบอร์ด (Board) เป็นไปมากน้อยแค่ไหน จะมีมากน้อยแค่ไหนเดี๋ยวเราคงจะเอาไปพิจารณาดูอีกครั้งหนึ่ง

ส่วนของท่าน พลอากาศตรี เฉลิมชัย ขออนุญาตเอ่ยนามที่ท่านขอให้เรา ต่อยอดจริง ๆ แล้วเราเองเราก็ขอให้อันนี้ผ่านก่อนนะครับ เพราะว่าการที่จะต่อยอดออกไป ที่จะขึ้นไปถึงในระดับเป็นกฎหมายหรือเป็นพระราชบัญญัตินั้นเราก็มีแนวความคิดอยู่ ในการที่จะดำเนินงานต่อไปนะครับ

ของท่านธานินทร์ขออนุญาตเอ่ยนามนะครับ ในเรื่องเกี่ยวกับวัฒนธรรม องค์กรที่ให้เราทบทวนเบนช์มาร์ก (Benchmark) อันนี้คือคงต้องเรียนอย่างนี้ว่าเราไม่ได้เอา ของใครมาใช้โดยตรง เพียงแต่ว่าเราอ่านเป็นแนวเฉย ๆ แล้วเอามาปรับประยุกต์ใช้ เราคงไม่ได้ไปถอดอะไรต่าง ๆ ของเขามาทีเดียวทั้งหมดในส่วนนั้น เราก็เอามาปรับใช้ ให้ตรงกับของเรา

ส่วนของท่านอาจารย์พรพันธุ์ขออนุญาตเอ่ยนามนะครับ ที่ท่านพูดถึงประเด็น การประเมิน อันนี้อย่างที่ผมเรียนนะครับว่าผู้ประเมินนั้นคงไม่ใช่คนของศูนย์คุณธรรม ศูนย์คุณธรรมคงจะต้องมีคณะกรรมการที่จะประเมินในแต่ละสาขา ในแต่ละหน่วยงาน อะไรต่าง ๆ ที่เขาคงจะต้องไปดูแล้วก็พิจารณาเอาตามความเหมาะสม เพียงแต่ศูนย์คุณธรรม คงจะทำหน้าที่เป็นฝ่ายเลขานุการในการที่จะประสานติดต่อ แม้แต่ตัวศูนย์คุณธรรมเอง ก็คงจะต้องเป็นหน่วยงานที่ต้องถูกประเมินเช่นเดียวกันในส่วนนั้น คือคงว่าไม่ใช่ไม่ประเมิน ตัวศูนย์คุณธรรมเองก็จะต้องมีกรอบของตัวเองในการที่จะดำเนินการตามเกณฑ์ที่ตัวเอง กำหนดขึ้นมาว่าตัวเองจะต้องทำอะไรบ้างแล้วก็ถูกประเมิน

ส่วนเรื่องของข้อเสนอแนะที่ท่านว่าเอามาผูกพันกับงบประมาณนั้นอันนั้นคง จะต้องเรียนว่าจริง ๆ แล้วเราอยากจะให้เหมือนกับเป็นอินเซนทิฟ (Incentive) ขออนุญาต เป็นแรงจูงใจที่จะทำให้หน่วยงานเขามาดำเนินงานหรือของบประมาณเพื่อไปใช้ในการที่จะ พัฒนาและปรับปรุงงานทางด้านเสริมสร้างคุณธรรมของเขานะครับ

ส่วนของท่านถวิลวดี ขออนุญาตเอ่ยนามนะครับ ท่านให้เราดูในเรื่องของ การแก้ไขปัญหาองค์กรซึ่งจริง ๆ แล้วต้องเรียนว่าอันนี้มันจะมีอีกหลายองค์กรที่เกี่ยวข้อง ซึ่งพอดีต้องขออนุญาตอ้างอิงคือท่านประธานสภาท่านทินพันธุ์ได้ให้รายละเอียดผมว่าจริง ๆ แล้ว มันจะมีหน่วยงานที่ถือว่าจะต้องมีเกณฑ์หรือมีรายละเอียด องค์ความรู้ของเขาคือครอบครัว กลุ่มเพื่อน วัด โรงเรียน สื่อมวลชน ที่ทำงาน กลุ่มอาชีพ พรรคการเมือง ระบบสังคมการเมือง ซึ่งในแต่ละกลุ่มอะไรพวกนี้ก็จะต้องมีรายละเอียด ในส่วนของตัวเองไปซึ่งผมคงต้องเรียนว่า ที่ท่านให้ข้อคิดเห็นว่าคุณภาพไม่ใช่คุณธรรม ในส่วนนี้ก็คือผมคงต้องเรียนว่าในรายละเอียดที่เราพยายามที่จะทำให้เกิดขึ้นก่อนก็คือ เรื่องของคุณธรรมที่เราใช้ในภาพรวม แต่ในรายละเอียดจริง ๆ แล้วที่ท่านเจาะลงไปในแต่ละ ประเด็นนั้นคงจะรับข้อคิดเห็นของท่านไปดำเนินการต่อไปนะครับ

ส่วนของท่านเลิศรัตน์ต้องขอขอบพระคุณท่าน ต้องขอความกรุณาเอ่ยนามท่าน ที่ท่านกรุณาสนับสนุน ถึงแม้ว่าเราจะแก้พระราชกฤษฎีกาของเรานั้นก็คงเป็นแค่เพิ่มเติมให้มี หน้าที่แต่ไม่มีบทลงโทษหรือไม่มีอะไรต่าง ๆ ที่จะไปประกาศว่าใครเป็นองค์กรไหน ที่มีคุณธรรมหรือไม่มีคุณธรรม เพียงแต่ว่าผ่านหรือไม่ผ่านอะไรต่าง ๆ แค่นั้นเอง

สุดท้ายขออนุญาตเอ่ยนามท่านคุรุจิต คือคงต้องเรียนว่าความซ้ำซ้อน อันนี้ อย่างที่ผมได้เรียนนะครับว่าเราได้มีการคุยกับทางกรรมาธิการบริหารราชการแผ่นดินแล้วก็ กรรมาธิการด้านปราบปรามคอร์รัปชันนะครับว่าในส่วนของที่เราจะนำเสนอนั้นมันจะเป็น กรอบใหญ่เฉย ๆ ส่วนรายละเอียดนั้นพอดีท่านนายแพทย์ณรงค์ ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ไม่ได้อยู่ในที่นี้ วันนั้นท่านก็ยกตัวอย่างของท่านนะครับ เพราะท่านอยู่ในกรรมาธิการ ปราบปรามคอร์รัปชันนะครับว่าในส่วนของท่านเองท่านก็จะทำในเรื่องเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้าง หน่วยงานของกระทรวงสาธารณสุข ท่านก็บอกว่าท่านจะกำหนดลงไปเลยว่าใครที่อยู่ ในหน่วยงานจัดซื้อจัดจ้างกระทรวงสาธารณสุขต้องห้ามไปกินข้าว ท่านยกตัวอย่าง ห้ามไปกินข้าวกับบริษัทร้านขายยาอะไรต่าง ๆ นั่นก็จะเป็นรายละเอียดที่แต่ละหน่วยงาน ที่จะเอากรอบไปดูนั้นเขาสามารถไปกำหนดรายละเอียดอะไรต่าง ๆ เหล่านั้นได้ ซึ่งทั้งหมดนี้ ผมคงต้องขอขอบพระคุณท่านกรรมาธิการทุกท่านที่กรุณาให้ข้อเสนอแนะและทางกรรมาธิการ ก็จะได้นำไปใช้และปรับปรุงเพื่อดำเนินการต่อไปครับ ขอขอบคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณค่ะ เป็นอันว่าที่ประชุมได้พิจารณารายงานเรื่องการจัดทำเกณฑ์ มาตรฐานคุณธรรมแห่งชาติพร้อมด้วยร่างพระราชกฤษฎีกาการจัดตั้งศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) (ฉบับที่..) พ.ศ. .... แล้วนะคะ ก่อนที่จะขอมติจากที่ประชุม ดิฉันขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนค่ะ

(นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุม)

ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตนนะคะ โปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนค่ะ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)

เจ้าหน้าที่รอสักครู่นะคะท่านสมาชิกกำลังทยอยกันเข้ามา เรียบร้อยนะคะ เจ้าหน้าที่แสดงผลได้ค่ะ มีผู้เข้าร่วมประชุม ๑๓๓ ท่าน ๑๓๔ ท่านเป็นท่านรองประธาน ยังมีสมาชิกเข้ามาอีกค่ะ กรรมการประสานงานเข้ามานะคะ แสดงผลไปแล้วเดี๋ยวขอขานชื่อ ก็แล้วกันค่ะ เชิญท่านรองประธานก่อนค่ะ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

นายอลงกรณ์ ๑๙๐ ครับ แสดงตนครับ

พลเอก ชูศักดิ์ เมฆสุวรรณ์

พลเอก ชูศักดิ์ หมายเลข ๔๓ ครับ

นายธวัชชัย เทอดเผ่าไทย

ผม นายธวัชชัย เทอดเผ่าไทย หมายเลข ๗๑

นางสร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์

นางสร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์ หมายเลข ๑๖๒

นายวัลลภ พริ้งพงษ์

ผม นายวัลลภ พริ้งพงษ์ หมายเลข ๑๓๘ ครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์

ท่านประธานครับ ผม นายเสรี สุวรรณภานนท์ ขอแสดงตนครับ กดไม่ทัน

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ท่านเสรีด้วย ท่านชูศักดิ์ขานชื่อแล้วนะคะ ท่านสร้อยทิพย์เรียบร้อยแล้วนะคะ ท่านนินนาท ขานชื่อหรือยังคะ

นางนินนาท ชลิตานนท์

ขานแล้วค่ะ แต่ไม่ทราบนับไปหรือยังคะ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ตกลงเจ้าหน้าที่รวมเป็นเท่าไรคะ เข้ามาอีกกี่ท่านคะ ๘ ท่านนะคะ เป็น ๑๔๑ ท่าน ขอบคุณค่ะ

ต่อไป ดิฉันจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับรายงานเรื่องการจัดทำ เกณฑ์มาตรฐานคุณธรรมแห่งชาติ พร้อมด้วยร่างพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... หรือไม่ หากเห็นชอบด้วยคณะกรรมาธิการจะได้นำ ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของท่านสมาชิกไปปรับปรุงก่อนส่งรายงานและร่างพระราชกฤษฎีกา ไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไปค่ะ

(นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)

ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนนะคะ ผู้ใดเห็นชอบโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียงค่ะ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)

มีสมาชิกท่านใดยังไม่ได้ใช้สิทธิไหมคะ

(ไม่มีสมาชิกยกมือ)

เรียบร้อยแล้วนะคะ ขอผลการลงคะแนนค่ะ มีจำนวนผู้เข้าร่วมประชุม ๑๔๔ ท่าน เห็นด้วย ๑๓๒ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๒ ท่าน งดออกเสียง ๑๐ ท่าน

เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรม และจริยธรรม เรื่องการจัดทำเกณฑ์มาตรฐานคุณธรรมแห่งชาติ พร้อมด้วยร่างพระราชกฤษฎีกาจัดตั้ง ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... แล้วนะคะ ซึ่งคณะกรรมาธิการก็ได้รับ ข้อเสนอไปปรับปรุงเพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไปค่ะ จบการพิจารณารายงานของ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรม และจริยธรรมแล้ว ขอบพระคุณท่านคณะกรรมาธิการและผู้เข้าร่วมชี้แจงทุกท่านนะคะ ขอบคุณค่ะ

ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่ค้างพิจารณา ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่เสนอใหม่ ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องอื่น ๆ

- เรื่องหารือของสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

(ไม่มีสมาชิกขออภิปราย)

ไม่มีสมาชิกหารือนะคะ ขอขอบคุณค่ะ และวันนี้หมดระเบียบวาระการประชุม แล้วนะคะ ขอขอบพระคุณสมาชิกที่มาประชุมทุกท่านและขอปิดประชุมค่ะ

เลิกประชุมเวลา ๑๖.๑๙ นาฬิกา