เรืองศักดิ์ หารือเสริมสร้างความรู้การเงิน ย้ำรู้คุณค่า-หลีกเลี่ยงหนี้

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๕๒ · ๑๐ ตุลาคม ๒๕๕๙

เรืองศักดิ์ จริตเอก หารือประเด็นการเงินและการใช้จ่ายของประชาชน โดยเน้นย้ำความสำคัญของการพัฒนาความรู้ทางการเงิน การใช้จ่ายอย่างมีสติ และการหลีกเลี่ยงหนี้เพื่อส่งเสริมวินัยทางการเงินและสนับสนุนการดำเนินชีวิตอย่างยั่งยืนตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง

พลตำรวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม พลตำรวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หมายเลข ๑๒๔ ครับ ผมได้นั่งฟังในเรื่องนี้ต้องกราบขอบพระคุณท่านประธานและ คณะกรรมาธิการที่ได้ทำการปฏิรูปเรื่องนี้ โดยเฉพาะเรื่องการเงินของบุคคลทุกคนแล้วก็ ของระบบทั้งประเทศด้วยโดยรวมก็ผนึกกันนะครับ ในส่วนนี้เรื่องการเงินแม้ว่าผมไม่ได้เรียนมา ด้านนี้ แต่หลาย ๆ ท่านได้อภิปรายแล้วว่าชีวิตเกิดมาตั้งแต่มีสภาพเป็นบุคคลแล้วก็เติบโตขึ้นมา จนกระทั่งปัจจุบันถึงท้ายสุดของชีวิตก็ต้องเกี่ยวข้องกับการเงิน มันก็มีคำเบา ๆ ว่าเงินไม่สำคัญ แต่มันจะสำคัญตอนที่เราไม่มีเงินอะไรพวกนี้ หรือว่ามันเกี่ยวกับการดำรงชีวิตทุกลมหายใจ มันเกี่ยวกับการทำงานด้วย เพราะงานคือเงิน เงินคืองานบันดาลสุขตั้งแต่โบราณกาล แล้วเงินมันก็มีหลายรูปแบบหลาย ๆ ท่านได้อภิปรายแล้วว่าใช้เป็นตัวแทนเพื่อให้ได้ ในสิ่งที่เราปรารถนา ปรารถนาคือว่ามันไกลตัวเรากับสิ่งที่เราสมควรจะได้ หรือสิ่งที่จำเป็น ที่จะหล่อเลี้ยงชีวิตตัวเราเองและครอบครัว สิ่งนี้เป็นความจำเป็น ทีนี้ต้องกราบขอบคุณ คณะกรรมาธิการที่มีความตั้งใจและนำเสนอ ผมก็นั่งฟังแล้วก็ได้ลุกขึ้นอภิปรายตรงนี้หลังจาก เรียนรู้จากกรรมาธิการแล้วก็ผู้ที่อภิปรายเบื้องต้นก่อนผม ผมอยากจะเสริมในส่วนนี้ก็คือว่า ผมได้ฟังท่านกรรมาธิการได้พูดถึงเรื่องความเคลื่อนไหวแล้วก็เรื่องกาลเวลาการสู่ศตวรรษที่ ๒๑ เราก็ต้องแสวงหาความรู้แล้วก็เรียนรู้ด้วยตนเอง แล้วโลกนี้ก็อยู่กันด้วยความรู้ นอกจากนั้น ทักษะที่เรารู้ เราได้พูดถึงว่านอกจากความรู้และทักษะแล้วมันก็ต้องทำจริงด้วย เพราะชีวิตเรา ต้องอยู่บนความจริงก็คือต้องทำเป็น ทำเป็นด้วยหลาย ๆ วิธี ว่าด้วยการเรียนรู้ ผมเคยพูด หลายครั้งว่าสัตว์โลก ไม่ว่าสิงสาราสัตว์ มด หนู ช้างอะไรต่าง ๆ อยู่ด้วยสัญชาตญาณ แต่คนเรามนุษย์อันเป็นสัตว์ประเสริฐอยู่ด้วยการเรียนรู้และเรียนรู้ตลอดชีวิต คือเรียนรู้ด้วยหลายวิธี อย่างเช่นเราได้ยินตั้งแต่เด็กว่าคนเราจะประสบความสำเร็จในการเรียนรู้ได้ก็ใช้หลัก คงเคยได้ยินว่า หัวใจนักปราชญ์ สุ จิ ปุ ลิ สุ จิ ปุ ลิ ก็เกี่ยวข้องกับการอ่าน ในเปเปอร์ (Paper) นี้ก็พูดถึง ระบบการอ่านว่าคนเราเรียนรู้ได้หลายวิธีโดยการอ่านแล้วก็มีการยกตัวอย่างหลาย ๆ ชนชาติว่า เขาอ่านหนังสือวันละกี่เล่ม วกมาใกล้ ๆ ตัว เรามีศูนย์หนังสือที่ดี ๆ ในประเทศเราหลายแห่ง และผมไปศูนย์หนังสือบ่อยเวลาว่าง ๆ ผมไปทั้งศูนย์หนังสือแม้แต่ร้านสินค้าเล็ก ๆ หรือ ศูนย์หนังสือใหญ่ ๆ ผมก็จะเจอต่างชาติเยอะ รอบ ๆ บ้านเขามาซื้อหนังสือที่ศูนย์หนังสือเรา แล้วเขาก็เรียนรู้ได้คือเขาอ่านหนังสือของเราออกนะครับ แต่ก็ทำให้ผมเองก็คิดว่า ผมอ่านหนังสือเขาไม่ออกเลยนะครับ แล้วเขาก็ซื้อหนังสือ และเมื่อเร็ว ๆ นี้ผมไป ประเทศเวียดนามมา พวกประเทศเวียดนามอาจจะมีจักรยานยนต์เยอะคล้าย ๆ กับบ้านเรา ตามวินทุกซอยเลยนะครับ ผมเดิน ๆ ไป เพราะส่วนหนึ่งผมเคยเป็นตำรวจมาก็จะเห็นว่า เคยจับกุมญาติพี่น้องเรา ผมก็มีญาติมีพวกเป็นวินมอเตอร์ไซค์เยอะ ว่าง ๆ เราก็จะมีการผ่อนคลาย เล่นอะไรกันบ้าง พูดง่าย ๆ มีเล่นการพนันบ้างบางส่วน แต่ที่วินมอเตอร์ไซค์อย่างประเทศเวียดนาม ผมดูแทบทุกวิน ผมเดินดูเขาอ่านหนังสือครับ ว่าง ๆ ผมนึกว่าเขาทำอะไร เขาก้มแล้วเขาอ่านหนังสือ คือส่วนหนึ่งว่ามันเป็นการเรียนรู้นะครับ ทีนี้ที่กรรมาธิการบอกว่าพอให้อ่านออกเขียนได้ ก็จริงครับ มันต้องเริ่มจากปฐมบทก่อนตรงนี้ก็ให้เขียนได้เพื่อรองรับต่อสถานการณ์ที่เราได้ บรรยายไปนะครับว่าหนี้ครัวเรือนสูงขึ้น นวัตกรรมทางการเงินสูงขึ้น คนร้ายก็อยู่ในอากาศบ้าง แล้วก็ทำอะไรยาก แม้แต่ตำรวจเองในการสอบสวนในการที่จะตามจับคนร้ายพวกนี้ก็ต้อง แกะรอยเดินตามอะไรเหล่านี้ ความรู้ต่าง ๆ ก็ยังไม่เป็นระบบ แล้วก็สิ่งที่เรียนรู้มาตั้งแต่เด็ก ๆ แล้วมีกระปุกออมสินอะไรอย่างนี้ว่าออมแล้วดีแต่ว่าบางทีเราก็ไม่ค่อยได้ออม เพราะบางคน เขาบอกว่าจะอยู่จะใช้หรือว่าบางคนโดยเฉพาะเด็ก ๆ หรือว่าคนที่อยู่เบื้องล่างระดับล่าง ๆ ก็ไม่ค่อยพอใช้พอจ่ายนะครับ ก็ออมยากนะครับ แล้วก็พวกนี้เป็นพฤติกรรมแล้วก็เป็นส่วน ที่เราพูด ๆ กันนะครับ ทีนี้ในส่วนที่ทำรายงานผมก็อ่านแล้วก็ต้องขอชื่นชมโดยเฉพาะในส่วน ของข้อเสนอแนวทางการปฏิรูปในส่วนของข้อ ๒ ใหญ่ ดีมากครับที่ได้เสนอแนวทางในการที่จะ ขับเคลื่อนการให้ความรู้ทางการเงินวางทิศทางเป้าหมายชัดเจน เพราะการกระทำอะไรก็ตาม มันจะต้องเน้นที่เป้าหมายแล้วก็มีกระบวนการไปสู่เป้าหมายนั้น ๆ นะครับ ผมอยากจะเสริม ในส่วนนี้สั้น ๆ ประมาณ ๕-๖ ข้อว่านอกจากที่ท่านได้เขียนไว้ได้ดีแล้วในเรื่องยกระดับ ตั้งคณะทำงาน จัดทำยุทธศาสตร์อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ส่วนที่ผมจะเสริมก็คือว่าต้องตั้งสติและ นิ่งสักนิดหนึ่งว่าตั้งแต่หัวข้อหน้าแรกของรายงานนี้เราจะมีคำว่าความรู้ การปฏิรูประบบ การให้ความรู้พื้นฐานทางด้านการเงินแก่ประชาชน คำว่าให้ความรู้ ผมก็นั่งคิดกันในนี้ ก็เรียนรู้ว่านอกจากความรู้แล้วต้องคู่ขนานแล้วก็ในเนื้อแก่นของมันก็ต้องให้ขยายก้าวไปสู่ ความเข้าใจด้วยครับ ผมว่าคนไทย พี่น้องชาวไทยพอมีความรู้อยู่แล้ว เพราะว่าเราเริ่มจากนี้บ่อย ๆ เราเริ่มตั้งต้นจากการให้ความรู้ แต่ความเข้าใจที่ลึกซึ้ง ความเข้าใจมันอีกมิติ อีกหลืบหนึ่งว่า เราจะเข้าใจระดับไหน เข้าใจระดับชั้นปฐม หรือเข้าใจระดับชั้นเทพ หรือเข้าใจระดับชั้นเณร ตรงนี้ผมอยากจะขออนุญาตข้อที่ ๑ ว่าถ้าเป็นไปได้ในส่วนของตามข้อ ๒ ใหญ่ในรายงาน จัดทำแผน ในหน้า ๒๖ ถ้าจะเติมเป้าหมายไปถ้ามีโอกาสเติมหรือมีโอกาสพิจารณา ผมอยากจะเสริมว่าเป็นการขยายไปสู่ความรู้และความเข้าใจให้เป็นเนื้อเดียวกัน เพราะความรู้ไม่นิ่ง แล้วก็เกิดขึ้นใหม่ ๆ ทุก ๆ วินาที โลกหมุนเร็วก็ตาม และเราก็ออกกฎเกณฑ์ ตามหลาย ๆ ท่าน อภิปรายว่าจะต้องสร้างกฎหมายด้วย กฎหมายตามพฤติการณ์หรือตามรูปการณ์ ที่เกิดขึ้น แต่สิ่งที่เป็นรอยต่อเชื่อมต่อกันเป็นการเชื่อมโยงกันก็คือความรู้สู่การปฏิบัติ จะเกิดผลได้จริงก็คือต้องมีความเข้าใจด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นผมก็อยากจะเติมว่า การให้ความรู้โดด ๆ เป็นการก้าวสู่ความเข้าใจด้วย หรือบวกความเข้าใจไปด้วยนะครับ เพราะว่าคนในระดับล่าง ๆ ขาดความเข้าใจมากเท่าที่เราดู เดินดู หรือพบจะขาดความเข้าใจ มากนะครับ

อันที่ ๒ ก็คือว่านอกจากให้ความรู้ความเข้าใจแล้ว ก็ควบไปด้วยเรื่องการให้ การตระหนักรู้หรือตื่นรู้ ภาษาทางด้านเกี่ยวกับการเรียนการสอนเขาใช้คำว่าตื่นรู้นะครับ อันนี้หมายถึงว่าถ้าผมอธิบายง่าย ๆ ก็คือว่าพวกที่พอจะมีสตางค์หรือมีเงินอยู่บ้างแล้ว เราควรจะทำแก่นแกนไปเลย ตั้งเป็นพอยต์ (Point) ไปเลยว่าเงินนี้ต้องใช้อย่างคุ้มค่า อาชญากรรมอาจจะมีร่องรอย เขาดูสเตทเมนต์ (Statement) ขอโทษนะครับ ที่ใช้ภาษาอังกฤษ สเตทเมนต์ (Statement) ก็คือร่องรอยพฤติกรรมของมนุษย์ ร่องรอยของ แต่ละบุคคล แล้วก็มีรายได้รายจ่าย ความสมบูรณ์ระหว่างรายได้รายจ่าย รายได้เกิดจากอะไร รายจ่ายเกิดจากอะไร บางคนพูดว่ารายได้ไม่สำคัญ สำคัญที่รายจ่ายจะเหลือหรือกระเพื่อม ออกมากมันขึ้นอยู่กับรายจ่าย ก็คือว่าจะจ่ายเงินจากกระเป๋าแต่ละครั้งไม่ว่าเราจะไปเดินห้าง หรือไปอะไรต่าง ๆ จะซื้อของแต่ละอย่างเราดูว่าของสิ่งนี้เรามีอยู่หรือเปล่า เราซื้อเพราะ เราต้องการซื้อ จำเป็นจริง ๆ ต้องซื้อ ถ้าไม่ซื้อเป็นอะไรไหม หรือซื้ออะไรต่าง ๆ ถ้าเรายังมีอยู่ เราซื้อเพราะแฟชั่นหรือซื้อเพราะตามใจเพราะอยากได้ชั่วแวบนะครับ ก็คือพูดง่าย ๆ ว่า ข้อ ๒ คือกรณีคนที่พอมีบ้างแล้วหรือพอมีอยู่ ก็ให้ตื่นรู้ว่าอะไรจ่ายโดยเปล่าประโยชน์ ไม่มียูทิลิตี (Utility) ก็ไม่ต้องจ่าย

อันที่ ๓ คือพวกที่ไม่มีเลยหรือมีน้อยมาก อย่าจ่ายเงินในอากาศก็คือว่าระบบเงินกู้ ระบบใช้เงินล่วงหน้า เมื่อร่วม ๒๐ ปีที่แล้วผมไปประเทศเพื่อนบ้านเรา พี่อ้าย เขาบอกพี่อ้าย เสียแล้ว คือว่าเขาใช้เงินสด ผมไปบ่อย ใช้แต่เงินสด ๆ ผมยังคิดว่าเขาล้าหลังมาก เราใช้เงินบัตรเครดิตต่าง ๆ เหล่านี้ เพราะฉะนั้นเราต้องปรับระบบการใช้เงิน ระบบเงินกู้ เงินกู้คือสมมุติเราไม่มี มีน้อย ให้รู้ถึงพิษภัยของระบบเงินกู้ ยังไม่ต้องพูดถึงเงินกู้นอกระบบว่า พิษภัยขนาดไหน มันไม่ใช่มีสิ่งดีอย่างเดียว เข้าใจโลกต้องเปลี่ยนแปลงต้องมีการลงทุน แต่ต้องดูถึงจุดเสียด้วย บางท่านพูดไปถึงเรื่องการประกันภัย การใช้เงินในอนาคตต้องมี การบริหารจัดการที่สมดุล เพราะสรรพสิ่งในโลกนี้ไม่เที่ยงแท้ พระพุทธเจ้าท่านก็สอนแล้วว่า สรรพสิ่งไม่เที่ยงแท้ เพราะฉะนั้นต้องอยู่บนความเที่ยงก็คือเรามีงบดุลเท่าไร หรือมีเงินเดือน เท่าไร ก็ใช้จริงเท่านั้นเป็นหลักพื้นฐานในการพิจารณาที่จะใช้ แต่ไม่ถึงกับจำกัดว่าต้องใช้เงิน เท่าที่มีอยู่นะครับ

อันที่ ๔ ผมดูแล้วการออมสำคัญ คุณค่าของการออมต้องใช้เงินอย่างคุ้มค่า เพราะว่าเราได้เริ่มมานานแล้วว่าการออมมันเป็นบรรทัดฐานที่ดี หลักของการครองชีพ หลาย ๆ ส่วนพยายามพร่ำสอนว่าก่อนจะใช้ต้องแบ่งเป็น ๓ ส่วนหรือคิดถึงเงินออมก่อน คือต้องออมก่อนเลย ผมเจออาจารย์และเจอนักเศรษฐศาสตร์ของคนไทยเราหลายคนบอกว่า ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์เงินเดือนหรือเป็นอะไรก็ตาม เขาได้สอนสิ่งยาก ๆ ฝืนใจแล้วก็กลั้นใจ คือว่าออมก่อน อาจจะแบ่งเป็น ๓ ส่วนใหญ่ ๆ คือถ้าแบ่งหลาย ๆ ส่วนแบ่งยาก แบ่งแค่ ๓ ส่วน ส่วนเล็ก ๆ ที่สุดออมไว้ก่อน ตัดใจแข็งใจออม คิดถึงลูก คิดถึงบรรพชน คิดถึงข้างหน้า ออมไว้สักส่วนหนึ่ง ๑๐๐ บาท ออมสัก ๑ บาทก็ยังดี ก็ต้องออมก่อน เพราะฉะนั้นตรงนี้ ต้องเป็นจุดเริ่มต้นเห็นคุณค่าของการออม

และอันสุดท้ายอันที่ ๕ ก็คือว่าเรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงต้องเอามาใช้ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไม่ถึงกับตระหนี่ถี่เหนียว แต่ว่าพอใจในสิ่งที่มี พอใจในสิ่งที่เป็น มองในสิ่งที่มีไม่ใช่มองในสิ่งที่ขาด กราบขอบคุณครับ ทั้ง ๕ ข้อผมขอเสริมไว้ครับ ท่านประธาน กราบขอบคุณครับ