สินีนาถ ชี้ปัญหาความรู้การเงิน-เสนอปฏิรูปเรียนรู้ทั่วถึง

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๕๒ · ๑๐ ตุลาคม ๒๕๕๙

สินีนาถ ไพสิฏฐานันท์ หารือปัญหาความรู้และวินัยทางการเงินของประชาชนที่ยังต่ำ โดยเฉพาะในกลุ่มคนฐานรากและผู้สูงอายุ ซึ่งส่งผลต่อปัญหาหนี้ครัวเรือนและความไม่มั่นคงทางการเงินในยุคดิจิทัล จึงเสนอให้เร่งปฏิรูปและจัดทำยุทธศาสตร์ชาติด้านการเรียนรู้ทางการเงินอย่างเป็นระบบและครอบคลุม เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของประชาชนในการบริหารจัดการการเงินอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

นางสาวสินีนาถ ไพสิฏฐานันท์ ผู้ชี้แจงในนามคณะกรรมาธิการ

กราบเรียน ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ แล้วก็สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศค่ะ ดิฉัน นางสาวสินีนาถ ไพสิฏฐานันท์ อนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านการเงินการคลังค่ะ ขอรายงานวาระการปฏิรูประบบการให้ความรู้พื้นฐานทางการเงินแก่ประชาชนค่ะ จากบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแล้วก็แผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๒ รวมถึงแผนพัฒนาระบบสถาบันการเงินระยะที่ ๓ ได้มุ่งเน้นการผลักดันการส่งเสริมความรู้ ทางการเงินและการให้ประชาชนสามารถที่จะใช้บริการทางการเงินได้อย่างชาญฉลาดค่ะ แต่อย่างไรก็ดีปัญหาการขาดความรู้และวินัยทางการเงินของประชาชนเป็นปัญหาที่อยู่ใน สังคมไทยมายาวนานค่ะ แม้ว่าในหลายช่วงปีที่ผ่านมาหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนต่าง ๆ พยายามที่จะยกระดับความรู้ทางการเงินของประชาชน แต่ส่วนใหญ่มีการดำเนินงาน ที่ไม่เป็นระบบและเน้นกลุ่มเป้าหมายในวงแคบ ไม่ได้ครอบคลุมประชาชนอย่างทั่วถึง แล้วก็ ไม่ได้ขับเคลื่อนองคาพยพทุกภาคส่วนของประเทศค่ะ โดยรวมแล้วประชาชนจำนวนมาก โดยเฉพาะคนฐานรากมีโอกาสได้เรียนรู้ทักษะทางการเงินค่อนข้างน้อย ส่วนใหญ่ยังคงขาด ความเข้าใจในการบริหารจัดการเงินส่วนบุคคล มีการใช้จ่ายหรือก่อหนี้สินเกินตัว ขาดวินัย ทางการเงิน รวมทั้งยังไม่มีความสามารถเพียงพอในการจัดการทางเลือกทางการเงินได้ อย่างมีเหตุผลและเกิดอรรถประโยชน์สูงสุดค่ะ ทำให้เกิดปัญหาของระบบเศรษฐกิจที่ตามมา อย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพี (GDP) ที่อยู่ในระดับที่สูง ปัญหาภาระหนี้ ต่อรายได้ของครัวเรือนที่จนที่สุดที่อยู่ร้อยละ ๔๙ ในปี ๒๕๕๖ ซึ่งไม่ลดลงเลยจากปี ๒๕๕๒ การออมต่อรายได้พึงจับจ่ายใช้สอยของครัวเรือนอยู่ในระดับที่ต่ำ ร้อยละ ๘.๖ ในปี ๒๕๕๗ ลดลงจากร้อยละ ๑๐.๗ ในปี ๒๕๕๐ ค่ะ

เป็นที่ทราบกันดีว่าเรากำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ผู้มีเงินออม เพื่อใช้จ่ายยามชราภาพมีเพียงร้อยละ ๔๔.๑ ของผู้มีเงินออมทั้งหมด และในร้อยละ ๔๔.๑ นี้ ร้อยละ ๒๕ ทำได้ตามแผนการออมค่ะ และร้อยละ ๓๔.๓ ทำไม่ได้ตามแผนการออม ประชาชนประมาณ ๓ ใน ๔ ของประเทศมีความรู้ทางการเงินระดับปานกลางถึงต่ำและ ต่ำที่สุดค่ะ ที่สำคัญที่สุดก็คือว่าการเข้ามาและการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วของดิจิทัล อีโคโนมี ไฟแนนเชียล เทคโนโลยี (Digital Economy Financial Technology) ต่าง ๆ ซึ่งทุกวันนี้ หากเราเข้าไปในร้านโทรศัพท์มือถือก็จะเห็นได้ว่าโทรศัพท์มือถือที่เขาขายนั้นส่วนใหญ่เป็น สมาร์ตโฟน (Smartphone) แล้วโดยทั้งหมด โทรศัพท์มือถือโดยกดปุ่มหาได้ยากมากค่ะ นั่นหมายความว่าแอปพลิเคชัน (Application) ต่าง ๆ ที่เป็นเรื่องของไฟแนนเชียลเทคโนโลยี (Financial Technology) ก็กำลังเข้าอยู่ในมือของประชาชนแทบจะทุกคนแล้วในปัจจุบันนี้ หากระบบการให้ความรู้และส่งเสริมวินัยทางการเงินยังคงเป็นไปตามระบบปฏิบัติเดิม คงจะไม่มีแรงขับเคลื่อนมากพอ และไม่ทำให้ประชาชนมีความรู้และปรับพฤติกรรมได้ทันพลวัต ของสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปค่ะ ที่สำคัญที่สุดคงไม่เป็นผลดีต่อการพัฒนาประเทศ แต่การปฏิรูปเศรษฐกิจที่ยั่งยืนมีความจำเป็นที่จะต้องยกระดับศักยภาพของทั้งผู้ให้บริการ ทางการเงินซึ่งเป็นทางด้านซัปพลายไซด์ (Supply Side) ซึ่งคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจ ได้นำเสนอไปหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการปฏิรูประบบภาษี ระบบงบประมาณ ระบบการเงินฐานราก สหกรณ์ออมทรัพย์ แต่การปฏิรูปเศรษฐกิจที่ยั่งยืนนั้นเราจะต้องมี การปฏิรูปผู้ใช้บริการทางการเงินด้วยค่ะ นั่นก็คือประชาชนซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ของระบบเศรษฐกิจ ถึงจะเป็นการปฏิรูปที่สมบูรณ์ เพราะฉะนั้นการปฏิรูปการให้ความรู้พื้นฐาน ทางการเงินจึงเป็นการปฏิรูปผู้ใช้บริการทางการเงินที่เป็นจิกซอว์ (Jigsaw) สำคัญและที่จะ เติมเต็มภาพการปฏิรูประบบเศรษฐกิจให้เป็นการปฏิรูปที่สมบูรณ์ได้ค่ะ

ปัจจัยแวดล้อมที่เป็นตัวเร่งให้เกิดการปฏิรูปการให้ความรู้พื้นฐานทางการเงิน ปัจจัยแรกก็เป็นเรื่องของความซับซ้อนของสภาพแวดล้อมทางการเงินค่ะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ของนวัตกรรมทางการเงิน การพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีต่าง ๆ มากมาย ซึ่งแม้ว่าผลิตภัณฑ์ ทางการเงินรูปแบบใหม่จะมีความซับซ้อนมากขึ้น ฝากเงินออมทรัพย์ก็พ่วงประกันชีวิต ซื้อประกันชีวิตก็พ่วงกองทุน แล้วก็การพัฒนาอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีทำให้แม้แต่สถาบัน การเงินก็จะต้องมีการพัฒนาการให้บริการของตนเองด้วยค่ะ ซึ่งเรื่องเหล่านี้ก็เป็นการที่ทำให้ ประชาชนจะต้องมีความเข้าใจในเรื่องของไฟแนนเชียลลิเทอเรซี (Financial Literacy) เพื่อที่เขาจะได้ดูแลตนเองได้และเข้าใจความเสี่ยงทางการเงิน ที่สำคัญที่สุดก็คือว่า ผู้ประกอบการที่ไม่ใช่สถาบันการเงินหรือเข้ามา ทำธุรกิจทางการเงินมากขึ้น เช่น ธุรกิจบอเรต ไลน์เพลย์ รีฟินน์ ต่าง ๆ ที่เข้ามาสู่ในมือของประชาชน ผ่านโทรศัพท์มือถือค่ะ ความไม่แน่นอนของวิกฤติเศรษฐกิจและการเงิน อย่างที่ท่านอาจารย์สมชัย ฤชุพันธุ์ ได้กล่าวเอาไว้ค่ะ ก็ก่อให้เกิดความเสียหายทางด้านธุรกิจ ซึ่งถ้าเกิดมีการบริหาร จัดการเงินที่ไม่ดีแล้วก็จะทำให้ถึงกับขั้นล้มละลายได้จากวิกฤติเศรษฐกิจที่เคยผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นทั้งในประเทศและต่างประเทศค่ะ เพราะฉะนั้นวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ในประเทศของเราก็ต้องการความรู้ในการบริหารจัดการเงินด้วยเช่นกัน ภัยคุกคาม ด้านความปลอดภัยของสารสนเทศไซเบอร์เทรต (Cyber Threat) ต่าง ๆ ที่มักจะเกิดขึ้น ควบคู่ไปกับการใช้เทคโนโลยีหรือการใช้ระบบชำระเงินค่ะ เราจะเห็นได้ว่าจะมีการเอาข้อมูล ส่วนบุคคลจากผู้บริโภคไปทำธุรกรรมแอบอ้างลอกเลียนแบบมากมาย ซึ่งท่านเองก็จะได้รับข่าวสาร จากหน้าหนังสือพิมพ์อยู่เป็นระยะ ๆ ปัจจัยต่อมาก็เป็นการขยายตัวของหนี้สินภาคครัวเรือนค่ะ ซึ่งตัวเลขก็เป็นที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าอยู่ในระดับที่สูง ครัวเรือนของประเทศไทยมีทั้งหมด ๒๑ ล้านครัวเรือน พบว่ามีครัวเรือนที่เป็นหนี้ประมาณ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของครัวเรือนทั้งหมด และมีครัวเรือนที่มี หนี้นอกระบบประมาณ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ครัวเรือน หรือประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของครัวเรือน ทั้งหมดค่ะ ซึ่งตรงนี้เองที่เป็นจุดสำคัญเพราะว่าครัวเรือนที่เป็นหนี้นอกระบบนั้นเขายังขาด ความเข้าใจในเรื่องของการบริหารจัดการเงินอยู่ค่ะ ประชากรวัยทำงานกำลังเข้าสู่สังคม ผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบค่ะ จากผลการสำรวจทักษะทางการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย ผู้มีเงินออมมีสัดส่วนค่อนข้างสูงที่ร้อยละ ๗๗.๔ เปอร์เซ็นต์ แต่มีเพียงร้อยละ ๔๔.๑ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่มีการออมเพื่อการชราภาพ และในร้อยละ ๔๔.๑ มีร้อยละ ๒๕ ที่ทำได้ ตามแผนงาน และร้อยละ ๓๔ ที่ทำไม่ได้ตามแผนงานค่ะ

หากประชาชนขาดการเตรียมตัวในเรื่องของการออมเงินเพื่อรองรับช่วงชีวิต ภายหลังจากการเกษียณย่อมจะเป็นภาระทางการคลังหากรัฐบาลต้องจัดสรรเงินงบประมาณ จำนวนมากมาดูแลสวัสดิการผู้ชราภาพค่ะ แทนที่จะนำเงินไปใช้ในการพัฒนาประเทศ ในด้านอื่น ๆ พฤติกรรมการอ่านที่ไม่สอดรับกับพลวัตความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและ เทคโนโลยี ทักษะการอ่านสำคัญต่อเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ประชาชนคนไทยโดยเฉลี่ยใช้เวลา ในการอ่านเพียง ๖๖ นาทีต่อวัน เพิ่มขึ้นจาก ๓๕ นาทีในปี ๒๕๕๔ ถึงแม้ว่าการอ่านของคนไทย จะเพิ่มขึ้นก็ได้ แต่อย่างไรก็ตามก็ยังน้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้านซึ่งมีการอ่านที่มากกว่า ประเทศไทยค่ะ ซึ่งจริง ๆ แล้วทักษะการอ่านก็ควรจะเป็นทักษะที่เป็นทักษะชีวิตหรือ ที่เรียกว่าไลฟ์สกิล (Life Skill) ภาพรวมของระดับความรู้ทางการเงินของประชาชน จากผลสำรวจ ระดับความรู้ทางการเงินของคนไทยโดยธนาคารแห่งประเทศไทย และสำนักงานสถิติแห่งชาติ ใน พ.ศ. ๒๕๕๖ และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และมูลนิธิสถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจและการคลัง ภายใต้กรอบขององค์กรเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา ซึ่งในการวิจัยนั้น เขาเป็นการวัดความรู้ พฤติกรรม และทัศนคติ เพราะเชื่อว่ามีผลต่อการตัดสินใจทางการเงิน ที่ดีและจะมีสุขภาพทางการเงินที่ดีค่ะ ผลออกมาก็คือว่าคนไทยร้อยละ ๗๓ มีความรู้ทางการเงิน อยู่ในระดับปานกลางค่อนข้างต่ำจนถึงต่ำที่สุด และคะแนนของผลที่ได้ออกมานี้คนไทย มีทักษะทางการเงินน้อยกว่าคะแนนเฉลี่ยของ ๑๔ ประเทศที่เข้าร่วมโครงการ และผลจาก การทำรีเสิร์ช (Research) ของครั้งนี้ก็คือพบว่าผู้มีความรู้ทางการเงินต่ำขาดความรู้ทางการเงิน ในหลายด้านไม่ว่าจะเป็นความรู้ทางด้านการออมเงิน การจัดทำบัญชีส่วนตัว การจัดทำแผน ทางการเงิน การบริหารจัดการรายจ่าย การลงทุนในผลิตภัณฑ์ทางการเงิน

เรามาดูปัญหาของระบบการให้ความรู้ทางการเงินแบบเดิมนะคะ

ปัญหาที่ ๑ ก็คือว่าหลายหน่วยงานมีความพยายามและเห็นความสำคัญของ การให้ความรู้ทางการเงิน แต่ว่าขาดการบูรณาการร่วมกัน ทำงานไม่สอดประสานกันในแง่ ทั้งความร่วมมือแล้วก็หลักสูตร คือต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างไปอบรมให้กับผู้ที่ตนเองคิดว่า ขาดความรู้ทางการเงิน ไปอบรมเสร็จแล้วก็กลับหลังจากนั้นไม่มีใครดูแล หลังจากที่อบรมไปแล้ว ๑ วันหรือ ๒ วัน ผลักภาระหน้าที่ไปให้แก่หน่วยงานบางส่วน เช่นคุณครูซึ่งไม่ได้มีความเชี่ยวชาญและชำนาญในเนื้อหาที่เกี่ยวกับความรู้ทางการเงิน โดยรวมแล้วก็ไม่ได้คำนึงถึงความพร้อมของครู ทำให้ครูผู้สอนมีภาระการสอนเพิ่มเติมค่ะ และทำให้ไม่สามารถสอนเนื้อหาวิชาหลักได้อย่างเต็มที่ ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพ และคุณภาพการสอนในวิชาหลัก สถาบันการเงินชุมชนและบุคลากรไม่มีความพร้อม ในการให้ความรู้ค่ะ ซึ่งสถาบันการเงินชุมชนนี้จะมีอยู่ ๒ กลุ่ม กลุ่มที่เป็นนิติบุคคล หรือสหกรณ์ ซึ่งเรื่องนี้เราก็เป็นข่าวแล้วก็เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้ว และกลุ่มที่ดำเนินการกันเอง ก็คือกลุ่มออมทรัพย์ต่าง ๆ ซึ่งเราก็ต้องการที่จะเพิ่มความเข้มแข็งในแง่ของความรู้ ทางการเงินให้กับพวกเขา ขาดการวิเคราะห์ทำความเข้าใจถึงแก่นของปัญหาประชาชน ในแต่ละกลุ่ม ทำให้ยังไม่สามารถสื่อสารให้เกิดผลหรือปรับพฤติกรรมของประชาชนได้ ขาดการทำวิจัยและพัฒนาเพื่อทราบถึงข้อมูลเชิงลึกของกลุ่มเป้าหมายค่ะ จึงทำให้ไม่มีข้อมูล เพียงพอในการที่จะวางกลยุทธ์ในการสื่อสารในเนื้อหาและแนววิธีการดำเนินการค่ะ ที่สำคัญที่สุดก็คือว่าขาดการสื่อสารทางการตลาดเป็นลักษณะที่เป็นการรณรงค์ระดับชาติ เรามาดูแนวทางปฏิบัติในต่างประเทศ ๖๔ ประเทศทั่วโลกนี้ให้ความสำคัญกับการให้ความรู้ ทางการเงินแก่ประชาชนเป็นกลยุทธ์ที่มีความสำคัญระดับชาติค่ะ ทุกรัฐบาลในทุกประเทศ ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้แล้วร่างกลยุทธ์ เขาเรียกว่าเนชันนัลสทราทีจี (National Strategy) ขึ้นมาค่ะ โดยใน ๖๔ ประเทศนี้ก็แบ่งออกเป็นหลายกลุ่มค่ะ กลุ่มที่ ๑ คือแผนยุทธศาสตร์อยู่ระหว่างการปรับปรุง และแผนยุทธศาสตร์ ฉบับที่ ๒ อยู่ระหว่าง การบังคับใช้มี ๑๑ ประเทศ ซึ่งใน ๑๑ ประเทศนี้มีประเทศเพื่อนบ้านของเรา ๒ ประเทศค่ะ คือมาเลเซียแล้วก็สิงคโปร์ เขาทำมาหลายปีแล้วค่ะ กลุ่มที่ ๒ คือแผนยุทธศาสตร์ ฉบับที่ ๑ อยู่ระหว่างการบังคับใช้ มีทั้งหมด ๒๓ ประเทศ และเป็นที่น่าสนใจว่าประเทศเล็ก ๆ ก็ยังให้ ความสำคัญเรื่องนี้และยกเป็นวาระแห่งชาติของเขา กลุ่มที่ ๓ คือแผนยุทธศาสตร์อยู่ระหว่าง การออกแบบค่ะ มี ๒๕ ประเทศ กลุ่มที่ ๔ คือแผนยุทธศาสตร์อยู่ในขั้นตอนของการวางแผน มี ๕ ประเทศคือ ๕ ประเทศใหม่นี้ที่กำลังจะเข้ามา ข้อมูลนี้เป็นข้อมูลของปี ๒๕๕๘ และ ณ วันนี้ในกลุ่มที่ ๓ ประเทศที่ทำแผนเสร็จแล้วคือประเทศยูกันดาค่ะ ประเทศไทยเรา ต้องการแผนแม่บทเรื่องนี้และต้องการกลยุทธ์ที่มีความสำคัญระดับชาติหรือกลยุทธ์แห่งชาติ เพื่อที่จะขับเคลื่อนการให้ความรู้พื้นฐานทางการเงินให้มีระบบมากขึ้นค่ะ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ ถึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ๆ นะคะ ทีนี้เรามาดูทิศทางและเป้าหมายในการขับเคลื่อน การปฏิรูประบบการให้ความรู้และเสริมสร้างวินัยทางการเงินแก่ประชาชนนั้น เราจะเริ่มต้นจาก ปี ๒๕๖๐ ถึงปี ๒๕๖๕ ซึ่งเบสต์แพร็กทิซ (Best Practice) ของหลาย ๆ ประเทศ ๖๔ ประเทศที่กล่าวมานั้นส่วนใหญ่จะปฏิรูปใช้เวลา ๓-๗ ปี มีประเทศมาเลเซียใช้เวลา ๑๐ ปีค่ะ โดยการปฏิรูประบบการให้ความรู้พื้นฐานทางการเงินแก่ประชาชน เราจะเริ่มต้นจากการยกระดับ การให้ความรู้และเสริมสร้างวินัยทางการเงินเป็นวาระที่มีความสำคัญระดับชาติค่ะ เพราะเราต้องการ ให้เกิดมีการแชร์คอมมิตเมนต์ (Share Commitment) หรือมีความมุ่งมั่นร่วมกันทั้งภาครัฐ และเอกชนหรือแม้แต่นอนโพรฟิตออร์แกไนเซชัน (Nonprofit Organization) ค่ะ โดยมีการวางยุทธศาสตร์เป้าหมายอยู่ ๓ เป้าหมาย เป้าหมายแรกคือวางแผนและเก็บออม สำหรับอนาคต ประชาชนมีความรู้และความเข้าใจในการวางแผนการออม ๒. การบริหาร จัดการเงินและหนี้สินอย่างชาญฉลาดค่ะ ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจในเครื่องมือ ทางการเงินและสามารถมีวินัยในการบริหารจัดการเงินและหนี้สินได้อย่างชาญฉลาดค่ะ ๓. ก็คือ มีความเข้าใจภัยทางการเงินและความเสี่ยงทางการเงิน ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าพลวัตหรือ สิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตัวเรา ณ วันนี้ในเรื่องของดิจิทัล (Digital) เราจะต้องให้เขาเข้าใจว่า ภัยของเขาอยู่ตรงไหนและไม่ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพและสามารถบริหารจัดการความเสี่ยง ของตนเองได้อย่างรอบคอบค่ะ โดยมีรูปแบบการขับเคลื่อนดังนี้นะคะ เนื่องจากเรามองว่า แผนนี้เป็นแผนที่มีความสำคัญระดับชาติ เราจึงให้แผนนี้อยู่ที่สำนักนายกรัฐมนตรีค่ะ ซึ่งรูปแบบนี้ในระดับสากลโดยจะมีรัฐบาลเป็นผู้เริ่ม แล้วหลายแผนก็อยู่ในระดับสากล หลายแผนก็อยู่ที่กระทรวงการคลังบ้าง ธนาคารกลางบ้าง แล้วก็กระทรวงศึกษาธิการบ้าง ซึ่งทั้งนี้แล้วอยู่ที่ความแข็งแกร่งของแต่ละประเทศในแต่ละหน่วยงานค่ะ และอยู่ที่โครงสร้าง เศรษฐกิจ โครงสร้างการทำงานของแต่ละประเทศค่ะ เรามีคณะกรรมการยุทธศาสตร์ว่าด้วย การให้ความรู้และส่งเสริมวินัยทางการเงินแก่ประชาชนเป็นโพลิซีเมกเกอร์ (Policy Maker) ค่ะ ซึ่งในอินเตอร์เนชันนัลโมเดล (International Model) คนที่ใช้รูปแบบนี้ก็จะมีแคนาดา เซาต์แอฟริกา อเมริกา ญี่ปุ่น บราซิล และอีกหลาย ๆ ประเทศค่ะ และมีธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรเป็นโอเปอเรเตอร์ (Operator) ค่ะ โดยในการทำแผนยุทธศาสตร์นี้เราจะจัดแบ่งกลุ่มประชาชนค่ะ อันนี้คือภาพใหญ่ ของกลุ่มประชาชนที่เราจะจัดแบ่ง เราจะจัดแบ่งตามไลฟ์ไซเคิล (Life Cycle) ซึ่งถึงเวลา ที่จะต้องอิมพลีเมนเทชัน (Implementation) จริง ๆ แล้วจะต้องละเอียดกว่านี้ เพราะว่า ประชาชนในแต่ละกลุ่มมีเลิร์นนิงมีเดีย (Learning Media) ที่ไม่เหมือนกัน มีวิธีการเรียนรู้ ที่ไม่เหมือนกันนะคะ โดยประชาชนที่เราจัดกลุ่มมาก็คือจะประกอบด้วยวัยเรียนรู้ค่ะ วัยเรียนรู้การศึกษาตั้งแต่ประถมศึกษา มัธยมศึกษา อาชีวศึกษา อุดมศึกษา การศึกษานอกโรงเรียน โดยมีเรกูเลเตอร์ (Regulator) คือกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงการคลังค่ะ และโอเปอเรเตอร์ (Operator) ก็คือโรงเรียนและมหาวิทยาลัยทั้งหมด วัยทำงานค่ะ ก็จะมีพนักงานประจำ ข้าราชการ รัฐวิสาหกิจ อาชีพอิสระ หมอ นักกฎหมาย ทหาร ดารา เป็นต้น วัยเกษียณและอื่น ๆ ก็มีผู้สูงอายุ กลุ่มแม่บ้าน นักบวช ตำรวจ ประชาชนที่อยู่ในชนบท เกษตรกร สหกรณ์ กองทุนหมู่บ้าน เป็นต้น โดย ๒ กลุ่มนี้ก็จะมีเรกูเลเตอร์ (Regulator) ก็คือ ธนาคารแห่งประเทศไทย ก.ล.ต. กระทรวงการคลัง กระทรวงแรงงาน กระทรวงเกษตร และสหกรณ์ มีโอเปอเรเตอร์ (Operator) ก็คือ สมาคมธนาคารไทย สมาคมธนาคารเฉพาะกิจ กบข. หอการค้า สภาอุตสาหกรรม ธนาคารออมสิน และ ธ.ก.ส. ซึ่งเป็นคีย์โอเปอเรเตอร์ (Key Operator) หลักอยู่แล้วก็ต้องร่วมด้วยในทุก ๆ กลุ่มประชาชนค่ะ และที่สำคัญที่สุด ก็คือว่ากลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมซึ่งเป็นกลุ่มที่เรามองว่าสำคัญมาก ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ กลุ่มนี้เราจะต้องหยิบยกขึ้นมาดูแลเขาเป็นกรณีพิเศษ เรกูเลเตอร์ (Regulator) ก็คือกระทรวงการคลัง โอเปอเรเตอร์ (Operator) ก็คือ บสย. หอการค้า สภาอุตสาหกรรม ธ.ก.ส. ธนาคารออมสิน เป็นต้น โดยเนื้อหาความรู้ควรที่จะประกอบด้วย ๗ หัวข้อนี้นะคะ ก็คือ ความรู้ทางการเงินขั้นพื้นฐานค่ะ ความรู้ด้านดอกเบี้ย การคำนวณ ผลตอบแทน ความรู้ตลาดทุน กองทุน การออม รู้จักเก็บ รู้จักใช้ การจัดทำแผนการบริหารเงิน การบริหารรายได้ และรายจ่ายอย่างชาญฉลาด ความเสี่ยงทางการเงิน การป้องกันการผิดนัดชำระหนี้ ความรู้ทางด้านการใช้ธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์อย่างปลอดภัยค่ะ แล้วก็ผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ ๆ ที่ซับซ้อนนะคะ ซึ่งการให้ความรู้เราจะแบ่งความเข้มข้นของการให้ความรู้ไปตามความซับซ้อนนะคะ ถ้าเด็ก ๆ ก็คงจะต้องให้ความรู้ที่ขั้นต้น แล้วก็พออายุมากขึ้นก็ให้ความรู้ที่ซับซ้อนมากขึ้นค่ะ โดยเรามองว่ากลุ่มประชาชนที่มุ่งเน้นจะเป็นกลุ่มประชาชนที่มีรายได้น้อยและขาดการดูแล อย่างเป็นระบบค่ะ กลุ่มวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม แล้วก็วัยเรียนรู้ค่ะ ในการปฏิรูป การให้ความรู้พื้นฐานทางการเงินกับประชาชนควรจะมุ่งเน้นความสำคัญหลักค่ะ อย่างแรกก็คือว่า มุ่งเน้นกรอบแนวคิดพลังกลุ่ม เพราะเราเชื่อว่าความร่วมมือระหว่างกันและดูแลซึ่งกันและกัน ร่วมกันรับผิดชอบจะทำให้ประสบความสำเร็จค่ะ และเป็นการลดปัญหาแฟรกเมนเตด (Fragmented) คือต่างคนต่างทำงาน ซึ่งเป็นปัญหาของระบบการให้ความรู้ทางการเงิน ในปัจจุบันค่ะ การให้ความรู้อย่างบูรณาการที่เชื่อมโยงหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อให้เกิดสติปัญญาทางการเงิน ดิฉันคิดว่าหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงคือความจริง ที่หลีกหนีไม่พ้นว่าเราจะต้องเรียนรู้กับมัน จัดทำหลักสูตรที่ได้มาตรฐานแล้วก็มีการแบ่งปัน แนวทางปฏิบัติที่ดีระหว่างกันค่ะ การขับเคลื่อนและยกระดับองค์กรที่มีอยู่ของภาครัฐ และเอกชนให้เป็นกลไกสำคัญในการดำเนินการกับประชาชนทุกระดับค่ะ ไม่ว่าจะเป็น สถาบันการเงิน ชุมชน สหกรณ์ออมทรัพย์ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการค่ะ เราต้อง ขับเคลื่อนพนักงานของเขา เทรน เดอะ เทรนเนอร์ (Train the Trainer) ให้เขามี ความสามารถมากพอที่เขาสามารถจะไปสื่อสารและให้ความรู้เรื่องนี้กับประชาชนที่เขาดูแล ได้ค่ะ การยกระดับคุณภาพของบุคลากรทางการเงินในปัจจุบันค่ะ จะเห็นได้ว่าบุคลากรทางการเงินในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นบุคลากรของธนาคารพาณิชย์ บุคลากรของการประกันภัย และสถาบันทางการเงินต่าง ๆ ทั้งประเทศมีประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ กว่าคน ซึ่งถ้า ๕๐๐,๐๐๐ กว่าคนนี้มีคุณภาพก็จะทำให้การสื่อสารเรื่องการให้ ความรู้พื้นฐานกับประชาชนสามารถกระจายได้อย่างทั่วถึงทั้งประเทศค่ะ

ทีนี้เรามาดูคณะกรรมการยุทธศาสตร์นะคะ คณะกรรมการยุทธศาสตร์ เราวางรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน รองประธานคือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ส่วนกรรมการก็จะเป็นผู้เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐแล้วก็ภาคเอกชน มีผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ผู้อำนวยการ สศค. เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนการออมแห่งชาติ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน โดยมีเลขาธิการสภาพัฒน์เป็นกรรมการและ เลขานุการ ผู้ช่วยเลขานุการก็จะมีรองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติ รองผู้อำนวยการ สศค. รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย รองผู้อำนวยการ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน รองผู้อำนวยการ ธนาคารออมสินโดยอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการในฐานะที่เป็นคณะกรรมการขับเคลื่อน คือการกำหนดยุทธศาสตร์ว่าด้วยการให้ความรู้ทางการเงินและเสริมสร้างวินัยทางการเงิน อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ ขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติ ติดตาม ประสานงาน สนับสนุนและเร่งรัดการดำเนินงานของหน่วยงาน กำหนดแนวทางบูรณาการความร่วมมือ และประสานงานระหว่างหน่วยงาน แต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิคณะอนุกรรมการ หรือตำแหน่งอื่นใด เพื่อช่วยในการดำเนินงานของคณะกรรมการ และสุดท้ายเสนอแนะแนวทางต่อคณะรัฐมนตรี หน่วยงานที่เกี่ยวกับนโยบายเพื่อขับเคลื่อนการปฏิบัติตามแผนยุทธศาสตร์ค่ะ

ในการขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์เราจะต้องมีตัวชี้วัดความสำเร็จ ซึ่งตัวชี้วัด ความสำเร็จเราจะแบ่งออกเป็น ๒ กลุ่ม คือ กลุ่มตัวชี้วัดความสำเร็จในระดับสากล ซึ่งตัวชี้วัด ความสำเร็จในระดับสากลก็จะมีอยู่ ๓ เรื่องค่ะ

เรื่องที่ ๑ ก็คือว่าสถานะของแผนยุทธศาสตร์ของประเทศไทยที่อยู่ในกลุ่มที่ ๓ ได้เลื่อนขึ้นไปอยู่ในกลุ่มที่ ๒ คือทำแผนยุทธศาสตร์เสร็จแล้วและอยู่ในระหว่างการบังคับใช้ค่ะ

ตัวชี้วัดที่ ๒ คือระดับคะแนนความพร้อมด้านทักษะทางการเงินเพิ่มขึ้นจาก ลำดับที่ ๔๘ เป็นน้อยกว่าลำดับที่ ๒๐ ณ ปัจจุบันนี้ประเทศมาเลเซียอยู่ลำดับที่ ๑๓ ค่ะ

ตัวชี้วัดที่ ๓ ก็คือว่าระดับทักษะทางการเงินสำหรับผู้ใหญ่ภายใต้เกณฑ์ของ โออีซีดี (OECD) สูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศที่เข้าร่วม ณ วันนี้ของประเทศไทยอยู่ต่ำกว่า ค่าเฉลี่ยของประเทศที่เข้าร่วมค่ะ

ตัวชี้วัดภายในประเทศค่ะ ตัวชี้วัดภายในประเทศถูกวางภายใต้วัตถุประสงค์ ๓ ข้อ คือมีวัตถุประสงค์อย่างไรก็ไปวัดผลของวัตถุประสงค์นั้น

ข้อ ๑ คือประชาชนวางแผนและเก็บออมสำหรับอนาคตได้ค่ะ สัดส่วนการออม ของครัวเรือนเราก็มองไว้ว่าเพิ่มสูงกว่าร้อยละ ๘.๖

เรื่องที่ ๒ คือประชาชนบริหารจัดการเงินและหนี้สินอย่างชาญฉลาด ระดับหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพี (GDP) ก็น่าจะปรับตัวดีขึ้นค่ะ

เรื่องที่ ๓ คือหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของระบบธนาคารพาณิชย์ปรับตัวดีขึ้น น้อยกว่าร้อยละ ๒.๔ ค่ะ

๓. ประชาชนมีความเข้าใจภัยทางการเงินและความเสี่ยงทางการเงิน ก็คือเรามองว่าข้อร้องเรียนของผู้บริโภคเกี่ยวกับธุรกรรมทางการเงินลดน้อยลงจากปี ๒๕๕๗ และลดน้อยลงอย่างต่อเนื่องค่ะ เราจะเห็นได้ว่าพลวัตที่อยู่รอบตัวเราในปัจจุบันนี้ เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วมากเลยค่ะ แม้แต่สถาบันการเงินเองก็ยังต้องปรับตัว ไปให้เข้ากับพลวัต เพราะฉะนั้นประชาชนในฐานะผู้ใช้บริการทางการเงินเรามีความจำเป็นที่จะต้องให้ความรู้ ทางการเงินกับเขาค่ะ และเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งเพราะว่าการปฏิรูประบบเศรษฐกิจ จะไม่สามารถที่จะเดินต่อไปได้ถ้าผู้ใช้บริการทางการเงินไม่ได้รับการให้ความรู้อย่างเป็นระบบ ขอบคุณค่ะ