สุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ อภิปรายเรื่องการเงินและการรับรู้ทางการเงิน โดยเน้นความสำคัญของการสร้างวินัยทางการเงิน การสื่อสารความรู้ด้านการเงินให้ประชาชนเข้าใจ และตั้งคำถามถึงความท้าทายของการนำเทคโนโลยีการเงินมาใช้ในบริบทของสังคมไทย
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ สมาชิก สปท. หมายเลข ๑๗๓ ท่านประธานครับ ผมฟัง ท่านกรรมาธิการบรรยายแล้วก็มีความรู้สึกว่าประทับใจอย่างยิ่ง และผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ดี ที่ท่านกรรมาธิการกำลังจะให้ภูมิคุ้มกันกับประชาชน ถ้าเป็นทางการแพทย์เขาเรียกว่า ฉีดวัคซีนให้ แต่ถ้ามีโรคเยอะ ๆ เหมือนไข้หวัดแล้วกำลังระบาดขณะนี้ ท่านจะมีวัคซีน สักเท่าไรที่จะพอฉีดให้กับประชาชน เมื่อสักครู่ท่านกรรมาธิการก็บอกว่าเป็นเรื่องของ ไฟแนนเชียลลิเทอเรซี (Financial Literacy) ผมฟังแล้วก็ยิ่งโอ้โฮจิตใจพองบานยิ่งกว่า ขนมถ้วยฟูเสียอีก แต่ผมอยากกราบเรียนว่าไม่ง่ายอย่างที่ท่านคิดหรอกครับ แล้วผมจะพาท่านไป ว่าไม่ง่าย ทำไมไม่ง่ายนะครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญที่เราจะต้องคุยกันให้นานหน่อยนะครับ เพราะว่าเรื่องเงินเรื่องทองนี้เป็นของบาดใจ และเรื่องเงินนี้เขาก็มีภาษิตไว้ว่า มีเงิน เขานับเป็นน้อง มีทองเขานับเป็นพี่ ถ้ามีทั้งเงินและทองนี้นะครับ ท่านคิดเอาเองแล้วกันว่า จะเรียกว่าอะไร ก็จะมีคนมะรุมมะตุ้ม ไม่มีคนไหนหรอกที่ชอบหรือรักคนจน ในอดีตครั้งหนึ่ง อย่าให้ผมกล่าวเลยว่า พ.ศ. อะไร รัฐบาลสมัยหนึ่งก็บอกมีนโยบายเปิดเสรีทางการเงิน บีไอบีเอฟ (BIBF) ผลเป็นอย่างไรครับ ประเทศไทยต้มยำกุ้ง เจ๊งไม่มีทีท่าแทบแย่มาถึง ปัจจุบันนี้ เพราะเรายังไม่ได้สร้างเกราะภูมิคุ้มกันว่าวินัยทางการเงินการคลังเป็นอย่างไร จะเอาเงินเข้าเอาเงินออกอย่างไร ยังใช้ไม่เป็นอย่างที่ท่านกรรมาธิการก็กล่าวไปแล้ว แล้วมี ศัพท์อีกคำหนึ่งที่กำลังประชุมวันนี้วันสุดท้ายแล้ว เอซีดี (ACD) เมื่อกี้ท่านกรรมาธิการก็กล่าว ไปแล้วเรื่องฟินเทค (FinTech) ผมอยากจะกราบเรียนคำเต็ม ๆ ของฟินเทค (FinTech) เดี๋ยวประชาชนจะไม่เข้าใจเพราะเราพูดไปถึงประชาชนเลยนะครับ มันมาจากคำว่า ไฟแนนเชียลเทคโนโลยี (Financial Technology) เลยเรียกฟินเทค (FinTech) ถ้าเป็นภาษาอังกฤษเขาเรียกว่าฟินเทค อีส เชนจิง มันนี เชนจ์ แฮนด์ (FinTech is changing money change hand) คือการเปลี่ยนเงินจากมือหนึ่งไปสู่มือหนึ่ง หรือจากมือหนึ่ง ไปหลาย ๆ มือ หรือจากหลาย ๆ มือมาสู่มือเดียว นี่เรียกว่าฟินเทค (FinTech) อยากจะให้ ความรู้เพิ่มเติมไป แต่ทั้งหมดทั้งสิ้นนี้ผมอยากจะกราบเรียนเป็นเรื่องสมมุติทั้งนั้น แต่ฆ่าคนตายมาทั่วโลกแล้วเรื่องของสมมุตินี้นะครับ ที่ไม่สมมุติก็คือว่าทั้งหมดนี้มันเป็น เครื่องสมมุติทดแทนอะไร ทางเศรษฐศาสตร์เขาบอกทดแทนสินค้าโภคภัณฑ์ สินค้าโภคภัณฑ์ มี ๔ กลุ่มใหญ่ ๆ ๑. พลังงาน ๒. โลหะอุตสาหกรรม ๓. โลหะมีค่า ๔. สินค้าการเกษตร ผมนำท่านไปสู่เพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ผมทำมา ๒ ครั้งแล้ว เมื่อคืนนี้ปรับปรุง อีกทีหนึ่ง มันเป็นเวอร์ชัน (Version) อีกครั้งหนึ่ง หน้าต่อไปครับ ผมอัญเชิญพระบรมรูป พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวซึ่งอยู่ในธนบัตรใบนี้ ไม่มีใครไม่รู้จักธนบัตรใบนี้ ในกระเป๋าท่านก็จะมี เป็นที่รู้จักกันมากที่สุดคือธนบัตรใบละ ๑๐๐ ผมกราบอัญเชิญมาว่า นี่เป็นของมีค่า แต่ถามว่ามีมูลค่าไหม อีกเรื่องหนึ่ง มูลค่ากับมีค่าบางทีก็อยู่ด้วยกัน บางทีก็ไม่อยู่ด้วยกัน ต่อไปครับ โบราณนี้เขาบอกไว้เลยว่า มีสลึงพึงบรรจบให้ครบบาท อย่าให้ขาดสิ่งของต้องประสงค์ จงมักน้อย กินน้อยค่อยบรรจง อย่าจ่ายลงให้มากจะยากนาน อันนี้สุนทรภู่เขียนไว้นานแล้ว ผมก็ไปยืมมา ไอ้เหรียญสลึง กลับไปอีกทีครับ ผมขออนุญาตใช้เวลาท่านมากนิดนะครับ เพราะผมคิดว่าการให้ความรู้ อย่างที่ท่านจะให้ความรู้ต้องปูพื้นฐานเสียก่อนว่าเงินมันมาจากไหน เป็นของสมมุติอะไร ชาวบ้านเขาจะได้รู้ว่ามีคุณค่าแค่ไหน เหรียญสลึงขณะนี้หลายคนไม่รู้จักแล้วมี ๒ แบบ สีทองกับสีเงิน มีด้านหน้าด้านหลัง เหรียญ ๑ บาท มีด้านหน้าด้านหลัง ผมเอามาให้ดูให้ชม เดี๋ยวกลัวท่านจะลืม ท่านไปดูแต่แบงก์ ๑๐๐๐ ภาพต่อไปครับ ในอดีตเป็นอย่างนี้เลย หรือไม่เชื่อ การแลกเปลี่ยนสินค้าแลกกันไปแลกกันมา คนที่มีอาหารก็ไปแลกคนมีเสื้อผ้า ร้อยแปด จิปาถะ แต่มันสะดวกไหม ไม่สะดวก ตีค่าราคาลำบาก ก็มีของสมมุติขึ้นมาเป็นเงิน ใน ๔,๐๐๐-๕,๐๐๐ ปีที่แล้วมาในยุโรปเริ่มต้นใช้หอยเบี้ยซึ่งหายากต้องมาจากทะเลลึก เป็นการทดแทนว่าผ้าของท่าน ผักของท่าน มีมูลค่ากี่เบี้ยก็ยุ่งยากมาก พอโลกพัฒนาขึ้นมา ภาพต่อไปครับ นี่เป็นเงินไทยยุคโบราณเลย ตั้งแต่โบราณมากเลย ตั้งแต่สมัยฟูนันไล่มา จนถึงปัจจุบันนี้ เดี๋ยวท่านไปดูครับ อันนี้ไปดูได้ที่กองกษาปณ์ หรือธนาคารแห่งประเทศไทย อันนี้ผมก็นำมาให้ชม เพื่อประชาชนจะได้รู้ว่ามันมีประวัติของมันมา เรื่องเงินตราที่ท่านกำลัง จะพูด ผมต้องขอเวลาท่านประธานมากหน่อย เพราะว่าผมเตรียมมาเยอะมากเลย ๒ สัปดาห์ เชิญภาพต่อไปครับ อันนี้เป็นเงินพดด้วง หลายคนอาจจะไม่รู้ มันมีตั้งแต่ ๒ เฟื้อง ๑ เฟื้อง ๒ เฟื้องเป็น ๑ สลึง ๔ สลึงเป็น ๑ บาท ๔ บาทเป็น ๑ ตำลึง โบราณนะครับ แล้วขวามือเป็น เหรียญ ๑ สตางค์แดง สมัยก่อนต้องร้อย คนที่รวยนี่ร้อยเพื่อเก็บง่าย ต่อไปครับ นี่ทำด้วยเงินครับ เหรียญเงินมีพระบรมรูปของรัชกาลที่ ๕ ด้านหลังเป็นตราแผ่นดิน เขียนไว้ว่าบาทหนึ่ง ไม่ใช่ ๑ บาท ด้านหลังนะครับ ผมว่าประชาชนคนไทยหลายคนในประเทศไทย ยกเว้นในห้องนี้ จะเห็นอันนี้หนัก ๑ บาท ๑๕ กรัม แล้วมีมูลค่าจริง ๆ อย่างนี้เรียกว่าอะไรรู้ไหมครับ มีทั้งมีค่า และมีมูลค่าในตัวมันเอง เพราะเป็นสินค้าโภคภัณฑ์อย่างหนึ่งใน ๔ อย่างที่ผมบอกไว้แล้ว แต่ถ้าเป็นแบงก์โน้ตกินไม่ได้ ใช้ไม่ได้ พอถึงเวลามันก็ชำรุดไป ภาพต่อไปครับ นี่เหรียญ สมัยรัชกาลที่ ๖ ด้านหน้าเป็นพระบรมรูปรัชกาลที่ ๖ พระบรมรูปท่าน ด้านหลังเขียนว่า ผลิตเมื่อปี ๒๔๕๖ พอถึงตรงนี้เรียกว่า ๑ บาทแล้ว เห็นไหมมีประวัตินะครับ แต่ผมไม่มีเวลา ที่จะอธิบายให้ฟังว่าทำไมเรียกไปเรียกมาอย่างไรนะครับ มีช้างสามเศียร อันนี้เห็นไหมครับ ของสมมุติแท้จริงเลย ไม่ใช่สินค้าโภคภัณฑ์อย่างที่ผมบอกนะครับ นี่คือธนบัตรในยุคต่าง ๆ ตั้งแต่โบราณมาเลยแบบที่ ๑ ถึงแบบปัจจุบันนี้ ผมไม่มีเวลาเอามาให้ดูให้ชมเป็นขวัญตา อันนี้แบบเริ่มต้นเลย เมื่อกี้ซ้ายมือสุดเราพิมพ์ธนบัตรไทยใช้เป็นครั้งแรกเมื่อพุทธศักราช ๒๔๔๕ ในรัชสมัยของรัชกาลที่ ๕ มี ๕-๖ แบบ ๗ แบบอย่างที่เห็น รัตนโกสินทรศก ๑๒๑ ต่อไป เป็นธนบัตรปัจจุบัน เอาแบงก์ ๑๐๐ มา แบงก์ ๕๐๐ มา แบงก์ ๑,๐๐๐ มา จะเอาแบงก์ ๒๐ มาด้วย เอาแบงก์ ๕๐ มาด้วยมันจะเต็มจอซึ่งก็รู้จักกันอยู่แล้ว แล้วด้านหลังผมอยากจะ กราบเรียนว่าเป็นนวัตกรรม เป็นศิลปกรรม ธนบัตรไทยมีทั้งศิลปกรรมและนวัตกรรม ด้านหลัง ด้านพระบรมรูปก็เหมือนกัน ด้านหน้าจะเป็นพระบรมรูปของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ด้านหลังจะมีความต่างกันไป เป็นรัชกาลที่ ๑ รัชกาลที่ ๕ เลิกทาส แล้วแต่จิปาถะ รวมทั้งมีพระบรมรูปของสมเด็จพระนางเจ้าฯ ด้วย มีประวัติย่อ ๆ เป็นประวัติศาสตร์ไทย ท่านไปหาดูได้นะครับ ต่อไปครับ พอมีเงินเยอะ ๆ ก็ตั้งสมมุติขึ้นมาว่ามีธนาคารสยามกัมมาจล แต่ผมไม่บอกว่าปัจจุบันนี้เป็นอะไรนะครับ เดี๋ยวจะกลายเป็นโฆษณาสินค้า ผิดจริยธรรม ธนาคารแห่งแรกของประเทศไทยเรียกว่าธนาคารสยามกัมมาจล ปัจจุบันนี้ผมไม่รู้อยู่ที่ไหนแล้ว แต่รูปเป็นอย่างนี้ ปัจจุบันนี้เป็นตึกรามบ้านช่องที่ใหญ่โต ผมไม่กล่าวครับ ต่อไปครับ วิวัฒนาการ นี่เลยพอมีธนาคารปุ๊บมีการพิมพ์กระดาษ ก็มีสมุดเงินฝากธนาคาร การใช้สมุดเงินฝากธนาคารคือยังต้มตุ๋นหลอกลวงกันไม่ได้ มันจะต้องเอาไปให้เจ้าหน้าที่ดูว่าคุณจะเบิกเท่าไร ผมไปเบิกเงินธนาคารที่นี่ กรุงไทยยังต้องเอา บัตรประชาชนไปด้วยเพราะว่าต่างสาขา เขาเรียกว่ามีการันตี (Guarantee) ว่าจะไม่มีการโกงกัน เบิก ๒๐ บาทก็บอกเบิก ๒๐ บาท เบิก ๑๐๐ บาทก็บอกเบิก ๑๐๐ บาท ถอนเงินนะครับ ฝาก ๑๐๐ บาทก็บอกฝาก ๑๐๐ บาท ต่อไปมันไม่ทันอกทันใจมนุษย์ หายใจแวบเงินมาเป็น ร้อยล้านบาท หายใจแวบเงินหายไปเป็นพันล้านบาท นี่คือบัตรเอทีเอ็ม (ATM) ของธนาคารกรุงไทย และเอทีเอ็ม (ATM) ของธนาคารออมสิน ผมจะเอา ๒ ธนาคารนี้มาเพื่อไม่ให้โลกวัชชะ โลกติเตียน คือเป็นธนาคารของรัฐบาล ทีนี้ถ้ามีบัตรอย่างนี้ปุ๊บมันไม่มีเครื่องก็ไม่ได้ ท่านไปดูสิครับ เทคโนโลยีที่ผมบอกเมื่อกี้ ไฟแนนเชียลเทคโนโลยี (Financial Technology) ผมขออนุญาตท่านแล้วว่า ขออีกนิดหนึ่งเพราะมันเป็นประโยชน์จริง ๆ ต่อไปครับ เครื่องถอน ตู้ถอนเงิน ฝากเงิน อัตโนมัติมีทุกหัวระแหงท่าน ในปั๊มมีหน้าห้องน้ำเลย มีทุกที่เพื่อสะดวกเธอจะได้จับจ่ายใช้สอย ให้เงินมันหมุนตามหลักเศรษฐศาสตร์ของท่านกรรมาธิการ เงิน ๑๐๐ บาท มันหมุน ๘ ครั้ง เท่ากับ ๘๐๐ บาท แต่ว่าจริง ๆ แล้วเป็นเรียลมันนี (Real Money) เท่าไรไม่รู้ แต่มันมีมูลค่า อย่างนั้น ทุกครั้งที่ใช้เงิน ๑๐๐ บาท รัฐบาลก็ได้ ๗ บาท จากแวต (VAT) ต่อไปนี่เลย ที่ท่านกำลังจะพูด เห็นไหมหนุ่มหล่อกำลังโทรศัพท์ คุณย่า คุณยาย มาฝากเงินที่ผมสิครับ ส่งเงินอย่างไรครับ เป็นอย่างไรครับ เงินมันหลุดภายใน ๑ วินาที เห็นภาพชัดเจนไหมครับว่า เราต้องพูดถึงวันนี้ให้ละเอียดลออว่าท่านจะทำอย่างไร อย่าฝันนะ อันนี้ก็เป็นเทคโนโลยี ที่กำลังทำเป็นฟินเทค (FinTech) หรือพร้อมเพย์ (PromptPay) ซึ่งปัจจุบันนี้กำลังรณรงค์ มากมายเลย แล้วท่านรู้ไหมขนาดมีพาสบุ๊ก (Passbook) ผมอยากจะกราบเรียนท่านว่า คุณพ่อผมก่อนปี ๒๕๔๐ หมดเงินไปมากมายเลย เพราะฝากเงินธนาคารออมสิน ผมยืนยันเลย คุณพ่อผมอยู่ต่างจังหวัด แล้วเจ้าหน้าที่ของธนาคารออมสินไปบอกคุณพ่อผม ผมอยู่กรุงเทพฯ ว่าให้ถอนเงินไปลงทุนอย่างโน้นอย่างนี้ เหลือไม่ถึง ๑ บาทหลังจากปี ๒๕๔๐ เราไม่พูดกัน กำลังจะพูดวันนี้ให้ละเอียดลออว่าท่านจะทำอย่างไร ต่อไปครับ สามเหลี่ยมแก้จนของผม ผมคิดเองนะ ไม่ได้ลอกเลียนแบบใคร ท่านกำลังทำอะไรที่ไม่ครบวงจร ท่านกำลังจะไปบอกว่า จะถอนเงินอย่างไร ใช้เงินอย่างไร พร้อมเพย์ (PromptPay) อย่างไร ใช้เอทีเอ็ม (ATM) อย่างไร ถามว่าท่านไม่ได้สอนคนเลยว่าให้เขาหาเงินอย่างไร หาเงินเป็นเสียก่อนก่อนที่ท่านจะพูด เรื่องอย่างนี้ แต่ถ้าจะบอกผมว่าคนอื่นพูดเยอะแล้ว อะไรที่มันไม่ครบลูป (Loop) ไม่ครบวงจร ผมถามว่ารถยนต์คันหนึ่งถ้ามีแต่ล้อมีแต่เครื่องท่านวิ่งได้ไหมล่ะ เรียกรถไหมล่ะ เพราะฉะนั้น อะไรที่จะเป็นประโยชน์อยากให้ท่านทำให้ครบวงจร ๑. ต้องหาเงินเป็นก่อน หาเงินแล้ว ต้องประหยัดอย่างที่ท่านว่า เก็บเงินเป็น ถ้ามีมากมายก็เอาไปฝากธนาคารออมสิน ไปฝาก ธ.ก.ส. ก็ได้ หรือฝากธนาคารกรุงไทยก็ได้ที่เป็นของรัฐ รับรองเงินไม่หายไปไหน ต้องสอนต่อไป ว่าใช้เงินเป็นที่ท่านกำลังบอก ท่านใช้เงินเป็นก็ใช้โทรศัพท์มือถือเลย โอนเงิน ฝากเงิน ร้อยแปดจิปาถะ กดผิด จะกด ๑๐๐ บาท กลายเป็น ๑,๐๐๐ บาท ร้อยแปดจิปาถะ ก็ฝากท่านว่าท่านคิดให้เป็น ครบวงจร ในกรอบสามเหลี่ยมข้างในผมไม่กล้าใส่ ก็คือต้องเต็มไปด้วยคนไทย ๗๐ ล้านคน ทีนี้คนไทยจะมี ๓ อย่างนี้ได้คืออะไร ต้องมีศีลเสียก่อน ท่านสอนให้เขามีศีลไหม ถ้ายังไม่มีศีล ๕ นี้ ๓ ตัวนี้ก็ไม่มา แล้วไม่มาเกิดอะไร ต้องสอนต่อไปว่าให้รู้จักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ท่านตรัสสอนพวกเราไว้นานมาแล้วจนมาถึงปัจจุบัน แล้วผมยังคิดว่าใช้ได้เป็นอกาลิโก จากสามเหลี่ยมขยับ ถ้าท่านขยับประชาชนจะร่ำรวยขึ้นทุกครั้ง ถ้าขยับอีกทีให้ครบสามเหลี่ยม ประชาชนก็จะร่ำรวยขึ้น เมื่อประชาชนร่ำรวยประเทศชาติก็จะร่ำรวยขึ้นจากการเก็บภาษีอากร ผมกราบเรียนท่านประธานทุกครั้งที่ผมอธิปรายผมต้องมีข้อเสนอเสมอ แต่ข้อเสนอนั้นอาจจะ ตรงใจท่านกรรมาธิการหรือประชาชนไหมก็สุดแท้แต่ท่านจะพิจารณา ข้อที่ ๑ ผมบอกเลยว่า ต้องให้ความรู้ประชาชนให้ครบวงจรเริ่มจากเป็นคนดี หาเงินเป็น เก็บเงินเป็น ใช้เงินเป็น ภายใต้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ท่านไปขยายความเอานะครับ เมื่อกี้ผมได้กราบเรียนไป สักครู่แล้ว ๒. ต้องให้ความรู้ผ่านสถาบันการศึกษา ผ่านครูอาจารย์ที่ไม่โลภ ที่มีศีลธรรม ไปยังนักเรียน นักศึกษา เพราะนักเรียน นักศึกษา เขามีพ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย เขาก็จะไปบอกว่า คุณปู่ คุณย่า คุณแม่ จะใช้เงินจะต้องระมัดระวังอย่างไร จะหาเงินหาเงินอย่างไร คุณพ่อ คุณแม่อย่าไปโกงเขานะ ร้อยแปดจิปาถะ เก็บเงินต้องไปธนาคารอย่าไปฝากใครหรือฝังใต้ดิน ลูกจะไปบอกได้เพราะนักเรียนมีเป็นล้านคน ข้อที่ ๓ ให้รู้จักผ่าน ให้ความรู้ผ่านมหาเถรสมาคม ไปยุ่งอะไรกับพระเจ้า ผมถามว่าในชนบทที่พึ่งทางใจหรือเป็นเกราะคุ้มกัน อันดับแรกคือพระใช่ไหม ไปวัดทำบุญพระเทศน์เชื่อแต่กลับมาสามีภรรยาบอกไม่เชื่อแต่เชื่อพระ นอกจากเชื่อลูกแล้ว ก็เชื่อพระ พระดี ๆ พระที่มีศีลครบ ๒๒๗ ข้อ พระท่านก็จะเทศน์ เพราะฉะนั้นท่านต้อง ให้ความรู้กับพระ ผมอยากจะวิจารณ์สักเล็กน้อยใน ๓๓ หน้า ๓๔ หน้าของท่านทั้งใบขวางนะครับ ผมคิดว่าท่านใช้ความรู้ความสามารถในการทำดีมากเลย แต่ผมถามว่าถ้าเอากรรมการอย่างที่ท่าน เมื่อกี้บรรยายท่านมีเวลาประชุมไหม ผมถามท่าน รองนายกรัฐมนตรีมีเวลาประชุมไหม แถมยังไม่มาประชุมนะ ไม่ใช่รองนายกรัฐมนตรีนะ ระดับล่าง ๆ อธิบดีทั้งหลายก็ส่งระดับเด็ก ๆ มา และเกิดอะไร ชักช้าร่ำไร ถ้าเป็นผม มีนโยบายเลยไม่ต้องมีกรรมการนะ เป็นนโยบายของรัฐบาล ที่จะให้ความรู้เรื่องเหล่านี้เพื่อเป็นเกราะคุ้มกันหรือเป็นการป้องกัน เหมือนกับป้องกันโรค ดีกว่าให้เป็นโรคเสียก่อนแล้วก็มารักษาเสียเวลาและอาจจะพิการได้ป้องกันเสียก่อน ให้กระทรวงศึกษาธิการ มหาเถรสมาคม นำไปเผยแพร่แต่ท่านต้องให้มีคณะเล็ก ๆ ขึ้นมา ให้ความรู้กับสังฆาธิการ และวันนี้สังฆาธิการคือ ครม. ของสงฆ์รู้เรื่องไหมผมว่าอาจจะรู้ไม่จริง เพราะมีคนเอาไปฝากคุณทำอะไรให้หมด เทศน์ให้ท่านฟังเสียก่อน มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ท่านไปดูสิมีทั่วประเทศ มหาวิทยาลัยสงฆ์ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และมหาวิทยาลัย มหามกุฏราชวิทยาลัย รวมทั้งโรงเรียนมัธยมศึกษาทั้งหลายท่านเข้าตรงนี้ ให้ความรู้ครู อาจารย์ไปเป็นเครื่องมือโดยที่ท่านไม่ต้องเหนื่อยมาก ถ้าท่านเหนื่อยอย่างที่ท่านเขียน ผมคิดว่า อีก ๑๐ ปี ผมว่าตำรวจจะต้องทำคดีอีกเยอะไม่ทัน ไฟไหม้บ้านแล้วหาน้ำมาดับไม่ทัน ท่านต้องให้ความรู้แบบปูพรมผ่านสิ่งที่ผมบอกไปแล้วสักครู่นี้ และเชื่อว่าโครงการของท่านจะได้ผล ผมกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่าผมชื่นชมในแนวความคิดเริ่มต้น หมายถึงว่า ถ้าเป็นศัพท์สมัยใหม่ก็สตาร์ตอัป (Startup) ดีมากเลย สตาร์ต (Start) รถบรื้น วอร์ม (Warm) เรียบร้อยดีแต่วิ่งไปไม่เท่าไรครับ ไปไม่ได้ไกล อยากกราบเรียนท่านด้วยความเคารพว่า สิ่งที่ผมกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการเป็นสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ประดุจดัง เขาเรียกเด็กน้อยบังอาจสอนสังฆราช กราบขอบพระคุณครับ