กิตติ ชูแนวคิดปลูกวินัยการเงินตั้งแต่เด็ก เสริมบทบาทครอบครัว-ศาสนา

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๕๒ · ๑๐ ตุลาคม ๒๕๕๙

กิตติ กิตติโชควัฒนา หารือถึงความจำเป็นในการส่งเสริมความรู้ทางการเงินแก่ประชาชน เพื่อเสริมสร้างวินัยทางการเงินตั้งแต่เด็ก โดยเน้นบทบาทของครอบครัวและประสบการณ์ส่วนตัวในการฝึกวินัยผ่านการรายงานการใช้จ่ายเงิน พร้อมเสนอให้ใช้องค์กรศาสนา เช่น คณะกรรมการอิสลาม เข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนการเรียนรู้ด้านการเงินในพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางศาสนา เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นและขยายการเข้าถึงบริการทางการเงินอย่างทั่วถึง

นายกิตติ กิตติโชควัฒนา

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม กิตติ กิตติโชควัฒนา สปท. ๑๐ จากจังหวัดยะลาครับ ท่านประธานครับ หลายปีมาแล้วพวกเรา เคยได้ยิน ครั้งหนึ่งสมัยรัฐบาลที่ได้อันดับมาเฉกเช่นเดียวกับรัฐบาลสมัยนี้ ให้คำขวัญกับ ประชาชนทั่วทั้งประเทศที่ว่า งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุข เพราะฉะนั้นเมื่อเอ่ยคำขวัญ อย่างนี้ ผมคิดว่าที่ประชุมก็คงจะยอมรับว่ารัฐบาลสมัยนั้นให้ความสำคัญเรื่องเงินอย่างไร เช่นเดียวกับคณะกรรมาธิการชุดนี้ที่เห็นว่าเรื่องเงินนั้นเป็นเรื่องใหญ่ จึงควรแก่การที่จะให้ความรู้ แล้วก็วันนี้คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ สภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ได้เสนอเรื่องการปฏิรูประบบการให้ความรู้พื้นฐานทางการเงินแก่ประชาชน ผมคิดว่าเป็นการนำเสนอเรื่องที่สอดคล้องกับสถานการณ์ครับท่านประธาน

ท่านประธานครับ ผมคิดว่าผมเองนั้นก็มีบทเรียนเรื่องเกี่ยวข้องกับเงิน ๆ ทอง ๆ สมัยตอนที่ผมเรียนหนังสือ ผมคิดว่าบางทีมันอาจจะเป็นประโยชน์บ้างในการที่จะมานำ ในสิ่งเหล่านี้เล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อเป็นการถ่ายทอด เพื่อเป็นบทเรียน ท่านครับ ผมคิดว่า เรื่องของการให้ความรู้กับประชาชนนั้นอย่างที่หลายท่านในที่ประชุมนี้พูดว่าสถาบันการศึกษา โรงเรียน องค์กรต่าง ๆ แต่อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าสถาบันครอบครัวก็สำคัญไม่ยิ่งหย่อนเช่นกัน เพราะเป็นการให้ความรู้กับลูก ๆ ตั้งแต่เบื้องต้น ผมขออนุญาตยกตัวอย่างที่เกี่ยวข้องกับผมเอง ผมจำได้สมัยตอนที่ผมไปเรียนหนังสือที่สงขลาครับท่านประธาน คุณแม่ผมทั้ง ๆ ที่ไม่รู้หนังสือ บัญชีก็คงจะไม่ทำ ก็คงจะไม่มีคู่มือการเงินเหมือนอย่างสมัยนี้ที่เรามีกัน ท่านบอกว่า ลูกไปเรียนหนังสือสงขลา เดือนไหนถ้าไม่ส่งรายงานการใช้จ่ายเงิน แม่จะไม่ส่งสตางค์ไปให้ ท่านบอกว่าลูกไปเรียนหนังสือที่สงขลา เดือนไหนสิ้นเดือนแล้วไม่ส่งรายงานการใช้จ่ายเงิน เดือนต่อไปแม่จะไม่ส่งเงินไปให้ ผมว่าอันนี้สำคัญครับ เพราะมันเท่ากับว่าเป็นการฝึกลูก ตั้งแต่เล็ก ไม่มีลูกคนไหนหรอกครับที่ไม่อยากได้เงิน แต่เป็นการบังคับให้เราต้องทำ เพื่อให้ได้เงินมาใช้จ่าย เพราะฉะนั้นการถูกบังคับลักษณะนี้นี่ผมคิดว่ามันจำเป็น มันสำคัญ ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าเรื่องอื่น ๆ เพราะลูกนั้นพอโตไปแล้วจะรู้สึกว่าสิ่งที่แม่สั่ง บังคับให้ทำนั้น มันมีคุณค่าไม่เพียงแต่เฉพาะจะได้เงินเท่านั้น แต่เป็นการสอน เป็นการสั่ง ฝึกอบรมอย่างที่พวกเรา กำลังพูดว่าทำอย่างไรเราจะให้มีการฝึกเรื่องวินัยการเงินการทอง คุณพ่อส่งเงินไปครับ ผมต้องทำรายงานเรื่องการใช้จ่ายส่งกลับมาให้คุณแม่เพราะคุณแม่จะเป็นคนตรวจ แต่คุณแม่ของผม อ่านหนังสือไม่ออกผมไม่ทราบว่าท่านจะตรวจอย่างไร แต่อย่างน้อยทำให้เราตระหนักว่า แม่สั่งเราต้องทำ มันก็เกิดความรู้สึกติดตัวฝึกตั้งแต่ตัวกระเปี๊ยก ๆ เรื่องของการรู้จักใช้เงิน ว่าเงินทุกบาททุกสตางค์ที่แม่ส่งไปให้นั้นเราจะต้องจดครับ ผมคิดว่าก็เหมือนอย่างที่เรากำลัง จะพูดว่าจะทำบัญชีอย่างไร โดยที่ไม่มีใครสอนมาก่อนล่วงหน้า แต่ว่าเรียนชั้นมัธยมนั้น เราก็พอจะนึกได้ เป็นการคิดเอง ฝึกเอง ทำเองครับท่านครับ ผมว่าอันนี้ดีถ้าถามผม เพราะฉะนั้นสิ่งที่อยากจะฝากท่านกรรมาธิการในเรื่องของการฝึกอบรมให้ความรู้นั้น ผมคิดว่า ครอบครัวไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าโรงเรียน ดีไม่ดีอาจจะสำคัญไปกว่าโรงเรียนด้วยซ้ำไป เพราะเป็นการฝึกเบื้องต้นที่ทำให้ลูก ๆ นั้นไม่เพียงแต่รู้จักเรื่องวิธีการจัดทำบัญชีเท่านั้นเอง แต่ยังมีความผูกพันระหว่างพ่อแม่กับลูกด้วยซ้ำไป อันนี้ผมคิดว่าเรื่องใหญ่ เพราะสังคม ปัจจุบันนั้นเราจะเห็นได้ว่าพ่อแม่กับลูกทะเลาะกันเพราะเรื่องเงินเยอะแยะ ฟ้องร้องศาล ก็เยอะครับท่านครับ อันนี้ปัญหาเพราะว่าตอนเด็ก ๆ ขาดเรื่องความซื่อสัตย์ ความกตัญญูของลูก ที่มีต่อคุณพ่อคุณแม่ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าถ้าหากว่าเราฝึกอย่างนี้ ครอบครัวฝึกมาอย่างนี้ ตั้งแต่ต้นนั้นจะไม่มีโอกาสที่ลูก ๆ จะคิดเป็นอย่างอื่นในเรื่องของการเคารพเชื่อถือศรัทธา ต่อคุณพ่อคุณแม่อย่างแน่นอน ผมมั่นใจอย่างนี้ครับ เพราะนั่นเป็นประการที่ ๑ อยากจะฝาก เป็นข้อคิดสั้น ๆ

ประการที่ ๒ ผมฟังได้ความว่าท่านกรรมาธิการท่านได้เสนอว่าระบบเงินจะอยู่ได้ เพราะความเชื่อถือศรัทธา ถ้าประชาชนเกิดความศรัทธาเชื่อถือต่อระบบการเงินนั้น ๆ แล้ว จะก่อให้เกิดอิทธิพลในการขับเคลื่อนสู่ทิศทางที่กำหนด อันนี้ผมคิดว่าเรื่องจริง เพราะฉะนั้น ในเรื่องของอิทธิพลความเชื่อถือศรัทธาต่อระบบการเงินนั้นจึงเป็นเรื่องใหญ่เช่นกัน ในประเทศเรานั้นเป็นโลกเสรี ประเทศเราเป็นประเทศเสรี เพราะฉะนั้นมันจะมีระบบการเงิน อีกหลาย ๆ ระบบเข้ามาเกี่ยวข้อง บ้านผมจังหวัดชายแดนภาคใต้ระบบการเงินบางส่วนบางเรื่อง มันอาจจะผิดแผกไปจากระบบธนาคารอื่น เพราะพี่น้องของผมที่โน่นส่วนหนึ่งนับถือศาสนาอิสลาม เพราะฉะนั้นก็จะมีเรื่องเงินบางส่วนที่ผิดแผกไปจากระบบการเงินของธนาคารอื่นทั่วไป เพราะฉะนั้นในส่วนนี้นั้นเพียงแต่จะตั้งข้อสังเกตข้อเสนอว่า ถ้าหากว่าเราจะกำหนดองค์กร ขับเคลื่อนที่เป็นองค์กรทางการเงินนั้นเข้าไปช่วยในการดูแลแล้วก็มีคณะกรรมการที่ทำหน้าที่ ในการขับเคลื่อน เช่น คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดซึ่งดูแลพี่น้องมุสลิมในพื้นที่ที่มี ผู้ที่นับถือศาสนาอิสลาม ไม่เฉพาะแต่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ภาคเหนือก็มีครับ แต่เพื่อให้ การขับเคลื่อนเรื่องเงินไปสู่ประชาชนในพื้นที่ ที่ท่านประธานกรรมาธิการบอกว่า อยากจะให้เกิดการทั่วถึงในการเรียนรู้ก็เอาบุคคลเหล่านี้ไปให้ความรู้เรื่องการเงินในพื้นที่ ที่เกี่ยวข้องกับศาสนา เพราะฉะนั้นมันจะทำให้เกิดการเรียนรู้ที่ถึงแก่นแท้ มันจะทำให้ ชาวบ้านเกิดความเชื่อถือศรัทธาถ้าทำได้อย่างนี้นะครับ ผมคิดว่ามันก็จะเกิดการครอบคลุม ถึงเรื่องของสถาบันการเงินที่เราจะหยิบเข้ามาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด จะเป็นเรื่องของ ธนาคารออมสินก็ตาม ธ.ก.ส. ก็แล้วแต่รวมไปตลอดจนถึงธนาคารอิสลามหรือองค์กรอื่น ๆ ก็สุดแล้วแต่ เพราะฉะนั้นก็อยากจะฝากเป็นประการที่ ๓ ครับประธาน ก็คือเอาองค์กร ที่เกี่ยวข้องกับความศรัทธาเข้ามาใช้เป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนครับท่านประธาน ขอบคุณครับ