เลิศรัตน์ รัตนวานิช หารือเกี่ยวกับการจัดทำเกณฑ์มาตรฐานคุณธรรมแห่งชาติและร่างพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งศูนย์คุณธรรม โดยเน้นความสำคัญของจริยธรรมในบุคคลสาธารณะและเจ้าหน้าที่รัฐ พร้อมชี้ให้เห็นช่องว่างในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ไม่ครอบคลุมข้าราชการและองค์กรท้องถิ่น จึงเสนอให้ศูนย์คุณธรรมทำหน้าที่กำหนดมาตรฐานจริยธรรมอย่างเป็นระบบเพื่อเสริมสร้างความโปร่งใสและคุณธรรมในสังคมตามกรอบรัฐธรรมนูญปี 2550
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ขอขอบคุณท่านประธานที่ได้ให้โอกาสในการอภิปรายให้ความเห็น ในเรื่องการจัดทำเกณฑ์มาตรฐานคุณธรรมแห่งชาติ พร้อมด้วยร่างพระราชกฤษฎีกาจัดตั้ง ศูนย์คุณธรรมซึ่งเป็นองค์การมหาชนฉบับแก้ไขที่ได้แนบมาด้วย ในวาระปฏิรูปนี้เท่าที่ฟัง ท่านกรรมาธิการชี้แจงก็คงจะพูดถึงในหลาย ๆ คำนิยามศัพท์ไม่ว่าจะเป็นคุณธรรม เป็นจริยธรรม เป็นธรรมาภิบาลหรือเป็นบรรษัทภิบาล ซึ่งแต่ละเรื่องมีเกณฑ์มีความหมาย ที่แตกต่างกัน เหมือนอย่างในส่วนของการมีธรรมาภิบาลในการนำหน่วยในการบริหารงาน ของภาครัฐหรือการมีบรรษัทภิบาลที่เรียกว่าซีจี (CG) ของภาคเอกชน ซึ่งก็มีหน่วยงาน องค์กรต่าง ๆ ปัจจุบันนี้หลายหน่วยงานที่ได้พยายามทำเกณฑ์ พยายามออกไปตรวจสอบ พยายามออกไปหาแนวทางในการประเมินแล้วก็มีอินเซนทิฟ (Incentive) โดยการให้รางวัล เป็นรางวัลประจำปีที่ให้กับหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนนะครับ หรือแม้จะล่าสุด ที่เราเห็น ป.ป.ช. ทำก็มีดัชนีของธรรมาภิบาลที่ได้จัดทำขึ้นเป็นครั้งแรก ผมเองอยากจะมอง ในประเด็นเรื่องของจริยธรรมเป็นหลัก เรื่องอื่น ๆ ท่านคุรุจิต ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านก็ได้พูด ไปบ้างแล้ว ในส่วนของจริยธรรมนี่ผมมองว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญยิ่งของบุคคลสาธารณะ ของบุคคลที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ของบ้านเมือง ถ้ามีจริยธรรมแล้วอย่างอื่นมันแทบจะตามมาเอง แต่ถ้ามีอย่างอื่นแล้วก็อาจจะไม่มีจริยธรรมก็ยังได้ เพราะจริยธรรมมันเป็นเรื่องของตัวบุคคล เรื่องของสำนึก เรื่องของความคิดความอ่านที่ถ้าหากมีแล้วมันก็จะทำให้ทุกอย่างมันดำเนินไป อย่างมีหลัก มีเกณฑ์ มีศีล มีธรรม ผมอยากจะมองไปในคอนเทกซ์ (Context) ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งหลายท่านอาจจะยังไม่ได้สังเกต รัฐธรรมนูญถ้าเราถอยหลังไปรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ คือฉบับหลังสุดก่อนที่จะมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองหรือการยึดอำนาจ ได้พูดถึงเรื่อง จริยธรรมไว้ชัดเจน ในมาตรา ๒๗๙ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ได้บัญญัติว่า มาตรฐานจริยธรรม ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐแต่ละประเภท คือครอบคลุมทุกคนเลย ๓,๐๐๐,๐๐๐-๔,๐๐๐,๐๐๐ คนที่ทำงานให้กับรัฐ ยังรวมไปถึง ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทุกคนด้วยให้เป็นไปตามจริยธรรมที่กำหนดขึ้น ซึ่งมีกลไกและ การบังคับใช้และขั้นตอนการลงโทษตามความร้ายแรงแห่งการกระทำนั้น ๆ คือตั้งแต่ ภาคทัณฑ์ ลงทัณฑ์ ไปจนถึงกระทั่งถอดถอนออกจากตำแหน่ง ให้ออกจากตำแหน่งถ้าเป็น ข้าราชการ เป็นต้นนะครับ นั่นคือผู้ที่ฝ่าฝืนจริยธรรมที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ โดยได้กล่าวไว้ว่าในวรรคสองการฝ่าฝืนให้ถือว่าเป็นการกระทำผิดทางวินัย โดยให้ผู้ตรวจการแผ่นดิน รายงานต่อรัฐสภา คณะรัฐมนตรีหรือสภาท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องแล้วแต่ว่าผู้กระทำผิด อยู่ตรงส่วนไหน และถ้าเป็นการฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรงให้คณะกรรมการป้องกันและ ปราบปรามการทุจริตแห่งชาติดำเนินการเป็นเหตุแห่งการถอดถอน ซึ่งก็จะถอดถอน ผ่านวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ โดยใช้มาตรา ๒๗๐
ในมาตรา ๒๘๐ คือมาตราถัดไปกำหนดไว้ชัดเจนว่าให้ผู้ตรวจการแผ่นดิน มีอำนาจหน้าที่ในการเสนอแนะหรือให้คำแนะนำในการจัดทำหรือปรับปรุงประมวล จริยธรรมตามมาตรา ๒๗๙ ที่ผมอ่านไปเมื่อสักครู่นี้ และส่งเสริมให้มีการปฏิบัติ ตามจริยธรรม ให้มีการตรวจสอบแล้วก็รายงานผล รวมทั้งสอบสวน ไต่สวนได้ด้วย หากมี การฝ่าฝืนจริยธรรม นี่คือรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ในมาตรา ๒๔๔ ก็ยังได้กำหนดไว้ชัดเจนว่า ที่ผมได้กล่าวมาทั้ง ๒ มาตรานั้นเป็นอำนาจหน้าที่ของผู้ตรวจการแผ่นดินให้ดำเนินการ ซึ่งผู้ตรวจการแผ่นดินในยุคนั้นก็ได้ดำเนินการในการออกไปตรวจสอบการจัดทำ ประมวลจริยธรรมของหน่วยงาน ไปอบรมให้แนวทางในการประพฤติตนตามแนวทาง จริยธรรม แต่ในรัฐธรรมนูญฉบับที่จะมีผลบังคับใช้ในปลายปีนี้ที่ผ่านประชามติ จะเห็นว่า สิ่งที่ผมได้กล่าวไปทั้งหมดไม่ได้อยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็โดยเหตุที่ว่าในการร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ยึดหลักอันหนึ่งคือให้สั้นกว่าที่ผ่านมา ให้กระชับ และอะไรที่ปฏิบัติอยู่แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องนำมาบัญญัติไว้อีกในรัฐธรรมนูญ มีหลายเรื่องครับไม่ใช่เฉพาะเรื่องนี้ ซึ่งผมสามารถยกตัวอย่างได้ ที่หลาย ๆ เรื่องไม่ได้บัญญัติไว้แต่มิใช่หมายความว่าจะมิได้ มีผลบังคับใช้ต่อประชาชน ในรัฐธรรมนูญฉบับที่จะประกาศใช้มีบัญญัติไว้ในเรื่องของ จริยธรรมอยู่ในมาตรา ๒๑๙ เขียนว่าให้ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระร่วมกันกำหนด มาตรฐานทางจริยธรรมขึ้น ใช้บังคับแก่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและผู้ดำรงตำแหน่ง ในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการ ของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ และเมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้ บังคับได้ ทั้งนี้มาตรฐานทางจริยธรรมดังกล่าวต้องครอบคลุมถึงการรักษาเกียรติภูมิ และผลประโยชน์ของชาติและต้องระบุให้ชัดแจ้งด้วยว่าการฝ่าฝืนและไม่ปฏิบัติตาม มาตรฐานทางจริยธรรมใดมีลักษณะร้ายแรง จากวรรคสองในการจัดทำมาตรฐาน ทางจริยธรรมตามวรรคหนึ่งให้รับฟังความคิดเห็นของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และคณะรัฐมนตรีประกอบด้วย และเมื่อประกาศใช้บังคับแล้วให้ไปใช้บังคับแก่ ดูตรงนี้นะครับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภาและคณะรัฐมนตรีด้วย จะเห็นว่า ในมาตรา ๒๑๙ ของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้พูดถึงจริยธรรมที่จะร่างขึ้นโดยศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระกลับบังคับใช้กับคนจำนวนหนึ่งเท่านั้น คือตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเอง คือกรรมการในองค์กรอิสระ ๔-๕ องค์กรแล้วก็คณะรัฐมนตรี ส.ส. ส.ว. เท่านั้น ไม่พูดถึง การบังคับใช้จริยธรรมกับข้าราชการ ไม่พูดถึงการบังคับใช้จริยธรรมกับสมาชิกสภาท้องถิ่น ต่าง ๆ หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอื่น ๆ เลย ก็จึงเป็นจุดหนึ่งที่จะเห็นได้ ในความแตกต่างระหว่างรัฐธรรมนูญปีที่จะประกาศใช้กับปี ๒๕๕๐ ในกรณีที่เกี่ยวกับ การบัญญัติเรื่องจริยธรรม ประเด็นของผมก็คือว่าในเมื่อรัฐธรรมนูญที่จะมีผลบังคับใช้ ไม่ได้พูดถึง จะพูดถึงประเด็นจริยธรรม การฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรงให้ ป.ป.ช. ยื่นฟ้อง ต่อศาลฎีกาเพื่อถอดถอน เพราะในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้จะไม่มีการถอดถอนบุคคลใด ในวุฒิสภาอีกต่อไป รวมถึงกรณีของการฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรงนั้นให้ ป.ป.ช. ดำเนินการสอบสวนแล้วก็ฟ้องร้องต่อศาลฎีกา เพราะฉะนั้นตรงนี้จึงเป็นจุดหนึ่งที่ผมคิดว่า ยังเป็นช่องที่เราควรจะได้มีการจัดทำประมวลจริยธรรมที่เป็นมาตรฐานที่สามารถ นำไปอ้างอิงหรือใช้ในส่วนงานราชการต่าง ๆ ของประเทศซึ่งมีคนตั้งเกือบ ๓,๐๐๐,๐๐๐ คน หรือมากกว่านั้นที่รัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดไว้ ผมจึงสนับสนุนในการที่จะให้มีการยกร่าง หรือการแก้ไขปรับปรุงพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งศูนย์คุณธรรม ซึ่งเป็นองค์การมหาชน ให้ดำเนินการในเรื่องนี้ตามที่กรรมาธิการได้เสนอมาใน ๓ มาตราหลัก ตั้งแต่การจัดทำเกณฑ์ การตรวจประเมินรับรองคุณธรรมแล้วก็การกำหนดทิศทางต่าง ๆ แต่เขาไม่ได้ไปดำเนินการสอบสวนหรือลงโทษ เขาเพียงแต่กำหนดเกณฑ์ เขาเพียงแต่ ตรวจสอบต่าง ๆ ให้ว่าทุกอย่างเป็นไปตามมาตรฐานนะครับ เช่นเดียวกับที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน ดำเนินการมาในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมก็คิดว่าน่าจะพอรับได้นะครับ เพื่อที่จะให้มีมาตรฐานในด้านจริยธรรม ซึ่งถึงแม้ทุกหน่วยจะมีอยู่แล้วแต่ในอนาคต พัฒนาการจะเปลี่ยนไปเพราะไม่มีผู้ที่มีความรับผิดชอบตามกฎหมายดำเนินการแล้ว เพราะองค์การมหาชนถือว่าเป็นหน่วยงานที่มีกฎหมายรับรองว่าจะจัดตั้งโดยพระราชกฤษฎีกา หรือโดยพระราชบัญญัติก็แล้วแต่ ก็สามารถที่จะบังคับใช้หรือสามารถดำเนินการให้เกิด ประสิทธิผลหรือเป็นไปตามกฎหมายได้ ก็จึงขอกราบเรียนผ่านท่านประธานไปยังกรรมาธิการว่า การดำเนินการในเรื่องนี้ก็สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญที่จะประกาศใช้แล้วก็น่าจะทำให้มี หน่วยงานมาดูแลรับผิดชอบเรื่องการกำหนดมาตรฐานในด้านจริยธรรมของหน่วยงานของรัฐ ซึ่งมีอยู่มากมายในบ้านเราครับ ขอบพระคุณครับ