สมชัย ฤชุพันธุ์ หารือการปฏิรูประบบความรู้ทางการเงินแก่ประชาชน โดยเสนอให้ขยายความหมายของการอ่านออกเขียนได้ในยุคปัจจุบันให้รวมถึงความรู้ด้านการเงิน สารสนเทศ สุขภาพ และตัวหนังสือ เพื่อเสริมศักยภาพการดำรงชีวิต และเน้นย้ำความจำเป็นในการส่งเสริมการรู้ทางการเงินอย่างเป็นระบบเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของโลกที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี โดยเฉพาะฟินเทคและสกุลเงินดิจิทัล รวมถึงเสนอให้จัดระเบียบโครงสร้างการกำกับดูแลให้ชัดเจน แยกบทบาทผู้กำหนดนโยบาย ผู้กำกับดูแล และผู้ปฏิบัติ เพื่อให้การดำเนินการมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับเป้าหมายการลดปัญหาหนี้ครัวเรือนและเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ เพื่อนสมาชิกที่รักทุกท่านครับ ผม นายสมชัย ฤชุพันธุ์ สมาชิก สปท. เลขที่ ๑๕๗ ขออนุญาต นำเสนอแนวคิดเรื่องการปฏิรูประบบการให้ความรู้พื้นฐานทางการเงินแก่ประชาชน ผมจะพูดถึงเรื่องนี้โดยสรุปสั้น ๆ เพื่อจะได้นำเรื่องไปสู่การที่จะให้คุณสินีนาถนำเสนอ ในรายละเอียดต่อไป
ประเด็นแรกคือชื่อเรื่อง เรื่องที่เราเสนอวันนี้ เรื่องการปฏิรูประบบการให้ความรู้ พื้นฐานทางการเงินแก่ประชาชน เป็นชื่อทางการที่เราเสนอขออนุมัติไว้ก็จะใช้ชื่อเดิม แต่จริง ๆ แล้ว ในทางปฏิบัติเพื่อการทำงานเราได้เรียกชื่อกันว่า เรื่องนี้คือเรื่องการอ่านออกเขียนได้ทางการเงิน ในภาษาอังกฤษคือเรื่องไฟแนนเชียลลิเทอเรซี (Financial Literacy) คำว่าการอ่านออกเขียนได้ หรือการอ่านหนังสือออกแล้วเขียนหนังสือได้ มันเป็นลักษณะพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับ การดำรงชีวิตมนุษย์ในสังคมสมัยใหม่เป็นเวลานานมาแล้ว เรารู้จักกันดี ในนานาชาติเขาจะมี เงื่อนไขว่าประเทศใดมีระดับขั้นของการอ่านออกเขียนได้ ซึ่งหมายถึงการอ่านหนังสือออก เขียนหนังสือได้ในระดับอัตราส่วนเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งหมด ก็มีสถิติที่เผยแพร่ ของสหประชาชาติเป็นที่รู้กันทั่วโลก แต่ว่าในสังคมสมัยใหม่จริง ๆ มาถึงยุคศตวรรษที่ ๒๑ อย่างที่ท่านประธานได้พูดถึงในนั้น คำว่าการอ่านออกเขียนได้มันมีความหมายที่กว้างกว่านั้น ลำพังการอ่านหนังสือออกและเขียนหนังสือได้อย่างเดียวไม่เพียงพอแล้ว มันมีความจำเป็น ต้องอ่านคอมพิวเตอร์ออก ส่งสื่อสารทางอินเทอร์เน็ต (Internet) ได้ เพราะฉะนั้นการอ่านออก เขียนได้ในทางสารสนเทศและการสื่อสารจึงเป็นสิ่งจำเป็นขั้นพื้นฐานในการดำรงชีวิตของมนุษย์ ในสังคมสมัยใหม่ หลังจากนั้นก็จะมีเรื่องการอ่านออกเขียนได้ทางการเงิน เพราะว่าโลกสมัยใหม่ขับเคลื่อนด้วยระบบเงิน ความจริงเงินเป็นของที่มีประโยชน์ มีความสำคัญ แต่มันไม่มีค่าในตัวเอง เราไม่ได้ถือเงินเพื่อกินหรือเพื่อเอามาประดับร่างกายหรือ เพื่อใช้ประโยชน์จากมันโดยตรง แต่เราถือเงินเพราะอำนาจซื้อของเงินและเราต้องการใช้เงิน ไปแลกเปลี่ยนกับของที่ใช้ประโยชน์ได้จริง ๆ ที่กินได้ ที่มาประดับร่างกายได้ ที่ก่อให้เกิด ความสุขต่อมนุษย์ได้ แต่อย่างไรก็ตามแม้ว่าเงินจะไม่มีค่าในตัวเองก็ตาม เงินมันเป็นปัจจัย หล่อลื่นให้ระบบเศรษฐกิจมันขับเคลื่อน เพราะฉะนั้นระบบเศรษฐกิจก็อาศัยเงินอยู่เยอะ แล้วความรู้เรื่องเงินและไม่รู้เรื่องเงิน จัดการเรื่องการเงินเป็นหรือไม่ จึงเป็นปัจจัยชี้ขาดของ การที่จะดำรงชีวิตในสังคมมนุษย์ได้อย่างมีความสุข หรือสามารถเจริญก้าวหน้าหรือสามารถแข่งขัน ได้หรือไม่ เพราะฉะนั้นเรื่องความรู้ความสามารถที่จะใช้เงินเป็น ใช้เงินเป็นเครื่องมือ ในการดำรงชีวิตในสังคมเป็นจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ แล้วก็มีการพูดถึงเรื่องไฟแนนเชียลลิเทอเรซี (Financial Literacy) คือการอ่านออกเขียนได้ทางการเงิน มันจะมีความรู้เกี่ยวกับการเงินพื้นฐาน ระดับหนึ่ง ซึ่งคนทุกคนที่อยู่ในสังคมต้องรู้ ถ้าไม่รู้ก็จะตกเป็นเหยื่อของความที่ถูกเอาเปรียบ แล้วไม่สามารถแข่งขันได้ ไม่สามารถเจริญก้าวหน้าได้ เพราะฉะนั้นความรู้ที่คำว่า การอ่านออกเขียนได้จึงมีความหมายเพิ่มขึ้นอีก ๒ อย่าง คือ การอ่านออกเขียนได้ในเชิงไอที อินฟอร์เมชัน เทเลคอมมูนิเคชัน เทคโนโลยี (IT Information Telecommunication Technology) อันที่ ๒ คือการอ่านออกเขียนได้ในเชิงการเงิน เมื่อหลายวันก่อนนี้ผมได้มีโอกาส นั่งคุยกับคุณหมอพรพันธุ์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศของเรา ท่านเป็นประธานกรรมาธิการ อยู่ชุดหนึ่ง ท่านได้พูดถึงเรื่องว่าท่านกำลังจะนำเสนอเรื่องการอ่านออกเขียนได้ในเชิงสุขภาพ ในเชิงเฮลท์ (Health) ผมฟังแล้วก็น่าสนใจมาก แล้วท่านจะนำเสนอเรื่องนี้เข้าสู่สภานี้อีกครั้งหนึ่ง แต่ทีนี้ผมขออนุญาตเรียนว่าถ้าเป็นเช่นนั้นแล้วคำว่าการอ่านออกเขียนได้ในความหมาย สมัยใหม่คงจะต้องมีความหมาย ๔ อย่าง อันแรกคือการอ่านออกเขียนได้ในเชิงตัวหนังสือ คืออ่านหนังสือออกเขียนหนังสือได้ ๒. คือการที่สามารถใช้อุปกรณ์เครื่องมือทางสารสนเทศ หรือการสื่อสารได้คือไอทีลิเทอเรซี (IT Literacy) อันที่ ๓ คือความสามารถที่จะปฏิบัติการ ทางการเงินได้อย่างฉลาดคือไฟแนนเชียลลิเทอเรซี (Financial Literacy) แล้วมีอันที่ ๔ ที่มีความรู้ความสามารถบำรุงรักษาและพัฒนาสุขภาพของตนเองได้อย่างดีก็คือเป็น เฮลท์ลิเทอเรซี (Health Literacy) ทั้งหมดนี้จึงจะเป็นชุดของลิเทอเรซี (Literacy) ที่มี ความจำเป็นสำหรับสังคมสมัยใหม่ของมนุษย์นะครับ ทำไมเราต้องมานำเสนอเรื่องนี้ ในสภาวะเงื่อนไขตอนนี้นะครับ ก็เป็นเพราะว่าขณะนี้ประเทศไทยมีปัญหาที่สำคัญมากอันหนึ่ง คือปัญหาทางเศรษฐกิจก็มีหลายเรื่อง แต่ในบรรดาเรื่องที่สำคัญเหล่านั้นก็มีเรื่องหนึ่งคือเรื่อง การชะลอตัวของระบบเศรษฐกิจที่ไม่สามารถจะฟื้นตัวกลับมาพัฒนาเติบโตได้อย่างเข้มแข็ง ทะมัดทะแมง อันนี้ก็เกิดจากอำนาจซื้อพลังในการบริโภคของภาคการบริโภคคือ ภาคครัวเรือนได้ตกต่ำลง ได้ขาดศักยภาพ ขาดพลัง แต่เพราะว่าถูกถ่วงด้วยหนี้สิน อันมากมายล้นพ้นคือหนี้สินภาคครัวเรือน หนี้สินภาคครัวเรือนมันค่อย ๆ ก่อตัวขึ้น ในระยะหลัง ๆ ช่วงไม่เกิน ๑๐ ปีมานี้เอง แต่มันได้สะสมพอกพูนขึ้นเป็นจำนวนมาก ขณะนี้ มีจำนวนรวมถึงประมาณ ๘๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ๘๗ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) ตัวเลขของ หนี้ภาคครัวเรือนมันก็เป็นตัวปัญหาใหญ่ของสังคมไทย พูดถึงหนี้นี่โลกมีประสบการณ์ในการมีปัญหา อันเกิดจากหนี้มาหลายอย่าง หลายประเทศมีหนี้ภาครัฐบาลเรียกว่าหนี้สาธารณะ ประเทศไทย เราก็ระมัดระวังมากในเรื่องนี้ แต่ว่าจริง ๆ แล้วเราไม่เคยมีปัญหาหนี้ภาครัฐบาลจนกระทั่ง ก่อเกิดวิกฤติ เรามีเหมือนกันแต่ว่ามันไม่ถึงขั้นที่เป็นวิกฤติ อย่างในบางประเทศรัฐบาลเขาใช้จ่ายเยอะเกินตัว เป็นเวลานานไม่มีการระมัดระวังทางการเงินแล้วก็ตกเป็นหนี้สินของภาคสาธารณะ จนกระทั่งก่อเกิดผลกระทบต่อระบบการเงินของประเทศ แต่ว่าเราไม่มีปัญหาเพราะว่าเราได้ ระมัดระวังมาตลอด แต่ว่ายังประมาทไม่ได้ แต่ว่าที่แล้วมาเราเคยเกิดวิกฤติทางการเงิน คือ วิกฤติเมื่อปี ๒๕๔๐ ที่เรียกว่าวิกฤติต้มยำกุ้ง แต่วิกฤติต้มยำกุ้งนั้นไม่ใช่เป็นวิกฤติที่เกิดขึ้น จากหนี้รัฐบาล เกิดจากหนี้ภาคธุรกิจ บริษัททั้งหลายไปกู้เงินจากต่างประเทศมาเยอะ แล้วกู้ระยะสั้น มาลงทุนระยะยาว หรือกู้ระยะสั้นมาลงทุนเพื่อการเก็งกำไรนะครับ ก็เลยกลายเป็นหนี้ จำนวนมากมายมหาศาล พอเรามีทุนสำรองไม่พอต่างประเทศรู้แล้วก็พยายามจะมา เรียกหนี้คืนก็เกิดภาวะที่ไม่สามารถชำระหนี้ได้ก็เลยกลายเป็นวิกฤติต้มยำกุ้งซึ่งขยายตัวไปทั่วโลก หนี้อันนั้นเป็นหนี้ของภาคธุรกิจ แต่ว่าเราปล่อยให้ภาคธุรกิจขยายตัว ชะล่าใจ หลงระเริง กับความเจริญรุ่งเรืองในช่วงปี ๒๕๓๐ ถึง ๒๕๔๐ เราเติบโตเร็วมาก จนกระทั่งกลายเป็น ฟองสบู่ขนาดใหญ่ ในที่สุดฟองสบู่ก็แตกในปี ๒๕๔๐ เป็นวิกฤติที่ทุกคนคงจำกันได้ วิกฤติคราวนั้น เป็นวิกฤติทางการเงินและวิกฤติเศรษฐกิจซึ่งนำไปสู่การเกิดวิกฤติในทั่วเอเชียและทั่วโลก อันนั้นไม่ได้ก่อเกิดจากหนี้ภาครัฐบาลแต่เกิดจากหนี้ภาคธุรกิจ หลังจากนั้นเราก็เลยปรับตัว ในด้านธุรกิจขนานใหญ่ในระบบการเงินของรัฐบาลที่มีหน้าที่บริหารจัดการระบบการเงิน ของประเทศ แล้วก็ระบบการเงินของภาคธุรกิจ ทีนี้ภาคธุรกิจของเรารวมทั้งธนาคารต่าง ๆ ด้วย ก็มีความเข้มแข็ง มีความมั่นคงมาก แต่ว่าเราได้อาศัยภาคครัวเรือน อาศัยชาวบ้าน อาศัยรากหญ้า อาศัยคนยากคนจนมาช่วยเป็นตัวขับเคลื่อนกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อให้เศรษฐกิจมันฟื้นตัว จากวิกฤติ แล้วก็ทำได้สำเร็จ แล้ววิกฤติก็ฟื้นตัวแล้ว เราก็กลับมาสู่วงจรของการเจริญเติบโตตามปกติ แต่ขณะเดียวกันการที่เราอาศัยภาคครัวเรือน อาศัยรากหญ้า อาศัยคนจนที่เราไปให้โอกาส ไปแจกเงินไปทำประชานิยมอะไรต่าง ๆ นี้ มันก็เลยก่อเกิดเป็นภาวะที่หนักอึ้งลงบนหลัง ของครัวเรือน ครัวเรือนเพื่อให้มีการบริโภคเยอะ เรายุการบริโภคกันเยอะ ยุให้ซื้อบ้าน ยุให้ซื้อรถยนต์ ยุให้ซื้อมือถือ ยุให้ซื้อรถคันแรก เป็นมาตรการส่งเสริมทั้งนั้น ซึ่งเป็นเรื่องดี ที่ทำให้ประชาชนมีความสุข มีโอกาสที่จะลืมตาอ้าปาก มีความเจริญทางวัตถุเข้ามา แต่ขณะเดียวกันมันก็มีหนี้เกิดขึ้นเยอะ เพราะว่าเราไม่ได้จัดการให้ดีในเรื่องการอ่านออกเขียนได้ ทางการเงิน ก็เลยมาพบว่าขณะนี้เศรษฐกิจมันเกิดชะลอตัวอย่างมาก เพราะว่าภาคคอนซัมป์ชัน (Consumption) ภาคการบริโภคซึ่งมีภาคครัวเรือนเป็นหลักไม่สามารถก่อเกิดบทบาท เป็นตัวขับเคลื่อนก่อเกิดพลังได้อย่างเต็มที่ เราก็เลยมาคิดว่าจริง ๆ แล้วรากเหง้าของปัญหานี้ มันอยู่ที่การอบรมบ่มเพาะสร้างนิสัยแล้วก็ฝึกปรือให้มีสิ่งที่เรียกว่าการอ่านออกเขียนได้ ทางการเงิน และตรงนี้ก็เป็นเรื่องระยะยาว เป็นปัญหาระยะยาว เป็นปัญหาใหญ่ เป็นปัญหาโครงสร้าง ที่จะต้องปรับเปลี่ยน ก็ถึงเวลาในโอกาสที่เราจะทำการปฏิรูปนี้คงจะต้องหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาทำ นี่คือเหตุผลประการแรกนะครับ
เหตุผลประการที่ ๒ ก็คือว่าในขณะนี้โลกกำลังเปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนแปลง ของโลก ผมเชื่อว่ามันขับเคลื่อนด้วยความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งมันแผ่ขยายไปทั่วทุกวงการ สิ่งที่กำลังสะเทือนมากขณะนี้ก็คือวงการพลังงานซึ่งจะเปลี่ยน รูปแบบของพลังงานไปเยอะ อันที่ ๒ นี้ก็คือวงการการเงินซึ่งกำลังจะเกิดขึ้นโดยเฉพาะสิ่งที่เรียกว่า ฟินเทค (FinTech) หรือนวัตกรรมทางการเงินที่ทำให้ระบบการเงินมันจะเปลี่ยนระบบ จากระบบที่ว่าในระบบที่อาศัยอินเทอร์มีเดียรี (Intermediary) ที่อาศัยตัวกลาง เวลานี้ ระบบมันขับเคลื่อนโดยอย่างนี้ ประชาชนทั่วไปก็มีเงินทำมาหากินสะสมรายได้ แต่เอาเงินนี้ เรื่องการจัดการทางการเงินไปผ่านตัวกลางคือเอาเงินไปฝากแบงก์ไปฝากธนาคาร ธนาคารก็รวบรวม เอาเงินที่มีอยู่สะสมได้จากประชาชนทั่วไปเอามาไว้เพื่อให้มันกองใหญ่ ๆ แล้วก็ถือเป็นของธนาคาร และธนาคารเป็นผู้จัดการกองเงินนั้นเอาไปปล่อยกู้ ธนาคารจ่ายดอกเบี้ยให้กับผู้ฝากเงิน ขณะเดียวกันธนาคารก็คิดดอกเบี้ยจากผู้มากู้ในอัตราที่สูงกว่าที่ประชาชนมาได้จากการฝากเงิน กับธนาคาร ก็เป็นหน้าที่ของธนาคารซึ่งธนาคารทำหน้าที่ดีในการจัดสรรการออมของประชาชน ให้ไปสู่การลงทุนที่ถูกต้อง มีการวิเคราะห์โครงการ มีการเลือกสรรว่าโครงการไหนจะก่อเกิด ประโยชน์ต่อประเทศได้มากกว่าด้วยระบบกลไกตลาด ความจริงเขาไม่ได้คิดถึงเรื่องประเทศหรอก มันอาจจะมีผลอยู่ในนั้น เขาคิดเรื่องกำไรของเขา แต่วิธีการกำไรของเขาโดยรวมแล้วระบบ มันทำให้ประเทศชาติสามารถเลือกสรรการลงทุนที่มีผลตอบแทนต่อสังคมสูงขึ้นได้ ในโลกนี้ก็ดำเนินการมาเป็นร้อยปี แต่ขณะนี้การนวัตกรรมทางการเงินในเรื่องฟินเทค (FinTech) ในเรื่องเทคโนโลยีกำลังสั่นคลอนระบบเดิม ระบบที่ใช้เรียกว่าอินเทอร์มีเดียรี (Intermediary) ตัวกลางกำลังถูกท้าทายอย่างมากเพราะว่าคนทั้งหลายเขาเริ่มคิดว่า ระบบเงินที่มันอยู่ได้เพราะความศรัทธา เพราะความเชื่อถือ มันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ แต่ถ้าเขาสามารถสร้างความเชื่อถือขึ้นมาได้ ถ้าไม่สามารถสร้างใหญ่ เขาสามารถสร้างความเชื่อถือ ในวงเล็ก ๆ ในกลุ่มของเขาขึ้นมาได้ เขาก็สามารถสร้างสิ่งที่เรียกว่าเงินได้ สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น บิตคอยน์ (Bitcoin) อะไรพวกนี้ มันเป็นเรื่องความเชื่อถือในวงเล็กและการศรัทธาที่กำลังสร้างขึ้น และตัวนี้จะเป็นตัวท้าทายของระบบการเงินใหญ่ที่สร้างขึ้นมาเป็นร้อยปีมั่นคงถมึงทึง มีอำนาจ มีพลัง กำลังถูกท้าทายโดยเรื่องเหล่านี้ สิ่งเหล่านี้กำลังเกิดขึ้นมากมายหลายรูปหลายแบบ แล้วยังมีผลต่อการประกอบธุรกิจอย่างมากมายทั้งในทุกวงการ อันนี้คือด้านใหม่ ของภาวการณ์ทางด้านการเงินในโลก ภาวการณ์มันก็มีความจำเป็นที่ว่าคนในสังคม ที่จะดำรงชีวิตอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านตรงนี้จะต้องมีความสามารถที่จะเผชิญปัญหาตัดสินใจได้ ปรับตัวได้ รู้ทัน จึงมีความจำเป็นต้องอ่านออกเขียนได้ทางการเงิน เพราะฉะนั้นนี่คือเหตุผล ประการที่ ๒ และเรื่องนี้ถึงเวลา มีความจำเป็น และมีสภาวการณ์แล้วที่จะต้องดำเนินการ อย่างจริงจัง ความจริงการให้ความรู้ทางการเงินขณะนี้ไม่ได้ไม่มีคนทำมีคนทำเยอะ และมี คนแย่งกันทำด้วยนะครับ แต่ว่ามันไม่เป็นระบบและไม่ทั่วถึงแล้วก็ไม่มีประสิทธิภาพ เหตุเพราะว่าต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างคิด กระจัดกระจาย ด้วยความปรารถนาดีของผู้มี ส่วนเกี่ยวข้องทั้งหลาย ระบบธนาคาร ระบบสถาบันการเงิน ระบบธุรกิจอะไรต่าง ๆ เขาช่วยกันให้ความรู้อยู่ แต่ว่ามันถึงเวลาของประเทศชาติที่ต้องกำหนดเรื่องนี้จนกลายเป็น เรื่องพื้นฐานที่ทุกคนต้องรู้และต้องรู้อย่างเป็นระบบอย่างเพียงพออย่างสามารถใช้การได้ มันเหมือนการอ่านหนังสือออกและเขียนหนังสือได้ เพราะฉะนั้นจึงจะต้องมาจัดระบบมัน สิ่งที่คณะกรรมาธิการทำคือจัดระบบตรงนี้ให้เป็นระบบ การทำซึ่งทำกันอยู่แล้วกระจัดกระจายทั่วไป เอาคนทั้งหลายที่ทำอย่างนี้ก็ยังทำอย่างเดิม แต่ทำอย่างมีทิศทาง มีระบบแล้วก็มีประสิทธิภาพ ทีนี้เรื่องนี้มันเป็นเรื่องที่มีความสำคัญต่อประเทศในเชิงการแข่งขัน เรื่องการแข่งขันระหว่าง ประเทศเป็นเรื่องปกติหลีกเลี่ยงไม่ได้ และเป็นเรื่องที่มีความเข้มข้นเพิ่มขึ้นทุกที เพราะในทุกประเทศจะพูดถึงก็ความสามารถ ในการแข่งขันของเรา ของประเทศไทย ของสังคมไทย ของเศรษฐกิจไทย ประเทศไทย เคยได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันค่อนข้างสูง แล้วเราแข่งชนะมา แต่ในช่วงหลัง ๆ ประมาณ ๑๐ ปีหลังนี่เราเริ่มสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน ความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจหรือของประเทศมันขึ้นอยู่กับปัจจัยอะไรหลาย ๆ อย่าง ขึ้นอยู่กับว่าประเทศนั้นมีทรัพยากรมากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับว่าประเทศนั้นมีทุน และได้ลงทุนมากน้อยแค่ไหน มีพลังการผลิตสะสมไว้ มีเครื่องจักรมากน้อยแค่ไหน ประเทศนั้น มีความเจริญทางเทคโนโลยีมากน้อยแค่ไหน แล้วที่สำคัญที่สุดคือประเทศนั้นมีมนุษย์ มีคน มีประชากรที่มีคุณภาพดีแค่ไหน ผมเคยอ่านบทความภาษาต่างประเทศบางอันเขาวิเคราะห์ว่า ปัจจัยสำคัญที่ชี้ขาดความสามารถในการแข่งขันอยู่ที่มนุษย์ ที่สังคม อยู่ที่คน ทรัพยากรธรรมชาติ เทคโนโลยี จากนี้ก็คือบิลด์ (Build) อยู่ในคน หรือเครื่องจักรกลหรือทุนพวกนี้มันเป็นของที่หาได้ ทั้งนั้นเลยถ้ามนุษย์เก่งนะครับ เพราะฉะนั้นที่สำคัญคือต้องพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การที่มาทำเรื่องการอ่านออกเขียนได้ทางการเงินนี่ก็คือการมุ่งที่จะพัฒนาคุณภาพของคนไทย ให้ได้ระดับมาตรฐานสากลในยุคปัจจุบันนี้ เพื่อที่สามารถนำพาประเทศไทย ดำรงชีวิตอยู่ ในประเทศได้อย่างมีความสุข และนำพาประเทศไทยทำการแข่งขันกับนานาชาติได้ เพราะฉะนั้น การพูดเรื่องการอ่านออกเขียนได้ทางการเงินจึงมีความสำคัญต่อขีดความสามารถ ในการแข่งขันของประเทศไทย ทีนี้ถามว่าที่เราจะทำหรือควรจะทำกันนี่เราจะสร้างอะไรกันแน่ ประเด็นว่าสร้างความรู้ หรือสร้างทักษะ หรือสร้างนิสัย หรือว่าสร้างวัฒนธรรม เราใช้ชื่อหัวข้อว่า การปฏิรูประบบการให้ความรู้พื้นฐานทางการเงินแก่ประเทศไทย คีย์เวิร์ด (Keyword) ในนี้คือความรู้ แต่ในนี้เราต้องการหมายความที่มากกว่านั้น คำว่าความรู้เป็นส่วนหนึ่ง แต่มันมีอย่างอื่น ถ้าพูดถึงความรู้กับทักษะนี่ ความรู้มันคือสภาวะของคนที่รู้หรือไม่รู้ ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แล้วถามได้ว่ารู้ไหม ตอบว่ารู้ ก็คือรู้ว่ามันมีกลไกอย่างไร มันทำอย่างไร แต่มันยังต้องถามอีกคำหนึ่งว่าแล้วทำเป็นหรือเปล่า ทำได้หรือเปล่า ท่านรู้ไหมว่าขับรถ ขับอย่างไร บางคนอาจจะไม่รู้ บางคนก็รู้ แต่ว่าคนที่รู้นี่ขับรถได้ไหม ขับรถเป็นไหม ไม่แน่ คนละเรื่อง หรือว่าขับรถเป็นก็คือรู้ว่ารถมันขับเคลื่อนด้วยกลไกต้องใช้พลังงานจะต้อง เติมน้ำมัน ต้องเปิดสวิตช์ (Switch) ต้องสตาร์ต (Start) รถ ต้องถือพวงมาลัย ต้องเหยียบคันเร่ง แล้วจะต้องกำกับคันเร่งได้ในความเร็วแล้วก็โดยใช้เบรกเป็น อันนี้สามารถรู้ได้หมดเลย อ่านตำราก็รู้ อ่านตำราจนทะลุปรุโปร่ง ตอบคำถามไหนก็ตอบได้ ถ้าสอบในห้องเรียน ก็จะสอบได้ อันนั้นคือรู้แล้ว แต่ถามว่าขับรถเป็นไหมคนละเรื่อง เรื่องการขับรถเป็น สกิล (Skill) เป็นทักษะ และเขาต้องไปปฏิบัติฝึกฝนไปเทรน (Train) การขับรถ แล้วก่อเกิด ความสามารถในการขับรถในเชิงการปฏิบัติ เพราะฉะนั้นต้องไปให้มีทักษะในการปฏิบัติ สิ่งที่เราต้องการไม่ใช่เพียงแต่ว่าให้คนมีความรู้ทางการเงิน แต่เราต้องการให้คนมีทักษะ ในการปฏิบัติการทางการเงินได้ด้วยคือต้องทั้งรู้และทำเป็น ถามว่ารู้แล้ว ทำเป็นแล้ว พอไหม ผมคิดว่าไม่พอ เพราะถ้ารู้แล้ว ทำเป็นแล้ว แต่ไม่ได้ทำ เหมือนกับ การออกกำลังกาย ถามว่ารู้เรื่องการออกกำลังกายไหม รู้ ต้องออกกำลังกายด้วยการเพิ่ม การเต้นของหัวใจให้แรงขึ้น ต้องใช้แรง ต้องมีเหงื่อ ต้องวิ่ง ต้องเดิน ต้องถีบจักรยาน ต้องอะไรต่าง ๆ รู้ สารพัดรู้ทั้งหมด ทำเป็นไหม แล้วถีบจักรยานเป็นหรือเปล่า แล้ววิ่งเป็นหรือเปล่า แล้วก็เล่นกีฬาเป็นหรือเปล่า ก็อาจจะทำเป็น แต่ถามว่าแล้วได้ทำหรือเปล่า มันเป็นคนละเรื่อง คนอ่านหนังสือออก คนรู้หนังสือและอ่านหนังสือออก อ่านหนังสือเป็นทักษะเป็นสกิล (Skill) เขียนหนังสือก็เป็นทักษะ คนที่เขาอ่านหนังสือออกเขียนหนังสือได้มันต้องมีความรู้และมีทักษะ แต่ถามว่าคนที่อ่านหนังสือออกเขียนหนังสือได้มีความรู้และทักษะแล้วได้ปฏิบัติการอ่าน อย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง เพราะรักการอ่าน มีนิสัยแห่งการอ่าน และได้เขียนหนังสือ อย่างประจำต่อเนื่อง มีอะไรก็จดบันทึก บันทึกประจำวัน บันทึกเหตุการณ์ บันทึกเรื่องราว การประชุม เป็นนิสัยแห่งการจดบันทึก นิสัยแห่งการเขียน ไรต์ติงแฮบิต (Writing Habit) อันนี้แฮบิต (Habit) เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะสิ่งที่เราต้องการทำผมคิดว่าไม่ใช่เฉพาะเรื่อง ความรู้และไม่ใช่เรื่องทักษะเท่านั้น ยังต้องปลูกฝังนิสัยให้คนปฏิบัติการเป็นประจำสม่ำเสมอ รักที่จะทำอย่างนั้น ชอบที่จะทำอย่างนั้น และมีกิจวัตร มีการปฏิบัติการอย่างนั้นอย่างเสมอ ๆ ยกตัวอย่างเช่นการออม เราต้องการให้คนรู้จักออม อาจจะไปสอนว่าการออมดีมีประโยชน์ การออมต้องมีรายได้มากกว่ารายจ่าย ต้องจ่ายให้น้อยลงอะไรต่าง ๆ จะปฏิบัติการออมให้ดี ก็ต้องไปออมก่อน มีเงินมาปั๊บรายได้ก็เก็บเอาไว้ก่อน จ่ายทีหลัง เอาไปใส่กระปุกหรือเอาไป ฝากแบงก์ อันนี้ทำเป็นแล้ว แต่ได้ทำหรือเปล่า ได้ออมเป็นประจำเป็นกิจวัตรหรือเปล่า อันนี้ต้องการฟอร์มูเลชัน ออฟ แฮบิต (Formulation of Habit) เป็นแฮบิตฟอร์มูเลชัน (Habit Formulation) เป็นการอินสทิลเลชัน (Instillation) การปลูกฝัง ถ้าพูดถึงว่า เราบอกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องความรู้สิ่งที่เราต้องทำคือต้องสอนต้องให้เรียน ถ้าเราบอกเรื่องนี้ เป็นเรื่องสกิล (Skill) เป็นเรื่องทักษะ สิ่งที่ต้องทำคือต้องให้ฝึกหัดปฏิบัติ ถ้าเราบอกเรื่องนี้ เป็นเรื่องของนิสัยต้องปลูกฝังนิสัย เราก็จะได้ลงลึกไปอีกชั้นหนึ่งว่าไม่ใช่เพียงแต่รู้และปฏิบัติได้ ปฏิบัติเป็นเท่านั้น ยังต้องได้ปฏิบัติเป็นนิสัยเป็นประจำสม่ำเสมอด้วย สิ่งที่ผมคิดว่า ควรจะต้องสร้างขึ้นในสังคมไทยในประเทศไทยคือไฟแนนเชียลแฮบบิต (Financial Habit) คือนิสัยแห่งการปฏิบัติการทางการเงินที่ถูกต้องเหมาะสมจะเป็นเรื่องการทำบัญชีเป็นประจำ รู้เรื่องบัญชี แล้วก็ทำบัญชีเป็นคือมีสกิล (Skill) เท่านั้น ยังต้องปลูกฝังให้มีการทำเป็นประจำ การออมก็เหมือนกันเพราะเรื่องของไฟแนนเชียลลิเทอเรซี (Financial Literacy) ในที่สุดแล้วก็ ต้องมีทั้ง ๓ องค์ประกอบ คือ มีความรู้ มีทักษะ แล้วก็มีการสร้างนิสัย มีแฮบิต (Habit) แต่ละตัวมันถ้าอะแวร์ (Aware) มันจริง ๆ แล้วจะเห็นว่ามันมีทั้งคำกิริยาที่ไม่เหมือนกัน แอ็กชัน (Action) ที่ไม่เหมือนกัน ความรู้ ถ้าต้องการให้มีความรู้ก็ต้องสอน ต้องบอก ต้องสร้าง สิ่งแวดล้อมให้เขาเกิดการเรียนรู้ ถ้าต้องการให้เขามีทักษะก็ต้องเปิดโอกาสให้เขามีการปฏิบัติ มีการฝึกอบรม มีการปฏิบัติจริงจึงจะก่อเกิดทักษะได้ พอมีทักษะแล้วก็ต้องทำให้มีนิสัย รักการอ่าน รักการเรียน ทำการอ่านและเรียนเป็นประจำ ทำการออมแล้วก็ปฏิบัติการออม เป็นประจำ ทีนี้ถ้าเผื่อทำกันทั่ว ๆ ไปทุกคนมีนิสัยแห่งการออม ทุกคนมีนิสัยแห่งการทำบัญชีครัวเรือน ทำบัญชีของตนเอง มันก็จะเกิดเป็นการทำที่แพร่หลายทั่วถึงทั้งสังคม เราก็จะสร้างขึ้นมา เป็นวัฒนธรรม เป็นวัฒนธรรมในการปฏิบัติการทางการเงินที่ฉลาด เป็นวัฒนธรรมประจำชาติได้ เรื่องนี้ต้องทำอย่างมีจิตสำนึก อย่างเป็นระบบ แล้วก็อย่างมีแผนการ เรื่องที่เราจะนำเสนอ ต่อไปนี้ก็เป็นการจัดเรื่องเหล่านี้ให้เป็นระบบ ให้มีแผนการ
คราวนี้ประเด็นต่อไปก็คือว่าจะสอนความรู้ หรือจะฝึกทักษะ หรือจะปลูกฝัง อะไรกันบ้าง ก็คือเนื้อหาว่าที่เราเรียกว่าไฟแนนเชียลลิเทอเรซี (Financial Literacy) การอ่านออกเขียนได้ทางการเงินมีองค์ประกอบอะไรได้บ้าง เรื่องนี้ผมจะพูดเฉพาะหัวข้อว่า มันคืออะไรแล้วก็รายละเอียดคงให้ท่านอาจารย์สินีนาถได้มาลงในรายละเอียดต่อไป คือเรื่อง การออมเป็นองค์ประกอบอันหนึ่ง เรื่องการออม การใช้จ่ายอย่างคุ้มค่าไม่ได้ว่าให้ประหยัด โดยไม่ใช้จ่าย ให้ใช้จ่ายแต่ใช้ให้คุ้มค่า ก่อนใช้ต้องคิดว่าคุ้มค่าหรือไม่ เรื่องการทำบัญชี ส่วนบุคคลและการทำบัญชีครัวเรือน เรื่องการวางแผนทางการเงิน เรื่องนวัตกรรม ทางการเงิน เรื่องอาจจะเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อขยายวงออกไปเพื่อให้ครอบคลุมถึง สิ่งที่เรามีแล้วก็เป็นประโยชน์โดยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท่านได้ทรงริเริ่มในเรื่องนี้นะครับ แล้วก็เรื่องอื่น ๆ อีกนะครับ มีคนถามว่าเราจะออกแบบวางระบบอย่างไร แบบที่จะวางนี่ก็คือ แบบที่ถือหลักอย่างนี้
ประการแรกคือต้องแยกออกมาชัดว่าใครจะเป็นผู้กำหนดนโยบายในเรื่องนี้ ใครจะเป็นผู้กำกับดูแลในเรื่องนี้ และใครจะเป็นผู้ปฏิบัติคือแยกโพลิซีเมกเกอร์ (Policy Maker) เรกูเลเตอร์ (Regulator) กับโอเปอเรเตอร์ (Operator) ออกจากกัน ขณะนี้เขาทำกันอยู่ มีการทำเรื่องการให้คนอ่านออกเขียนได้ทางการเงินโดยลุล่วงออกไป แต่ส่วนมากก็เป็น โอเปอเรเตอร์ (Operator) แล้วโอเปอเรเตอร์ (Operator) นี้ก็กำกับตัวเอง แล้วก็กำหนด นโยบายเอง เพราะฉะนั้นจึงมีหลายนโยบาย ต่างคนต่างมีนโยบาย ต่างคนต่างมีการกำกับดูแล โดยไม่ได้สอดประสาน ไม่ได้ตกผลึกขึ้นเป็นแผ่น เป็นระบบของประเทศ สิ่งที่เราทำก็คือ จัดระดับของคนเหล่านี้ที่มีอยู่แล้วนี่จัดระเบียบ จัดระบบให้เป็นระบบและให้มีความชัดเจน จะต้องมีหน่วยงานซึ่งทำหน้าที่กำหนดนโยบายทั้งนโยบายในเชิงเนื้อหาสาระและนโยบาย ในเชิงบริหารจัดการ แล้วก็จะต้องมีผู้กำกับดูแลที่ชัดเจน ไม่จำเป็นต้องมีคนเดียวมีหลายคนก็ได้ แต่ต้องมีความชัดเจนว่าใครทำหน้าที่อะไร เพื่อว่าผู้กำกับดูแลจะได้แยกออกจากผู้ปฏิบัติ คนปฏิบัติจะได้มุ่งปฏิบัติให้เป็นจริงและให้สอดคล้องกับนโยบายและเป็นไปตามหลักเกณฑ์ ของผู้กำกับ มันก็จะได้มีคนดูแลว่ามีการปฏิบัติถ้าไม่อย่างนั้นคนปฏิบัติก็เป็นนายตัวเอง กำกับตัวเอง เมื่อไรอยากทำก็ทำ เมื่อไรคิดว่าเรื่องนี้ดีก็ทำ เรื่องนี้ไม่ดีก็ไม่ทำก็อาจจะไม่ทั่วถึง ผู้กำหนดนโยบายมีภารกิจในการกำหนดนโยบายทั้งในนโยบายเกี่ยวกับนิสัยและวัฒนธรรม ทางการเงินของคนไทย และนโยบายในการบริหารจัดการระบบ หน่วยงานกำกับดูแลอันนี้ เราก็ใช้หน่วยที่มีอยู่แล้ว เช่น กระทรวงการคลัง หรือธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ก.ล.ต. คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือคณะกรรมการประกันภัย หรือกระทรวงศึกษาธิการ เป็นต้น สำหรับหน่วยปฏิบัติก็ใช้หน่วยงานที่มีอยู่แล้วพวกธนาคาร ของรัฐ ธ.ก.ส. ธอส. ธนาคารพาณิชย์ทั้งหลายนะครับ แล้วก็เรื่องของตลาดหลักทรัพย์ บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ หรือว่าใช้มหาวิทยาลัย โรงเรียนในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ใช้วัดก็ช่วยสอนได้ พระก็ช่วยสอนได้ เรื่องการออม เรื่องการใช้อย่างคุ้มค่าไม่ทำลาย ทรัพยากรธรรมชาตินะครับ สำหรับรายละเอียดนี้ผมจะขออนุญาตท่านประธานว่า ขอให้คุณสินีนาถซึ่งเป็นผู้ศึกษาเรื่องนี้โดยตรงเป็นเจ้าตำรับได้นำเสนอต่อไปครับ ขอบคุณครับ