พรพันธ์ เสนอเสริมการรู้ทางการเงินลึกซึ้ง ตั้งแต่เด็กสู่ผู้ใหญ่

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๕๒ · ๑๐ ตุลาคม ๒๕๕๙

พรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ หารือการปฏิรูปการเงินเพื่อประชาชน โดยเน้นการเปลี่ยนแนวทางจากการให้ความรู้พื้นฐานไปสู่การสร้างความรอบรู้ทางการเงินอย่างลึกซึ้ง ผ่านการปรับบทบาทของสถาบันการเงินและระบบการศึกษาให้ส่งเสริมทักษะการบริหารการเงินตั้งแต่เด็ก พร้อมเสนอให้จัดตั้งหน่วยงานติดตามและส่งเสริมความรู้ทางการเงินอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความสามารถในการตัดสินใจทางเศรษฐกิจ สุขภาพ และลดภาระหนี้ครัวเรือนในระยะยาว

นางพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน พรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ ท่านประธานคะ ก่อนอื่นดิฉันต้องขอแสดงความชื่นชมต่อคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ สำหรับรายงานในเรื่องนี้ซึ่งดิฉันคิดว่าสำหรับ ประเทศไทยความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงทางด้านสุขภาพจะเป็นปัจจัย สำคัญยิ่งที่จะนำไปสู่ความมั่นคงและมั่งคั่งและยั่งยืนของประเทศเราตามนโยบายของรัฐบาล สำหรับในเรื่องที่ดิฉันอยากจะมีข้อสังเกตที่จะเรียนฝากไว้สำหรับรายงานชุดนี้ก็คือเรื่องแรกเลย ดิฉันคิดว่าดิฉันไม่ค่อยจะชอบชื่อ ที่ท่านบอกว่าท่านจะปฏิรูประบบการให้ความรู้พื้นฐานด้านการเงิน แก่ประชาชน แต่ในรายงานของท่านท่านได้ทำมากกว่านั้น ท่านหมายความมากกว่านั้น การให้ความรู้พื้นฐานมันค่อนข้างจะผิวเผินนะคะ ดิฉันคิดว่าสิ่งที่เราต้องการคือต้องการที่จะปฏิรูป เพื่อให้ประชาชนมีความรอบรู้ ผู้ทรงคุณวุฒิบางคนในด้านสุขภาพเขาให้เดฟินิชัน (Definition) ของเฮลท์ลิเทอเรซี (Health Literacy) ซึ่งดิฉันก็คิดว่ามันก็คงจะเหมือนกับ ไฟแนนเชียลลิเทอเรซี (Financial Literacy) คือความรอบรู้แตกฉานทางด้านการเงิน หรือทางด้านสุขภาพ เพราะมันจะรวมถึงการที่สามารถที่จะเข้าถึงข้อมูล การได้รับข้อมูล การเข้าใจ การได้รับความรู้ แล้วก็การตระหนักรู้ คิดวิเคราะห์ได้จากข้อมูลที่ได้รับ สามารถจะคิดวิเคราะห์เพื่อที่จะเลือกในการตัดสินใจที่จะมีพฤติกรรมอันใดอันหนึ่ง อันนี้มันถึงอำนาจในการตัดสินใจ แล้วก็สุดท้ายก็คือถ้าหากว่าเขาสามารถที่จะใช้ความรู้เหล่านั้น มาเป็นข้อเลือกในการตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง อันนั้นแปลว่าประชาชนได้มีพลังอำนาจ ในเรื่องนั้นแล้วหรือว่าเอ็มเพาเวอร์ (Empower) เขาในเรื่องนั้นแล้ว ดิฉันคิดว่าเราทุกฝ่าย ต้องการให้ประชาชนได้ สุดท้ายก็คือมีเอ็มเพาเวอร์ (Empower) ในเรื่องของสุขภาพ ในเรื่องของการบริหารจัดการการเงินการคลังนะคะ เพราะฉะนั้นในชื่อเรื่องมันค่อนข้างจะเล็กน้อย ไปหน่อยสำหรับสิ่งที่เราต้องการที่จะปฏิรูปเพื่อให้เกิดความรอบรู้แก่ประชาชน

เรื่องที่ ๒ คือในเรื่องของการโอเปอเรต (Operate) ท่านอาจจะแบ่งเป็นตาม กลุ่มอายุต่าง ๆ ดิฉันคิดว่าสิ่งที่สำคัญอันหนึ่งที่น่าจะต้องทำให้เกิดขึ้นก็คือในการที่จะทำให้ เกิดไฟแนนเชียล ลิเทอเรต ออร์แกไนเซชัน (Financial Literate Organization) ต่าง ๆ อย่างในเรื่องของการเงินการคลัง เรื่องของธนาคารอาจจะสำคัญมากถ้าท่านได้มี คณะกรรมการระดับนโยบายแล้วถ้าจะโอเปอเรต (Operate) ให้ธนาคารหรือสถาบันการเงิน ทุกแห่งกลายเป็นสถาบันการเงินที่เป็นไฟแนนเชียล ลิเทอเรต ออร์แกไนเซชัน (Financial Literate Organization) ที่จะช่วยประชาชนให้ได้รับความรู้เมื่อเข้ามา ในสถาบันการเงิน ไม่ว่าจะในโอกาสใดก็ตามเขาจะต้องได้รับความรู้ความเข้าใจในเรื่องของ การเงินการคลังกลับไปใช้เป็นประโยชน์กับชีวิตประจำวันของเขา อันนี้ถ้าสถาบันการเงิน ได้ปรับองค์กรของตัวเองให้มีสภาพเป็นอย่างนั้นได้ ดิฉันคิดว่าอันนี้จะเท่ากับทำให้ ชีวิตประจำวันของคนได้รับการปรับให้มีความรู้ทางด้านการเงินการคลังไปโดยปริยาย แล้วก็เป็นความรู้อย่างต่อเนื่องนะคะ รวมทั้งองค์กรที่สำคัญอีกองค์กรหนึ่งก็คือโรงเรียน การที่จะทำให้คนมีทักษะมีความรู้จนกระทั่งนำไปสู่การปฏิบัติ ดิฉันคิดว่ามันต้องเริ่มตั้งแต่ ยังเด็กนะคะ สำหรับในเรื่องทางด้านสุขภาพนั้นเราเริ่มตั้งแต่ยังอยู่ในครรภ์มารดาในเรื่องของ ครอบครัวที่จะต้องมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้ สำหรับในเรื่องการเงินก็เช่นเดียวกัน ดิฉันเคยเห็นบางโรงเรียนซึ่งน่ายกย่องมากมีโปสเตอร์ (Poster) ติดไว้เลย เรื่องของนักเรียนทุกคนเอากระปุกออมสินไปให้กับคุณครูประจำชั้นเพื่อเช็ก (Check) แล้วหรือยังอะไรทำนองนี้ แล้วก็ทำบันทึกการใช้จ่ายประจำวันของนักเรียน อันนี้เป็นสิ่งที่ เหมือนกับบรรจุอยู่ในหลักสูตร ดิฉันคิดว่ามันเป็นความจำเป็นที่เราจะต้องผลักดัน ให้ระบบการศึกษา โดยเฉพาะกระทรวงศึกษาธิการได้มีหลักสูตรทักษะชีวิต ซึ่งเป็นทักษะ ทั้งด้านสุขภาพและทางด้านการเงิน เอา ๒ เรื่องนี้ให้นักเรียนของเรามีทักษะใน ๒ เรื่องนี้ เมื่อเขาโตเป็นผู้ใหญ่เขาจะเป็นผู้ใหญ่ที่ดำเนินชีวิตอย่างมีสุขภาพดีแล้วก็มีการบริหารจัดการ การเงินที่ถูกต้องและมีประสิทธิภาพ เท่านี้เขาก็เป็นคนที่มีคุณภาพของประเทศแล้ว เอา ๒ เรื่องนี้ให้ได้ และถ้าเผื่อเป็นผลกระทบในด้านการเงิน ถ้าเผื่อทางด้านสุขภาพ คนมีสุขภาพดี มีพฤติกรรมดีจะลดการป่วยด้วยโรคที่ป้องกันได้แล้วก็ราคาแพงขณะนี้ ประมาณไม่ต่ำกว่าเกือบแสนล้านบาทต่อปี เพราะฉะนั้นในด้านการเงินนี่ถ้าเผื่อว่าท่านสามารถ จะคำนวณมาได้ว่าถ้าหากว่าประชาชนคนไทยมีความรู้และการปฏิบัติ รวมทั้งเรื่องของความเสี่ยง ในเรื่องการเงินที่ลดลง หนี้ของครัวเรือนจะลดลงมาได้สักเท่าไร มันก็เป็นสิ่งที่น่าจะได้ทราบ เหมือนกันนะคะ จะเกิดผลกระทบเป็นอย่างไร

นอกจากนั้นดิฉันคิดว่าข้อ ๓ ควรจะมีหน่วยงานที่ให้ความรู้อย่างต่อเนื่อง ในเรื่องของการเงินและการบริหารจัดการรวมทั้งความเสี่ยง เพราะว่าสิ่งเหล่านี้มันเป็นไดนามิก โพรเซส (Dynamic Process) มันเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นคณะกรรมการที่ท่าน กำหนดไว้เป็นระดับชาติอย่างเดียวอาจจะไม่พอ ควรจะมีหน่วยที่จะโอเปอเรต (Operate) ได้ กระทรวงการคลังอาจจะต้องทำหน้าที่นี้ เหมือนกับการเฝ้าระวังความเสี่ยงในเรื่องของ การเงินหรือการให้ความรู้อย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกัน แล้วก็อาจจะต้องมีหน่วยที่จะต่อต้าน ข้อมูลที่ผิด ๆ ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในโซเชียลมีเดีย (Social Media) ต่าง ๆ หรือว่าเป็นข่าวลือ หรือว่าเป็นปรากฏในสื่ออะไรต่าง ๆ พวกนี้ จะต้องตอบโต้และให้ความรู้ที่ถูกต้อง ในเวลาอันรวดเร็ว เพราะฉะนั้นก็ต้องมีหน่วยที่ทำงาน

ข้อสุดท้ายดิฉันอยากจะเน้นถึงความสำคัญพื้นฐานที่เราจำเป็นจะต้องผลักดัน ให้เกิดขึ้น ถ้าหากว่าจะต้องการให้ทั้งไฟแนนเชียล (Financial) แล้วก็เฮลท์ลิเทอเรซี (Health Literacy) ดำเนินไปได้อย่างสมบูรณ์ อันนั้นก็คือพื้นฐานในด้านการศึกษาค่ะ ลิเทอเรซี (Literacy) ของประชาชนหรือว่าการอ่านออกเขียนได้ของประชาชนนี่ มีความสำคัญมาก ถ้าปราศจากสิ่งเหล่านี้ประชาชนจะไม่สามารถที่จะเข้าถึงความรอบรู้ ทางด้านการเงินได้เลย เพราะฉะนั้นการอ่านออกเขียนได้ของประชาชน การเน้นเรื่อง การศึกษาผู้ใหญ่ หรือว่าอะดัลต์ลิเทอเรซี (Adult Literacy) เป็นสิ่งที่รัฐจะต้องผลักดัน ให้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วแล้วก็อย่างครอบคลุมทั่วถึง มิฉะนั้นการพัฒนาความรอบรู้ในด้านอื่น ๆ จะเป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นเรื่องของการศึกษาผู้ใหญ่ การศึกษาตลอดชีวิต การศึกษาต่อเนื่อง ก็เป็นสิ่งที่จำเป็นที่จะต้องผลักดันให้เกิดขึ้นเช่นเดียวกัน ขอบพระคุณค่ะ