วิทยา แก้วภราดัย หารือปัญหาหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้นจากภาวะเศรษฐกิจและนโยบายประชานิยม พร้อมเสนอส่งเสริมความรู้ด้านการเงินและเศรษฐกิจพอเพียงตั้งแต่ในโรงเรียน โดยเน้นการเรียนรู้บัญชีครัวเรือนและการปรับระบบธนาคารให้สอดคล้องกับรอบการผลิตของเกษตรกร เพื่อแก้ปัญหาหนี้ทบต้นและสร้างความมั่นคงทางการเงินอย่างยั่งยืน
ท่านประธานที่เคารพ กระผม วิทยา แก้วภราดัย ผมขอแสดงความคิดเห็นนะครับว่าการนำเสนอเรื่องการให้ความรู้พื้นฐานทางการเงิน แก่ประชาชนนี้เป็นเรื่องที่ออกมาทันกับสถานการณ์นะครับ เพราะว่าถ้าท่านติดตาม ภาวการณ์จริง ๆ ในชีวิตจริง ๆ ของประชาชนคนไทยในวันนี้นะครับ ผมคิดว่าสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นก็คือ คนรู้สึกไม่มีสตางค์ครับ เมื่อคืนผมมีโอกาส นานในรอบปีมีโอกาสไปรับประทานข้าว ที่ห้างสรรพสินค้า แล้วก็ชั้นทั้งชั้นเป็นร้านอาหารเกือบ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ ผมเดินเวียนรอบครับ ปรากฏว่ามีคนอยู่ในร้านอาหารรวมทั้งหมดไม่ถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ คนไม่มีกำลังในการบริโภค สรุปว่าตอนนี้คนไม่มีสตางค์ พอคนไม่มีสตางค์มันก็ตรงกับที่ท่านรายงานครับ สภาพปัญหา เศรษฐกิจในปัจจุบัน หนี้สินภาคครัวเรือนสูงมากครับต่อจีดีพี (GDP) คือ ๘๑.๖ เปอร์เซ็นต์ ในปี ๒๕๕๘ เผลอ ๆ ท่านสำรวจตัวเลขปีนี้ปี ๒๕๕๙ อาจจะขยับขึ้นจากเดิมด้วยซ้ำไปครับ แต่ถ้าดูข้อมูลจากท่านถัดลงไปอีกนิดครับ ท่านนับมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๗ หนี้สินต่อครัวเรือน ๔๓.๖๙ เปอร์เซ็นต์ ผมก็มาถึงจุดที่ต้องเรียนถามกับท่านนะครับว่า
ประเด็นที่ ๑ การปฏิรูปการให้ความรู้พื้นฐานทางการเงินแก่ประชาชน ความรู้พื้นฐานทางวินัยการเงิน เราจะให้ความรู้อะไรกับประชาชน
ประเด็นที่ ๒ ใครจะเป็นคนให้ความรู้กับประชาชน ผมในฐานะที่อยู่ ในการเมืองมานานครับ พอเห็นตัวเลขตั้งแต่ปี ๒๕๔๗ มาจนถึงปัจจุบัน ๑๑ ปีครับ เหมือนกับเพื่อนสมาชิกซึ่งอภิปรายจบไปเมื่อสักครู่ครับ ปี ๒๕๔๐ เราเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ประชาชนประหยัด ต้องกระตุ้นด้วยการใช้เงินมิยาซาวาเข้ามา ปี ๒๕๔๔ คนไทยทั้งประเทศ รู้จักนโยบายประชานิยมครั้งแรกครับ ปี ๒๕๔๕ นโยบายประชานิยมเริ่มถูกใช้พร้อมกับ การปฏิรูประบบราชการในรอบ ๑๐๐ ปีเป็นครั้งแรก ปี ๒๕๔๖ นโยบายประชานิยม เริ่มถูกประกาศ การเมืองนี่แหละสอนครับท่านประธาน ใครอยากรวยต้องกู้ คำขวัญนี้ ออกมาจากการเมืองนะครับว่าใครอยากรวยก็ให้กู้ เพราะฉะนั้นปี ๒๕๔๗ อิทธิพลความคิด เรื่องประชานิยมเริ่มแผ่กระจายไปถึงประชาชนโดยทั่วถึงกัน เงินในอนาคตถูกนำมาใช้กัน เพราะฉะนั้นระยะเวลาของประชานิยมที่ปลูกฝังในสังคมไทย มาเกือบ ๑๐ ปีเต็ม วันนี้ส่งผลมาเห็นชัดเจน เพราะฉะนั้นสิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าจำเป็นต้องให้ ความรู้กับประชาชนก็คือบาดแผลความเจ็บปวดของสังคมไทยจากนโยบายประชานิยม และสิ่งที่ต้องให้ควบคู่ไปกับความรู้กับประชาชนก็คือแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวครับ มีแต่แนวทางเศรษฐกิจพอเพียงเท่านั้นที่ต้องให้การศึกษา กับประชาชนที่จะพากลับไปยืนยังจุดเดิมของความเป็นจริงของสังคมไทยได้ ผมชื่นชมกับ การอภิปรายของท่านนิกรอีกสักคนนะครับ ที่ท่านหยิบสมุดบันทึกบัญชีต้นกล้าเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งใช้สำหรับเด็ก เพราะฉะนั้นผมกำลังจะเสนอท่านว่าตอบคำถามแรกว่าเราจะให้ ความรู้อะไรกับประชาชน ต้องให้ความรู้ว่าบาดแผลของสังคมไทยในเรื่องหนี้สินครัวเรือน เกิดจากแนวประชานิยมและทางแก้ก็คือยึดแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง คราวนี้ถ้าแนวทาง เศรษฐกิจพอเพียงที่ออกมาเราจะให้กับใครก่อน ดีที่สุดคนที่จะได้ชุดแรกที่จำเป็นต้องทำ เยาวชนคนรุ่นใหม่ซึ่งยังไม่หลงอยู่ในประชานิยม ผมจึงเห็นด้วยกับสมุดบันทึกบัญชีต้นกล้า เศรษฐกิจพอเพียงจะต้องถูกบรรจุเป็นแบบเรียนสำหรับเด็กในชั้นประถมศึกษา ขึ้น ป. ๕ เมื่อไร ทุกคนต้องมีสมุดเล่มนี้ทุกคนที่ส่งครูเป็นรายเดือน เราเริ่มรู้ที่จะให้ความรู้อย่างไหนกับประชาชน รู้ว่าจะให้กับใครแล้ว ชุดแรกที่จะต้องได้รับก็คือเยาวชนและเยาวชนเหล่านี้จะเป็นต้นกล้าที่สำคัญ เพราะคนที่มีปัญหาถัดมาจากเยาวชนก็คือครู ถ้าเด็กเริ่มส่งบัญชีตัวเองได้ทุกเดือนกับครู คนที่ตรวจบัญชีของนักเรียนคือครู เราก็จะได้ตอบคำถามว่าทำไมกระทรวงศึกษาธิการ ถึงต้องไปเร่งรัดหนี้สินครูในสหกรณ์ ผมถามเพื่อนที่เป็นครูครับ เป็นสิทธิที่เขาจะต้องได้ ในการกู้เงินจากสหกรณ์ เพราะฉะนั้นใครจะมายุ่งอะไรกับเขาในการที่เขาจะกู้ ถามว่ากู้มาทำอะไร ก็เป็นสิทธิเขา รถมีอยู่คันหนึ่งแล้วแต่ภรรยายังไม่มีก็กู้มาซื้อเสียอีกคันหนึ่งเพราะเป็นสิทธิ เพราะฉะนั้นมันไม่ได้ยึดแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงเลย ทุกอย่างก็เป็นไปตามคำสอนพร่ำ ของนักการเมืองก็คือถ้าอยากรวยต้องรู้จักกู้ แล้ววันนี้คนในประเทศนี้ก็เชี่ยวชาญเรื่องการกู้กัน เป็นจำนวนมาก สิ่งที่ต้องทำก็คือให้ความรู้กับคนรุ่นใหม่ ให้ความรู้กับครู วิธีให้ความรู้กับครู ผมคิดว่าให้กับเด็กแหละครับและครูก็จะรู้ไปด้วย ปัญหาว่าท่านจะให้ใครบ้างล่ะครับ ออกไปบอกประชาชนให้ความรู้ประชาชน ในรายงานเข้าใจว่าพูดถึงครู เจ้าหน้าที่ธนาคาร เจ้าหน้าที่สหกรณ์ต่าง ๆ ผมคิดว่ามีหลายเรื่องราวที่จำเป็นต้องขับเคลื่อนไปพร้อมกับส่งคน ออกให้ความรู้ ผมเป็นลูกหนี้ธนาคารแล้วก็เป็นมนุษย์เงินเดือนครับ เพราะฉะนั้นธนาคารไม่แปลก ที่จะคิดให้ผมผ่อนธนาคารทุกสิ้นเดือนเดือนละครั้ง แต่นอกจากผมเป็นมนุษย์เงินเดือนแล้ว ผมเป็นเกษตรกร ผมมีสวนปาล์มของผม ผมผ่อนบ้านกับธนาคารครับท่านประธาน ไปสิ้นเดือนเขาก็จะตัดดอกเบี้ยเดือนนี้เท่าไร บังเอิญผมตัดปาล์มได้ก่อน ผมไปผ่อนก่อนวันสิ้นเดือน ไปวันที่ ๒๐ เอาเงินไป พอเอาสลิป (Slip) ที่เขาส่งมาให้ผมดูไม่มีดอกเบี้ย ผมถามว่าผมจ่าย วันที่ ๒๐ และดอกเบี้ย ๒๐ วันทำไมไม่คิดผม เขาบอกว่ามันจะไปคิดเอาวันสิ้นเดือน คือวิธีการธนาคารของเราไม่ได้ยึดวิถีการผลิตของประชาชนเป็นหลักในการปล่อยกู้ คิดว่าทุกคนทั้งหมดต้องจ่ายวันสิ้นเดือน สิ้นเดือน สิ้นเดือน จ่ายก่อนสิ้นเดือนเมื่อไร ไม่คิดดอกเบี้ย ไปคิดทบเอาเดือนหน้าไปกันใหญ่เลย ผมนั่งทะเลาะกับเจ้าหน้าที่ธนาคารว่า อย่างไรไม่ลงตัว มันต้องเหลื่อมกี่สตางค์ไม่รู้ แต่ระหว่างเดือนต่อเดือนผมต้องเหลื่อมแน่ ถ้าคุณคิดกับผมอย่างนี้ แต่เขาบอกมันไม่เหลื่อมหรอกแต่ระบบมันเป็นอย่างนี้ ผมเสนอนิดหนึ่งนะครับว่า ไปปรับระบบธนาคารเราเสียหน่อย ธ.ก.ส. ปล่อยให้เกษตรกรกู้จ่ายปีละครั้งครับ ถามว่า เกษตรกรในประเทศนี้มีกี่อาชีพที่ขายผลผลิตปีละครั้ง เกือบไม่มีแล้วครับ สวนยางครับ เขาตัดวันเว้นวันหรือตัดทุกวันหยุดเฉพาะช่วงปิดกรีด ๒ เดือน ถามว่าถ้าเขาจะมาชำระ ธนาคารทุกสัปดาห์นี่จะลดต้น ลดดอกเขาอย่างไรเพราะ ธ.ก.ส. นี่ดอกแพงที่สุดครับ แพงกว่าผ่อนบ้าน แพงกว่าผ่อนอะไรทั้งหมดเพราะเป็นเกษตรกรและปีละครั้งก็คิดดอกเบี้ย ครั้งเดียวซัดเอาไป ๗ เปอร์เซ็นต์ ถ้าเอามาปรับระบบธนาคารขับเคลื่อนสิครับว่าธนาคาร ให้ตรงกับวิถีการผลิตของผู้กู้ ถ้าเป็นมนุษย์เงินเดือนครับ เป็นครูบาอาจารย์ เป็นข้าราชการ สิ้นเดือนจ่ายได้ครับ แต่ถ้าพ่อค้าแม่ขายในตลาด เขาจ่ายวันไหนตัดดอกเบี้ยเขาวันนั้น สร้างระบบใหม่เข้าสิครับ
๒. เกษตรกรทำนาครับ ทำนาบางคนปีละ ๓ รอบ บางคนปีละ ๒ รอบ ทุกรอบการผลิตเขามาชำระก็คิดดอกเบี้ยลดให้เขาสิครับ ชาวบ้านก็จะเริ่มรู้วิธีการชำระดอกเบี้ย เสียก่อนเสียหลังแล้วเกิดผลประโยชน์อย่างไร
๓. ให้ความรู้กับพนักงานธนาคารทั้งหมด จริง ๆ ผมคิดว่าพนักงานหลายคน นั่งกดแต่ปุ่มครับ ไม่เข้าใจหรอกครับว่าการทำบัญชีครัวเรือนทำกันอย่างไร ไม่รู้แนววิถี เศรษฐกิจพอเพียง เพราะฉะนั้นผมคิดว่ามันก็ต้องให้การศึกษาในหลายด้านครับ สิ่งที่เรา ขับเคลื่อนได้เราต้องขับเคลื่อน เราคือสภาขับเคลื่อนครับ จะไปโยนให้คนอื่นขับเคลื่อนไม่ได้ ข้อเสนอแนะอย่างที่ ๑ ก็คือสภาขับเคลื่อนเสนอไปกระทรวงศึกษาธิการเลย คุณต้องทำสมุดบัญชี ต้นกล้าเศรษฐกิจพอเพียงไว้ให้กับเด็กตั้งแต่ประถม ๕ ขึ้นไปทุกคนส่งครูทุกเดือน สิ่งที่ได้มา แน่ครับ อีก ๑๐ ปีข้างหน้าเราจะมีเด็กรุ่นใหม่ที่รู้จักบัญชีพอเพียง อีก ๒ ปีข้างหน้าครับ เราจะรู้จักครูรุ่นใหม่ที่ตรวจสมุดเด็กทุกวันครับ รู้จักเป็นครูพอเพียง
๔. ปรับระบบธนาคารครับ ขับเคลื่อนเสีย ให้คิดวิธีคิดดอกเบี้ยให้สอดคล้อง กับวิถีการผลิตของคนในประเทศนี้ เงินเดือนก็คิดไปอย่างหนึ่ง เกษตรกรก็คิดตามฤดูการผลิต ฤดูการผลิตไหนล้มเหลวก็แจ้งเพื่อเข้าแทรกแซง ซึ่งรัฐจะได้คุมข้อมูลที่เป็นจริงและ เข้าช่วยเหลือได้ ไม่ใช่สิ้นปีทีมาจ่ายทีหนึ่ง จัดสวนยางครับ เก็บยาง รายวัน ถ้าเขาไม่ได้ผ่อน ราย ๓ วัน ราย ๕ วัน เก็บไว้จนสิ้นปีพอดีครับสิ้นปีไม่มีสตางค์จ่าย ชาวนา ๓ ฤดูการผลิต บอกว่าสิ้นปีมาจ่าย ฤดูที่แล้วรายได้ดีจ่ายเสียหมดแล้ว พอฤดูนี้การทำนาล้มเหลว ผูกพันไปอีก ๑ ปี กลายเป็นหนี้ทบเข้าไปอีก เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเราขับเคลื่อนไปทีละอัน ๆ แล้วหนีไม่พ้นครับ การขับเคลื่อนอะไรก็ตามครับถ้าตราบใดที่ไม่ทำลายค่านิยมเรื่อง ประชานิยมลงไป ไม่รู้จะเอาแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาใช้ เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงฝังให้ลึกลงไปครับ ถ้าไม่ฝังอันนี้เราจะมีตัวเลขที่น่ากลัวครับ พูดภาษา ชาวบ้านง่าย ๆ หาสตางค์ได้ ๑๐๐ บาทเป็นหนี้อยู่ ๘๐ บาททุกเดือน นี่คือตัวเลขจีดีพี (GDP) ที่เราสะท้อนมา เพราะฉะนั้นถ้าเขาเหลือเพียง ๒๐ บาท พี่น้องประชาชนเราก็นับวันจะพอกหนี้ ไปเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้นผมขอแสดงความคิดเห็นว่าขับเคลื่อนจากเราเถอะครับ ท่านให้ข้อมูล ท่านกุมข้อเท็จจริงเอาไว้ได้แล้ว คราวนี้ร่วมกันสร้างสรรค์เพื่อการขับเคลื่อนในแต่ละองคาพยพ ของสังคมไปสู่การปฏิบัติที่เป็นจริง เพราะว่าเราต้องให้ความรู้ แล้วใครความรู้ที่เราจะให้ เป็นอย่างไร แล้วใครจะเป็นผู้ให้ความรู้ คิดทั้งระบบ แล้วผมคิดว่าเป็นรายงานที่ทันกับ สถานการณ์จริง ๆ ครับ ไม่เช่นนั้นแล้วไปที่ไหนก็จะมีเสียงบ่นครับว่าขายของไม่ดี ทำอะไรก็ไม่มี ช่องทางทำมาหากิน ท่านจะเป็นแสงสว่างที่แม้จะอยู่ไกลสักหน่อย ผมคิดว่าคนก็พร้อม จะเดินตามไปครับ ขอบพระคุณครับ