เฉลิมชัย ชี้แจงคุณธรรมในบริหารงานบุคคล ย้ำความดีความชอบต้องเคร่งครัด

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๕๒ · ๑๐ ตุลาคม ๒๕๕๙

เฉลิมชัย เครืองาม ชี้แจงถึงความสำคัญของการบริหารงานบุคคลของรัฐตามระบบคุณธรรมตามรัฐธรรมนูญ และเรียกร้องให้มีการสานต่อแนวทางนี้อย่างเคร่งครัดในการแต่งตั้งและการพิจารณาความดีความชอบของข้าราชการ พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความท้าทายในการกำหนดมาตรฐานคุณธรรมที่เหมาะสม ทั้งในด้านบทบาทของศูนย์คุณธรรม ความจำเป็นของกฎหมายบังคับใช้ที่ชัดเจน และความหลากหลายของหน่วยงานภาครัฐที่ต้องมีมาตรฐานกลางร่วมกัน

พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม

ขอบคุณท่านประธานครับ เฉลิมชัย เครืองาม หมายเลข ๓๑ ท่านประธานครับ ในรัฐธรรมนูญฉบับผ่านการลงประชามติ แล้วก็รอ การประกาศใช้นั้น มีคำถามว่ามีบทบัญญัติใดพูดถึงเรื่องคุณธรรมและจริยธรรมไว้เป็นการเฉพาะ ที่จะใช้บังคับต่อข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือไม่ ผมขออนุญาตอ่านในหมวด ๖ ว่าด้วยแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่พูดไว้อย่างชัดแจ้ง และเห็นว่าเป็นประโยชน์ ต่อกรรมาธิการที่ท่านจะกรุณานำไปสานต่อแล้วก็ต่อยอดในสิ่งที่ท่านได้เสนอรายงานชิ้นนี้ไว้ ในมาตรา ๗๖ วรรคสอง ขออนุญาตอ่านนะครับ รัฐพึงดำเนินการให้มีกฎหมายเกี่ยวกับ การบริหารงานบุคคลของหน่วยงานของรัฐให้เป็นไปตามระบบคุณธรรม มีคำว่าคุณธรรม โดยกฎหมายดังกล่าวอย่างน้อยต้องมีมาตรการป้องกันมิให้ผู้ใดใช้อำนาจหรือกระทำการ โดยมิชอบที่เป็นการก้าวก่ายหรือแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่หรือกระบวนการแต่งตั้ง หรือการพิจารณาความดีความชอบของเจ้าหน้าที่ของรัฐ นี่คือวรรคสอง

แล้วในวรรคสาม รัฐพึงจัดให้มีมาตรฐานทางจริยธรรมเพื่อให้หน่วยงานของรัฐ ใช้เป็นหลักในการกำหนดประมวลจริยธรรมสำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐในหน่วยงานนั้น ๆ ซึ่งต้องไม่ต่ำกว่ามาตรฐานทางจริยธรรมดังกล่าว จะเห็นได้ว่าในมาตรา ๗๖ นี้มีบทบัญญัติ ที่กล่าวถึงทั้งคำว่าคุณธรรมและจริยธรรม ผมคิดอย่างนี้ครับท่านประธาน คุณธรรมและ มาตรฐานจริยธรรมที่เราพูดถึงกันนั้นเรามักจะพูดถึงที่เกี่ยวพันกับนักการเมือง แต่ในมาตรานี้ มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้อง ใช้คำกว้าง ๆ ว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐ เรากังวลกันครับว่าการใช้ ครอบคลุมทั้งนักการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้นใครจะมีบทบาทหรือมีอำนาจหน้าที่ ในการกำกับดูแล เพราะในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้นเดิมกำหนดไว้ให้ผู้ตรวจการแผ่นดินนั้น มีหน้าที่ที่จะกำกับดูแลและดำเนินการทางคดีแม้กระทั่งนักการเมืองและข้าราชการ แต่ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้มีการแยกไว้อย่างชัดเจน ส่วนของนักการเมืองนั้นแยกออกไป ให้ศาลรัฐธรรมนูญ ให้องค์กรอิสระ ประชุมหารือร่วมกันเพื่อกำหนดมาตรฐานทางจริยธรรม แล้วก็ใช้บังคับกับ ส.ส. ส.ว. คณะรัฐมนตรีและองค์กรอิสระอื่น ๆ แต่ในมาตรานี้ชัดเจนว่า ได้มีบทบัญญัติเกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ คราวนี้มาถึงรายงานของทางกรรมาธิการ ผมพยายามอ่านเร็ว ๆ จะเห็นได้ว่าจุดหลักสำคัญนั้นคือท่านต้องการให้มีการเพิ่มเติม ในพระราชกฤษฎีกาการจัดตั้งศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) เพิ่มข้อความอีกเพียง ไม่กี่ข้อความ แล้วทำให้อำนาจหน้าที่ของศูนย์คุณธรรมนั้นสามารถที่จะเขียนกฎเกณฑ์ สิ่งที่ท่านเรียกว่ามาตรฐานกลางของคุณธรรม และรวมไปถึงการประเมินหน่วยงานต่าง ๆ แต่ถ้าหากว่าท่านดูตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะเห็นได้ว่าเขียนได้อย่างชัดเจนครับว่าให้รัฐพึงจัด ดำเนินการให้มีกฎหมายเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของหน่วยงานของรัฐให้เป็นไปตาม ระบบคุณธรรม และในวรรคต่อมา รัฐพึงจัดให้มีมาตรฐานทางจริยธรรม คำถามก็คือ ใครจะเป็นคนทำ ได้มีผู้อภิปรายไว้แล้วว่าปัจจุบันนี้คำว่าศูนย์คุณธรรม ศูนย์จริยธรรม มันมีกันเยอะ ผมต้องใช้คำว่าเกร่อ ถ้าจะใช้คำแรงไปผมก็ขออภัย แต่ผมเห็นว่ามันมีอยู่มากจริง ๆ และกฎเกณฑ์กติกาต่าง ๆ ที่ใช้นั้นมีอยู่มากหลายอีกเหมือนกัน เพราะฉะนั้นการที่ทางกรรมาธิการท่านจะให้มีการแก้ พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้และเพิ่มอำนาจหน้าที่กฎเกณฑ์ขึ้นมา ผมเห็นด้วย แต่สิ่งที่ผมขอฝากไว้ เป็นข้อสังเกตก็คือในรัฐธรรมนูญนั้นเขียนเอาไว้ว่าให้มีกฎหมาย เพราะฉะนั้นกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่ท่านจะทำขึ้นมานั้นไหน ๆ ถ้าท่านจะทำเป็นกฎเกณฑ์ที่เป็นกฎเกณฑ์กลางของมาตรฐาน คุณธรรมแล้ว ถามว่าสภาพบังคับมันจะเป็นอย่างไร ผมค่อนข้างกังวลกับสภาพบังคับ ถ้าหากว่า เป็นกฎหมายสภาพบังคับมันจะจริงจังแน่นอนแล้วก็มั่นคงกว่า แต่ถ้าเป็นกฎเกณฑ์นั้น มันก็ลอย ๆ ถามว่าทำก็ได้ ไม่ทำก็ได้ เพราะฉะนั้นในเรื่องของกฎเกณฑ์ที่จะเป็นกฎหมายนั้น จริง ๆ มีบางประเทศเขาทำนะครับ ในสหรัฐอเมริกาเขาก็ทำ เขาใช้คำว่าเอททิก กัฟเวิร์นแนนซ์ แอกต์ (Ethics Governance Acts) ด้วยซ้ำ เป็นพระราชบัญญัติมาตรฐานจริยธรรม ของหน่วยงานของรัฐ ในแคนาดาก็มี ในอังกฤษก็มี อังกฤษแยกออกไปเลยกฎหมายจริยธรรม สำหรับนักการเมืองก็เป็นฉบับหนึ่ง กฎหมายจริยธรรมสำหรับข้าราชการของรัฐ หน่วยงานของรัฐ ก็เป็นอีกฉบับหนึ่ง ผมได้เคยอ่านดูเร็ว ๆ เพราะฉะนั้นจะเป็นไปได้ไหมถ้าท่านจะมีการต่อยอด การศึกษาของท่านในอนาคต ถ้ามีเวลาว่าทำอย่างไรที่จะให้กฎเกณฑ์ที่ท่านจะทำขึ้นมา ในอนาคตมีสภาพบังคับเป็นกฎหมายอาจจะเป็นระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี จริง ๆ เรื่อง ของคำว่าคุณธรรม จริยธรรม มันมีกันมามากมายหลายปี แต่ที่เริ่มจริงจังแล้วก็เป็นกฎเกณฑ์ ที่ชัดเจนขึ้นคือประมาณปี ๒๕๔๙ ปี ๒๕๕๐ ปี ๒๕๕๑ ภายหลังจากที่มีระเบียบ สำนักนายกรัฐมนตรี ผมจำได้เป็นคุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้มีระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีเรื่องของคุณธรรม จริยธรรมขึ้นมา อย่างไรก็แล้วแต่กฎเกณฑ์ ที่จะทำขึ้นมานั้นผมค่อนข้างกังวล และมีผู้อภิปรายไว้หลายท่านแล้วว่ามันจะเป็นลักษณะของ การฟิต ฟอร์ ออล (Fit for All) ซึ่งผมพยายามจินตนาการว่าท่านจะออกแบบกฎเกณฑ์ มาตรฐานกลางอย่างไรที่จะให้ใช้กับข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานของรัฐต่าง ๆ มันมีความหลากหลายมากมายจริง ๆ ข้าราชการตุลาการ ข้าราชการตำรวจ ข้าราชการ อัยการ ข้าราชการพลเรือน ข้าราชการครู ต่าง ๆ เหล่านี้จะมีมาตรฐานหรือเกณฑ์คุณภาพ หรือคุณธรรมที่เป็นลักษณะเดียวกันได้หรือ เพราะฉะนั้นผมค่อนข้างจะกังวลว่าสิ่งที่ท่าน ทำเอาไว้ ถ้าในทางภาษาของทางสาธารณสุขเป็นเรื่องเน้นทางด้านคุณภาพ แต่คุณธรรมนั้น มันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แม้กระทั่งว่าคุณธรรมกับจริยธรรมการพิจารณาก็มีความหลากหลาย แล้วครับ ท่านเขียนไว้ในรายงานของท่านว่าคุณธรรมเป็นนามธรรม แต่จริยธรรมเป็นรูปธรรม ผมไม่เชื่อตามท่านทั้งคุณธรรมและจริยธรรมนั้นล้วนเป็นนามธรรมเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ แต่จริยธรรมนั้นจะมีน้ำหนักของการประพฤติปฏิบัติที่แน่นหนาขึ้นที่มากขึ้น เพราะมีกรอบ มากกว่าคุณธรรม คุณธรรมนั้นเป็นเรื่องของการประพฤติปฏิบัติในสิ่งที่ควร แต่จริยธรรมนั้น บวกเอาเรื่องของศีลธรรมเข้ามาด้วยเป็นการประพฤติปฏิบัติในสิ่งที่ดีงาม เพราะฉะนั้น ถ้าเป็นไปได้มาตรฐานจริยธรรมหรือคุณธรรมที่ท่านจะทำไว้ ผมฝากให้ท่านทำให้ เป็นกฎหมาย ท่านช่วยทำเป็นตุ๊กตาขึ้นมา ผมมีรายงานเอกสารซึ่งผมเห็นแล้วผมชื่นชมมาก เป็นแบบคู่มือของสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย อำเภอท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี เป็นปึกเลย ไม่น่าเชื่อเลยว่าเขาจะสามารถทำเป็นเกณฑ์ประเมิน คุณธรรมขึ้นมาได้ มีหัวข้อต่าง ๆ มากมาย มีการให้น้ำหนักคะแนน มีวิธีการพิจารณา มีเกณฑ์ของการพิจารณาทั้งเรื่องของผู้บังคับบัญชา ทั้งของสมาชิกในชุมชน แล้วก็ข้าราชการ ที่ประพฤติปฏิบัติงานอยู่ ผมเห็นว่าเกณฑ์ของมาตรฐานจริยธรรมและคุณธรรมนั้นถ้าทำให้ เป็นกลางมันจะทำยาก แต่ถ้าหากว่าศูนย์คุณธรรมจะกำหนดขึ้นมาเป็นเกณฑ์คร่าว ๆ แล้วมี หน้าที่ในการเซนเซอร์ (Censor) หรือในการตรวจทานครั้งสุดท้ายก่อนที่จะไปมีสภาพบังคับใช้มันจะเป็นประโยชน์กว่า เหมือนใน สมัยก่อนที่เราให้ผู้ตรวจการแผ่นดินมีหน้าที่เป็นองค์กรกลางอิสระขึ้นมาในการที่จะตรวจ เอกสารที่ท่านบอกว่าเป็นมาตรฐานจริยธรรมของหน่วยงานต่าง ๆ ถ้าเป็นไปได้คือส่ง ไปให้ผู้ตรวจการแผ่นดินเขาพิจารณาเซนเซอร์ (Censor) เพราะฉะนั้นศูนย์คุณธรรมนี่ ท่านก็จะเป็นคนสุดท้ายหรือเป็นองค์กรสุดท้าย หน่วยงานสุดท้ายที่จะพิจารณามาตรฐาน จริยธรรมของหน่วยงานต่าง ๆ ดีกว่าที่จะไปตรวจประเมิน ผมไม่แน่ใจนะครับว่าตรวจประเมินนี่ มันจะมีน้ำหนักในความน่าเชื่อถือมากแค่ไหน เดี๋ยวจะถูกกล่าวหาว่าแล้วผู้ตรวจประเมินนี่ มีมาตรฐานคุณธรรม จริยธรรมมากน้อยแค่ไหน มันจะมีปัญหาในเรื่องของดับเบิลสแตนดาร์ด (Double Standard) หรือปัญหาในเรื่องของการถูกติฉินนินทาได้ในอนาคต ผมฝากเอาไว้ เป็นสิ่งที่ผมกังวล ขอบพระคุณมากครับ