อิศรา สนับสนุนเพิ่มมิติการออม-บริจาคในตัวชี้วัดรู้วินัยการเงิน

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๕๒ · ๑๐ ตุลาคม ๒๕๕๙

อิศรา ศานติศาสน์ หารือประเด็นการพัฒนาความรู้ทางการเงิน โดยเน้นความสำคัญของการเข้าใจการบริหารรายได้ การออม การลงทุน และการบริจาค พร้อมตั้งข้อสังเกตว่านโยบายรัฐที่ส่งเสริมการบริโภคส่งผลให้การออมลดลงและหนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้น จึงเสนอให้ทบทวนนโยบายและกำหนดตัวชี้วัดด้านการเงินอย่างรอบด้านเพื่อส่งเสริมวินัยทางการเงินอย่างยั่งยืน

ศาสตราจารย์อิศรา ศานติศาสน์

ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน ผม อิศรา ศานติศาสน์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หมายเลข ๑๙๑ นะครับ ผมเอง โดยหลักการและเหตุผลแล้วผมยินดีและชื่นชมในสิ่งที่คณะกรรมาธิการทำมาเป็นอย่างมากเลยครับ เพราะว่าอันนี้เรากำลังเข้าถึงปัญหาที่สำคัญมากคือทำให้ประชาชนมีความรู้ความสามารถ ในด้านการเงินดีขึ้น ผมมีประเด็นที่จะขออภิปรายสัก ๓-๔ เรื่อง อยากจะขอให้กรรมาธิการ พิจารณาว่าคำอภิปรายของผมเป็นคำอภิปรายเพื่อเติมเต็มในช่องว่างที่ท่านยังมีอยู่นะครับ ผมจะอภิปรายอยู่สักเรื่องแรกคือเรื่องของความหมายของไฟแนนเชียลลิเทอเรซี (Financial Literacy) แล้วก็เรื่องของเหตุและผล เรื่องของหลักสูตร แล้วก็เรื่องเคพีไอ (KPI)

ในเรื่องความหมายของไฟแนนเชียลลิเทอเรซี (Financial Literacy) ถ้าเราไปค้นดูไม่ว่าจะขององค์กรใดนะครับมันจะหมายความถึงความเข้าใจว่าเงิน มันทำงานอย่างไรอยู่บนโลกใบนี้ แล้วก็จะหามันได้อย่างไร แล้วจะใช้มันอย่างไร คำว่า การจะใช้อย่างไรนั้นหมายความถึงการบริโภคอย่างไร การลงทุนหรือออมอย่างไร แล้วก็ การบริจาคอย่างไร ดังนั้นเอเลเมนต์ (Element) นี้ที่ส่วนประกอบมันก็คือ หาอย่างไร ใช้อย่างไร คำว่า ใช้ หมายถึงว่าจะบริโภคอย่างไร จะออมหรือลงทุนอย่างไร แล้วก็จะบริจาคอย่างไร ในคำอภิปรายผมจะวางรากฐานอยู่บนความหมายอันนี้นะครับ

ต่อไปในเรื่องของเหตุผลนะครับ เหตุผลนี้ถ้าดูจากเคพีไอ (KPI) ที่ทาง คณะกรรมาธิการหรือข้อมูลที่ทางคณะกรรมาธิการให้มา คณะกรรมาธิการจะมุ่งเน้นไปที่ ภาคประชาชน แต่ผมเองมีความเห็นว่าเหตุและผลนั้นมันมีทั้งจากภาครัฐเองแล้วก็ ภาคประชาชนด้วย ภาครัฐหมายความว่าอย่างไร ภาครัฐหมายความว่ารัฐบาลออกแบบ นโยบายอย่างไร แล้วก็ภาคประชาชนนั้นคือเขาประพฤติตัวอย่างไร ผมจะอิงเคพีไอ (KPI) ซึ่งทางคณะกรรมาธิการยกมาสัก ๓ เคพีไอ (KPI) นะครับ

เคพีไอ (KPI) แรกก็คือเรื่องสัดส่วนการออมต่อรายได้พึงจับจ่ายใช้สอย ซึ่งคณะกรรมาธิการตั้งเป้าหมายให้ลดลงน้อยกว่า ๘.๖ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งมีข้อมูลปีล่าสุด แล้วก็ หนี้ต่อจีดีพี (GDP) ให้ลดลงให้น้อยกว่า ๘.๖ เปอร์เซ็นต์ ก็คือจากข้อมูลปีล่าสุดนะครับ อย่างนี้นะครับ ในเรื่องของนโยบายนั้นเราก็อย่าลืมว่าทุกครั้งที่เกิดปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจหรือ ปัญหาเศรษฐกิจอะไรขึ้นมานี้ เครื่องมือหนึ่งที่รัฐใช้ก็คือการกระตุ้นการออมภาคประชาชน ถูกไหมครับ ดังนั้นเวลาที่เราบอกว่าประชาชนใช้จ่ายเยอะ เป็นหนี้เป็นสินเยอะมากขึ้น ส่วนหนึ่งก็เกิดจากนโยบายของรัฐ อีกส่วนหนึ่งอาจจะเกิดจาก พฤติกรรมของประชาชนเอง ผมขออนุญาตยกวิกฤติ ปี ๒๕๔๐ เป็นตัวอย่างนะครับ ในปี ๒๕๔๐ ตอนที่เราแก้วิกฤตินี้ ซึ่งวิกฤติ ปี ๒๕๔๐ ผลจะออกมาชัด ๆ ตอนปี ๒๕๔๑ มาตรการที่ออกมาสมัยรัฐบาลตอนโน้นคือตอน ๑๐ มีนาคม ๒๕๔๒ เรากู้เงินมิยาซาวาแพลนมา ๕๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เราลดแวต (VAT) จาก ๑๐ เปอร์เซ็นต์เหลือ ๗ เปอร์เซ็นต์ เพื่อให้สินค้าราคาถูกลงแล้วก็มีการบริโภคมากขึ้น เราลดภาษีน้ำมันเพื่อให้ต้นทุนลดลงนะครับ พอ ๑๐ สิงหาคม เราให้ธนาคารอาคารสงเคราะห์ปล่อยกู้ซื้อบ้าน จะเห็นว่านี่เป็นตัวอย่างว่า เวลาเกิดปัญหารัฐบาลใช้เครื่องมือหนึ่งในการแก้วิกฤติก็คือเพิ่มคอนซัมป์ชัน (Consumption) ปี ๒๕๕๔ เหมือนกันครับ นโยบายรถคันแรกออกมาในปี ๒๕๕๔ เสร็จสิ้นในปี ๒๕๕๕ นโยบายบ้านหลังแรกออกมา ๒๑ กันยายน ๒๕๕๔ แล้วก็หมด ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๕ รถคันแรกอย่างเดียวคืนภาษีให้ประชาชนประมาณ ๙๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท นั่นหมายความว่า รถที่ซื้อมาอยู่ในหลักหมื่นล้านบาท ๖๐,๐๐๐-๗๐,๐๐๐ ล้านบาทนะครับ จะเห็นได้ว่า นี่คือการกระตุ้น ถ้าผมย้อนไปดูในปี ๒๕๔๓ ปี ๒๕๔๔ ปี ๒๕๔๔ เรามีสัดส่วนของการออม ต่อรายได้ที่จับจ่ายใช้สอยครัวเรือนอีกประมาณสัก ๑๔-๑๕ เปอร์เซ็นต์ นโยบายพอหลังจากนั้น อัตราส่วนการออมลดลงไปเรื่อย ๆ จนมาถึงประมาณ ๖ เปอร์เซ็นต์ในปี ๒๕๔๔ ตั้งแต่ปี ๒๕๔๑ ปี ๑๙๙๘ ลดลงมาเรื่อย ๆ จนถึง ๖ เปอร์เซ็นต์ จะเห็นได้ว่าหลังจากที่ รัฐบาลมีนโยบายกระตุ้นการบริโภคลงไป เหตุการณ์มันก็เกิดขึ้นโดยบังเอิญหรือไม่ก็ตาม สัดส่วนการบริโภคของภาคครัวเรือนมันลดลง ลดลงเกือบครึ่ง กว่าครึ่งด้วยซ้ำไปนะครับ เพราะฉะนั้นตัวอย่างหนึ่งอันนั้นคือวิกฤติเศรษฐกิจ ลองย้อนมาดูตรงปี ๒๕๕๔ ปี ๒๕๕๔ สัดส่วนประมาณ ๙.๔ เปอร์เซ็นต์ พอกระตุ้นไปก็มีหนี้สินเพิ่มมากขึ้นก็ลดลง เราบอกไม่ได้หรอกว่า การลดลงทั้งหมดนี้เกิดจากครัวเรือนหรือไม่ มันอาจเกิดจากนโยบายของรัฐหรือไม่ อาจจะ เป็นการบังเอิญก็ได้ แต่ว่าก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ชี้ให้เห็นว่าหลังจากที่รัฐบาลดำเนินนโยบาย เพิ่มการบริโภคครัวเรือนนั้น สัดส่วนการออมของครัวเรือนก็ลดลงนะครับ อันนี้เป็นประเด็น ที่ผมอยากเสนอให้พิจารณานะครับว่านโยบายของรัฐ อีกส่วนหนึ่งที่ผมคิดว่าผมกังวลมาก คือว่าเวลาเราพูดถึงการกระจายรายได้ ก่อนวิกฤติเศรษฐกิจปี ๒๕๔๐ คือปี ๑๙๙๗ ปี ๑๙๙๘ นั้น ประเทศไทยเวลาศึกษาเรื่องปัญหาการกระจายรายได้วัดจากรายได้มาตลอด ในช่วงที่เกิด วิกฤติเศรษฐกิจนี้ เวิลด์แบงก์พยายามที่จะกดดันชักจูงสารพัดอย่างให้เราเปลี่ยนมาใช้ คอนซัมป์ชัน (Consumption) วัด เพราะว่าถ้าเราใช้คอนซัมป์ชัน (Consumption) วัดแล้ว เมื่อประชาชนบริโภคมากขึ้น ตัวเลขความยากจนจะลดลง ตัวเลขความไม่เท่าเทียมทางด้าน การบริโภคหรือรายได้ก็จะลดลงนะครับ คราวนี้การบริโภคครัวเรือนมันเกิดได้จากอะไร มันเกิดได้จากการถอนเงินออมมาใช้ กับการกู้หนี้ยืมสิน ขายทรัพย์สมบัติไร่นา มันก็ทำให้ ตัวเลขดูดีขึ้น อันนี้ตัวอย่างสัก ๓ ตัวอย่างว่ารัฐบาลอาจมีส่วนทำให้การบริโภคของครัวเรือนนั้น มันมากขึ้นและทำให้การออมลดลงนะครับ อยากจะฝากให้ท่านกรรมาธิการพิจารณา ประเด็นนี้ด้วยเพราะว่าอันนี้คือเรื่องของฮาวทูคอนซูม (How-to Consume) ฮาวทูเซฟ (How-to Save) สิ่งที่ขาดอยู่คือเราไม่ได้พูดถึงฮาวทูโดเนต (How-to Donate) เลย เพราะไฟแนนเชียลลิเทอเรซี (Financial Literacy) นั้นรวมถึงการบริจาคด้วยนะครับ แล้วไม่ได้รวมถึงการออมอีก การบริโภคอย่างไรในตะกร้าสินค้าที่บริโภคทั้งหมด อันนี้เป็นประเด็นที่ผมอยากจะฝากนะครับ ทีนี้ในเรื่องของหลักสูตรวิธีการนั้นผมคิดว่า ไม่น่าจะมีอะไรต้องคอมเมนต์ (Comment) มาก เพราะว่าเคพีไอ (KPI) ของกรรมาธิการคือ เราต้องการจะเปลี่ยนจากแผนยุทธศาสตร์ที่เป็นออกแบบไปเป็นบังคับใช้ อันนั้นก็แปลว่า มันยังไม่เสร็จ ผมก็ไม่ขออนุญาตคอมเมนต์ (Comment) อะไรนะครับ เพราะมันจะต้อง พัฒนาต่อไปนะครับ ทีนี้เคพีไอ (KPI) ที่ผมอยากจะเสนออย่างนี้ครับ สัดส่วนการออม ต่อรายได้ซึ่งทำให้ลดต่ำ ๘๖ เปอร์เซ็นต์ ผมว่ามันเป็นเคพีไอ (KPI) ที่ค่อนข้างจะคอนเซอร์เวทิฟ (Conservative) ผมยกตัวอย่างเช่นในปี ๒๕๓๓ สัดส่วนการออมต่อรายได้มันอยู่ที่ ๑๖ เปอร์เซ็นต์ ๑๖ เปอร์เซ็นต์นะครับ แล้วมันเคยขึ้นไปเป็น ๑๘ เปอร์เซ็นต์ในปี ๒๕๓๕ ก่อนที่จะลดลงมาต่ำสุดที่ ๖ เปอร์เซ็นต์ในปี ๒๕๔๓ ดังนั้นเคพีไอ (KPI) ที่เราตั้งอยู่นี้ ถ้าเราจะดึงมาให้ ๘๖ เปอร์เซ็นต์นี้ แค่อาศัยการสวิง (Swing) ของตัวเลขระหว่างปีมันก็เป็นไปได้นะครับเพราะตัวเลขมันสวิง (Swing) มาตลอด ขึ้นบ้างลงบ้าง แต่ระยะหลังมีแนวโน้มลดลงนะครับ ซึ่งจะรวมถึงเรื่องของหนี้ ต่อจีดีพี (GDP) ด้วยว่าที่ให้น้อย ๘๖ เปอร์เซ็นต์นี่ ผมคิดว่าเราน่าจะตั้งเคพีไอ (KPI) ให้มัน ศัพท์ที่เราพูดทางวิชาการให้แอกเกรสซีฟ (Aggressive) กว่านี้ เช่นจะเป็นให้เหลือ ๘ เปอร์เซ็นต์ ๗ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๘๐ เปอร์เซ็นต์อะไรอย่างนี้ ผมว่าจะน่าดูมากเลยนะครับ ก็ขออนุญาตฝากนะครับ

ส่วนในเรื่องของเอ็นพีแอล (NPL) ผมหาตัวเลขไม่ได้นะครับ ที่บอกว่าเอ็นพีแอล (NPL) ต้องการให้ลดลงนั้น ถ้าจะดูจากข้อมูลที่มีอยู่นี้เอ็นพีแอล (NPL) ที่มันเยอะ มันไม่ใช่ เอ็นพีแอล (NPL) ภาคครัวเรือน มันเป็นเอ็นพีแอล (NPL) ภาคธุรกิจ ดังนั้นการที่เราไปเล็ง ที่เอ็นพีแอล (NPL) ภาคครัวเรือนมันสอดคล้องไหมนะครับ

ก็สรุปอย่างนี้ครับ ผมฝากสัก ๓-๔ เรื่อง เรื่องแรกคือไฟแนนเชียลลิเทอเรซี (Financial Literacy) นั้นเราพูดถึงเรื่องของเซฟวิง (Saving) เราไม่ได้พูดถึงอินเวสต์เมนต์ (Investment) เราพูดถึงคอนซัมป์ชัน (Consumption) แต่เราไม่พูดถึงฮาวทู คอนซูม (How-to Consume) แล้วเราก็ไม่ได้พูดถึงเรื่องการบริจาคเลย ก็อยากจะให้เพิ่มเติม ๓ มิตินี้ ลงไปในรายงานของท่านด้วยนะครับ

แล้วก็ในเรื่องนโยบายของภาครัฐนั้นอยากจะให้มองด้วยว่าเราสอนให้ ประชาชนรู้ไฟแนนเชียลลิเทอเรซี (Financial Literacy) แล้ว เราจะทำอย่างไรกับนโยบายรัฐ ที่กระตุ้นให้คอนซูม (Consume) มาก ๆ แล้วมีดัชนีชี้วัดความเจริญเติบโตของประเทศไทย จากการคอนซูม (Consume) มันก็ขัดแย้งกันนะครับ

และเรื่องสุดท้ายคือเรื่องของเคพีไอ (KPI) อยากให้แอกเกรสซีฟ (Aggressive) มากกว่านี้ครับ ขอบพระคุณมากครับ