ชูชาติ อินสว่าง หารือปัญหาการขาดความรู้ด้านการเงินของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรที่มีภาระดอกเบี้ยสูงจนไม่มีศักยภาพในการออม จึงเรียกร้องให้มีการส่งเสริมการออมผ่านบัญชีครัวเรือน การให้ความรู้ทางการเงินอย่างต่อเนื่อง และการประชาสัมพันธ์ติดตามประเมินผลนโยบายเงินออมอย่างเป็นระบบผ่านองค์กรท้องถิ่นและสหกรณ์ พร้อมเน้นย้ำความสำคัญของวินัยทางการเงินและหลักประกันที่มีคุณภาพในการกู้ยืมเงิน
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายชูชาติ อินสว่าง สปท. ๐๔๑ ก่อนอื่นต้องขอกราบขอบพระคุณท่านกรรมาธิการที่ทำให้มีในเรื่องนี้เกิดขึ้น อย่างเป็นจริงเป็นจังในวันนี้ ผมอ่านเรื่องนี้และมีความประทับใจที่เกี่ยวข้องอยู่กับพี่น้องประชาชน ระบบฐานรากโดยตรง ผมเรียนท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการด้วยความเคารพว่าชีวิตประจำวัน ของพี่น้องประชาชนทุกวันนี้ นอกจากในเรื่องของการใช้เงินแล้วนี่เราไม่เคยคิดกันเลย ในเรื่องของการออม เพราะฉะนั้นในวาระเรื่องนี้เราต้องถามว่าเราทำทำไม ทำให้ใคร แล้วให้ใครทำ และทำแล้วเกิดประโยชน์อะไรต่อประชาชน ท่านประธานครับ ตื่นขึ้นมาตอนเช้า ไปซื้ออาหารรับประทานเราก็ไม่เคยรู้ว่าต้นทุนเขาเท่าไร แต่เราจ่ายไปตามที่แม่ค้าพ่อค้าบอกมา เราเข้าร้านสะดวกซื้อหยิบของกี่อย่างเขาก็หยิบให้ และเสร็จเรียบร้อยเราไม่เคยเช็ก (Check) ใบเสร็จเลยว่าราคาเท่าไร ซื้อไปกี่อย่าง บางที่ร้านสะดวกซื้อระดับบิ๊ก ๆ ใหญ่ ๆ ออกมาให้ เป็นแถวยาวเหยียด เขาก็ยิงบาร์โค้ด (Barcode) ปื๊ด ๆ ไป เสร็จเรียบร้อยเราก็ไม่เคยตรวจเช็ก (Check) อีก นี่คือการให้ความรู้ขั้นพื้นฐานแก่พี่น้องประชาชนว่าทำอย่างไรเราจะให้เขาได้รู้ได้ ผมเรียนท่านประธานที่เคารพผ่านไปกรรมาธิการว่าผมเป็นผู้จัดการสหกรณ์การเกษตร ผมเห็นความสำคัญในเรื่องนี้อย่างมาก ท่านนิกร ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านได้เอ่ยถึงกรมตรวจบัญชี สหกรณ์ กรมส่งเสริมสหกรณ์พยายามเน้นย้ำในเรื่องนี้ให้กับพี่น้องเกษตรกรได้รับรู้ถึงขนาดออกมา เป็นหนังสือคู่มือเรื่องบัญชีครัวเรือน ผมนำนโยบายนี้ไปปฏิบัติอย่างชัดเจน ใครที่กู้เงินสหกรณ์ ต้องทำบัญชีครัวเรือนมาให้ผู้จัดการดู เพราะฉะนั้นคนที่ทำบัญชีครัวเรือนส่งมานี้นะครับ จะได้รับการให้ความรู้โดยพนักงานสินเชื่อ และวันนี้พนักงานสินเชื่อยังไม่เคยทำบัญชี ครัวเรือนเลยแล้วจะไปสอนเกษตรกรได้อย่างไร พนักงานสินเชื่อทำแล้ว คณะกรรมการ ดำเนินการส่วนตัวผู้จัดการ ผู้บริหารยังไม่เคยทำเลย แล้วเราจะไปสอนพี่น้องเกษตรกรได้อย่างไร เพราะฉะนั้นการทำตัวอย่างเช่นนี้ถามว่า ณ วันนี้การปล่อยเงินกู้แต่ละครั้งของแต่ละสหกรณ์ ถ้าเป็นสหกรณ์การเกษตรกู้ ๑๐,๐๐๐ บาท ต้องตัดค่าหุ้นไว้ ๕๐๐ บาทเพื่อเป็นเงินออม ท่านประธานครับ พี่น้องประชาชนผมกู้เงินสหกรณ์ ณ วันนี้กู้มาส่งไป กู้มาส่งไปมีหุ้นอยู่ บางคนถึง ๓๐๐,๐๐๐-๔๐๐,๐๐๐ บาท ท่านรู้ไหมว่าวันหนึ่งที่เขามาลาออกจากสหกรณ์นี้ มีลูกหลานจูงมารับเงินค่าหุ้นเลยเพราะเขามาลาออก แต่ ณ วันนี้ถ้าเราไม่หักไว้นี้นะครับ ๑๐,๐๐๐ บาท ไม่หักไว้ ๕๐๐ บาท ๑๐๐ บาท ไม่หักไว้ ๕ บาท กู้เท่าไรให้ไปหมดเลย รับรองมันก็ใช้จนหมด เพราะฉะนั้นนี่คือสิ่งสำคัญที่ว่าเราทำอย่างไรถึงจะมียุทธวิธีสามารถ ให้เขาออมได้ ผมเรียนด้วยความเคารพนะครับ ปี ๒๕๕๗ เรามีพระราชบัญญัติเงินออมแห่งชาติ ผมจำได้ว่า ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีมาเปิด ผมดีใจมากเมื่อวันที่ ๑๘ สิงหาคม ครั้งแรก แล้วมามี พ.ร.บ. ออกมาชัดเจนเมื่อวันที่ ๒๓ กันยายน ผมดีใจมาก ณ วันนี้พี่น้องเกษตรกร ณ วันนี้ พี่น้องประชาชนทั่วไปยังไม่ให้ความสนใจในเรื่องนี้เลย เพราะอะไรครับ เพราะเราขาด การประชาสัมพันธ์ เราขาดการให้ความรู้ต่อพี่น้องประชาชน นี่คือสิ่งสำคัญนะครับ ณ วันนี้ อายุ ๒๐ ปี ออมเดือนละ ๑,๐๐๐ บาท พออายุ ๖๐ ปีไม่ต้องส่งได้คืนเดือนละ ๗,๐๐๐ บาท อายุ ๕๐ ปี ออมเดือนละ ๑,๐๐๐ บาท พออายุ ๖๐ ปี ได้คืน ๔,๔๔๑ บาท พออายุ ๖๐ ปี นี่คือสิ่งที่รัฐบาลพยายามจะมอบให้แต่ไม่มีหน่วยงานไหนที่จะพยายามถักทอต่อให้มันเป็น เรื่องจริง ให้มันเป็นความฝันที่เป็นจริงได้ เราไม่เคยหรอกครับที่จะติดตาม เพราะฉะนั้น ผมกราบเรียนด้วยความเคารพว่า ณ วันนี้ถ้าเรายังไม่มีองค์กรที่ติดตามประเมินผล และตรวจสอบการทำงานเรื่องนี้ ผมเรียนว่าเราแต่งตั้งคณะกรรมการมา ฯพณฯ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นรองประธาน กรรมการทั้งหมด ๒๐ คน ๓๐ คน เป็นผู้กำหนดนโยบายทั้งนั้นเลย ผู้ที่เอาไปปฏิบัติจริงไม่เคยได้มาเรียนให้ทราบเลยว่า สิ่งต่าง ๆ พวกนี้มันไปถึงไหนแล้ว เพราะฉะนั้นผมเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับ เราควรจะมีการขับเคลื่อนตัวนี้ให้อย่างจริงจัง ถ้าเรายิ่งมีสถาบัน ตั้งเป็นสถาบัน ให้การศึกษา ให้ความรู้ขั้นพื้นฐานการเงินแก่ประชาชน กำหนดนโยบายให้ชัดเจน ติดตาม ตรวจสอบ มอบให้กระทรวงมหาดไทยไปทำเรื่องนี้ อสม. ไปทำ กองทุนหมู่บ้าน ณ วันนี้คนมากู้เงินที่สหกรณ์ ถามว่ากู้เงินไปทำอะไรครับ ไปชำระเงินกองทุนหมู่บ้าน ๓-๔ วันเอาเงินกองทุนหมู่บ้านได้คืนมามาชำระหนี้สหกรณ์ ทำไปทำมากู้เงินสหกรณ์ไป แล้วส่งกองทุนหมู่บ้าน ได้เงินกองทุนหมู่บ้านไม่ชำระหนี้สหกรณ์ ตกลงเป็นหนี้ ๒ ทางเลย แล้วเที่ยวหน้าทำอย่างไรครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านคงได้ยินคำว่าหมวกกันน็อก ยังอยู่ทุกวันนี้ แล้วก็อยู่แบบยั่งยืนด้วย เรายังทำอะไรเขาไม่ได้เลย เช้ามาเอาไป ๙๕ บาท เย็นเอามาคืน ๑๐๐ บาท ร้อยละ ๕ บาทต่อวัน สำหรับพี่น้องประชาชนทั่วไป แล้วอย่างนี้ ประเทศไทยจะอยู่ได้อย่างไร ในเมื่อการออมไม่มีแล้วยังต้องเป็นหนี้เป็นสินทั้งหมด ผมได้ยิน เฉพาะครู ๒ ล้านล้านบาท ถ้าพี่น้องเกษตรกรทั่วไปด้วยเป็นพันล้านบาท ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี จะช่วยเหลืออย่างไรไหวครับ เพราะฉะนั้นรากฐานที่สำคัญที่สุดต้องมีออมไว้ก่อนเบื้องต้น กู้เงินสหกรณ์ถ้าเป็นครูนะครับ กู้เงินสหกรณ์ออมทรัพย์ครูต้องมีเงินฝากไม่น้อยกว่า ๑๕ เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือนก่อนถึงจะกู้เงินได้ แล้วต้องมีเงินฝากทุกเดือน พอมีเงินฝากทุกเดือน เขาก็กู้เงินได้ ท่านประธานครับ ผมให้กู้เงินทุกครั้ง ผมถามว่าวัตถุประสงค์ในการกู้เงิน เอาไปทำอะไร
อันที่ ๒ ความสามารถในการชำระหนี้เป็นสิ่งสำคัญที่สุด คุณกู้เงินไปแล้ว คุณชำระหนี้สหกรณ์ได้ไหม
อันที่ ๓ หลักประกัน ที่ล้มเหลวอยู่ทุกวันนี้เพราะหลักประกันไม่ดี
อันที่ ๔ คือวินัยทางการเงินที่มอบให้กับประชาชน ก็คืออะไรรู้ไหมครับ การกำหนดอัตราดอกเบี้ย ณ วันนี้เราพูดถึงเศรษฐกิจพอเพียง ทุกคนรู้แต่เศรษฐกิจพอเพียง แต่ไม่ได้ถือปฏิบัติกันเลย บรรดามวลเหล่าข้าราชการต้องรู้เรื่องอะไรครับ รู้เรื่องธรรมาภิบาล แต่ผมถามว่า ณ วันนี้พอถามว่าโปร่งใสไหม ตรวจสอบได้ไหม ถามว่ามีส่วนร่วมไหม ไม่เคยได้ปฏิบัติกันเลย เพราะฉะนั้นหน่วยงานต่าง ๆ พวกนี้ต้องลงไปปฏิบัติอย่างจริงจัง เหมือนที่รัฐบาลนี้พยายามจะเชื่อมโยงให้ได้ทำงานติดต่อกันทุกกระทรวง ทบวง กรม ผมเรียนท่านประธานนะครับว่าวันนี้พี่น้องเกษตรกรผมว่าอย่าว่าแต่ออมเลยครับ ขณะนี้เงิน ในกระเป๋าล้วงลงไปยังไม่มีเลยครับ กู้เงินสหกรณ์ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ดอกเบี้ย ๘๐,๐๐๐ บาท ต่อปี ร้อยละ ๘ ครับ เอา ๑๒ หาร ๘ เดือนละ ๗,๒๐๐ บาทต่อเดือน เอา ๓๐ หาร ๗,๒๐๐ บาท วันหนึ่งประมาณ ๓๐๐ บาท ๒๕๐ กว่าบาท ล้วงในกระเป๋าอย่างเดียวนะครับเพื่อจะหา ดอกเบี้ยมาชำระยังไม่มีเลยแล้วจะไปออมได้อย่างไรครับ เพราะฉะนั้นต้องให้เขาคิดเป็นก่อนว่า ลงทุนขนาดนี้มันได้เงินมาเท่าไร ลงทุนอย่างนี้เหมาะกับครอบครัวเราไหม เพราะฉะนั้น มันต้องเริ่มต้นที่ครอบครัว มันต้องเริ่มต้นที่การให้ความรู้ มันต้องเริ่มต้นที่การให้การอบรมสั่งสอน ณ วันนี้คณะกรรมการชุดนี้ ท่านที่เคารพครับ ผมอยากกราบเรียนนะครับ ประชุมกัน ๒ เดือนครั้ง ๓ เดือนครั้ง เห็นชอบมอบรอง เห็นด้วยผู้ช่วยทำ ประชุมเสร็จเรียบร้อยมา ก็เก็บเข้าแฟ้ม ๆ ไม่ได้ติดตามหรอกครับ เพราะฉะนั้นป่วยการ ถ้าเราไม่มีสถาบันที่ดูแลเรื่องนี้ อย่างจริงจัง ให้ความรู้อย่างจริงจัง ตรวจสอบ ประเมินผล ติดตามอย่างจริงจัง กองทุนหมู่บ้าน สหกรณ์ ธ.ก.ส. ธนาคารออมสิน ทุกอย่างไม่ได้พูดเรื่องออมเลย ไปธนาคารร้อยละ ๔ ต้องฝาก ๓ ปี ให้ความรู้เขาไหมล่ะครับว่าคุณมีเงินเท่าไรคุณถึงจะฝากแบบยั่งยืนได้ ในร้อยละ ๔.๕๐ ๓ ปีติดต่อกัน ร้อยละ ๓ พอถึงเวลาปุ๊บฝากได้ปีหนึ่ง จำเป็นต้องใช้เงินก็ไปถอนมา ดอกเบี้ยที่ตกลงกันไว้ร้อยละ ๓.๕๐ ๔ บาท ไม่ได้เลย เพราะธนาคารไม่ได้ให้ความรู้เขา ไม่ได้ให้เขาเรียนรู้แต่เบื้องต้นว่าเขามีต้นทุนของเงินเท่าไร เขาเหมาะไหมที่จะไป อย่างตัวสหกรณ์เองก็ต้องรู้ต้นทุนของตัวเองว่าเรารับฝากเงินมา ๔๐๐ ล้านบาท ๕๐๐ ล้านบาท เราจะมีเงินประกันความเสี่ยงเท่าไร เงินประกันความเสี่ยงที่ดีที่สุดคือ ไปฝากกับใคร ฝากกับธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน ธ.ก.ส. หรือว่าไปซื้อพันธบัตรรัฐบาล ก็ต้องเรียนรู้ครับ เพราะฉะนั้นถ้าไม่เรียนรู้เรื่องทางการเงิน ได้มาก็ใช้ไป ๆ อย่าว่าแต่เงินออมเลย เป็นหนี้อยู่วันยังค่ำครับ ผมเป็นห่วงเรื่องนี้แล้วก็ดีใจ ต้องขอบคุณคณะกรรมาธิการ ที่จัดให้มีเรื่องนี้ขึ้น แล้วก็ขอบคุณแทนกรรมาธิการด้วยที่สมาชิก สปท. วันนี้อภิปรายกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านนิกร หลายคนที่อภิปรายเกี่ยวกับเรื่องการออมวันนี้ ผมขออนุญาต จดจำไว้และจะนำความรู้ต่าง ๆ เหล่านี้ไปเผยแพร่ให้กับพี่น้องประชาชนได้ทราบต่อไป กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ