นิกร จำนง หารือปัญหาการขาดความรู้ทางการเงินของประชาชนในทุกกลุ่ม ทั้งผู้มีการศึกษา แรงงานรายได้ต่ำ และเกษตรกร พร้อมเน้นย้ำความจำเป็นในการเสริมสร้างวินัยการเงิน การทำบัญชีครัวเรือน และการพัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้ด้านการเงินอย่างเป็นระบบ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ป้องกันปัญหาสังคม และส่งเสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว โดยเสนอให้จัดตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การให้ความรู้ทางการเงินอย่างชัดเจน พร้อมสนับสนุนการขยายโครงการที่เกี่ยวข้องให้ครอบคลุมและยั่งยืนมากขึ้น
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นิกร จำนง ลำดับที่ ๗๙ นะครับ ก่อนอื่นต้องขออภัยท่านประธานที่ลำดับผมที่จริงอยู่ลำดับ ๕ แต่ว่า ผมไม่อยู่เสียเองเพราะว่ามีนัดกับท่านรองสุรชัยเรื่องคณะอนุกรรมการทางด้านการเมือง ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงนะครับ ก็รีบกลับมานะครับ เพราะว่าเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก ท่านประธานที่เคารพครับ การปฏิรูประบบการให้ความรู้พื้นฐานทางการเงินแก่ประชาชน ผมต้องขอบคุณกรรมาธิการเป็นอย่างมากที่ว่าท่านได้มองเห็นตรงนี้นี่ซึ่งน้อยนักที่จะมี การมองเห็น ส่วนมากเราจะทิ้งบุคคลเหล่านี้ไว้ข้างหลังเสมอ คือเราก็ไปกันแล้วก็หันมาดู ข้างหลังนี่เราแย่แล้ว แต่ท่านก็มองเห็นคนที่อยู่ข้างหลังด้วยนะครับ ก็คือปัญหาความไม่เข้าใจ ไม่ว่าจะด้อยการศึกษา เป็นคนจนมา ไม่มีความรู้ทางด้านนี้ แล้วจะยิ่งแย่ไปกันใหญ่เพราะว่า เงินต่อเงิน ความรู้ต่อความรู้นะครับ ก็จะเสียโอกาสมาก ขอบคุณอีกครั้งหนึ่งนะครับ ในภาพรวมก็เลยกลายเป็นว่าผมเห็นด้วยเป็นอย่างมากเพราะว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาสำคัญ ที่เหมือนจะเป็นปัญหาเล็กน้อย คนชายขอบนะครับ คนที่อยู่ในที่ไม่ได้มีการพัฒนา แสงแดด สาดไม่ถึง เราจำเป็นต้องแก้ปัญหาตรงนี้เป็นอย่างเร็วแล้วอย่างด่วน ไม่อย่างนั้นมันจะมี ช่องว่างการเหลื่อมล้ำอย่างรุนแรงมากในสังคมแล้วมันจะนำไปปัญหาอื่น ปัญหาการเมืองก็ดี ปัญหาอะไรก็ดี ล้วนมาจากเรื่องนี้กันทั้งนั้นนะครับ ผมมีความเห็นในด้านรายละเอียดว่า ท่านได้ทำเอกสารเป็นรายงานได้ดีมากครอบคลุมหมดนะครับ มีรายละเอียด อ่านแล้ว น่าสนใจนะครับ สภาพปัญหา สภาพแวดล้อม ความรู้ของคนไทย การให้ความรู้และแนวปฏิบัติ แบบไปเปรียบเทียบกับต่างประเทศ มาเลย์หรืออะไรต่าง ๆ ที่ท่านเสนอมานี่ เป็นการจัดเตรียม ข้อมูลที่ดีนะครับ เราสามารถศึกษาวิเคราะห์กันได้อย่างครบถ้วนและเข้าใจง่าย ขอชมตรงนี้ ปัญหาเกี่ยวกับสภาพปัญหา เรื่องที่ท่านเสนอไว้นี่นะครับ การขาดความรู้ทางด้านการเงิน เป็นปัญหาที่ใหญ่มากสำหรับประชาชนทั่วไป เราไม่ต้องมาพูดถึงว่าชาวบ้านเลย เอาเป็นว่า เราจบปริญญาตรีแล้วมีความรู้ เรื่องการเงินนี่ต้องเป็นนักบัญชี ต้องเป็นนักเศรษฐศาสตร์ ถึงจะเข้าใจ มันซับซ้อนมากนะครับ จบปริญญาตรีแล้วผมถามว่าการใช้ความรู้ทางด้าน คณิตศาสตร์มาประยุกต์ทางการเงินเรามีน้อย ที่จริงหลักสูตรตรงนี้ต้องสอนกันด้วยจะได้ เอามาใช้จริง ไม่อย่างนั้นเราเรียนในสิ่งที่เราไม่ใช้ แล้วเราใช้ในสิ่งที่เราไม่ได้เรียน เราก็เลย มีปัญหานะครับ ยกตัวอย่างว่าถ้าเราจะคำนวณการเช่าซื้อรถนี่ว่าควรจะตัดตรงไหน เพย์ออฟ (Payoff) เมื่อไรอะไรนี่ ถามว่ามีความรู้ ไม่ เราก็เพียงแต่ถามเซล (Sale) ว่าเท่าไร บางยี่ห้อปลอดดอกเบี้ยเราก็ชอบแล้ว ลักษณะตรงเหล่านี้เราไม่มีความรู้แม้ว่าเราจะ จบปริญญาตรี ปริญญาโทนี่เราก็ไม่มีความรู้เรื่องนี้ซึ่งจริง ๆ แล้วเป็นเรื่องสำคัญเราก็เลย ไม่ใช่กลายเป็นเหยื่อหรอก เราก็เลยกลายเป็นเหมือนกับว่าต้องเสียในสิ่งที่เราไม่ควรเสีย ลักษณะของดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น ค่าดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นมันจะเกิดผลอะไรต่าง ๆ นี่ การสร้างพื้นฐาน ตรงนี้จึงจำเป็น เราไม่ได้พูดถึงเกษตรกร ไม่ได้พูดถึงคนไม่รู้หนังสือ อ่านหนังสือไม่ออก แต่เรากำลังพูดถึงคนที่มีความรู้ปริญญาตรี ปริญญาโทแต่ไม่เข้าใจ เพราะฉะนั้นต้องสอนหลักสูตร อาจจะต้องดักตรงนี้ไม่อย่างนั้นสร้างคนเข้าไปสู้กับโลกไม่ได้นะครับ
ปัญหาที่ ๒ คือขาดวินัยและการวางแผนการเงิน ตรงนี้เป็นปัญหาของ ประชาชนไทยทั่วไปนะครับ ใช้ชีวิตแบบสบาย ๆ ทำอะไรได้ตามใจคือไทยแท้นะครับ ไม่ค่อยได้คิดหน้าคิดหลังสักเท่าไร ส่วนใหญ่จะใช้จ่ายตามความพอใจนะครับ ตามความชอบใจ ส่วนใช้จ่าย การออมก็ไม่มี ไม่ได้คำนึงถึงผลที่จะกระทบในวันข้างหน้าโดยเฉพาะที่ท่าน เสนอแล้วว่าเกษียณนี้เราจะเอาอย่างไร รายได้ไม่มี ลูกก็แยกครอบครัวออกไปแล้ว สิ่งเหล่านี้ รออยู่กับสังคมผู้สูงอายุของเราเป็นเรื่องที่ลำบากมากเพราะว่าเราเข้าสู่ตรงนี้โดยในภาวะที่เรา ยังจนอยู่นะครับ ตรงนี้ก็เป็นปัญหาก็คือประเด็นที่ท่านเสนอเรื่องวินัยในการวางแผน ทางการเงินเป็นปัญหา
อีกอันหนึ่งก็คือว่ากระเป๋า ของใช้นี่นะครับ แฟชั่นนิยมนะครับ แบรนด์เนม (Brand-name) อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ คือมันเกิดขึ้น ผมยังเคยทราบว่าสมัยก่อนอาจจะเป็น พวกเด็กทางภาคใต้ผมเองนะครับ ก็คือผมยังแซวกันว่าให้ได้ใส่เสื้อแอร์โรว์ ใส่กางเกงลีวายส์ ใส่รองเท้ายูเอสมาสเตอร์ สตางค์ในกระเป๋ามีเท่าไรไม่รู้ คือจะกลายเป็นว่าเรายึดติดกับสิ่งเหล่านี้ อยู่ค่อนข้างมากนะครับ เรื่องกระแสแฟชั่นนิยมตรงนี้มันนำไปสู่ว่าเราจำเป็นต้องจ่ายไป ถ้าเรามีฐานะดีพอก็เอา แต่ว่าเหมือนกับว่าผมเคยครับท่านประธาน มีคนเยอรมันมาสอน เรื่องอาชีพที่สงขลา สนิทกัน เขาก็ถามคำถามผมว่า เขาสงสัยเหลือเกินว่าทำไมคนไทยถึงซื้อรถ ก่อนซื้อบ้าน ทำไมถึงซื้อรถก่อนซื้อบ้าน นี่ก็เป็นปัญหาว่าเราชอบที่จะมีรถ บางทีถ้ามี รถกระบะขนของก็แล้วไป นี่มีรถเก๋งขับเล่นเพื่อจะได้บอกว่ามี ผมก็ตอบไปว่าอาจจะเอาไว้ โชว์สาวกระมังนะครับ นั่นเป็นประเด็นที่ว่าเป็นวิถีแบบเรานะครับ แล้วเขาก็ยังถามอีกว่า ในประเทศเขาคนที่ขับเมอร์เซเดส-เบนซ์มีไม่มากหรอก แต่ของไทยบางทีเราไปจอดติดไฟแดง ท่านประธานก็เห็นว่ารอบ ๆ นี่รถเบนซ์เต็มไปหมด คือมันเป็นวิถีแบบเรา แต่ตรงนี้มาระยะหนึ่ง ที่ถ้าการเงินฝืดเคืองมันจะเหมือนกินตัวเอง ตรงนี้จึงเป็นเรื่องของการตามแฟชั่น ตามกระแสนิยม
ประเด็นต่อมา การสร้างหน่วยงานรับผิดชอบในการให้ความรู้ ที่จริงไม่ใช่เรา ไม่มีนะครับ เราก็มีสหกรณ์ เราก็มีหน่วยงาน แต่ว่าปัญหาก็คือว่าไม่ใช่จะให้เป็นบวกกับ สมาชิก กลายเป็นสหกรณ์มีปัญหาเรื่องการจัดการเรื่องบัญชีเสียเอง ทีนี้สมาชิกยิ่งไม่รู้ก็จะยิ่งดี เพราะว่ากรรมการคล้าย ๆ ความโปร่งใสในตรงนี้มันมีปัญหา ก็เลยกลายเป็นว่าสิ่งที่เราจะพึ่ง ก็เลยพึ่งไม่ได้ในส่วนที่ควรจะให้ความรู้
อีกส่วนหนึ่งก็คืออย่างธนาคารอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ก็ทำหน้าที่กันไป การให้ความรู้ที่สมควรเรามองว่าน้อยมากนะครับ องค์กรการเงินในชุมชนก็เช่นกันจะมีแต่ สัจจะออมทรัพย์อะไรที่เขาอธิบายกันว่ามันจะมาอย่างไร ไปอย่างไร แต่จริง ๆ แล้วเรื่องนี้ ไม่ใช่เป็นภาระตรงนั้น รู้แต่จะเก็บเงินมา แล้วก็ถ้าจะเอาไปลงทุนอะไรที่คิด ไปบอกเขาว่า ได้เงินเยอะ กลายเป็นแชร์ลูกโซ่ในรูปแบบของสหกรณ์แบบที่เป็นมานี่ก็ยิ่งไม่รู้ยิ่งดี เพราะฉะนั้นการติดดาบ การให้ความรู้เข้าไปที่ฐาน ผมมองว่าเป็นเรื่องจำเป็นมากนะครับ ที่ท่านเสนอมาชัดทั้งหมด เป็นปัญหาจริง ๆ ทั้งหมด
ผมจะเสนอประเด็นเพิ่มเติมจากปัญหาที่ได้เสนอแล้วนี่นะครับ ปัญหาเหล่านี้ ก็คือว่าเรามีปัญหาเรื่องร้านสะดวกซื้อ ผมเอง ท่านประธานที่เคารพครับ ตอนผมไปเรียนหนังสือ ไปทำงาน แบบต้องไปโยกจ็อบ (Job) ด้วย ไปทำงานหาเงินมาเรียนนะครับ ก็ไปตามสภาพ ได้มีโอกาสไปทำงานร้านสะดวกซื้อ ผมจำได้ชัด ๆ ว่าที่หน้าร้านสะดวกซื้อหรือคอนวีเนียนซ์สโตร์ (Convenience Store) ผมอยู่ตามปั๊มน้ำมันนะครับ ผมขายน้ำมันนะครับ ไปทำงาน ไปโยกจ็อบ (Job) ตามที่เขาว่า เขาจะมีป้ายเขียนไว้ ของเราไม่มี เขาจะเขียนไว้อย่างนี้ ร้านนี้นะครับ เป็นภาษาอังกฤษว่า จะคิดราคาค่าสินค้ากับคุณแพงที่สุดเท่าที่กฎหมายอนุญาต หมายความว่า ไม่ต้องมาพูดกันเรื่องราคาที่เหมาะสม แต่จะขายแพงที่สุดเท่าที่กฎหมายอนุญาต เพราะว่า มันเป็นคอนวีเนียนซ์สโตร์ (Convenience Store) มันเป็นร้านที่ว่ามีความสะดวกในการซื้อ ชื่อมันก็บอกอยู่แล้ว ท่านประธานสังเกตไหมครับว่าร้านสะดวกซื้อในประเทศเรา หรือประเทศไหนก็ตามนี่นะครับจะอยู่ใกล้ชุมชนแออัด สังเกตไหมครับ มันจะไม่อยู่ในย่าน คนรวยหรอก เพราะว่าคนรวยจะไม่ซื้อของแบบนี้ คนรวยเองเขาจะเข้าไปยังซูเปอร์สโตร์ (Super Store) ใหญ่ ๆ เขามีเงิน เขาซื้อ สะดวกซื้อคุณมีเงินแค่นี้คุณก็ไปซื้อนมมากระป๋องเล็ก ๆ ให้ลูกได้กินไปก่อน นี่เป็นปัญหาของคนจนนะครับ คนที่มีฐานะน้อย เขาจะเข้าร้านที่แพงที่สุด มากที่สุด แล้วจะอยู่ ท่านไปสังเกตดูสิ ปากซอยก็ดี อะไรก็ดี จะมีร้านสะดวกซื้อเต็มไปหมด แล้วลูกค้าจะเป็นผู้มีรายได้น้อยเยอะไปหมด รถเก๋งที่จะไปจอดซื้อ นอกจากจะไปแวะซื้อบุหรี่ หรือซื้ออะไรพวกนี้ ของจริง ๆ ที่จะเอาไปใช้ไม่ซื้อ เพราะเขาไปซื้อตามห้างใหญ่ ๆ แล้วไปซื้อ มาเป็นทีหนึ่งโหลหนึ่ง ไปซื้อตาม ผมไม่เนม (Name) ชื่อ ไม่บอกชื่อนะครับ ตรงนี้มันเป็นกลไก ที่เราจะสังเกต เพราะฉะนั้นนี่คือปัญหาอีกอย่างหนึ่ง ซื้อของที่แพง ทำไมซื้อของที่แพง
อีกอย่างหนึ่งที่เป็นประเด็นที่ว่าได้จากการศึกษา ผมศึกษาเรื่องอีมิแกรนต์ (Emigrant) นะครับ คือเม็กซิกันที่มาทำงานอยู่ที่แถวแคลิฟอร์เนีย เราพบความจริงอย่างหนึ่งว่า คนที่ใช้แรงงานที่มีรายได้น้อยใช้เงินไม่คิดหน้าคิดหลังเลย เพราะเขาไม่รู้ว่าพรุ่งนี้เขาจะได้อีกหรือเปล่า คือไม่มีบัญชี ไม่มีเก็บคือใช้แบบเต็มที่ไปเลย เพราะว่าเหมือนกับชีวิตในวันพรุ่งนี้มันไม่มี ไม่มีให้คิด เพราะฉะนั้นใช้ไปก่อนวันนี้ เขาจะใช้เงิน เร็วมากแล้วก็ไม่คิด สิ่งตรงนี้เราไปโทษเขาก็ไม่ได้ เพราะมันไม่ใช่เป็นพฤติกรรมของคนไทยเฉย ๆ คนที่มีรายได้น้อยในทุกประเทศก็เป็นแบบนี้หมด คนใช้แรงงานก็เป็นแบบนี้หมด ตอนนี้ คนใช้แรงงานของเราเป็นคนต่างชาติเยอะเขาเก็บ ที่เขาเก็บเขาเก็บเงินตรงนี้ส่งกลับไป ประเทศของเขา กลายเป็นว่าข้างล่างเราถูกดูดทรัพย์คนที่ทำแบบนี้เป็นอีกแบบ แต่คนของเราเอง ถ้าเราไม่ให้เขามีความรู้ว่าชีวิตจะอยู่อย่างไร รายได้จะเป็นอย่างไรมันจะมีปัญหามาก เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ว่าเป็นความจำเป็นมากที่จะต้องดำเนินการ
และอีกอย่างที่เราสิ้นหวังกันมากแล้วก็หันไปทำอะไร ซื้อลอตเตอรี่ ซึ่งรัฐ ก็เป็นคนทำเองใช่ไหมครับทั้งบนดินและใต้ดิน ก็คือไปซื้อแล้วก็ที่จริงน่าจะขยายเป็น ๓๐ วัน ถึงค่อยออกจะได้มีความสุข ๓๐ วัน คือหวังไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะครบ พอออกเสร็จแล้ว ก็ถูกครั้งหนึ่งดีใจเลี้ยงมากกว่าที่ได้ถูกเลขท้าย ๒ ตัว แต่พอไม่ถูกถูกกินไป ๑๐๐ งวดไม่พูด มันเป็นความสุขตามประสาคนที่ไม่มี สิ่งตรงนี้ก็เป็นประเด็นปัญหาใหญ่เหมือนกันว่าการเสี่ยงโชค และการหวังรวยทางลัดแล้วเราก็ชอบเอาไปโชว์ว่าคนนี้ถูกรางวัลที่ ๑ ๓๐ ล้านบาท ๘๐ ล้านบาท แล้วก็เหมือนสร้างค่านิยมให้มีการเสี่ยงโชคมากขึ้นไปอีก และสุดท้ายก็คือว่าคนที่จนอยู่แล้ว ก็ยิ่งจนเข้าไปอีก เพราะว่าเขาจะมีบัญชีไหมที่ว่าเอาไปซื้อหวยเท่าไร ที่ท่านทำตรงนี้จะได้รู้ว่า ซื้อหวยเท่าไร สมัยเรียนเพื่อนผมซื้อเป็นขีด คือชั่งเป็นขีดเลยก็คือว่าเสร็จแล้วก็ไม่ได้ถูกอะไร หรอกนะครับ
ผมมีข้อเสนอนะครับ เวลาก็เยอะมาแล้วนะครับว่าตรงนี้มันมีปัญหาอยู่รอบด้าน แต่ปัญหาในการจะแก้ไม่ใช่เรื่องง่าย อย่างที่ผมเรียนแล้วถ้าคนจบปริญญาตรีแล้วยังไม่เข้าใจ เรื่องการเงินเลย การผ่อนไปซื้อคอนโดแล้วจะจ่ายเพย์ออฟ (Payoff) เมื่อไร อะไร อย่างไร แล้วก็การต่ออายุเท่าไรตรงนี้ แล้วแต่เซล (Sale) ที่ขายคอนโดเขาจะบอก แล้วแต่แบงก์ เขาจะบอก เราไม่มีความรู้ รู้แต่ว่ามีหน้าที่จ่ายอย่างเดียว ผมก็มีข้อเสนอว่าอย่างนี้ครับ ที่ท่านได้เสนอรายงานของท่านขึ้นมาความชัดเจนในข้อเสนอในรายงานนี้เสนอตั้งคณะกรรมการ เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ว่าด้วยการให้ความรู้นะครับ แต่ข้อเสนอนั้นไม่ได้ระบุว่าการจัดตั้ง คณะกรรมการใช้อำนาจจากฐานกฎหมายใด คือมีอยู่นะครับให้เสนอขึ้นมา แต่ว่าอยาก ให้เขียนให้ชัดเพราะว่าขณะนี้เวลาของ สปท. เราก็มีสั้น ชี้ไปเลยว่าให้ใครทำ ทำอย่างไรเลย ตามเหตุที่เหมาะสม เติมเข้าไปไม่อย่างนั้นมันจะไปค้างอยู่ว่าเราจะตอกตะปูตัวนี้คือเอาตะปู มาวางตรงนี้แล้วก็หยิบค้อนมาแล้วบอกว่าตอกตรงนี้เลย อย่าให้ไปหาที่ตอกด้วย ให้ไปหาตะปูด้วย ให้ไปหาค้อนด้วย เวลามันสั้นแล้วก็มันเป็นเรื่องเร่งด่วนมาก ดูเหมือนเรื่องเล็กแต่เร่งด่วนมากครับ อยากจะให้กำหนดไปเลยหรือถ้าหากว่ากรรมาธิการจะเปิดกว้างให้รัฐบาลเป็นผู้กำหนด เพื่อความสะดวกก็ระบุให้ชัดเจนว่าจะให้รัฐบาลทำอะไร อย่างไร
ประเด็นต่อมาคืองาน คุณขยายงานที่ได้ผลอยู่ในขณะนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขอเวลาท่านประธานอีกนิดเดียวว่าหน่วยที่ทำอยู่แล้วขณะนี้ที่ได้ผลผมมีโอกาสไปช่วยดูแล ในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อยู่บ้าง กรมตรวจบัญชีสหกรณ์เรามีโครงการบัญชีครัวเรือน อยู่มากแล้ว แล้วก็ดีมาก โครงการนี้ทำมาหลายปีแล้ว แล้วก็ขณะนี้ของปีใหม่ปี ๒๕๕๙ เป็นโครงการชื่อโครงการพัฒนาภูมิปัญญาทางบัญชีสู่บัญชีต้นทุนอาชีพ เป้าหมายที่เขาทำ ก็คือ ๒.๔ ล้านคน ในกลุ่มที่ไม่รู้หนังสือที่ท่านกรรมาธิการเสนอนั่นแหละก็คือกลุ่มเกษตรกร นั่นแหละ จุดตรงนี้เองนะครับผมอยากจะเรียนเสริมอีกนิดหนึ่งว่าผมมีโอกาส เอาข้าวหอมสุพรรณไปที่ทุ่งระโนด ท่านประธานคงรู้จักทุ่งระโนดดี บอกว่าไปปลูกข้าวหอม ดีกว่าเพราะทุ่งตรงนั้นมีลักษณะเหมือนภาคกลางสามารถจะปลูกได้ แต่ปรากฏว่าอย่างนี้ครับ ปรากฏว่าราษฎรไม่เอา เขาให้ความเห็นในที่เราฟังดูแล้วยังติดใจผมมาจนถึงปัจจุบัน เขาบอกว่าเขาชอบกินข้าวเชี่ยง ทั้ง ๆ ที่ข้าวหอมปลูกแล้วขาย ที่จริงปลูกแล้วขายแล้วก็ซื้อ ข้าวเชี่ยงที่ว่าได้ถูก แต่เนื่องจากว่าประชาชนเองเขาปลูกข้าวที่เขากิน เพราะว่าข้าวเชี่ยง เม็ดมันแข็งกินกับแกงส้มทางปักษ์ใต้มันไม่ยุ่ย ถ้าข้าวหอมมะลิหรือข้าวหอมใส่แกงลงไปแล้วมันยุ่ยไม่อร่อย ก็แล้วแต่ แต่ข้าวนั้นถูก เพราะเป็นข้าวพื้นเมือง ถ้าเราจะบอกเขาว่าคุณผลิตข้าวนี้แล้วก็ขายได้ราคา แล้วก็เอาเงินนั้น มาซื้อข้าวพื้นเมืองตรงนี้มากิน คุณจะได้กำไร และที่สำคัญเกษตรกรของเราไม่เคยคิดว่า ต้นทุนของเขาคือค่าแรงของเขาคือต้นทุน เหมือนกับทำฟรี จริง ๆ แล้วถ้าเขาไม่ทำนา เขาไปทำงานก่อสร้างเขาได้วันละ ๓๐๐ บาท แต่มาทำนาเจ๊งขาดทุนไม่ได้คิด ตรงนี้มีทางเดียว ก็คือเขาต้องรู้บัญชีต้นทุนอาชีพของเขา ซึ่งในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีการเสนอให้ อย่างปีนี้นะครับจำนวนเป้าหมายถึง ๒๐๐,๐๐๐ คน ผมอยากจะเรียนท่านประธานว่าเรื่องนี้ เขาทำถึงขนาดว่าโรงเรียน โรงเรียนสำหรับเกษตรกรทั่วไปก็จะมีสมุดบัญชีรับจ่ายในครัวเรือน และบัญชีต้นทุนประกอบอาชีพเขาจะบอกว่าค่าปุ๋ยเท่าไรในนี้เขียนไว้ชัด ต้นทุนครัวเรือนว่า รายได้รายรับมาจากอะไรแล้วก็ให้ลูกเท่าไร นี่ก็คือว่าพ่อแม่ต้องหัดทำบัญชีนี้ มีอยู่แล้วขณะนี้ เพียงแต่ว่าถ้ามีการเสริมกำลังเข้าไปทำ เกษตรกรเขาทำได้ ผมยืนยันว่าทำได้ เพราะว่า พิสูจน์มาแล้ว เขาทำถึงขั้นว่านี่นะครับต้นกล้าเศรษฐกิจพอเพียง ทำไปถึงโรงเรียน ท่านประธาน คือเด็กนักเรียนเขามีการสอนเรื่องนี้ ตั้งแต่เด็กที่บอกว่ารายได้มาจากพ่อให้ เงินคงเหลือ จากเดือนก่อน แม่ให้ค่าขนม ๕๐ บาท พ่อให้ค่าขนมปีใหม่ ๒๐๐ บาท นำมาเก็บออมไว้ ๑๖๐ บาท จ่ายไปเท่าไร ซื้อไอศกรีมเท่าไร มีหมด สำหรับรุ่นเด็กขึ้นมา พอเขาโตขึ้นมา จะใช้งานได้เลย คือโครงการเหล่านี้จะดีมาก
และอีกประเด็นหนึ่งก็คือว่าธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร กู้เงินไป การให้ความรู้ การทำบัญชีที่จริงควรจะทำอย่างไร มันต้องเป็นข้อกำหนดเลย ต้องเป็นเงื่อนไขในการกู้เงิน เพราะว่าถ้ากู้ไปบางทีเอาไปทำงานสมมุติ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ๗๐,๐๐๐ บาท เอาไปกินเหล้าเสีย ๓๐,๐๐๐ บาทก็มีบางคน แต่ถ้าหากว่าเป็นแบบนี้ มีรายละเอียดเสร็จเขาจะได้รู้ว่าเงินก็กลายเป็นว่าสามารถจะมาคืนได้ เป็นหนี้คุณภาพดี เพราะว่าผู้เป็นหนี้มีความรู้เรื่องนี้ รัฐก็ตัดไม่ได้ขายไม่ขาดก็ยังต้องช่วยอยู่ สุดท้าย ท่านประธานที่เคารพครับ ก็คือว่าการให้ความรู้ทางด้านธุรกิจก็เป็นเรื่องจำเป็นนะครับ ผมก็เลยอยากจะเรียนว่าผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งแล้วก็ขอขอบคุณว่าท่านได้ทำเรื่องเล็ก ที่ยิ่งใหญ่มากเกี่ยวกับเรื่องนี้ แล้วก็อยากจะขออนุญาตท่านประธานเชิญประเด็นสำคัญ อีกนิดหนึ่งนะครับ ขออัญเชิญ ขออนุญาตท่านประธาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ดูแลพวกเราเหมือนกับเป็นลูกเป็นหลาน ท่านได้เคยพูดถึงเรื่องนี้ไว้ชัด ๆ นะครับว่า เพียงแต่ราษฎรรู้จักการจดบันทึกรายรับรายจ่ายในแต่ละวันไว้เมื่อถึงสิ้นเดือนก็นำรายรับ รายจ่ายนั้นมาหักลบกันครั้งหนึ่ง หากทำเช่นนั้นซ้ำกันทุกเดือนผู้จดบันทึกก็สามารถ รู้ความเป็นไปในครอบครัวได้อย่างแท้จริง นอกจากนั้นยังสามารถรู้ที่มาที่ไปเงินทองของตน ได้อย่างแท้จริง สามารถรู้ด้วยว่าอาชีพที่ตนทำอยู่สร้างกำไรให้ตนจริงหรือไม่ หรือมีค่าใช้จ่ายใด ที่มากเกินไปที่ควรต้องปรับปรุงให้ลดน้อยลง เพื่อให้มีกำไรมากขึ้น แต่ที่สำคัญที่สุด ก็คือสามารถรู้ด้วยว่าควรขยายหรือลดขนาดของงานตนในอนาคต ซึ่งหมายความว่าคนที่รู้ วิชาบัญชีแม้เพียงง่าย ๆ ก็สามารถนำพาชีวิตครอบครัวให้ก้าวไปในอนาคตได้อย่างมั่นคง ปราศจากการสุ่มเสี่ยงหรือมีโอกาสล้มเหลวเหมือนหนึ่งการมีความสามารถพิเศษ สามารถ คาดการณ์ในอนาคตได้นั่นเอง และเมื่ออาณาประชาราษฎร์มีความเป็นปึกแผ่น ประเทศ ก็จะก้าวรุดไปข้างหน้าด้วยความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ นี่เป็นพระราชดำรัสกล่าวไว้ ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ตีพิมพ์ในหนังสือกรุงเทพธุรกิจ ปี ๒๕๔๕ กราบขอบพระคุณครับ