รายงานการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ
ครั้งที่ ๓๑/๒๕๕๙
วันอังคารที่ ๒๑ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๕๙
ณ ตึกรัฐสภา
เนื่องจากคณะกรรมาธิการได้จัดทํารายงาน จํานวน ๒ เรื่อง ผมจะให้ประธานกรรมาธิการ แถลงรายงานแต่ละเรื่องและให้สมาชิกอภิปรายรายงานที่ได้เสนอมา เมื่ออภิปรายเสร็จแล้ว ผมจะให้ที่ประชุมลงมติว่าจะเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการหรือไม่ตามลําดับ
โดยเริ่มจาก เรื่อง การพัฒนาศักยภาพศูนย์บริการคนพิการ
ด้วยประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคม ได้มีหนังสือ ขออนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้าร่วมประชุมเพื่อให้ข้อมูลและตอบประเด็นข้อซักถาม ของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งผมได้พิจารณาแล้วได้อนุญาตตามข้อบังคับ ได้แก่ ๑. ท่านจินตนา จันทร์บํารุง ผู้อํานวยการกองส่งเสริมสิทธิและสวัสดิการคนพิการ กรมส่งเสริม และพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ๒. ท่านณัฐพล เทศขยัน นักวิชาการบริหารโครงการ สํานักงานกองทุนสนับสนุนการสร้าง เสริมสุขภาพ ขอเชิญผู้มีรายชื่อดังกล่าวเข้าร่วมชี้แจงต่อที่ประชุมด้วยครับ
(นางจินตนา จันทร์บํารุง ผู้อํานวยการกองส่งเสริมสิทธิและสวัสดิการคนพิการ กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคง ของมนุษย์ และนายณัฐพล เทศขยัน นักวิชาการบริหารโครงการ สํานักงานกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ เข้าชี้แจงต่อที่ประชุม)
สําหรับรายชื่อผู้นําเสนอและชี้แจง เรื่อง การพัฒนาศักยภาพศูนย์บริการคนพิการ ได้แก่ ๑. ท่านอโณทัย ฤทธิปัญญาวงศ์ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคม อดีตสมาชิกวุฒิสภา ๒. ท่านวิเชียร ชวลิต ประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูประบบ รองรับสังคมสูงวัยและผู้ด้อยโอกาส อดีตปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคง ของมนุษย์ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัด ๓. ท่านต่อพงศ์ เสลานนท์ อนุกรรมาธิการและที่ปรึกษา ที่ปรึกษาคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม แห่งชาติ ๔. ท่านจินตนา และท่านณัฐพล ดังที่เรียนเชิญแล้วนะครับ ขอเชิญท่านอโณทัย
กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ท่านสมาชิกทุกท่านที่เคารพครับ กระผม นายอโณทัย ฤทธิปัญญาวงศ์ ในฐานะประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคม ในวันนี้มีรายงานของคณะกรรมาธิการมา ๒ เรื่องนะครับ เรื่องแรก เป็นเรื่องของการพัฒนา ศักยภาพศูนย์บริการคนพิการ ซึ่งสืบเนื่องมาจากว่าสถานการณ์คนพิการของประเทศไทย ในขณะนี้นั้นประสบปัญหาในด้านเป็นผู้พึ่งพิงสังคมด้านต่าง ๆ เมื่อพระราชบัญญัติส่งเสริม และพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. ๒๕๕๐ และได้มีการแก้ไขเมื่อ พ.ศ. ๒๕๕๖ ในมาตรา ๒๐ วรรคสาม ได้มีการให้จัดตั้งศูนย์ระดับจังหวัดและศูนย์บริการคนพิการทั่ว ๆ ไป คณะกรรมาธิการได้ลงพื้นที่และได้มีการสอบถามปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ก็พบว่าความมี มาตรฐานยังไม่เพียงพอนะครับ ก็เลยมีมติร่วมกันว่าเพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนที่เป็นรูปธรรม และระยะเวลาที่สมควรที่มันจะสัมฤทธิผลในระยะเวลาอันรวดเร็ว ก็จะมีการพัฒนาศักยภาพ ศูนย์บริการคนพิการเหล่านี้นะครับ ซึ่งเป็นความจําเป็นที่เราต้องทําเป็นการเร่งด่วนครับ ก็อยากจะขอให้ท่านอดีตปลัดวิเชียร ชวลิต ซึ่งเป็นรองประธานกรรมาธิการและเป็นประธาน อนุกรรมาธิการชุดนี้ได้รายงานสาระสําคัญต่าง ๆ รายละเอียดซึ่งท่านได้กระทํามา ขอเรียนเชิญ ท่านวิเชียรนะครับ
ขอเรียนเชิญ ท่านวิเชียร ชวลิต ครับ
ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ ท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศครับ ผม วิเชียร ชวลิต ประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูประบบรองรับสังคมสูงวัย และผู้ด้อยโอกาส สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ลําดับที่ ๑๔๐ ขออนุญาตรายงาน โดยสรุปถึงเรื่อง การพัฒนาศักยภาพศูนย์บริการคนพิการ ซึ่งอยากจะเรียนว่าสืบเนื่องจาก ตามที่ท่านประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคมได้เรียนถึงเรื่องที่เรามี พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ แก้ไขใหม่ เมื่อปี ๒๕๕๖ แล้วให้มี การจัดตั้งศูนย์บริการคนพิการทั้ง ๒ ประเภท ก็ขออนุญาตเรียนย้อนไปนิดหนึ่งถึงข้อมูล ที่อยากจะเรียนให้ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้ทราบนะครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
ปัจจุบันนี้สถานะของคนพิการที่ จดทะเบียนแล้ว มีประมาณ ๑.๕ ล้านคนเศษ ถ้าคิดเป็นสัดส่วนก็อยู่ในราว ๒.๓ เปอร์เซ็นต์ ของประชากรของประเทศ ซึ่งก็อยู่ในสัดส่วนที่ต้องเรียนว่าเราก็ทราบข้อมูลว่ายังมีคนพิการ ที่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน อันนี้หมายถึงคนที่ขึ้นทะเบียนตามกฎหมายนะครับ แต่ข้อสังเกตที่จะ เรียนให้ท่านทั้งหลายได้รับทราบว่า เดิมทีเดียวเราได้มีการจ่ายเบี้ยสนับสนุนหรือดูแลคนพิการ ในอัตรา ๕๐๐ บาทต่อเดือน ก็มีคนมาขึ้นทะเบียนไม่มากนัก ปรากฏว่าพอมีการปรับอัตรา เบี้ยผู้สูงอายุจาก ๕๐๐ บาทเป็น ๘๐๐ บาท ก็มีคนมาขึ้นทะเบียนเพิ่มมากขึ้น ก็เป็น เครื่องบ่งชี้ว่ายังมีสัดส่วนของผู้พิการที่ยังไม่สามารถมาจดทะเบียนได้อีกจํานวนหนึ่งนะครับ แล้วปรากฏว่าในจํานวนคนพิการทั้งหมดนี้นะครับ มีสัดส่วนของผู้พิการจากการเคลื่อนไหว มากที่สุด มีถึง ๔๘ เปอร์เซ็นต์ ลําดับรองลงมาก็คือผู้พิการที่พิการทางการได้ยิน ประมาณ ๑๗ เปอร์เซ็นต์เศษ ๆ จากการมองเห็น ๑๐ เปอร์เซ็นต์เศษ ๆ แต่ว่าตัวเลขที่น่าสนใจก็คือว่า ผู้พิการที่มีอายุ ๖๐ ปีขึ้นไปมีถึงครึ่งหนึ่งของผู้พิการ คือประมาณ ๔๙ เปอร์เซ็นต์เศษ และอีกตัวเลขหนึ่งที่ต้องเรียนในชั้นต้นเพื่อความเข้าใจแล้วก็เป็นฐานข้อมูลที่สําคัญก็คือว่า ผู้พิการที่อยู่ในวัยทํางาน มีประมาณ ๔๗ ถึง ๔๘ เปอร์เซ็นต์ ก็แสดงว่าผู้พิการที่อยู่ในวัย ที่จะเป็นกําลังสําคัญในการทํางานนี้ก็อยู่ในสัดส่วนที่ประมาณครึ่งหนึ่งหรือประมาณ ๗๐๐,๐๐๐ คนของผู้พิการทั้งประเทศ พื้นที่ที่มีผู้พิการมากที่สุด ประมาณ ๖๐๐,๐๐๐ คน อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คือประมาณ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ นอกนั้นก็จะมีภาคเหนือ ภาคกลาง รองลงมาตามลําดับ ผู้พิการที่ประกอบอาชีพปัจจุบันมีอยู่ประมาณ ๒๘ เปอร์เซ็นต์เศษ ก็ถึงแม้ว่าเราจะมีกฎหมายที่กําหนดให้สถานประกอบการต่าง ๆ มีการจ้างงานคนพิการ ในอัตรา ๑ คนต่อการจ้างงานบุคคลทั่วไป ๑๐๐ คนก็ยังมีผู้พิการได้เข้าทํางานยังไม่ถึง ครึ่งหนึ่งได้เพียง ๒๘ เปอร์เซ็นต์ มีคนพิการที่ต้องพึ่งพิงแล้วก็ไม่ได้ทํางานหรือประกอบอาชีพ มีถึง ๕๓ เปอร์เซ็นต์ ก็อยู่ในสัดส่วนที่มากพอสมควร
แล้วถ้าไปดูข้อมูลที่สําคัญที่จะเห็นภาพว่าทําไมคนพิการถึงไม่ได้ทํางานนี้ นะครับ ปรากฏว่าคนพิการที่ไม่ได้เรียนหนังสือมีประมาณ ๖๐๐,๐๐๐ คน หรือ ๔๐ กว่า เปอร์เซ็นต์ ก็มากพอสมควร คนที่เรียนหนังสือแล้วต่ํากว่าการประถมศึกษามีถึง ๔๗ เปอร์เซ็นต์ จบปริญญาตรีทั้งประเทศเรามีเพียง ๑๐,๐๐๐ คนนะครับ ก็ถือได้ว่าคนพิการ ยังมีข้อด้อยตรงนี้อยู่ การรายงานในชั้นคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งกรรมาธิการก็มีคําถามว่าแล้วจะแก้ปัญหาอย่างไร ก็ขอเรียนว่าเรื่องการศึกษาของ คนพิการอยู่ในหัวข้อที่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคมจะดําเนินการ และขับเคลื่อนในลําดับต่อไป ก็อยู่ในหัวข้อสําคัญ ซึ่งจะร่วมกับกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาที่จะดูแลเรื่องนี้ด้วย ก็ขออนุญาตเรียนเป็นข้อมูล
แต่ว่าในชั้นนี้เรากําลังพิจารณารายงานฉบับนี้ โดยจะพูดถึงเรื่องของ การส่งเสริมหรือการพัฒนาศูนย์บริการคนพิการ ซึ่งจะมีอยู่ ๒ ส่วน
ส่วนที่ ๑ ก็คือศูนย์บริการคนพิการระดับจังหวัด ในกฎหมายกําหนดเอาไว้ ให้มีศูนย์บริการคนพิการระดับจังหวัด จะทําหน้าที่ในการกํากับ ดูแล ควบคุมหรือส่งเสริม พัฒนาศูนย์บริการคนพิการทั่วไป หน้าที่หลักที่ผมอยากจะเรียนให้ท่านทั้งหลายได้รับทราบ ก็คือว่าศูนย์บริการคนพิการที่เป็นเรกูเลเตอร์ (Regulator) ระดับจังหวัดจะทําหน้าที่ ในการศึกษาวิเคราะห์ปัญหาเกี่ยวกับคนพิการในเขตพื้นที่ มีการประสานคัดกรอง ส่งต่อ มีการประสานการนํานโยบายไปสู่การปฏิบัติหรือการบูรณาการ มีการจัดทําทะเบียนข้อมูล คนพิการในระดับจังหวัด และที่สําคัญ หน้าที่สําคัญของการเป็นเรกูเลเตอร์ (Regulator) คือการส่งเสริม สนับสนุน กํากับ ดูแลศูนย์บริการคนพิการทั่วไป อันนี้เป็นหน้าที่ที่มี ความสําคัญยิ่ง และหน้าที่เสริมอื่นก็คือการช่วยเหลือให้คนพิการเข้าถึงบริการเฉพาะกรณี ที่ไม่มีศูนย์บริการคนพิการ ข้อนี้จะเห็นได้ว่าหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติไว้ก็คือศูนย์บริการ คนพิการระดับจังหวัดจะทําหน้าที่ทั้งกํากับ ดูแล ส่งเสริม สนับสนุน และในระหว่างที่ยังมี ศูนย์บริการคนพิการทั่วไปไม่ทั่วถึงก็จะทําหน้าที่ในการดูแลแล้วก็ให้บริการด้วยเป็นหน้าที่ เสริมนะครับ และนอกจากนั้นก็จะเป็นฝ่ายวิชาการของคณะอนุกรรมการคนพิการระดับ จังหวัด นี่คือหน้าที่โดยทั่วไปของศูนย์บริการคนพิการระดับจังหวัด
ส่วนที่ ๒ ศูนย์บริการอีกส่วนหนึ่งที่บัญญัติไว้ในกฎหมายแล้วก็จะทําหน้าที่ ในการดูแลคนพิการก็คือศูนย์บริการคนพิการทั่วไป ถ้าจะอธิบายก็คือ ศูนย์บริการคนพิการ ทั่วไปไม่ใช่ศูนย์บริการที่เป็นส่วนราชการเป็นหลัก ส่วนราชการจะทําหน้าที่เป็นศูนย์บริการ คนพิการระดับจังหวัด แต่ศูนย์บริการคนพิการทั่วไปจะทําหน้าที่ในการเป็นศูนย์หรือเป็น องค์กรของคนพิการ หรือองค์กรภาคเอกชน หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่จะทําหน้าที่ ในการให้บริการ หน้าที่หลักก็คือการบริการข้อมูลข่าวสารและสิทธิประโยชน์แก่คนพิการ เรียกร้องสิทธิแทนคนพิการ บริการให้ความช่วยเหลือในการดํารงชีพหรือดํารงชีวิต ขั้นพื้นฐาน ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐในการนําบริการต่าง ๆ ไปให้คนพิการ และที่สําคัญก็คือยังบริการช่วยเหลือคนพิการที่เป็นบุคคลที่มีแนวโน้มเป็นคนพิการด้วยนะครับ
นี่ก็คือประเด็นที่เป็นหน้าที่ที่ผมอยากจะเรียนให้ท่านทั้งหลายได้รับทราบว่า ศูนย์ ๒ ศูนย์นี้จะทําหน้าที่แตกต่างและเกื้อหนุนกันอย่างไร ทีนี้ ๒ ศูนย์นี้มีการดําเนินการ ตามกฎหมายแล้วตั้งแต่ปี ๒๕๕๖ ที่กฎหมายบัญญัติมา แล้วก็มีการขับเคลื่อนในปี ๒๕๕๗ ปี ๒๕๕๘ ต่อเนื่องมาจนปี ๒๕๕๙ เราพบว่าศูนย์บริการคนพิการระดับจังหวัดที่เป็น ส่วนราชการของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์มีจุดอ่อน จุดอ่อน ที่สําคัญก็คือว่าในกฎหมายได้บัญญัติให้มีศูนย์บริการคนพิการระดับจังหวัด แต่ว่าไม่ได้ มีบุคลากรหรือเจ้าหน้าที่โดยตรงที่จะมีความรับผิดชอบในการที่จะเป็นเรกูเลเตอร์ (Regulator)
ในรายงานฉบับนี้เรามิได้มีวัตถุประสงค์เพื่อจะส่งเสริมให้ศูนย์บริการคนพิการ ระดับจังหวัดที่เป็นหน่วยงานกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ขยายใหญ่โตหรือว่ามีบทบาทหน้าที่ที่จะไปบริการคนพิการเป็นหลัก แต่เราอยากจะส่งเสริม ให้การทําหน้าที่ของศูนย์บริการคนพิการระดับจังหวัดที่เป็นเรกูเลเตอร์ (Regulator) สามารถจะมีบุคลากร แล้วก็มีการทํางานที่มีประสิทธิภาพเพื่อที่จะทําหน้าที่กํากับ ดูแล ส่งเสริม สนับสนุนองค์กรคนพิการที่จะเป็นศูนย์บริการคนพิการทั่วไปในการให้บริการกับ คนพิการนะครับ เพราะฉะนั้นในรายงานก็จะให้ความเห็นว่าอยากจะสนับสนุนให้มีการจัด ให้มีเจ้าหน้าที่ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะให้ มิได้ส่งเสริมว่าให้นําคนหรือบุคลากรที่มีอยู่แล้ว มาเกลี่ย แล้วก็มาใช้ให้ดําเนินการ ก็จะทําให้เป็นจุดอ่อนในการกํากับดูแลและส่งเสริม สนับสนุนศูนย์บริการคนพิการทั่วไปดังที่ผมได้เรียน นี่คือจุดอ่อนและเป็นปัญหาอุปสรรค อยู่นะครับ
ในรายงานฉบับนี้มิได้มีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะไปขยายบทบาทหน้าที่ หรือให้ ศูนย์บริการคนพิการระดับจังหวัดมีความใหญ่โต แล้วก็เน้นการให้บริการด้วยภาครัฐเป็นหลัก นะครับ แล้วก็เรียนเพิ่มเติมอีกนิดหนึ่งว่าศูนย์บริการคนพิการระดับจังหวัดก็ยังเป็นหน่วยงาน ถึงแม้กฎหมายจะบัญญัติให้มีศูนย์ แต่ก็ไม่ได้มีวัตถุประสงค์จะแยกออกมาเป็นส่วนราชการ พิเศษเพื่อจะมีการกําหนดอัตรากําลังเจ้าหน้าที่ สถานที่อะไรที่จะเป็นการแยกอิสระออกมา ก็จะเป็นปัญหา ซึ่งหลายฝ่าย โดยเฉพาะในคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านสังคม ก็ได้พูดกันว่าถ้าส่งเสริมให้ศูนย์แห่งนี้เป็นส่วนราชการที่มีอิสระ ก็จะทําให้ ทุกกลุ่มเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ด้อยโอกาสอื่น ๆ ตั้งศูนย์ขึ้นมาในลักษณะนี้ ก็จะไม่ใช่วัตถุประสงค์ที่เราต้องการปฏิรูปนะครับ เราเพียงส่งเสริมสนับสนุนให้มีเจ้าหน้าที่ ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะเพื่อที่จะทําหน้าที่ของเรกูเลเตอร์ (Regulator) ได้สมบูรณ์นะครับ
จุดประสงค์หลักของรายงานฉบับนี้ ต้องการส่งเสริมให้ศูนย์บริการคนพิการทั่วไป ซึ่งมีอยู่นี้ได้รับการสนับสนุนและส่งเสริม โดยเฉพาะวันนี้ทุกท่านคงทราบแล้วว่าเรามีกองทุน ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการที่มีเงินค่าปรับจากการจ้างงานในองค์กรต่าง ๆ ที่ไม่สามารถจะจ้างได้ในอัตรา ๑ ต่อ ๑๐๐ มีเงินค่าปรับเข้ามา วันนี้มีเงินอยู่ในกองทุน ประมาณ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทนะครับ อยู่ในนั้น เราอยากให้กองทุนมาสนับสนุนองค์กร คนพิการต่าง ๆ ที่เป็นผู้พิการก่อตั้งขึ้นมา หรือองค์กรภาคเอกชนอื่น ๆ ที่จะทําหน้าที่ในการ ดูแลคนพิการให้ได้อย่างทั่วถึงนะครับ ถ้าเงินเหล่านี้ได้มาสนับสนุนและทําให้องค์กรเหล่านี้ มีความเข้มแข็ง ก็จะทําให้การบริการสู่คนพิการที่เรามีอยู่ประมาณ ๑.๕ ล้านคน ไปสู่ เป้าหมายที่เราต้องการมากที่สุด ก็คือให้คนพิการพึ่งพาตนเองได้ไม่เป็นภาระกับสังคม แล้วก็ ความภาคภูมิใจของผู้พิการที่จะทําให้ตัวเองนั้นดูแลตนเองได้คงจะเป็นเรื่องที่มีความสําคัญ ซึ่งเป็นปรัชญาหรือหลักการพื้นฐานของผู้พิการทั้งหลายนะครับ อันนี้ก็ขออนุญาตเรียนว่า วัตถุประสงค์ของรายงานฉบับนี้ต้องการสนับสนุน ส่งเสริมศูนย์บริการคนพิการทั่วไป ก็จะทําให้การทําหน้าที่หรือดูแลคนพิการนั้นสามารถดําเนินการไปสู่ความสําเร็จ ก็จะไป อุดช่องว่าง หรือเป็นการแก้ไขปัญหาให้กับคนพิการดังที่ผมได้เรียนแล้วนะครับ
เพราะฉะนั้นผมขอเน้นย้ําในตอนท้ายก่อนที่จะส่งต่อให้ ท่านต่อพงศ์ เสลานนท์ ซึ่งเป็นกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคม ซึ่งท่านก็มีความเชี่ยวชาญแล้วก็ สามารถจะรายงานสถานะต่าง ๆ เพิ่มเติมถึงรายงานฉบับนี้ในลําดับต่อไป แต่อยากจะเรียน ว่าศูนย์บริการคนพิการทั่วไปนี้ต้องการได้รับการส่งเสริมศักยภาพและสนับสนุนให้องค์กร คนพิการได้รับการรับรองตามมาตรฐาน เพราะองค์กรคนพิการถ้าได้รับรองตามมาตรฐาน แล้วถึงจะจัดตั้งเป็นศูนย์บริการคนพิการทั่วไปได้ แล้วก็ควรจะมีการปรับปรุงเกณฑ์ การสนับสนุนจากเงินกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการเพื่อสนับสนุนองค์กร เหล่านี้ให้เข้มแข็งต่อไป ก็ขออนุญาตกราบเรียนโดยสรุปดังนี้ครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเรียนเชิญท่านต่อพงศ์ เสลานนท์
กราบเรียนท่านประธานสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ กระผม นายต่อพงศ์ เสลานนท์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๕๙ ในฐานะ กรรมาธิการ ขออนุญาตที่จะได้อธิบายต่อจากท่านประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูประบบรองรับสังคมสูงวัยและผู้ด้อยโอกาส ท่านวิเชียร ชวลิต นะครับ ในเบื้องต้น ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานแล้วก็ท่านสมาชิกทุกท่านนะครับว่า ความเป็นจริง ที่เกิดขึ้นในสังคมของบ้านเราปัจจุบันที่มีคนพิการประมาณ ๑.๕ ล้านคน ซึ่งตัวเลข ๑.๕ ล้านคนนี้นะครับ จริง ๆ คนพิการในบ้านเรามีมากกว่านั้น แต่ที่มาจดทะเบียนอยู่ที่ ประมาณ ๑.๕ ล้านคน แต่ถ้าเกิดมองถึงตัวเลขสะสมของจํานวนคนพิการที่เคยจดทะเบียน หรือทําบัตรคนพิการมา ตัวเลขจะอยู่ที่ประมาณ ๒,๐๐๐,๐๐๐ คน ก็คือที่ประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ คนเสียชีวิตไปแล้ว ยังเหลือที่มีชีวิต อยู่ที่ประมาณ ๑.๕ ล้านคน แล้วก็ยังอยู่ใน กระบวนการที่ยังไม่ออกมาสู่การจดทะเบียนหรือว่าการทําบัตรคนพิการตามกฎหมาย ก็อีกจํานวนหนึ่ง ซึ่งตัวเลขของสํานักงานสถิติแห่งชาติก็จะประมาณการไว้ว่าคนพิการน่าจะมี อยู่ที่ประมาณเกือบ ๆ ๒,๐๐๐,๐๐๐ คนที่ยังมีชีวิตอยู่นะครับ ก็ยังมีช่องว่างอีกพอสมควร ผมเรียนครับว่าไม่มีใครอยากพิการหรอกครับ ไม่มีใครอยากเกิดมาแล้วกลายเป็นคนพิการ ไม่มีใครอยากโตขึ้นแล้ว ทํางานแล้ว แล้วต้องกลับมาเป็นคนพิการ เพราะความพิการ เมื่อเป็นแล้วจากสภาวะสังคม จากความเป็นจริงในปัจจุบัน เมื่อคนทั่วไปกลายเป็นคนพิการ ก็จะเข้าสู่กลุ่มคนที่จากที่เคยพึ่งพาตัวเองได้ จากที่เคยยืนอยู่ในสังคมได้อย่างมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี ก็จะกลับกลายเป็นคนที่ต้องพึ่งพาคนอื่น แล้วก็เป็นคนที่ต้องอยู่ภายใต้การร้องขอ อยู่ตลอดเวลา ซึ่งผมเชื่อว่าชีวิตมนุษย์สักคนนี้นะครับ ไม่มีใครประสงค์ที่อยากจะทําร้าย ทําลายตัวเองหรืออธิษฐานให้ตัวเองกลายเป็นคนพิการ แต่ในความเป็นจริงที่เกิดขึ้นกับ ชีวิตมนุษย์ เราเองก็คงไม่สามารถที่จะกําหนดว่าเราจะเป็นอะไรได้ ได้เต็มที่ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นแล้วสิ่งที่รายงานฉบับนี้หรือว่าทิศทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ของบ้านเรา ของประเทศเราดําเนินการมาในช่วงประมาณ ๒๐ กว่าปีนี้ ก็คือทําอย่างไรที่จะ ทําให้คนที่พิการเขาสามารถที่จะยืนอยู่ในสังคมนี้ได้อย่างมีเกียรติมีศักดิ์ศรี อย่างสามารถ ที่จะพึ่งพาตัวเองได้เช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป เช่นเดียวกับบุคคลทั่วไป นี่คือหัวใจสําคัญ ที่สุด ซึ่งกระบวนการในการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการนี้ ในกรอบการทํางานของ ไม่ว่า จะเป็นระหว่างประเทศหรือในประเทศไทย เราจะแบ่งออกเป็น ๔ กรอบหลัก ๔ ด้านหลัก ๑. คือด้านสาธารณสุขหรือทางการแพทย์ ๒. คือด้านการศึกษา ๓. คือด้านการประกอบอาชีพ การมีงานทํา และ ๔. คือด้านการมีส่วนร่วมหรือการยอมรับทางสังคม ต้องเรียนว่าทั้ง ๔ ด้านนี้ คือกรอบที่ใช้ในการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ ต้องกราบเรียนท่านประธานและท่านสมาชิก ให้ทราบข้อมูลอีก ๑ เรื่องนะครับว่า ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการของบ้านเรานี้ โดยความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐแล้วก็ภาคประชาสังคม ต้องเรียนว่าในระดับที่เป็น กฎหมาย ทั้งกฎหมายแม่บทในระดับรัฐธรรมนูญหรือว่ากฎหมายลําดับรอง อย่างเช่น พ.ร.บ. ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ แล้วก็กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับหลาย ๆ เรื่องนะครับ ต้องบอกว่าประเทศไทยเราเป็นประเทศ ที่มีระบบกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับด้านคนพิการก้าวหน้ามาก บทพิสูจน์อันหนึ่งนั้นนะครับ ที่ต้องเรียนเป็นข้อมูลก็คือว่า ประเทศในโลกนี้นะครับเรามีอนุสัญญาฉบับหนึ่งเป็นกฎหมาย ระหว่างประเทศ เรียกว่า อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ ตอนนี้มีการเลือกตั้งกรรมการ ว่าด้วยอนุสัญญาสิทธิคนพิการของยูเอ็น (UN) ไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ก็ปรากฏว่าคนไทย ของเรานะครับ ก็คือท่านอาจารย์มณเฑียร บุญตัน ท่าน สนช. มณเฑียร บุญตัน ก็ได้รับ คัดเลือกด้วยคะแนนเสียงเป็นอันดับที่ ๔ ชนะในหลายประเทศ ปัจจัยอันหนึ่งก็เพราะว่า การมองไปที่ตัวบทกฎหมายต่าง ๆ ของประเทศไทยเรามีความก้าวหน้าค่อนข้างมาก ได้รับ การยอมรับ
แต่ในความเป็นจริงที่เป็นปัญหาอยู่ในปัจจุบันนี้ก็คือ สิทธิต่าง ๆ ที่ถูกบัญญัติไว้ ในกฎหมายนี้ยังไม่ใช่สิทธิที่เป็นจริงที่คนพิการ ๑.๕ ล้านคนสามารถจับต้องได้ มันจึงมี การรณรงค์ในโลกของเราหรือในประเทศของเรา เราใช้คําว่า เนกซ์ เดอะ ไรต์ เรียล (Next the Rights Real) หรือทําสิทธินั้นให้เป็นจริง เพราะฉะนั้นแล้วปัญหาที่เกิดขึ้นกับคนพิการ ตามกรอบการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการทั้ง ๔ กรอบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการสาธารณสุข เรื่องการศึกษา หรือการประกอบอาชีพ หรือการมีส่วนร่วมกับทางสังคม ปัญหาจะติดขัด อยู่ที่สิทธิต่าง ๆ ไปไม่ถึงมือของคนพิการ เพราะฉะนั้นโอกาสที่เขาจะได้ใช้ศักยภาพ ของตัวเองในการมีอาชีพ มีงานทํา หรือโอกาสที่เขาจะได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข อย่างมี ความเสมอภาคเท่าเทียมก็ยังจํากัดอยู่ ต้องเรียนครับว่าในบ้านเรานี่นะครับ หน่วยงานภาครัฐ ที่ดูแลเรื่องคนพิการมีค่อนข้างจํากัด ถ้าจะบอกว่าโรงเรียนสอนเด็กพิการก็มีอยู่แค่ไม่กี่สิบโรง หรืออาจจะไม่ถึง ๑๐๐ โรงถ้ารวมของเอกชนเข้าไปด้วย ถ้าดูถึงศูนย์ฝึกอาชีพคนพิการ หรือสถานสงเคราะห์คนพิการทั้งหลายก็มีอยู่แค่ประมาณ ๑๐-๒๐ แห่ง ซึ่งถ้าเปรียบเทียบ กับขนาดของกลุ่มเป้าหมาย ๑.๕ ล้านคน หรือมากกว่านั้นก็ต้องบอกว่ามีตัวเลขที่ห่างไกล กันมาก เพราะฉะนั้นในการแก้ไขกฎหมายเมื่อปี ๒๕๕๖ ก็คือกฎหมายส่งเสริมและพัฒนา คุณภาพชีวิตคนพิการ ผู้ร่างในขณะนั้นจึงพยายามที่จะพัฒนากลไกการสร้างความร่วมมือ ระหว่างภาครัฐกับภาคประชาสังคมขึ้นมา ซึ่งเรียกว่า ศูนย์บริการคนพิการ ศูนย์นี้จริง ๆ ก็จะคล้าย ๆ กับนโยบายประชารัฐของรัฐบาลปัจจุบัน ก็คือเราไม่ได้สร้างให้เกิดหน่วยงาน ราชการใหม่ หรือทําให้เกิดองค์กรภาคประชาชนใหม่ แต่เราทําให้หน่วยงานและองค์กร ต่าง ๆ ที่มีอยู่แล้วเขาสามารถที่จะมีหน้าที่ตามกฎหมาย แล้วก็ทําหน้าที่ในการที่จะอํานวย สิทธิประโยชน์หรือว่าเสริมโอกาสต่าง ๆ ให้ไปถึงมือคนพิการ ผมเข้าใจว่าท่านประธาน ซึ่งเป็นนักรัฐศาสตร์ และท่านสมาชิกหลายท่านที่เป็นนักปกครองมีประสบการณ์ก็ทราบว่า ไม่มีรัฐไหนหรอกครับที่กลไกของรัฐสมบูรณ์ครบรอบหรือว่าคลอบคลุมไปทั่วถึงหมด ก็ต้องมี กลไกภาคส่วนต่าง ๆ ที่เข้ามาเป็นต่อแขนงหรือช่วยภาครัฐในการทํางานเพื่อทําให้มือของรัฐ จะเอื้อมไปถึงประชาชนได้ทุกหย่อมหญ้า เพราะฉะนั้นศูนย์บริการคนพิการที่เราเรียกว่า ศูนย์บริการคนพิการทั่วไป จึงจะเป็นคําตอบในการที่ทําให้ตรงไหนมีคนพิการเยอะก็สามารถ ที่จะให้หน่วยงานหรือองค์กรด้านคนพิการ หรือแม้กระทั่งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตรงนั้น เติมความเชี่ยวชาญแล้วก็สามารถที่จะบรรจุหน้าที่ต่าง ๆ ตามกฎหมายไปได้ ดังนั้นแล้วการที่ คณะกรรมาธิการได้ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานและที่ประชุมเพื่อนําเสนอรายงาน ชุดนี้จึงมีจุดมุ่งหมายอย่างที่ท่านประธานอนุกรรมาธิการ ท่านวิเชียร ชวลิต ขออนุญาต ที่เอ่ยนาม ได้บอกไว้ก็คือ การที่เราต้องการที่จะให้ศูนย์บริการนี้เป็นหน่วยงานที่จะอุดช่องว่าง ที่จะเสริมเติมเต็ม การเข้าไปให้ความช่วยเหลือคนพิการ ท่านครับ ในจํานวนคนพิการ ๑.๕ ล้านคน มีคนพิการ ที่มีงานทําอยู่แค่ประมาณ ๒๐๐,๐๐๐-๓๐๐,๐๐๐ คน แต่มีคนพิการที่มีศักยภาพที่ทํางานได้ อย่างน้อยอีก ๕๐๐,๐๐๐-๖๐๐,๐๐๐ คน ถ้าเราไม่สามารถลดกลุ่มเป้าหมายที่ต้องได้รับ การพึ่งพาให้มีจํานวนลดลง สวัสดิการของรัฐอย่างไรก็ไม่พอครับ สิ่งที่ผม สิ่งที่คณะกรรมาธิการ สิ่งที่องค์กรคนพิการอยากให้เกิดขึ้น คือถ้าเราทําให้คนที่เขายังสามารถพึ่งพาตนเองได้ ได้มาเป็นคนที่มีงานทํา มีศักยภาพ มีอาชีพ เต็มจํานวนตามที่พึงจะเป็น อย่างเช่น เพิ่มจาก ๒๐๐,๐๐๐ คน เป็น ๗๐๐,๐๐๐ คน หรือ ๘๐๐,๐๐๐ คน ผมเชื่อว่าประโยชน์ที่เกิดขึ้น คงไม่ใช่เฉพาะตัวคนพิการคนนั้น แต่ประโยชน์ก็คงจะเกิดขึ้นกับการพัฒนาประเทศ ในอนาคตด้วย ถ้าประเทศไทยของเรานี้นะครับประชากรทุกคนเป็นที่เขาเรียกว่า แอ็กทิฟ ซิติเซน (Active Citizen) ถ้าท่านอยู่ในวัยแรงงานท่านสามารถที่จะใช้ความสามารถ ของท่านในการนํามาซึ่งรายได้ พึ่งพาตนเอง โอกาสต่าง ๆ ก็คงจะตกถึงมือเขา ได้รับโอกาส อย่างเต็มที่ และเมื่อคนที่ต้องอยู่ในความดูแลของภาครัฐลดลงผมเชื่อว่าคนเหล่านั้น ก็จะได้สวัสดิการที่ดีขึ้น เพราะว่าก็เข้าใจง่าย ๆ นะครับ ตัวหารต่าง ๆ ก็ลดลง ท้ายสุดนี้ ผมก็ขอบพระคุณท่านประธาน ท่านสมาชิกที่จะได้ช่วยกรุณาให้ข้อสังเกตและข้อเสนอแนะ ต่าง ๆ เพื่อความสมบูรณ์ของรายงานฉบับนี้นะครับ แล้วก็หวังว่าจะได้รับความกรุณา สนับสนุนการเห็นชอบในรายงานฉบับนี้ เรื่อง การพัฒนาศักยภาพศูนย์บริการคนพิการ นะครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะ คณะกรรมาธิการมีท่านใดจะชี้แจงต่อไหมคะ ไม่มีนะคะ ต่อไปนี้เป็นการให้ท่านสมาชิกอภิปรายแสดงความเห็นค่ะ ท่านแรก ท่านคุรุจิต นาครทรรพ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน อดีตปลัดกระทรวงพลังงาน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ เชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพ กระผม คุรุจิต นาครทรรพ ครับ รายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านสังคม เรื่องนี้ก็มีชื่อว่า การพัฒนาศักยภาพศูนย์บริการคนพิการ ซึ่งเมื่ออ่านดูแล้วก็มีข้อสรุปหลัก ๆ อยู่ ๒ ข้อนะครับ ก็คือ
หัวข้อที่ ๑ การจัดตั้งศูนย์บริการคนพิการระดับจังหวัด โดยบอกว่าเป็นไปตาม พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. ๒๕๕๐ โดยเสนอให้จัดตั้งเป็น หน่วยงานในระดับภูมิภาค ๗๗ แห่ง แยกออกมาว่าจะจัดตั้งในปี ๒๕๕๙ ๑๐ จังหวัด ปี ๒๕๖๐ ๑๐ จังหวัด ปี ๒๕๖๑ ๑๕ จังหวัด ปี ๒๕๖๒ ๒๐ จังหวัด แล้วก็ปี ๒๕๖๓ ๑๑ จังหวัด พร้อมทั้งขอสนับสนุนอัตรากําลังข้าราชการประจําศูนย์ในจังหวัด ศูนย์บริการ คนพิการจังหวัดละ ๒ อัตรา รวม ๑๕๔ อัตรา แบ่งเป็นผู้อํานวยการศูนย์บริการคนพิการ ระดับจังหวัด ระดับชํานาญการพิเศษ ๑ คน แล้วก็นักวิชาการเงินและบัญชีอีก ๑ คน
หัวข้อที่ ๒ ก็คือส่งเสริมสนับสนุนศูนย์บริการคนพิการทั่วไป ซึ่งที่ผ่านมา ได้ออกใบอนุญาตให้มีการจัดตั้งอยู่ทั่วประเทศ มีศูนย์บริการคนพิการทั่วไปอยู่ปัจจุบัน ๘๒๙ ศูนย์ แจ้งเป็นองค์กรด้านคนพิการที่ได้รับรองมาตรฐานโดยภาคเอกชน ๕๘ ศูนย์ และโดยส่วนราชการท้องถิ่นหรือหน่วยงานของภาครัฐอื่นอีก ๗๗๑ ศูนย์ ก็เพื่อมีเป้าหมาย ที่จะให้องค์กรคนพิการได้รับรองมาตรฐาน เป็นศูนย์บริการที่มีคุณภาพ มีความเข้มแข็ง ท่านประธานครับ สิ่งที่ท่านวิเชียรหรือท่านต่อพงศ์ได้พูดนี่ผมเห็นด้วยในหลักการนะครับ ก็คือว่าคนพิการในประเทศไทยเราต้องดูแลให้เขามีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และที่สําคัญก็คือ ดูแลให้เขาพึ่งพาตนเอง ช่วยเหลือตนเองให้ได้มากที่สุด ให้สามารถดํารงชีวิตได้อย่าง มีคุณภาพพึ่งตนเองได้ และคนพิการที่พึ่งตนเองไม่ได้จริง ๆ หรือช่วยเหลือตนเองไม่ได้จริง ๆ ศูนย์บริการของรัฐหรือศูนย์บริการของเอกชนจึงจะเข้าไปช่วยเหลือ แล้วจริง ๆ สิ่งที่ไม่ได้ อยู่ในรายงานเป็นข้อเสนอ แต่ก็มีความสําคัญ ท่านต่อพงศ์ก็พูด ก็คือการฝึกอาชีพคนพิการ ให้เขาสามารถประกอบอาชีพสุจริต พึ่งพาตนเองได้ อันจะนํามาซึ่งศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ได้ดีที่สุด
ในเรื่องการส่งเสริมให้มีศูนย์บริการคนพิการทั่วไป ซึ่งมีอยู่แล้ว ๘๐๐ กว่าศูนย์ ผมก็เห็นด้วยนะครับ แล้วก็ควรจะผ่องถ่ายให้ภาคเอกชนหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทําได้ดีที่สุดนะครับ สิ่งที่ผมอาจจะมีปัญหาหรือเป็นกังวลก็คือ หัวข้อแรกที่ท่านจะเสนอ ให้แยกศูนย์บริการคนพิการเป็นหน่วยราชการระดับภูมิภาคในระดับจังหวัด ๗๗ แห่ง แล้วขออัตรา ๑๕๔ อัตรา ผมยังมองไม่ออกว่ามันจะช่วยให้พัฒนาศักยภาพศูนย์บริการ คนพิการและพัฒนาคุณภาพคนพิการตามปรัชญาที่ท่านอยากจะเห็นอย่างไร ท่านก็บอกว่า ศูนย์บริการคนพิการของราชการนี้จะเป็นเรกูเลเตอร์ (Regulator) ส่วนศูนย์บริการทั่วไป จะเป็นผู้ปฏิบัติโอเปอเรเตอร์ (Operator) แต่เราจําเป็นต้องใช้กรอบของกระทรวงมหาดไทย ๗๗ จังหวัดมาทําเป็นศูนย์บริการวิชาการอย่างนี้หรือเปล่า ศูนย์บริการอย่างนี้หรือเปล่า นะครับ ถ้าจําเป็นที่จะต้องให้ไลเซนส์ (License) หรือให้คําแนะนํา เริ่มโดยการตั้งเป็นเขต ก่อนได้ไหมสัก ๖ เขต หรือ ๘ เขต หรือ ๑๒ เขต มันจะได้ไม่สิ้นเปลืองงบประมาณมาก แล้วเขาก็ไม่ได้เป็นคนปฏิบัติ เป็นคนออกใบอนุญาตตรวจมาตรฐานต่าง ๆ เอาเงินนี้ไปทุ่ม ให้เป็นเงินอุดหนุนศูนย์บริการหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไปทําศูนย์ฝึกอาชีพ หรือศูนย์บริการคนพิการที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้จริง ๆ จะดีกว่าหรือไม่นะครับ ในการที่ท่าน จะตั้งออกมาเป็นหน่วยงานภูมิภาคจังหวัดนี่ นอกจากจะต้องมีอัตรากําลังเพิ่ม ผูกพัน งบประมาณแล้วปรากฏว่าออฟฟิศ (Office) ท่านก็จะต้องทําให้ได้มาตรฐานบริการคนพิการ ซึ่งศาลากลางจังหวัดส่วนใหญ่ก็จะมีอยู่แล้วนะครับ แต่ว่าศาลากลางจังหวัดเก่า ๆ ก็จะต้อง ต่อเติมให้มัน เพราะฉะนั้นทําไมจะต้องไปแยกออกมาจาก พม. จังหวัด หรือถ้าหาก มีความจําเป็นก็ตั้งเป็นศูนย์บริการเป็นส่วนกลางแล้วก็อยู่ในภูมิภาค แล้วมันก็จะแชร์ รีซอร์ซ (Share Resource) ได้ เพราะว่าคนพิการที่ท่านบอกว่ามี ๑.๕ ล้านคนมันไม่ได้ กระจาย เอา ๗๗ หารแล้วอยู่เท่ากันหมดนี่ครับ มันก็จะอยู่ในจังหวัดใหญ่ แล้วจังหวัดใหญ่ ก็ต้องการช่วยเหลือมากกว่า เพราะฉะนั้นการออกแบบพัฒนาศักยภาพคนพิการในหัวข้อแรก คือตั้งหน่วยงานระดับภูมิภาค ๗๗ แห่งนี่ผมไม่ค่อยจะเห็นด้วยนะครับ แต่ผมเห็นด้วย ที่ท่านจะพัฒนาศูนย์ฝึกอาชีพ แล้วก็ศูนย์บริการทั่วไปของคนพิการตามปรัชญาที่ท่านตั้งไว้ ให้เงินไปเลย ให้เอกชนเขาไปทําเอง เหมือนมหาวิทยาลัยเขาก็ออกไปเป็นในกํากับของรัฐ มีความคล่องตัว มีอิสรภาพ มีนวัตกรรมที่จะมาช่วยคนพิการต่าง ๆ นะครับ เงินกองทุน ท่านก็มี ท่านก็บอกเราตอนนี้มีอยู่ตั้ง ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทนะครับ อันนี้ก็อยากจะฝากไว้ นะครับ แล้วก็อยากจะให้ท่านเน้นในเรื่องศูนย์ฝึกอาชีพคนพิการ เพื่อให้เขาพึ่งตนเองได้ นั่นจะนําศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์มาได้ดีกว่านะครับ
ประการสุดท้าย ก็คือว่าปัจจุบันกฎหมายซึ่งก็อย่างที่ท่านบอกว่าเรามีความ ก้าวหน้ามาก ประเทศไทยนี่เป็นที่รีคอกไนซ์ (Recognize) มีกฎหมายให้แจ้งสัดส่วนคนพิการ ในที่ทํางาน ผมเป็นหน่วยราชการก็ต้องทําเมื่อมีหนังสือเวียนมา แต่คนพิการไม่ใช่คนพิการ ขาหัก แขนหักอย่างเดียวนะครับ บางทีก็อาจจะเป็นหูหนวก ก็เข้ามาทํางานได้ หรือตาบอด ก็เข้ามาทํางานได้เราก็ทํานะครับ เราก็ทําอยู่ เพราะฉะนั้นจริงอย่างที่ท่านว่าก็คือว่า เรื่องกฎหมายคุ้มครองคนพิการของประเทศไทยเราแอดวานซ์ (Advance) ไปมากนะครับ แล้วก็ควรจะส่งเสริมแนวทางนี้ให้เขารับคนพิการเข้าทํางาน แต่จะรับคนพิการได้ทํางาน คนพิการก็ต้องฝึกอาชีพด้วย ก็ศูนย์ฝึกอาชีพนี้นะครับ เพราะฉะนั้นโดยรวมผมก็เป็นห่วง แล้วก็กังวลจริง ๆ นะครับว่าสิ่งที่ท่านออกแบบมามันจะเป็นไปตามหัวข้อที่ท่านบอกว่า พัฒนาศักยภาพศูนย์บริการคนพิการหรือเปล่า โดยเฉพาะในเรื่องของการตั้งศูนย์บริการ คนพิการจังหวัดเป็นหน่วยราชการในภูมิภาค ๗๗ แห่ง ขออัตรา ๑๕๔ อัตรา ไม่ทราบว่า ท่านจะผิดมติ ครม. ต้องไปปรึกษา ก.พ.ร. ในเรื่องนี้หรือเปล่า และเป็นการใช้เงินที่คุ้มค่า หรือเปล่า แต่ควรจะใช้เงินไปในเรื่องของศูนย์ฝึกอาชีพและศูนย์บริการทั่วไปที่เอกชน องค์กรเอกชนหรือ อปท. เขาทําน่าจะเหมาะสมกว่า ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปเรียนเชิญ ท่านนิกร จํานง อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เรียนเชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นิกร จํานง สมาชิก สปท. ลําดับที่ ๗๙ เป็นวาระที่ผมมีความตั้งใจมากที่จะมาอภิปรายในวันนี้ เพราะว่าเมื่อเช้านี้ ท่านประธานสังเกตผมจะผูกเนกไท (Necktie) พิเศษมา วันนี้ไม่ใช่เป็นเนกไท (Necktie) ไว้ทุกข์ที่ผมจะต้องไว้ทุกข์ต่อเนื่องไป ขออนุญาตท่านบรรหารแล้วเพราะว่าเป็นเนกไท (Necktie) เฟสปิกเกมส์ (FESPIC Games) ท่านต่อพงศ์คงจะไม่ได้เห็นเก็บไว้ ๑๖ ปีแล้ว มีอยู่ ๒-๓ เส้น ก็เป็นความภูมิใจที่เราได้ทํางานกันในคราวนั้น ผมเรียนท่านประธานว่า ผมเองได้ทําเรื่องเกี่ยวกับคนพิการมานานพอสมควร สมัยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ก็เป็นกรรมาธิการอย่างเดียวเลย คือกรรมาธิการสวัสดิการสังคม ก็มีเรื่องคนพิการเข้ามา แต่ผมมาเจอเรื่องคนพิการที่จัง ๆ มากก็คือว่าตอนช่วงที่ท่านบรรหารเป็นนายกรัฐมนตรี ปี ๒๕๓๘ ปรากฏว่าในขณะนั้นคือคนพิการเองเขาต่อสู้มา ท่านต่อพงษ์ครับ สู้มายาวนานมาก แล้วสู้ผมเรียกว่า สู้กันบนพื้นดิน ท่านต่อพงษ์เหมือนกันตอนนั้น ท่านต่อพงษ์ท่านไม่อยู่แล้ว ตอนนี้ ท่านต่อพงษ์ กุลครรชิต นายกสมาคมคนพิการ ในช่วงนั้นนะครับ เขายกพวกไป ขนมาจากจังหวัดชลบุรีไปล้อมบ้านนายกรัฐมนตรีบรรหารไว้ มีการประท้วง มีการเรียกร้อง ให้นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นดําเนินการช่วยเหลือคนพิการ ผมเองขณะนั้นเป็นที่ปรึกษา นายกรัฐมนตรี เป็นหน่วยหน้าไปกรุยทางให้ท่านบรรหารไปอยู่ที่ทําเนียบรัฐบาลก่อน ผมก็ไป ก็ไปคุยเราก็เปิดบ้านที่บ้านจรัญสนิทวงศ์ให้ท่านต่อพงษ์แล้วก็ท่านทั้งหลายให้เข้าไปในบ้าน วันนั้นฝนตกมาก ก็เปียกกันม่อลอกม่อแลก ประเด็นก็คือว่าเขาไปสู้เรื่องอะไรท่านประธาน ไปสู้เรื่องว่าเขามีการทํารถไฟบีทีเอส (BTS) แล้วในประเทศเราในการทํามองไม่เห็นคนพิการเลย ไม่มี เขาใช้ไม่ได้ หมายถึงคนพิการในขณะนั้น ท่านต่อพงษ์ คนละต่อพงศ์นะครับ ท่านนั้นไปอยู่บนสวรรค์แล้วนะครับ ท่านเสียชีวิตไปแล้ว ก็คือว่าเรียกร้องว่าให้มีการบริการ ตรงนี้ให้คนพิการสามารถใช้ระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานให้ได้ ในขณะนั้นเราไม่เคยสนใจ การช่วยเหลือคนพิการจะอยู่ที่กรมประชาสงเคราะห์ เป็นเรื่องสงเคราะห์ไม่ใช่เป็นเรื่องอื่น ดังนั้นเขาก็สู้อย่างที่ผมเรียนแล้ว แล้วก็สู้กันมา ผมเรียนว่าในการต่อสู้คราวนั้นนายกรัฐมนตรี ยังช่วยไม่ได้ เพราะสัญญาไปทํากับเอกชนแล้วไม่สามารถจะเพิ่มได้ เพิ่มได้ก็เป็นการร้องขอ ได้แค่ ๕ สถานี แล้วผมก็เรียนว่าการต่อสู้มันซับซ้อนแค่ไหน สู้กันหนักแค่ไหนในคราวนั้น เพิ่งเมื่อปี ๒๕๕๘ นี้เองเพิ่งปี ๒๕๕๘ คือปีที่แล้ว ที่สู้กันคราวนั้นปี ๒๕๓๘ ๒๐ ปีครับ ท่านประธาน ศาลฎีกาเพิ่งตัดสินเมื่อปีที่แล้ว ว่าให้สมาคมคนพิการที่ยื่นฟ้องในขณะนั้น บังคับให้บีทีเอส (BTS) ติดลิฟต์ทุกสถานี เมื่อปีที่แล้วนี้เอง สู้มา ๒๐ ปี คนที่นําในการ ต่อสู้ไปอยู่สวรรค์แล้ว ผมยังจุดธูปไปบอกพี่ต่อพงษ์ว่าที่พี่สู้สําเร็จแล้ว ประเด็นคือเป็นเรื่องที่ หนักหนาสาหัสมาก ผมเองก็ได้สัมผัสอีกแล้วก็ต่อเนื่องมา อยากจะขอเวลาท่านประธาน สักนิดหนึ่งว่าเรื่องนี้มันรู้สึกอยู่ในใจ หลังจากนั้นมาคนที่ไปสู้กันในวันนั้นด้วย ผมไปเจอเขา ที่หัวหมาก กําลังเข็นรถล้อวีลแชร์ (Wheelchair) ข้ามไปเอฟบีที (FBT) ถามว่ามาทําไม เขาบอกว่ามาซื้อเสื้อ เพราะเขาไปแข่งขันกีฬา เขาเป็นนักกีฬา คนที่มาสู้กับพี่ต่อพงษ์วันนั้น ที่บ้านท่านบรรหาร เป็นนักกีฬาบาสเกตบอลวีลแชร์ (Wheelchair) แล้วเขาก็บอกไม่มีใครช่วยพวกผมเลย พวกผมต้องเรี่ยไรเงินกันเองซื้อชุดกีฬา ผมได้ฟังแล้ว ผมก็บอกว่าถ้าอย่างนั้นผมจะช่วยคุณ ผมก็เป็นคนที่สังคมไม่สนใจ ผมก็เอาพวกที่สังคม แบบไม่เข้าใจ ก็คือพวกร็อกกรุ๊ป (Rock Group) ผมรวมวงวีไอพี (VIP) ตอนนั้นครับ วีไอพี (VIP) แตกวงใช่ไหม แหลม มอริสัน อะไรพวกนั้น เพื่อน ๆ กับ กิตติ กีต้าร์ปืน มารวมจัด คอนเสิร์ตถ่ายทอดสด หาเงินมาช่วยคนพิการ กีฬาคนพิการในขณะนั้น ได้เงินมา ๒๐๐,๐๐๐ บาทท่านประธาน พอเอาไปให้เขา เขาบอกว่าวอลเลย์บอลเราก็ใช้ได้แค่ การแข่งขันที่เชียงใหม่ครั้งนี้ ที่เหลือยังมีปัญหาอีกอย่าง ผมเป็นที่ปรึกษาอยู่กระทรวงศึกษาธิการ อยู่ตอนนั้น เขาก็บอกว่าเฟสปิกเกมส์ (FESPIC Games) เราไม่จัด เพราะว่าเราจัดไม่ไหว เขาก็เลยดึงเรื่องเฟสปิกเกมส์ (FESPIC Games) ปกติเป็นหน้าที่ของกรมพลศึกษาที่จะต้อง ดูแล ก็มีการโอนงานเฟสปิกเกมส์ (FESPIC Games) ไปอยู่สํานักนายกรัฐมนตรี เพราะไปอยู่ กับการกีฬาแห่งประเทศไทย ก็ปรากฏว่าไปอยู่ตรงนั้นแล้วก็กะว่าจะไม่จัด เพราะว่าจะให้ ประเทศอื่นเขาจัด คือเราให้เงินเขาได้ แล้วให้เขาไปช่วยจัดประเทศอื่น คือเราไม่ต้องรับผิดชอบ ผมก็ไปเรียนท่านบรรหารว่าเราน่าจะไปดูแลเรื่องนี้ให้ได้ เพราะว่าผมคุยกับนักกีฬา ก็คือว่า เราคิดว่าเขาควรจะสู้ว่าเขาอยู่ในประเทศนี้เหมือนกัน วิธีสู้นี่ผมยังจําคําได้ว่า ผมบอกว่า ยู แฮฟ ทู ไฟต์ ฟอร์ ยัวร์เซลฟ์ (You have to fight for yourself) คือทําเรื่องนี้ก็ไปคุย หลังจากนั้นท่านบรรหารเองก็ขอ ครม. ท่านไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ท่านเลยมาแล้ว ตอนนั้น ท่านสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ คุณกัญจนา ศิลปอาชา เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ขอให้ ครม. มีมติโอนงานที่เดิมเป็นของ กรมพลศึกษากลับมาที่กระทรวงศึกษาธิการ มาอยู่ที่กรมพลศึกษา แล้วก็ไปจัดการทําเรื่องนี้ ท่านเข้าไป ๓ วันครั้ง ผมไปเช่าอพาร์ตเมนต์ (Apartment) อยู่ที่ศูนย์ธรรมศาสตร์ตอนนั้น เพื่อจะดูแลงานพวกนี้ ปรากฏว่าเราทํากันท่านประธาน ทําทุกอย่างนะครับ เตรียมทีมแล้วก็ ดําเนินการ แล้วก็ไปขอให้เอกชนเขามาช่วย แม้แต่ทําเนกไท (Necktie) แบบนี้ขายเพื่อ หาเงินมา ครั้งนั้นเราทํากันสําเร็จมาก เพราะว่าคนได้เห็นว่านักกีฬาคนพิการมีศักยภาพ คนพิการมีตัวตนอยู่ เขามีอยู่ แล้วเขาก็สามารถสร้างชื่อเสียงให้ประเทศได้ เขามีความสามารถ เขาไม่มีแขนไม่มีขาเขาว่ายน้ําได้ เอาเหรียญทองมาให้เราได้ เป็นชื่อเสียงของเรา ช่วงนั้น ประสบความสําเร็จมาก เป็นครั้งแรกที่คนพิการได้รับการช่วยเหลือในประเทศนี้ ก็คือว่าทุกคน รู้ว่าคนพิการก็มี เพราะว่าที่คุยกับท่านต่อพงษ์ครับว่า ถ้าคุณจะสู้แบบนี้เขาทําถนนครั้งหนึ่ง ทําบันไดครั้งหนึ่ง คุณก็ต้องไปประท้วง ประท้วง ประท้วง ประท้วง สู้ให้เขารู้ว่าเรามีอยู่ก่อน แล้วเขาจะได้ทําให้ ปัจจุบันนี้ หลังจากนั้นท่านบรรหารไปทํารถไฟไต้ดินก็สัญญาว่ารถไฟใต้ดิน จะต้องมีโลว์ฟลอร์ (Low Floor) ก็คือว่ารถคนพิการสามารถจะใช้ได้ มีปุ่มที่ว่าสามารถจะใช้ไม้ ท่านต่อพงษ์ก็สามารถจะดูได้ว่าไปทางไหนที่มันเป็นระบบของเรา ลิฟต์ก็มีหมวดอักษร ที่เราสามารถจะกดได้นะครับ ปรากฏว่าครั้งนั้นเฟสปิกเกมส์ (FESPIC Games) เราประสบ ความสําเร็จมากเป็นประเทศในขณะนี้ เราเชิญทั่วโลกมากัน เรามีเงินเหลืออยู่ มีเงินเหลืออยู่ ครั้งนั้นประมาณ ๔๕ ล้านบาท เงินเหลือจากการจัด ก็ตั้งเป็นมูลนิธิพัฒนาคนพิการไทย แล้วก็คุณกัญจนา ศิลปอาชา เป็นประธานนะครับ ผมเป็นกรรมการมา ๑๖ ปีแล้ว แต่หลังจากนั้นการยืนเรื่องนี้ไว้ ผมเรียนท่านประธานว่าเราก็ทําต่อเนื่อง ทุกครั้งที่มี การแข่งขันเราแข่งขันสลับปี ปีเว้นปี ก็คือเป็นพาราเกมส์ (PARA Games) กับเป็นอาเซียน พารา เกมส์ (ASEAN PARA Games) กับในการดําเนินการตรงนี้ นักกีฬาคนพิการจะมาหา ประมาณปีละ ๓๐๐ คน เดิมเราใช้เงินมูลนิธิจากเงินที่ได้จากดอกเบี้ย ตอนนี้ดอกเบี้ยเผลอ ๆ จะต้องจ่ายแทน ดอกเบี้ยไม่มีแล้ว ก็เลยจ่ายไป แต่ตอนแรกจ่ายเป็นรางวัล ตอนหลังเรา เห็นว่าจุดตรงนี้เป็นจุดออริจิน (Origin) ที่สําคัญ เป็นจุดกําเนิดที่สําคัญในการให้รู้ว่าคนพิการ มีอยู่ ยืนให้ตรง ทําชื่อเสียงให้คนประเทศนี้ให้ได้ เขาจะได้เห็นใจ สิ่งที่เราทําก็คือว่าก็เลย ต้องให้เงินเขา เดิมให้เป็นรางวัล ให้รางวัลก็ไม่เหมาะ เพราะเขาไป ๓๐๐ คน เขาได้รางวัล มาเยอะอยู่ เป็นแชมป์ (Champ) แต่ว่าเราก็มาเปลี่ยนเป็นว่าให้คนละ ๒,๐๐๐ บาท ก็คือว่า มูลนิธิให้ ๑,๐๐๐ บาท แล้วก็มูลนิธิบรรหาร-แจ่มใส ให้อีก ๑,๐๐๐ บาท เป็น ๒,๐๐๐ บาท ปีที่แล้ว ปี ๒๕๕๗ เราก็มอบเงินไปให้ ๓๓๖ คน ๓๓๖,๐๐๐ บาท เป็น ๖๗๒,๐๐๐ บาท จากมูลนิธิบรรหาร-แจ่มใส ครึ่งหนึ่ง ของมูลนิธิพัฒนาคนพิการไทยครึ่งหนึ่ง ปีที่แล้ว ก็ ๗๘,๐๐๐ บาทที่ไปแข่งที่ประเทศสิงคโปร์ แล้วประสบความสําเร็จมาก ดังนั้นคนพิการมีอยู่ แล้วก็มูลนิธินี้นะครับได้พัฒนาตัวเองมาช่วยงานตรงนี้ ท่านต่อพงศ์ไม่มี โอกาสได้เห็น แต่ว่าพวกเราเห็นในจอ ภาษามือเป็นการเชื่อมโยงระหว่างมูลนิธิพัฒนา คนพิการไทย ขอประสานกับไปสภาของเรานี่ละ ประสานไปยังมูลนิธิอนุเคราะห์คนหูหนวก ในพระบรมราชูปถัมภ์ ให้มาช่วยดูแลเรื่องนี้ จนขณะนี้เขาเชื่อมกันเองแล้ว เพราะฉะนั้นที่เรา มีอยู่มา ๑๐ กว่าปีแล้ว ภาษามือที่ให้คนที่อยู่ที่บ้านที่ฟังไม่ได้ จะได้รู้ว่าสภาประชุมอะไร ก็เป็นงานของสมาคมพัฒนาคนพิการ ท่านประธานที่เคารพ ในงานที่ท่านเสนอเป็น ศูนย์บริการทั่วไป ผมขอเวลาอีกเล็กน้อยนะครับ ทางศูนย์ตรงนี้ มูลนิธิก็เข้าไปดูแลเป็นศูนย์ เราได้รับงบประมาณจากกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นผู้จัดการ เรื่องเชื่อม เรื่องออนไลน์ (Online) เป็นการส่งเสริม เพราะว่าเว็บไซต์ (Web site) ของมูลนิธิ เป็นเว็บไซต์ (Web site) ที่คนเข้าเยอะมากในการเข้ามาดู ก็เป็นการจัดงานว่ามีงานตรงนี้ ให้คุณมาเชื่อมกัน ทางกระทรวงได้มอบเงินเมื่อปี ๒๕๕๖ ถึงปี ๒๕๕๗ ต้องขอบคุณ เป็นระยะเวลา ๑ ปี ๒,๐๐๐,๐๐๐ กว่าบาท และปีต่อมาก็อีก ๒,๐๐๐,๐๐๐ กว่าบาทนะครับ แล้วก็เป็นการช่วยเหลือตรงนี้ มูลนิธิมาทํา ทีนี้ประเด็นที่ผมอยากจะเรียนว่าขณะนี้ ผมได้คุย กับอาจารย์สุพรธรรม ซึ่งทําเรื่องนี้มา แล้วก็ในกรรมการ เรื่องนี้ว่าจะมาอภิปรายในประเด็น ไหนดี มีประเด็นที่ผมมาฝากในฐานะผมเป็นกรรมการมูลนิธิคนหนึ่ง แล้วก็จากมูลนิธิมา ในเรื่องที่เราเสนอ เรื่องคนพิการทั่วไป ก็เป็นอันว่าทํากันอยู่ ก็เป็นประโยชน์ แต่ศูนย์จังหวัด เป็นประเด็นอย่างนี้ครับท่านประธาน อยากจะฝากประเด็นไปเลยนะครับ ประเด็นเรื่อง ศูนย์จังหวัด สิ่งที่เป็นห่วงกันขณะนี้ก็คือว่า อย่างที่ผมเรียนแล้ว สิ่งสําคัญที่เราจะต้อง ดําเนินการก็คือว่าทําให้ คือเคารพเขา ไม่ใช่ประชาสงเคราะห์ มันเป็นดิวตี (Duty) ไม่ใช่เป็น คอนทริบิวต์ (Contribute) ต้องยอมรับเขา ดังนั้นการแต่งตั้งคนไประดับจังหวัด ถ้าเป็น ระบบราชการทั่วไปเรามั่นใจแค่ไหนว่าเขาจะมีใจเท่ากัน เพราะว่าต้องการคนพิเศษ ไม่ใช่คน ๆ หนึ่งจากกระทรวง ๆ หนึ่งไปอยู่ที่จังหวัด ไม่ใช่ไปอยู่ที่ศูนย์ เขาต้องมีใจมากกว่า นั้นเยอะ ที่จะเข้าใจว่าสิ่งที่ไปทําเป็นหน้าที่ ไม่ใช่เป็นการช่วยเหลือ ไม่ใช่เป็นการสงเคราะห์ ตรงนี้เป็นเรื่องสําคัญ เขาอยากจะมีชีวิตอยู่ ใช่ แต่ว่าอยากจะมีชีวิตอยู่แบบมีศักดิ์ศรี ไม่ใช่ มีอยู่แบบถูกช่วยเหลือ ไม่ใช่ มันเป็นคนละส่วน เราพัฒนามาถึงระดับนี้แล้ว ท่านต่อพงศ์ ก็พูดแล้ว ประเด็นที่ ๒ ถ้าอย่างนั้นก็ต้องฝากว่าต้องคัดคนกันมาอย่างมากมายเลยละ คนที่ต้องมีใจ ดูใจก่อน ไม่ใช่ดูว่าทํางานมาอย่างไร ดูใจกันก่อน ทีนี้กันเหนียวไว้เผื่อว่า คนก็เปลี่ยนใจได้
เพราะฉะนั้นในส่วนนี้ขอเสนอว่าให้มีคนเข้าไปช่วยในภาคประชาสังคม ของจังหวัดนั้น ๆ ไปนั่งเป็นบอร์ด (Board) ที่เขาทํามันจะมีมูลนิธิอื่น ๆ ในจังหวัดนั้น ๆ ในระดับประเทศเราก็มีอยู่แล้ว แต่ในจังหวัดนั้นเข้าไปโคโอเปอเรชัน (Cooperation) กันเป็น บอร์ด (Board) หมายถึงอยู่ข้างนอก หมายถึงว่าเข้าไปช่วย คนเหล่านี้จะได้ช่วยคานคนที่เรา แต่งตั้งเป็นผู้รับผิดชอบตรงนั้นไปได้ ประเด็นต่อมาก็คือว่าศูนย์ตรงนี้ ในการนําเสนอ คือคนพิการเขาเคลื่อนไหวไม่ค่อยได้อยู่แล้ว พอไปอยู่ตรงนั้น นี่เราพูดถึงระดับที่ว่าไปอยู่ที่ จังหวัดแล้วก็ให้มีมูลนิธิต่าง ๆ ที่ทําเรื่องนี้เข้ามาเชื่อมนะครับ จะได้ช่วยกันเพราะว่าการที่ คนทั้งจังหวัดอุบลราชธานีมาช่วยคนอุบลราชธานีที่เป็นคนพิการมันเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ เราเป็นแค่ผู้ประสานงาน ดึงประชาชนมาช่วยประชาชนเขาเอง
ประเด็นปัญหาต่อมาก็คือว่า ในการช่วยเหลือตรงนี้ ขณะนี้ส่วนที่ช่วยจริง ๆ ก็คือท้องถิ่น เมื่อกี้เราพูดถึงระดับภูมิภาคแล้ว เคลียร์ (Clear) แล้วว่าคนของเราต้องเป็น คนที่มีใจ มีจิตใจสูงส่งพอที่จะไปดูงานที่ยิ่งใหญ่ตรงนี้ แล้วเราก็มี โคพาร์ตเนอร์ (Copartner) ที่เป็นประชาสังคมมาดูแล ประเด็นปัญหาคนที่รับผิดชอบจริง ๆ ขณะนี้ก็คือ อบต. อบจ. แล้วก็ระดับตรงนี้ การเชื่อมตรงนี้เป็นเรื่องจําเป็นมาก เพราะว่าคนจะอยู่กับเขา การให้เขาช่วยเหลือสักครึ่งหนึ่ง แล้วก็ทางรัฐบาลกลางช่วยสักครึ่งหนึ่งจะเป็นประโยชน์มาก อย่าให้ใครฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งช่วยตามลําพังนะครับ อย่าให้ไปจากตรงนี้หมด ไปช่วย หรือให้จาก ตรงนั้นหมด มันเป็นการช่วยกันเข้าไป ตรงนี้จะเป็นการช่วยเหลือที่ดีมาก แล้วอีกอย่างหนึ่ง ก็คือว่า ที่ผมเรียนแล้วว่าเราก็คงต้องพัฒนา ขณะนี้มูลนิธิพัฒนาคนพิการไทยใช้ไอที (IT) ในการช่วยเหลือคนพิการ ซึ่งมันเวิร์ก (Work) มาก แต่ในขณะเดียวกันมันเป็นลองแฮนด์ (Longhand) ท่านประธาน สมมุติว่าคนที่จังหวัด อุบลราชธานีอยากจะทํางานส่งงานกันอย่างไรเขาก็ลิงก์ (Link) มาที่สมาคมคนพิการไทย ที่กรุงเทพมหานคร วิสุทธิกษัตริย์ เราก็ได้เรื่องมาแล้วก็ส่งงานมาก็ส่งไปทางไอที (IT) พอเขา ทําเสร็จส่งกลับไปที่กรุงเทพฯ แล้วก็ส่งกลับไปที่จังหวัดอุบลราชธานี เพราะเป็นบริษัทจังหวัด อุบลราชธานีที่อยากจะมี เพราะว่าเป็นการไม่ต้องมาจ่ายค่าใช้จ่าย แล้วเขาก็จะได้ช่วยด้วย หมายถึงบริษัทตามกฎหมายนะครับ ผมขอว่าตรงนี้ให้เป็นชอร์ตแฮนด์ (Shorthand) ก็คือว่า ในศูนย์ในจังหวัดพัฒนาเรื่องไอที (IT) ขึ้นมารับ หมายถึงว่ารับข้อต่อให้เป็นชอร์ตแฮนด์ (Shorthand) หมายความว่าที่จังหวัดอุบลราชธานีคนพิการมีปัญหา ตรงนี้ก็ส่งเรื่องเข้าไปที่ ศูนย์ที่จังหวัดอุบลราชธานี ศูนย์ที่จังหวัดอุบลราชธานีต้องพัฒนาเรื่องไอที (IT) ด้วย แล้วก็ ส่งไปที่บริษัทที่จังหวัดอุบลราชธานี พอเสร็จแล้วการจ่ายเงิน การเชื่อมตรงนี้จะได้อาศัย ศูนย์ตรงนี้เป็นตัวช่วย จะช่วยได้เยอะนะครับ ก็คือว่าพัฒนาเข้าไปในโลกไอที ไซเบอร์ เวิลด์ (IT Cyber World) จะช่วยคนพิการ เพราะคนพิการเขาเคลื่อนไหวไม่ได้ แล้วจากประเด็น เรื่องการเคลื่อนไหวไม่ได้ ท่านประธานที่เคารพครับ ก็ขอว่าอย่านั่งอยู่กับที่ ที่ต้องฝากไปนี้ คือเรามีศูนย์จังหวัด ขอให้โมบาย (Mobile) หมายถึงว่าออกไปหาคนพิการ เพราะคนพิการ ขณะนี้ คือท่านต่อพงศ์พูดแล้วว่าจริง ๆ แล้วที่มีอยู่เป็นทริป ออฟ ดิ ไอซ์เบิร์ก (Trip of the Iceberg) เป็นส่วนบนของภูเขาน้ําแข็ง ข้างล่างมีอีก ๙ ส่วน ที่เรายังไม่รู้ ที่ยังไม่มาลงทะเบียน การออกไปนี้จะพบจะได้รู้ด้วยว่าบางคนเสียชีวิตไปแล้ว จะได้คัดออกแล้วก็เติมเข้าไปใหม่ สิ่งที่เราทําอยู่ขณะนี้อย่าแต่ว่าอย่างไรเลยครับ ผมก็ขอบคุณท่านสมาชิกสภาแห่งนี้ที่ช่วย โดยท่านไม่รู้ตัว คนพิการขณะนี้โปลิโอก็ดีอะไรก็ดีโดยกําเนิดนี้ ทางการแพทย์พัฒนาแล้ว คนพิการปัจจุบันที่ใส่เข้าไปในระบบปีละ ๕,๐๐๐ คน คือคนพิการจากอุบัติเหตุทางถนน เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราทํากันอยู่ขณะนี้ ที่เราออกเป็นนโยบายเรื่องการมาดูแลระบบ ความปลอดภัยทางถนนเป็นการป้องกันไม่ให้เพิ่มคนพิการได้ปีหนึ่งไม่น้อยกว่า ๕,๐๐๐ คน จากข้อมูลรวมนี่ครับ เพราะว่าเราเสียชีวิตอยู่ ๒๐,๐๐๐ กว่าคน ในส่วนนี้เป็นคนพิการ ที่รัฐจะต้องดูแล ถ้าเราหยุดตรงนี้ได้ให้เหลือสมมุติว่า ๒,๐๐๐ คนนี้เขาก็ช่วยไม่ให้ มีคนพิการ คือตัดตั้งแต่ต้นทางเลยไม่ให้มีคนพิการเป็นส่วนนี้
เพราะฉะนั้นประเด็นก็เลยอยากจะสรุปว่าอยากจะขอตั้งข้อสังเกตว่าในส่วน จังหวัดต้องคัดคนที่ดีจริง ๆ เพราะว่านี่มันเป็นงานที่ต้องใช้ซอฟต์แฮนด์ (Softhand) มาก ต้องใช้จิตใจที่สูงส่งมาก แล้วกันเหนียวไว้ก็คือว่าเอาภาคประชาสังคมเข้าไปช่วย แล้วก็ ให้เชื่อมกับทางท้องถิ่น เพราะท้องถิ่นจะช่วยได้เยอะมาก เป็นส่วนที่เป็นอนาคตของคนพิการ ให้เขาช่วยกัน แล้วสุดท้ายก็คือว่ามีการพัฒนาศูนย์ท้องถิ่นให้อัป (Up) ไปอยู่ในระบบไอที (IT) ก็จะช่วยคนพิการ เพราะเขาสามารถทํางานอยู่บ้าน ส่งเข้ามาเป็นออนไลน์ (Online) แล้วก็ส่งไปที่บริษัทเป็นออนไลน์ (Online) ส่งกลับไปกลับมาได้ก็จะเป็นประโยชน์มากครับ นําเรียนท่านประธานผ่านไปยังทางกรรมาธิการด้วยความเคารพครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณท่านนิกรค่ะ ต่อไปเรียนเชิญท่านถวิลวดี บุรีกุล ผู้อํานวยการ สํานักวิจัยพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญ เรียนเชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธาน ดิฉัน ถวิลวดี บุรีกุล สมาชิก หมายเลข ๖๑ นะคะ ดิฉันต้องขอขอบคุณกรรมาธิการชุดนี้ที่ให้ความสําคัญกับเรื่องนี้ แล้วก็ถือว่าเป็นเรื่องที่สําคัญมาก แล้วดิฉันก็เตรียมตัวจนกระทั่งถึงเที่ยงคืนเพื่อที่จะมาพูด ในตอนนี้ เพราะดิฉันไม่ได้มีความรู้มากมายในเรื่องนี้ แต่ว่ามีใจที่จะทําเรื่องนี้นะคะ ดิฉัน เห็นด้วยในเรื่องของการพัฒนาศักยภาพศูนย์บริการคนพิการ วันนี้ดิฉันมีหลายประเด็นที่จะ มาแลกเปลี่ยน แล้วก็อยากจะเสนอให้เพิ่มเติมในรายงานนี้ เพราะว่ารายงานของท่านยังไม่สุด คือยังมีหลายประเด็นที่น่าจะเพิ่มเติมได้อีกเยอะเลยนะคะ
เริ่มแรกในเรื่องของคนพิการ ดิฉันมองว่าคนพิการมีหลายประเภท เพราะฉะนั้นสิ่งที่สําคัญที่จะต้องมองในการพัฒนาศักยภาพศูนย์บริการคนพิการ ไม่ใช่เพียง ตั้งผู้อํานวยการ แล้วก็มีเจ้าหน้าที่มาคอยดูแลเท่านั้น ดิฉันคิดว่าสิ่งที่สําคัญก็คือทําอย่างไร ถึงจะให้ผู้พิการได้ใช้ศักยภาพของเขา อันนั้นสําคัญมากกว่า แล้วก็จะมีความหมายมาก เพราะว่าถ้าเราดูเรื่องของคนพิการเราก็ต้องดูว่ามันมีความแตกต่างกัน ท่านก็ทราบดีว่า มีทั้งคนที่พิการทางกาย พิการทางจิตใจและสมอง รวมทั้งพิการในการพัฒนา ที่เขาเรียกว่า ดีเวลลอปเมนทัลดิสอะบิลิตี (Developmental Disability) มีฟีซิคัลดิสอะบิลิตี (Physical Disability) แล้วเมนทัลดิสอะบิลิตี (Mental Disability) ซึ่งบุคคลเหล่านี้มีความแตกต่างกัน เพราะฉะนั้นศูนย์นี้คนที่จะมาดูแล อย่างที่ท่าน สปท. นิกรได้พูดถึงนะคะ จะต้องมีใจ แค่ใจก็ไม่พอนะคะ ท่านไม่ได้พูดถึงคุณสมบัติของเขา เพราะว่าคนที่จะมาดูแลเรื่องนี้ต้องมีความสามารถ ต้องมีความรู้ มีความเชี่ยวชาญในเรื่อง ที่เกี่ยวข้องกับคนพิการโดยเฉพาะ นอกจากนี้เราก็ไม่ได้เน้นไปในเรื่องของภารกิจอื่น ๆ หรือเรื่องของการทําให้ศูนย์นี้มีความสามารถที่จะรองรับคนพิการได้จริง เพราะว่าไม่ได้ไป พูดถึงเรื่องของการที่จะฟื้นฟูคนพิการ ท่านอาจจะบอกว่าก็ไปเป็นเรื่องของหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เป็นเรื่องของการฟื้นฟูอะไร เพราะฉะนั้นมันไม่การันตี (Guarantee) ได้เลยว่า เมื่อมีการพัฒนาศักยภาพคือมี ผอ. ไปอยู่ทุกจังหวัดแล้ว แล้ววอตส์เนกซ์ (What’s next) ที่จะ การันตี (Guarantee) ได้ว่าคนพิการจะเข้าถึงเรื่องของการพัฒนาในเรื่องของการฟื้นฟู หรือเรื่องของการดูแลทางการแพทย์ หรือเรื่องของการเข้าสู่สังคม หรือเรื่องของการศึกษา ตลอดชีวิตของเขา หรือเรื่องของการพัฒนาอาชีพ เราไม่ได้ดูในเรื่องนั้นเลย เพราะว่า ถ้าจะเป็นเรื่องของการพัฒนาอาชีพ ดิฉันคิดว่าศูนย์นี้จะต้องดูแลในหลาย ๆ มิติ ตั้งแต่ ในเรื่องของพรีโวเคชันนัลอีวาลูเอชัน (Prevocational Evaluation) ในเรื่องของการประเมิน ความพิการในทุกระดับ ในเรื่องของการทํางาน ในเรื่องของสภาพจิตใจ ในเรื่องของการ เข้าสังคม ซึ่งสิ่งเหล่านี้ดิฉันไม่แน่ใจว่า ผอ. ที่เข้าไปจะมีความสามารถมากน้อยแค่ไหน แล้วจะเอาใครเป็นคนมาทํา นอกจากนี้เมื่อประเมินแล้วก็ต้องเป็นเรื่องของพรีโวเคชันนัล เทรนนิง (Prevocational Training) ซึ่งใครจะเป็นคนทําตรงนี้ ดิฉันไม่ทราบว่าแฟซิลิตี (Facility) ที่มีอยู่นี้เพียงพอหรือไม่ ดิฉันคิดว่ากระทรวง พม. น่าจะมาดูตรงนี้ นี่เป็นเรื่องของ การปฏิรูปเลยนะคะ เมื่อเทรน (Train) แล้ว เมื่อฝึกแล้วมันก็ต้องเป็นโวเคชันนัลเทรนนิง (Vocational Training) แล้วถึงจะเป็นไปเวิร์กกิง (Working) อีกทีหนึ่ง นั่นละ แล้วเวิร์ก (Work) แล้วอย่างไรเพื่อที่จะให้สามารถอยู่ได้ ดิฉันคิดว่าไม่ได้เวิร์ก (Work) ในสภาพปัจจุบัน ในสภาพปกติ เพราะฉะนั้นถือว่าประเทศไทยมีศักยภาพในเรื่องของการดูแลผู้พิการเยอะ เพราะเรามี พ.ร.บ. ส่งเสริมพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ แล้วมาปรับปรุง แก้ไขในปี ๒๕๕๖ มาตรา ๓๓ มาตรา ๓๔ มาตรา ๓๕ มีความหมายมาก ดิฉันไม่แน่ใจว่า จะการันตี (Guarantee) ได้อย่างไรว่ามาตราเหล่านี้จะนําไปสู่การปฏิบัติที่เป็นจริง แล้วมีการ เอนฟอร์ซ (Enforce) อย่างจริง ๆ คือกําหนดให้นายจ้างหรือหน่วยงานของรัฐรับคนพิการ เข้าทํางานในอัตรา ๑๐๐ คน ต่อคนพิการ ๑ คน หรือจ่ายเงินเข้ากองทุนพัฒนาคุณภาพชีวิต คนพิการ ไป ๆ มา ๆ กองทุนนี้มันงอกงามเจริญเติบโตมาก เพราะว่าหน่วยงานหลายหน่วยงาน ก็ไม่อยาก เอกชนก็ไม่อยากที่จะรับผู้พิการ แต่ว่าจ่ายเงินเลือกจ่ายเงินเข้ากองทุน กองทุนนั้น ก็เอาไปใช้ประโยชน์เพื่อคนพิการก็จริง แต่ว่าการเข้าถึงกองทุนนี้ก็มีปัญหา เพราะว่าผู้พิการ มีศักยภาพที่ต่างกันในการเข้าถึง บางคนมีสมองดี สติปัญญาดีก็สามารถที่จะเข้าถึงกองทุนได้ แต่ท่านต้องนึกถึงผู้พิการอีกกลุ่มหนึ่ง คือถ้าเป็นเมนทัลดิสอะบิลิตี (Mental Disability) ต้องให้ผู้ปกครองเป็นคนที่จะเข้าถึงกองทุนนี้ เพราะเขาไม่สามารถที่จะเข้าถึงได้ พวกเด็ก ออทิสติก (Autistic) หรือว่าผู้พิการทางจิต จะทําอย่างไร ตรงนี้ก็มีปัญหา เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็บอกว่ามีมาตรา ๓๕ คือให้ไปใช้ในเรื่องของการจัดจ้างเหมาช่วงงาน ซึ่งตอนนี้มีเรื่องนี้ อยู่แล้ว ดิฉันคิดว่าตรงนี้เป็นบุญเป็นคุณอย่างมากเลย คือรัฐบาลนี้ดิฉันต้องชมนะคะ คือก็มี ผู้พิการได้ประโยชน์จากตรงนี้เยอะ พาลูกไปทํางานอย่างน้อยก็ได้วันละ ๓๐๐ บาท เขาก็ มีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ อันนี้ก็เป็นสิ่งหนึ่ง คือจะทําอย่างไรถึงจะการันตี (Guarantee) ในเรื่องนี้ได้ นั่นเป็นส่วนหนึ่งนะคะ
แล้วนอกจากนี้เมื่อผู้พิการไปทํางาน ดิฉันกลับมาต่อในเรื่องของการทํางาน ของผู้พิการ ดิฉันก็ไม่เห็นว่าแล้วอย่างไรถึงจะยั่งยืน ท่านไม่ได้มองถึงซัสเทนอะบิลิตี (Sustainability) ของการที่จะดูแลคนพิการไปจนกระทั่งเขาสามารถที่จะช่วยเหลือตัวเองได้ อย่าให้เขาต้องอยู่กับครอบครัว ให้ครอบครัวดูแล เพราะว่าครอบครัวไหนที่มีคนพิการ อยู่ในครอบครัวต้องมีภาระที่ดูแลแล้วก็มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ท่านจะสังเกตว่าความยากจน จะอยู่กับครอบครัวที่มีคนพิการเสียเยอะนะคะ ถ้าท่านมีผู้พิการอยู่ในบ้าน ๑ คน ท่านจะต้อง มีคนดูแลตลอดเวลา เพราะว่าไม่เช่นนั้นก็จะทําร้ายตัวเองหรือทําร้ายคนอื่น แต่ในเมื่อเขา จะต้องหาเงินเขาก็ต้องขังลูกไว้ ขังผู้พิการไว้ แล้วก็ออกไปทํางาน กลับมาคนพิการก็เครียด ในที่สุดก็จะมีเรื่องของทําร้ายร่างกายหรือทําร้ายผู้อื่น เราก็เคยเห็นกรณีที่คนพิการทางจิต เขาทําร้ายเด็กข้างบ้านที่ส่งเสียงดังอะไรอย่างนี้นะคะ นี่ก็เป็นผลพวงจากตรงนี้ เพราะฉะนั้น มันมีคําตอบในเรื่องของการทําศูนย์ เขาเรียกว่าเชลเตอร์เวิร์กชอป (Shelter Workshop) ดิฉันก็ไม่ทราบว่าศูนย์บริการตรงนี้จะไปถึงตรงนั้นไหม ดิฉันอยากจะให้กรรมาธิการชุดนี้ ทําเรื่องนี้ให้ไปถึงจุดตรงโน้น ไม่ใช่แค่ตั้งศูนย์และเอาคนมา ๑๐๐ กว่าคน แล้วก็มาดูตรงนี้ ดิฉันคิดว่าไปไม่ถึง คือคนพิการจริง ๆ ไม่ได้รับประโยชน์จากท่าน แต่กลายเป็นหาตําแหน่ง หาโอกาส แล้วคนที่ไม่มีความสามารถจริงเข้ามาอยู่ในตําแหน่งตรงนั้นมากกว่า เพราะฉะนั้น เรื่องของเชลเตอร์เวิร์กชอป (Shelter Workshop) หรือที่เราเรียกว่าเวิร์กเซนเตอร์ (Work Center) จําเป็นที่จะให้เขาเข้ามาทํางานในตอนกลางวัน แล้วตอนเย็นก็กลับบ้านไป ครอบครัวก็ไม่เป็นภาระ แต่เขาสามารถที่จะทํางานในสภาพแวดล้อมที่มีคนดูแลเขา มีอ็อกคูเพชันนัลเทอราพิสต์ (Occupational Therapist) หรือนักกิจกรรมบําบัดที่จะดูแล ตรงนั้น มีบุคลากรทางการแพทย์ที่จะดูแลแล้วทําให้สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทํางาน ของคนพิการ และก็มีโซเชียลเอนเตอร์ไพรส์ (Social Enterprise) หรือวิสาหกิจเพื่อสังคม ที่จะทําให้บุคคลเหล่านี้ส่งสินค้าของเขาเข้าถึงตลาด ให้โอกาสกับแนวคิดประชารัฐ ที่จะทําให้คนพิการนี้มีศักยภาพในการพัฒนาตัวเองได้ ก็ให้ภาคเอกชนเข้ามา เพราะฉะนั้น รัฐบาลนี้กําลังส่งเสริมเรื่องของวิสาหกิจเพื่อสังคม ดิฉันคิดว่าเรื่องนี้สําคัญที่จะทําให้ เป็นจริงได้นะคะ ก็ส่งผลิตภัณฑ์สู่ตลาดโดยวิสาหกิจเพื่อสังคมเหล่านั้น ตัวอย่างในประเทศ เกาหลีมีแล้วในเรื่องนี้นะคะ เขามีเซนเตอร์ (Center) สําหรับคนพิการแล้วทําเป็นโซเชียล เอนเตอร์ไพรส์ (Social Enterprise) นะคะ ตัวอย่างเช่นมีดิสเอเบิลเซ็นเตอร์ (Disable Center) ของโซเชียลเอนเตอร์ไพรส์ (Social Enterprise) ทําคุกกี้แล้วก็ส่งให้ห้างฮุนได หรือแม้กระทั่งทําเทียน ทําโน่นทํานี่ เพราะคนเหล่านี้ทําในรูปแบบของเลเบอร์อินเทนซิฟ (Labor Intensive) ได้ ดิฉันคิดว่าตรงนี้จะเป็นทางที่ประเทศไทยน่าจะปฏิรูป แทนที่จะ มาสร้างศูนย์แล้วก็สร้างคน แต่ว่าไปไม่ถึงการพัฒนาคนพิการที่แท้จริง แล้วก็สุดท้ายก็ไม่ได้ ช่วยคนพิการมีที่ยืนในสังคมอยู่ดี เพราะฉะนั้นเรื่องของโซเชียลอินคลูชัน (Social Inclusion) หรือการทําให้เขามีบทบาทนี้สําคัญ ดิฉันก็เลยอยากจะสรุปว่าทําอย่างไรสิทธิของคนพิการ ถึงจะเป็นจริง ไม่ใช่เพียงแค่มีเจ้าหน้าที่แล้วก็ดูแลศูนย์ เพราะเขามีออโธริตี (Authority) สุดท้ายนี้ในเมื่อมีออโธริตี (Authority) มีความสามารถในการใช้ดุลยพินิจในการอนุมัติ อนุญาตโน่นนี่ สุดท้ายก็จะมีเพาเวอร์คอร์รัปต์ (Power Corrupt) นะคะ หรือว่ามีความกังวล เพราะฉะนั้นโอกาสเปิดให้คนพิการ แต่ว่าการเข้าถึงโอกาสนั้นไม่เท่าเทียมกัน เพราะ ความพิการของเขาและครอบครัวของเขา การด้อยโอกาสเหล่านั้นจึงเกิดขึ้นเพราะ เรื่องของการไม่รู้หนังสือด้วย การไม่มีอาชีพด้วย ตัวอย่าง คนที่ท่านนิกรพูดถึง เรื่องของ อุบัติเหตุนะคะ แล้วเสร็จแล้วเคยทํางานกลายเป็นไม่มีงานทํา ครอบครัวมีปัญหา แล้วเขาจะ กลับมาสู่สังคมได้อย่างไร ตรงนี้ก็เป็นเรื่องที่ต้องคิดมากมาย เพราะฉะนั้นเรื่องแอเรียเบส (Area based) ก็สําคัญ ในเรื่องของการทํางาน การจัดการโดยยึดพื้นที่เป็นหลัก ยึดประเด็น เป็นหลัก ก็ควรจะเอาเรื่องนี้ไปเข้าพ่วงกับเรื่องของประชารัฐ เพราะฉะนั้นคอมมูนิตีเบส (Community based) สําคัญ ในรายงานนี้ไม่ได้ให้ความสําคัญกับคอมมูนิตี (Community) ชุมชน สังคมและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสักเท่าไรนะคะ คอมมูนิตี เบส รีแฮบิลิเทชัน (Community based Rehabilitation) สําคัญมาก ที่เรียกว่า ซีบีอาร์ (CBR) ท่านไม่ได้พูดถึง เรื่องนี้เลย การพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนพิการและครอบครัว การบรรลุความต้องการสูงสุด ของผู้พิการและครอบครัวจะทําอย่างไร มั่นใจได้อย่างไรว่าเขาจะมีส่วนร่วมในสังคม มั่นใจ ได้อย่างไรว่าเขาจะเข้าถึงบริการฟื้นฟู มั่นใจได้อย่างไรเขาจะเข้าถึงทรัพยากร ดิฉันขอเวลา ๒ นาทีนะคะ ทําอย่างไรถึงจะบูรณาการหลายภาคส่วนเพื่อให้โอกาสกับคนพิการได้เกิดขึ้นจริง นอกจากนี้ทําอย่างไรถึงจะไม่ให้เกิดปัญหาความยากจนที่เพิ่มพูนขึ้นเพราะความพิการของเขา และทําอย่างไรถึงจะลดภาระให้กับสังคมได้ ทําอย่างไรให้พวกเขาเกิดความภาคภูมิใจในตน มีคําถามที่มีคนฝากมาว่าตัวอย่างถ้าเด็กออทิสติก (Autistic) ก็ยังเรียนหนังสือได้นะคะ เรียนไปเรียนมาก็จบการศึกษาภาคบังคับ แล้ววอตส์เนกซ์ (What’s Next) ที่ท่านจะดูแลเขา ๑ ๒ ๓ ๔ สามารถที่จะวางแมปปิง (Mapping) ให้เขาได้ไหมว่าเขาจะไปถึงจุดหมาย ได้อย่างไร แทนที่จะต้องให้ครอบครัวมาคอยดูแลตลอดเวลา เพราะว่าพ่อแม่ก็แก่ตัวมากขึ้น เพราะฉะนั้นเขาจะดูแลตัวเองและดูแลคนอื่นได้อย่างไร แล้วสังคมจะช่วยกันดูแลเขาอย่างไร อย่างนี้เป็นต้นนะคะ ก็ต้องขอขอบพระคุณค่ะ
ขอบคุณค่ะ ลําดับต่อไปนะคะ เรียนเชิญท่านเพิ่มพงษ์ เชาวลิต อดีตเลขาธิการ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดค่ะ
กราบเรียนท่านประธาน สปท. ที่เคารพนะครับ กระผม เพิ่มพงษ์ เชาวลิต สปท. หมายเลข ๑๑๐ ก็ต้องยอมรับว่าสิ่งที่กรรมาธิการเสนอ ในเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สําคัญมาก ๆ นะครับ เพราะว่าถ้าเราสามารถที่จะทําเสนอได้ แล้วก็ จะเป็นการปฏิรูปและการให้ความสําคัญของคุณค่าของความเป็นมนุษย์จริง ๆ แล้วก็เชื่อว่า รัฐธรรมนูญทุกฉบับจะต้องมีการพูดในเรื่องนี้อยู่แล้ว ผมคงมีข้อคิดเห็นในการเสนอแนะ ในเรื่องนี้ เพื่อจะเป็นประโยชน์ในเรื่องของการทํางานต่อไปนะครับ ผมเห็นด้วยกับสมาชิก หลายท่านที่เสนอนะครับว่าถ้าเราสามารถต่อยอดข้อเสนอนี้ต่อไป ผมคิดว่าจะเป็นข้อเสนอ ที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น
เรื่องแรกคือถ้าเราพูดถึงคนพิการก็คงจะมีหลักคิดอยู่ ๒-๓ อย่าง ก็คือ คนพิการประเภทที่ ๑ คนพิการที่สามารถที่จะช่วยเหลือตัวเองได้ ซึ่งตรงนี้ถ้าเราเปิดโอกาส แล้วก็ทําให้ช่องทางมันดีขึ้น ผมคิดว่าเขาจะเป็นคนที่เป็นประโยชน์ เท่าที่ดูตัวเลขสถิติ ที่กรรมาธิการเสนอมา ผมคิดว่าตรงนี้ค่อนข้างน้อย สามารถประกอบอาชีพได้ แต่ว่าพูดถึง การศึกษาก็ยังน้อย การประกอบอาชีพก็ยังน้อย ถ้าเราพัฒนาเรื่องนี้ต่อไปผมคิดว่าเขาก็จะ เป็นคนที่มีความพร้อมในเรื่องของการทํางาน กับคนพิการประเภทที่ ๒ ก็คือช่วยเหลือตัวเอง ไม่ได้เลย อันนี้ผมคิดว่าเราก็คงจะพัฒนาอะไรได้ยากมาก ตรงนี้คืออยู่ที่มาตรการช่วยเหลือ หรือมาตรการสงเคราะห์ ผมว่าจะเป็น ๒ อย่างครับ แต่ที่สําคัญมากคือถ้าจะทําให้ข้อเสนอนี้ หรือข้อเสนอต่อไปนี้จะเป็นประโยชน์
เรื่องที่ผมอยากจะเสนอก็คือเราน่าจะจัดทําเหมือนกับเป็นยุทธศาสตร์ หรือเป็นอะไรสักอย่างหนึ่ง เพราะจริง ๆ ถ้าเราดูเป้าหมายของกลุ่มคนพิการทั้งหมดนี้ เท่าที่ ได้รับฟังจากท่านต่อพงศ์ มีประมาณสัก ๒,๐๐๐,๐๐๐ หรือ ๓,๐๐๐,๐๐๐ คนของประเทศเรา มันก็เป็นจํานวนที่ไม่มากนักจะมีอัตราส่วนเพิ่มปีละเท่าไร ผมคิดว่าในแง่สถิติมันสามารถ ดําเนินการได้ ๒๐๐-๓๐๐ คนที่เป็นเป้าหมาย ผมคิดว่าถ้าเราจะพัฒนาอะไรสักอย่างหนึ่ง ต้องเอาเป้าหมายนี้เป็นตัวตั้ง ถ้าเรามีเป้าหมายรวมทั้งหมด ๒,๐๐๐,๐๐๐ กว่าคน เราคง สามารถแบ่งแยกโดยสถิติได้ว่ามีเป้าหมาย ๒,๐๐๐,๐๐๐ กว่าคนนี้ สามารถที่จะพึ่งตัวเอง ได้เท่าไร พึ่งตัวเองไม่ได้เท่าไร ถ้าเราได้ตรงนี้ ๒ อันแล้ว เราก็จะอยู่ที่ที่พึ่งตัวเองได้ เราจะ พัฒนาเขาอย่างไร จะพัฒนาเขาอย่างไรนี้มันก็จะมี ๒-๓ อัน อันที่ ๑ ถ้าพัฒนาการศึกษา อันนี้คือการไปบูรณาการร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการว่าจะดําเนินการอย่างไรนะครับ อันที่ ๒ ถ้าจะเป็นเรื่องของอาชีพการงาน อันนี้คือการไปบูรณาการกับกระทรวงแรงงาน หรือกระทรวงพาณิชย์ก็แล้วแต่เราจะดําเนินขึ้นไป ถ้าสเกล (Scale) ของส่วนกลางมันจะ ใหญ่โต เราก็จะไปพูดถึงสเกล (Scale) ของพื้นที่คือจังหวัด เราก็สามารถจะสร้างได้ชัดเจนว่า จริง ๆ เป้าหมายทั้งหมด ๒,๐๐๐,๐๐๐ กว่าคน ถ้าจะแยกย่อยเป็นความช่วยเหลือ และพัฒนาจะเป็นเท่าไรตรงนี้มันสามารถจับต้องได้ และจะเป็นการพัฒนาที่ค่อนข้างดีมาก นะครับ ผมคิดว่าถ้าเราทําได้ตรงนี้ กับอีกอันหนึ่งก็คือเรื่องของกฎหมาย กฎหมายเท่าที่ ผมฟังจากกรรมาธิการสักครู่นี้ก็ถือว่าเรายัง ประเทศเรามีความก้าวหน้าในเรื่องของกฎหมาย ที่เอื้ออํานวยให้กับทางคนพิการ ตรงนี้เราก็คิดว่าจะเป็นเรื่องที่ดี คือเป็นเงื่อนไขที่เกื้อกูล อยู่แล้ว แต่เราดูว่าอะไรบ้างที่ยังไม่มี ถ้าเราจะทําให้มันครบมันก็จะสมบูรณ์มากขึ้น แต่สิ่งที่ นอกจากกฎหมายแล้ว สิ่งที่สําคัญอันหนึ่งที่ผมคิดว่าเราจะต้องไปพิจารณา คือการบังคับใช้ กฎหมายให้เป็นไปตามกฎหมายที่บอกไว้ ไม่ใช่เขียนไปหลาย ๆ อย่าง แต่ปรากฏว่าไม่มีเลย แล้วบ้านเราผมคิดว่าปัญหาการบังคับใช้กฎหมายจะเป็นเรื่องใหญ่ เพราะฉะนั้นปัญหา คนพิการเมื่อระบุเป็นกฎหมายอะไรแล้วที่ยังไม่ได้ปฏิบัติ ผมคิดว่าถ้าเราสามารถผลักดันให้ เกิดขึ้นในเรื่องของการปฏิบัติมันก็จะมีผลด้วยนะครับ อันนี้ผมคิดว่าถ้าเราทําแผนยุทธศาสตร์ ตรงนี้เราก็จะสามารถรู้ได้ว่าเราจะพัฒนาเขาอย่างไรต่าง ๆ นี้ ประเด็นอันหนึ่งที่เป็นเรื่อง ที่สําคัญอันหนึ่งเท่าที่ผมฟังเมื่อสักครู่นี้ว่าการขึ้นทะเบียนของคนพิการอาจจะยังไม่ครบ ขณะนี้ฟังดูแล้วขึ้นทะเบียนประมาณ ๑,๐๐๐,๐๐๐ กว่าคน อาจจะมีจํานวนมากกว่า เช่น อาจจะมีจํานวนเป็น ๑,๐๐๐,๐๐๐ หรือ ๒,๐๐๐,๐๐๐ คนที่ยังไม่ได้ขึ้น ถ้าเราสามารถที่จะทํา ให้เกิดการจูงใจให้มีการขึ้นทะเบียนให้มากเราจะสามารถรู้เป้าหมายทั้งหมด เมื่อเรารู้ เป้าหมายทั้งหมดแล้วเราจะสามารถพัฒนาหรือแยกย่อยออกไปได้ ซึ่งผมคิดว่าเรื่องของ การพัฒนาแรงจูงใจให้เกิดการมาขึ้นทะเบียน ตรงนี้ผมก็อยากให้เป็นกลยุทธ์อย่างหนึ่ง เพราะ ถ้าเราทําได้เราจะรู้เป้าหมายรวม จากเป้าหมายรวมอันนี้ละเราสามารถไปพัฒนาได้พัฒนา บางเรื่องเราจําเป็นต้องพัฒนาให้เขามีขีดความสามารถสูงขึ้นไปกว่านี้ทั้งเรื่องการศึกษา การงาน อาชีพ หรือแหล่งทุน ก็แล้วแต่ เราก็จะไปบูรณาการร่วมกับกระทรวง ทบวง กรม หรือท้องถิ่น ถ้าเราทําได้แบบนี้ผมคิดว่าการเสนอจะเป็นไปได้นะครับ
มีอีก ๒ ประเด็นที่ผมอยากจะเสนอเพิ่มเติม อันดับแรกคือเรื่องของกลไก ในการจัดการ เราจะสร้างกลไกการจัดการอย่างไร ตรงนี้เป็นเรื่องที่สําคัญ สิ่งที่กรรมาธิการ เสนอมาก็คือการเพิ่มกลไกของภาครัฐที่จะเข้าไปดําเนินการตรงนี้โดยครอบคลุมของจังหวัด อันนี้ผมคิดว่าสมาชิกหลายท่านได้ให้ข้อสังเกตไว้แล้วว่าอาจจะเป็นปัญหา ผมคิดว่ากลไก คงจะมี ๒ ส่วน ส่วนที่ ๑ คือกลไกในเรื่องของการประสานงาน กลไกประสานงานอาจจะ รวมถึงข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่รัฐได้ หรือในระยะหลังนี้อัตราเพิ่มข้าราชการอาจจะ เป็นไปได้ยาก การเป็นพนักงานของรัฐ การเป็นพนักงานราชการก็อาจจะเป็นไปได้ อันนี้ ผมคิดว่าแนวคิดตรงนี้เพื่อให้ลดภาระของราชการ การเพิ่มเป็นพนักงานราชการในเรื่องของ การอํานวยประโยชน์ การประสานงาน การดูแลเรื่องเกี่ยวกับกฎหมาย อันนี้จะเป็นความ ที่ง่ายกว่าการเพิ่มราชการ แต่สิ่งที่สําคัญมาก กลไกที่จะเข้าไปดําเนินการและเข้าถึง ตรงนี้ เป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งผมคิดว่าหลายท่านที่พูดมาแล้วว่าการทํางานกับคนพิการ แน่นอน อาจจะ ความยากลําบากหรือความเหนื่อยล้า แรงกายแรงใจหรือความพากเพียรอาจจะสูงกว่า คนปกติ ฉะนั้นผมคิดว่าสิ่งที่สําคัญมากคือเราคิดถึงการจัดตั้งกลไกที่เรียกว่า เอ็นจีโอ (NGOs) หรือกลไกนอกภาครัฐจะเป็นประโยชน์ แล้วเอาคนเหล่านี้ที่มีความผูกพันด้วยใจ ด้วยการทํางานที่มีอุดมการณ์ ถ้าเราให้ท้องถิ่นหรือจังหวัดแต่ละจังหวัดคัดสรรคนเหล่านี้ ขึ้นมาแล้วดําเนินการประสานงานหรือดําเนินการเข้าถึง ผมคิดว่ามันจะเป็นประโยชน์ มากกว่าที่เราจะเอาข้าราชการที่มีความเสี่ยง ฉะนั้นผมคิดว่าข้าราชการอาจจะดูในแง่ของ กฎระเบียบอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ แต่ว่ากลไกที่ทํางานต่ออาจจะใช้กลุ่มที่เป็นนอกภาครัฐ หรือเอ็นจีโอ (NGOs) เข้าไปดําเนินการ ผมคิดว่าตรงนี้มันจะเป็นประโยชน์อย่างสูงนะครับ กลไกในการทํางาน
อีกอันหนึ่งก็คืออีกข้อหนึ่งปัญหาเรื่องงบประมาณ จริง ๆ ทุกอย่างทั้งหมด เรื่องงบประมาณเป็นเรื่องที่ค่อนข้างใหญ่กว่าทุกเรื่อง และจะชี้ขาดกว่าทุกเรื่อง เราตั้งกลไก หลายกลไกทั้งหมด แต่งบประมาณไม่พอ ผมก็ว่าจะเป็นเรื่องใหญ่ ผมคิดว่าจากเป้าหมาย ของคนพิการที่มีอยู่ประมาณ ๒,๐๐๐,๐๐๐-๓,๐๐๐,๐๐๐ คนที่เราปรากฏ ผมคิดว่า เราสามารถประมาณการได้ว่าจริง ๆ แต่ละปีเพื่อเมนเทน (Maintain) หรือว่าดํารงเป้าหมาย คนเหล่านี้จะต้องใช้งบประมาณปีละเท่าไร ผมคิดว่าเราสามารถดําเนินการได้ เช่น สมมุติ เรารู้ว่าได้ปีละประมาณ ๕๐ ล้านบาท ๑๐๐ ล้านบาท หรือประมาณเดือนละเท่าไร ถ้าเราประมาณการยอดงบประมาณในการใช้จ่ายได้ผมคิดว่ามันก็จะมี ๒-๓ ทาง อันที่ ๑ คือ ภาครัฐในการสนับสนุน ก็คงเป็นส่วนหนึ่ง แต่ผมคิดว่าภาครัฐคงจะมีข้อจํากัดในเรื่อง งบประมาณมาก สังเกตได้ว่าภาครัฐไม่สามารถให้งบประมาณได้ทุกเรื่องเต็มตามเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตามแต่นะครับ เพราะฉะนั้นการคิดถึงงบประมาณนอกภาครัฐในการ สนับสนุนเป็นเรื่องที่มีความสําคัญ แล้วถ้าสามารถผลักดันได้จะเป็นประโยชน์ งบประมาณ ทางด้านสลากกินแบ่งรัฐบาลก็ดี งบประมาณจากภาษีสุราก็ดี ภาษีบุหรี่ก็ดี งบประมาณ นอกภาครัฐอื่น ๆ ของกองทุนราชการบางเรื่อง ถ้าเราจะทําให้มันมีความชัดเจนแล้วตั้งเป็น เปอร์เซ็นต์ขึ้นมา กําหนดออกมาเป็นระเบียบ กฎหมายอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ งบประมาณ แบบที่ทาง สสส. หรือทางอะไรที่เขาทํา ผมคิดว่าตรงนี้จะเป็นประโยชน์ เพราะว่า การช่วยเหลือคนพิการผมเชื่อว่าทุกองค์กรเห็นด้วยอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าโอกาสที่ผ่านมาไม่ได้มี เพราะฉะนั้นถ้าเรากําหนดให้เป็นกฎหมาย ภาครัฐคงได้ ให้เท่านี้ สํานักงบประมาณเคยให้ ปีละ ๑๐ ล้านบาท ผมว่าก็ไม่เกินกว่าปีนี้ อย่างมากเพิ่มขึ้น ๑๐ ล้านบาท ๑๑ ล้านบาท แค่นั้นเอง แต่ถ้าเราต้องการมากกว่านี้ก็ต้องอาศัยช่องทางของกลไกอื่น ผมคิดว่าถ้าเราทําได้ แบบนี้จะมีความแน่นอนของงบประมาณ เมื่อมีความแน่นอนของงบประมาณขึ้นมาแล้ว เราก็สามารถที่จะเอางบประมาณตรงนี้ไปตั้งให้กับองค์กรต่าง ๆ ได้ หรือการสนับสนุนกิจกรรม ต่าง ๆ หรือไปช่วยเหลือสังเคราะห์ได้ ผมคิดว่าถ้าทําได้แบบนี้มันก็จะเป็นประโยชน์นะครับ และเท่าที่ดูก็คงจะมีกองทุนสนับสนุนอยู่ส่วนหนึ่งแล้ว ถ้ากองทุนมีอยู่ไม่พอประการใดเราก็ใช้ งบประมาณตรงนี้ได้ครับ
ประเด็นสุดท้ายอีกอันหนึ่งที่ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่มีความสําคัญมากคือการ เปิดโอกาสหรือเปิดอาชีพ ผมไม่แน่ใจว่าเรามีระเบียบอะไรหรือไม่ แล้วอีกอย่างหนึ่งครับ ที่จริงหน่วยที่จะดําเนินการรับคนพิการให้เข้ามาทํางาน ตรงนี้ผมยังไม่ทราบชัดเจนนะครับ แต่ถ้ายังไม่มีผมอยากเสนอในเรื่องของการให้ราชการทุกหน่วยเปิดให้คนพิการให้เข้ารับ ให้เป็นลูกจ้างหรือให้เป็นพนักงานก็ได้ที่จะเข้าทํางานตรงนี้ตามรูปแบบที่เหมาะสม ถ้ากําหนดเป็นระเบียบ กฎหมายได้ ผมคิดว่าจะเป็นประโยชน์ ถ้าได้แบบนั้น เอกชน ห้างร้าน รัฐวิสาหกิจเขาคงจะตามเองนะครับ ถ้าทําได้แบบนี้โอกาส ของคนพิการที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาแล้วจะมีปัจจัยที่แน่นอนที่เข้ามาสู่การงาน ถ้าแบบนี้ มันจะทําได้นะครับ สุดท้ายอยากจะเสนอนิดว่าถ้าเมื่อมาตรการฉบับนี้ผลพ้นไปแล้ว ถ้ากรรมาธิการจะรับต่อในการศึกษาให้มันเป็นรายละเอียดถึงเป้าหมายจับต้องได้ แล้วก็ มีกลไกชัดเจนเหมือนกับยุทธศาสตร์ที่เราจะพัฒนานี้ ผมคิดว่าผลงานของ สปท. หรือรัฐบาล ที่ประกาศใช้อยู่แล้วมันจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งนะครับ ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณค่ะ ท่านเพิ่มพงษ์ เชาวลิต ได้ให้ประเด็นสําคัญไว้เกี่ยวกับเรื่องข้อมูล จํานวนคนพิการนะคะ ไม่ว่าท่านจะไปตั้งต้นในเรื่องงบประมาณหรืออะไร ข้อมูลเป็นเรื่อง ที่สําคัญมากทีเดียวที่จะรับทราบว่า เรากําลังดีล (Deal) อยู่กับคนพิการ ๑,๕๐๐,๐๐๐ คน หรือ ๒,๐๐๐,๐๐๐ คน หรือ ๒,๕๐๐,๐๐๐ คนนะคะ เพราะฉะนั้นก็เรียนฝากกรรมาธิการว่า จุดนี้ท่านจะต้องหาวิธีทําที่จะได้ตัวเลขที่แท้จริงของคนพิการในประเทศไทย ซึ่งประเดี๋ยว ท่านเมธินี คงจะบอกเราได้ว่าระบบไอที (IT) จะได้ช่วยให้เรื่องข้อมูลของด้านคนพิการนี้ มีความสมบูรณ์มากขึ้นอย่างไรนะคะ ต่อไปเรียนเชิญท่านกษิต ภิรมย์ อดีตเอกอัครราชทูต ประจําหลายประเทศ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ เรียนเชิญค่ะ
ขอบพระคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สปท. ลําดับที่ ๗ ผมเคยเป็นอธิบดีกรมองค์การระหว่างประเทศเกือบ ๓ ปีครับ แล้วก็ข้องแวะ กับองค์การสหประชาชาติในเรื่องที่เกี่ยวกับสังคมค่อนข้างจะมากมาย ก็อยากจะนําเอา ประสบการณ์อันนี้มาเล่าสู่กันฟังเพื่อที่จะได้ขับเคลื่อนการดูแลคนด้อยโอกาส แล้วก็คนพิการ ผมก็ขอย้ําดังที่ท่านประธานได้ย้ําเมื่อสักครู่นี้ว่า เรามักจะเริ่มพิจารณาเรื่องกันโดยที่ขาดสถิติ ไม่ใช่แค่จํานวนตัวเลขเท่าไร แต่ต้องแบ่งเป็นประเภทด้วย เป็นออทิสติก (Autistic) ด้อยทางสมอง พิการทางร่างกาย ตัวเลขต้องออกมาให้ชัดครับ กับอันที่ ๒ คือในตัวเลข อันนี้ก็ต้องแบ่งออกมาด้วยว่าอยู่ในสถานการศึกษาเท่าไร แล้วก็ควรจะนําเข้ามาอยู่ ในสถานการศึกษา หรือว่าศูนย์ฝึกอบรมเท่าไร แล้วที่ช่วยตนเองไม่ได้เลยมีเท่าไร มันจะได้ แบ่งแยกกันว่าจะดูแลอย่างไร เผอิญเมื่อปีที่แล้วผมได้มีโอกาสไปเยี่ยมโรงเรียนคนพิการ ที่จังหวัดสกลนคร เข้าใจว่าทั่วประเทศมีประมาณ ๑๗ โรงเรียน หรือว่าในภาคอีสาน มี ๑๗ โรงเรียน ตัวเลขผมอาจจะไม่แน่นอน แต่ประเด็นก็คือว่า มีโรงเรียนที่จะดูแล เด็กพิการอยู่ แล้วก็ความมุ่งมั่น การอุทิศ จิตใจของผู้บริหาร แล้วก็โดยเฉพาะเด็กหนุ่มสาว อายุ ๑๘ ปีถึง ๒๕ ปี ที่ต้องอยู่กับเด็กพิการแทบจะ ๒๔ ชั่วโมงเป็นสิ่งที่น่าประทับใจเป็นอย่างยิ่ง แล้วเขาต้องการความร่วมมือช่วยเหลือ งบประมาณสนับสนุน วิถีชีวิตประจําวันของครู เด็ก ๆ พวกนี้ หนุ่มสาว ที่อยู่อาศัย เงินเดือน เพราะมันเป็นงานยากลําบากที่จะต้องดูแล คนพิการตลอดเวลา เพราะฉะนั้นก็อยากจะขอให้คณะกรรมการช่วยดูที่โรงเรียนทั้งหมดด้วย ทําการสํารวจนะครับ แล้วก็โรงเรียนเหล่านี้ร่วมกับทางศูนย์ต่าง ๆ ของกระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์นั้น จะนําเอาคนพิการที่อยู่ นอกโรงเรียนนั้นเข้ามาฝึกอบรมเพื่อจะให้มีอาชีพได้อย่างไรนะครับ อันนี้ก็เป็นสิ่งหนึ่ง ที่อยากจะฝากไว้เบื้องต้น คู่ขนานกันไปที่เมื่อสักครู่เพื่อนสมาชิกได้กล่าวไว้ว่ามันเป็น พันธกรณีของหน่วยราชการ แล้วก็ทางภาคเอกชนงานที่จะว่าจ้างสัก ๑ เปอร์เซ็นต์ มันควรจะเป็นของคนพิการ ถ้าเผื่อเราไปเที่ยวที่ประเทศญี่ปุ่น กับประเทศเกาหลีใต้ หรือแม้กระทั่งประเทศไต้หวัน คนนวดส่วนใหญ่เป็นคนตาบอดครับ แล้วก็คนรับโทรศัพท์ แม้กระทั่งพนักงานตามลิฟต์อะไรก็สามารถจะเป็นคนพิการได้ เราน่าจะมีการจัดลําดับ ของอาชีพ ว่ามีอาชีพอะไรที่ควรจะต้องสงวนไว้ให้กับคนพิการ แล้วก็คู่ขนานกันไปนั้น เมื่อวานเราก็พูดเรื่องการผังเมือง แล้วก็งานโยธาธิการ ทุก ๆ ประเทศเขามีภาคบังคับว่ารถเมล์ก็ดี อะไรที่เป็นของสาธารณะนั้น จะต้องให้คนพิการเข้าออกได้โดยสะดวก มันต้องทําคู่ขนานกันไป คราวนี้ผมเริ่มที่จะไล่ เป็นประเด็น แต่ก็อยากจะขอกล่าวไปในภาพกว้างว่า ณ วันนี้ประเทศไทยเป็นภาคีอนุสัญญา สหประชาชาติหลายฉบับ เรื่องของผู้ด้อยโอกาส คนพิการ เด็กและสตรีที่เกี่ยวข้อง แล้วก็ แม้กระทั่งในอนุสัญญาหรือข้อตกลงที่เกี่ยวกับอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ไอแอลโอ (ILO) เราก็มีพันธกรณีที่จะมีการว่าจ้างแรงงานที่เป็นคนพิการ ในขณะเดียวกัน ในช่วงปีที่ผ่านมาเราก็เป็นประธานกลุ่ม ๗๗ โดยท่านตัวนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นสําคัญ เราก็ภาคภูมิใจกันมาก นอกเหนือจากการส่งเสริมปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียงให้เป็นหลักของการพัฒนาประเทศแล้วก็ต่อต้านหรือว่าสู้กับความท้าทาย ของโลกาภิวัตน์ของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงแล้วมันก็มีพันธกรณีในการที่จะดูแล ผู้ด้อยโอกาสในกรอบของสหประชาชาติแล้วก็ในกรอบของจี ๗๗ (G77) ด้วย คราวนี้ ผมก็อยากจะฝากกรรมาธิการผ่านท่านประธานว่าต้องทบทวนครับ ว่า ณ วันนี้เรามี พันธกรณีระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกับสหประชาชาติแล้วก็เครือข่ายในองค์กรของ สหประชาชาตินั้นกี่เรื่อง กี่ฉบับ แล้วเราได้ดําเนินการตามพันธกรณีโดยรัฐบาล แล้วก็ โดยเฉพาะโดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงศึกษาธิการ แล้วก็กระทรวงสาธารณสุขมากน้อยอย่างไร ไม่อย่างนั้นเราก็จะเข้ามาพิจารณาเรื่อง ในที่ประชุม สปท. นี้ มักจะเป็นบางเรื่อง ๆ เช่น การที่จะตั้งศูนย์ข้าราชการที่เป็นข้อเสนออยู่ ขยาย มันก็มักจะมาที่ตั้งหน่วยงานข้าราชการดังที่เพื่อนสมาชิกได้กล่าวไปแล้ว โดยไม่ได้ ดูประเด็นปัญหาแล้วก็งานที่จะต้องปฏิบัติเคียงข้างคู่ขนานกันไป โดยหน่วยงานอื่น ๆ ภาคเอกชนโดยเฉพาะสภาหอการค้า สภาอุตสาหกรรม สมาคมธนาคารที่จะเข้ามาได้ ในกรอบของที่สมัยนี้ใช้คําว่า คอร์เปอเรต โซเชียล เรสพอนซิบิลิตี ซีเอสอาร์ (Corporate Social Responsibility : CSR) ความรับผิดชอบต่อสังคม แล้วก็ที่สําคัญก็คือว่าในประเทศไทย เรามีองค์กรทางภาคประชาสังคม ซิวิลโซไซตี (Civil Society) หรือเอ็นจีโอ (NGOs) เป็นพัน เป็นหมื่น แล้วเขาก็ทําในเรื่องของเด็ก สตรี ผู้ด้อยโอกาสอยู่ เราต้องเสริมสร้างความเข้มแข็ง ให้กับเขา ในขณะเดียวกันเราก็บอกว่าเรากําลังต้องการที่กระชับพัฒนาการปกครองท้องถิ่น ของระดับ อบจ. อบต. เทศบาล แล้วทําไมเราไม่คิดที่จะโอนงานต่าง ๆ เหล่านี้ไปที่ภาคเอกชน ไปที่ภาคประชาสังคม แล้วก็ไปที่ภาคท้องถิ่น ไม่มีความจําเป็นที่จะต้องกระจุกตัวแล้วก็เพิ่ม ขยายหน่วยงานในเครือข่ายของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ รวมทั้ง กระทรวงสาธารณสุข แล้วก็กระทรวงมหาดไทย แล้วก็อื่น ๆ ด้วย แล้วในการที่เราไปทบทวน พันธกรณีที่เรามีอยู่กับต่างประเทศ เราจะได้เห็นว่าอะไรที่เราได้ทําคืบหน้าไปแล้ว ก้าวหน้า ไปแล้ว อะไรที่เรายังล้าหลังและจะต้องพัฒนา ผมคิดว่ามองในภาพกว้างเสียก่อนนะครับ แล้วค่อยทอนออกมาว่าเราจะจัดองค์กรส่วนกลางของรัฐบาลอย่างไร แล้วจะประสานกับทาง ท้องถิ่นทางภาคประชาสังคมและทางภาคเอกชนอย่างไร ไม่ใช่มาดูกันแค่ตั้งศูนย์ ขยายศูนย์ คราวนี้จะตั้งศูนย์ ขยายศูนย์ ถึงแม้ว่าศูนย์ที่จะมีแล้ว ๗๑ แห่ง จะให้มันครบ ๗๖-๗๗ แห่ง ครอบคลุมมันทุกจังหวัดทั่วประเทศ ผมก็ยังมีความข้องใจเกี่ยวกับขีดความสามารถ ของข้าราชการที่ประจําที่ศูนย์ว่าจบอะไรมา เป็นนางพยาบาลหรือเปล่า เป็นหมอหรือเปล่า เป็นผู้ช่วยพยาบาลหรือเปล่า ผ่านคอร์ส (Course) ว่าด้วยเรื่องจิตวิทยาของการที่จะดูแล คนพิการหรือเปล่า ไม่ใช่ว่าจะมีตําแหน่งแล้วก็จบเศรษฐศาสตร์หรือจะจบพัฒนาธุรกิจอะไร ต่าง ๆ เหล่านี้แล้วก็มาทํางานได้ ผมก็อยากจะขอให้คณะกรรมาธิการช่วยกรุณาทบทวนว่า ณ วันนี้ข้าราชการในสังกัดของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์หรืออื่น ๆ นั้น มีทักษะ มีความสามารถ แล้วถ้าเผื่อจะให้ไปทํางานอันนี้จะใช้เวลาในการฝึกอบรมเพิ่มทักษะ อย่างไร แล้วในการฝึกอบรมเพิ่มทักษะนี้จะให้ใครทํา ให้โรงพยาบาลทํา ให้กระทรวงสาธารณสุขทํา ให้มหาวิทยาลัยทํา ใครจะเป็นผู้ทํา ใครจะเป็น ผู้ฝึกอบรม แล้วคู่ขนานกันไปเมื่อเรามีพันธกรณีกับสหประชาชาติ องค์กรระหว่างประเทศ มากมาย เราจะได้รับความร่วมมือช่วยเหลือกับเขามากน้อยแค่ไหนในการที่จะเพิ่มทักษะ ขีดความสามารถของบุคลากรของเรา กับอันที่ ๒ ก็คือว่า ณ วันนี้มหาวิทยาลัยต่าง ๆ มีการเรียนการสอนภาควิชาที่จะดูแลคนพิการหรือเปล่า เพราะว่าถ้าเผื่อเราบอกว่าจะมี คนพิการถึง ๒,๐๐๐,๐๐๐ คน เราต้องการบุคลากรที่จะดูแลเพื่อนมนุษย์ของเราเหล่านี้ อย่างไร ผู้ที่ดูแลก็จะต้องมีความพร้อม จะพร้อมได้ต้องไปเริ่มที่การศึกษา แล้วก็การฝึกอบรม เป็นระยะ ๆ แล้วเราต้องเลิกคิดในเรื่องที่บอกว่างบประมาณไม่พอ อันนี้ในยุคปฏิรูป ถ้าเผื่อต้องใช้เงิน ๕,๐๐๐ ล้านบาท ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อจะวางระบบโครงสร้างให้มัน เข้าที่ เตรียมบุคลากร แล้วก็มีการรองรับคนพิการได้อย่างทั่วถึง ถ้าเผื่อจะเป็นหมื่นล้านบาท จะต้องทําก็ต้องทํา เราได้มีการตั้งงบประมาณไปอีลุ่ยฉุยแฉกกันมากมายดังที่รู้ ๆ กันอยู่ แต่อันนี้มันมีกลุ่มชนที่ควรจะอยู่ในระดับความสําคัญสูงสุดอันหนึ่งของสังคมที่เขาจะต้อง ได้รับการดูแล มันเป็นเรื่องนโยบาย เป็นเรื่องของจิตใจที่เราจะต้องมีส่วนในการที่จะเข้าไป ร่วมช่วยเหลือให้ได้อย่างเต็มที่นะครับ
ก็ขอฝากประเด็นกว้าง ๆ เหล่านี้ไว้ แล้วผมก็ขอแนะเป็นประการสุดท้าย อยากจะให้คณะกรรมาธิการได้พบกับกรมองค์การระหว่างประเทศด้วย จะได้รับทราบข้อมูล สถานะของประเทศไทย แล้วก็พันธกรณี แล้วก็ลู่ทางในการที่จะกระชับความร่วมมือ จากต่างประเทศ อย่างน้อยก็ในแง่ของการหาความชํานาญการ ผู้เชี่ยวชาญของเขาในการ ที่จะให้เข้ามาร่วมวางระบบของเราให้มันสมบูรณ์แบบ แล้วก็ขับเคลื่อนการดูแลคนพิการ ได้อย่างทันทีทันควัน ก็ขอขอบพระคุณครับท่านประธาน
ขอบพระคุณท่านรัฐมนตรีกษิตมากค่ะ ทุกอย่างต้องเริ่มต้นด้วยข้อมูลที่ชัดเจน และถูกต้องนะคะ ต่อไปเรียนเชิญท่านเมธินี เทพมณี อดีตปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร ท่านผู้ตรวจราชการพิเศษประจําสํานักนายกรัฐมนตรีค่ะ
กราบเรียนท่านประธาน สปท. ท่านสมาชิก แล้วก็ ท่านกรรมาธิการนะคะ ดิฉัน เมธินี เทพมณี สมาชิกหมายเลข ๑๑๗ ดิฉันขออนุญาตเริ่มต้น ด้วยการอ่านเอกสารรายงานของท่านกรรมาธิการนะคะ พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนา คุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. ๒๕๕๐ และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๖ มาตรา ๒๐/๓ กําหนดให้มีการจัดตั้งศูนย์บริการคนพิการเพื่อประโยชน์ในการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพ ชีวิตคนพิการ ราชการส่วนท้องถิ่นอาจจัดตั้งศูนย์บริการคนพิการได้โดยใช้งบประมาณของ ตนเอง และมาตรา ๒๐/๔ กําหนดให้ศูนย์บริการคนพิการมีอํานาจหน้าที่ดังต่อไปนี้ ซึ่งอันนี้ ก็จะอยู่ในการอภิปรายของพวกเราไปแล้วนะคะ เหตุที่ดิฉันได้อ่านเรื่องนี้ขึ้นมาก็เพราะว่า ในส่วนของไอซีที (ICT) นะคะ พระราชบัญญัติฉบับนี้ก็มีผลกับเรื่องของไอซีที (ICT) ตามที่ ท่านสมาชิกได้กรุณาอภิปรายว่า โลกในอนาคตนั้นคนพิการจะได้มีโอกาสเท่าเทียมและ เป็นธรรมอย่างยิ่งถ้าหากได้มีโอกาสในการใช้ไอซีที (ICT) อย่างถูกต้องแล้วก็กระจายไปทั่วถึง ทุกภูมิภาคของประเทศไทย ดิฉันขออนุญาตนําเรียนท่านสมาชิกเป็นข้อสังเกตแล้วก็ ประกอบการพิจารณาของท่านในการสนับสนุนให้มีกลไกการกระจายงานนี้ลงไปสู่ ส่วนภูมิภาค ให้ส่วนภูมิภาคนั้นในภาคส่วนของท้องถิ่นได้มีโอกาสดูแลและทําความเข้าใจ กับความต้องการของคนพิการ ซึ่งดิฉันอาจจะขออนุญาตเรียนเป็นความเห็นส่วนตัวว่า ถึงแม้ว่าคนพิการนั้นจะมีข้อบกพร่องในบางสิ่งบางอย่างในบางเรื่องนั้น แต่คนพิการจํานวนมาก สามารถที่จะสร้างผลผลิตให้ประเทศและสังคมของเราได้ทัดเทียม หรือบางทีได้เหนือกว่า คนปกติที่มีครบทุกประการ อันนี้เป็นสิ่งที่เราก็ได้พิสูจน์กันไปแล้วในหลาย ๆ เวทีด้วยกัน ดังนั้นโอกาสที่คนพิการจะได้มีโอกาสที่จะเรียนรู้ ประกอบอาชีพ และสามารถดํารงอยู่อย่าง มีคุณภาพในสังคมไทยนั้นจึงเป็นเหตุผลที่เชื่อว่า สปท. ได้ขับเคลื่อนในวันนี้และสนับสนุน เรื่องนี้อย่างจริงจัง แล้วก็จะกลายเป็นสิ่งที่พวกเราภูมิใจในอนาคตต่อไป ในส่วนของไอซีที (ICT) ในกฎหมายฉบับเดียวกันได้กําหนดให้ทางกระทรวงไอซีที (ICT) นั้น สนับสนุนคนพิการโดยจัดให้ยืมหรือให้ มีให้ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สิ่งอํานวยความสะดวกเพื่อการสื่อสารกับคนพิการในทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ทั่วประเทศ ในขณะเดียวกันนั้นกระทรวงไอซีที (ICT) ได้กําหนดกฎกระทรวงไอซีที (ICT) เมื่อปี ๒๕๕๔ ค่ะท่าน กําหนดให้มีหลักเกณฑ์วิธีการ เข้าถึง ใช้ประโยชน์ ข้อมูลข่าวสาร บริการโทรคมนาคม สื่อสาร สิ่งอํานวยความสะดวกไอซีที (ICT) และบริการสื่อสาธารณะ ต่อคนพิการซึ่งหมายรวมถึงดิจิทัลคอนเทนต์ (Digital Content) ในวันนี้ด้วยนะคะ ในกฎหมายฉบับนั้น กฎกระทรวงฉบับนั้นเราได้ประสบปัญหาอุปสรรคนานัปการตลอดเวลา ที่ผ่านมา และอันนี้ขออนุญาตเป็นข้อสังเกตที่จะให้เป็นข้อมูลสําคัญก็คือว่า การที่เรา เป็นราชการส่วนกลางแล้วกระจายบริการไปยังส่วนภูมิภาคนั้น ปัญหาอุปสรรคที่เราพบ ครั้งแรกเลยก็คืออย่างที่ท่านประธานได้กรุณากล่าว ทะเบียนคนพิการในช่วงเวลาในอดีตนั้น ก็จะมีข้อมูลที่ยังไม่สมบูรณ์ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่เป็นข้อเสนอของท่านกรรมาธิการ ซึ่งขอขอบพระคุณ เป็นอย่างยิ่ง ดาต้าเบส (Database) ตัวนี้ในที่สุดก็จะนําไปสู่การจ่ายหรือขณะนี้รัฐบาล ขับเคลื่อนโครงการที่เรียกว่าเนชันนัลอีเพย์เมนต์ (National e-Payment) ดิฉันเองได้มี โอกาสเข้าไปในเวทีนั้นบางครั้งบางคราวที่มีการประชุมที่กระทรวงการคลัง แล้วก็ได้พบว่า กระทรวงการคลังก็มีคําสําคัญให้ไปทางกระทรวง พม. ว่า เมื่อกระทรวง พม. เคลียร์ (Clear) ตัวเลขชัด เลข ๑๓ หลักชัด ส่งตัวเลขไปนั้นก็จะมีการโอนเงินให้กับคนพิการตามประเภท และสิทธิต่าง ๆ ได้ ซึ่งหมายความว่าเราต้องมีการคลีนซิงดาต้า (Cleansing data) ดังนั้น หน่วยงานภาครัฐใดที่รับงานนี้ไปทําในส่วนท้องถิ่นหรือภูมิภาค วันนี้ไม่ว่าพวกเราจะมี ความเห็นเป็นประการใดว่าหน่วยงานใดในท้องถิ่นในภูมิภาคจะรับงานนี้ไปทํา จําต้อง ทําหน้าที่นี้ค่ะ คือเคลียร์ (Clear) คลีน (Clean) ข้อมูลให้ชัดเจนถึงคนพิการรายบุคคล ประเภทและความจําเป็นที่จะต้องได้รับสิทธิประโยชน์จากภาครัฐเพื่อการวางงบประมาณ ในช่วงอนาคตต่อไป ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สําคัญและจําเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากงบประมาณ แผ่นดินของเราก็ไม่ได้มีมากนัก แต่ควรจะไปถึงเป้าหมายที่ถูกต้อง ดังนั้นในส่วนนี้การที่ กระทรวงไอซีที (ICT) ในขณะนั้นพบปัญหาอุปสรรค ก็คือในช่วงตั้งแต่ปี ๒๕๕๔ จนปัจจุบัน เราก็ได้มีความพยายามร่วมกันกับสมาคมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับคนพิการ แล้วก็ได้มี การสนับสนุนจากภาคส่วนต่าง ๆ อยู่แล้วด้วยนะคะ ไม่ว่าจะเป็นภาคเอกชน ในด้านงาน ที่เกี่ยวข้องกับคนพิการ แล้วในภาคส่วนของรัฐ แต่ก็ยังไม่พอค่ะ เพราะว่ามันเป็น การช่วยเหลือสนับสนุนในลักษณะของ ถ้าหากเรียกก็คือเมื่อสามารถที่จะสนับสนุน ไม่ได้ เป็นข้อกําหนดที่ชัดเจนที่จะสามารถที่จะรับประกันได้ว่าเราจะได้รับการสนับสนุนเหล่านั้น อย่างตลอดเวลาและเหมาะสมในเวลาที่เหมาะสม ดังนั้นกลไกเหล่านี้หากมีข้อเสนอเหล่านี้ไป คําว่า ความยั่งยืน ก็จะปรากฏ ก็คือได้มีหน่วยงานที่รับผิดชอบอย่างชัดเจน มีผู้คนที่ รับผิดชอบอย่างชัดเจน ทํางานต่อเนื่องในการสร้างระบบ สร้างกลไกในการดูแลสนับสนุน ที่เหมาะสมและจําเป็น ดังนั้นกฎหมายนี้นอกเหนือจากนั้นนะคะ ดิฉันอาจจะขอนําเรียน เรื่องการดูแลอุปกรณ์สิ่งอํานวยความสะดวกในภูมิภาคด้วย ในส่วนภูมิภาคนั้นเมื่อเราจะ ตั้งศูนย์บริการต่าง ๆ ขึ้นมา ส่วนราชการก็มีการทํางานเป็นไซโล (Silo) คือต่างคนต่างก็มี งบประมาณอันน้อยนิด เนื่องจากกฎกระทรวงอันนี้ พ.ร.บ. ฉบับนี้นะคะ ทําให้กระทรวง ไอซีที (ICT) ในขณะนั้นได้รับงบประมาณที่จะจัดซื้อจัดหาไอซีที (ICT) ไปยังส่วนภูมิภาค และเมื่อจัดซื้อจัดหาไปยังส่วนภูมิภาค ก็อยากจะนําเรียนว่าการดูแลไม่มีนะคะ เนื่องจากว่า กระทรวงไอซีที (ICT) ไม่มีสาขาที่อยู่ที่จังหวัดในภูมิภาค ได้มีการดําเนินการงบประมาณเพื่อ จัดซื้อจัดหาไปให้เท่านั้น แต่การดูแลที่จะให้เกิดคําว่า ยั่งยืน ต่อเนื่อง และจําเป็นนั้น ก็เป็น หน่วยงานในส่วนภูมิภาคที่จะมีโอกาสที่จะดําเนินการในสิ่งเหล่านี้ได้ ดังนั้นหากศูนย์บริการ ที่ท่านเสนอเกิดขึ้น ไม่ว่าจะสามารถบริหารกิจการอย่างต่อเนื่องไปโดยภาคส่วนของรัฐบาล ภาคส่วนของเอกชน ตามที่ท่านสมาชิกได้กรุณานําเสนอบางท่านนะคะ หรืออาจจะเป็น ส่วนภูมิภาค ซึ่งเป็นหน่วยราชการในท้องถิ่นก็ตาม ดิฉันก็อยากจะสนับสนุนทุกหน่วยนะคะ แต่ในเรื่องนั้นจําเป็นจะต้องทํางานอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากครุภัณฑ์ ทรัพย์สินที่ส่วนราชการ ส่วนกลางได้เอาเป็นไซโล (Silo) ไปตั้ง ตั้ง ตั้ง ให้ผู้พิการในต่างจังหวัดใช้นั้นจําเป็นจะต้องมี ผู้ดูแลสนับสนุนอย่างจริงจัง แล้วก็งานวิจัยต่าง ๆ ซึ่งทางกระทรวงไอซีที (ICT) ดําเนินการ ร่วมกันกับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในอดีตที่ผ่านมานั้น ก็เป็นงานวิจัยที่นํามา ทดลองนําเทคโนโลยีไอซีที (ICT) ซึ่งในอนาคตพวกเราในห้องนี้นะคะก็จะเป็นสมาชิกด้วย เพราะเทคโนโลยีหลาย ๆ อย่างนั้น ไม่ได้สําหรับเพื่อผู้พิการอย่างเดียวมันสําหรับผู้สูงอายุด้วย ซึ่งผู้สูงอายุนั้นก็มีความจําเป็น ที่จะต้องใช้เทคโนโลยีเกือบ ๆ จะเป็นเทคโนโลยีเดียวกัน ไม่ว่าในเรื่องการได้ยิน การฟัง การหยิบสิ่งของ การเคลื่อนไหว การจับต้อง ความปลอดภัยในการทําเซนเซอริง (Censoring) ต่าง ๆ เมื่อผู้พิการเคลื่อนไหว คนสูงอายุก็เคลื่อนไหวในการเดินทางคมนาคมต่าง ๆ สิ่งเหล่านี้ทางกระทรวงไอซีที (ICT) ซึ่งในอนาคตเป็นกระทรวงดีอี (DE) นั้นก็มองเป็นเทคโนโลยี ที่เป็นอุตสาหกรรมได้นะคะ เทคโนโลยีอุตสาหกรรมเหล่านี้สามารถที่จะนําเข้ามาสู่การใช้งาน ของคนไทย ลดต้นทุนการนําเข้าจากต่างประเทศ และวันหนึ่งข้างหน้าเราก็น่าจะส่งออกเพื่อ เป็นรายได้กลับเข้ามาสู่ประเทศไทยได้ ถึงแม้ว่าเราจะมีลูกค้านําร่องในประเทศเพียง ๒,๐๐๐,๐๐๐ คนในวันนี้ แต่รวมพวกเราซึ่งเป็นคนสูงอายุด้วยในอนาคตต่อไป เราก็อาจจะมีลูกค้าถึง ๔๐ ล้านคน ซึ่งเรียกว่าคุ้มค่าที่จะดําเนินการผลิตสินค้าเหล่านี้เข้าสู่ กลไกตลาดโลก ซึ่งจะเป็นตลาดสําคัญของเรา เรามีการทํางานร่วมมือเรื่องคนพิการ ในอาเซียน (ASEAN) รีไควร์เมนต์ (Requirement) หรือความต้องการของคนพิการ ในอาเซียน (ASEAN) เราก็ชัดเจนนะคะ ว่าในบริบทของคนพิการในมิติต่าง ๆ เขาต้องการ อะไร ซึ่งสิ่งนี้ถ้าหากเราย่อส่วนกลับมาเป็นประเทศไทย ๗๐ กว่าจังหวัดของเรา หน่วยงาน ที่อยู่ในพื้นที่ซึ่งควรจะอยู่ใกล้ชิดกับคนพิการของเราในมิติต่าง ๆ ในบริบทวิถีไทยของเรา ก็สมควรที่จะเป็นหน่วยงานที่เป็นหน่วยงานที่รับรีไควร์เมนต์ (Requirement) จากผู้พิการ ทั้งประเทศ แล้วกลับเข้ามาบอกต่อรัฐบาลว่างานอินโนเวชัน (Innovation) เหล่านี้ต้องการ สิ่งใดเพื่อผู้พิการของเราบ้าง ซึ่งการลงทุนอย่างนี้มันเป็นการลงทุนระยะยาว แล้วใช้คน ในกลไกในระดับที่เรามีอยู่แล้วในส่วนของส่วนกลางที่จะทํางานในเชิงวิจัยและพัฒนา แล้วนําไปสู่การก้าวเข้าไปสู่การเป็นสินค้าและบริการในอนาคตต่อไป
ขออนุญาตยกอีกตัวอย่างเดียวค่ะ คือเรื่องของดิจิทัลคอนเทนต์ (Digital Content) ในโอกาสที่รัฐบาลจะกระจายเรื่องไวไฟ (Wi-fi) ไปสู่ต่างจังหวัด ในช่องสัญญาณ ในบริบทเพื่อสังคมนะคะ ในหลาย ๆ วันที่ผ่านมานี้ท่านทั้งหลายก็อาจจะสดับรับฟังในเรื่อง ของกลไกเพื่อสังคมมิติของกองทุนสาธารณะเพื่อสังคมในหลาย ๆ กองทุนด้วยกัน ในกองทุน สาธารณะนั้นมีเรื่องทั้งไวไฟ (Wi-fi) ฟรี ซึ่งพวกเราอาจจะเคยได้ยินโครงการนี้อยู่แล้วในส่วน ต่างจังหวัดและโอกาสที่จะกระจายช่องสัญญาณในโอกาสสื่อหลอมรวม ไม่ว่าจะเป็นวิทยุ โทรทัศน์ดิจิทัล (Digital) สื่ออินเทอร์เน็ตดิจิทัล (Internet Digital) ดังนั้นจึงนําไปสู่คําว่า ดิจิทัลคอนเทนต์ (Digital Content) ซึ่งเป็นภาคบริบทของภาษาไทยและภาษาที่เกี่ยวข้อง สําหรับคนไทยทุกคนรวมทั้งคนพิการของเราด้วย ดังนั้นการเคลื่อนไหวสู่การขับเคลื่อน ของ สปท. ในเรื่องนี้ โดยกลไกเหล่านี้มันจะทําให้เกิดบริบทของการขยับของการมีดิจิทัล คอนเทนต์ (Digital Content) ที่สําคัญสําหรับการทําให้เกิดความเป็นธรรมและเท่าเทียมกัน สําหรับผู้รับบริการทางสังคมของเรา ซึ่งเรื่องนี้ดิฉันนําเรียนว่าในเบื้องต้นมันเป็นเรื่องที่ยาก ทีเดียว เพราะการลงทุนเหล่านี้มันเป็นการลงทุนที่ยังขายไม่ได้ในเชิงการตลาด แต่วันหนึ่ง ข้างหน้าดิจิทัลคอนเทนต์ (Digital Content) หรือข้อมูลสาธารณะเหล่านี้จะกลายเป็นข้อมูล ที่เมื่อท่านเพิ่มมูลค่าเพิ่มไปจะเป็นข้อมูลที่สามารถที่จะนําไปสู่การทําการตลาดได้และ กลับเข้ามาเป็นรายได้ของรัฐบาลได้ในโอกาสถัดไป แต่วันนี้ดิจิทัลคอนเทนต์ (Digital Content) ที่พวกเราเข้าไปในอินเทอร์เน็ต (Internet) นั้น ยกตัวอย่าง คนพิการอยากจะ ทราบว่าไปรับบริการสาธารณะได้ที่ใด อย่างนี้เป็นต้นนะคะ เมื่อเจ็บป่วย การเดินทาง มีเส้นทางใดที่มีอุปกรณ์สาธารณะที่เหมาะสมสําหรับเขาในมิติต่าง ๆ แล้วบ้างบนแผนที่ สาธารณะ สิ่งเหล่านี้ต้องเป็นการลงทุนค่ะ ภาคเอกชนอาจจะช่วยในระดับหนึ่ง แต่ภาครัฐ ก็จะต้องส่งเสริมและกระตุ้นในระดับหนึ่ง ดังนั้นการทํางานในชิ้นนี้ดิฉันมีความมั่นใจว่า เมื่อ สปท. ขับเคลื่อนไปแล้วดาต้าเบส (Database) ที่ท่านประธานได้กรุณากล่าว ขอบพระคุณอีกครั้งนะคะ ไม่ว่าจะเป็นดาต้าเบส (Database) ของตัวคนพิการเองดาต้าเบส (Database) ของสิ่งอํานวยความสะดวกของประเทศไทยในทุกถนนหนทางในทุกอณูของ การให้บริการ ดิฉันอาจจะใช้คําว่า แพลตฟอร์ม (Platform) เดียวกัน เป็นข้อมูลที่วางแล้ว คนพิการเข้าถึงได้ เปิดกระจายสื่อสัญญาณนั้นไปรับอยู่ในมือถือ ในอุปกรณ์ที่คนพิการ ใช้งานได้ อันนี้ก็ขออนุญาตวาดฝัน ขอขอบพระคุณค่ะ แล้วก็ขออนุญาตส่งต่อข้อสังเกตนี้ ให้ท่านกรรมาธิการได้กรุณานําไปประมวลเพื่อใช้ประโยชน์ในโอกาสต่อไปด้วย ขอบพระคุณค่ะ
ขอบคุณท่านเมธินีมากนะคะ ดิฉันอยากเห็นเมืองไทยเป็นอย่างที่ท่านว่าโดยเร็ว ก่อนที่จะถึงท่านสุดท้ายนะคะ มีอีกท่านหนึ่งขออภิปรายก่อน ก่อนจะถึงท่านสุรินทร์ ท่านสุดท้าย คือท่านวรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา รองบรรณาธิการบริหารหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ เรียนเชิญค่ะ
ขอบพระคุณครับท่านประธาน กราบเรียน ท่านสมาชิกแล้วก็ท่านคณะกรรมาธิการนะครับ ผมมีความเห็นด้วยกับการตั้งศูนย์ที่จะพัฒนา ศักยภาพคนพิการ เพราะว่าคนพิการก็เป็นสมาชิกคนหนึ่งของสังคมไทยนะครับ ควรจะมี สิทธิได้เท่ากับคนไทย แต่ว่าด้วยความพิการทําให้สิทธินั้นเขาเข้าไม่ถึงในหลาย ๆ อย่าง แล้วก็ดูจากตัวเลขของทางราชการกับตัวเลขที่ความเป็นจริงที่ว่าคนพิการมีประมาณ ๑,๕๐๐,๐๐๐ คน แต่ในขณะที่คนพิการพูดเองว่ามีประมาณ ๒,๐๐๐,๐๐๐-๓,๐๐๐,๐๐๐ คน แสดงว่าอะไรครับ มีประเด็นหนึ่งนั้นก็คือว่าการเข้าถึง คนพิการมีปัญหาเรื่องการเข้าถึง ในทุกเรื่อง ดูระดับการศึกษาส่วนใหญ่จบชั้นประถมศึกษา แสดงว่าคนพิการก็มีปัญหา เรื่องการเข้าถึงอีกเหมือนกันครับ เลยขาดโอกาสทางการศึกษา ฉะนั้นศูนย์บริการคนพิการ ที่จะตั้งขึ้นมาผมก็คิดว่าน่าจะทําให้การเข้าถึงของคนพิการเข้าถึงได้มาก บริการต่าง ๆ ที่รัฐ ทําขึ้นมาทั้งหมดถ้าเกิดคนพิการเข้าไม่ถึงแล้ว ไม่ได้ประโยชน์อะไรนะครับ มันก็จะ สูญเปล่านะครับ ที่สําคัญเมื่อคนพิการเข้าไม่ถึงแล้วก็จะมีเอเจนต์ (Agent) เข้ามา เอเจนต์ (Agent) ที่ดีเยอะครับเข้าไปดูแลคนพิการ คือคนพิการมี ๗ ประเภทนะครับ แต่ผมจะเพิ่ม ประเภทที่ ๘ คือพิการทางศีลธรรม พวกนี้ก็จะเข้ามายุ่งวุ่นวายกับคนพิการ ก็มีปัญหาตลอด อย่างเรื่องล็อตเตอรี่สําหรับคนพิการ พวกแขนขาดีไปขายแทนก็มี ถ่ายรูปมาลงในโซเชียล มีเดีย (Social Media) ให้เป็นที่ขบขันก็เห็นอยู่ หรือแม้กระทั่งการกําหนดกฎเกณฑ์ต่าง ๆ เพื่อจะช่วยคนพิการ ท้ายสุดเป็นการซ้ําเติมครับ ผมเคยไปช่วยงานท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงแรงงานท่านหนึ่ง ก็มีแนวคิดที่จะช่วยคนพิการ โดยเฉพาะเรื่อง ๑ ต่อ ๑๐๐ แรงงาน ปรากฏว่าทําร้ายคนพิการ กฎนี้นะครับ แล้วก็ทําร้ายผู้ประกอบการด้วย จนผู้ประกอบการ บอกว่าจะทําอย่างไร เขาก็อยากช่วยคนพิการนะแต่ว่ามีคนงาน ๑๐๐ คน ต้องไปหาคนพิการ มาทํางาน หาไม่ได้ อันที่ ๑ หาไม่ได้นะครับ อันที่ ๒ คนพิการเดินทางมาลําบากมาก เพราะ สถานประกอบการจะกระจายอยู่ อันที่ ๓ นี้นะครับ เขาจะต้องทําอุปกรณ์ต่าง ๆ ห้องน้ํา สมมุติว่าทั้งโรงงานมีห้องน้ําอยู่ ๑๐๐ ห้อง หรือประมาณสัก ๑๐ จุด เขาจะต้องทําสําหรับ คนพิการทุกจุดเลย ทั้งที่คนพิการมีไม่เท่าไร ฉะนั้นเขาก็มีแนวคิดกัน ก็ฝากคณะกรรมาธิการ ไว้ด้วยนะครับว่าถ้าจะให้คนพิการได้เข้าถึงจริง ๆ เข้าถึงอาชีพ เข้าถึงรายได้ มีแนวคิดที่จะ ออกกฎหมายฉบับหนึ่งเพื่อที่จะแก้ปลดล็อกตรงนี้ นั่นก็คือว่าให้ผู้ประกอบการ ๑ ต่อ ๑๐๐ ยอมจ่ายเงิน ไม่ใช่ค่าปรับนะครับแต่เป็นเงินที่เขาจะจ่ายสมทบ แล้วก็เอาเงินนี้ไปทําศูนย์งาน สําหรับคนพิการ แล้วก็มีรถรับคนพิการจากบ้านไปส่งที่ศูนย์นี้ ทําให้เป็นวงจรครบเบ็ดเสร็จ เพราะคนพิการมี ๗ ประเภท เอาง่าย ๆ นะครับเรายังอยากจะทําวีลแชร์ (Wheelchair) เอาคนพิการวีลแชร์ (Wheelchair) จะทํารถนะครับ รถโลว์ฟลอร์ (Low Floor) ของ ขสมก. ๖,๐๐๐ คัน ๓,๐๐๐ คัน ซื้อไม่ได้สักที ก็ติดเรื่องนี้ละครับ กรุงเทพมหานครน้ําท่วมนะครับ จะบอกว่าจะต้องให้บริการคนพิการต้องเป็นแบบโลว์ฟลอร์ (Low Floor) พอน้ําท่วมไม่ต้องวิ่ง กรุงเทพมหานครทางนี้ก็บอกว่า ทําไมคนพิการในกรุงเทพมหานครมีเท่าไร ทําไมไม่จัดรถ ไปรับเขาถึงบ้านเลย ทําไมไม่คิดว่าคนพิการกว่าจะมาถึงป้ายรถเมล์ คุณต้องเข็นวีลแชร์ (Wheelchair) ออกจากซอยมานะครับ พิกอัป (Pickup) เกี่ยวล้มไปแล้วครับ มาไม่ถึงป้ายรถเมล์ แต่ว่าท้ายที่สุดคือคนพิการก็ถูก เอาไปเป็นเครื่องมือในการล็อกสเปก (Lock Spec) รถเมล์ นี่ครับเป็นคนพิการประเภท ๘ ที่เข้าไปยุ่งเกี่ยว สิ่งเหล่านี้นะครับ ฉะนั้นศูนย์บริการคนพิการนี้นะครับ ผมอยากจะให้ไป ค้นหาคนพิการด้วย เพราะคนพิการขาดการเข้าถึงและถูกใช้เป็นเครื่องมือนะครับ ทําอย่างไร ที่จะสกัดกั้น แล้วก็ควรจะติดตาม อย่างลิฟต์ที่พูดกันเมื่อเช้า ลิฟต์บีทีเอส (Lift BTS) เคยไปทําวิจัยไหม เอาคนไปนั่งนับไหมครับ เรียกร้องมาแล้วมีคนขึ้นกี่คน ผมเห็นฝุ่นเกาะ ผมเคยเดินไปดูจริง ๆ นะครับ ผมสงสัย ไม่มีครับ ฝุ่นเกาะ แต่ถามว่าลิฟต์จําเป็นต้องมีไหม มี เพราะอีกหน่อยเราเป็นสังคมคนชราต้องมีต้องใช้อยู่แล้วละ ผมไม่ได้ว่าอะไร แต่ว่า สิ่งเหล่านี้อยากจะให้คิดทั้งด้านซ้ายและด้านขวา คิดให้สมดุล คิดให้มันถ้วนนะครับ เพื่อให้ คนพิการเข้าถึงบริการนั้นจริง ๆ แล้วก็มีชีวิตที่ดีนะครับ ผมเห็นคนพิการแล้วผมก็อยากจะ ช่วยเหลือเขาแล้วก็มีเพื่อน ๆ หลายคนที่เป็นคนพิการ แม้กระทั่งที่ออฟฟิศ (Office) ผม ที่บริษัทผมก็มีคนพิการมาทํางานนะครับ สิ่งเหล่านี้เราจะทําอย่างไรให้เขามีชีวิตที่ดีนะครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะ ลําดับสุดท้ายนะคะ เชิญท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ อดีตเลขาธิการ สํานักงานประกันสังคม อดีตรองปลัดกระทรวงแรงงาน เชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม สุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ สมาชิก สปท. หมายเลข ๑๗๓ ก่อนอื่นผมขออนุญาตนําพุทธภาษิตน้อมนํา มาให้ท่านฟังว่า โลโกปัตถัมภิกา เมตตา เมตตาเป็นเครื่องค้ําจุนโลก การที่กรรมาธิการได้ทํา รายงานฉบับนี้ขึ้นมานี้ท่านมีจิตวิญญาณของความเมตตาสูงส่ง ผมขอคารวะนะครับ แล้วก็ สนับสนุนที่จะเห็นมีการพัฒนาศักยภาพศูนย์บริการคนพิการที่ท่านเสนอ แต่อย่างไรก็ตาม ผมก็ไม่เห็นด้วยอยู่ในหลายประการในรายงานของท่าน เช่น ในรายงานหน้า ๕ บอกว่า ท่านจะตั้งศูนย์ขึ้นทุกจังหวัด แล้วก็อ้างมติคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิต คนพิการทางสติปัญญาและคนพิการทางการเรียนรู้ เมื่อการประชุมครั้งเมื่อวันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๕๗ มีท่านรองนายกรัฐมนตรีท่านหนึ่งเป็นประธาน ถามว่าผมไม่เห็นด้วยเพราะอะไร การที่มีศูนย์เยอะ ๆ มาก ๆ ไม่ได้หมายถึงว่าท่านทํางานเก่งนะ ประเทศชาติอาจล่มจมได้ เพราะว่ามีคนพิการเยอะ แล้วจดทะเบียนบอก ๑.๕ ล้านคน ต้องถึง ๓,๐๐๐,๐๐๐ คน ๕,๐๐๐,๐๐๐ คนในอนาคต ผมว่ายิ่งแย่เลยเมื่อคิดเป็นเปอร์เซ็นต์นะครับ แสดงว่าเรามี คนพิการเยอะ คนพิการที่ท่านก็รายงานแล้วว่ามี ๗ ประเภท ประเภทสุดท้ายที่ท่านสักครู่ บอกว่า ประเภทพิการด้านศีลธรรม ผมว่าจะลําบาก ถามว่าผมพูดอย่างนี้อย่างไร ต่อมา ท่านยังเขียนไว้ในหน้า ๖ อีก ท่านบอกว่า ถ้าสามารถจดทะเบียนคนพิการได้ถึง ๒๐,๐๐๐ คน ขึ้นไป จะให้เงินสนับสนุนจังหวัดละ ๓๐๐,๐๐๐ บาท ใครเห็นอย่างนี้ก็หมายถึงว่าอย่างไร หมายถึงว่ายิ่งมีคนพิการเยอะในจังหวัดนั้น ท่านก็ได้รับการสนับสนุนเยอะอย่างนั้นหรือ แต่อย่างไรก็ตามผมเห็นด้วยที่จะต้องพัฒนาศักยภาพศูนย์บริการคนพิการให้มีเครื่องไม้ เครื่องมือ และใช้ระบบไอที (IT) อย่างที่เพื่อน สปท. กล่าวสักครู่ เพื่อนําประเทศไปสู่ดิจิทัล อีโคโนมิก (Digital Economic) หรือดิจิทัลไทยแลนด์ (Digital Thailand) เห็นด้วยว่า คนพิการอยู่ที่ไหน พ่อแม่ชื่ออะไร จะต้องไปใช้บริการที่ไหน ผมเห็นด้วย ไม่มีข้อกังขาใด ๆ ถามว่าแล้วผมจะเสนออะไร ผมอยากจะกราบเรียนว่าคนพิการนี้ถ้าพิการมาจากกําเนิด ปัญหาไม่มากนะครับ เช่น ถ้าตาบอดมาตั้งแต่ต้นเลี้ยงจนโตท่านก็ฝึกอะไรให้เขาได้ เพราะ ทําจิตมาตั้งแต่ต้นแล้วพิการ แต่ถ้าพิการหลังจากที่เขาโตแล้ว ถ้าท่านอยากดูผมจะพาท่านไป วันนี้เลย ผมเอารถขับไปให้ท่านดูนะครับ ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานคนพิการ ที่อยู่บางพูน ตั้งมาแล้วเกือบ ๔๐ ปี ได้รับการสนับสนุนจากประเทศญี่ปุ่น กินนอนเสร็จ พิการจากการทํางานมาเข้าศูนย์ พัฒนาจากการที่ไม่มีแขนให้สามารถใช้เท้า เคาะคอมพิวเตอร์ได้ เพราะฉะนั้นศูนย์ที่ท่านว่าไม่ใช่ศูนย์เฉพาะแค่จดทะเบียน ผมอยากจะ นําเรียนท่านว่า เหมือนกับท่านเพื่อนสมาชิก สปท. กล่าวแล้วหลายท่าน มันต้องดูเรื่อง สุขภาพ เรื่องอาชีพ เรื่องการศึกษาร้อยแปดจิปาถะ ถ้าท่านทําครบวงจรไม่จําเป็นต้องมี มากศูนย์ เอาเฉพาะจังหวัดที่มี ณ วันนี้ มีคนพิการมากอยู่ที่ไหน จัดเสียก่อนนะครับ จังหวัด ที่มีคนพิการน้อย ๆ ผมยกตัวอย่าง จังหวัดแม่ฮ่องสอน คนพิการน้อยเท่าที่ผมผ่านไปดู ท่านก็ฝากไว้กับ พม. จังหวัดก่อนก็ได้ แต่ถ้าท่านรายงานไปบอกว่าจะต้องตั้งภายในเมื่อนั้น เมื่อนี้ให้ครบจังหวัดเพื่อที่จะได้เพิ่มบุคลากร เพื่อจะได้ของบประมาณ ผมคิดว่าผมไม่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง และผมพร้อมที่จะค้านในเวทีนี้และนอกเวที สปท. นะครับ เมื่อหมดอายุของ สปท. แล้ว เพราะผมคิดว่านั่นไม่ใช่วิธีการแก้ไขปัญหาของคนพิการนะครับ
แล้วถามว่าผมอยากจะเห็นอย่างไร อยากจะเห็นว่าทําไมเราไม่สกัดกั้นไม่ให้ คนพิการมากขึ้น นับตั้งแต่บูรณาการกับกระทรวงสาธารณสุขว่าต้องไม่ให้พ่อแม่มีผลิตภัณฑ์ เด็กพิการขึ้นมา ไม่ให้มีโรคภัยไข้เจ็บกับหญิงตั้งครรภ์ ไม่ให้เขาพิการแต่กําเนิด เมื่อโตมาแล้ว เข้าโรงเรียนแล้ว ก็ต้องบอกกับโรงเรียนว่าอย่างนี้จะทําให้เด็กพิการได้ ลื่น ล้ม สมองพิการได้ คือต้องป้องกันสุดวิถีทางเลยที่จะไม่ให้มีการพิการสําหรับคนไทยเกิดขึ้น และเมื่อโตแล้ว ไปโรงเรียนแล้ว สมมุติไปเรียนโรงเรียนอาชีวะหรือมหาวิทยาลัยก็ต้องตามไปดูว่า ครูบาอาจารย์ก็ต้องรู้ว่าอย่างนี้เกิดการพิการได้ สงกรานต์พิการเท่าไรท่าน ตาย ๓๐๐-๔๐๐ คน พิการอีกเยอะแยะมาก คือถ้าเราไม่ป้องกันอย่างนี้ ผมคิดว่าท่านจะมีศูนย์สักเท่าไร ผมอยากจะคํานวณอย่างหยาบ ๆ ให้ท่านฟังเลยก็ได้ ที่ผมคํานวณมานะครับ ถ้าสมมุติ หลับตาได้ว่า พรุ่งนี้เลยนะครับ ไม่มีผู้พิการในประเทศไทย จีดีพี (GDP) จะเพิ่มขึ้นอย่างน้อย ๑ เปอร์เซ็นต์ ถามว่าทําไม ถ้า ๑.๕ ล้านคนนะครับ ผู้พิการค่าแรงขั้นต่ําวันละ ๓๐๐ บาท ท่านคูณ ๓๐๐ เข้าไป วันละ ๔๕๐ ล้านบาท เขาจะทําเงินให้กับประเทศไทยได้ จะส่งออก ร้อยแปดจิปาถะ วันละ ๔๕๐ ล้านบาท ๑ เดือน ๑๓,๕๐๐ ล้านบาท ๑ ปี ๑๖๒,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าเขาไม่พิการ คือผมพูดอย่างตรงข้ามกับท่านเลยนะ ไม่พิการนะ เอาง่าย ๆ เลยครับ ตัดออกไปสัก ๕๐๐,๐๐๐ คน สําหรับคนพิการประเภทโรคจิต พิการประเภททํางานไม่ได้ เด็ดขาดเลยนะครับ ณ ปัจจุบันนี้เหลือ ๑,๐๐๐,๐๐๐ คน ปีหนึ่ง ๓๖,๐๐๐ ล้านบาทครับ ที่เขาจะทํางานให้ประเทศชาติกับครอบครัว แล้วยังไม่ต้องพูดถึงถ้าเขาไม่พิการ เขาสามารถ จะดูแลครอบครัวได้ ถามท่านว่าที่ท่านนั่งอยู่บนเวทีนี้ครับ ท่านกรรมาธิการ ท่านอยากจะ มีลูกหลานพิการไหม ผมเชื่อว่าไม่มี ใน สปท. นี้รวมทั้งพ่อแม่พี่น้องที่ฟังวิทยุ ทีวี (TV) อยู่นี้ ก็ไม่อยากจะเห็นมีคนพิการ ทําไมเราไม่คิดเรื่องป้องกันละครับ บูรณาการเรื่องการป้องกัน และคนที่ยังพิการอยู่ขณะนี้ มันก็ทําไม่ได้แล้ว ช่วยอะไรไม่ได้แล้ว ท่านก็ช่วยเหลือ ฝึกอาชีพเขา ให้เขามีงานทําให้ได้ให้มากที่สุด ผมยกตัวอย่างของท่านอาจารย์ท่านหนึ่ง ที่พิการแล้ว แต่ก็ชีวิตต้องสู้ครับ ท่านเป็นอาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่านชื่ออาจารย์ ขอประทานโทษนะครับ นอกเวทีก็คือต้องคารวะท่านว่าท่านเป็นคนเก่ง จริง ๆ เป็นศาสตราจารย์นะครับ ชื่อวิริยะ นามศิริพงษ์พันธุ์ จบนิติศาสตร์มหาบัณฑิต อยู่ ๆ ไม่ใช่ท่านจบอย่างเดียวนะครับ ต้องมีเพื่อนฝูงช่วยนําทางเหมือนท่านอาจารย์ต่อพงศ์ หรือร้อยแปดจิปาถะ ช่วยเหลือจนเดี๋ยวนี้เป็นศาสตราจารย์และมีลูกศิษย์มากไปทั่วประเทศ ผมอยากเห็นให้กําลังใจคนพิการทั่วประเทศนะครับ หรือพ่อแม่ของคนพิการทั่วประเทศว่า ท่านครับ ท่านไม่ได้อยู่คนเดียวในประเทศไทย อย่างน้อยก็มี สปท. ๒๐๐ ชีวิตให้กําลังใจท่าน แล้วได้ช่วยให้ท่านดูแลบุตรหลานหรือ สามีภรรยาให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมีความสุข อย่างมีเกียรติ และมีอนาคต ผมหวังว่าสิ่งที่ ผมกล่าวเมื่อสักครู่นี้อาจจะไม่พึง หรือไม่ต้องตา หรือไม่ต้องหูท่าน ก็ไม่เป็นอะไรครับ ผมกราบเรียนว่าผมกราบเรียนท่านด้วยความเคารพว่าเราต้องช่วยป้องกันไม่ให้คนพิการ เกิดขึ้นอีกเลย ถ้านับจากวันนี้หลังจากที่เรามีมติไปแล้วเป็นเอกฉันท์วันนี้แล้ว ไม่มีคนพิการ เกิดขึ้นอีกเลยทุกวินาทีจนชั่วชีวิตเรา ผมจะมีความสุขเป็นอย่างยิ่งครับท่านประธาน ผมกราบเรียนท่านด้วยความเคารพครับ
ขอบคุณมากค่ะ เราก็ได้อภิปรายกันมาเป็นเวลาพอสมควรแล้วนะคะ ต่อไป ดิฉันเรียนเชิญคณะกรรมาธิการตอบชี้แจงข้อซักถามของสมาชิกค่ะ เชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธานและท่านสมาชิก ที่เคารพครับ วันนี้ต้องขอขอบพระคุณท่านสมาชิกที่ได้กรุณาให้ข้อคิดเห็นมากมาย มีผู้ให้ ข้อคิดร่วมอภิปรายถึง ๘ ท่าน ก็เกินความคาดหมายของกรรมาธิการ แล้วก็มีประเด็น หลายประเด็นมากที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ก็ต้องขออนุญาตกราบเรียน หลายอย่างที่เป็น เรื่องที่เราจะนํามาพิจารณาในการเพิ่มเติมในรายงานให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้นตามเจตนารมณ์ ของท่านทั้งหลาย แล้วก็เพื่อเป็นไปตามกรอบแนวคิดการปฏิรูปเพื่อให้คนพิการอยู่กับ สังคมไทยอย่างมีความสุขแล้วก็อยู่อย่างเท่าเทียม แล้วก็มีศักดิ์ศรี
ขออนุญาตเรียนว่าแต่ละท่าน ผมเริ่มนิดหนึ่งนะครับ จากท่านคุรุจิตท่านได้ ให้ข้อคิดในประเด็นเรื่องศูนย์บริการคนพิการระดับจังหวัด ผมเรียนว่าก็เป็นข้อคิด ที่มีประโยชน์ว่าไม่ควรจะตั้งศูนย์หรือหน่วยงานราชการขึ้นมาแยกต่างหากมาก แล้วก็จะ เป็นผลต่อภาระเรื่องของงบประมาณก็ดี เรื่องของการจัดการอื่น ๆ ก็ดี ก็เรียนว่ารับข้อสังเกต ของท่านแล้วเราก็จะไปเพิ่มเติมในรายงาน ในรายงานนี้ส่วนหนึ่งเป็นการรายงานผลการปฏิบัติ ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในการจัดตั้งศูนย์บริการคนพิการ ระดับจังหวัด ฉะนั้นข้อสังเกตในเชิงการปฏิรูปเราก็จะให้ข้อพิจารณาไป คือในบทบัญญัติของ พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ระบุให้ตั้งศูนย์ขึ้นมา ในกฎหมาย เขียนไว้แล้ว แต่ว่าการตั้งเป็นส่วนราชการหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับเชิงบริหาร ก็ขออนุญาตเรียนว่า เราจะเสนอข้อแนะนําไปว่าควรจะอยู่ในสํานักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จังหวัด แต่ว่าหลายท่านไม่ว่าจะเป็นท่านคุรุจิต ท่านอาจารย์ถวิลวดี ท่านนิกร ก็มีความเห็น ตรงกันว่าเราควรจะมีบุคลากรที่ทําหน้าที่หรือดูแลกลุ่มคนเหล่านี้ด้วยจิตใจ ด้วยความ ชํานาญ ด้วยความเข้าใจ ฉะนั้นก็จะสนับสนุนว่าควรจะมีบุคลากรทําหน้าที่เป็นเรกูเลเตอร์ (Regulator) โดยเป็นความเชี่ยวชาญ ความชํานาญเฉพาะทาง ที่จะทําหน้าที่ตรงนี้ได้ อย่างสมบูรณ์ แต่เรื่องการกําหนดอัตราว่าจะมีเท่าไร อย่างไร ก็ขออนุญาตเรียนว่า คงเป็นเรื่องของการวิเคราะห์ทางระบบการบริหารงานบุคคลว่าควรจะมีเท่าไร อย่างไร อันนี้เพียงแต่ว่าเราสนับสนุนว่าควรจะมีบุคลากรโดยเฉพาะ แล้วก็ให้เป็นหน่วยงานหนึ่งอยู่ใน สํานักงาน พมจ. แต่ว่าทําหน้าที่เป็นศูนย์ในการเป็นเรกูเลเตอร์ (Regulator)
ผมเรียนว่าเรื่องของประเด็นของข้อมูลนี่นะครับ วันนี้ ๑.๕ ล้านคน ที่มา ขึ้นทะเบียนเป็นคนพิการในระบบนี้ มีข้อมูลที่สมบูรณ์สามารถจะดูแล้วก็ตรวจสอบข้อมูล ในภาพรวมก็ดี รายละเอียดก็ดี ได้ครบทุกช่องทางนะครับ แล้วก็ข้อมูลเหล่านี้สามารถ ใช้ประโยชน์ร่วมกันกับหน่วยงานต่าง ๆ แล้วก็ต้องเรียนว่าปัญหาของคนพิการในเรื่องข้อมูลนี้ จะมีประเด็นเดียวก็คือว่าเรายังมีคนพิการที่ไม่สามารถจดทะเบียนได้ ด้วยเหตุที่เราวิเคราะห์หรือทางวิชาการของกระทรวงวิเคราะห์ไว้ก็คือ มาจากทัศนคติของ คนที่เป็นคนพิการ อาจจะครอบครัวหรืออาจจะอะไร ไม่อยากจะมาขึ้นทะเบียน อันนี้ก็เป็น สาเหตุหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งก็คงจะเป็นส่วนที่เราเน้นก็คือ ศูนย์บริการคนพิการทั่วไป ที่จะไป สร้างความเข้าใจ แล้วก็สามารถที่จะทําให้คนพิการที่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนมาเข้าสู่ระบบ จดทะเบียนเป็นคนพิการ เพราะท่านคงทราบดีว่ากระบวนการในการจดทะเบียนเป็นคนพิการ ไม่ใช่อยู่ดี ๆ มาแสดงตนแล้วบอกว่าฉันอยากเป็นคนพิการ แล้วเจ้าหน้าที่ก็จะจดทะเบียนให้ เขาต้องไปตรวจสุขภาพ โดยหมอจะรับรองว่ามีลักษณะอย่างไรที่เข้าองค์ประกอบตามหลักเกณฑ์ ซึ่งอันนี้หลักเกณฑ์พวกนี้ไม่ใช่หลักเกณฑ์ที่ประเทศไทยคิดขึ้นมาแล้วเราก็กําหนดว่าแบบนั้น แบบนี้เป็นคนพิการ ก็เป็นหลักสากลที่ทุกคนใช้ และเราก็มากําหนด แล้วคุณหมอก็จะ วินิจฉัยว่ามีองค์ประกอบอะไร อย่างไร เมื่อเข้าเกณฑ์แล้วถึงจะรับจดทะเบียนเป็นคนพิการ เพราะฉะนั้นส่วนที่ท่านเป็นห่วงว่าแล้วเราจะเอาคนที่ไม่พิการเข้ามาเป็นคนพิการ คงเป็นไป ไม่ได้ แต่ว่าเมื่อเข้ามาแล้วจะได้รับการดูแลอย่างไรนั้นก็เป็นอีกกระบวนการหนึ่ง
ท่านนิกรเป็นห่วงเรื่องศูนย์บริการคนพิการ แล้วก็เรื่องการจัดการของ ศูนย์บริการคนพิการทั่วไป ต้องขอเรียนเพิ่มเติมว่าในปีงบประมาณ ๒๕๕๘ ทางกองทุน ได้จัดงบประมาณไปส่งเสริมศูนย์บริการคนพิการทั่วไป ใช้เงิน ๗๐ ล้านบาท แต่ใน ปีงบประมาณ ๒๕๖๐ ปีใหม่นี้กองทุนได้จัดเงินเข้าไปสนับสนุนศูนย์บริการคนพิการทั่วไป ๕๘๐ ล้านบาท ท่านก็จะเห็นตัวเลขว่านี่คือทิศทางของการส่งเสริมเพื่อให้ศูนย์บริการ คนพิการทั่วไปสามารถดําเนินการได้ ศูนย์บริการคนพิการทั่วไปจะดูแลใน ๓ เรื่องหลัก คือเงินที่สนับสนุนเข้าไปก็จะไปสนับสนุนภารกิจใน ๓ เรื่องหลัก เรื่องที่ ๑ ก็คือการจัด สิ่งอํานวยความสะดวกของสถานที่หรือของศูนย์บริการคนพิการ เพื่อให้คนพิการสามารถ เข้าถึงได้ เรื่องที่ ๒ ก็คือเรื่องการบริหารงานในศูนย์ จะมีเจ้าหน้าที่ มีเงินสนับสนุนเพื่อให้ ศูนย์บริการคนพิการนั้นให้บริการได้ แล้วเรื่องที่ ๓ ก็คือบริการต่าง ๆ ก็คือบริการเบื้องต้น แล้วก็การส่งต่อของคนพิการ ที่หลายท่านเป็นห่วงว่าเราทําครบวงจรหรือไม่ ต้องเรียนว่า โดยกระทรวง พม. ไม่ใช่กรรมาธิการนะครับ ศูนย์บริการคนพิการทั่วไปจะทําหน้าที่รับ และให้บริการเบื้องต้น แล้วก็ส่งต่อไปยังศูนย์บริการคนพิการ ซึ่งศูนย์คนพิการทั่วประเทศ มีสถานสงเคราะห์อยู่ ๑๓ แห่งทั่วประเทศ ที่จะเป็นผู้เชี่ยวชาญ แล้วมีลักษณะการดูแล ต่อเนื่องที่จะพัฒนาให้เขาสามารถจะใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้ แล้วก็มีศูนย์ฝึกอาชีพทั่วประเทศ สําหรับฝึกอาชีพคนพิการอยู่ ๙ แห่ง เพราะฉะนั้นศูนย์บริการคนพิการทั่วไปที่ได้รับงบประมาณ ในการให้บริการก็จะดูแลเบื้องต้น จดทะเบียน ให้ความรู้ความเข้าใจ และอื่น ๆ รวมทั้ง บริการในการส่งต่อไปยังศูนย์ เรียกว่าศูนย์ถาวร ก็คือฝึกฝนพัฒนาอะไรพวกนี้ต่อไป ก็ขออนุญาตเรียนตอบท่านกรรมาธิการที่ได้กรุณาให้ข้อแนะนํานะครับ ส่วนข้อพิจารณา ในเชิงประเด็นคนพิการ เดี๋ยวผมจะขอความกรุณาท่านต่อพงศ์ได้เรียนต่อท่านทั้งหลาย ผมมีเพิ่มเติมอีกนิดหนึ่งนะครับ
ในส่วนของท่านกษิต ท่านได้ให้ข้อแนะนําในเรื่องของกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่เป็น หลักสากลอะไรนี้ เดี๋ยวท่านต่อพงศ์ก็จะรายงานเช่นกัน แต่ผมเรียนว่าวันนี้ข้อมูลคนพิการ ๑.๕ ล้านคนที่มีอยู่ในฐานข้อมูลมีความสมบูรณ์ ถูกต้อง แล้วก็ใช้ประโยชน์ได้ ดังที่ผมได้ รายงานตั้งแต่ต้นแล้วว่าข้อมูลคนพิการ ทั้งเรื่องการศึกษา อาชีพ ลักษณะความพิการอื่น ๆ มีความสมบูรณ์อยู่ทั้งหมด
ท่านเมธินีได้กรุณาให้ข้อแนะนําเรื่องเทคโนโลยี ก็ต้องเรียนว่าศูนย์บริการ คนพิการทั่วไปเป็นศูนย์บริการ ต้องเรียกว่าเป็นองค์กรร่วมทั้งรัฐทั้งเอกชน ร่วมกันในการ ดําเนินการก็คือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็จะเป็นส่วนใหญ่ในการเป็นศูนย์บริการคนพิการ แล้วก็จะมีองค์กรของคนพิการหรือองค์กรภาคเอกชนอีกส่วนหนึ่งนะครับ ไอซีที (ICT) สามารถที่จะเข้าไปติดตั้ง ไปจัดระบบ วันนี้คนพิการใช้ระบบของการเข้าทํางานหรือเข้าสู่ ตลาดแรงงานในระบบไอซีที (ICT) เสียเป็นส่วนใหญ่ คนพิการสามารถที่จะแสดงศักยภาพ ของตนเองผ่านระบบอินเทอร์เน็ต (Internet) ในขณะเดียวกันนายจ้างก็มีคําขอ คําร้อง อยากจะจ้างคนพิการผ่านในระบบและไปเจอกันในตลาดอินเทอร์เน็ต (Internet) นะครับ อันนี้ก็เรียนว่าเป็นช่องทางที่ทําให้คนพิการสามารถเข้าถึงได้
แต่ว่าความสมบูรณ์ที่ท่านวรวิทย์กรุณาให้ข้อแนะนําในเรื่องของสิ่งอํานวย ความสะดวกว่าจะเป็นภาระหรือเป็นปัญหาต่อสังคมหรือไม่ ต้องเรียนว่าเรามีหัวข้อ อีกหัวข้อหนึ่งก็คือเรื่องของแอ็กเซสแอกต์ (Access Act) ซึ่งจะเป็นเรื่องของการที่จะ ทําให้ผู้คนทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นคนพิการ หรือคนพิการที่เกิดจากเป็นผู้สูงอายุเข้าถึง หรือว่าสามารถใช้สิ่งอํานวยความสะดวกในสังคม ในการเดินทาง ในการเข้าถึงต่าง ๆ อยู่อีกเรื่องหนึ่งนะครับ แต่ว่าอย่างไรก็ตามเดี๋ยวท่านต่อพงศ์จะได้รายงานเพิ่มเติมในเรื่อง ของการใช้สิ่งอํานวยความสะดวกนะครับ
ผมอยากจะเรียนเพิ่มเติมท่านอีกนิดหนึ่งนะครับว่า วันนี้ภาคเอกชนจ้างงาน คนพิการประมาณ ๙๓ เปอร์เซ็นต์ คําว่า ๙๓ เปอร์เซ็นต์ก็แปลว่ากฎหมายบังคับว่าถ้าจ้าง คนปกติ ๑๐๐ คน ต้องจ้างคนพิการ ๑ คน ภาคเอกชนทําได้แล้ว ๙๓ เปอร์เซ็นต์ แต่ผม อยากจะบอกตัวเลขท่าน ไม่รู้ท่านจะตกใจหรือไม่นะครับ แต่ผมเรียนว่ากระทรวงที่ผ่าน การจ้างคนพิการมีอยู่ ๒ กระทรวง คือกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ถ้าไม่ทําเองก็คงไม่สําเร็จ อีกกระทรวงหนึ่งคือกระทรวงแรงงาน นอกนั้นยังจ้างอัตรารวม จ้างได้ ๑๔ เปอร์เซ็นต์ คําว่า ๑๔ เปอร์เซ็นต์ก็คือต้องจ้างคน ๑๖,๔๕๔ คน รัฐโดยกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ จ้างไปเพียง ๑,๙๓๔ คน ได้ ๑๔ เปอร์เซ็นต์ ยังไม่ผ่านนะครับ เพราะฉะนั้น ก็ขออนุญาตวันนี้คณะรัฐมนตรีมีมติแล้วว่าให้ทุกส่วนราชการไปดูแล้วก็ไปติดตามว่าให้มี การจ้างงานให้ได้ตามเกณฑ์ของกฎหมายคือจ้างข้าราชการทั่วไป ๑๐๐ คน ต้องจ้างคนพิการ ๑ คน ผมก็ขออนุญาตเพิ่มเติมนิดหนึ่ง วัตถุประสงค์ของพระราชบัญญัติการจ้างงานคนพิการ ต้องการให้คนพิการมาใช้ชีวิตในสังคมเหมือนคนปกตินะครับ ไม่ใช่มาใช้ชีวิตในสังคม เหมือนคนพิการที่น่าสมเพชเวทนานะครับ เขาจะได้มาทํางาน มาช่วยตัวเอง มาใช้ชีวิตอยู่ใน สังคมเหมือนเช่นพวกเรานะครับ ถ้าจะเปรียบเทียบแล้วผมอายุ ๖๐ ปีแล้วนะครับ ขึ้นบันได ก็ไม่ค่อยไหว ไปไหนก็ไม่สะดวกจะต้องมีตัวช่วยนะครับ ถ้าผมถูกเหยียดหยามว่าผมเป็น ผู้พิการผมก็คงไม่มีความสุข แต่ถ้าผมมีตัวช่วยก็คือการเดินทางไปไหนก็สะดวกสําหรับ ให้บริการได้ผมก็จะมีศักดิ์ศรี มีความเท่าเทียมที่ไปไหนพร้อม ๆ กันก็ได้ ผมไปไหนกับ คุณต่อพงศ์ไปด้วยกันได้ คุณต่อพงศ์ไม่มีอุปสรรคเลย ผมไม่มีความรู้สึกว่าคุณต่อพงศ์ แตกต่างจากผม นี่คือวัตถุประสงค์ที่สําคัญนะครับ เพราะฉะนั้นถ้าเราให้คุณต่อพงศ์ไปอยู่ ของคุณต่อพงศ์ ไปรวมกับอาจารย์วิริยะ ไปรวมกับอาจารย์มณเฑียร รวมกันอยู่ แล้วก็อย่ามา ยุ่งกับผม ผมก็สบาย ผมก็ไม่รู้สึกว่าคุณต่อพงศ์เป็นภาระ คุณต่อพงศ์ก็จะมีความรู้สึกว่า ฉันเป็นพวกเดียวกับคุณหรือเปล่า นี่คือความรู้สึกที่สําคัญยิ่ง ต้องขอเรียนว่าวัตถุประสงค์ ที่เราให้มีศูนย์และส่งเสริมศูนย์บริการคนพิการทั่วไป ต้องการให้ผู้พิการที่อยู่ในสังคมทั้งหมด เข้าถึงได้ เรามีจํานวนคนพิการทั้งประเทศนะครับ ผมเรียนข้อมูลไปแล้ว จังหวัดที่มีมากที่สุด กรุงเทพมหานครจดทะเบียนไว้ ๖๘,๐๕๗ คน จังหวัดที่มีน้อยที่สุดคือจังหวัดระนอง มี ๒,๘๐๓ คน ไม่มีจังหวัดไหนในประเทศไทยที่ไม่มี คนพิการนะครับ เพราะฉะนั้นการมีศูนย์ที่ทําหน้าที่เรกูเลเตอร์ (Regulator) เพื่อช่วยส่งเสริม สนับสนุน กํากับดูแล ในขณะเดียวกันเราส่งเสริมให้มีศูนย์บริการคนพิการทั่วไปเกิดขึ้น ในทุกพื้นที่ให้ใกล้ชิดคนพิการให้มากที่สุดก็จะเป็นการทําให้คนพิการเข้าถึงบริการต่าง ๆ และใช้ชีวิตปกติได้เหมือนเช่นพวกเรา นี่คือวัตถุประสงค์หลัก ข้อพิจารณา ข้อสังเกตที่ท่านได้ ให้มา ผมได้เรียนว่าเรารับที่จะไปเพิ่มเติม แล้วก็ให้ข้อสังเกตตัวแทนของกระทรวงการพัฒนา สังคมและความมั่นคงของมนุษย์ก็มานั่งอยู่ด้วย ที่ท่านพูดทั้งหมด เขาก็จะต้องรับภาระอันนี้ ไปดําเนินการให้บรรลุวัตถุประสงค์ด้วย ผมก็ขอขอบคุณเดี๋ยวจะขออนุญาตให้ท่านต่อพงศ์ ได้รายงานเพิ่มเติมอีกครับ ขอบพระคุณครับ
เรียนเชิญท่านต่อพงศ์ เสลานนท์ ค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านนะครับ ผม ต่อพงศ์ เสลานนท์ สมาชิก สปท. ลําดับที่ ๕๙ ในเบื้องต้นเลยผมต้องขออนุญาตที่จะเป็นตัวแทนคนพิการ ในประเทศไทย ได้ขอบพระคุณท่านประธานแล้วก็ท่านสมาชิกทุกท่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ท่านสมาชิกที่ได้กรุณาให้โอกาสแล้วก็สละเวลาขึ้นมาอภิปรายในประเด็นเรื่องเกี่ยวกับ ศูนย์บริการคนพิการ ต้องเรียนว่าเวลาตั้งแต่ประมาณเก้าโมงสี่สิบนาทีเศษ ๆ ถึงตอนนี้ก็คือ ใกล้ ๆ ๑๒.๐๐ นาฬิกา ๒ ชั่วโมงเศษ ๆ นี้ ผมคิดว่าเป็นเวลาที่เป็นประวัติศาสตร์ของ สังคมไทยเลยครับ ที่รัฐสภาที่ทรงเกียรติแห่งนี้ได้หยิบยกในเรื่องของคนที่ด้อยโอกาส ที่ในโลกเรานี่นะครับ เขาบอกว่าเป็น เดอะ พัวเรสต์ ออฟ เดอะ พัวร์ (The Poorest of the Poor) เป็นคนจนที่สุดของคนจน ได้หยิบยกขึ้นมาพูดคุยถึง ๒ ชั่วโมงเศษ ๆ ผมเอง ต้องขอบพระคุณอย่างยิ่ง ขออนุญาตที่จะแลกเปลี่ยนกับท่านสุรินทร์นะครับ อย่างที่ผม กล่าวไว้ตอนต้นว่าคงไม่มีใครอยากพิการหรอกครับ ผมเองประสบอุบัติเหตุในปี ๒๕๓๕ ผมเองก็ไม่ได้กําหนดชีวิตตัวเอง แต่ว่าผมก็พิการมาแล้ว ชีวิตผมก็ยังต้องดํารงอยู่ เพราะฉะนั้นความพิการเป็นสิ่งที่ป้องกันได้ แต่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ต้องเรียนว่าตามตัวเลข ข้อมูลสถิตินี่นะครับ ซึ่งผมก็ยืนยันเช่นเดียวกับท่านวิเชียรว่าข้อมูลนี้ค่อนข้างที่จะมี ความชัดเจน แต่ปัจจัยหรือตัวแปรของคนที่ไม่ออกมาจดทะเบียนก็อาจจะมีในหลายสาเหตุ เช่น เรื่องทัศนคติ เจตคติ การยอมรับตนเองหลาย ๆ อย่างนะครับ แต่ว่าข้อมูลที่เรามีอยู่ ถือว่าชัดเจนนะครับ ต้องเรียนว่าคนพิการคือไม่ได้อยากพิการแต่เราจะทําอย่างไรให้ เมื่อเขาพิการแล้ว ความพิการเป็นอุปสรรคในการใช้ชีวิตน้อยที่สุด ผมขออนุญาตใช้เวลาสภา อีกไม่นานนะครับ แต่อยากจะขออนุญาตอธิบายแนวความคิดสําคัญที่ตอนนี้โลกเราใช้กัน ในเรื่องการวิเคราะห์เรื่องคนพิการ ในสมัยก่อนการมองคนพิการเขาจะมองที่เรียกว่า ใช้ตัวแบบทางการแพทย์หรือเมดิคัลโมเดล (Medical Model) มองด้านคนพิการใครไม่มี ลูกตาก็เรียกว่าตาบอด พิการ ใครไม่มีแขนก็เรียกว่าแขนขาด พิการ ใครสติปัญญาต่ํากว่า ๙๐ หรือ ๖๐ อะไรอย่างนี้นะครับ ก็เรียกว่า สโลว์เลิร์นเนอร์ (Slow Learner) คนพิการ สติปัญญา แต่ว่าปัจจุบันวันนี้การมองคนพิการหรือความพิการแตกต่างไปเขามีการมอง ที่เรียกว่าเป็นโซเชียลโมเดล (Social Model) หรือตัวแบบทางสังคม อย่างเช่นว่าถ้าวันนี้ กรณีผมเป็นคนตาบอดจริงครับ แล้วก็มาอภิปรายในสภา ความจําเป็นของผมคือการจดบันทึก คือการอ่านข้อมูลเอกสาร ผมอาจจะไม่มีความจําเป็นที่ต้องสบตาทุกท่านหรือต้องเห็นหน้า ทุกท่าน ผมก็สามารถทําหน้าที่ตรงนี้ได้ เพราะฉะนั้นถ้าเปรียบเทียบแล้วผมเองกับทุกท่าน ถ้าผมสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีเหล่านี้ผมก็ไม่มีความพิการ เช่นเดียวกันกับถ้าเกิดคนพิการที่นั่งวีลแชร์ (Wheelchair) ถ้าเขาขึ้นไปบนรถไฟฟ้าหรือว่า บริการสาธารณะได้เช่นเดียวกับคนทั่วไปเขาก็ไม่มีความพิการครับ เพราะฉะนั้นตัวโซเชียล โมเดล (Social Model) หรือตัวแบบทางสังคม เขาถึงบอกว่าความพิการนี้ตัวแปรของมัน ก็คือสิ่งแวดล้อม คืออุปสรรคที่เกิดจากสิ่งที่เรียกว่า แมนเมด (Man made) หรือมนุษย์สร้าง นี่ละครับ จึงมีแนวคิดที่ใช้กันทั่วโลกอยู่ในขณะนี้ที่เขาเรียกว่า ยูนิเวอร์ซัลดีไซน์ (Universal Design) หรือการออกแบบที่เป็นธรรม เพราะฉะนั้นการมองคนพิการวันนี้ก็คือว่าทําอย่างไร ให้อุปสรรคในการดํารงชีวิตต่าง ๆ นี้ลดน้อยที่สุด และผมอยากจะเรียนตามตรงเลยครับว่า จริง ๆ ในตัวแบบอันนี้จะมองว่าทุกคนในโลกพิการหมดครับ ท่านลองเดินออกไปนะครับ แล้วบังเอิญไปปรากฏอยู่ที่ประเทศหนึ่งทางแอฟริกา ท่านจะกลายเป็นคนพิการทางการ สื่อสารทันทีเลยครับ เพราะท่านจะไม่สามารถสื่อสารกับใครรู้เรื่องในภาษาท้องถิ่นของเขา อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นตัวแปรด้านความพิการในปัจจุบันจึงมีแนวคิดในการมองในเรื่อง เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและการลดอุปสรรคทางสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ลงในการเข้าถึงบริการ สาธารณะ หรือแม้กระทั่งข้อมูลข่าวสารจึงเป็นปัจจัยสําคัญที่จะทําให้ความพิการไม่เป็น อุปสรรคในการใช้ชีวิตในมิติต่าง ๆ ผมเรียนว่าในข้อมูลปัจจุบันวันนี้ ด้วยการสาธารณสุข ของเราที่มีขอบข่ายการให้บริการที่ดีขึ้นกว่าในอดีตมาก ต้องเรียนครับว่าตัวเลขความพิการ คนพิการที่จดทะเบียน ที่เป็นตัวเลขพิการตั้งแต่กําเนิดลดลงอย่างมีนัยสําคัญครับ ตัวเลข จะอยู่ที่ประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นตัวเลขคนพิการที่สะสมมานะครับ แต่คนพิการ อีกจํานวนกว่า ๘๐ เปอร์เซ็นต์เกิดจากโรคภัยไข้เจ็บ แล้วก็เกิดจากอุบัติเหตุครับ เพราะฉะนั้นแล้วต้องบอกว่าโรคภัยไข้เจ็บและอุบัติเหตุบางอย่างก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ บางอย่างก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นแล้วหัวใจสําคัญวันนี้ที่มากราบเรียนท่านประธาน แล้วก็ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่ให้ความกรุณาอภิปรายก็คืออย่างที่หลายท่านพูดครับ ถ้าเรา ทําให้คนพิการจํานวนมากที่มีศักยภาพได้มีงานทําก็จะเป็นคุณูปการต่อตัวคนพิการเองแล้วก็ ต่อประเทศชาติในที่สุด
ผมเรียนท่านนิกรนะครับ ต้องเรียนนะครับว่าในอดีตก่อนหน้ายุคที่ผมจะมา ทํางานนี้ มีคนที่ขับเคลื่อนเรื่องนี้สําคัญชื่อต่อพงษ์จริงครับ ท่านชื่อ พันโท ต่อพงษ์ กุลครรชิต ท่าน พันโท ต่อพงษ์ นั่งวีลแชร์ (Wheelchair) ส่วนผมตาบอดนะครับ แต่เราเรียกกันแบบ มองโลกในเชิงบวก เขาก็จะเรียกว่า พันโท ต่อพงษ์เป็นต่อพงษ์ตาดี ส่วนเรียกผม เขาเรียกว่า เป็นต่อพงศ์ขาดีครับ เวลาเอามาประกอบกันก็เป็น ๒ ต่อพงศ์ เติมเอส (S) นะครับ ทําให้ สังคมปั่นป่วนเล็กน้อย แต่ว่าต้องบอกครับว่าสิ่งที่ท่าน พันโท ต่อพงษ์ ขับเคลื่อนเรื่องบีทีเอส (BTS) ต่อมาถึงอาจารย์สุพรธรรมก็ดี เป็นเรื่องที่ไม่ได้เกิดประโยชน์กับตัวท่านเองแต่เพียง อย่างเดียว เป็นการกระตุ้นสังคมให้เห็นครับว่าบริการสาธารณะต้องเป็นสาธารณะ ไม่ใช่ สาธารณะของคนบางคน ต้องเป็นสาธารณะของคนทุกคน อันนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก ๆ นะครับ ท่านครับ ถ้าท่านไปดูความเป็นจริงวันนี้นะครับ รถไฟฟ้าของ รฟม. รฟท. หรือรถไฟฟ้าใต้ดิน หรือบีทีเอส (BTS) มาตรฐานคนละมาตรฐาน เก็บเรื่องนี้ไว้ก่อนในวงเล็บ เดี๋ยวมีข้อเสนอ ต่อไปในอนาคต
ทีนี้มาถึงประเด็นของท่านอาจารย์ถวิลวดีนะครับ ผมเรียนตามตรงนะครับว่า ที่อาจารย์ได้กรุณาเกริ่นมาว่าท่านอาจารย์ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านคนพิการ ผมขออนุญาต ไม่เห็นพ้องด้วยนะครับ เพราะประเด็นที่อาจารย์ได้กรุณาหยิบยกมานี้มีความลึกซึ้ง แล้วก็ เข้าใจเรื่องคนพิการจริง ๆ เลยครับ ผมเรียนครับว่าปัญหาที่เกิดขึ้นของคนพิการ ที่อาจารย์ ถามว่าเมื่อเขาจบการศึกษา วอต อีส เนกซ์ (What is next) หรืออะไรคือสถานีถัดไปของเขา ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะการศึกษาครับ ผมเองประสบการณ์ตรง ผมออกจากโรงพยาบาล ตอนนั้น ผมรักษาที่โรงพยาบาลจักษุรัตนิน หลังจากประสบอุบัติเหตุครับ ผมก็นอททิงเนกซ์ (Nothing next) เหมือนกันครับ ไม่รู้จะไปไหนต่อครับ แล้วคนพิการที่อยู่ในระบบโรงพยาบาล พอออกมาจากระบบโรงพยาบาลไม่มีที่ไปต่อครับ กลับไปอยู่บ้านครับ แต่ศูนย์บริการนี่ละครับจะเป็นศูนย์ที่ว่าจบจากโรงเรียน เอาเป็นว่า ออกจากสถานที่ที่ให้การรับรองว่าเป็นคนพิการ เขาสามารถมาใช้ศูนย์บริการนี้ฟื้นฟูได้ ทั้งกระบวนการ ผมยอมรับครับว่าตัวข้อเสนอนี้อาจจะให้น้ําหนักในเรื่องเกี่ยวกับศูนย์บริการ ทั่วไปนี้ไม่เต็มที่นัก แต่ว่าด้วยข้อเสนอของหลาย ๆ ท่าน ก็จะทําให้สิ่งเหล่านี้มันเติมเต็มขึ้น กระบวนการหลัก ๆ จะมี ๓ ส่วนครับ ๑. ก็คือเขากับเราต้องหากันให้พบครับ ถ้าศูนย์บริการ เป็นอย่างอดีตที่มีศูนย์ฝึกอาชีพคนพิการ ๘ แห่งทั่วประเทศ อีกกี่ปีก็หากันไม่พบหรอกครับ เพราะมันไกลบ้านครับ จะทําอย่างไรให้ศูนย์บริการไปอยู่ใกล้บ้านเขา หรือไปอยู่ที่ที่เขา เดินทางสะดวก แล้วก็ไม่ได้ใช้ต้นทุนแตกต่างกับทั่วไปมากเขากับเราหากันให้พบหรือ รีคอกไนซ์ (Recognize) กัน ๒. ก็คือเชนจ์ (Change) เขา ดีเวลลอป (Develop) เขา ในสิทธิขั้นพื้นฐาน คนพิการต้องการเพื่อนครับ ทุกวันนี้คนพิการหาเพื่อนไม่ได้ครับ เพราะฉะนั้นในศูนย์บริการนี้จะมีบริการต้น ๆ เลยครับ ก็คือเขาเรียกว่า เพียร์เคาน์เซลิ่ง (Peer Counseling) หรือการให้คําปรึกษาแบบเพื่อน หรือการวิเคราะห์ที่เป็นกรณีอย่างที่ อาจารย์กรุณาพูดถึง ในภาษาการศึกษาเรียกว่า อินดิวิดวลไลซ์ เอดูเคชัน โปรแกรม (Individualized Education Program) หรือ ไออีพี (IEP) นะครับ เพราะฉะนั้นอันนี้ ก็จะเป็นตัวหนึ่งที่เป็นการไออีพี (IEP) ว่า อินดิวิดวลไลซ์ รีแฮบิลิเทชัน โปรแกรม (Individualized Rehabilitation Program) ว่าเขาต้องมีโปรแกรม (Program) ฟื้นฟู อะไรบ้างจึงจะกลับมาสู่วิถีชีวิตปกติ และแน่นอนครับ โรงงานในอารักษ์ที่เป็นเชลเตอร์ เวิร์กชอป (Sheltered Workshop) ในโลกนี้เขาจะไม่ค่อยใช้กันแล้ว แต่ว่าด้วยโมเดล (Model) ใหม่ของโซเชียลเอนเตอร์ไพรส์ (Social Enterprise) หรือว่าเอสอี (SE) ที่จะเกิดขึ้นนี้ ก็จะทําให้ศูนย์บริการแห่งนี้ต่อยอดเป็นศูนย์ที่ให้บริการ อย่างการฝึกอาชีพ แล้วก็สร้างงานทําที่อยู่ใกล้บ้านเขา ซึ่งเป็นลักษณะที่อาจารย์กรุณาพูดถึงว่า คอมมูนิตี เบส รีแฮบิลิเทชัน (Community based Rehabilitation) หรือการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ โดยชุมชน ซึ่งเป็นปัจจัยหลัก แล้วก็เป็นกระบวนการหลักที่น่าจะดําเนินการ แล้วก็ประสบ ผลสําเร็จมาแล้วในหลายประเทศ
ส่วนท่านเพิ่มพงษ์ในเรื่องฐานข้อมูล อันนี้ก็ตรงกันทั้งหมดนะครับ เป็นเรื่อง การฝึกอาชีพ
ส่วนท่านกษิต ต้องเรียนนะครับว่าในเรื่องเกี่ยวข้องกับกฎหมายระหว่าง ประเทศว่าด้วยคนพิการนี้นะครับ ประเทศไทยเราเป็นภาคี เราให้สัตยาบันในอนุสัญญา ว่าด้วยสิทธิคนพิการ แล้วก็ตอนนี้ประเทศไทยที่ก้าวหน้ากว่าประเทศในอาเซียน (ASEAN) ก็คือคณะรัฐมนตรีเพิ่งมีมติไปเมื่อประมาณเดือนเมษายน หรือเดือนมีนาคม ผมไม่มั่นใจ ในการที่จะให้การรับรอง เขาเรียกว่าออปชันนัลโพรโทคอล (Optional Protocol) หรือ พิธีสารเลือกรับของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ ซึ่งหมายความว่าคนพิการไทยถ้าไม่ได้รับ ความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรมในประเทศไทยจนสุดขั้นตอน สามารถไปร้องที่ยูเอ็น (UN) ได้ครับ ซึ่งอันนี้เป็นความกล้าหาญอย่างสูงยิ่งของรัฐบาลนะครับ ในการกล้าที่จะให้ ยูเอ็น (UN) เข้ามาดูในกรณีที่คนพิการไทยซึ่งไม่เป็นธรรม ซึ่งผมคิดว่าอันนี้เป็นตัวแปรสําคัญ และเป็นจุดที่ก้าวหน้ามากของประเทศไทยในเรื่องเกี่ยวกับองค์กรด้านคนพิการ ในเรื่อง การทํางานด้านคนพิการนะครับ ผมเหลือใครอีกครับ จริง ๆ ท่านวิเชียรก็ตอบครบ
ท้ายสุดนี้ผมอยากจะเรียนนะครับว่า หลาย ๆ สิ่ง หลาย ๆ อย่างที่กําลัง ดําเนินการอยู่นี้ ก็มีจุดมุ่งหมายเดียวกันนะครับในการที่ตั้งใจจะให้คนพิการสามารถที่จะ ใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างเป็นปกติสุข อย่างเช่นประชาชนทั่วไป ผมก็คาดหวังครับว่า วันข้างหน้าในอนาคตถ้ามีใครสักคน ไม่ว่าจะอยู่ที่นี่หรือที่ไหน เป็นคนพิการ ครอบครัว ของเขาจะไม่ต้องมีความทุกข์ เขาจะรู้ว่าวันนั้นเขาควรจะไปที่ไหน และความช่วยเหลือ โดยเร็วพลันและครบถ้วน ถูกต้อง จะถึงมือเขาในเวลาที่เหมาะสมแล้วก็รวดเร็ว แล้วก็ทําให้ เขากลับมาใช้ชีวิตได้ เป็นประชากรหรือเป็นพลเมืองโดยปกติเช่นเดียวกับบุคคลทั่วไป ท้ายสุดผมก็ขอบพระคุณท่านประธาน แล้วก็ท่านสมาชิกอีกครั้งหนึ่งนะครับที่ได้กรุณา นําเสนอข้อเสนอแนะ และข้อวิพากษ์วิจารณ์ ข้อคิดเห็นต่าง ๆ ซึ่งทางท่านปลัด ท่านวิเชียร และผมเองจะรับไปปรับปรุง แล้วก็ขอได้รับการสนับสนุนในการให้ความเห็นชอบจากร่าง รายงานนี้ด้วยนะครับ ขอบพระคุณครับ
คณะกรรมาธิการตอบเสร็จเรียบร้อยแล้วนะคะ ท่านประธานจะสรุปไหมคะ เชิญท่านประธานค่ะ
ขอบพระคุณครับ สั้น ๆ ครับ เป็นหลักปฏิบัติของกรรมาธิการนะครับ ก็คือว่าทุกประเด็น ทุกข้อเสนอแนะ ทุกข้อสังเกต กรรมาธิการยินดีน้อมรับที่จะไปพิจารณา แล้วก็ทํารายงานนี้เพิ่มเติมโดยละเอียด เพื่อผลประโยชน์ของการขับเคลื่อนศักยภาพส่วนของคนพิการนะครับ ขอขอบพระคุณ ทุก ๆ ท่านครับ
ท่านสุรินทร์คะ เป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับที่ท่านถามแล้วยังไม่ได้คําตอบ หรือเปล่าคะ
แน่นอนเลยครับ ผมกราบเรียนไปแล้วว่า ข้อที่ ๑ ผมไม่เห็นด้วยกับการตั้งศูนย์ ขอให้ท่านตอบให้ชัดเจน ไม่ใช่รับไปนะครับ ทุกจังหวัดนะครับ ผมไม่เห็นด้วย ข้อที่ ๒ ขอความเมตตาจากท่านนะครับ เมตตาเป็นเครื่องค้ําจุนโลก ท่านจะทําอย่างไรให้ศูนย์เหล่านี้มีวิธีการ กระบวนการป้องกันไม่ให้คนพิการเกิดขึ้นอีก ผมยกตัวอย่างครับ ถ้าท่านตั้งศูนย์เท่าไรมันก็ไม่พอนะครับ ท่านต้องได้รับความร่วมมือจาก องค์กร อปท. หรือ อบต. หรือเทศบาล ว่าทําอย่างไรประชากรในพื้นที่เขาต้องไม่มีคนพิการ เกิดขึ้น ผมยกตัวอย่างให้เป็นรูปธรรมของการบูรณาการนะครับ ถ้าท่านบอกบูรณาการ กับกระทรวงมหาดไทยนะครับ บอกว่าให้ท่านสั่งไปยังที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ให้ประสานกับกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุขก็สั่งไปว่าให้สัมพันธภาพหรือ มีบูรณาการกับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ เราเรียกว่าสุขศาลาเก่านะครับว่าถ้าในท้องที่ ของท่าน ทันทีที่มีหญิงตั้งครรภ์มานี้ ต้องให้ความรู้เขาเลยว่าจะตั้งครรภ์อย่างไรถึงจะให้ สุขภาพของมารดาดี และมีบุตรอย่างไรถึงจะไม่พิการ เริ่มต้นจากตรงนี้ก่อนเลยนะครับ แล้วเมื่อเข้าไปถึงโรงเรียนแล้ว ก็จะต้องไปบอกกับโรงเรียน อย่างที่ผมบอกว่าท่านจะทํา อย่างไรถึงจะไม่ให้เด็กพิการ เรื่อยไปจนถึงกระทรวงแรงงานว่าทําอย่างไรถึงจะให้ซีโร แอ็กซิเดนต์ (Zero Accident) ในโรงงาน ถ้าท่านทํากระบวนการอย่างนี้ให้มันครบนะครับ ศูนย์เหล่านี้ถ้าในอนาคตผมเกิดอีกครั้งหนึ่งนะครับ ค่อย ๆ เหี่ยวลงไม่มีงานทํา เหี่ยวลง เคพีไอ (KPI) จนไม่มีงานทําเพราะคนพิการน้อยลง ๆ นั่นคือเคพีไอ (KPI) ที่ผมอยากเห็น ท่านต้องตอบ ขอความเมตตาท่านหน่อยเถอะ ตอบให้ผมชัดเจนหน่อยว่าเรื่องนี้ ท่านคิดอย่างไร หรือท่านจะเอา บอกว่าให้มันพิการมากขึ้น แล้วผมก็จะตั้งศูนย์มากขึ้น อย่างนั้นหรือครับ
เชิญท่านกรรมาธิการค่ะ เชิญท่านวิเชียรค่ะ
ขออนุญาตกราบเรียนท่านสุรินทร์ ในประเด็นที่ท่านยังติดใจเรื่องการตั้งศูนย์บริการคนพิการนะครับ ผมขออนุญาตเรียนว่า ในรายงานของเรานี้ไม่ได้เสนอ เพราะถ้าเสนอให้ยุบศูนย์เราจะต้องเสนอร่างกฎหมาย เพราะว่าศูนย์บริการคนพิการจัดตั้งขึ้นตามมาตรา ๒๐ (๓) ของพระราชบัญญัติส่งเสริม และพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการนะครับ ในมาตราดังกล่าวผมขออนุญาตอ่านให้ที่ประชุม ได้รับทราบนิดหนึ่งนะครับว่า กําหนดไว้ว่าให้จัดตั้งศูนย์บริการคนพิการเพื่อประโยชน์ ในการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการตามพระราชบัญญัตินี้นะครับ วรรคสอง บอกว่าราชการส่วนท้องถิ่นอาจจัดตั้งศูนย์บริการคนพิการตามวรรคหนึ่งได้โดยใช้ งบประมาณของตนเอง แล้วก็มีรายละเอียดเพิ่มเติม ซึ่งเป็นระเบียบของกระทรวงการพัฒนา สังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ที่ผมตอบท่านสุรินทร์ไปก็คือว่าในรายงานจะไปเพิ่มเติม ประกอบกับที่ท่านคุรุจิตได้ให้ข้อแนะนํานะครับ เราจะไปเพิ่มเติมโดยผมก็ถามตัวแทนของ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์โดยกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิต คนพิการว่ากรรมาธิการเราจะให้ข้อสังเกตไปว่ากฎหมายให้มีศูนย์เพื่อให้บริการ แต่ว่าการใช้ อัตรากําลังก็ดี การกําหนดโครงสร้างของส่วนราชการ อยากให้อยู่ในส่วนราชการของ สํานักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ อยู่ในนั้นแล้วก็มีบุคลากรที่เข้าไปทํางาน ภายใต้การกํากับดูแลของ พมจ. นะครับ แต่ว่าศูนย์นี้กฎหมายให้มี เมื่อมีก็เป็นศูนย์ แต่ไม่ได้ แปลว่าศูนย์นั้นมันจะสร้างอาณาจักรอะไร เพียงแต่อย่างเช่นในรายงานที่บอกไว้ว่าตอนนี้ ไปตั้งไว้แล้ว มีสํานักงาน มีอะไรนี่ เนื่องจาก ขออนุญาตเรียนว่า ศาลากลางหลายจังหวัด มีสถานที่ที่ไม่เพียงพอ ก็คือมีห้องเล็ก แล้วก็ไม่มีทางขึ้นทางเข้าอะไร ก็จะต้องไปสร้างสถานที่ ที่สามารถให้คนพิการสามารถเข้าถึงและใช้บริการได้ นี่คือวัตถุประสงค์ แต่ไม่ได้ไปสร้าง อาณาจักรไปอะไรตามที่ท่านได้ให้ข้อแนะนํา ก็ขออนุญาตไประบุอยู่ในข้อสังเกตที่อยู่ ในรายงาน ขออนุญาตเรียนท่านอย่างนี้นะครับ ส่วนเรื่องระบบการป้องกันอะไรนี้ อยากให้ ท่านต่อพงศ์เรียนตอบท่านสุรินทร์นิดหนึ่งครับ ขอบพระคุณ
เชิญท่านต่อพงศ์ค่ะ
ขอบพระคุณท่านประธานครับ ผม ต่อพงศ์ เสลานนท์ สปท. เรียนท่านสุรินทร์ครับ ผมคิดว่ายังไม่มีประเทศไหนสําเร็จ ในโลกที่จะไม่มีคนพิการ ผมเรียนว่าหลายเรื่องเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แล้วก็จริง ๆ ต้องเรียนว่า การตั้งเคพีไอ (KPI) ต่าง ๆ ที่บอกว่าจะให้เป็นศูนย์ หมายถึงว่าเรื่องอะไรต่าง ๆ ผมคิดว่า ก็อาจจะเป็นสิ่งที่ยาก แต่ว่าระบบการให้คําปรึกษาหรือการดูแลเรื่องอนามัยเจริญพันธุ์ต่าง ๆ ของประเทศไทยก้าวหน้ามากนะครับ มีการตรวจวัด มีการตรวจน้ําคร่ําหรือโครโมโซม อะไรต่าง ๆ ก่อนที่จะให้เด็กคนนั้นคลอดออกมานี่นะครับ มีระบบการดําเนินการอย่างนั้น อยู่แล้ว ซึ่งผมเรียนว่าตัวเลขคนพิการที่เกิดขึ้นตั้งแต่วัยแรกเกิด ตัวเลขลดลงอย่างมีนัยสําคัญ นี่คือความสําเร็จของการดําเนินการ ส่วนพิการที่เกิดขึ้นจากอุบัติเหตุก็ดี ซึ่งมีตัวเลขอยู่ที่ ประมาณ ๑๔ เปอร์เซ็นต์ หรือพิการที่เกิดขึ้นจากโรคภัยไข้เจ็บ ผมเรียนครับว่าไม่แน่ตอนนี้ ท่านสุรินทร์ถอดแว่นตาออกก็อาจจะเข้ากลุ่มคนตาบอดได้ ไม่แน่นะครับ คือผมเรียนครับว่า ความเสื่อมของมนุษย์เป็นสิ่งที่มิสามารถหลีกเลี่ยงได้ เป็นธรรมชาติครับ เป็นธรรมชาติ ที่เกิดขึ้น การเสื่อมของอวัยวะเป็นธรรมชาติที่เกิดขึ้น เพียงแต่ว่าจะทําอย่างไรให้ชีวิตที่ยัง มีอยู่กับความพิการที่เป็นอยู่นี่สามารถอยู่ด้วยกันได้ ไม่มาทําร้ายทําลายความสุขของท่าน ตั้งแต่เกิดจนเสียชีวิตนะครับ ขออนุญาตที่ต้องกล่าวเช่นนี้ ก็คือจริง ๆ ระบบรัฐไทยพยายาม ที่สุดแล้วครับในการที่ทําให้คนพิการจากแรกเกิดลดลง แล้วก็ทําให้ความพิการที่เกิดขึ้นจาก ทุกระบบลดลงนะครับ แต่สภาพความเป็นจริงก็ยังเป็นอยู่ คนใช้ถนน มีอุบัติเหตุ ประเทศไทย ติดอันดับ ๒ ของโลก ๒๐,๐๐๐ กว่าคนต่อปี ๔๔ คนต่อ ๑๐๐,๐๐๐ คนของประชากร ๖๕ ล้านคน ก็เกือบ ๓๐,๐๐๐ คน ๒๘,๐๐๐ คน คือเสียชีวิตครับ ที่เหลือพิการ เพราะฉะนั้น ถ้าเราไม่แก้ระบบหลาย ๆ ระบบของประเทศชาติก็คงจะแก้ปัญหาเรื่องคนพิการไม่ได้ และศูนย์ที่จะตั้งขึ้นมานี้ อันที่ ๑ เพื่อมาลดปัญหาในปัจจุบัน ถ้าวันหนึ่งข้างหน้าคนพิการ ไม่มีอย่างที่ท่านสุรินทร์ว่าจริง ๆ ศูนย์นี้ก็คงจะถูกยุบออกไปนะครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะ เชิญท่านกษิตค่ะ
ขอบคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สปท. อันดับ ๗ ก็เกี่ยวโยงกับสิ่งที่ผมได้พูดไว้ แต่ว่าผมอยากจะขอคําชี้แจงความกระจ่างนิดหนึ่ง ผมมักจะเน้นเรื่องท้องถิ่น ท้องที่เป็นสําคัญ แล้วก็โดยเฉพาะในเรื่องของคนพิการ แล้วก็ ในเอกสารก็บอกว่าเป็นศูนย์รับเรื่อง คือต้องเอาคนพิการมาที่ศูนย์ แล้วถึงศูนย์อันนี้ ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ก็จะส่งไปที่ศูนย์บริการหรือส่งไปที่ โรงพยาบาล คราวนี้ประเด็นของผมที่บอกทําไมต้องท้องถิ่นหรือท้องที่ เพราะว่าจะมี คนพิการที่เคลื่อนไม่ได้ แล้วก็ในข่าวหนังสือพิมพ์ทุกเดือนจะมีบอกว่าคุณยายต้องเลี้ยง หลานพิการ ๒ คน หรือว่าคุณยายคุณตา มีเด็กอายุ ๑๐ ถึง ๑๒ ขวบ ต้องไปทํางานแล้วก็เลี้ยงดู หมายความว่ากระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์หรือว่าใครก็ตาม ที่รับผิดชอบไม่ได้ไปที่หมู่บ้าน ไม่ไปที่บ้าน คือไม่ได้ออกไปพบประชาชน แต่คนพิการเขาจะ ออกมาได้อย่างไร แล้วคําถามของผมคือในยุคสมัยนี้ทําไมยังมีข่าวหน้าแรกของหนังสือพิมพ์ คนพิการช่วยตัวเองไม่ได้ แล้วก็ต้องเรียกร้องกันให้สังคมเข้าไปช่วยเหลือ ประเด็นตรงนี้ ต่างหากละครับที่เราจะต้องแก้ไขเป็นสําคัญ คือองค์กรของรัฐต้องไปบริการ ณ ที่พัก ไม่ใช่ รอให้คนพิการเคลื่อนมา แล้วตราบใดที่มันเป็นศูนย์ของหน่วยราชการกลาง ไม่ใช่คนในท้องที่ เป็นข้าราชการจากภาคอื่นหรือจากกรุงเทพฯ ไปทํางานในต่างจังหวัดความผูกพันเยื่อใย องค์ความรู้เกี่ยวกับสภาพของท้องถิ่นมันก็ไม่มี ตรงนี้เป็นเรื่องที่สําคัญนะครับ ผมถึงได้ เน้นแล้วเน้นอีกว่าท้องถิ่นท้องที่ให้เขามาดูแล แล้วถ้าเผื่อมันมีพวกเอ็นจีโอ (NGOs) เขาทําเรื่องนี้อยู่ในพื้นที่ก็โอนงานมาให้เขา โอนงบประมาณมาให้เขา ไม่ใช่ตั้งหน่วยราชการ กลางกันจนแล้วจนรอดไม่จบไม่สิ้นเสียทีครับ ขอขอบคุณครับท่านประธาน
ในรอบนี้เป็นรอบของการทวงคําถาม ทวงคําตอบจากกรรมาธิการนะคะ เพราะฉะนั้นจะไม่มีการอภิปรายประเด็นใหม่ขึ้นมา คณะกรรมาธิการกรุณาตอบข้อซักถาม ของท่านกษิตด้วยค่ะ
ในรายงานฉบับนี้ระบุว่ามี ๗๗ ศูนย์ ที่เป็นภาครัฐนะครับ ที่ผมเรียนตอบคําถามเมื่อสักครู่ไปแล้วว่าจะไปอยู่ในสํานักงาน พมจ. นะครับ แต่ว่าศูนย์ที่ท่านกษิตเน้น ตอนนี้มีศูนย์บริการคนพิการของราชการส่วนท้องถิ่น แล้วก็หน่วยงานที่ไม่ใช่หน่วยงานของภาครัฐ ๗๗๑ ศูนย์ ซึ่งใน ๗๗๑ นี้เป็นองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น ๗๕๑ ศูนย์นี่ศูนย์บริการคนพิการที่เราส่งเสริม แล้วก็เป็นศูนย์บริการคนพิการ ที่เป็นองค์กรด้านคนพิการตอนนี้ยังมีอยู่น้อยมีอยู่ ๕๘ ศูนย์ เป้าหมายก็คือศูนย์บริการ คนพิการทั่วไป ผมเรียนย้ําแต่แรกตั้งแต่ตอนต้นของรายงานตั้งแต่เช้าแล้วว่าเราส่งเสริมให้ ศูนย์บริการคนพิการทั่วไปให้ขับเคลื่อนแล้วมีพละกําลังที่จะให้การดูแล แต่ศูนย์บริการคนพิการ ระดับจังหวัดให้ทําหน้าที่ในการเป็นเรกูเลเตอร์ (Regulator) แล้วก็ช่วยส่งเสริมสนับสนุน ศูนย์บริการคนพิการ เพราะที่ท่านเป็นห่วงว่าอยู่ที่จังหวัดแล้วคนพิการจะมาหรือไม่ เขาไปที่ ท้องถิ่นที่ตอนนี้เพิ่มแล้วก็พยายามทําอยู่ ข้อมูลเชิงลึกอย่างเช่นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่จังหวัดชัยภูมิมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เป็นศูนย์บริการคนพิการแล้ว ๙๖ แห่ง ที่จังหวัดขอนแก่น ๓๓ แห่ง นี่ข้อมูลเบื้องต้น ขออนุญาตกราบเรียนครับ ขอบพระคุณครับ
เป็นอันว่าที่ประชุมได้พิจารณารายงาน เรื่อง การพัฒนาศักยภาพศูนย์บริการ คนพิการแล้วนะคะ ก่อนจะลงมติดิฉันขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนค่ะ
(นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)
ขอเชิญสมาชิกใช้สิทธิแสดงตน โดยโปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนค่ะ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
ยังมีสมาชิกทยอยเข้ามานะคะ ดิฉันจะคอยก่อน เรียบร้อยนะคะ ท่านที่เข้ามา ทีหลังเรียบร้อยนะคะ เจ้าหน้าที่ขอผลค่ะ มีผู้เข้าร่วมประชุม ๑๕๘ ท่าน ครบองค์ประชุมนะคะ
ต่อไปดิฉันจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับรายงาน เรื่อง การพัฒนา ศักยภาพศูนย์บริการคนพิการหรือไม่นะคะ
(นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)
ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนค่ะ ผู้ใดเห็นชอบโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียงนะคะ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
เสร็จเรียบร้อยนะคะ ดิฉันขอปิดการลงคะแนนแล้วขอผลคะแนนด้วยค่ะ ผลคะแนนนะคะ จํานวนผู้เข้าร่วมประชุม ๑๖๒ ท่าน เห็นด้วย ๑๔๕ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๒ ท่าน งดออกเสียง ๑๕ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มีนะคะ
เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านสังคม เรื่อง การพัฒนาศักยภาพศูนย์บริการคนพิการแล้วนะคะ ซึ่งคณะกรรมาธิการจะได้นําความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิกไปปรับปรุงก่อนที่จะ ส่งรายงานไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาดําเนินการต่อไปค่ะ จบการพิจารณารายงาน เรื่อง การพัฒนาศักยภาพศูนย์บริการคนพิการแล้วนะคะ
ต่อไปเป็นการพิจารณารายงาน เรื่องที่ ๒ เรื่อง การขับเคลื่อนต้นแบบ งานบูรณาการเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ เพื่อให้เกิดต้นแบบงานบูรณาการด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุที่มีประสิทธิภาพ สามารถเป็นจุดประสานงานที่ชัดเจนในการดําเนินงานในระดับพื้นที่นําไปสู่การขยายผล การดําเนินงานให้มีความครอบคลุมในระดับพื้นที่ทั่วประเทศ คณะกรรมาธิการได้เล็งเห็นถึง ความสําคัญในการขับเคลื่อนการดําเนินงานดังกล่าวนะครับ จึงได้มีการพิจารณาศึกษา รายงานการขับเคลื่อนต้นแบบงานบูรณาการเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ตามแผนการปฏิรูปของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคม เป็นการปฏิรูปค่อนข้างควิกวิน (Quick Win) ที่สามารถจะเห็นผลระยะเวลาที่เหลืออยู่ อันน้อยนี้นะครับ กรรมาธิการขอเสนอรายงานต่อที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เพื่อพิจารณา ลําดับต่อไปก็อยากจะเรียนเชิญท่านวิเชียร ชวลิต รองประธานกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคม ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ระบบรองรับสังคมสูงวัยและผู้ด้อยโอกาส ได้ชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติมตามรายงานครับ ขอบพระคุณครับ
เชิญท่านวิเชียร ชวลิต ค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ ท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศทุกท่านครับ ผม วิเชียร ชวลิต ประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูประบบรองรับสังคมสูงวัยและ ผู้ด้อยโอกาส ขออนุญาตรายงาน เรื่อง การขับเคลื่อนต้นแบบงานบูรณาการเพื่อการพัฒนา คุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ นะครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
ดังที่ท่านประธานกรรมาธิการได้รายงาน ต่อที่ประชุมแล้วว่า สถานการณ์ของประเทศไทยในเรื่องของผู้สูงอายุก็เป็นทิศทางที่น่าจะ เป็นความชัดเจน แล้วก็ได้เคยรายงานในที่ประชุมแห่งนี้ว่าสถานะของการเป็นสังคมผู้สูงอายุ ของไทยเป็นอย่างไรนะครับ โดยสรุปเราก็จะเป็นประเทศที่มีสถานการณ์ของผู้สูงอายุ หรือจะเป็นสังคมผู้สูงอายุเป็นอันดับ ๒ ในอาเซียน (ASEAN) อันดับ ๑ ก็คือประเทศสิงคโปร์ แล้วเราก็เป็นอันดับ ๒ ก็จะมีทิศทางที่มีความชัดเจนถ้าเรายังมีสัดส่วนหรือว่ามีอัตราการเกิด ของประชากรอยู่ในประมาณนี้นะครับ เราจะก้าวไปสู่สังคมผู้สูงอายุที่เรียกว่า สังคมสูงวัย ระดับสุดยอด ในปี ๒๕๗๔ จะมีสูงถึง ๒๘ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งอันนี้ก็จะเป็นสิ่งที่พวกเรา เป็นห่วงกังวล แต่ที่เราเป็นห่วงกังวลกันมากที่สุดก็คงไม่ใช่ตัวเลขอย่างเดียว เราก็เป็นห่วงว่า เราจะใช้ชีวิตอยู่อย่างไรในตอนนั้น จะมีเงินมีทอง มีการบริการอะไรบ้าง
ผมก็อยากจะเรียนเพิ่มเติมกับท่านทั้งหลายว่าถ้ามองตัวเลขของผู้สูงอายุ ที่วันนี้เป็นอยู่นะครับ ย้อนหลังไปเมื่อปี ๒๕๓๗ เรามีผู้สูงอายุที่อยู่ลําพังคนเดียว ประมาณ ๓.๖ เปอร์เซ็นต์ หรือร้อยละ ๓.๖ แต่ในขณะนี้ข้อมูล ณ ปี ๒๕๕๗ กระโดดเพิ่มไปถึง ๑๐.๔ เปอร์เซ็นต์ ก็เป็นทิศทางที่น่าเป็นห่วงนะครับ แล้วเราก็จะเห็นข่าวคราวในสื่อต่าง ๆ รับทราบอยู่ว่าพบผู้สูงอายุที่อยู่ลําพังคนเดียวที่โน่นที่นี่ ที่เป็นข่าวมากก็คงจะเป็นผู้สูงอายุ ที่อยู่ลําพังคนเดียวที่เสียชีวิตแล้วมีเงินเยอะ มีทรัพย์สมบัติเยอะก็จะเป็นข่าวมากหน่อย แต่คนที่เป็นข่าวอยู่เป็นประจําก็คือผู้สูงอายุที่อยู่ตามลําพัง เสียชีวิตบ้าง ช่วยตัวเองไม่ได้บ้าง ลําบาก ไม่มีกิน อะไรพวกนี้ก็จะเป็นข้อมูลที่ปรากฏ เพราะว่าผู้สูงอายุของประเทศไทยนั้น ผลการวิจัยปรากฏชัดว่าในเวลานี้ผู้สูงอายุคนไทยยังพึ่งพารายได้หลักจากลูกเป็นหลัก เป็นผู้ที่พูดง่าย ๆ ว่าอุปถัมภ์ค้ําชู เพราะฉะนั้นถ้าเราโตไปถึง ๒๘ เปอร์เซ็นต์ ลูกทั้งหลาย ก็จะเกิดความลําบากแล้ว เพราะว่าไม่รู้จะดูแลกันอย่างไรนะครับ อันนี้ก็คือสิ่งที่เกิดขึ้น
เพราะฉะนั้นผลกระทบจากโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลงเป็นสังคมสูงวัย ก็จะเกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจต่าง ๆ มากมาย ซึ่งผมอยากจะเรียนข้อมูลกับท่านทั้งหลายว่า จากผลกระทบดังกล่าวก็มีแนวทางในการดําเนินการที่ทําไว้แล้วต่อเนื่องมา ๒-๓ ปีแล้วนะครับ ก็คือการแก้ไขปัญหาดูแลผู้สูงอายุหรือผู้สูงวัยในด้านต่าง ๆ ผ่านกระบวนการที่เรียกว่า ศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตและส่งเสริมอาชีพผู้สูงอายุ หรือเรียกชื่อย่อที่นําเรียนว่าชื่อ ศพอส. นะครับ ศูนย์แห่งนี้มีจุดเริ่มต้น มีจุดกําเนิด ต้องเรียนว่าทิศทางที่เกิดขึ้นก็คือว่าแต่เดิมทีเดียว ผู้สูงวัยหรือผู้สูงอายุในชุมชนต่าง ๆ จะมีการรวมตัวรวมกลุ่มกันด้วยวัตถุประสงค์ที่แตกต่าง บางคนรวมกลุ่มกันไปทําบุญที่วัด ก็จะเป็นสํานักงานหรือว่าที่อยู่ที่รวมก็จะใช้ส่วนใดส่วนหนึ่ง ของวัดเป็นสถานที่รวมแล้วก็จะมีชมรม มีกลุ่มอยู่ในวัดแห่งนั้น หลายคนไปรวมกลุ่มกัน ด้วยเหตุของสุขภาพ ก็จะไปใช้ที่ของสถานีอนามัยบ้าง หรือโรงพยาบาลบ้าง เป็นชมรม เป็นกลุ่มผู้สูงอายุ แล้วก็ไปดูแลเรื่องสุขภาพ อาจจะมีเรื่องอื่น ๆ เพิ่มเติม เป็นจิตอาสาไปช่วย ทํางานในโรงพยาบาล ก็มีอยู่มากมายหลายแห่ง ด้วยวัตถุประสงค์ของการรวมกลุ่มในที่ ที่แตกต่างกันนะครับ
อีกส่วนหนึ่งก็จะมีประเด็นที่ไปรวมกลุ่มแล้วก็พัฒนาการมาจนวันนี้มีผู้สูงอายุ ที่ไปรวมชมรมรวมกลุ่มกันในที่ต่าง ๆ แล้วก็เกิดความเข้มแข็ง เข้มแข็งด้วยการรวมตัวของ ผู้สูงอายุเอง ไม่ใช่เข้มแข็งด้วยการที่รัฐไปตั้งองค์กรหรือตั้งหน่วยงานขึ้นมา เพราะฉะนั้น ผู้สูงอายุที่ไปรวมกลุ่มกันก็ได้รับการส่งเสริม ที่ผมเรียนแล้ว พัฒนาเป็น ศพอส. เพราะฉะนั้น จุดเริ่มต้นของ ศพอส. ก็คือการรวมกลุ่มของผู้สูงอายุเองในชุมชน เพราะว่าผู้สูงอายุเอง มีประเด็นความต้องการที่เขาวิจัยมาแล้ว แล้วก็ดําเนินการดูแลกันก็คือเรื่องของผู้สูงอายุ ต้องการที่จะมีสังคมนะครับ ก็คือพูดกับใครที่ต่างวัยก็คุยกันไม่สะดวก ไม่รู้เรื่อง หรือว่าคุยกัน อาจจะเป็นคนละภาษานะครับ เพราะฉะนั้นเขาก็ต้องมีสังคมที่จะคุยกันรู้เรื่อง เพราะว่า ถ้าผู้สูงอายุอยู่คนเดียวเหงา ในที่สุดก็จะป่วย เจ็บ เสียชีวิต หรือว่าถ้าดีหน่อยไม่ถึงกับตาย ก็อาจจะเป็นคนไข้ติดเตียง เป็นภาระ เป็นปัญหาของสังคมต่อไปนะครับ เพราะฉะนั้นพวกนี้ ก็จะรวมกันด้วยวัตถุประสงค์ที่สามารถจะหยิบยกมาได้ ๓-๔ เรื่อง ก็คือเรื่องของเศรษฐกิจ ก็คือรวมกันไปประกอบอาชีพ ทําดอกไม้จันทน์ขาย ซึ่งหลายกลุ่มทําแล้วก็อาจจะมีปัญหา เพราะว่ามีความรู้สึกว่าใกล้ตัวเองมาก ก็ไม่ประสบผลสําเร็จอะไรอย่างนี้เป็นต้นนะครับ แต่หลายที่ก็รวมกลุ่มกันทําดอกไม้จันทน์ วันนี้เราอาจจะไปส่งเสริม มีผู้เสนอแนะว่าอาจจะ ให้กลุ่มผู้สูงอายุไปทําผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ เช่น แพมเพิร์ส (Pampers) อะไรมาใช้สําหรับผู้สูงอายุ เหล่านี้เป็นต้น ก็จะเป็นผลประโยชน์ต่อกลุ่มผู้สูงอายุ อันนี้ก็จะเป็นเรื่องของรายได้ เมื่อเขาไปรวมกันหลายที่เขาก็จะไปจัดเวทีในการคุยเรื่องสุขภาพว่าจะทานอาหารอย่างไร จะออกกําลังกายอย่างไรเพื่อจะดูแลให้ตัวเองมีสุขภาพที่ดีนะครับ เรื่องที่ ๓ เศรษฐกิจ เรื่องสุขภาพ แล้วก็อีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องสิ่งที่จะดูแลอํานวยความสะดวก คุยเรื่องบ้านช่อง เรื่องสถานที่ เรื่องการเดินทาง ทําอย่างไรถึงจะสะดวก นี่ก็คือสิ่งที่เป็นประเด็นสําคัญ ที่ดําเนินการอยู่ในศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ
แล้วก็มีการขับเคลื่อนดําเนินการว่าทําอย่างไรศูนย์เหล่านี้จะเกิดขึ้นในพื้นที่ ต่าง ๆ ให้มีมากที่สุดเพื่อจะให้บริการกับผู้สูงอายุ ก็จะเป็นช่องทางที่อุดช่องว่างของผู้สูงอายุ ที่ภาครัฐเองไม่สามารถจะสร้างองค์กรหรือดําเนินการ แล้วก็ไม่ใช่วิถีทางที่ถูกต้อง ต้องเรียนว่า มีตัวอย่างของประเทศญี่ปุ่นซึ่งเป็นต้นแบบของสังคมผู้สูงอายุนะครับ ประเทศญี่ปุ่นแนะนํา คนของเราในการดูแลผู้สูงอายุว่าห้ามสร้างศูนย์ดูแลผู้สูงอายุโดยเด็ดขาดนะครับ ยกตัวอย่าง เช่น บ้านพักคนชราที่มีชื่อเสียงที่สุดก็คือบ้านบางแค ในวันที่ผมมารับตําแหน่งปลัดกระทรวง การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เจอหน้าใครก็บอกว่าขอที่ ที่บ้านบางแค สักที่หนึ่งอะไรอย่างนี้นะครับ นี่ก็คือวิถีหรือว่าความคิดดั้งเดิมว่ากรมประชาสงเคราะห์ทํา แล้วก็มีบ้านสําหรับดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งประเทศญี่ปุ่นทําแล้วประสบปัญหามากก็คือมีทั้งภาระ ค่าใช้จ่ายแล้วก็อื่น ๆ อีกมากมายตามมา และที่สําคัญก็คือถ้ามีบ้านพวกนี้มาก ๆ พวกเรา ที่รู้สึกว่าผู้สูงอายุเป็นภาระก็จะใช้วิธีพาผู้สูงอายุไปอยู่ที่บ้านเหล่านี้นะครับ ท่านคงเห็น หนังโฆษณาในหลาย ๆ ที่นะครับว่าก็พยายามจะส่งผู้บุพการีไปอยู่บ้านผู้สูงอายุนะครับ ซึ่งเราก็ทราบดีว่าจุดนี้เป็นจุดที่อันตรายแล้วก็เป็นปัญหา เพราะฉะนั้นการทําอย่างไร ให้ผู้สูงอายุอยู่ในชุมชน แต่ว่าเมื่ออยู่ในชุมชนทําอย่างไรถึงจะขับเคลื่อนในการดูแลกลุ่มคน เหล่านี้ได้ ได้มีการดําเนินการมาแล้วในช่วง ๒-๓ ปีนะครับ นี่ก็คือกรอบที่เราคิดว่าจะเป็น ประโยชน์ในการขับเคลื่อน
การดําเนินงานของศูนย์ ศพอส. นี้ วันนี้ทางกรรมาธิการได้เชิญท่านอนุสันต์ เทียนทอง ซึ่งท่านเป็นอธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุมาร่วมชี้แจง ก็อยากจะให้ท่านอนุสันต์ ได้เรียนต่อที่ประชุมถึงการดําเนินงานของ ศพอส. ที่ผ่านมาว่ามีรายละเอียด กิจกรรม การดําเนินงาน วัตถุประสงค์ อะไร อย่างไร ให้ที่ประชุมได้รับทราบ แล้วเดี๋ยวผมจะมา ต่อท้ายว่าจากการดําเนินการนี้เรามีข้อเสนอในรายงานอย่างไร เพื่อจะดูแลหรือแก้ไขปัญหา ผู้สูงอายุ ก็ขออนุญาตท่านประธานว่าให้ท่านอนุสันต์ได้รายงานต่อ ขอบพระคุณครับ
ขอเชิญท่านอนุสันต์ เทียนทอง นะครับ เป็นอนุกรรมาธิการด้วย และปัจจุบัน เป็นอธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ ตลอดจนท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศทุกท่านครับ กระผม นายอนุสันต์ เทียนทอง อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ กรมนี้เพิ่งตั้งมาเมื่อวันที่ ๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๘ ที่ผ่านมานี้เอง ในส่วนของการดําเนินงาน ด้านศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตและส่งเสริมอาชีพผู้สูงอายุ หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า ศพอส. เรามี แนวคิดในการดําเนินงานด้านผู้สูงอายุอยู่ ๔ ประเด็นด้วยกันนะครับ ก็คือ พยายามที่จะลด ความเหลื่อมล้ําในเรื่องของการจัดสวัสดิการและการคุ้มครองผู้สูงอายุ อันที่ ๒ ก็คือ การสร้างโอกาส เป็นการให้โอกาส ให้เกียรติ ให้กําลังใจ แล้วก็อันที่ ๓ ก็คือ ทําอย่างไร ให้ผู้สูงอายุสามารถที่จะพึ่งพาตนเอง เนื่องจากว่าอายุเฉลี่ยที่ทางสาธารณสุขเคยศึกษาข้อมูล มาว่า หลังจากที่อายุ ๖๐ ปีไปแล้ว อายุเฉลี่ยของคนเราจะมีตั้งแต่ ๖๐ ปีไป ก็ประมาณ ๒๐ กว่าปีด้วยกัน เพราะฉะนั้นทําอย่างไรที่จะให้ผู้สูงอายุเหล่านี้ได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุด อย่างที่ได้ทราบแล้วนะครับว่า เราเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุมาแล้ว แล้วในขณะนี้มีถึง ๑๐ ล้านคน แล้วก็ส่วนใหญ่จะอยู่ในภูมิภาค ตําบล หมู่บ้าน เพราะฉะนั้นศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตและ ส่งเสริมอาชีพก็จะเป็นจุดศูนย์รวม ไม่ได้ไปตั้งองค์กรอะไรขึ้นมาใหม่ แต่พยายามที่จะทํา อย่างไรให้มีสถานที่กลาง ที่สามารถที่จะให้เป็นจุดนัดพบ ให้ผู้สูงอายุได้มาอาศัยบริการ ซึ่งมีมิติต่าง ๆ ที่ดําเนินการมาแล้ว ครอบคลุมทั้ง ๔ มิติด้วยกันนะครับ ผมจะขออนุญาต ยกตัวอย่างเช่น
๑. มิติทางด้านสังคมก็จะมีเรื่องของโรงเรียนผู้สูงอายุที่เป็นกิจกรรมหนึ่ง อยู่ในนี้ การถ่ายทอดภูมิปัญญาก็คือคลังปัญญาผู้สูงอายุที่อยู่ในหมู่บ้าน การส่งเสริมให้มี อาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งผู้สูงอายุในหมู่บ้าน ตําบล อาจจะมีบางท่านที่ติดบ้าน ติดเตียง แล้วก็จะต้องมีบริการ ซึ่งเรื่องนี้ก็ทํางานบูรณาการกับทาง รพ.สต. หรือทางสาธารณสุข ในการที่จะจัดหน่วยเคลื่อนที่ลงไปดูแลถึงผู้สูงอายุในหมู่บ้าน และนอกจากนั้นในทางด้าน สังคมก็จะมีเรื่องของกองทุนผู้สูงอายุที่สนับสนุนลงมาในศูนย์นะครับ
๒. ด้านเศรษฐกิจ เมื่อสักครู่ท่านวิเชียรได้กรุณาพูดไปแล้วว่า มีประเด็น ในเรื่องของการส่งเสริมอาชีพ การเสริมสร้างรายได้ แล้วก็การทําอย่างไรให้ผู้สูงอายุได้ใช้ ศักยภาพให้นานที่สุด แล้วก็ให้เป็นผู้ที่มีคุณค่า มีส่วนร่วมกับการพัฒนาสังคม
๓. ในเรื่องของสภาพแวดล้อมก็จะดูแลในเรื่องของทําอย่างไรจะปรับสภาพ โดยนําเอาเรื่องของอารยสถาปัตย์ เหมือนกับเป็นหมอ เขาเรียก หมอชาวบ้านครับ ที่เอาช่าง ที่อยู่ในหมู่บ้านมาระดมความคิดเห็นในการที่จะดูแลในเรื่องของที่อยู่อาศัย เรื่องบันได เรื่องราวจับ ซึ่งเป็นในลักษณะของการใช้ภูมิปัญญา ใช้วัสดุที่มีอยู่ให้เกิดขึ้น
๔. มิติสุขภาพ ก็คือเป็นศูนย์รวมในการที่จะส่งเสริม ออกกําลังกาย ดูแล ในเรื่องของคุณภาพชีวิต เรื่องโภชนาการ แล้วก็การดูแลระยะยาว มีการส่งเสริมให้ดําเนินการ ในเรื่องของจิตอาสา ในเรื่องของการที่จะสร้างอาสาสมัครในการที่จะลงไปดูแลผู้สูงอายุ ที่ติดเตียง
ทั้งหมดนี้มันจะเป็นทั้ง ๔ มิติเลยนะครับ ที่ได้ดําเนินการอยู่ในศูนย์พัฒนา คุณภาพและส่งเสริมอาชีพผู้สูงอายุ ในประเด็นที่ได้กราบเรียนแล้วว่า เราอยากเห็นศูนย์ เป็นโมเดล (Model) หนึ่งที่อยู่ในตําบล หมู่บ้าน ซึ่งอยู่ใกล้ชิดกับผู้สูงอายุ สถานสงเคราะห์ ผู้สูงอายุที่ทางกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ดําเนินการอยู่ในขณะนี้ ๑๒ แห่ง ซึ่งสามารถรองรับผู้สูงอายุได้เพียงจํานวนจํากัด ทั้งหมดประมาณ ๑,๖๐๐ คน แล้วก็มีอีกส่วนหนึ่งที่ถ่ายโอนไปที่ท้องถิ่นแล้วอีกประมาณ ๑๓ แห่ง คงจะไม่เพียงพอกับการ ที่จะดูแลผู้สูงอายุ เพราะฉะนั้นประเด็นที่จะเป็นประเด็นของทางกรมก็คือว่าทําอย่างไร จะสร้างความเข้มแข็งให้กับศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตและส่งเสริมอาชีพ
ประเด็นที่ ๒ ก็คืออยากเห็นการบูรณาการกันของทุกภาคส่วน เพราะว่า ศูนย์นี้เป็นศูนย์ที่ไม่ได้มีกลไกอะไร แต่เป็นกลไกที่เกิดขึ้นจากการรวมตัวกันของชมรม ผู้สูงอายุที่เขาเข้มแข็งอยู่แล้ว ไปเอาสถานที่ อาจจะเป็นโรงเรียนยุบเลิก เป็นวัด เป็นสถานี อนามัย เป็น อบต. เองนะครับ ซึ่งทางกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงมนุษย์ โดยกรมกิจการผู้สูงอายุได้สนับสนุนงบประมาณในการที่จะซ่อมหรือสร้างสถานที่ต่าง ๆ เหล่านั้นให้เป็นสถานที่ที่สามารถที่จะมารวมศูนย์กัน แล้วก็ไม่ใช่แต่เป็นของกระทรวง พม. อย่างเดียวนะครับ เป็นของหน่วยงานทุก ๆ หน่วย แล้วก็สําหรับคนทุก ๆ วัย ในการที่จะ มาร่วมจัดกิจกรรมนะครับ ก็กราบเรียนในการดําเนินงานที่ผ่านมาของศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิต และส่งเสริมอาชีพผู้สูงอายุครับ
ขอเชิญท่านวิเชียร ชวลิต นะครับ
ผมขออนุญาตเรียนเพิ่มเติมต่อนิดหนึ่งว่า ในโครงการที่เสนอนี้ก็คือโครงการภายใต้นโยบายประชารัฐ ก็คือ รัฐ-ราษฎร์ ร่วมใจห่วงใย ดูแลผู้สูงอายุ ก็เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล ในการดําเนินการของ ศพอส. วันนี้ส่งเสริมไว้ ๘๗๘ แห่ง ก็ไม่ได้แปลว่าจะทําแค่ ๘๗๘ แห่ง แต่หมายถึงว่าที่ไหนมีความพร้อมก็สามารถ จะดําเนินการได้ด้วยศักยภาพของภาคประชาชนนะครับ เพราะว่าต้นแบบ ๘๗๘ แห่ง ก็มาจากแนวคิดที่ว่าถ้ามีกระจายอยู่แล้วผู้สูงอายุในชุมชนเห็นก็สามารถมีต้นแบบ มีตัวอย่าง ที่จะสามารถพัฒนาหรือเติบโตไปได้ เพราะว่าในประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะในสังคมผู้สูงอายุ ไม่ว่าจะเป็นประเทศที่ผมขอยกตัวอย่าง อย่างเช่น ประเทศญี่ปุ่นก็ดี หรือประเทศเกาหลีก็ดี หรือประเทศในยุโรปที่มีสถานะหรือมีลักษณะประชากรเป็นผู้สูงอายุ จะมีศูนย์สําหรับบริการ ผู้สูงอายุกระจายอยู่ในพื้นที่ ต้องเรียกว่าถ้าจะอธิบายก็คือเป็นเดย์แคร์ (Day Care) ที่ผู้คน ทั้งหลายสามารถเข้าไปถึง เดินไปถึง ใช้บริการได้สะดวกและอยู่ใกล้บ้านนะครับ เพื่อที่จะ ทําให้บริการต่าง ๆ นี้เกิดขึ้นโดยภาคประชาชนเอง เพราะฉะนั้นทําอะไรบ้างในศูนย์ ต้องเรียนว่าในรายงานก็จะระบุว่ากิจกรรมที่เป็นตัวอย่างว่าควรจะทําอะไรที่เขาทําแล้ว เกิดประโยชน์ ก็เรียนว่านี่คือสิ่งที่เราส่งเสริม
แต่ที่สําคัญที่สุดในรายงานฉบับนี้ก็คืออยากจะเรียนว่าศูนย์แห่งนี้เป็นศูนย์ ภาคประชาชน ภาครัฐก็คงจะเป็นวิถีปัจจุบันที่เมื่อเราเป็นสังคมผู้สูงอายุ ทุกหน่วยราชการ ก็จะเพ่งหรือว่าให้ความสนใจว่าทําอย่างไรจะดูแลผู้สูงอายุ ก็จะสามารถดําเนินการ ผ่านองค์กร หรือผ่าน ศพอส. ได้ โดยไม่ต้องไปจัดตั้งเป็นหน่วยงาน หรือผ่านองค์กรภาคอื่น ๆ นี่คือวัตถุประสงค์นะครับ มีคําถามแล้วก็คงเป็นคําถามที่ผมขออนุญาตเรียนไว้แต่แรกว่า แล้วทําไมจะต้องมาตั้งศูนย์ผู้สูงอายุ ไปใช้ศูนย์อื่น ๆ เพราะว่าวันนี้เราก็ทั้งผู้สูงอายุ ผู้พิการ หรือว่ากลุ่มคนอื่น ๆ ที่เป็นผู้ด้อยโอกาสต้องขอเรียนว่าศูนย์ผู้สูงอายุไม่ใช่ลักษณะที่ ส่วนราชการไปตั้งเป็นศูนย์ขึ้นมา แล้วเราก็ไปให้บริการ เพราะฉะนั้นราชการก็จะตั้งศูนย์ ในทุกกลุ่มเป้าหมาย ต้องเรียนว่าอันนี้เป็นความต้องการหรือเป็นความประสงค์ของผู้สูงอายุ ที่ต้องการรวมกันโดยมีวัตถุประสงค์เฉพาะ เพราะวัตถุประสงค์เฉพาะดังที่เรียนแล้ว ท่านอนุสันต์ก็ได้รายงานแล้วว่าเขามีวัตถุประสงค์ที่สําคัญอยู่ ๔ เรื่อง ก็คือเรื่องสิ่งอํานวย ความสะดวกที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุ เรื่องเศรษฐกิจ ทําอย่างไรกลุ่มคนเหล่านี้จะมี รายได้เสริมขึ้นมา เรื่องของสุขภาพอนามัย เรื่องของการที่เขาจะมีสังคมของเขา อาจจะไป จัดเวทีต่าง ๆ นะครับ เช่น จัดกิจกรรมเต้นรํา หรือจัดกิจกรรมให้คนมาสอนหนังสือ เรียนคอมพิวเตอร์ หรือที่เราเห็นภาพข่าวอยู่เป็นปกติ ก็คือมีโรงเรียนผู้สูงอายุ เขาทําโก้หน่อยก็ให้ผู้สูงอายุมาแต่งเครื่องแบบนักเรียน อะไรอย่างนี้ เป็นต้น นี่ก็คือ ๑ ใน ๔ กิจกรรมที่เกิดขึ้นสําหรับผู้สูงอายุ ก็ต้องเรียนว่าสิ่งเหล่านี้ เป็นความต้องการของผู้สูงอายุ แล้วเราอยากจะไปสนับสนุนส่งเสริมเพื่อมีวัตถุประสงค์ ดังที่ผมได้เรียนแล้ว ที่สําคัญที่สุดผมขอสรุปว่า ศูนย์แห่งนี้เกิดขึ้นโดยภาคประชาชน รัฐมีหน้าที่ส่งเสริมและสนับสนุน แล้วก็อยากจะให้รายงานฉบับนี้เป็นการยืนยันเพื่อที่จะ ทําให้ส่วนราชการต่าง ๆ ที่จะไปตั้งหน่วยงาน ตั้งศูนย์ หรือตั้งบริการต่าง ๆ ไปใช้บริการของ ศพอส. ก็จะทําให้เข้าถึงกลุ่มผู้สูงอายุอันเป็นเป้าหมายที่สําคัญ แล้วเราจะต้องไปสู่จุดนั้น ในเวลาอันใกล้นี้ ก็ต้องขออนุญาตกล่าวโดยสรุปดังนี้ครับ ขอบพระคุณ
เมื่อคณะกรรมาธิการได้นําเสนอรายงาน เรื่อง การขับเคลื่อนต้นแบบ งานบูรณาการเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุแล้วนะครับ ต่อไปขอเชิญท่านสมาชิก ได้อภิปรายแสดงความคิดเห็น โดยใช้เวลาท่านละไม่เกิน ๑๐ นาทีนะครับ ขอเชิญ ท่านวรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา รองบรรณาธิการบริหารหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ อดีตสมาชิกสภา ปฏิรูปแห่งชาติ ขอเชิญครับ ท่านยังติดประชุมอยู่นะครับ ท่านที่ ๒ ท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ ขณะนี้มีผู้แสดงความจํานงในการอภิปราย ๒ ท่าน แล้วก็คณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านสังคมได้นําเสนอรายงานเรื่องที่ ๒ ในวันนี้ ก็คือเรื่อง การขับเคลื่อน ต้นแบบงานบูรณาการเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ แล้วก็มีสมาชิกได้แสดง ความจํานง ๒ ท่าน เจ้าหน้าที่ช่วยประสานหน่อยครับ คราวหน้าผมบอกแล้วว่าให้ช่วยดู ผู้แสดงความจํานงอภิปราย เจ้าหน้าที่เราช่วยดูด้วย ประสานท่าน เพราะว่าแต่ละท่านก็มี ภารกิจในการประชุม แล้วก็เป็นช่วงรับประทานอาหารกลางวัน เพราะฉะนั้นต้องประสานงาน ขอเชิญท่าน พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม ครับ อดีตสมาชิกวุฒิสภา
ขอบคุณท่านประธานครับ เฉลิมชัย เครืองาม หมายเลข ๓๑ ก็ไม่ได้คิดจะอภิปรายนะครับ แต่ว่าเพื่อให้ภาพมันดูดี ไม่ให้มีปัญหา ว่าสิ่งที่ทางกรรมาธิการท่านได้กรุณาอุตส่าห์พากเพียรไปศึกษามานั้น ไม่มีสมาชิกท่านใด อภิปราย ผมพยายามที่จะหาข้อมูลเร็ว ๆ ก็ต้องขอบคุณทางกรรมาธิการ วันนี้ทางกรรมาธิการ ได้ช่วยกรุณาเติมเต็มสิ่งที่สังคมให้ความสนใจ และเห็นว่าเป็นเรื่องสําคัญ จริง ๆ แล้วเป็น เรื่องระดับชาติก็ว่าได้ เพราะว่าสังคมผู้สูงวัยนั้นเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้แล้วในประเทศไทย เราได้เข้าสู่จุดนั้นไปเรียบร้อยแล้วอย่างสมบูรณ์ และนับวันอีก ๕ ปีข้างหน้า อีก ๑๐ ปี ข้างหน้า อีก ๒๐ ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยหนักขึ้นและหนักขึ้นเรื่อย ๆ สหประชาชาติก็ให้ความสนใจและให้ความสําคัญกับเรื่องนี้ ในส่วนของประเทศไทยนั้น มีหลายภาคส่วน ส่วนราชการและส่วนเอกชนก็พยายามหาวิธีการ หามาตรการต่าง ๆ ที่จะ ตั้งรองรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทย ๑๐ ปีที่ผ่านมาเราได้มีการประชุมหลายรูปแบบ จัดโดยภาคเอกชนบ้าง จัดโดยภาคราชการบ้าง เพื่อที่จะรองรับสังคมผู้สูงวัย บอกว่าอีก ๕ ปี อีก ๑๐ ปีข้างหน้า เดินมา ๕ คน อย่างน้อย ๑ คน หรือ ๒ คน จะเป็นผู้สูงวัย เพราะฉะนั้น ประเทศไทยเราตระหนักในเรื่องนี้ดี งบประมาณต่าง ๆ หลายส่วนที่ทางราชการพยายาม จัดสรรลงนั้นก็จะจัดสรรลงในส่วนของรองรับมาตรการ รองรับสังคมผู้สูงวัย และสิ่งที่ทาง กรรมาธิการท่านได้กรุณาศึกษามานั้นเป็นจริงอย่างที่ท่านได้กล่าวเอาไว้ คือเป็นลักษณะเหมือนเป็นเบี้ยหัวแตกที่กระจัดกระจายอยู่ตามส่วนราชการต่าง ๆ ที่บอกว่า มีหรือมีกิจกรรมต่าง ๆ ทําขึ้นเพื่อรองรับสังคมผู้สูงวัย ผมเคยได้ยินข้อมูลคร่าว ๆ ว่าในอดีต สังคมสูงวัยต้องพึ่งพิงหรือพึ่งพาบุคคลภายนอก ไม่ว่าจะเป็นเบี้ยหวัด บําเหน็จ บํานาญ ไม่ว่าจะเป็นเงินจากครอบครัวลูกหลานที่จุนเจือช่วยเหลือกัน หรือบางส่วนผู้สูงวัยนั่นละครับ ที่ท่านพยายามที่จะไปจัดหามาเองเพื่อจะช่วยเหลือชีวิตตัวเอง เดิมทีบอกว่า ๔ ต่อ ๑ คือ ๑ คนต้องมีผู้ช่วยเหลือ ๔ คน แต่ด้วยความพยายามที่จะดิ้นรนช่วยเหลือตัวเองมีงานทําบ้าง หางานอดิเรกทําบ้าง หาวิธีการที่จะมีรายได้มาช่วยเหลือตัวเอง ทราบว่าตอนนี้อัตราการพึ่งพิง อยู่ที่ประมาณ ๓ หรือ ๒ ต่อ ๑ คือผู้สูงวัย ๑ คนจะมีผู้ช่วยเหลือ ๒ คน หรือ ๓ คน แต่อย่างไรก็แล้วแต่สิ่งที่ทางกรรมาธิการท่านได้ไปศึกษามาผมเห็นว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เป็นสิ่งที่สังคมควรจะเหลียวมองว่าสิ่งที่ผู้สูงวัยท่านได้ทําประโยชน์ ทําบุญคุณให้กับประเทศ มาเป็นเวลานานนั้นเมื่อเข้าสู่วัยที่ชราภาพแล้ว ท่านจะต้องอาศัยการพึ่งพิง แต่สิ่งที่ท่าน ต้องการผมคิดว่านอกเหนือจากเงินทองแล้วคือสิ่งที่เรียกว่าประโยชน์ ท่านมองว่าสิ่งใดที่จะ มีประโยชน์ต่อสังคม มีประโยชน์ต่อครอบครัว หรือมีประโยชน์ต่อลูกหลาน ต่อตนเองแล้ว สิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ราชการและเอกชนพึงที่จะเข้าไปให้การช่วยเหลือ ดังนั้นศูนย์นี้จะชื่อยาว ๆ ที่ท่านกรรมาธิการคิดขึ้นมานี้ครับจริง ๆ ก็มีมานานแล้ว แต่ผมต้องขอเรียนว่าผมเคย ซัปพอร์ต (Support) เงินบางส่วนเพื่อที่จะช่วยเหลืออุ้มชูศูนย์บางศูนย์ที่ท่านกล่าวถึงนี้ ให้สามารถดําเนินการได้อย่างเป็นรูปธรรมและอย่างยั่งยืน ผมเน้นคําว่ายั่งยืนก็เพราะว่า เมื่อไรก็แล้วแต่ที่ทรัพยากรโดยเฉพาะอย่างยิ่งเงินทองนั้นร่อยหรอลงไปศูนย์นี้ก็จะไม่ได้รับ การเหลียวแล จะมีสภาพสกปรกบ้าง สภาพไม่สะอาดสะอ้าน สภาพที่อาจจะไม่ถูกต่อ สุขลักษณะอนามัย สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่ภาคราชการพึงที่จะเข้าไปช่วยดูแล เพราะฉะนั้น การจัดกิจกรรมต่าง ๆ นั้นทางราชการโดยกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ท่านสามารถที่จะให้ เข้าไปช่วยเหลือได้ ไม่ว่ากระทรวงสาธารณสุขจะสามารถจัดบุคลากร แพทย์ พยาบาลเข้าไป ช่วยตรวจเช็ก (Check) สุขภาพร่างกาย ตรวจวัดความดัน ชั่งน้ําหนัก ตรวจมวลกาย สอนวิธีการออกกําลังกาย สอนวิธีการดูแลรักษาสุขภาพ หรือแม้กระทั่งแพทย์ถ้าหากว่า จะสามารถหาแพทย์อาสาสมัครเหมือนที่ทาง จส. ๑๐๐ เรามีอาสาสมัครแพทย์ตอบปัญหา คําถามทางวิทยุ สามารถที่จะให้แพทย์เข้าไป มีวันหยุด วันว่าง ท่านทําตนให้เป็นประโยชน์ สามารถที่จะเข้าไปช่วยเหลือดูแลสุขภาพร่างกาย เพราะอย่าลืมว่าผู้ป่วยเมื่อเวลาไปโรงพยาบาล ผมบอกเลยว่าขนาดคนหนุ่มคนสาวนั้นการที่จะต้องไปต่อคิว ไปรอคิว ก็ต้องไปตั้งแต่ตีสี่ ตีห้า ถึงแม้จะมีฟาสต์แทร็ก (Fast Track) ของผู้สูงวัยนะครับ แต่ว่าก็ยังไม่ได้รับความสะดวก เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าสามารถจัดบุคลากรแพทย์ไปตรวจสุขภาพร่างกาย หรือแม้กระทั่ง เจ็บป่วยแทนที่จะไปรับยาที่โรงพยาบาล ถ้ามีกฎกติกาที่ทางกระทรวงสาธารณสุขอนุญาต สามารถที่จะไปตรวจร่างกาย ท่านเคยไปรับยาเดิมไปอยู่ทุกเดือน ทุก ๓๐ วัน ต้องเสียเวลา ๑ วันเพื่อไปโรงพยาบาลไปรอแพทย์ รอทําบัตรก่อน รอรับบัตร รอตรวจ พบแพทย์แล้วรอ รับยาอีก ๑ วันเต็ม ๆ ที่ต้องหายไปที่โรงพยาบาล เพราะฉะนั้นถ้ามีแพทย์อาสาสมัครส่วนนี้ เข้าไปช่วยดูแลก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง
ประการถัดมา ส่วนราชการที่สามารถที่จะเข้าไปช่วยเหลือดูแลได้อีก หรือแม้กระทั่งภาคเอกชน ตอนนี้ไอซีที (ICT) หรือระบบคอมพิวเตอร์ต่าง ๆ เป็นที่น่าสนใจ ของผู้สูงวัย ผมก็เป็นห่วงครับว่าผู้สูงวัยถ้าเกิดวัน ๆ ท่านนั่งเล่นแต่โทรศัพท์มือถือ เล่นไลน์ (Line) เล่นเฟซบุ๊ก (Facebook) เล่นอะไรพวกนี้ จริง ๆ แล้วเป็นการทําลายสุขภาพนะครับ ผู้สูงวัยนี่ไม่เหมาะ รวมทั้งการใช้สายตาอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ด้วย ควรจะต้องมีผู้ไปแนะนําและ มีการสอนว่าควรจะต้องใช้ให้เป็นประโยชน์อย่างไร ใช้เพื่อสื่ออะไรบ้าง มีความหมายในการ ดูแลสุขภาพบ้าง เพราะฉะนั้นอันนี้ก็จะเป็นประโยชน์ งานต่าง ๆ งานสันทนาการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์สามารถที่จะ เข้าไปช่วยดูแลจัดบุคลากร ผมเห็นตามห้างสรรพสินค้าบางแห่งตอนนี้ ตามศูนย์อาหาร ท่านจะเห็นนะครับ เขาจะจัดมุมไว้มุมหนึ่งเลย มุมอะไรทราบไหมครับ มุมนักดนตรีครับ มีเปียโนตัวหนึ่ง อิเล็กโทนตัวหนึ่ง มีคนที่ไปเล่นอิเล็กโทนแล้วเขาก็มีผู้สูงวัย ๓๐ คน ๔๐ คน ๕๐ คน รอคิวกันร้องเพลงครับ เขามีความสุขมาก ผมเห็นสีหน้าเขาแล้ว วันก่อนผมไป ผมไปถามว่าท่านตอนนี้อยู่บ้านทําอะไร เขาบอกไม่มีอะไรทํา ชอบที่จะมาร้องเพลง ผมก็ถามว่า ต้องเสียเงินต้องเสียค่าใช้จ่ายอะไรไหม บอกว่าทางห้างเขาให้การสนับสนุน ผมกล่าวชื่อ ไว้ในนี้เลยห้างบิ๊กซี ผมขอบคุณท่านเลย บิ๊กซีที่ลาดพร้าวครับ เกือบจะทั้งฟลอร์ (Floor) เลย มีศูนย์อาหารแล้วก็มีคนอายุ ๖๐ ปี ๗๐ ปี ไปร้องเพลงเดี่ยวบ้าง ร้องเพลงคู่บ้าง ร้องเพลงสุเทพ ร้องเพลงชรินทร์ เขามีความสุขมาก ถ้าหากว่าทางศูนย์หรืออะไรของท่าน ท่านได้จัดให้มี กิจกรรมแบบนี้ผมว่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง มีคนไปสอน มีคนไปร้องเพลง ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนที่ให้การสนับสนุนศูนย์ต่าง ๆ เหล่านี้ ผมเสนอเลยเพื่อจะให้กิจกรรมนี้มีความ ยั่งยืน คือเงินค่าใช้จ่ายที่เข้าไปซัปพอร์ต (Support) ควรจะต้องมีค่าอาหารด้วย ค่าสันทนาการ ค่านันทนาการ ค่ากิจกรรมอะไรต่าง ๆ ล้วนมีค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น ภาคเอกชนที่ให้การสนับสนุน เงินทองเพื่อเข้าไปช่วยเหลือศูนย์นี้ ควรจะนําเงินนี้ไปหักภาษีได้ หัก ๑.๕ เท่า หัก ๒ เท่า หัก ๓ เท่า หักเท่าไรให้หักไปเลยครับ เพราะสิ่งนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยแน่นอน ในอนาคต งานศึกษาชิ้นนี้คงไม่มีใครถามหรอกครับ ทางกรรมาธิการให้ตอบว่านอกจากจะ ทําศึกษาเรื่องศูนย์แล้ว ให้ท่านควรจะต้องไปศึกษามาว่าเราควรจะหยุดไม่ให้มีผู้สูงอายุอย่างไร อย่างไรเราหยุดไม่ได้ ผู้สูงอายุอย่างไร ๆ ก็ต้องมีแน่ ๆ แต่ว่าเราจะทําอย่างไรให้ผู้สูงอายุนั้น สามารถใช้ชีวิตตนให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม ต่อประเทศชาติและต่อตนเองได้ ผู้สูงอายุนั้น มีความเหงา เขาอยู่บ้านสุขภาพจิตเสีย สิ่งที่จะทําคืออะไรครับ ถ้าหากว่ามีเรี่ยวมีแรง พอมีเงินได้ ซื้อเหล้า สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ต้องหาวิธีการ เพราะฉะนั้นการจัดศูนย์ต่าง ๆ ให้ผู้สูงอายุเข้าไปรวมกัน พูดคุยกัน อันนี้ไม่ได้พูดถึงเกิน ๕ คน คุยการเมืองนะครับ ผมว่า อาจจะคุยเรื่องชีวิต สุขภาพ คุยเรื่องต้นไม้ คุยเรื่องท่องเที่ยว คุยเรื่องอะไรก็แล้วแต่จิปาถะ แล้วมีกิจกรรมนันทนาการ สันทนาการร่วมกัน เผลอ ๆ มีเต้นรํา มีร้องเพลง มีคาราโอเกะ (Karaoke) แล้วก็มีสอนวิธีการปลูกต้นไม้ วิธีการผลิตพืชผลอะไรต่าง ๆ ช่วยเหลือกัน ผมว่า อันนี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง แล้วก็ไม่เป็นภาระต่อลูกหลาน ลูกหลานไปทํางาน ในเด็กเรามี เนอร์สเซอรี (Nursery) เอาเด็กไปฝากไว้ที่ศูนย์เนอร์สเซอรี (Nursery) ผู้สูงอายุก็มีศูนย์นี้ ที่จะเป็นประโยชน์ อย่าว่าแต่ ๑ หมู่บ้านมี ๑ ศูนย์เลยครับ ๑ หมู่บ้าน ๑ ตําบล จะมีมา กี่ศูนย์มีเข้าไปขอให้มีเงินทองไปซัปพอร์ต (Support) ซัปพอร์ต (Support) จากภาคเอกชน นั้นเลยครับที่สําคัญ เพราะฉะนั้นให้เขาหักภาษีได้ แรงบันดาลใจที่จะเข้าไปสนับสนุนให้ ศูนย์นี้มีความยั่งยืน แล้วก็เติบโตก้าวหน้าก็จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติต่อไป สังคม สูงวัยเป็นสังคมที่น่าห่วงใยในอนาคต
จริง ๆ แล้วมีอีกบางเรื่องที่ผมอยากจะฝาก ผมฝากเอาไว้ก็แล้วกัน ไม่ได้อยู่ ในการศึกษาของท่าน แต่คิดว่าเป็นประโยชน์คือเรื่องของการเกษียณอายุราชการ อันนี้เป็น เรื่องใหญ่ว่าหาวิธีการอย่างไรแทนที่จะเป็นภาระต่อระบบราชการในการเสียบําเหน็จ บํานาญ คือการขยายอายุ การเกษียณอายุราชการต่อไป ถ้าท่านมีเวลาท่านช่วยศึกษาเรื่องนี้ เรื่องนี้ เป็นเรื่องใหญ่ ผมเข้าใจว่ารัฐบาลก็อยากจะให้ สปท. ไปศึกษาด้วยเพื่อเสนอรายงานเขา ขอบพระคุณมากครับ
ขอบพระคุณครับ ต่อไปขอเชิญท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ อดีตเลขาธิการ สํานักงานประกันสังคม และอดีตรองปลัดกระทรวงแรงงาน ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน สปท. ที่เคารพ และสมาชิก สปท. ที่รักทุกท่านครับ กระผม นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ สมาชิก สปท. หมายเลข ๑๗๓ ผมอ่านรายงานของกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคมแล้วในเรื่องของ การขับเคลื่อนต้นแบบบูรณาการเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุแล้วอ่านแล้วอย่างไร นี่นะครับ หลายรอบ รวมทั้งเมื่อสักครู่อ่านตามอีกรอบหนึ่ง ก็เรียกว่าเกือบจะไม่มีที่ติเลย ต้องถือว่าเป็นผลงานที่เยี่ยมและต้องได้รับการสนับสนุนนะครับ ทุกหน้าของท่านที่เขียนนะครับ นอกจากเป็นข้อเท็จจริง เป็นตัวเลขในปัจจุบันและคาดการณ์ ไปในอนาคตแล้ว ก็ยังเป็นเรื่องที่อธิบายเหตุที่มันเกิดขึ้นในปัจจุบันอีกนะครับ อย่างไรก็ตาม ผมกราบเรียนว่าเราหนีไม่พ้น ซึ่งต่างจากเรื่องเมื่อเช้านี้คนพิการที่ผมอยากให้มีการลด การพิการลง แต่เรื่องของผู้สูงอายุลดไม่ได้ เพราะทุกคนก็จะเดินทางไปสู่สูงอายุ เดี๋ยวนี้ หลายคนก็เดินทางไปอยู่ร้อยเอ็ด อายุ ๑๐๑ ปีถึงตาย การแพทย์ดี โภชนาการดี ประเทศชาติ ดูแลเอาใจใส่คุณภาพชีวิต ตั้งแต่เจ็บป่วย โรงพยาบาลบริการดี ทําไมละครับ เขาต้องอายุยืน แน่นอนใช่ไหมครับ ทีนี้คําถามว่าเมื่อเขาอายุยืนแล้วเราจะใช้ผู้สูงอายุอย่างไรให้เป็น ประโยชน์ต่อตัวเขาเองและประเทศชาติ ตัวเขาก็คือว่าเขาต้องไม่เจ็บป่วย เพราะผู้สูงอายุ จะมี ๒ โรคตามมาคือโรคภัยไข้เจ็บ เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นอนิจจังที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ ๒๖๐๐ ปีแล้ว หนีไม่พ้น รวมทั้งผมด้วย อายุ ๗๐ ปีแล้วก็หนีไม่พ้นนะครับ จะทําอย่างไร ให้เขาป่วยน้อยลง ดูแลสุขภาพชีวิตตัวเองนะครับ ไม่ใช่ว่าให้คนอื่นดู กินอยู่หลับนอน ให้มีวินัย เรื่องที่ ๒ ผู้สูงอายุจะเจ็บป่วยอีกโรคหนึ่งก็คือ โรคนี้ลําบากครับ โรคทางจิต คือขาดความอบอุ่น ทีนี้พอขาดความอบอุ่นแล้วสังคมไทยก็เป็นสังคมที่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่ขยายแล้ว คือแต่งงานแล้วแยก ถ้าในชนบท ยังไม่แต่งงานก็ออกมาทํางานในเมืองใหญ่ ก็ทิ้งไว้ให้ ผู้สูงอายุอยู่กับเด็ก ผมจึงมองเห็นว่าในอนาคตนี้ถ้ากระทรวง พม. ทําศูนย์เด็กเล็ก ศูนย์เด็กเล็ก นะครับ ไม่ใช่เนอร์สเซอรี (Nursery) นะครับ เนอร์สเซอรี (Nursery) ผู้สูงอายุไม่ควรจะดู อันตรายนะครับ อันตรายทั้งผู้สูงอายุและเด็กทารก ให้อยู่ใกล้ ๆ กัน แล้วให้ผู้สูงอายุ มีความรู้สึกว่าได้ดูแลบุตรหลาน แม้จะไม่ใช่ของตัวเองนะครับ แต่บุตรหลานในชนบท ในหมู่บ้าน คิดว่าจะทําให้เขามีคุณค่าชีวิตมากขึ้น เรื่องต่อไปที่ผมอยากจะเรียนท่านก็คือว่า ถ้าในกรุงเทพมหานครท่านควรจะมีเดย์เซนเตอร์ (Day Center) ที่ท่านเรียก ผมเรียกของผม ว่าเดย์แคร์ (Day Care) ข้างกระทรวงแรงงานท่านไปดูเลยครับ ที่สนามไทย-ญี่ปุ่นนะครับ ข้างกระทรวงแรงงานมีศูนย์รางวัลสําหรับผู้สูงอายุ เช้าผมเห็นลูกเต้ามาส่ง ขับรถอย่างดี บางคนก็มารถเมล์ บางคนก็มารถแท็กซี่ มาแล้วก็มีกิจกรรมทั้งวัน มีผู้ดูแล แล้วเย็น ท่านก็กลับไป ท่านก็สดชื่น อายุยืน อาจจะมากกว่า ๑๐๑ ปีในอนาคตนะครับ แต่ได้กุศล อันนี้เป็นเรื่องเมตตาค้ําจุนโลก ผมจึงอยากจะสนับสนุนอย่างยิ่งเลยแล้วก็เห็นว่าจะเป็น ประโยชน์
ประเด็นต่อไปผมอยากกราบเรียนว่าผู้สูงอายุที่เกิน ๖๐ ปีแล้วไม่ได้หมายถึงว่า เขาช่วยตัวเองไม่ได้ บางคนยังทํางานได้ ถ้าท่านไปในประเทศญี่ปุ่นนะครับ ตามสถานีรถไฟ จะเห็นคนเก็บขยะที่ไม่ใช่สาวแล้วเดี๋ยวนี้ ไปดูครับ เขาให้ทํางานตามสมควรแก่วัย ขยันขันแข็ง เขาก็ไม่ได้หวังจะได้ค่าแรงอะไรมาก ส่วนใหญ่ผู้สูงอายุในต่างประเทศหลายประเทศเขาก็มี บํานาญแล้ว แต่ประเทศไทยยังยากอยู่ ยังอาจจะต้องพึ่งอาศัย ๙๐๐ บาท ๘๐๐ บาท ๗๐๐ บาทของกระทรวง พม. อยู่นะครับ แต่อันนั้นผมว่าก็เป็นเรื่องที่รัฐบาลทําอยู่นะครับ แล้วในอนาคตผมเชื่อว่ารัฐบาลนี้โดยท่าน พลเอก ประยุทธ์ ใช้ความสําคัญเรื่องนี้ทําแผน ๒๐ ปีสําหรับคนที่อยู่วัย ๔๐ ปี ๔๐ ปีวันนี้จะ ๖๐ ปีอีก ๒๐ ปีจะต้องไปทําอะไร ก็เป็นเรื่อง ของสภาพัฒน์ รวมทั้งกระทรวง พม. จะต้องดูว่าทุกเจเนอเรชัน (Generation) ทุกปีจะมีผู้สูงอายุมากขึ้น ทุกปี ๆ ผู้สูงอายุในปีหน้านี้ ๖๐ ปีแล้วท่านจะให้เขาทําอะไร ข้าราชการที่เกษียณแล้วยังมีไฟ จะให้เขาช่วยทําอะไร แต่ไม่ใช่ผู้สูงอายุที่เป็นข้าราชการนี่นะครับ จู้จี้จุกจิกนะครับ อยากจะ ไปช่วยเขาเหมือนฉันยังเป็นอธิบดีอยู่ก็มี เขาไปสั่งโน่น สั่งนี่ แทนอธิบดีไปเลยอย่างนี้ก็มี ซึ่งก็ต้องบอกกับผู้สูงอายุว่า เมื่อท่านสูงอายุแล้ว พ้นเกษียณแล้ว ท่านมาเป็นที่ปรึกษาตามที่ สมควรแก่เหตุ ไม่ใช่มาเป็นตัวอธิบดีหรือปลัดกระทรวงเองนะครับ อันนี้ผมคิดว่าเป็น การวางแผนได้ และน่าจะวางแผนเพื่อใช้ทรัพยากรที่ยังใช้ได้อยู่เหมือนรถยี่ห้อดีหรือไม่ดี ก็ตามใจ ถ้าท่านดูแลเขานะครับ ดูแลรถทุกปี เปลี่ยนถ่ายน้ํามันเครื่องให้ดี ถึง ๑๐ ปีแล้ว ท่านก็ยังใช้ได้อยู่ ฉันใด มนุษย์ โดยเฉพาะคนไทยนี่นะครับถ้าดูแลเหมือนกับผมบอกว่าดูแล ไม่ให้พิการ ดูแลให้เขามีคุณภาพชีวิตดีตามอายุไปเรื่อย ๆ อายุ ๒๐ ปี ๓๐ ปี ๔๐ ปี ๕๐ ปี พอ ๖๐ ปีก็ยังแข็งแรง สติปัญญายังดี แล้วผมก็เชื่อว่าใน สปท. นี้มีบุคคลที่อายุเกิน ๖๐ ปี อยู่มากพอสมควรก็ยังเห็นทํางานได้กระฉับกระเฉงนะครับ
ผมจึงกราบเรียนว่าผมสนับสนุนและอยากเห็นการทําบูรณาการร่วมระหว่าง กระทรวง พม. กับกระทรวงสาธารณสุข และ อบต. ต้องทําร่วมกัน ถ้าท่านให้กระทรวง พม. รับผิดชอบด้วยกัน พอถึง อบต. เขาบอกเดี๋ยวอะไรขาดไปบอก พม. แล้วกัน แต่ถ้าเมื่อไร ชาวบ้านบอกว่าศูนย์นี้ที่ท่านจะตั้งขึ้นนะครับ ศพอส. อะไรของท่านนี่เป็นของฉัน เด็กเล็ก บอกศูนย์นี้ที่คุณปู่คุณย่าไปทุกเช้าเป็นของหนู หนูต้องเอาต้นไม้มาปลูก หนูช่วยรดน้ําต้นไม้ ร้อยแปดจิปาถะ ถ้าอย่างนี้ผมคิดว่ามันมีอนาคตสดใส เหมือนกับครั้งหนึ่งผมเป็นกรรมการ สปสช. สสส. ผมก็เป็นด้วย โรงพยาบาลที่จังหวัดเพชรบูรณ์ สาธารณสุขจังหวัดร่วมกับ ชาวบ้าน บอกนี่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพเป็นของฉัน ทุกคนไปช่วยกันใหญ่เลย ขาดเครื่องมือเครื่องไม้ นิด ๆ หน่อย ๆ เขาหาให้เลยครับ ต้นไม้ไม่ต้องหาคนมาปลูกเลยครับ ไม่ต้องไปเอาต์ซอร์ซ (Outsource) จ้างคนมาดูแล เขาดูแลหมดเลยเพราะเขาบอกนี่เป็น โรงพยาบาลของฉัน การเจ็บป่วยก็น้อยลง เพราะอะไรรู้ไหมครับ เพราะเขาอยู่ใกล้หมอ ไม่เป็นปัญหา ไม่ป่วย แล้วเขาไม่ป่วยจริง ๆ ท่านไปดูได้แต่เดี๋ยวนี้ยังดีเหมือนเดิมไหม อันนี้ ผมไม่รู้ อันนี้ผมพูดเรื่องนี้เมื่อ ๙ ปี ๑๐ ปีที่แล้วก่อนผมเกษียณ จึงอยากเห็นว่าถ้าศูนย์นี้ ได้ร่วมมือกับ อบต. เทศบาล เมืองพัทยา กทม. ทําร่วมกัน อย่าไปคิดว่างานใคร งานคนโน้น งานคนนี้ ก็เกี่ยงงอนกัน อย่างไรเธอก็ต้องแก่ เรามาร่วมช่วยดูแลผู้สูงอายุร่วมกันนะครับ อย่างนี้ผมคิดว่าจะได้บุญร่วมกัน การทําบุญร่วมกันหลาย ๆ คน หลาย ๆ หน่วยนี้ ผมคิดว่า เป็นบุญใหญ่นะครับ แล้วก็มีคําพังเพยไว้ว่า ถ้าท่านสร้างโบสถ์คนเดียวนอกจากไม่สําเร็จแล้ว สําเร็จยากแล้ว ท่านไม่ได้บุญมาก แต่ถ้ามีคนร่วมด้วยช่วยกันเยอะ ๆ นะครับ สร้างโบสถ์ โบสถ์นั้นจะทําให้ท่านไปสวรรค์ที่แท้จริง เช่นเดียวกับท่านมาสร้างศูนย์สําหรับผู้สูงอายุ บวกด้วยศูนย์ดูแลเด็กเล็กไปพร้อมกัน ก็จะขอบคุณครับ ขอบคุณมากครับท่าน
ขอเชิญท่านชูชัย ศุภวงศ์ นะครับ อดีตเลขาธิการแพทยสภา อดีตเลขาธิการ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ อดีตสมาชิก สปช. และอดีตกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญครับ
กราบเรียนท่านประธาน ท่านกรรมาธิการและเพื่อนสมาชิก ผู้สูงวัยที่เคารพ ผมเข้าใจว่าทั้งหมดที่กล่าวถึงนี้ก็อยู่ในเกณฑ์ผู้สูงวัยนะครับ ท่านรองประธาน อย่าคิดว่าไม่สูงวัยนะครับ เห็นยังไปปั่นจักรยานอะไรอยู่ ต้องเตือนว่าต้องระวังหน่อยนะว่า สูงวัยแล้ว ที่เรียนเกริ่นว่าเป็นผู้สูงวัยทั้งสภานี้ด้วยเหตุที่ว่า สมัยก่อนเขาเรียกว่า เป็นคนแก่ นะครับ แต่ว่าแก่นี่ก็มี ๒ แบบ แก่แบบสะเงอะสะงะ หรือแก่แบบสง่า ท่านประธาน รวมทั้ง ท่านประธานทินพันธุ์นี่ต้องถือว่าแก่อย่างสง่าครับ รวมทั้งเพื่อนสมาชิก เพราะว่าสามารถ ยังแสดงบทบาททําหน้าที่ ภาษาฝรั่งเขาบอกว่าเป็นแอสเซส (Assess) ที่สําคัญของบ้านเมือง นะครับ แล้วก็มีงานศึกษาวิจัยช่วงหลัง ๆ ออกมาก็ชัดเจนนะครับว่าคนอายุ ๖๒ ปี ๖๓ ปี เป็นช่วงเวลาที่ตัดสินใจได้ดีที่สุดนะครับ ผมเองก็อยู่ในช่วงตรงนั้นละครับ ท่านประธานครับ ประเด็นนี้ผมคิดว่าไม่เป็นที่สงสัยนะครับว่าเป็นประเด็นที่สําคัญ แล้วเพื่อนสมาชิกก่อนหน้า อภิปรายก็ล้วนสนับสนุน เพราะว่าถ้าเราไม่เร่งรีบดําเนินการนะครับ ตอนนี้ประชากรไทย ๖๕ ล้านคน อย่าไปบอกว่า ๗๐ ล้านคนเลยครับ เพราะว่าคาดการณ์อย่างไรก็ไม่ถึง ๗๐ ล้านคนนะครับ ต่อไปช่วงจังหวะหนึ่งคนเกิดกับคนตายจะเท่า ๆ กัน แล้วประชากร ก็จะลดลง ขณะนี้มีตัวเลขที่ให้มาประมาณ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ๑๔.๙ เปอร์เซ็นต์ ถ้าเราคาด มาโดยประมาณก็ประมาณ ๑๐ ล้านคนถึง ๑๑ ล้านคนที่อายุเกิน ๖๐ ปี อีก ๕ ปีข้างหน้า ก็จะมีประมาณ ๑๔ ล้านคนถึง ๑๕ ล้านคน ผมเอาตัวเลขโดยประมาณนะครับ ซึ่งตอนนั้นก็ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ แต่บอกว่าพออีก ๑๕ ปีข้างหน้า คือ พ.ศ. ๒๕๗๔ ตัวเลขที่นี่เสนอ ๒๘ เปอร์เซ็นต์ บางตัวเลขก็ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ แต่โดยสรุปก็คือว่าในช่วงที่เพื่อนสมาชิก หลายท่านอายุจะเกือบ ๗๕ ปีถึง ๘๐ ปี ก็จะมีคนไทย ๔ คน หรือ ๓ คนกว่า ๆ เดินมา เป็นผู้สูงอายุ ๑ คนนะครับ ในเวลาอันใกล้แล้ว เพราะฉะนั้นการเตรียมตัวเรื่องนี้เป็นเรื่อง ใหญ่มาก ผมเคยอภิปรายว่าผู้อํานวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว คือคุณหมอสุริยเดว ท่านบอกด้วยความเป็นห่วงว่าเราต้องมุ่งไปที่เด็กปฐมวัย โดยที่ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็เน้นไปตรงนั้นนะครับ แล้วก็ร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ที่ผ่านสภานี้แล้วก็เน้นไปตรงจุดตรงนั้น เพราะว่าเป็นหัวใจที่สําคัญที่จะสร้างคนที่มีคุณภาพ เหตุที่สร้างคนที่คุณภาพเพราะว่าในอีกประมาณ ๑๔ ปีข้างหน้า หรือ พ.ศ. ๒๕๗๓ ตัวเลข ก็ใกล้เคียงกัน ๑๔ ปีหรือ ๑๕ ปีข้างหน้า ต้องมีประชากรที่มีคุณภาพ ๑ คนที่แบกรับภาระ ผู้สูงอายุ ๒.๕ คน ถ้าประชากรไม่มีคุณภาพพอ ในอีก ๑๔-๑๕ ปีข้างหน้าเราลําบากครับ จะเป็นสังคมที่ลําบากมาก ถ้าคุณภาพประชากรยังเป็นเช่นปัจจุบันนี้ ขอโทษนะครับที่จะต้อง สะท้อนเช่นนั้น เพราะฉะนั้นเรื่องนี้เป็นเรื่องสําคัญมาก หลายประเทศในโลกนี้กําลังเผชิญกับ ปัญหาอย่างหนักครับ ประเทศที่ร่ํารวยแล้ว อย่างกลุ่มนอร์ดิก (Nordic) ประเทศกลุ่มนอร์ดิก (Nordic) ที่เขาเรียกว่านอร์ดิกโมเดล (Nordic Model) อันนั้นเขาใช้รัฐสวัสดิการนะครับ ซึ่งภาษีอัตราที่ค่อนข้างสูง ผมคิดว่าหลาย ๆ ท่านคงทราบดีนะครับ เขาใช้สิ่งที่เรียกว่า เวลแฟร์สเตท (Welfare State) มีพวกประเทศไอซ์แลนด์ ประเทศสวีเดน ประเทศนอร์เวย์ ประเทศเดนมาร์ก แล้วก็ประเทศฟินแลนด์ แต่ว่าเราจะใช้สถานการณ์อย่างนั้นเราคงลําบาก เพราะว่าบ้านเขาประชากรเขาไม่มากเท่าไร ทรัพยากรเขามีมากนะครับ แล้วที่สําคัญคือ ระบบภาษีเขาค่อนข้างจะสมบูรณ์แบบ แล้วก็เก็บอัตราที่สูงมาก ทีนี้เคยมีรัฐบาลบางรัฐบาล พูดถึงนโยบายว่าเราต้องมุ่งสังคมสวัสดิการ เมื่อสักครู่เราพูดถึงรัฐสวัสดิการ เพราะฉะนั้น แสดงว่าสังคมสวัสดิการกับรัฐสวัสดิการนี้คงไม่เหมือนกันนะครับ แล้วมีอีกคําหนึ่งที่ทําให้ สับสนก็คือสวัสดิการสังคม แต่ว่าพอพูดถึงสังคมสวัสดิการ ถ้าเป็นภาษาอังกฤษก็เวลแฟร์ โซไซตี (Welfare Society) แต่ว่าพอสวัสดิการสังคม ก็มาเป็นโซเชียลเวลแฟร์ (Social Welfare) ซึ่งในรัฐสวัสดิการซึ่งเป็นเวลแฟร์สเตท (Welfare State) นี้ เป็นภาระของรัฐ เป็นหลัก แต่ว่าถ้าเรามุ่งเน้นไปที่สังคมสวัสดิการ มันก็จะมีความหลากหลาย ความหลากหลาย ที่จะมีสวัสดิการที่หลายรูปแบบ ไม่ใช่เฉพาะโดยรัฐเพียงฝ่ายเดียวนะครับ แล้วก็ผมคิดว่าแต่ละประเภท แต่ละสถาบันที่เกิดขึ้นมาก็เป็นอิสระโดยที่รัฐให้การสนับสนุน ผมเข้าใจว่าคณะกรรมาธิการชุดนี้คงมุ่งหวังไปที่สวัสดิการที่หลากหลาย และมุ่งหวังไปที่ สังคมสวัสดิการและชุมชนสวัสดิการ แต่ว่านโยบายของรัฐบาลแต่ละยุคที่ผ่านมายังไม่เคยทํา สิ่งนี้ให้ชัดเจน ท่านประธานครับ ผมมีแค่ ๒ ประเด็นเท่านั้นที่จะฝากให้กรรมาธิการ ไปพิจารณาต่อนะครับ ในเรื่องหลักการความสําคัญ เหตุผลอะไรต่าง ๆ ผมคิดว่าคงเป็น เรื่องที่เห็นชอบกันทุกฝ่าย
ประเด็นที่ ๑ คือเอกสารฉบับนี้ การทบทวนหรือรีวิว (Review) ตามภาษา วิชาการนะครับ ถึงเรื่องกลไกต่าง ๆ หรือกองทุนระดับต่าง ๆ ที่จะไปสนับสนุนผู้สูงอายุ ในพื้นที่ ผมคิดว่าอาจจะต้องทบทวนเพิ่มขึ้นนะครับ ตัวอย่างเท่าที่ผมพอจะนึกออก อย่างตัวเลขของกองทุนหลักประกันสุขภาพ ซึ่งขณะนี้เขามีไปทุกตําบลแล้วครับ ประมาณ ๙๙.๖๗ เปอร์เซ็นต์หรืออะไรก็ไม่ทราบ เหลืออีกประมาณ ๑๖-๑๗ แห่งทั่วประเทศที่ยังไม่มี เขาใช้วิธีการให้กองทุนนั้นส่งเสริมและป้องกันโรค สนับสนุนการสุขภาพเชิงรุก โดยที่ให้เงิน ๔๕ บาทต่อหัวต่อปีสําหรับประชากรในพื้นที่นั้น แล้วเทศบาล อบต. หรือ อบจ. รัฐบาล ท้องถิ่นจะสมทบประมาณ ๓๐ ถึง ๖๐ เปอร์เซ็นต์แล้วแต่ อันนี้จะมีทรัพยากรอย่างมากเลย ทั่วประเทศ ตรงนั้นจะมีทรัพยากรอย่างมาก แล้วตรงจุดที่เรียกว่า รพ.สต. คือโรงพยาบาล สร้างเสริมสุขภาพตําบลจะเป็นจุดที่เรียกว่าเป็นองค์ประกอบของประชารัฐ ที่กรรมาธิการ เสนอนี้ครับ เขาก็ทํางานอยู่ แล้วถ้าตัวเลขที่ดูแบบสแกน (Scan) เร็ว ๆ นะครับ เขามี โครงการที่สนับสนุนผู้สูงอายุไปแล้วตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ เป็นต้นมา ประมาณ ๑๐ ปีที่ผ่านมา ผู้สูงอายุประมาณ ๕๙,๕๖๕ โครงการ คนพิการอีก ๒๒,๙๙๑ โครงการ นี่ผมพยายาม คิดตัวเลขเร็ว ๆ เมื่อสักครู่นะครับ อันนั้นก็แสดงว่ากลไกนี้ได้ทํางานแล้วก็ได้ทําหน้าที่นี้มา ระดับหนึ่งแล้ว ถ้าเราไปรีวิว (Review) ให้เห็นภาพรวมทั้งหมดก็จะเกิดประโยชน์มาก แล้วผมเข้าใจว่ากองทุนมีทั้งกองทุนขนาดเล็กและขนาดใหญ่ แล้วแต่ท้องถิ่น รัฐบาลท้องถิ่น จะสมทบ บางกองทุนก็มีประมาณ ๔๐๐,๐๐๐-๕๐๐,๐๐๐ บาท บางกองทุนก็หลายล้านบาท นะครับ เพราะฉะนั้นเอาตรงนี้เข้ามาคิดด้วยก็จะช่วยผู้คนได้มาก โดยเฉพาะผู้สูงอายุ แล้วที่สําคัญที่สุดก็คือตัวเลขผู้สูงอายุติดเตียงนี่ครับ ซึ่งเป็นภาระของหลายประเทศทั่วโลก ที่ต้องไปสร้างโรงพยาบาลรองรับ แต่ว่าของเราน่าจะเรียกว่าเป็นชุมชนรองรับ ติดเตียง อยู่ที่บ้าน สามารถที่จะอยู่ได้อย่างมีคุณภาพ ตอนนี้เขามีโครงการแล้วนะครับว่า ปีนี้ปี ๒๕๕๙ เขาจะดูแลติดเตียงให้ได้ ๑๐๐,๐๐๐ รายที่จะเข้าถึง มีการเยี่ยม มีการไปดูแล้วก็สอนญาติ ต่าง ๆ ให้ดูแลผู้ป่วยและอยู่ได้อย่างมีคุณภาพ ในปี ๒๕๖๐ เขาจะเพิ่มเป็น ๕๐๐,๐๐๐ ราย พอปี ๒๕๖๑ เขาจะทําได้ครบเลย ประมาณ ๑,๐๐๐,๐๐๐ คนที่ติดเตียง ๑,๐๐๐,๐๐๐ คน ก็ประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของผู้สูงอายุทั้งหมด เพราะฉะนั้นในส่วนนี้ผมคิดว่าถ้าคิดอย่าง ประเทศอื่นที่ใช้ระบบให้ดูแลผู้ป่วย ผู้สูงอายุในโรงพยาบาลหรืออะไรต่าง ๆ จะใช้งบประมาณ มหาศาลนะครับ แต่บ้านเราใช้งบประมาณไม่มาก แต่ว่าสามารถที่จะใช้ชุมชนเป็นฐานแล้วก็ ดูแลผู้สูงอายุได้ ท่านประธานครับ ขออีกนิดเดียวนะครับ
ประเด็นที่ ๒ เป็นประเด็นเรื่องของบทบาทของศูนย์หรือกลไกที่ตั้งขึ้น นี่นะครับ ผมอยากจะเรียนว่าต้องให้รัฐบาลท้องถิ่น อปท. ไม่ว่าเทศบาล อบจ. หรือ อบต. และให้ชุมชนเป็นเจ้าภาพ ต้องเป็นฐานหลักของการจัดบริการ ต้องเป็นเจ้าของ เป็นเจ้าภาพ เป็นฐานหลักของการบริการ ไม่ใช่ราชการส่วนกลางหรือภูมิภาคนี่ครับเพราะฉะนั้น สิ่งที่ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคต้องปรับบทบาทก็คือบทบาทเรื่องทางวิชาการ บทบาทเรื่อง การให้คําปรึกษาแนะนํา บทบาทเรื่องมาตรฐาน อย่างนี้เป็นต้น ผมคิดว่าถ้าเราปรับบทบาท ตรงนี้ให้ชัดเจน กลไกที่เสนอจะมีคุณค่ามากนะครับ แล้วผู้สูงวัยของประเทศไทยก็จะเป็น ตัวอย่างอีกตัวอย่างหนึ่งให้ประชาคมโลกได้เห็นและได้ชื่นชมว่าด้วยงบประมาณที่ไม่มาก แต่ใช้ชุมชนเป็นฐานแล้วน้ําใจความเอื้ออารีของชุมชนที่ดูแลซึ่งกันและกันยังมีอยู่บนโลกใบนี้ แล้วก็เกิดขึ้นบนแผ่นดินสยาม ขอบคุณครับ
ต่อไปขอเชิญ พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน นะครับ อดีตผู้บัญชาการ ตํารวจภูธรภาค ๑ ตอนนี้ท่านจะเป็นคนสุดท้ายนะครับตามรายชื่อ ถ้าหากว่าไม่มีสมาชิก เพิ่มเติม
พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน : กราบขอบพระคุณครับท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน สมาชิกลําดับ ๑๙๗ ต้องขอกราบ ขอบพระคุณกรรมาธิการปฏิรูปประเทศด้านสังคมที่เสนอเรื่องนี้เข้าสภา ผมจําเป็นต้องลุกมา อภิปรายเพราะว่ามันเป็นการสร้างกุศลร่วมกัน เปรียบเสมือนการก่อเจดีย์ทรายครับ ทรายเพียงแค่กํามือเดียวมาร่วมก่อก็ได้บุญแล้วครับ ไม่จําเป็นต้องทําบุญกันเยอะ ๆ มาก ๆ ประตูสวรรค์เปิดแล้วครับ เพียงใช้ภาวนาบูชา ไม่ต้องอามิสบูชา ประตูสวรรค์เปิดทันที เมื่อเราคิด คิดดีทําดี กรรมาธิการชุดนี้กําลังทําดีในเรื่องของการที่จะบูรณาการเพื่อดูแล แก้ปัญหาในอนาคตจริง ๆ ไม่ใช่ปัญหาในอนาคตหรอกครับเป็นปัญหาในปัจจุบันแล้วด้วยซ้ํา ก็คือในเรื่องผู้สูงอายุหรือผู้สูงวัย ในสภาแห่งนี้ผมเชื่อว่าเข้าหลักเกณฑ์กันเกินครึ่งครับ แต่ยัง เป็นคนที่มีคุณภาพ ผมเองคิดทบทวนตัวเองว่าผมเกษียณอายุราชการแล้วเป็นผู้สูงวัย ผู้สูงอายุแล้ว รัฐต้องมาดูแลผมอยู่เดือนละ ๖๐,๐๐๐ บาท ผมต้องรับบํานาญ ผมอายถ้าผม ไม่ได้ทําอะไร โชคดีที่ผมได้เป็นสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศผมยังได้ทํา คุณประโยชน์ให้กับบ้านเมือง ผมกําลังอธิบายความว่าเราจะต้องใช้ประโยชน์กับผู้สูงอายุด้วย อัยการก็ดี ศาลก็ดี ขณะนี้เราเกษียณกันที่ ๗๐ ปี แสดงว่าเรายอมรับว่าคน ๖๐ ปีไม่ได้แก่เกิน ใช้งานครับ ผมขออนุญาตฉายให้เห็นตัวอย่างนิดเดียวครับ เมื่อ ๒-๓ ปีที่แล้วครับผมได้ร่วม คณะไปดูงานที่ประเทศจีนกับประเทศญี่ปุ่น เอาที่ประเทศญี่ปุ่นก่อนครับ ไปดูงานโรงไฟฟ้าขยะ รถบัส (Bus) จอด คณะผู้ดูงานลงจากรถไปตั้งแถวเพื่อเตรียมที่จะเดินเข้าไปดูงานในโรงไฟฟ้าขยะ กลางกรุงโตเกียวครับ และโรงไฟฟ้าโรงนี้เลี้ยงกรุงโตเกียว ๑ ใน ๔ เลยครับ เขามีหลายโรง เราก็แปลกใจว่าตั้งแถวเสร็จเรียบร้อยทําไมไม่มีใครมาต้อนรับเราเลย ไม่มีใครมาเชิญเราเลย ไปไหนกันหมด มีเพียงคนแก่คนหนึ่งยืนอยู่หน้าแถวเรา อายุ ๗๐ กว่าปีแล้วครับ ปรากฏว่า คนแก่คนนั้นละครับคือผู้จัดการโรงงานโรงไฟฟ้าขยะ เข้าไปภายในโรงงาน ทุกอย่างครับ ผู้สูงอายุหมดเลยครับ เพียงกดปุ่ม เพียงควบคุมเครื่องโดยใช้คอมพิวเตอร์ทั้งหมด ออกจาก โรงไฟฟ้าขยะไปขึ้นทางด่วนท่านไปดูได้เลยครับ ท่านไปประเทศญี่ปุ่น ท่านไปกันบ่อย ช่องทางด่วนครับ ขายตั๋วครับ ผู้สูงวัยทั้งนั้นละครับ เราไปสูบบุหรี่ในที่ห้ามสูบ มีผู้สูงวัย มาเตือนว่าโน่น โซน (Zone) สูบบุหรี่อยู่ที่โน่น เราก็ก้มลง คีบบุหรี่ไปทิ้งไป ไปดูทางด่วนบ้านเราครับ หน้าดุกว่าผมอีก หนุ่ม ขายตั๋วทางด่วน ผมกําลังอธิบายความว่า เราคงดูเรื่องปัญหาสุขภาพอย่างเดียวคงไม่พอ สุขภาพมันต้องดูเป็นพิเศษอยู่แล้ว เราต้องดู ในเรื่องสถานะทางสังคมของผู้สูงอายุด้วย ก็คือต้องเตรียมความพร้อมในการที่จะให้ผู้สูงอายุ อยู่ในสังคมอย่างมีคุณค่า ให้ตัวเขารู้สึกว่าเขายังเป็นประโยชน์แก่สังคมนี้อยู่ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว มีเรื่องเศร้า ๑ เรื่อง ท่านอาจจะไม่เศร้าเหมือนผม แต่ผมเศร้ามาก เป็นนายพลตํารวจตรีครับ เป็นอดีตผู้บังคับการตํารวจภูธรจังหวัดนนทบุรี ใช้ปืนกระบอกที่พกประจํากายมาตลอดชีวิต รับราชการยิงตัวตาย ซึมเศร้าครับ เพราะฉะนั้นจะมีผู้สูงอายุที่มีความรู้ความสามารถแต่ซึมเศร้า เพราะไม่ได้ถูกระบบนํามาจัดระบบให้เขาอีกจํานวนมากครับ โดยเฉพาะข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ แต่ข้าราชการอื่นผมไม่ทราบครับ แต่ตํารวจค่อนข้างชัดครับ พอเกษียณอายุราชการแล้ว ไม่ใช่ทิ้งลูกน้องนะครับ ลูกน้องทิ้ง ข้าราชการทหาร ผมขออภัยนิดหนึ่งครับ ท่านจะมีบารมี กับลูกน้องมาก เพราะดูแลลูกน้องมาตลอดชีวิต เกษียณอายุราชการแล้วยังมีลูกน้องมาชวน ไปทํากิจกรรม ยังชวนไปทําโน่นทํานี่ แต่ตํารวจนี่ลูกน้องทิ้งเลยครับ ภรรยาโยนกะละมัง ใส่หน้าให้ซักผ้า ตายดีกว่า เพราะฉะนั้นข้าราชการที่เกษียณแล้วส่วนใหญ่จะอายุสั้น โดยเฉพาะข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ และโดยเฉพาะตํารวจ เพราะก่อนหน้านั้นกับลูกน้องนี่ทําไว้ เยอะครับ ทหารเขาให้ลูกน้อง ตํารวจเอาจากลูกน้องจริงหรือเปล่าไม่รู้ ทีนี้จากปัญหานี้ครับ ผมถึงบอกว่าต้องทําให้ครบ เรื่องสุขภาพจําเป็นแล้วละ ใช่ แต่เรื่องที่ต่อเนื่องกับสุขภาพก็คือ เอาประโยชน์เขามาใช้ ใช้ประโยชน์จากเขา ๒. ข้าราชการที่เห็นในขณะนี้คืออัยการกับศาล มีแล้ว ด้านอื่นละครับ กระทรวงพ่อแม่ครับ พม. กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคง ของมนุษย์ กระทรวงแรงงาน กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทยนะครับ เรื่องหนึ่ง ที่ผมจะฝากกรรมาธิการไปเดี๋ยวผมจะส่งเอกสารให้นะครับ ในเรื่องของข้อมูลจํานวนผู้สูงอายุ ไม่ทราบว่ามันเคลื่อนเพราะว่าของผมสํารวจทีหลังหรือของท่านสํารวจก่อนกันแน่นะครับ ของผมเป็นข้อมูล ณ วันที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๕๘ ประชากรเรา ๖๕,๑๗๒,๖๐๐ คน มีผู้สูงอายุ คืออายุเกิน ๖๐ ปี ๑๐,๔๘๕,๗๐๐ คน คิดเป็นร้อยละ ๑๖ ครับ ของท่านยัง ๑๕ อยู่ ทีนี้ เราคาดว่าในปี ๒๕๗๘ เราจะมีผู้สูงอายุในประเทศไทย ๒๐ ล้านคน ๒๐ ล้านคนนะครับ ในจํานวนนั้นยังมีผมอยู่ด้วย เพราะปี ๒๕๗๘ ผมยังไม่ตายแน่นะครับ ๒๐ ล้านคนครับ เราจะ บริหารจัดการกับ ๒๐ ล้านคนนี้อย่างไรนะครับ นั้นละครับคือโจทย์ใหญ่ครับ ทีนี้ผมจะฝาก สุดท้ายนะครับ ข้อเสนอแนะไว้ทั้งหมด ๗ ข้อ ผมขออนุญาตอ่านครับ
ข้อเสนอแนะที่ ๑ ในเรื่องสุขภาพของผู้สูงอายุเราจะต้องยึดมั่นในกรอบ แนวคิด มีความสมดุลตั้งแต่การส่งเสริม ป้องกัน รักษา ฟื้นฟู จนถึงการดูแลระยะยาว จึงต้อง อาศัยความเชื่อมโยงระหว่างชุมชน สถานบริการด้านสุขภาพในทุกรูปแบบ
ข้อเสนอแนะที่ ๒ ต้องมีกลไกพัฒนาองค์ความรู้อย่างต่อเนื่องสําหรับบุคลากร ในทุกระดับมุ่งพัฒนาบุคลากรทั้งระดับปฐมภูมิและทุติยภูมิ ทั้งในสถานพยาบาลและชุมชน
ข้อเสนอแนะที่ ๓ ครับ สนับสนุนการวิจัยด้านเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ และนํามา ปรับใช้ให้เข้ากับบริบทของประเทศไทย
ข้อเสนอแนะที่ ๔ มีความจําเป็นจะต้องบูรณาการองค์ความรู้ในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับกระทรวงไปจนถึงท้องถิ่น นําไปสู่การบริหารจัดการที่มีคุณภาพ ลดการซ้ําซ้อน และมุ่งสู่จุดมุ่งหมายเดียวกันคือให้ผู้สูงอายุดูแลตนเอง
ข้อเสนอแนะที่ ๕ ตระหนักถึงการเตรียมตัวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ ก็ต้องยอมรับความจริงครับ ด้านการแพทย์เราดีขึ้น สุขภาพเราดีขึ้น ครอบครัวปัจจุบันนิยม ที่จะไม่มีลูก นิยมไม่มีบุตรหรือมีก็น้อย ฉะนั้นแน่นอนครับสัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นทุกวัน
ข้อเสนอแนะที่ ๖ สถานพยาบาลที่เกี่ยวเนื่องกับชุมชนในระดับปฐมภูมิ และทุติยภูมิ ต้องมีระบบบริการสุขภาพผู้สูงอายุเป็นการเฉพาะ ต้องดูด้านผู้สูงอายุเป็นการเฉพาะ ชัดเจนแล้วครับแยกโซน (Zone) ครับ ไม่ใช่ผู้สูงอายุไปเข้าคิวกับเขาอยู่
อีกข้อหนึ่งด้านสังคมครับ เปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุได้ใช้ความรู้ความสามารถ ประสบการณ์ เพื่อสร้างประโยชน์ให้แก่สังคมให้ได้มากที่สุด ผมยกตัวอย่างที่ประเทศญี่ปุ่น ให้ฟังเมื่อสักครู่หนึ่งครับ ไปดูที่ประเทศจีน นิดเดียวครับแวะไปเมืองจีนบ้าง เมื่อสักครู่นี้ ผมพูดเมืองจีนไว้ด้วยครับ ผมไปดูงานตํารวจที่ประเทศจีน ปรากฏว่ามีชายสูงวัยคนหนึ่ง จะดูเป็นตํารวจก็ไม่ใช่ ดูเป็นชาวบ้านก็ไม่ใช่ ดูเป็นอาสาหรืออะไรก็ไม่รู้ ลูกครึ่ง ลูกเสือชาวบ้านก็ไม่ใช่ ไปโบกรถอยู่หน้าโรงเรียน พอผมไปถามตํารวจเขาบอกว่านั่นคือ อดีตตํารวจ เป็นตํารวจจราจรซึ่งตอนรับราชการก็จัดการจราจรอยู่หน้าโรงเรียนนี้ ตอนนี้ เกษียณอายุราชการแล้ว รัฐบาลจีนจ้างต่อให้ทํางานเช้าชั่วโมงครึ่ง เย็นชั่วโมงครึ่ง ก็คือ มาโบกรถเฉพาะหน้าโรงเรียน โบกเสร็จแล้วกลับบ้านเลย เพราะเขามีประสบการณ์มา ๔๐ ปี โบกอยู่หน้าโรงเรียนนี้ ไม่มีใครโบกได้สวยงามชดช้อยแล้วรถไม่ติดเหมือนเมื่อเช้าอย่างเขา ก็เลยไปโบกอยู่หน้าโรงเรียนต่อครับ ทํางานแค่วันละ ๓ ชั่วโมง รัฐบาลจ้างอีกนิดหน่อยครับ เพราะฉะนั้นเราต้องคิดเพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุหรือผู้สูงวัยเราต้องยอมรับ ความจริงตรงนี้ เพราะฉะนั้นฝากกรรมาธิการด้วยครับ ดูเรื่องสุขภาพอย่างเดียวไม่พอครับ ต้องดูเรื่องสถานภาพทางสังคมด้วย เดี๋ยวเอกสารนี้ผมเตรียมไว้แล้ว ผมจะส่งให้ท่านประธาน ท่านอโณทัยด้วยความเคารพครับ ขอบคุณครับ
ท่านสมาชิกครับ เราได้รับฟังการอภิปรายที่เป็นประโยชน์มากจากสมาชิก โดยเฉพาะเกณฑ์วัดของผู้สูงอายุในอาชีพตํารวจก็คือกะละมัง บ้านท่านอํานวยน่าจะมี หลายใบนะเท่าที่ผมทราบ ส่วนท่านชูชัย ศุภวงศ์ กับท่านเฉลิมชัย ให้ข้อสังเกต เดี๋ยวกรรมาธิการ ลองพิจารณาดูเรื่องการขยับอายุผู้สูงอายุ เพราะว่าสังคมปัจจุบันพัฒนาด้านโภชนาการ แล้วก็ด้านสาธารณสุขดีมากนะครับ ก็ลองพิจารณา ถ้าตอบได้ก็เชิญ แต่ว่ามีท่านชูชัย ศุภวงศ์ เกณฑ์อายุ ผมยังไม่แก่นะครับ ผมยังไม่ถึงวัยรับเบี้ยยังชีพนะครับ ทางสมาชิกท่านใด จะอภิปรายเพิ่มเติมไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกขออภิปราย)
ถ้าไม่มี ผมขอปิดอภิปรายนะครับ ต่อไปขอเชิญทางคณะกรรมาธิการได้ชี้แจง ตอบข้อซักถามของท่านสมาชิกนะครับ ขอเชิญท่านวิเชียร ชวลิต ประธานอนุกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูประบบรองรับสังคมสูงวัยและผู้ด้อยโอกาส อดีตปลัดกระทรวงการพัฒนา สังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เชิญครับ
เรียนท่านประธาน ท่านสมาชิกที่เคารพครับ ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณ มีสมาชิกร่วมให้ข้อคิดเห็น ข้อแนะนําเพิ่มเติม ตอนแรกนึกว่าจะมี ๒ ท่านก็ได้เพิ่มมาเป็น ๕ ท่านนะครับก็ต้องขอขอบคุณไว้ ณ ที่นี้ด้วย
ท่านเฉลิมชัยฝากเรื่องการส่งเสริมให้ศูนย์แห่งนี้ หรือ ศพอส. มีรูปธรรม และความยั่งยืนนะครับ ก็คือการทําอย่างไรถึงจะให้การสนับสนุนให้ ศพอส. มีความเข้มแข็ง ก็ขออนุญาตเรียนว่าทางกรรมาธิการจะได้ไปปรับข้อมูลให้เป็นการเน้นย้ําตามที่ท่านได้ให้ ข้อแนะนํานะครับ ส่วนเรื่องที่เป็นประเด็นสําคัญอย่างเช่นการสนับสนุนให้ค่าใช้จ่ายในการที่ เอกชนจะสนับสนุน ศพอส. แล้วไปหักภาษีได้ก็เป็นข้อพิจารณาที่ดีมากเลยครับ
ท่านสุรินทร์ได้ชมเชยแล้วก็บอกว่าอยากให้ศูนย์ ศพอส. พิจารณาถึงคนที่อายุ ๖๐ ปีแล้วยังทํางานได้นะครับ ก็เป็นที่น่ายินดีว่าที่ห้องประชุมแห่งนี้เราก็เป็นเครื่องยืนยันว่า คนอายุ ๖๐ ปีแล้วก็ยังทํางานได้อยู่ ยังเข้มแข็งเต็มห้องประชุมนะครับ ยกเว้นท่านประธาน ท่านยืนยันแล้วว่าท่านยังไม่ได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุนะครับ ตอนนี้ก็มีคนที่ได้ แต่ในที่ประชุมนี้ ไม่ได้นะครับ แต่ที่นอกห้องประชุมก็จะได้ ๖๐๐ บาท ๗๐๐ บาท ๘๐๐ บาท แล้วก็ ๑,๐๐๐ บาท ถ้าใครได้ ๑,๐๐๐ บาทก็ต้องขอคารวะ เพราะว่าอายุถึง ๙๐ ปีแล้วนะครับ เพราะฉะนั้น ประเด็นสําคัญที่ท่านสุรินทร์ได้ฝากก็คือว่าอยากให้พิจารณาถึงคนอายุ ๖๐ ปีได้มีโอกาส ทํางาน ต้องขออนุญาตเรียนว่าเป็นการบ้านของกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านสังคมที่รับประเด็นนี้ แล้วก็อาจจะอยู่อีกส่วนหนึ่งของรายงานที่จะนําเสนอในโอกาส ต่อไปในเรื่องของการทําอย่างไรถึงจะจ้างงาน หรือจะทําให้ผู้สูงอายุได้มีโอกาสมีงานทํา นอกจากวัตถุประสงค์เรื่องของการใช้ประโยชน์แล้ว ยังมีวัตถุประสงค์เรื่องทําให้ผู้สูงอายุ มีรายได้ยังชีพในบั้นปลายนะครับ
อีกส่วนหนึ่งที่ท่านเสนอแนะไว้ว่าอยากให้มีการสนับสนุนร่วมใน ศพอส. ระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับสาธารณสุข ก็ขออนุญาตเรียนว่า ศพอส. ตอนนี้ ๘๗๘ แห่ง อาจจะมีเพิ่มไป เพราะว่าอันนี้เป็นคําตอบกับท่านชูชัยด้วยว่า ตอนนี้กระทรวง สาธารณสุขมาประสานการปฏิบัติกับ ศพอส. ในรูปแบบเดียวกันกับการดูแลคนไข้ติดเตียง ซึ่งเรามีอยู่ประมาณ ๑ เปอร์เซ็นต์กว่า ประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ คน แล้วก็ในกลุ่มเหล่านี้ได้ใช้ เงินกองทุนสุขภาพตําบลไปให้การสนับสนุน เพื่อที่จะทําให้คนไข้ติดเตียงทั้งหมดไม่อยู่ ในโรงพยาบาลแล้วก็ไปอยู่ในชุมชน แล้ว ศพอส. แห่งนี้ก็จะเป็นที่รวมของอาสาสมัคร ดูแลผู้สูงอายุ แล้วอาสาสมัครเหล่านี้ก็จะทําหน้าที่เคลื่อนย้าย หรือพูดง่าย ๆ ว่าเข้าไป เยี่ยมเยียน ไปดูแลคนไข้ติดเตียง ไปบริการที่บ้านในชุมชนนะครับ ก็ถือว่าเป็นประโยชน์ อย่างยิ่งเป็นไปตามหลักการของการดูแลร่วม แล้วก็ต้องเรียนว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และชุมชนเป็นเจ้าของอย่างแท้จริงกับ ศพอส. แล้วก็ท้องถิ่นจะมีบทบาทอย่างมากนะครับ
เรียนท่านชูชัยเพิ่มเติมว่าในส่วนของการดูแลผู้สูงอายุเนื่องจากประเทศเรา เก็บภาษีน้อยนะครับ ถ้าในประเทศในกลุ่มนอร์ดิก (Nordic) เขาเก็บภาษีประมาณเฉลี่ยแล้ว ๔๐ เปอร์เซ็นตของเงินได้ เพราะฉะนั้นทุกคนก็ต้องดูแลเรื่องการออม เพราะรัฐมีหน้าที่ดูแล ทั้งหมดจนบั้นปลายชีวิต ศูนย์และบริการต่าง ๆ ดําเนินการโดยรัฐทั้งหมดนะครับ แต่ของเรา เรามีอัตราภาษีที่ต่ํากว่า เพราะฉะนั้นลักษณะการดูแลแบบชุมชนมีส่วนร่วมจึงมีบทบาท และมีความสําคัญอย่างยิ่ง ก็เป็นแนวคิดที่มาสนับสนุนแนวทางของ ศพอส. ในการ ดําเนินการนะครับ
ท่านอํานวยได้กรุณาให้ข้อแนะนําบัญญัติ ๗ ข้อ แล้วเห็นบอกจะส่งให้ ท่านประธานอโณทัยด้วยนะครับ ก็เรียนว่าการดําเนินการเรื่องของผู้สูงอายุ หลักที่ท่าน ได้เสนอแนะในข้อ ๔ เรื่องของการบูรณาการความรู้ ลดความซ้ําซ้อน และมีจุดหมายเดียวกัน ก็คือทําอย่างไรจะดูแลผู้สูงอายุ เป็นหลักการที่สําคัญของ ศพอส. อยู่แล้ว แล้วก็การบ้าน ที่ท่านให้ในข้ออื่น ๆ มีหลายข้อที่อยู่ในภารกิจของเรา ที่สําคัญที่ท่านเน้นย้ําก็คือเรื่อง ทําอย่างไรให้ผู้สูงอายุที่อายุ ๖๐ ปีแล้วสามารถที่จะมีบทบาทและมีการทํางาน ท่านยกตัวอย่าง เรื่องอายุ ๖๐ ปีแล้วยังโบกจราจรได้อยู่ แล้วก็อาจจะมีเวลาทํางานไม่เต็มเวลา นี่ก็เป็นหลัก ที่จะนําไปสู่การพิจารณาเพื่อเป็นข้อเสนอในรายงานลําดับต่อไป
ท้ายที่สุดต้องขอขอบพระคุณทุกท่านที่ได้ให้ข้อแนะนํา แล้วก็กรรมาธิการ ก็รับข้อแนะนําของท่านทั้งหลาย แล้วก็จะได้ไปดําเนินการปรับให้สอดคล้อง แล้วก็นําเสนอ ในลําดับต่อไป ต้องขอขอบพระคุณอย่างยิ่งครับ
ขอเชิญท่านประธานอโณทัย ฤทธิปัญญาวงศ์ นะครับ ประธานกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคม และอดีตสมาชิกวุฒิสภาครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพครับ ผมขอเพิ่มเติมข้อมูลที่เรายังไม่ได้พูดถึง สักเล็กน้อยครับ ผู้สูงอายุขณะนี้เรา ๑๐ ล้านคน แต่ลงไปดูในรายละเอียดแล้วเป็นที่น่ายินดี เพราะว่าประมาณ ๘๕ เปอร์เซ็นต์ หรือประมาณ ๘,๕๐๐,๐๐๐ คนนั้น ยังเป็นผู้สูงอายุที่มี ศักยภาพและยังเป็นพลังของแผ่นดินนะครับ ไม่ใช่เป็นผู้สูงอายุที่ไร้คุณภาพ มีเพียงประมาณ ๑.๓ เองครับที่เป็นผู้สูงอายุที่ติดเตียง ก็คือประมาณ ๑๓๐,๐๐๐ คนนะครับ นอกนั้นก็เป็น ผู้ที่สามารถช่วยตัวเองได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่ ๘๕ เปอร์เซ็นต์ยังเป็นพลังของแผ่นดินนะครับ เพราะว่าโครงสร้างเหล่านี้ก็ทําให้ไม่น่าหนักใจเท่าไรถึงแม้จะเป็นผู้สูงอายุก็ตาม อย่างเช่น พวกเรา ๆ ที่นั่งอยู่ก็ถือว่าเป็นผู้สูงอายุที่ยังมีศักยภาพอยู่นะครับ เพราะในห้องนี้ผมมองไปแล้ว น่าจะเป็นสังคมผู้สูงอายุนะครับ ก็เป็นประเพณีครับที่ว่า ทุกประเด็น ทุกข้อสังเกต ทุกข้อเสนอแนะ กรรมาธิการน้อมรับด้วยความยินดีที่จะไปวิเคราะห์ให้ตกผลึกแล้วก็มาเป็น ความสมบูรณ์แบบของรายงานนะครับ ขอกราบขอบพระคุณทุก ๆ ท่าน เพราะวันนี้เราก็มี ๒ เรื่องนะครับ คงได้รับความเมตตาจากเพื่อนสมาชิกทุกท่านครับ ขอบพระคุณครับ
ก็ยืนยันได้ว่าผู้สูงอายุในประเทศไทย โดยเฉพาะที่นี่นะครับ เป็นสังคมสูงวัยแบบ สมบูรณ์แบบ แต่ว่าเป็นผู้สูงวัยที่เป็นตะเกียงมีไส้ มีน้ํามัน แล้วก็ยังมีไฟอยู่นะครับ ก็เป็นอันว่า ที่ประชุมได้พิจารณารายงาน เรื่อง การขับเคลื่อนต้นแบบงานบูรณาการเพื่อการพัฒนา คุณภาพชีวิตผู้สูงอายุแล้ว ก่อนที่จะขอมติจากที่ประชุม ผมขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ
(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)
ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตน โปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
เดี๋ยวรอสมาชิกสักครู่นะครับ ท่านสมาชิกได้ใช้สิทธิแสดงตนยังไม่ครบนะครับ ยังทยอยเดินเข้ามา เดินมาไกลจากอาคาร ๒ และอาคาร ๓ แต่ไม่มีอาการหอบเลยครับ ท่านไวกูณฑ์ ท่านวรวิทย์ เรียบร้อยแล้วนะครับ สมาชิกได้ใช้สิทธิแสดงตนแล้วนะครับ เจ้าหน้าที่ขอแสดงผลครับ จํานวนผู้เข้าประชุม ๑๖๓ ท่าน เป็นอันว่าครบองค์ประชุมนะครับ
ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับรายงาน เรื่อง การขับเคลื่อน ต้นแบบงานบูรณาการเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ หรือไม่ ซึ่งหากเห็นชอบ คณะกรรมาธิการจะได้นําความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิกไปปรับปรุงก่อนที่จะส่ง รายงานไปยังคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาดําเนินการต่อไปนะครับ
ต่อไปเป็นการลงมตินะครับ ตามข้อบังคับ ข้อ ๖๐ ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิ ออกเสียงลงคะแนน ผู้ใดเห็นชอบโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญใช้สิทธิลงคะแนนนะครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
สมาชิกท่านใดยังไม่ได้ใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนบ้างไหมครับ ถ้าได้ใช้สิทธิ ครบถ้วนแล้ว ผมขอปิดการลงคะแนน ขอทราบผลการลงคะแนนครับ จํานวนผู้เข้าประชุม ๑๖๔ ท่าน เห็นด้วย ๑๖๒ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๒ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มีนะครับ
เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านสังคม เรื่อง การขับเคลื่อนต้นแบบงานบูรณาการเพื่อการพัฒนา คุณภาพชีวิตผู้สูงอายุแล้ว เป็นอันว่าจบการพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านสังคมครบทั้ง ๒ เรื่องนะครับ ก็ขอบคุณคณะกรรมาธิการและผู้ชี้แจง ผ่านไปได้ด้วยดี
ต่อไปเป็นการพิจารณาระเบียบวาระที่ ๓.๒ รายงานของคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านการศึกษา เรื่อง แผนปฏิรูประบบประกันคุณภาพการศึกษา
ท่านประธานและท่านสมาชิก สปท. ที่เคารพทุกท่านครับ ขอขอบคุณท่านประธานที่ได้กรุณาให้กรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ได้นําเสนอเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สภาได้กรุณาอนุมัติหลักการ ไปแล้ว ๑ ใน ๙ เรื่อง เรื่องระบบประกันคุณภาพการศึกษา เราได้ขอความกรุณาให้พักระบบ ประกัน พักการประเมินของระบบประกันคุณภาพทั้งภายในและภายนอกไปแล้ว ๒ ปี ในครั้งนี้จะเป็นการนําเสนอแผนของระบบประกันคุณภาพใหม่ว่าจะพัฒนาอย่างไร ขออนุญาตกราบเรียนโดยย่อดังนี้
ภาพรวมของการปฏิรูปการศึกษาที่กรรมาธิการได้นําเสนอสภานี้และได้ผ่าน วิป (Whip) ๓ ฝ่ายของรัฐบาล สนช. และ สปท. ไปแล้วนั้น ๙ เรื่อง โดยภาพย่อ ๆ ง่าย ๆ อย่างนี้ครับ การศึกษาในอดีตเราพูดถึงการศึกษาของคนที่เริ่มจากภาคบังคับไปจนจบ อุดมศึกษา มีผู้ที่เข้ามาเรียนในระบบอยู่ประมาณ ๑๒.๙ ล้านคนโดยประมาณ แต่ว่า การปฏิรูปครั้งนี้จากผลงานวิจัยของหลายภาคส่วนเห็นชัดว่าสังคมปัจจุบันนี้ถ้ารอให้เข้ามา ในระบบการศึกษา พูดง่าย ๆ รอให้คลอดออกมาแล้ว ๗ ปีก่อนจะเข้าระบบการศึกษา สายไปแล้ว งานวิจัยยืนยัน ผมได้กราบเรียนในที่ประชุมนี้ไปแล้วครั้งหนึ่งว่า ตั้งแต่คลอด ออกมาจนถึงถูกปล่อยให้ระบบครอบครัวดูแลกันเอง ๗ ปี สูญเสียความสามารถในการ พัฒนาไปทั้งร่างกายทั้งสมองและจิตใจถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ปีหนึ่งมีคนคลอดออกมาประมาณ ๗๐๐,๐๐๐ คน ถ้า ๓๐ เปอร์เซ็นต์ที่สูญเสียความสามารถในการพัฒนาไปก็เกือบ ๆ ๒๐๐,๐๐๐ คน และบุคคลเหล่านี้จะต้องเข้าไปสู่ในระบบการศึกษา แล้วก็เติบโตขึ้น รับผิดชอบประเทศต่อไป แต่ว่ากว่าจะเข้ามาสู่ระบบการศึกษานั้นก็สายไปเสียแล้ว พอมาถึง ระบบโรงเรียนครูบาอาจารย์ก็ไม่สามารถจะพัฒนาได้ ดังนั้นการปฏิรูปการศึกษาครั้งนี้หัวใจ จึงอยู่ที่การพัฒนาระบบใหม่ขึ้นรองรับตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาก่อนเข้าโรงเรียน ๐ ถึง ๗ ปีครับ ซึ่งทางกรรมาธิการได้นําเสนอพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องเรื่องนี้ไปแล้ว ๓ ฉบับ ตั้งแต่ พระราชบัญญัติการศึกษาตลอดชีวิต ซึ่งดูแลตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาไปจนถึงเชิงตะกอน พระราชบัญญัติ ฉบับที่ ๒ ก็คือพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ซึ่งได้รับความกรุณาจาก ที่ประชุมนี้ หลายท่านยืนยันว่าอันนี้เป็นพระราชบัญญัติ เป็นทิศทางการปฏิรูปการศึกษาใหม่ ซึ่งไม่เคยมีมาก่อน และถือเป็นธรรมนูญการศึกษาของชาติทีเดียว ซึ่งก็ขออนุญาตกราบ ขอบพระคุณย้อนหลังไปอีกครั้งหนึ่ง นอกนั้นเมื่อเข้ามาสู่ระบบการศึกษาแล้ว แน่นอนครับ ระบบการศึกษาเดิมซึ่งใน สปช. ใช้คําว่า ระบบการเรียนรู้ เราก็ใช้คําเดิมตามก็คือระบบ การเรียนรู้นั้น เต็มทั้งกระบวนการ ไม่ว่าจะหลักสูตร ไม่ว่าวิธีการเรียนการสอนหรืออะไรก็ตามนั้น เน้นที่การท่องจํา เน้นที่เรียกว่าแพสซิฟเลิร์นนิง (Passive Learning) คือตั้งรับ ขออนุญาต อธิบายง่าย ๆ ว่า ถ้าเด็กนั่งรอครูเอามาป้อน เรียกว่าระบบแพสซิฟ (Passive) หรือตั้งรับ คือเด็กตั้งรับ รอให้ครูหาความรู้มา เลกเชอร์ (Lecture) ให้ เอาตํารามาให้ เป็นระบบ การเรียนรู้แบบตั้งรับ เราได้นําเสนอระบบการเรียนรู้เชิงรุก หรือที่เรียกว่า แอ็กทิฟเลิร์นนิง (Active Learning) ระบบการเรียนรู้ที่ให้น้ําหนักกับใช้สถานการณ์จริง ใช้ปัญหาจริง ใช้สถานการณ์ปัจจุบันจริงมาก ให้เด็กได้เรียนรู้จากการลงมือทําจริง ระบบนี้เรียกว่าระบบ แอ็กทิฟเลิร์นนิง (Active Learning) และใช้สถานการณ์จริง ๆ ที่เรียกว่า ซิทูเอชัน เบส เลิร์นนิง (Situation based Learning) หรือหลาย ๆ ครั้ง หลาย ๆ ที่เขาใช้คําว่า พรอบเบลม เบส เลิร์นนิง (Problem based Learning) คือเอาปัญหาจริง เอาสถานการณ์ในสังคม ปัจจุบันจริงมาให้เด็กได้เรียนรู้จากการลงมือทําจริง ระบบนี้จะทําให้เด็กสามารถพัฒนาและ จดจําได้ถึง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ระบบตั้งรับ นั่งฟังเลกเชอร์ (Lecture) อ่านหนังสือ ก็อาจจะจําได้ประมาณ ๕ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง อันนี้คือทิศทางที่เรานําเสนอไปแล้ว
นอกจากนั้นความสําคัญของการจัดการศึกษา ถ้าเป็นอย่างนี้ก็แปลว่าเป็นหน้าที่ ของคนทุกคน ไม่ใช่เป็นหน้าที่ของกระทรวงศึกษาธิการแต่ฝ่ายเดียวอีกต่อไป ในพระราชบัญญัติ ๒ ฉบับที่ผมกราบเรียนแล้ว จึงให้น้ําหนักอยู่ที่การมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา ซึ่งรัฐธรรมนูญก็ได้เขียนเอาไว้ และรัฐบาลนี้ก็ได้กรุณาออกมาตรา ๔๔ ไปเมื่อ ๒ สัปดาห์ ที่แล้ว ให้รัฐร่วมมือกับท้องถิ่นและเอกชน ซึ่งเป็นคําเดียวกับที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ และเขียนไว้ในพระราชบัญญัติ ๒ ฉบับ ที่เราได้นําเสนอที่ประชุมนี้ไปแล้วว่า รัฐต้องร่วมมือ กับท้องถิ่น ต้องร่วมมือกับเอกชน เอกชนในที่นี้ภาษากฎหมายผมไปกราบเรียนถาม ท่านประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ท่านบอกว่าคําว่า เอกชน ในที่นี้หมายรวมถึง ทุกภาคส่วนที่ไม่ใช่รัฐและไม่ใช่ท้องถิ่น ก็แปลว่าทุกคนต้องช่วยกันดูแลจัดการศึกษา ตั้งแต่พ่อแม่ บ้านเรามีแม่วัยใสจํานวนมาก ครอบครัวปัจจุบันเป็นครอบครัวเดี่ยว ซึ่งมีปัญหาทางเศรษฐกิจ ปัญหาทางสังคมมากมาย มีหลายพื้นที่ นอกจากพ่อแม่ไม่สามารถดูแลลูกในท้อง ไม่สามารถ ดูแลเด็กก่อนจะมาส่งให้โรงเรียน เมื่อมาส่งให้โรงเรียนแล้วยังไม่สามารถที่จะดูแลต่อ ถึงขั้น ต้องออกกลางคันเป็นจํานวนมาก ผมยกตัวอย่างว่าเฉพาะจังหวัดสุรินทร์จังหวัดเดียว มีเด็ก ต้องออกกลางคันทั้งยังไม่จบเป็นหมื่นคนนะครับ จังหวัดเดียว ซึ่งเป็นจังหวัดเล็ก ๆ และเป็น จังหวัดยากจน พบว่าที่ออก สาเหตุหลักมาจากปัญหาทางเศรษฐกิจของพ่อแม่ เรื่องราว เหล่านี้ลําพังระบบการศึกษาที่มีอยู่เท่าเดิม ซึ่งเรามีคนมากและมีงบประมาณมากที่สุด เมื่อเทียบกับทุกกระทรวง ทบวง กรม ระบบปกติที่มีอยู่แก้ปัญหาไม่ได้แน่นอนครับ จะต้อง ระดมส่วนร่วมของทุกภาคส่วนช่วยกัน ตั้งแต่ก่อนท้องเลยครับ มีคุณหมอหลาย ๆ ท่าน ได้ช่วยอภิปรายไปแล้วว่าก่อนท้อง ก่อนที่จะตั้งท้องมีความสําคัญขนาดไหนถ้าแม่ไม่มี ความพร้อมก่อน
นอกจากนั้นยุคนี้เป็นยุคที่ถ้าดูจํานวนประชากร ซึ่งกําลังทํางานอยู่ วัยทํางาน ขณะนี้ถือว่ามีมาก แล้วก็แนวโน้มก็จะกลายเป็นผู้สูงวัย ซึ่งเป็นผู้ที่สังคมต้องแบกภาระ วัยทํางานขณะนี้ถือว่ามีมาก จําเป็นต้องมีระบบการพัฒนาคนในวัยทํางาน ณ ปัจจุบันนี้ ซึ่งเราก็ได้นําเสนอเรื่องของอาชีวศึกษาไปแล้วนะครับว่า ถ้าเราพัฒนาคนวัยทํางานให้ทํางาน อย่างมีประสิทธิภาพ ยิ่งในยุคของการแข่งขันรุนแรงขณะนี้ ถ้าเราพัฒนาคนที่กําลังทํางาน อยู่แล้ว และคนที่กําลังจะเข้าสู่วัยทํางาน ถ้าพัฒนาไม่ทันโลก ไม่ทันสมัย เราจะอยู่ในโลกนี้ ได้อย่างลําบากมาก ผมเข้าใจว่าหลายท่านคงติดตามสถานการณ์ของประเทศเพื่อนบ้านเรา ๔ ประเทศ ไม่ว่าจะเป็นประเทศลาว ประเทศกัมพูชา ประเทศเวียดนาม และประเทศพม่า ๔ ประเทศนี้เขารวมตัวกันแล้วก็ชักชวนนักลงทุนที่อยู่ในละแวกนี้ รวมทั้งในประเทศไทย ได้เทงบลงทุนเคลื่อนย้ายการลงทุนจากประเทศเราไปสู่ ๔ ประเทศรอบบ้านเราจํานวน มหาศาล ทําให้อัตราการเจริญเติบโตของประเทศเพื่อนบ้านเรา ๖-๗ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ ของเราอยู่ที่ประมาณ ๒ เปอร์เซ็นต์กว่า ๆ ๓ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง ฉะนั้นแนวโน้ม ถ้าเปรียบเทียบเราจะจนลง ในเชิงเปรียบเทียบเราจะจนลง ในขณะที่เพื่อนบ้านใกล้ที่สุด ๔ ประเทศเขากําลังเจริญรุ่งเรือง ประเทศที่กําลังยากจนลงเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน อัตรา การเจริญเติบโตต่ํา อย่างที่ผมกราบเรียนแล้ว ในขณะเดียวกันประเทศเหล่านั้นทรัพยากร ยังไม่หมด ขณะของเราทรัพยากรกําลังหมดไปอย่างรุนแรง เราสูญเสียป่าปีหนึ่งเป็นล้านไร่ ข้อมูลปัจจุบันนี้ ผมเชื่อว่าท่านสมาชิกทุกท่านทราบดีอยู่แล้ว ถ้าการพัฒนาคนของเรา การจัดระบบการศึกษา ถ้าไม่ปรับใหม่ทั้งหมด ยกเครื่อง ดูแลตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา ไปจนถึงเข้ามาสู่ระบบการศึกษาทั้งขั้นพื้นฐาน ส่วนหนึ่งเราอยากให้มีจากพื้นฐานแล้วไปสู่ อาชีวศึกษาให้มากขึ้นเพื่อเน้นที่คนทํางาน แล้วก็ไปสู่อุดมศึกษา ตลอดไปจนถึงผู้ที่อยู่ในวัย ทํางานต้องได้รับการพัฒนา แล้วก็สําคัญสุดก็คือผู้ที่เกษียณไปแล้วก็ควรจะได้รับการพัฒนา เพื่อเอาศักยภาพนั้นกลับมาช่วยเหลือสังคม ทั้งหมดนี้ถ้าทิศทางการประกันหรือทิศทาง การประเมินผิด กล่าวคือเกณฑ์การประเมินใช้เกณฑ์เดียววัดทั้งหมดเลย เราพูดกันมานาน เหลือเกินว่ามันผิด นี่เรื่องที่ ๑ เรากําลังจะเสนอแผนแก้ เรื่องที่ ๒ วิธีประเมินและเครื่องมือ ในการประเมินนั้น มันใช้เครื่องมือเดียว วิธีการเดียวใช้ประเมินทุกเรื่อง ทุกสังคม ทุกภูมิศาสตร์ ทุกเป้าหมาย ทุกวัตถุประสงค์ มันผิด นี่ก็เป็นเรื่องที่ ๒ ที่ต้องเปลี่ยนแปลง และเรื่องที่ ๓ สําคัญสุดก็คือผู้ประเมิน ซึ่งก็มีทั้งภายในและภายนอก เราให้น้ําหนักอยู่กับการประกัน คุณภาพภายในโรงเรียน ภายในมหาวิทยาลัย ภายในสถาบันนั้น ๆ มากกว่าการประเมินเพื่อ การประกันจากข้างนอก แต่กราบเรียนว่าสําคัญทั้งข้างในและข้างนอก ย้ําว่าข้างในสําคัญกว่า เพราะข้างในนั้นต้องทําการประเมินอยู่ตลอดเวลา ต่อเนื่อง เพื่ออะไรครับ เพื่อที่จะพัฒนา ให้ทันยุค ทันสมัย ทันโลกที่เขากําลังแข่งขันกันรุนแรง และที่สําคัญที่สุดนั้น เรื่องที่ ๔ ผลจากการประเมิน ผลจากการประกันนั้นต้องหยิบเอามา พัฒนาระบบการพัฒนาคนของเราให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์หลักของชาติ ให้สอดคล้องกับ ยุทธศาสตร์ของชาติ เพราะว่าเราจะนําพาชาติเราไปให้เกิดความมั่นคง และให้เกิดความมั่งคั่ง ซึ่งผมขอกราบเรียนย้ําว่าความมั่งคั่งในที่นี้ ทั้ง สปช. ทั้ง สปท. เราและรัฐบาลเห็นตรงกันว่า ความมั่งคั่งหมายถึงความมีพอเพียง การรู้จักแบ่งปันกัน มั่งคั่งในน้ําใจ แล้วก็ต้องแข่งขัน ได้ด้วย นี่คือประเด็นความมั่งคั่ง แล้วก็ต้องยั่งยืนชั่วลูกชั่วหลานเพื่อจะส่งมอบประเทศไทย ให้ลูกหลานสืบต่อไป สุดท้ายเรื่องที่ ๕ เมื่อนําผลมาใช้ประโยชน์ในการพัฒนาแล้ว เราก็จะ เสนอแผนว่าแต่ละองค์กร แต่ละคน แต่ละหน้าที่ แต่ละสังกัดมีหน้าที่อะไร ๕ เรื่องหลัก ๆ ซึ่งผมจะขออนุญาตท่านประธานได้มอบหมายให้ท่านรองประธานในฐานะที่ท่านเป็นประธาน อนุกรรมาธิการที่ดูแลเรื่องนี้ ท่าน พลอากาศเอก วัธน มณีนัย ได้เล่าให้ฟังในรายละเอียดครับ กราบขออนุญาตครับ
ขอเชิญท่าน พลอากาศเอก วัธน มณีนัย ท่านรองผู้บัญชาการทหารอากาศ แล้วก็เป็นประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูประบบมาตรฐานและการประกัน คุณภาพการศึกษา ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่เคารพ ผม พลอากาศเอก วัธน มณีนัย สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หมายเลข ๑๓๕ นะครับ ในฐานะที่เป็น รองประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา รู้สึกดีใจจริง ๆ ที่ผมได้มา รับผิดชอบในส่วนสําคัญทางด้านการศึกษาของประเทศ ในเรื่องของการจัดทําแผนการปฏิรูป ระบบมาตรฐานการศึกษาทั้งระบบ รู้สึกเป็นเกียรติแล้วก็ดีใจมากครับ เพราะว่าปัญหา การศึกษาของประเทศนั้นเรามีปัญหามากมาย ซึ่งอย่างที่ท่านประธานกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาท่านวิวัฒน์ท่านได้เรียนให้ทราบแล้วนะครับ เราได้ไปพบว่า ปัญหาต่าง ๆ นั้นมีมากนะครับ แล้วก็กระทบกับครูบาอาจารย์ กระทบกับนักเรียน นักศึกษา หลายด้านด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของเพิ่มภาระให้กับครูบาอาจารย์ แล้วก็ครูก็อยู่ ในห้องเรียนน้อยลง ความล่าช้าต่าง ๆ เกณฑ์ต่าง ๆ ไม่ยืดหยุ่น และที่สําคัญคือการประเมิน จากส่วนต่าง ๆ ข้างนอกเรามีคะแนนตกต่ําลง โดยเฉพาะในเรื่องของด้านคุณธรรมจริยธรรม ซึ่งจะนําไปสู่ในอนาคตอันเติบโตในเรื่องของการคอร์รัปชันต่าง ๆ ส่วนนี้เป็นส่วนที่สําคัญ ตรงนี้ปัญหาที่คณะอนุกรรมาธิการระบบมาตรฐานและประกันคุณภาพการศึกษาเราได้ พบแล้ว เราก็ถึงได้ทําแผนเร่งด่วน อย่างที่ท่านประธานวิวัฒน์ท่านได้เรียนให้ทราบ เราขอ ชะลอ ๒ ปี เพื่อที่จะกลับมาทําแผน แล้วก็ทําระบบการประกันคุณภาพที่สมบูรณ์ ในวันนี้ เสร็จแล้ว วิธีการที่เราทําเราก็ให้ความสําคัญ ก็คือเราได้ไปเชิญหน่วยเกี่ยวข้อง ผู้เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาพื้นฐานก็ตาม การศึกษาอาชีวศึกษาก็ตาม อุดมศึกษา การศึกษา นอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัยหรือ กศน. หรือประเภทการศึกษาที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะการประเมินภายนอก สมศ. สํานักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพ การศึกษา เราได้เชิญมาประชุมบ่อยครั้ง และเราก็ได้ทําเวิร์กชอป (Workshop) แล้วเราก็ มีงานวิจัยทั้งประเทศเลยนะครับ เอามาดําเนินการจัดทําแผนปฏิรูประบบการประกันคุณภาพ การศึกษา แล้วก็ได้นําเสนอคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา แล้วก็ได้เรียนให้กับท่านประธานสภาได้ผ่านมานํามาเสนอในที่ประชุมแห่งนี้ ในส่วนของ รายละเอียด ผมจะขอให้ท่านอาจารย์ปิยะธิดา ประดิษฐบาทุกา ในฐานะอนุกรรมาธิการ และเลขานุการ และ พลเรือเอก จีรพัฒน์ ปานสกุณ ในฐานะรองประธานอนุกรรมาธิการ ได้นําเสนอตามลําดับต่อไป ขอกราบเรียนท่านประธานเพื่อขออนุญาตต่อไปครับ
เชิญท่านปิยะธิดา ประดิษฐบาทุกา ครับ
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ดิฉัน ปิยะธิดา ประดิษฐบาทุกา สปท. ลําดับที่ ๙๘ ขอนําเสนอแผนการปฏิรูประบบการประกันคุณภาพการศึกษา
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
โดยข้อมูลจากเวิลด์ แบงก์ (World Bank) พบว่าการปฏิรูประบบการประกันคุณภาพการศึกษาเป็นวิธีการ ปฏิบัติที่สามารถทําได้เร็วและมีค่าใช้จ่ายน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับแนวความคิดหรือวิธีการ ปฏิบัติอื่น ๆ ในการปฏิรูปการศึกษา และยังทําให้ได้ข้อมูลที่มีคุณภาพสูงเพื่อนําไปใช้เป็น พื้นฐานในการกําหนดนโยบายทางการศึกษา
ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติได้กําหนดให้มีระบบประกันคุณภาพ การศึกษาเพื่อพัฒนาการศึกษา ประกอบไปด้วยระบบการประกันคุณภาพการศึกษาภายใน และการประกันคุณภาพการศึกษาภายนอก ซึ่งการประกันคุณภาพการศึกษาภายใน หมายถึงการที่สถานศึกษาทําการประเมินตนเองหรือการที่หน่วยงานต้นสังกัดทําการประเมิน สถานศึกษา ในส่วนของการประกันภายนอกจะหมายถึงการที่มีหน่วยงานภายนอกเป็นผู้ เข้ามาประเมินสถานศึกษา โดยหน่วยงานต้นสังกัดที่เราพูดถึง ได้แก่หน่วยงานที่อยู่ในกํากับ ของกระทรวงศึกษาธิการ เช่น สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ สพฐ. อาชีวศึกษา หรือที่เราเรียกว่า สอศ. อุดมศึกษา ที่เรียกว่า สกอ. เป็นต้น ส่วนหน่วยงาน ภายนอกเราจะหมายถึงสํานักงานรับรองมาตรฐานและการประเมินคุณภาพการศึกษา หรือที่เรียกโดยย่อว่า สมศ. ค่ะ ที่ผ่านมาถึงแม้ว่ามีการดําเนินการประกันคุณภาพการศึกษา มานานกว่า ๑๐ ปี และจํานวนของสถานศึกษาที่ผ่านการประเมินจากทั้งหน่วยงานภายใน และหน่วยงานภายนอกมีมากขึ้นต่อเนื่อง
แต่ในทางกลับกันคุณภาพการศึกษาของไทยกลับตกต่ําลงอย่างต่อเนื่อง เช่นกัน ดังนั้นจึงแสดงให้เห็นว่าผลการประเมินคุณภาพการศึกษาไม่ได้สะท้อนคุณภาพจริง ของการศึกษา ซึ่งอาจมีสาเหตุได้หลายประการ โดยสาเหตุหลัก ๆ ที่พบก็คือในเรื่องของ ตัวบ่งชี้และเกณฑ์ประเมินตัวบ่งชี้ที่มีจํานวนมาก ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงและไม่ยืดหยุ่น รวมถึงความไม่สอดคล้องกันถึงการประกันคุณภาพการศึกษาภายในและภายนอก ทั้งในเรื่อง ของเกณฑ์คุณภาพและแนวทางการปฏิบัติ ยังรวมถึงคุณภาพของผู้ประเมิน ความน่าเชื่อถือ ของผลการประเมิน ภาระงานของคณาจารย์ที่เกิดจากการประเมิน ภาระด้านงบประมาณ ของสถานศึกษาที่เกิดจากการประเมิน ความล่าช้าในกระบวนการประเมินและการนําผล การประเมินคุณภาพการศึกษาไปใช้เพื่อการลงโทษสถานศึกษา อย่างเช่น จะเห็นว่าจะไม่มี การให้เงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาสําหรับสถานศึกษาที่ไม่ผ่านการประเมินหรือยังอยู่ในระหว่าง การประเมิน
ดังนั้นผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกรณีที่มีการดําเนินการประกันคุณภาพการศึกษา ต่อไปตามระบบเดิม ก็คือผลของการประเมินที่ได้รับก็ยังไม่สะท้อนคุณภาพการศึกษาได้จริง จึงไม่สามารถทําให้เกิดการพัฒนาคุณภาพการศึกษาโดยมุ่งเน้นที่ผู้เรียนเป็นสําคัญได้ ยกตัวอย่างเช่น โรงเรียนเล็ก ๆ ในชนบทที่อยู่ห่างไกล ไม่มีงบประมาณที่จะสร้างห้องสมุด แต่กลับต้องสร้างห้องประเมินเพื่อเก็บเอกสารที่จะเตรียมไว้สําหรับใช้ในการประเมิน เรื่องนี้ จึงทําให้เห็นว่าผู้เรียนจะไม่ได้รับประโยชน์โดยตรงจากการประเมินเพราะสถานศึกษาเอง ก็มุ่งเน้นทุกทางเพื่อให้ผ่านการประเมินเช่นกัน
ดังนั้นแนวทางที่จะแก้ปัญหาของระบบการประกันคุณภาพการศึกษา ในภาพรวมก็จะเน้นหลักการประเมินเพื่อพัฒนาคุณภาพของการศึกษา โดยมุ่งเน้นผู้เรียน เป็นสําคัญ การนําผลการประเมินคุณภาพการศึกษาไปใช้เพื่อการพัฒนา โดยการประเมิน จะต้องสอดรับกับงานที่ทําประจําของบุคลากรและสถานศึกษา ผลการประเมินจึงจะสามารถ สะท้อนคุณภาพจริงของสถานศึกษา โดยไม่สร้างภาระงานเพิ่ม แต่สามารถสร้างการพัฒนา งานประจําให้เกิดคุณภาพได้ ส่วนแนวทางในเรื่องของเกณฑ์คุณภาพ ก็ต้องมีความยืดหยุ่น หลากหลาย และเหมาะสมกับแต่ละระดับ และประเภทของการศึกษาที่แตกต่างกัน การประเมินโดยหน่วยงานภายนอก ต้องใช้เกณฑ์คุณภาพการศึกษาชุดเดียวกันกับ การประเมินตนเองโดยสถานศึกษา
ส่วนของระบบการประกันคุณภาพการศึกษาทั้งระบบจะประกอบไปด้วย
ส่วนที่ ๑ เกณฑ์คุณภาพ ซึ่งหมายถึงองค์ประกอบ มาตรฐานตัวบ่งชี้และ เกณฑ์ประเมินตัวบ่งชี้
ส่วนที่ ๒ ก็คือเป็นเรื่องของวิธีการประเมิน และเครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน คุณภาพ
ส่วนที่ ๓ เป็นเรื่องของผู้ประเมินคุณภาพ
ส่วนที่ ๔ เป็นเรื่องการนําผลการประเมินไปใช้ประโยชน์
ส่วนที่ ๕ คือบทบาทและหน้าที่ของหน่วยงานต้นสังกัด และหน่วยงาน ภายนอก
ในเรื่องของเกณฑ์คุณภาพ ในระบบการประกันคุณภาพการศึกษาแบบเดิม หน่วยงานต้นสังกัดจะเป็นผู้กําหนดองค์ประกอบมาตรฐานตัวบ่งชี้และเกณฑ์ประเมินตัวบ่งชี้ ซึ่งมีจํานวนมากเกินความจําเป็น และไม่ยืดหยุ่นเหมาะสมตามบริบทของสถานศึกษา ดังนั้นในระบบการประกันคุณภาพการศึกษาแบบใหม่ จึงนําเสนอให้หน่วยงานต้นสังกัด เป็นผู้กําหนดเฉพาะองค์ประกอบและมาตรฐาน โดยให้สถานศึกษาสามารถกําหนดตัวบ่งชี้ และเกณฑ์ประเมินตัวบ่งชี้ให้สอดคล้องเหมาะสมกับบริบทของสถานศึกษา และยัง เปิดโอกาสให้สถานศึกษาสามารถเลือกใช้เกณฑ์คุณภาพการศึกษาที่ได้รับการยอมรับ ในระดับสากล ตัวอย่างเช่น เอ็ดเปก (EdPEx) เอแพก (APACC) เอยูเอ็นคิวเอ (AUN-QA) หรือว่า ออฟสเตด (Ofsted) ในส่วนของเกณฑ์คุณภาพที่ถูกกําหนดโดยหน่วยงานภายนอก หน่วยงานภายนอกเป็นผู้กําหนดองค์ประกอบมาตรฐานตัวบ่งชี้ และเกณฑ์การประเมิน ตัวบ่งชี้ ซึ่งเป็นคนละชุดกันกับที่หน่วยงานต้นสังกัดใช้ แต่ก็มีปัญหาเดียวกัน ก็คือมีจํานวน ตัวบ่งชี้ และเกณฑ์ประเมินตัวบ่งชี้มากเกินความจําเป็นและไม่ยืดหยุ่น ดังนั้นในระบบ การประกันคุณภาพการศึกษาแบบใหม่ จึงเสนอให้การประเมินคุณภาพโดยหน่วยงาน ภายนอกควรจะต้องใช้องค์ประกอบมาตรฐานตัวบ่งชี้ และเกณฑ์ประเมินตัวบ่งชี้ชุดเดียวกัน กับที่สถานศึกษาใช้
ส่วนในเรื่องของวิธีการประเมินคุณภาพการศึกษา ในระบบการประกันคุณภาพ การศึกษาแบบเดิม สถานศึกษาจะทําการประเมินตนเองทุกปี หน่วยงานต้นสังกัดทําการ ประเมินสถานศึกษาทุก ๓ ปี แล้วก็หน่วยงานภายนอกทําการประเมินสถานศึกษาทุก ๕ ปี โดยมีองค์การวิชาชีพ และหน่วยงานที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลมาทําการประเมิน สถานศึกษาด้วย ซึ่งเป็นการประเมินที่ซ้ําซ้อนกันระหว่างสถานศึกษา หน่วยงานต้นสังกัด องค์การวิชาชีพ หน่วยงานภายนอก และหน่วยงานที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล โดยที่แต่ละหน่วยงานก็ใช้เกณฑ์คุณภาพ และวิธีการประเมินที่แตกต่างกัน ดังนั้นจึงเป็น การเพิ่มภาระงานที่เกิดจากการประเมินให้กับสถานศึกษาเป็นอย่างมาก ในระบบประกัน คุณภาพการศึกษาแบบใหม่ จึงนําเสนอให้สถานศึกษาทําการประเมินตนเองทุกปี โดยที่ หน่วยงานต้นสังกัดไม่ต้องทําการประเมินสถานศึกษา แต่ให้หน่วยงานต้นสังกัดทําหน้าที่ ช่วยเหลือ สนับสนุนให้ความรู้กับสถานศึกษาในการพัฒนาตัวบ่งชี้และเกณฑ์ประเมินตัวบ่งชี้ ที่ใช้ในการประเมินคุณภาพให้สอดคล้องและเหมาะสมกับบริบทของสถานศึกษา โดยหน่วยงานภายนอกจะดําเนินการประเมินสถานศึกษาให้เป็นไปตามเงื่อนไข ๓ ประการ คือ เมื่อสถานศึกษาร้องขอ และเพื่อการสุ่มตรวจ หรือเมื่อมีข้อสงสัย จึงไม่มีความจําเป็น ที่หน่วยงานภายนอกจะต้องทําการประเมินสถานศึกษาทั้ง ๖๐,๐๐๐ แห่ง ภายในระยะเวลา ๕ ปี โดยให้หน่วยงานภายนอกทําการประเมินคุณภาพสถานศึกษาเพื่อยืนยันผลที่ สถานศึกษาประเมินตนเอง
ส่วนวิธีการประเมินที่มีความซ้ําซ้อนกัน เป็นการเพิ่มภาระงาน จึงเสนอว่า หากสถานศึกษาใดได้รับการรับรองคุณภาพจากหน่วยงานที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล แล้วก็ไม่จําเป็นต้องรับการประเมินจากหน่วยงานภายนอกซ้ําอีก ในระดับอุดมศึกษา และอาชีวศึกษาให้ทําการประเมินในระดับคณะและสถาบัน ไม่ต้องทําการประเมินในระดับ หลักสูตร เนื่องจากในระดับหลักสูตรมีองค์การวิชาชีพเข้ามาประเมิน แล้วก็มีการจัดทํา รายงานประจําปี แผนการดําเนินงานในระยะ ๑ ปีส่งให้กับสภามหาวิทยาลัยทุกปีอยู่แล้ว ในส่วนของวิธีการประเมินคุณภาพการศึกษา ในระบบการประกันคุณภาพการศึกษาแบบเดิม ทั้งหน่วยงานต้นสังกัดและหน่วยงานภายนอกจะทําการประเมินแบบตัดสิน ตก/ผ่าน ดังนั้น ในระบบการศึกษาแบบใหม่จึงนําเสนอให้การประเมินเป็นแบบตรวจสอบคุณภาพ ไม่มี การตัดสิน ตก/ผ่าน แต่เป็นผลระดับขั้นการพัฒนา โดยเน้นข้อเสนอแนะในการปรับปรุง แก้ไขเพื่อการพัฒนา
ส่วนเครื่องมือที่ใช้ในการประกันคุณภาพ ในระบบการศึกษาเดิมจะมีอยู่ ๓ เรื่องหลัก ๆ ก็คือเป็นตัวรายงานการประเมินตนเอง หรือที่เรียกว่าเอสเออาร์ (SAR) เอกสารที่เกิดจากการดําเนินงานตามปกติของสถานศึกษา แล้วก็เอกสารที่ต้องจัดทําขึ้นใหม่ เพื่อใช้ในการประเมินโดยเฉพาะ ดังนั้นในระบบการประกันคุณภาพการศึกษาแบบใหม่ จึงเสนอให้ตัดเอกสารที่ต้องจัดทําขึ้นใหม่เพื่อใช้ในการประเมินโดยเฉพาะ เพราะสามารถ ประเมินได้จากรายงานการประเมินตนเอง และเอกสารที่เกิดจากการดําเนินงานตามปกติ ของสถานศึกษา เพื่อให้ได้เห็นการดําเนินงานที่แท้จริงและคุณภาพที่แท้จริงของสถานศึกษา
ในเรื่องของผู้ประเมินคุณภาพ ระบบการประกันคุณภาพการศึกษาแบบเดิม การสรรหาและพัฒนาผู้ประเมินจะแยกกันระหว่างหน่วยงานต้นสังกัดกับหน่วยงานภายนอก ทําให้จํานวนผู้ประเมินที่มีคุณภาพไม่เพียงพอต่อการทําการประเมินสถานศึกษาทั้งหมด ที่มีมากกว่า ๖๐,๐๐๐ แห่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นในระบบใหม่จึงได้เสนอให้ หน่วยงานต้นสังกัดและหน่วยงานภายนอกร่วมกันสรรหาและพัฒนาผู้ประเมินอย่างต่อเนื่อง และให้มีจํานวนเพียงพอ โดยได้กําหนดคุณสมบัติที่สําคัญของผู้ประเมินหลัก ๆ ในเรื่องของ คุณธรรม จริยธรรมในการประเมิน ความเข้าใจในหลักการประเมินเพื่อการพัฒนาคุณภาพ และประสบการณ์ตรงของผู้ประเมิน รวมทั้งมีความเข้าใจในบริบทที่ต่างกันของสถานศึกษา
ประเด็นในเรื่องของการนําผลประเมินไปใช้ประโยชน์ ในระบบการประเมิน คุณภาพการศึกษาปัจจุบัน การนําผลการประเมินคุณภาพไปใช้เพื่อการลงโทษสถานศึกษา ที่ไม่ผ่านการประเมินหรือยังอยู่ในระหว่างการประเมิน ดังที่ได้ยกตัวอย่างไปแล้วในเรื่องของ การกู้ยืมเงินเพื่อการศึกษานะคะ ดังนั้นในระบบใหม่จึงได้เสนอให้การนําผลประเมินคุณภาพ การศึกษาไปใช้ เพื่อการพัฒนาคุณภาพของการศึกษา ไม่ใช่เป็นการลงโทษสถานศึกษา
ส่วนสุดท้ายคือในเรื่องของบทบาทและหน้าที่ของหน่วยงานต้นสังกัด เมื่อระบบ หลักการ วิธีการในการประเมินเปลี่ยนแปลงไป บทบาทและหน้าที่ของหน่วยงาน ต้นสังกัดก็ควรจะปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับหลักการปรัชญาการประเมินแบบใหม่ ซึ่งหน้าที่เดิมของหน่วยงานต้นสังกัด คือไปเน้นในการทําหน้าที่ในการประเมินสถานศึกษา เป็นหลัก จึงทําให้ละเลยบทบาทและหน้าที่ที่สําคัญในการที่จะสนับสนุนส่งเสริม ให้สถานศึกษามีการประกันคุณภาพภายในที่มีประสิทธิภาพ ดังนั้นในระบบการประกัน คุณภาพการศึกษาแบบใหม่ จึงเสนอให้หน่วยงานต้นสังกัดทําหน้าที่ในการสนับสนุนระบบ การประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษาให้มีความเข้มแข็งและมีประสิทธิภาพ โดยส่งเสริมให้สถานศึกษาทําการประเมินตนเอง และให้ทํารายงานผลการประเมินส่งให้ หน่วยงานต้นสังกัดเพื่อรับทราบทุกปีการศึกษา รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จาก รายงานผลการประเมินตนเองของสถานศึกษา และนําเสนอต่อฝ่ายนโยบายหรือรัฐบาล เพื่อประกอบการตัดสินใจในการที่จะกําหนดแนวนโยบายแนวทางในการพัฒนาการศึกษา ในแต่ละระดับ ตลอดจนบริหารงบประมาณเพื่อการศึกษา วิเคราะห์ วิจัยและเผยแพร่ นวัตกรรมที่เกี่ยวกับรูปแบบและเทคนิควิธีการประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งสนับสนุน ส่งเสริม ติดตาม จัดงบประมาณ และผดุงประสิทธิภาพของ ระบบการประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา
ส่วนบทบาทและหน้าที่ของหน่วยงานภายนอก หน่วยงานภายนอก จากเดิม ที่ทําการประเมินโดยไม่ได้มุ่งเน้นเพื่อการพัฒนา แต่ใช้การตัดสิน ตก/ผ่าน และลงโทษ สถานศึกษา ในระบบใหม่จึงเสนอให้หน่วยงานภายนอกทําการประเมินคุณภาพสถานศึกษา เพื่อยืนยันผลการประกันคุณภาพภายในที่สถานศึกษาทําการประเมินตนเอง เน้นการประเมิน เพื่อพัฒนา ให้ข้อเสนอแนะในการปรับปรุงแก้ไขเพื่อการพัฒนา
ส่วนในเรื่องของแนวทางการปฏิบัติของหน่วยงานภายนอกที่ไม่สอดคล้องกัน กับการประกันคุณภาพการศึกษาภายใน ก็มีข้อเสนอแนะให้หน่วยงานภายนอกร่วมกับ สถานศึกษาและหน่วยงานต้นสังกัดทําการกําหนดกรอบแนวทางและวิธีการประเมินคุณภาพ ภายนอกร่วมกัน โดยหน่วยงานต้นสังกัดจะต้องจัดทํารายงานผลการประเมินโดยระบุถึง ประเด็นที่ได้รับจากการประกันคุณภาพแต่ละประเด็นให้ชัดเจนว่ามีข้อเสนอแนะในแต่ละ ประเด็นอย่างไร ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ส่งรายงานผลการประเมินต่อสถานศึกษา และหน่วยงานต้นสังกัดเพื่อใช้ในการทําแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาต่อไป ร่วมกับหน่วยงานต้นสังกัด อบรมผู้ประเมินภายนอกให้ได้มาตรฐานและมีจํานวนที่เพียงพอ โดยสนับสนุนให้องค์กรเอกชน ศึกษานิเทศก์ องค์กรวิชาชีพหรือวิชาการเข้ามามีส่วนร่วม ในการฝึกอบรมผู้ประเมินภายนอกอย่างมีประสิทธิภาพ ให้การรับรองมาตรฐานผู้ประเมิน คุณภาพการศึกษา รวมถึงการสร้างระบบพัฒนาและตรวจสอบคุณภาพผู้ประเมินภายนอก ได้แก่ การคัดเลือก การกําหนดคุณสมบัติผู้ประเมิน การฝึกอบรมผู้ประเมิน การสุ่มตรวจ การประเมิน และบทลงโทษสําหรับผู้ประเมินที่ทําการประเมินผิดพลาด ซึ่งจะสร้างมาตรฐาน การให้คะแนนระหว่างผู้ประเมินและสร้างความน่าเชื่อถือของการประเมินต่อสถานศึกษา
ประเด็นสุดท้ายที่มีข้อเสนอแนะสําหรับแผนปฏิรูประบบการประกันคุณภาพ การศึกษาในระบบใหม่นะคะ ก็คือในเรื่องของการประเมินการทํางานของหน่วยงานต้นสังกัด และหน่วยงานภายนอก โดยที่เดิมมีการประเมินผลงานดําเนินงานของหน่วยงานต้นสังกัด และหน่วยงานภายนอกที่ไม่ครอบคลุมทุกประเด็น และไม่ได้ใช้หน่วยงานประเมินที่เป็น ที่ยอมรับในระดับสากลมาทําการประเมินผลการดําเนินงานของหน่วยงานภายนอกที่เป็น องค์การมหาชน ดังนั้นในระบบการประกันคุณภาพการศึกษาแบบใหม่จึงเสนอให้มี การประเมินผลการดําเนินงานของหน่วยงานต้นสังกัดและหน่วยงานภายนอกในประเด็นดังนี้ คือเรื่องของวิธีการดําเนินงาน ผลสําเร็จของการดําเนินงาน ความพึงพอใจของผู้ถูกประเมิน ความคุ้มค่าของการดําเนินงานในด้านต้นทุนและเวลา รวมทั้งให้มีหน่วยงานที่ได้รับการ ยอมรับในระดับสากลเป็นผู้ทําการประเมินหน่วยงานภายนอก
ผลที่คาดว่าจะได้รับหลังการปฏิรูประบบการประกันคุณภาพการศึกษา ก็คือ ผลการประเมินที่สะท้อนคุณภาพการศึกษาได้ตามจริงและสามารถนําไปใช้เพื่อพัฒนา คุณภาพการศึกษา รวมทั้งมีระบบการประกันคุณภาพการศึกษาที่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ เกิดผลผลิตที่มีคุณภาพตรงตามเป้าประสงค์ของสถานศึกษา สอดคล้องกับเป้าหมาย การศึกษาในภาพรวมและนโยบายการศึกษาของประเทศ ลดภาระงานเอกสารที่ซ้ําซ้อน และไม่จําเป็นของคณาจารย์และบุคลากรสายสนับสนุนที่เกิดจากการประกันและการ ประเมินคุณภาพการศึกษาที่ไม่ถูกต้อง คืนเวลาครูให้สู่ห้องเรียนมากขึ้น ช่วยให้บรรลุ เป้าหมายของนโยบาย ลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ได้ง่ายขึ้น กล่าวโดยสรุป ผลที่จะเกิดขึ้นกับ สถานศึกษาก็คือ สถานศึกษาจะเป็นผู้กําหนดตัวบ่งชี้ เกณฑ์ประเมินตัวบ่งชี้ที่เหมาะสมกับ บริบทของสถานศึกษาได้เอง จํานวนครั้งในการเตรียมรับการประเมินจากหน่วยงานภายนอก หน่วยงานต้นสังกัดและหน่วยงานอื่น ๆ ก็ลดลง ภาระงานเอกสารที่จะต้องเตรียมเพิ่มเพื่อรับ การประเมินลดลง ภาระด้านงบประมาณที่ต้องใช้เพื่อรับการประเมินซ้ําซ้อนจากหลายหน่วยงาน ลดลง ในส่วนของต้นสังกัดก็จะเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นผู้ประเมินมาทําหน้าที่หลักในการ สนับสนุนช่วยเหลือ และสนับสนุนให้มีการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาที่เข้มแข็ง และมีประสิทธิภาพ ในส่วนของหน่วยงานภายนอกก็ไม่ต้องทําการประเมินสถานศึกษา ทุกแห่งภายในระยะเวลา ๕ ปี และมาร่วมกับหน่วยงานต้นสังกัดในการพัฒนาคุณภาพของ ผู้ประเมินและจํานวนผู้ประเมิน ต่อไปจะขอให้ท่าน พลเรือเอก จีรพัฒน์ รองประธาน อนุกรรมาธิการเป็นผู้นําเสนอในส่วนสุดท้ายที่เป็นส่วนสําคัญของรายงานค่ะ
ขอเชิญท่าน พลเรือเอก จีรพัฒน์ ปานสกุณ ครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ท่านสมาชิกที่เคารพ กระผม พลเรือเอก จีรพัฒน์ ปานสกุณ สมาชิกลําดับที่ ๒๘ ขอเสนอกําหนดเวลาการปฏิรูประบบการประกันคุณภาพ การศึกษา โดยแบ่งออกเป็น ๖ ระยะด้วยกันดังนี้
ระยะที่ ๑ เดือนที่ ๑ ถึงเดือนที่ ๒ ให้หน่วยงานต้นสังกัดหน่วยงานประเมิน ภายนอกร่วมกับสถานศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหาของระบบการประกันคุณภาพการศึกษา ตลอดจนข้อเสนอแนะต่าง ๆ ให้มีกรอบ แนวคิด หลักการ การปฏิรูประบบการประกันและประเมินคุณภาพการศึกษา โดยเน้นที่ ผลลัพธ์ เกณฑ์ คุณภาพที่ใช้ในการประกันและประเมินคุณภาพการศึกษาที่เหมาะสม กับบริบทที่ต่างกันของสถานศึกษา โดยส่งเสริมให้มีการประกันคุณภาพการศึกษาและนําไปสู่ การพัฒนาคุณภาพการศึกษา
ระยะที่ ๒ ระหว่างเดือนที่ ๒ ถึงเดือนที่ ๓ นําผลสรุปการประชุมร่วมที่ได้จาก ระยะที่ ๑ มาประชุมสัมมนาวิชาการ ประชุมเชิงปฏิบัติการ หรือดําเนินงานวิจัยเพื่อหาแนวทาง การประกันคุณภาพ
ระยะที่ ๓ เดือนที่ ๔ ถึงเดือนที่ ๖ พัฒนาระบบการประกันคุณภาพการศึกษา ที่เหมาะสม
ระยะที่ ๔ เดือนที่ ๗ ถึงเดือนที่ ๑๐ นําระบบการประกันคุณภาพการศึกษา มาทดลองใช้และปรับปรุงในสถานศึกษานําร่อง
ระยะที่ ๕ เดือนที่ ๑๑ ถึงเดือนที่ ๒๒ นําระบบที่ได้รับการปรับปรุงมาทดสอบ ระบบจริงและประเมินผลระบบ
ในระยะสุดท้ายคือระยะที่ ๖ ตั้งแต่เดือนที่ ๑๒ ถึงเดือนที่ ๒๔ เป็นการ ดําเนินการปรับปรุงหรือแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับระบบการประกันคุณภาพการศึกษา อันได้แก่ พระราชบัญญัติ พระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง ระเบียบและประกาศต่าง ๆ
นอกจากนั้นการดําเนินการในระยะยาว คณะกรรมาธิการขอเสนอให้มี การสร้างนวัตกรรมคุณภาพในระบบการศึกษา เพื่อให้ระบบการประกันคุณภาพภายในของ สถานศึกษาจะเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารการศึกษา และสร้างระบบการประเมินคุณภาพ ภายนอก เป็นการประเมินเพื่อมุ่งการพัฒนาคุณภาพการศึกษาที่แท้จริง โดยการพัฒนา ทั้งระบบอย่างต่อเนื่อง โดยอบรมพัฒนาผู้ประเมิน อบรมและสร้างความเข้าใจแก่สถานศึกษา เกี่ยวกับการประกันและการประเมินคุณภาพอย่างต่อเนื่อง สร้างระบบการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ระหว่างกัน ระหว่างสถานศึกษา ให้มีการวิจัยและพัฒนาระบบการประกันและการประเมิน คุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มีระบบที่มีการปรับเปลี่ยนให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง และสนองตอบต่อการพัฒนาประเทศ
ในกรณีที่จะต้องใช้งบประมาณเพื่อการดําเนินการ จะใช้งบประมาณจาก กระทรวงศึกษาธิการ สํานักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การ มหาชน) หรือ สมศ.
ข้อเสนอแนะเพื่อให้การปฏิรูประบบการประกันคุณภาพการศึกษาประสบ ความสําเร็จ ตามแผนที่ได้นําเสนอ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการศึกษา ขอเสนอแนะดังนี้
๑. สร้างความเข้าใจกับสถาบันการศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับระบบ ประกันคุณภาพการศึกษาในเรื่องปรัชญา หลักการ แนวคิดในการพัฒนาการเรียนรู้
๒. ชี้แจงสร้างความเข้าใจแก่ผู้บริหารสถานศึกษา บุคลากรที่เกี่ยวข้อง ให้ตระหนักถึงความสําคัญของระบบการประกันคุณภาพการศึกษาถือว่าเป็นเรื่องเร่งด่วน ที่จะต้องทําเพื่อการพัฒนาอย่างแท้จริง
๓. สร้างแรงจูงใจต่อสถานศึกษาให้มีความตื่นตัวและเร่งพัฒนาคุณภาพ ให้เป็นไปตามจุดมุ่งหมายและเต็มศักยภาพของสถานศึกษา
๔. สถานศึกษาควรสร้างแรงจูงใจให้กับบุคลากรและทําให้บุคลากรมีความ เข้าใจในเรื่องการประกันคุณภาพว่าเป็นหน้าที่ของทุกคน เพื่อนําไปสู่การดําเนินการประกัน คุณภาพภายในให้เป็นวิถีทางการทํางานปกติ
๕. หน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องควรให้การสนับสนุนและส่งเสริมการ ดําเนินการประกันคุณภาพการศึกษาเพื่อให้ได้ข้อสรุปร่วมกันในทุกองค์ประกอบของการ ประกันคุณภาพการศึกษา
๖. ให้มีระบบการบริหาร การประเมินคุณภาพ เช่น ระบบข้อมูล การเตรียม ความพร้อมของผู้ประเมิน
๗. สร้างการประกันคุณภาพให้เป็นวิถีการทํางานปกติหรือวัฒนธรรมคุณภาพ
๘. มีการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องได้แก่ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ หมวด ๖ ที่เกี่ยวข้องกับการประเมินและประกันคุณภาพการศึกษา พระราชกฤษฎีกาที่เกี่ยวข้อง กฎกระทรวงว่าด้วยระบบหลักเกณฑ์และวิธีการประกันคุณภาพ การศึกษา
เพื่อให้การดําเนินการเป็นไปตามแผนปฏิรูปทั้งระบบที่คณะกรรมาธิการ นําเสนอจําเป็นจะต้องมีการแก้ไขพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๕ และ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๕๓ ที่เกี่ยวข้องกับ การประกันคุณภาพการศึกษาภายในและการประเมินคุณภาพการศึกษาภายนอก ตลอดจน พระราชกฤษฎีกา กฎ ระเบียบ และประกาศที่เกี่ยวข้อง
สําหรับแนวทางในการแก้ไขพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ คณะกรรมาธิการ ขอเสนอหลักการในการแก้ไขดังนี้
๑. คํานิยาม ให้มีการเพิ่มและปรับปรุงส่วนนิยามที่เกี่ยวข้องเพื่อส่งเสริม การประกันคุณภาพการศึกษาให้มีความชัดเจนถูกต้องตามหลักการการประกันคุณภาพ การศึกษาที่เน้นคุณภาพการศึกษาจะต้องเกิดที่สถานศึกษา
๒.ให้มีหมวดระบบพิทักษ์คุณธรรม หน้าที่ความรับผิดชอบทําการโยงยึด การบริหารคุณภาพและการประกันคุณภาพไว้ด้วยกัน กําหนดให้มีการมีส่วนร่วมของชุมชน และสังคมเพื่อให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับการจัดการการศึกษาต้องเข้ามามีส่วนร่วม และรับผิดชอบต่อคุณภาพการจัดการศึกษา
๓. หมวดการบริหารและการจัดการการศึกษา ให้มีการโยงยึดการบริหารคุณภาพ และการประกันคุณภาพไว้กับระบบธรรมาภิบาลและให้มีส่วนร่วมกับชุมชนและสังคม
๔. หมวดประกันคุณภาพการศึกษา ให้มีการจัดการหลักการ วิธีการประกัน คุณภาพเพื่อให้การประกันคุณภาพการศึกษาเป็นไปเพื่อการพัฒนาและส่งผลโดยตรงต่อ การปรับปรุงพัฒนาและสร้างคุณภาพการศึกษาอย่างแท้จริง
๕. ให้มีหมวดระบบหลักสูตรและการเรียนการสอนเพิ่มขึ้นใหม่และกําหนดให้ ระบบหลักสูตรและการเรียนการสอนเป็นส่วนสําคัญของพระราชบัญญัติ
๖. ทั้งนี้เมื่อมีการแก้ไขพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติแล้วจะต้องมี การพิจารณาแก้ไขพระราชกฤษฎีกา ได้แก่พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสํานักงานรับรองมาตรฐาน และประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) พ.ศ. ๒๕๔๓ และพระราชกฤษฎีกาจัดตั้ง สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน) พ.ศ. ๒๕๔๘ ตลอดจนกฎ ระเบียบ และประกาศของกระทรวงที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องต้องกันด้วย
ท่านกรรมาธิการได้เสนอรายงานเรียบร้อยแล้วนะครับ เผอิญยังมีกรรมาธิการ ที่ท่านได้กรุณามาร่วมในครั้งนี้ด้วยนะครับ ก็มีท่าน พลเรือเอก ไกรวุธ วัฒนธรรม ผู้ช่วย ผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นกรรมาธิการ ท่าน พลอากาศเอก คธาทิพย์ กุญชร ณ อยุธยา ที่ปรึกษาพิเศษกองทัพอากาศ และเป็นคณบดีสถาบันการบิน มหาวิทยาลัยรังสิต และ ท่านณัฏฐ์ ชพานนท์ กรรมาธิการ ซึ่งท่านเป็นที่ปรึกษาคณะรัฐมนตรีฝ่ายสังคมจิตวิทยา ส่วนท่านอาจารย์ ศาสตราจารย์ธรรมศักดิ์ พงศ์พิชญามาตย์ รองประธานท่านที่ ๔ ท่านเป็น อดีตรองอธิการบดี มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และเป็นอดีตอธิการบดีรักษาการ มหาวิทยาลัย ราชภัฏรําไพพรรณี ต่อไปขอเชิญท่านสมาชิกได้อภิปรายแสดงความคิดเห็นท่านละไม่เกิน ๑๐ นาทีนะครับ ท่านแรกคือ พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ประธานกรรมการบริหารสถาบัน คุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญ และอดีตสมาชิกวุฒิสภา ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขอขอบพระคุณ ท่านประธานที่ให้โอกาสในการอภิปรายในเรื่องที่สําคัญ ซึ่งเสนอโดยคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา คือเรื่องแผนปฏิรูประบบประกันคุณภาพ การศึกษา ที่จริงเรื่องนี้ก็ได้มีการดําเนินการมาครั้งหนึ่ง นําเสนอผ่านสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศไปแล้ว ในครั้งแรกนั้นก็จะเน้นในเรื่องของการประเมินคุณภาพการศึกษา จากภายนอก ได้มีการเสนอให้พักรอการประเมินแล้วก็การประกันออกไป ๒ ปี ในครั้งนี้ ผมก็คิดว่าคงเป็นภาคที่ ๒ ไม่แน่ใจว่าเป็นตอนจบหรือเปล่านะครับ แต่ได้ทําการศึกษา อย่างละเอียด มีรายงานได้อ่านแล้ว ๙๒ หน้า ที่พูดถึงลงลึกไปถึงปัญหาของการประกัน คุณภาพภายในและการประเมินคุณภาพภายนอกของระบบการศึกษาของไทย โดยลงลึก ไปกว่าในครั้งแรก ชี้ให้เห็นถึงภาระหน้าที่ต่าง ๆ ที่ครูและที่สถาบัน ๕๐,๐๐๐-๖๐,๐๐๐ แห่ง จะต้องรับในการตกเป็นผู้ที่ต้องถูกตรวจสอบ ถูกประเมิน ถูกประกันคุณภาพต่าง ๆ รวมถึง การดําเนินการของ สมศ. เองที่ทางคณะกรรมาธิการได้พูดถึงซึ่งก็ดําเนินการมาแล้ว ๑๕ ปี และได้พักรอไป ๒ ปี ในครั้งนี้การศึกษาปัญหาต่าง ๆ ที่กรรมาธิการได้รายงานผมคิดว่า ค่อนข้างที่จะมีความชัดเจน ให้เห็นถึงปัญหาของทั้งระบบการประเมินจากภายนอกและการ ประกันจากภายใน อีกทั้งได้เสนอแผนในการปฏิรูปไว้ ๒๔ เดือน ซึ่งรวมถึงการเสนอแก้ไข พระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องหลายฉบับ แล้วก็ระเบียบประกาศต่าง ๆ ทางด้านการศึกษา ก็คาดหวังว่าหลังการปฏิรูปจะได้ระบบการประกันคุณภาพและการประเมินคุณภาพ การศึกษาที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลตรงตามเป้าหมายและนโยบายการศึกษาแห่งชาติ อีกทั้งอาจจะลดภาระต่าง ๆ ที่กรรมาธิการชี้แจง ไม่ว่าจะเป็นในด้านการจัดทําเอกสาร ของครู การให้ครูได้มีเวลาสอนมากขึ้นหรือที่เรียกว่าคืนครูสู่ห้องเรียน แล้วก็รวมถึงได้ผล การประเมินที่สะท้อนคุณภาพการศึกษาที่แท้จริง ซึ่งเป็นความมุ่งหมายหลักที่รัฐบาลได้ ทุ่มเทงบประมาณ เฉพาะในส่วนของ สมศ. เองก็ใช้ประมาณปีละ ๓๐๐ กว่าล้านบาทนะครับ ในการที่จะประเมินสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ทั่วประเทศ ผมดูรายงานโดยละเอียดทั้ง ๙๒ หน้า วิธีการจัดทํารายงานก็ต้องยอมรับว่าได้ใช้หลักวิชาการในการดําเนินการ มีความสมบูรณ์ คล้ายกับการจัดทําวิทยานิพนธ์แทบจะว่าได้นะครับ เป็นการศึกษาวิจัย อาทิเช่น มีการ จัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากบุคคลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีการประชุมเพื่อรับฟังความเห็นจากหน่วยงานต่าง ๆ หลายภาคส่วน อาทิเช่นยูเนสโก (UNESCO) ที่มีคณะกรรมการด้านการศึกษาอยู่ มีการจัดทําแบบสํารวจหรือเควสชันแนร์ (Questionnaire) ความคิดเห็นผู้เกี่ยวข้องกับระบบการประกันคุณภาพการศึกษาของไทย แล้วก็มีการรายงานผลการจัดทําสนทนากลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ หรือที่เราเรียกว่า โฟกัสกรุ๊ป (Focus Group) ซึ่งถือว่าเป็นวิธีการหาข้อมูลที่สําคัญแล้วก็ได้ผลในการที่จะพูดคุยกับ โฟกัสกรุ๊ป (Focus Group) คือผู้ที่เขาเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เราศึกษาวิจัยอยู่ ผลการศึกษา ในทุกมิติได้ข้อสรุปสอดคล้องกันตามรายงานว่า การจะดําเนินการประกันคุณภาพการศึกษา ภายในของหน่วยงานต้นสังกัดและการประเมินคุณภาพการศึกษาภายนอกโดย สมศ. ในรอบต่อไป มีความจําเป็นต้องหารือเพื่อให้ได้ข้อสรุปร่วมกันทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องก่อน นี่คือข้อสรุปของผลการศึกษาวิจัยที่กรรมาธิการได้ดําเนินการ แล้วก็รายงานอยู่ในเอกสาร ฉบับนี้ ผมก็อยากจะเสนอตรงนี้ว่าเท่าที่ดูในเอกสารนี้ พูดถึงทั้งเรื่องการประกันคุณภาพ การศึกษาภายในและการประเมินคุณภาพการศึกษาภายนอก แต่พอตั้งชื่อเรื่องเขียนว่า แผนปฏิรูประบบการประกันคุณภาพการศึกษา คือผมก็ทําความเข้าใจตั้งแต่ครั้งที่แล้ว มาจนถึงครั้งนี้แล้วว่ามันต่างกัน ประกัน กับ ประเมิน ประกันคือประกันกันเอง หน่วยต้นสังกัด ในกระทรวงไปประกันว่าสถาบันการศึกษา โรงเรียนต่าง ๆ มีคุณภาพตามเกณฑ์ ตามตัวบ่งชี้ ที่เหมาะสม ส่วนการประเมินนั้นคือหน่วยนอกมาประเมิน ไม่ว่าจะเป็นพวกวิชาชีพต่าง ๆ องค์กรและวิชาชีพ แล้วก็โดยเฉพาะอย่างยิ่งตาม พ.ร.บ. การศึกษาก็ให้ สมศ. เป็นผู้ประเมิน ในวงรอบ ๕ ปี เพราะฉะนั้นถ้าจะตั้งชื่อเรื่องให้สอดคล้องกับที่ผมเข้าใจหรือที่ท่านพยายาม ให้คําจํากัดความก็น่าจะเปลี่ยนชื่อเรื่องเป็น แผนปฏิรูประบบการประกันและประเมิน คุณภาพการศึกษา คือตั้งแบบสั้น ถ้าตั้งแบบยาวก็เป็นแผนปฏิรูประบบการประกันคุณภาพ การศึกษาและประเมินคุณภาพการศึกษา ก็น่าจะถูกต้อง เพราะในเอกสารทั้งหมดท่านพูดถึง ปัญหา ข้อบกพร่องต่าง ๆ ของทั้ง ๒ ระบบ ก็ฝากไปกรุณาพิจารณาด้วย
ประเด็นสุดท้าย ที่ผมอยากจะโยงเข้ามาสู่การทํางานหรือการทํารายงานนี้ ใคร่ขอเรียนผ่านท่านประธานไปยังกรรมาธิการ ซึ่งคิดว่าน่าจะเป็นส่วนสําคัญที่อาจจะ ไปเพิ่มเติมในรายงาน คือจากการอ่านรายงานผลการจัดทําโฟกัสกรุ๊ป (Focus Group) ที่ผมเรียนไปแล้ว คือการสนทนากลุ่มของผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคส่วนต่าง ๆ ผู้ทรงคุณวุฒิ ทั้งหมดได้เห็นด้วยในหลักการในภาพรวมของรายงานนี้ ให้ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ มากมายหลายประการ รวมถึงให้ข้อเสนอแนะในการที่จะให้มีการแก้ไขพระราชกฤษฎีกา จัดตั้งสถาบันทดสอบการศึกษาแห่งชาติ นี่เป็นข้อเสนอแนะของกลุ่มโฟกัสกรุ๊ป (Focus Group) หรือกลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ อะไรคือสถาบันทดสอบการศึกษาแห่งชาติ เราเรียกว่า สทศ. เมื่อสักครู่เราพูดถึง สมศ. อันนั้นคือผู้ประเมินภายนอก อันนี้ สทศ. นะครับ ซึ่ง สทศ. เขาทํา อะไรนะครับ สทศ. คือในการที่จะดูว่าการศึกษานี้มันมีประสิทธิภาพไหม มีประสิทธิผลไหม นอกจากดูองค์ประกอบจากการประเมิน อันนั้นคือการประเมินครู ประเมินระบบ ประเมิน กระบวนการต่าง ๆ อีกองค์ประกอบหนึ่งที่มีความสําคัญคือการทดสอบ การทดสอบ อันนี้เราทดสอบอะไร เพราะว่าผลผลิตของระบบการศึกษาคือนักเรียน คือนักศึกษาที่จบมา ปีหนึ่งหลายแสนคน จากตั้งแต่ระดับประถม ๑ ขึ้นไป ฉะนั้นเราก็ต้องทดสอบเขาว่า ผลการเรียนการสอนมันดีไหม ไม่ดีนะครับ เราจึงมี สทศ. ซึ่งเป็นองค์การมหาชน ทําหน้าที่นี้ สทศ. ก็ออกแบบการทดสอบ ที่เรียกว่า โอเน็ต (O-NET) โอเน็ต (O-NET) ก็มาจากคํา ออร์ดินารี เนชันนัล เอดูเคชัน เทสต์ (Ordinary National Education Test) ก็คือการทดสอบ ระดับชาติ ออร์ดินารี (Ordinary) ก็คือแบบพื้นฐาน เพราะว่าในการทดสอบเข้ามหาวิทยาลัย ก็จะมีการทดสอบวิชาเฉพาะเพิ่มขึ้น โอเน็ต (O-NET) ก็ทดสอบ ๗-๘ วิชา ตั้งแต่คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ ภาษาไทย ภูมิศาสตร์ สังคม วัฒนธรรม ศาสนา แต่ประเด็นของโอเน็ต (O-NET) จะทดสอบ ประถม ๖ ม. ๓ และ ม. ๖ ทั้งประเทศ ทุกสถาบัน ทุกโรงเรียน ด้วยข้อสอบเดียวกันปีละ ๑ ครั้ง ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ก็ถามว่าการทดสอบด้วยระบบ โอเน็ต (O-NET) มันบอกอะไรกับเราบ้าง อันนี้คือคําถามที่ผมอยากจะตั้ง ไปดูวิธีทดสอบ ของโอเน็ต (O-NET) เขาใช้แบบทดสอบก็คือใช้ข้อสอบ ส่วนใหญ่ก็เป็นปรนัย มีอัตนัยบ้าง เล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ไปทดสอบเด็กทั่วประเทศ ทั้งระดับประถม ๖ ม. ๓ ถึง ม. ๖ แล้วก็ผลออกมา ซึ่งก็ชัดเจนนะครับ ผลของการทดสอบก็ไม่ได้เป็นที่น่าปลาบปลื้มยินดีว่าเด็กของเรานั้น อยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างต่ําเกือบจะทุกสาขาวิชา แต่ว่าสิ่งที่โอเน็ต (O-NET) บอกกับเรานั้น ไม่ได้บอกชัดเจนหรือครบถ้วนในทุกมิติที่เกี่ยวกับการวัดผล เพราะโอเน็ต (O-NET) บอกแต่ ระดับความรู้กับวิธีคิด เขาคิดได้ไหม เขามีความรู้ไหม ในวิชาที่ทดสอบนั้น ผมหมวก อีกใบหนึ่งเป็นประธานสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ หน้าที่ของผม หน้าที่ของสถาบันที่ผมรับผิดชอบ คือสร้างมาตรฐานคุณวุฒิวิชาชีพ บนพื้นฐานของสมรรถนะที่เรียกว่า คอมพีเทนซีเบส (Competency based) เมื่อผมมีระบบมาตรฐานคุณวุฒิวิชาชีพแล้ว ผมก็ต้องทําการ ทดสอบ ผมก็ต้องออกข้อสอบ ผมก็ต้องทําการทดสอบว่า ช่างทั้งหลาย เจ้าหน้าที่ทั้งหลาย ที่จะมาทดสอบคุณวุฒิวิชาชีพของผมนั้น เขาผ่านเกณฑ์หรือไม่ ความแตกต่างก็คือว่า ระบบ การทดสอบที่สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพใช้จะทดสอบในหลายมิติของคน ของมนุษย์ ไม่ใช่ ทดสอบแค่ความรู้จากการคิด จากการเขียน ทดสอบการปฏิบัติ และในบางระดับที่จะเป็น ผู้จัดการ เป็นซูเปอร์ไวเซอร์ (Supervisor) นั่นทดสอบความสามารถในการนําความสามารถ ในการสอน ความสามารถในการเรียนรู้ ความสามารถในการใช้ภาษาก็ต้องพูดถึงการพูด การเขียน การอ่าน และการแต่งความต่าง ๆ ด้วย ก็ที่เรียนตรงนี้ให้เห็นความสําคัญก็คือว่า การทดสอบมนุษย์ การทดสอบคนจะได้ผลหรือจะรู้ได้อย่างแท้จริงนั้นต้องทดสอบในหลาย ๆ มิติ ไม่ใช่แค่ทดสอบความจํา ทดสอบความคิดเท่านั้น หรือความรู้เท่านั้น ก็จึงอยากจะ เรียนฝากว่า ถ้าเราจะดูประเมินผลระบบการศึกษาของเราให้ถ่องแท้เราก็ต้องดูทั้ง การประเมินโดยหน่วยงานองค์กร แล้วก็ดูผลการทดสอบต่อผลลัพธ์ก็คือต่อนักศึกษา ซึ่งก็ต้องมองในมิติที่เพิ่มขึ้นมากกว่าแค่ทดสอบด้วยแบบธรรมดานะครับ ก็ขอฝากไว้ให้กับ ทางคณะกรรมาธิการผ่านท่านประธานไปพิจารณาว่า สมควรที่จะเพิ่มเติมไหมในเรื่องของ สทศ. ที่จะไปปรับปรุงเพื่อจะให้เห็นภาพชัดเจนว่า สถาบันการศึกษาของเรานั้นผ่านเกณฑ์ หรือไม่อย่างไรนะครับ ก็ขอกราบเรียนเพิ่มเติมเพียงแค่นี้เพื่อให้คณะกรรมาธิการได้นําไป พิจารณาต่อไปครับ ขอบพระคุณครับ
ต่อไปจะมี ๒ ท่าน ขอเชิญรองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ และอดีตสมาชิกวุฒิสภา ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน พรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ ดิฉันคิดว่ารายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการศึกษาฉบับนี้มีความสําคัญแล้วก็จะเป็นประโยชน์ในอนาคตบ้าง แต่ที่อยากจะ มีข้อคิดเห็นเกี่ยวกับทั้งหมดที่ได้เสนอมาโดยเฉพาะในระบบของการประเมินนี้ ก็คือถ้าหากว่า เราตกลงกันว่าการประกันคุณภาพการศึกษาอย่างที่ปรากฏอยู่ในพระราชบัญญัติที่ได้เสนอมานี้ เป็นการกระทําที่สร้างความมั่นใจให้แก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องและประชาชนว่าผลผลิตของ สถานศึกษาจะบรรลุตามเป้าหมายอย่างครบถ้วน อันนี้ผลผลิตก็คงหมายถึงนักศึกษาที่ออกไป ตามเป้าหมาย อันนี้ก็ต้องมีความชัดเจนเช่นเดียวกัน แต่ในระบบของการประกันนี้ได้ให้ ความสําคัญในเรื่องของหลักสูตร ในเรื่องของครูผู้สอน ซึ่งเราก็ยอมรับว่ามีความสําคัญมาก ที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพของการศึกษา แต่ในขณะเดียวกันหลักสูตรต่าง ๆ จะผลิตขึ้นมา อย่างมีคุณภาพมันก็ต้องมีเป้าหมายของการศึกษาในเรื่องนั้น ๆ อย่างชัดเจน เพราะฉะนั้น ดิฉันคิดว่าไหน ๆ จะมีการปฏิบัติการเพื่อที่จะดําเนินการตามแผนการปฏิรูปอันนี้ ควรจะรวม ในการประชุมหรือการสัมมนาเพื่อให้ทราบว่าประเทศเราหรือในแผนยุทธศาสตร์ที่ลิงก์ (Link) กันนี้มีแผนพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศไทยขณะนี้เป็นอย่างไรบ้าง ซึ่งเราไม่มี เราต้องการวิศวกรสักกี่คนใน ๒๐ ปีข้างหน้า เราต้องการนักการศึกษาสักเท่าไร ต้องการ พยาบาลเท่าไร ต้องการแพทย์เท่าไร และต้องการผู้ที่มีทักษะในเรื่องอะไรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง กับการที่จะทําให้ประเทศเรามั่นคง มั่งคั่ง แล้วก็ยั่งยืน จะมีบุคลากรซึ่งควรจะมีทักษะ มีความรู้ในเรื่องใด ๆ บ้าง อันนี้น่าจะเป็นแผนหลักของประเทศ ซึ่งในแต่ละสถานศึกษา ตัวอย่างที่สําคัญคือมหาวิทยาลัยนั้นก็จะมีความสามารถต่างกันในการที่จะผลิตบุคลากร เหล่านี้ เพราะฉะนั้นถ้าเรามีแผนพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่ชัดเจนของประเทศไทย เราก็ สามารถที่จะนํามาสู่ว่ามหาวิทยาลัยแห่งไหน หรือโรงเรียนอาชีวะแห่งไหนจะมีความสามารถ หรือควรจะเป็นผู้รับผิดชอบในการที่จะผลิตบุคลากรเหล่านี้ อันนี้มันก็จะเป็นการผลิตที่ ตรงกับความต้องการของประเทศ และสามารถที่จะพัฒนาคุณภาพให้เป็นไปอย่างที่เรา ต้องการเพื่อประโยชน์ของประเทศอย่างแท้จริง อันนี้จะลิงก์ (Link) ไปสู่การที่จะพัฒนาผู้สอน ครูหรือผู้สอนให้มีความรู้ความสามารถ รวมทั้งหลักสูตรด้วย แล้วดิฉันก็คิดว่าการพัฒนาครู มีความสําคัญมาก เพราะว่าครูที่มีความสามารถก็จะนําไปสู่หลักสูตรที่มีคุณภาพ การที่จะให้ ครูมีความสามารถนั้น โดยระบบประกันคุณภาพที่เสนอมามีแต่ประเมิน ประเมินเสร็จแล้ว เขาด้อยคุณภาพ หลักสูตรไม่ดี แล้วต่อไปคืออะไร แล้วปีต่อมาก็มาประเมินใหม่ แต่การประเมิน ควรจะทําให้มีการพัฒนา แต่การพัฒนานี้มันจะต้องใช้ทุน ใช้งบประมาณ ใช้แฟซิลิตี (Facility) อื่น ๆ เพราะฉะนั้นสิ่งที่อยากจะเสนอ ก็คือกระทรวงศึกษาธิการได้งบประมาณ เป็น ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี ประมาณนั้น ทําไมท่านจะมีกองทุนพัฒนาคุณภาพการศึกษา บ้างไม่ได้ เพื่อที่จะใช้เงินเหล่านี้สําหรับพัฒนาช่องว่างในคุณภาพที่มันเกิดขึ้นที่ได้รับมาจาก ผลจากการประเมินเหล่านี้ ให้สถานศึกษาที่ถูกประเมินมีกําลังใจ แล้วก็สามารถที่จะพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นอีกในระยะเวลา ต่อไป ดิฉันคิดว่าเรื่องการศึกษานั้นมันเป็นไดนามิก (Dynamic) มันไม่ได้หยุดนิ่ง วิชาการ ต่าง ๆ นี้ไม่เคยหยุดนิ่ง ทุกวันทุกชั่วโมงมันมีการเปลี่ยนแปลง มันมีเพิ่มพูนขึ้นเสมอ เพราะฉะนั้นครูอาจารย์ โดยเฉพาะในมหาวิทยาลัยนั้นจะอยู่นิ่งไม่ได้ จะต้องติดตามความ เคลื่อนไหวทางวิชาการอยู่ตลอดเวลา แล้วอันนี้จะรวมถึงการที่จะไปเข้าประชุม ไปศึกษา เพิ่มเติมทั้งระยะสั้นและระยะยาว ประเทศไทยเราไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้มากนัก ก็ปล่อยให้เป็น หน้าที่ของสถาบันการศึกษาที่จะสนับสนุนไป หรือให้ครูอาจารย์นั้นหาทุนเอาเอง แต่คิดว่า ประเทศไทยควรจะถึงเวลาที่จะพร้อมในการที่จะสนับสนุน อย่างน้อยก็ส่วนหนึ่งในการ พัฒนาอาจารย์ แล้วก็ในการพัฒนาวิธีการเรียนการสอนที่ทันสมัย ดิฉันขอเสนอในเรื่อง กองทุนพัฒนาคุณภาพการศึกษา แล้วก็หน่วยงานต้นสังกัดนี้ควรจะทําหน้าที่ที่มากไปกว่า ที่ได้เสนอนะคะ เพราะว่าที่จะให้การศึกษานั้นมีคุณภาพจริง ๆ ควรจะใช้มาตรฐานสากล ให้มากที่สุด ไม่ว่าจะศึกษาอะไรทั้งสิ้น ควรจะอิงกับมาตรฐานสากล และนําบางส่วนมาปรับ ประยุกต์กับสภาวะที่เป็นจริงของประเทศ เพราะฉะนั้นหน่วยงานต้นสังกัดควรจะเป็น หน่วยงานซึ่งเป็นผู้ประสานระหว่างองค์กรที่กําหนดมาตรฐานการศึกษาสากลต่าง ๆ หรือ สถานศึกษาที่มีคุณภาพในหลาย ๆ ประเทศทั่วโลก เพื่อติดต่อนํามาประสานยังสถานศึกษา ของประเทศไทย เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาของเรา อันนี้ควรจะทําอย่างเป็นพลวัต เป็นเหมือนการกระทําซึ่งเป็นรูทีน (Routine) ไม่ใช่เรื่องครั้งคราวที่จะเกิดขึ้น เพราะฉะนั้น มาตรฐานของการศึกษาของประเทศไทยควรจะถูกผลักดันให้ยกระดับเข้าสู่มาตรฐานสากล ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ไม่ต้องมาพะวงถึงการสร้างตัวชี้วัดในประเทศเรา ใช้ในมาตรฐานสากล ให้มากที่สุด และควรจะเป็นนโยบายหลักที่สําคัญ
อีกเรื่องหนึ่งซึ่งอยากจะให้ข้อสังเกตก็คือ ท่านบอกว่าจะให้สถานศึกษา กําหนดตัวบ่งชี้และเกณฑ์การประเมินให้เหมาะสมกับบริบทของสถานศึกษา หมายถึงว่า ให้เขาคิดเอง อันนี้อยากจะเรียนว่า ในประเทศไทยขณะนี้ยังมีผู้ที่ต้องการจะเรียนเพื่อจะ เอาปริญญามากกว่าที่จะเอาความรู้ แล้วก็มีสถานศึกษามากมาย ซึ่งเสนอให้ใบปริญญา โดยไม่ต้องเรียนมาก ประเภทจ่ายครบจบแน่อะไรทํานองนี้ เพราะฉะนั้นถ้าให้สิ่งเหล่านี้ เกิดขึ้นโดยไม่ได้มีการตรวจสอบหรือว่าควบคุมกันนี้ ก็คือให้เขากําหนดคุณภาพของ การศึกษาของเขาเอง แล้วก็ถ้าหากว่าสถานศึกษาเหล่านี้ต้องการที่จะรับคนมาก ๆ เพื่อที่จะ ได้ค่าเล่าเรียน แล้วก็ให้จบเร็ว ๆ เพื่อที่จะรับใหม่อีก การกําหนดสิ่งเหล่านี้ก็เป็นที่น่าวิตก สําหรับคุณภาพของบัณฑิตที่จะผลิตออกไปนะคะ ก็เป็น ๒ ข้อ ที่อยากจะเรียนฝากไว้เป็น ข้อสังเกตค่ะ ขอบคุณค่ะ
ขอบคุณท่านประธานพรพันธุ์นะครับ เผอิญขอแจ้งคั่นรายการนิดหนึ่งนะครับ คือคณะกรรมาธิการประสานงานการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ที่มีการประชุมทุกบ่าย วันอังคารนะครับ ปกติผมจะนัดตอนบ่ายสามโมง แต่เวลาล่วงเลยมา ดังนั้นก็ขอเป็น หลังการที่สภาได้ปิดประชุมแล้วนะครับ จะพิจารณาหลายเรื่องทีเดียว รวมทั้งวาระ แผนปฏิรูปที่ทางกรรมการประสานงานรวม ๓ ฝ่าย หรือว่าวิป (Whip) ๓ ฝ่าย ประชุม ทุกเช้าวันพุธที่ทําเนียบรัฐบาลครับ ตรงนั้นก็จะมี ๒ แผนสําคัญที่จะผ่านความเห็นชอบ เพื่อขับเคลื่อนนะครับ โดยส่งไปที่ท่านนายกรัฐมนตรีแล้ว แล้วก็ให้ ๓ ฝ่ายพิจารณาพรุ่งนี้ ในวาระคือเรื่องการปฏิรูปการศึกษา ปฏิรูปกฎหมายการศึกษาในเรื่องของร่างพระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติ ซึ่งถือเป็นเหมือนรัฐธรรมนูญของการปฏิรูปการศึกษาที่ทาง สปท. เราเห็นชอบไปแล้ว ๒. ก็คือแผนปฏิรูปการพัฒนาครูนะครับ เพราะฉะนั้นท่านกรรมาธิการ ชุดนี้เดี๋ยวเสร็จประชุมนี้ก็ไปประชุมกรรมาธิการประสานงานการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศต่อนะครับ มีเพิ่มเติมเล็กน้อยสําหรับผู้จะอภิปรายนะครับ เหลือ ๒ ท่านครับ ที่เพิ่มเติมมาก็มีท่านสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นอดีตปลัดกระทรวงการคลัง แล้วก็ท่านบวรเวท รุ่งรุจี อดีตอธิบดี กรมศิลปากร ขอเชิญท่านสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติ กระผม สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๑๕๓ ท่านกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาที่เคารพ ผมขอ ชื่นชมข้อเสนอการปฏิรูปของคณะกรรมาธิการ ซึ่งเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งว่าการปฏิรูป การศึกษานั้นหัวใจที่สําคัญเรื่องหนึ่งคือการประกันคุณภาพการศึกษา เพราะจะส่งผลลัพธ์ว่า การศึกษานั้นประสบความสําเร็จมากหรือน้อยเพียงใด ถ้าการประเมินคุณภาพการศึกษา ปรากฏว่าได้ผลดีก็แสดงว่าการปฏิรูปในเรื่องอื่น ๆ นั้นประสบความสําเร็จอยู่ในตัวเอง ผมอยากเรียนตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมเฉพาะเรื่องการประกันคุณภาพการศึกษาในระดับ อุดมศึกษา อยากจะเรียนว่าการประกันคุณภาพนั้นเริ่มต้นอยู่ในวงธุรกิจก่อน เดิมในวงธุรกิจนั้น จะเป็นการควบคุมคุณภาพของการผลิตที่เรียกกันว่าควอลิตีคอนโทรล (Quality Control) คือเมื่อผลิตออกมาแล้วต้องมาควบคุมดูอีกชั้นหนึ่งว่าการผลิตนั้นเป็นไปตามมาตรฐานหรือไม่ ต่อมาก็ได้พัฒนาไปสู่การพัฒนาในเรื่องของการประกันคุณภาพหรือควอลิตีแอสชัวรันซ์ (Quality Assurance) ซึ่งเป็นการประกันคุณภาพไว้ล่วงหน้า ไม่ต้องไปควบคุมในภายหลัง เรื่องการประกันคุณภาพนี้เองเป็นเรื่องที่ได้นําไปใช้แพร่หลายในวงการธุรกิจ เช่น ในเรื่อง ของทีคิวเอ็ม (TQM) คือโททัล ควอลิตี แมเนจเมนต์ (Total Quality Management) ที่สําคัญก็คือในเรื่องของการประกันคุณภาพนั้นในสหรัฐอเมริกาได้มีการนําหลักการประกัน คุณภาพที่สําคัญหลักหนึ่งมาใช้ นั่นก็คือการประกันคุณภาพที่จัดทําโดยมัลคอล์ม บัลดริจ เนชันนัล ควอลิตี อะวอร์ด (Malcolm Baldrige National Quality Award) ซึ่งเป็นการ ประกันคุณภาพโดยเป็นการให้รางวัลคุณภาพแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา เรียกชื่อย่อว่า เอ็มบีเอ็นคิวเอ (MBNQA) ซึ่งต่อมาประเทศต่าง ๆ ได้นําหลักการของเอ็มบีเอ็นคิวเอ (MBNQA) มาเป็นการประกันคุณภาพระดับชาติในหลายประเทศ เป็นเนชันนัล ควอลิตี อะวอร์ด (National Quality Award) หรือเรียกว่าเอ็นคิวเอ (NQA) ในอาเซียน (ASEAN) ก็มีเอสคิวเอ (SQA) สิงคโปร์ ควอลิตี อะวอร์ด (Singapore Quality Award) ในประเทศไทย ก็มีทีคิวเอ (TQA) ไทยแลนด์ ควอลิตี อะวอร์ด (Thailand Quality Award) หลักการประกัน คุณภาพในธุรกิจนี้เองได้ขยายขอบเขตไปสู่วงการอื่น ๆ ในรัฐวิสาหกิจมีการประกันคุณภาพ ที่เรียกว่าเซปา (SEPA) สเตท เอนเตอร์ไพรส์ เพอร์ฟอร์แมนซ์ แอปไพร์ซัล (State Enterprise Performance Appraisal) ซึ่งผมเองตอนรับราชการอยู่ในกระทรวงการคลังได้มีส่วนร่วมในการนําหลักการ ประกันคุณภาพนี้มาใช้ในรัฐวิสาหกิจ ในวงการแพทย์ก็นําหลักควอลิตีเอกซ์เซลเลนต์ (Quality Excellent) ที่มีจุดเริ่มต้นมาจากเอ็มบีเอ็นคิวเอ (MBNQA) นี้มาใช้ ในวงการศึกษา มีการประกันคุณภาพที่เรียกว่าเอดูเคชัน ไคทีเรีย ฟอร์ เพอร์ฟอร์แมนซ์ เอกซ์เซลเลนต์ (Education Criteria for Performance Excellent) หรือเรียกย่อ ๆ ว่าเอ็ดเปกซ์ (EdPEx) เอ็ดเปกซ์ (EdPEx) นี้เองที่ผมอยากเรียนตั้งเป็นข้อสังเกตเพิ่มเติมกับท่านกรรมาธิการ ที่เคารพว่า น่าจะเสนอเป็นการปฏิรูปภาคบังคับว่าในมหาวิทยาลัยนั้นจะต้องนําระบบ เอ็ดเปกซ์ (EdPEx) ไปใช้ในการประเมินคุณภาพ ทั้งภายในและภายนอก และถ้านําระบบนี้ ไปใช้แล้วก็เป็นที่แน่ใจได้ว่าคุณภาพของมหาวิทยาลัยทั้งหลายอยู่ในมาตรฐานขั้นต่ําที่ยอมรับ ได้ในทางสากล เพราะว่าการประเมินคุณภาพนี้เป็นการประเมินคุณภาพที่แปลงมาจาก หลักการที่ยอมรับเป็นสากล และถ้าเป็นเช่นนี้แล้วก็ทําให้ผู้บริหารและอาจารย์มหาวิทยาลัย ที่ปัจจุบันนอกจากมีภาระในเรื่องของการสอนอย่างมากมายแล้ว ยังมีภาระในเรื่องของ การรายงานเรื่องการประกันคุณภาพหลายรูปแบบหลายโครงการ ทั้งภายในและภายนอก ซึ่งถ้าผลักดันให้ใช้เพียงระบบเดียวซึ่งเป็นระบบที่เป็นเลิศในการประเมินคุณภาพ ใช้กับ ทุกมหาวิทยาลัยแล้ว ก็จะทําให้ผลลัพธ์ทางการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยเป็นมาตรฐาน เดียวกัน เท่ากับเป็นการบังคับทางอ้อมให้ทุกมหาวิทยาลัยต้องเข้าสู่ระบบประกันคุณภาพ ที่เป็นสากล ซึ่งผมเชื่อว่าสิ่งที่เสนอนี้ก็จะได้เสริมสิ่งที่ท่านกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านการศึกษาได้ห่วงใยในเรื่องของการประกันคุณภาพ และจะทําให้การประกัน คุณภาพในระดับอุดมศึกษานั้นยกระดับสูงขึ้น มีคุณภาพที่เป็นมาตรฐานสากล ทําให้เป็น ส่วนหนึ่งที่สําคัญของการปฏิรูปการศึกษาในระดับอุดมศึกษาต่อไป ขอบพระคุณครับ
ต่อไปท่านสุดท้ายครับ ขอเชิญท่านบวรเวท รุ่งรุจี อดีตอธิบดีกรมศิลปากรครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพครับ ผม บวรเวท รุ่งรุจี สมาชิกลําดับที่ ๘๒ ขออนุญาตให้ข้อคิดเห็น ในเรื่องเกี่ยวกับการประกันคุณภาพการศึกษา ในส่วนที่ทางคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาได้นําเสนอมานั้น ตั้งแต่ต้นที่ระงับการประเมินไป ๒ ปี ต้องเรียนท่านประธานว่าเป็นที่ชื่นชอบมากนะครับ พอดีผมลงพื้นที่ไปโรงเรียนต่าง ๆ เขารู้สึกดีใจที่ได้มีการเลื่อนไป เพราะฉะนั้นในกรอบของการที่เราจะประเมินการศึกษา อันใหม่นี้ตามเกณฑ์ที่ได้กําหนดมา ผมขออนุญาตยกตัวอย่าง ในเกณฑ์คุณภาพว่า ให้หน่วยงานต้นสังกัดเป็นผู้กําหนดองค์ประกอบด้านและมาตรฐาน คือให้เขาประเมิน ตัวเขาเอง กําหนดอะไรต่าง ๆ มาเอง ตรงนี้ครับที่ผมคิดว่าเราคงมีสิ่งที่ต้องพิจารณา เพิ่มเติมว่า ในส่วนของมาตรฐานของโรงเรียนในแต่ละโรง ถ้าจะเน้นก็คือเน้นในระดับของ ประถมศึกษาหรือมัธยมศึกษา ซึ่งผมว่าทุกท่านคงทราบว่ามันมีมาตรฐานที่ไม่เท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเป็นองค์ประกอบของครูบาอาจารย์ที่สอนอยู่ในแต่ละโรงเรียน การสอนของ ครูบาอาจารย์ที่ไม่ตรงกับวิชาที่ตัวเองร่ําเรียนมาแต่ก็ยังต้องสอน และยังต้องสอนในทุกวิชา อันนี้ยังเป็นเรื่องจริงที่ยังเป็นอยู่ในโรงเรียนของต่างจังหวัด เพราะฉะนั้นถ้าเรากําหนดว่า ให้เขากําหนดอะไรต่าง ๆ เองทั้งหมด มันอาจจะสะท้อนที่ไม่ครบถ้วนในส่วนที่เราจะเอาไป เป็นประโยชน์ในการที่จะเอาไปพัฒนา คือถึงแม้ว่าเราจะมีแผนพัฒนาคนอะไรต่าง ๆ ขึ้นไป แต่มันลึก ๆ ไปกว่านั้น ผมคิดว่าทางคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาคงน่าจะรู้ประเด็น ปัญหาที่มีมากกว่านั้นว่ามันคงไม่ใช่เฉพาะเรื่องนี้ รวมทั้งถ้าเราคาดหวัง ผมยกตัวอย่าง ในผลที่คาดว่าจะได้รับว่าจะทําให้นโยบายของทางกระทรวงศึกษาธิการในเรื่องลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ให้มากขึ้น ก็ต้องเรียนว่าจริง ๆ แล้วในทางปฏิบัติมันไม่ได้ลด ครูบาอาจารย์ เขาก็บอกเขาก็ยังต้องสอนเหมือนเดิม เพราะด้วยปัจจัยอื่น ๆ ลดเวลาเรียนแต่เพิ่มเวลารู้ เพิ่มเวลารู้ควรจะต้องไปหาสิ่งเรียนรู้ที่น่าสนใจ เข้าพิพิธภัณฑ์ ดูโบราณสถานหรือจะไป แหล่งอื่น ๆ แต่ข้อจํากัดด้านงบประมาณที่มีก็ทําให้เขาไม่สามารถที่จะไปดําเนินการในสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นได้ เพราะฉะนั้นสุดท้ายก็คือเด็กก็ต้องอยู่ที่โรงเรียน ครูก็ต้องมาสอนเด็กอะไรต่าง ๆ เหล่านั้นอยู่เหมือนเดิมในส่วนนั้น เพราะฉะนั้นอันนี้ผมคิดว่ามันคงจะต้องพิจารณาโดยบริบท ของแต่ละโรงเรียนเหมือนกันว่าเขาเองนั้น เขาควรจะต้องพัฒนาโรงเรียนเขาไปในลักษณะใด เช่นเดียวกัน เพราะว่าเท่าที่ผมอ่านดูในเอกสารที่ให้มานี้ คือถ้าไม่ได้มาตรฐาน หรือผมอ่าน ไม่หมดไม่รู้เพราะเยอะนะครับ เรามีบทที่บอกว่าถ้าไม่ได้มาตรฐานต้องทําอย่างไรกับเขา คือถ้าพูดถึงจํานวนนักเรียน จํานวนนักเรียนในปัจจุบันนี้กับครูไม่ค่อยมีปัญหา ประมาณ ๑ ต่อ ๑๕ หรือ ๒๐ ในบางโรงเรียน ไม่มีปัญหาเรื่องครูที่สอน เพราะฉะนั้นถ้าเกิดมันไม่ได้ มาตรฐาน ผมว่ามันน่าจะต้องมีบริบทว่าเราจะดําเนินการอย่างไรกับโรงเรียน โรงเรียน ปัจจุบันมีอยู่ประมาณ ๓๐,๐๐๐ โรง ในพื้นที่ที่ผมเคยลงพื้นที่ไปดูเขาในระดับประถมศึกษา ใน ๑ ตําบลมีโรงเรียนประถมอยู่ ๕ โรง มีอัตราเฉลี่ย ๑ ต่อ ๒๐ บางโรงก็ไม่ถึง มันจะยุบ รวมกันได้ไหมในส่วนของโรงเรียนของประถมศึกษาในส่วนต่าง ๆ เหล่านี้ ผมคิดว่ามันน่าที่จะ มีสิ่งที่จะทําให้เขารู้สึกว่าถ้าเขาไม่พัฒนาตัวเขาเองให้อยู่ในมาตรฐานที่เราคิดว่ามันควร จะต้องมีนั้น เขาจะได้รับผลกระทบอย่างไรจากการที่เราเข้าไปประเมินเขาในส่วนนั้น เพราะฉะนั้นผมคิดว่าในการประเมินมันควรจะต้องมีทั้งสิ่งที่ผู้รับการประเมินกับผู้ที่เข้าไป ประเมินมีอํานาจหรือรูปแบบซึ่งกันและกัน คือต้องถ่วงดุลอํานาจซึ่งกันและกันในส่วนนั้น เพราะว่าถ้าไม่ถ่วงดุลอํานาจซึ่งกันและกันทั้งผู้รับและผู้ไปประเมินนั้นมันก็จะทําให้รู้สึกว่า การประเมินก็ประเมินไป มันไม่ได้รับผลอะไรที่จะเอามาใช้ในส่วนนั้น อันนี้คงต้องขออนุญาต ฝากเป็นข้อเสนอแนะให้ท่านกรรมาธิการได้รับไว้เพื่อพิจารณาด้วยนะครับ เพราะว่าในส่วน ของทางโรงเรียนเอง ถ้าถามครูอาจารย์ที่ผมไปสัมผัสเขาอยู่ เขาก็จะบอกว่าเขาก็ไม่อยาก ที่จะย้ายหรือจะยุบโรงเรียนอะไรต่าง ๆ เขา เขาก็ยังอยากจะสอนที่เดิม คือถึงแม้ว่า บางโรงเรียนมี ป. ๑ ถึง ป. ๖ มีครูอยู่ ๔ คน เป็น ผอ. ๑ คน มีครูประจําชั้น ๓ คน แต่เขา ก็ยังยืนยันว่าเขาสอนได้ สอนคนละ ๒ ห้อง ๒ ชั้น ป. ๑ โดดไปสอน ป. ๒ อะไรต่าง ๆ นี้ มันยังมีอยู่จริงในการศึกษาของบ้านเรา เพราะฉะนั้นผมคิดว่าอันนี้มันคงจะต้องอยู่ในบริบท ที่ให้การทําการประกันคุณภาพนั้นมันสมประโยชน์ตามที่ท่านกรรมาธิการได้เสนอมาครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ มีสมาชิกที่จะอภิปรายแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกขออภิปราย)
ถ้าไม่มีแล้ว เห็นว่าได้อภิปรายพอสมควร ผมขอปิดการอภิปรายนะครับ ต่อไป ขอเชิญท่านประธานกรรมาธิการและกรรมาธิการได้ชี้แจงข้อซักถามของสมาชิกครับ
ขอกราบขอบพระคุณ ท่านสมาชิกที่กรุณาอภิปรายพร้อมข้อเสนอแนะเป็นอย่างสูงครับ เราได้หารือกันแล้วว่าเราจะ รับข้อเสนอทั้งหมดไปปรับปรุงแก้ไขตามที่ท่านสมาชิกเสนอไว้ทุกประการครับ แล้วก็เวลานี้ ควรจะตอบเพียงเท่านี้ครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณท่านประธาน ระหว่างนี้ผมดูสมาชิกก็ทยอยมานะครับ เรียนท่าน บวรเวทเล็กน้อย เมื่อสักครู่ก็ตรวจสอบกําหนดการกับท่านประธานกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการศึกษานะครับ คือในส่วนของคณะกรรมการประสานงาน ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ของ สปท. ที่ผมเป็นประธาน เราก็พยายามที่จะสนับสนุน การขับเคลื่อน แล้วเราทํางานเป็นทีมเวิร์ก (Teamwork) กับแม่น้ํา ๕ สายนะครับ โดยเฉพาะ ด้านการศึกษานั้นได้พิจารณาจัดทําแผนปฏิรูป ๙ แผนเห็นชอบแล้ว แล้ววันนี้ก็เป็น แผนที่ ๑๐ นะครับ ขณะเดียวกันความคืบหน้าโดยท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ท่านเดินหน้าไปเร็วมาก ท่านนายกรัฐมนตรีก็เดินหน้าเร็วมาก แล้วก็อย่างที่ทราบนะครับ ได้ใช้อํานาจตาม มาตรา ๔๔ ประกาศเหล่านั้นถือเป็นกฎหมายเลย เพื่อให้การขับเคลื่อน การปฏิรูปการศึกษา ซึ่งเป็นเรื่องยากมาก ก็เข้าทศวรรษการปฏิรูปการศึกษาที่ ๒ แล้วนะครับ แต่ว่าผลลัพธ์ก็ยังไม่ค่อยน่าพอใจ แต่ว่าในช่วงของการปฏิรูปอย่างเข้มข้นในช่วงปีเศษ ผมคิดว่า เราเริ่มเห็นอะไร
ส่วนกรณีเรื่องโรงเรียนขนาดเล็ก ก็ได้ผ่านแผนปฏิรูปไปแล้วของ สปท. ที่ท่านบวรเวทได้เรียนเมื่อสักครู่นี้ วันศุกร์นี้ครับ ผมโดยคณะกรรมการประสานงานขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศกับทางคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ของ สปท. แล้วผู้แทนกระทรวงศึกษาธิการครับ ก็จะลงไปดูความคืบหน้าเรื่องการควบรวม บูรณาการการจัดการศึกษาโรงเรียนขนาดเล็กที่มีอยู่ ๑๕,๐๐๐ โรงเรียน ตอนนี้น่าจะร่วม ๕,๐๐๐ โรงเรียนแล้วที่ได้มีการบริหารจัดการแบบใหม่นะครับ ก็จะไปดูในพื้นที่ เขตการศึกษาที่ ๑ ของจังหวัดนครปฐม สมาชิกท่านใดประสงค์ที่จะไปด้วย ก็คิดว่าออกจาก สภาตอนบ่ายโมง แล้วก็ไปยังพื้นที่ของเขตพื้นที่การศึกษาที่โรงเรียนเลยครับ ไปดูว่าโรงเรียน ขนาดเล็ก ซึ่งมีครูไม่พอ นักเรียนน้อย แล้วก็เป็นปัญหามาก ก็จะดูการบริหารจัดการ แบบใหม่ภายใต้ยุคปฏิรูปตอนนี้ครับคืบหน้าไปแล้วร่วม ๕,๐๐๐ โรงเรียน เพราะฉะนั้น สมาชิกท่านใดที่สนใจเชิญนะครับ เราจะไปขับเคลื่อนด้วยกันนะครับ สมาชิกยังทยอยมา เรื่อย ๆ นะครับ ขณะนี้ก็เนื่องจากเรามีการประชุมกรรมาธิการอยู่ทั้งตึกอาคารรัฐสภา ๒ และอาคารรัฐสภา ๓ นะครับ อยู่ในหลายชั้นทยอยกันเข้ามา ผมก็เลยถือโอกาสนี้ใช้เวลา ในการชี้แจงบางเรื่องเพิ่มเติมว่าในช่วงระหว่างนี้ครับ ก่อนวันที่ ๗ สิงหาคม สปท. ได้ร่วมมือ กับทาง กรธ. กกต. แล้วก็สภานิติบัญญัติแห่งชาตินะครับ ในการที่จะไปช่วยในการชี้แจง คําถามพ่วงประชามติ ซึ่งมีสมาชิกอาสาอย่างน้อย ๔๐ ท่านครับ เพราะฉะนั้นในการประชุม วันจันทร์ วันอังคารที่ประชุมใหญ่นั้น ก็จะมีสมาชิกมาประชุมไม่เต็มสภานะครับ เช้านี้ก็ยังอยู่ ในภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง ภาคใต้ ใน ๑๐ กลุ่มจังหวัดนะครับ เราร่วมกับทาง สนช. เมื่อเช้าผมเองก็ไปร่วมบรรยายคําถามพ่วงประชามติกับท่านรองประธาน สนช. ท่านที่หนึ่ง ท่านสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ที่สถาบันพระปกเกล้า เขาเชิญผู้นําภาคพลเมืองมาจาก ทั่วประเทศครับ เราก็ไปชี้แจงตามหน้าที่ภารกิจนะครับ เพราะฉะนั้นก็เรียนให้ทราบว่า การประชุมวันจันทร์ วันอังคารของเรา ก็จะไม่ได้เต็ม ๒๐๐ คนนะครับ เพราะว่ามีไปทํา หน้าที่เราอยู่ในต่างจังหวัดนะครับ ท่านโฆษก สปท. เลขานุการกรรมาธิการและโฆษก กรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศของเรา ท่านคํานูณ สิทธิสมาน เป็นตัวอย่าง วันนี้ยังอยู่แถวอําเภอหางดงนะครับ อาทิตย์นี้ทั้งอาทิตย์ก็อยู่ภาคเหนือครับ เพราะว่ายังมีรายการ สนช. พบประชาชนในวันเสาร์ วันอาทิตย์นี้ด้วยนะครับ ที่จังหวัด ลําพูน แล้วก็ที่จังหวัดลําปาง เพราะฉะนั้นก็มีภารกิจของพวกเราพอสมควรที่ดําเนินการไป ขณะเดียวกันวันนี้บ่ายนี้ จะเห็นว่าสมาชิกสายที่เป็นข้าราชการตํารวจนะครับ ไม่ใช่ที่ไป ถูกโยนกะละมังตามบ้าน คือตํารวจที่เกษียณอย่างท่านอํานวยนะครับ ที่รับราชการอยู่ ตอนนี้เรามีอยู่หลายท่าน บ่ายนี้ก็จะขาดประชุม เพราะว่าท่านไปประชุมใหญ่ของสํานักงาน ตํารวจแห่งชาติในเรื่องการเดินหน้าดีเดย์ (D-day) ปฏิรูปกิจการตํารวจครับ ตามแผน ๑๐ แผนปฏิรูป ซึ่งนํา ๙ แผนปฏิรูปของ สปท. นี้ไปพิจารณาดู แล้วนําเสนอท่านนายกรัฐมนตรี ไปเมื่อ ๓ สัปดาห์ที่แล้วนะครับ แล้วก็วันนี้เป็นวันดีเดย์ (D-day) ของตํารวจนะครับ ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่มารายงานความคืบหน้าว่าการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศก็เดินหน้าไป มากแล้วนะครับ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก เพราะว่าการเปลี่ยนแปลงก็ย่อมมีการต่อต้าน แต่เรา พยายาม ส่วนการที่ทําความเข้าใจกับทุกภาคีภาคส่วนก็ต้องอาศัยสมาชิกของเราช่วยกัน ชี้แจงทําความเข้าใจ เข้าใจว่าสมาชิกได้เข้ามาในห้องประชุมกันพอสมควรแล้วนะครับ ต่อไปก่อนที่จะขอมติจากที่ประชุม หลังจากที่เราได้แสดงความคิดเห็นในการพิจารณาเรื่อง รายงานฉบับนี้แล้ว ก็จะขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ
(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)
ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตน โปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
มีสมาชิกท่านใดที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิครับ ข้างหลังนะครับ ยังยืนอยู่ ใช้สิทธิ เรียบร้อยไหมครับ ท่านผู้ว่าธงชัยใช่ไหมครับ ไม่นึกว่าจะเกษียณเลยดูนึกว่าเพิ่งเป็น ปลัดจังหวัด เพราะว่าดูหน้าหนุ่มมาก ยังไม่เข้าวัยสูงวัย ใช้สิทธิครบนะครับ ขอเจ้าหน้าที่ แสดงผลครับ จํานวนผู้เข้าประชุม ๑๔๔ ท่านนะครับ เป็นอันว่าครบองค์ประชุมนะครับ
ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับรายงาน เรื่อง แผนปฏิรูป ระบบการประกันคุณภาพการศึกษาหรือไม่ ซึ่งหากเห็นชอบคณะกรรมาธิการจะได้นํา ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิกไปปรับปรุงก่อนที่จะส่งรายงานไปยังคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาดําเนินการต่อไปนะครับ ต่อไปเป็นการลงมติตามข้อบังคับสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ข้อ ๖๐ นะครับ
(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)
ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนครับ ผู้ใดเห็นชอบโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญใช้สิทธิครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนกดปุ่มลงคะแนน)
มีสมาชิกท่านใดที่ยังไม่ใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนไหมครับ ถ้ามีขอเชิญ ออกเสียงลงคะแนน ถ้าไม่มี ผมขอปิดการลงคะแนนนะครับ ขอทราบผลการลงคะแนนครับ ผลของการลงคะแนน จํานวนผู้เข้าประชุม ๑๔๕ ท่าน เห็นด้วย ๑๔๓ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๒ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มีนะครับ
เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา เรื่อง แผนปฏิรูประบบการประกันคุณภาพการศึกษา แล้วนะครับ เป็นอันว่าจบการพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านการศึกษาแล้ว ขอขอบคุณคณะกรรมาธิการนะครับ ท่านสมาชิกอย่าเพิ่งลุกขึ้น นะครับ
ต่อไปเป็นการพิจารณาระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่ค้างพิจารณา ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่เสนอใหม่ ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องอื่น ๆ ไม่มี
ผมได้รับการหารือจากสมาชิกหลายท่านนะครับว่า น่าจะได้มีการรายงาน ให้สมาชิกได้ทราบความคืบหน้าที่จําเป็นว่าบัดนี้ สปท. ของเราได้มีการดําเนินการคืบหน้า ไปถึงไหน อย่างไรนะครับ ดังนั้นก็จะใช้เวลาสั้น ๆ ตรงนี้ในการรายงานบางเรื่อง
เรื่องแรก ก็คือว่า สปท. ของเราจะมีการจัดทําสรุปรายงานความคืบหน้า ทุกสัปดาห์นะครับ โดยที่ท่านรองประธาน ท่านที่ ๒ ท่านวลัยรัตน์ ศรีอรุณ รับผิดชอบในการ ติดตามความคืบหน้าในการทํางานของเรานะครับ แล้วก็จะมีการสรุปรายงานทุกบ่าย วันอังคาร ก็คือบ่ายวันนี้ โดยจะรายงานในคณะกรรมการประสานงานการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศนะครับ จากนั้นวันพรุ่งนี้ ทุกเช้าวันพุธกรรมการประสานงานรวม ๓ ฝ่าย ก็จะพิจารณาแผนปฏิรูปที่ทาง สปท. ส่งให้กับท่านนายกรัฐมนตรี และท่านก็มอบให้ วิป (Whip) ๓ ฝ่ายได้พิจารณานะครับ ช่วงบ่ายวันพุธก็จะมีการประชุมวิป (Whip) ๒ ฝ่าย คือกรรมการประสานงานระหว่าง สนช. สปท. เพื่อพิจารณาในเรื่องของกฎหมายที่จําเป็น ต่อการปฏิรูปประเทศ ผลความคืบหน้าล่าสุดท่านรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ คนที่สอง จะสรุป แล้วก็ในการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการ สปท. นี้ครับ หรือว่าวิป (Whip) สปท. เรา ที่มีท่านประธานเป็นประธาน ก็จะรับทราบถึงรายงานล่าสุด นะครับ ดังนั้นผมคิดว่าในส่วนนี้เฉพาะรายงานล่าสุดถึงบ่ายวันอังคารนี้ครับ ก็รบกวน ท่านรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง ได้รายงานที่ประชุม เราจะได้ ทราบว่าตอนนี้ไปถึงไหนแล้วนะครับ ในรายงานด้านต่าง ๆ
เรื่องทั้งหมดนะคะ ที่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศได้เห็นชอบไปแล้ว มีทั้งหมด ๕๘ เรื่อง แล้วก็มีเรื่องที่ท่านประธานนําเสนอท่านนายกรัฐมนตรีเอง ๕ เรื่อง แล้วก็ ท่านประธานเสนอต่อ สปช. ๙ เรื่อง แล้วก็มีเรื่องเร่งด่วนที่ท่านประธานเสนอนายกรัฐมนตรี ๒ เรื่อง อันนี้รวมเบ็ดเสร็จขณะนี้เรามีแล้วทั้งหมด ๗๔ เรื่อง ทั้ง ๕๘ เรื่องที่ผ่านที่สภานี้ นะคะ เราส่งไปคณะรัฐมนตรีแล้ว ๔๙ เรื่อง คงเหลือ ๙ เรื่องที่อยู่ที่กรรมาธิการทําการ ปรับปรุงเพื่อจะเสนอส่งไป ครม. ต่อไป เพราะฉะนั้นดิฉันก็เรียนให้ทราบว่าโดยภาพรวม ขณะนี้แผนการดําเนินงานของทั้งคณะกรรมาธิการสามัญ ๑๑ คณะ และวิสามัญ ๑ คณะ ก็ดําเนินงานไปได้กว่าครึ่ง แต่ยังเหลือจํานวนเรื่องอีกจํานวนมากเหมือนกันที่จะต้องทํางานต่อ แต่บางคณะ อย่างคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ท่านก็เหลือ ๑ เรื่อง ๒ เรื่อง ของท่านไม่มากนะคะ บางคณะจะเหลือเป็น ๑๐ เรื่อง เพราะฉะนั้นวันพฤหัสบดี ที่จะถึงนี้ดิฉันจะนําเข้ารายงานในวิป (Whip) ของ สปท. ว่าคณะไหนมีแผนการดําเนินงาน กี่เรื่อง แล้วเหลืออีกกี่เรื่อง ซึ่งจะทําให้คณะกรรมาธิการทุกคณะต้องไปพิจารณาแผนการ ทํางานของตนเอง แล้วก็จะต้องเร่งดําเนินงานนําเรื่องเข้าสู่สภา ดิฉันคิดว่าสัปดาห์ต่อ ๆ ไป การนําเรื่องเข้าสู่สภาน่าจะไม่น้อย น่าจะนะคะ ไม่น้อยกว่าสัปดาห์ละ ๘ เรื่องถึง ๑๐ เรื่อง สัปดาห์ละ ๘ เรื่องถึง ๑๐ เรื่องก็หมายถึงว่าวันละ ๔ ถึง ๕ เรื่อง ถึงจะทันต่อแผนการ ดําเนินงานที่ทาง สปท. วางแผนไว้เมื่อตอนต้นปี ขอบคุณค่ะ
ไม่เป็นไรครับ เราเป็นสังคมสูงวัยแบบทรงประสิทธิภาพนะครับ มีเรื่องเพิ่มเติม ที่จะแจ้งเพิ่มเติมนะครับ คือโดยภารกิจของเรา ๑. ผลิตแผนปฏิรูป ซึ่งเป็นแผนปฏิบัติการ ปฏิรูป บอกฮาวทู (How-to) ในการปฏิรูป กับ ๒. ก็คือการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ให้เกิดเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุดนะครับ เพราะฉะนั้นการผลิตแผนปฏิรูปนั้นก็มีความคืบหน้า อย่างที่ท่านรองประธานได้รายงานว่าอัปเดต (Update) ล่าสุดไปถึงขนาดไหนแล้ว บางส่วน ก็ไปสู่ทางปฏิบัติมากแล้ว เพราะว่าท่านนายกรัฐมนตรีเร่งรัดเรื่องนี้ แล้วก็ดําเนินการปฏิรูป ในทุกภาคส่วนนะครับ
ส่วนที่ ๒ ก็คือส่วนการประสานการขับเคลื่อนนี้ครับ ซึ่งเรามี ๒ คณะ ท่านประธานก็ตั้งกรรมการประสานงานการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ในส่วนนี้ก็จะ ประสานในส่วนภาครัฐ อีกชุดหนึ่ง คือกรรมการบริหารเครือข่ายร่วมขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ อันนี้จะรับที่นอกเหนือจากภาครัฐคือทุกภาคีภาคส่วนนะครับ ในส่วนนี้ก็ได้มีการ ทําความตกลงไปแล้วกับ ๗๒ องค์กรเครือข่าย แล้วก็ได้มีการขับเคลื่อนใน ๕ ภารกิจร่วม ที่เรียกว่า ภารกิจ ๕ ร่วม ๑. ก็คือร่วมสื่อสารสร้างความเข้าใจผ่านสมาชิกองค์กรเครือข่าย และถ้ามีศักยภาพก็ไปสู่สาธารณชนอื่นด้วยนะครับ ๒. ก็คือร่วมจัดตั้งดําเนินการสถาบัน การปฏิรูปที่เรียกว่า รีฟอร์มอะแคเดมี (Reform Academy) ซึ่งเขาไปไกลมากแล้วนะครับ วันที่ ๘ กรกฎาคมนั้นจะเป็นวันดีเดย์ (D-Day) ของการตกลงขั้นสุดท้ายในการจัดตั้งสถาบัน การปฏิรูป ๓๘ แห่งกับมหาวิทยาลัยราชภัฏทั่วทั้งประเทศ ๕ แห่ง มหาวิทยาลัยราชภัฏ อยู่ในกรุงเทพมหานคร แบ่งความรับผิดชอบเป็น ๑๐ เขต ต่อ ๑ มหาวิทยาลัยราชภัฏ ก็เท่ากับ ๕ แห่ง ก็ ๕๐ เขตครอบคลุมกรุงเทพมหานคร ทั้งหมด ที่เหลือ ๓๓ แห่งนั้น เขาจะแบ่งเขตการดูแลนะครับ มหาวิทยาลัยหนึ่งก็ ๒ จังหวัดบ้าง ๓ จังหวัด หรือ ๑ จังหวัดขึ้นกับขนาดพื้นที่และประชากรนะครับ อันนี้วันที่ ๘ กรกฎาคม เราก็จะประชุมอยู่ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาครับ เป็นที่ประชุมอธิการบดีของมหาวิทยาลัย ราชภัฏทั้ง ๓๘ แห่ง หลังจากที่ประชุมแล้วก็มีคณะทํางานร่วมกันมาก็เวิร์กเอาต์ (Workout) มาจนกระทั่งเราจะไฟนัลดีซิชัน (Final Decision) ในขั้นสุดท้ายวันที่ ๘ กรกฎาคม ระหว่างนี้ก็มีการประสานกับทางสมาคมสถาบันอุดมศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทยที่ท่าน ดอกเตอร์เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยท่านเป็นนายกสมาคม และเป็น ๑ ในองค์กรเครือข่ายครับ ก็ประสานกับ ๖๗ มหาวิทยาลัยเอกชนครับ แล้วก็ เมื่อวานนี้ ประทานโทษเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมากรรมการเราก็ลงไปพบร่วมประชุมกับ ที่ประชุม ทปอ. ที่ประชุมอธิการบดีซึ่งก็คือความร่วมมือกันในการที่จะจัดตั้งสถาบัน การปฏิรูปเฉพาะทางครับ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเก่งทางด้านสายเศรษฐกิจหรือการค้าอะไร อย่างมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยก็จะเป็นรีฟอร์มอะแคเดมี (Reform Academy) ทางด้าน ของการปฏิรูปเศรษฐกิจ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ก็จะเป็นสถาบันการปฏิรูปทางด้าน ปฏิรูปเกษตร หรือว่ามหาวิทยาลัยมหิดลเก่งทางด้านสาธารณสุขก็จะเป็นสถาบันการปฏิรูป ทางด้านของการสาธารณสุข เป็นต้น อันนี้ตั้งเป้าว่าภายใน ๓ เดือนข้างหน้าเป้าหมายที่ กรรมการบริหารเครือข่ายนี้และกรรมการประสานการขับเคลื่อนวางไว้ก็คือว่าจะต้องตั้ง ให้แล้วเสร็จ ๕๐ สถาบันการปฏิรูป ๓๘ แห่งกลุ่มแอเรียเบส (Area based) พื้นที่ครบ ๗๗ จังหวัด อีก ๑๒ แห่งคือ ๑๒ ด้านการปฏิรูป คือเรามี ๑๑ ด้านจริง แต่ว่ามันมีด้าน ป.ป.ช. เข้ามาด้วย เพราะว่าองค์ความรู้ด้านการปฏิรูปมันเหมือนเทคโนโลยีครับ หมดยุคเรา ต้องทําต่อประเทศถึงจะก้าวขึ้นสู่การเป็นประเทศชั้นนําของโลกได้นะครับ ดังนั้นก็เลย เรียนให้ทราบ แล้วก็ในส่วนกรรมการประสานการขับเคลื่อนที่ประสานภาครัฐพรุ่งนี้ก็ได้ เรียนเชิญประธานกรรมาธิการแล้วก็ทีมโฆษกแล้วก็ท่านสมาชิกท่านใดสนใจนะครับ เราได้เชิญผู้นํารัฐวิสาหกิจแล้วก็องค์การมหาชนทั้งหมด ๙๕ แห่งทั้งหมดเลยมาร่วมประชุม บรีฟฟิง (Briefing) ด้วย แล้วก็หารือถึงแนวทางการร่วมในการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ที่ห้องสารนิเทศ เวลา ๑๔.๐๐-๑๕.๐๐ นาฬิกา ที่ห้องสารนิเทศ ชั้น ๑ อาคาร ๑ เพราะฉะนั้น ก็เลยรายงาน นอกจากนั้นแล้วก็คือการสร้างผู้นําการปฏิรูปวันนี้สิ่งที่เราเห็น อย่างเช่น รัฐธรรมนูญนะครับ ก็พยายามให้มี ครู ก ครู ข ครู ค ก็คือคนที่จะเป็นกระบอกเสียงไปชี้แจง ทําความเข้าใจรัฐธรรมนูญในเรื่องปฏิรูปเช่นกันครับ เรามีอยู่แค่ ๒๐๐ คน เพราะฉะนั้น ไม่สามารถที่จะเป็นสื่อในการที่จะให้คนเกิดความเข้าใจหรือสร้างกระบวนการปฏิรูปขึ้นมาได้ อย่างต่อเนื่อง ก็ได้มีการจัดทําหลักสูตรในการพัฒนาผู้นําการปฏิรูปนะครับ รุ่นแรกนี่ก็ต้อง ขอบคุณท่านรองประธาน คนที่สอง นะครับ ท่านกษิต ภิรมย์ ท่าน พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา ท่านกษิดิ์เดชธนทัต เสกขุนทด ที่ช่วยกรุณาไปเป็นวิทยากร เราได้ร่วมกับ สภาพัฒนาการเมือง ซึ่งเป็นองค์กรเครือข่ายร่วมขับเคลื่อนการปฏิรูปกับ สปท. และเป็น องค์การมหาชนนะครับ เป็นองค์การมหาชนตั้งตามพระราชกฤษฎีกา เพราะฉะนั้นเขาก็มี เครือข่ายอยู่ทั่วประเทศนะครับ มีสํานักงานอยู่ทุกจังหวัดก็จัดหลักสูตรการพัฒนาผู้นํา การปฏิรูปรุ่นแรกไป ๑๐๐ คนครับ มาจากสมาชิกสภาพัฒนาการเมืองทั้ง ๗๗ จังหวัด จัดไปแล้วรุ่นหนึ่ง เราได้วางเป้าหมายว่าในส่วนของ สปท. เองเราก็จะจัดอบรมผู้นํา การปฏิรูปประมาณเดือนละ ๖๐๐-๗๐๐ คน ๓ เดือนต่อเนื่องคือเดือนกรกฎาคม เดือนสิงหาคม เดือนกันยายน โดยเอากรรมการบริหารขององค์กรเครือข่ายซึ่งถือว่า เป็นระดับผู้นําเป็นลีดเดอร์ชิป (Leadership) อยู่แล้วมาเข้าสู่การพัฒนาสู่การเป็นผู้นํา การปฏิรูปให้ได้เข้าใจถึงเหตุผลความจําเป็นของประเทศนี้ว่าทําไมต้องปฏิรูปวิกฤตการณ์ ที่เกิดขึ้นในทุกมิตินะครับ ไม่ใช่ด้านการเมืองอย่างเดียว และเราจะเดินหน้าประเทศด้วยการขับเคลื่อนประเทศอย่างไร แผนปฏิรูปแต่ละด้านที่ครอบคลุม ๑๑ ด้านมีอะไรบ้าง ก็จะจัดที่นี่ครับห้องประชุมใหญ่ ซึ่งเราก็ใช้อยู่หลายครั้งในการจัดสัมมนา ครั้งแรกก็ตั้งใจวันที่ ๒๗ กรกฎาคม เพราะฉะนั้น ก็คงจะต้องรบกวนบรรดาท่านวิทยากรอาสาทั้งหลาย โดยเฉพาะท่านประธานกรรมาธิการ หรือผู้แทนกรรมาธิการที่จะต้องบรีฟฟิง (Briefing) ในส่วนของการปฏิรูปในแต่ละด้าน นะครับ แล้วก็ท่านที่จะบรรยายถึงวิสัยทัศน์ เรื่องของยุทธศาสตร์ ท่าน พลเอก ชูศักดิ์ เมฆสุวรรณ์ ท่านก็เป็น สปท. แล้วเป็นผู้อยู่ในคณะกรรมการจัดทํายุทธศาสตร์ชาติด้วย อย่างนี้เป็นต้น คือต้องการที่จะให้เกิดผู้นําการปฏิรูปที่จะสานต่องานปฏิรูปต่อไป ไม่ว่าเรา จะอยู่ถึงเมื่อไรก็ตามนะครับ แล้วก็สัปดาห์แรกของเดือนสิงหาคม เรามีหลักสูตรซึ่งตอนนี้ ลงตัวแล้วทางมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ก็พร้อมที่จะร่วมเป็นเจ้าภาพ โดยเราจะมีหลักสูตร ที่ว่านิว เจเนอเรชัน รีฟอร์ม ลีดเดอร์ (New Generation Reform Leader) ครับ หรือว่า ผู้นําการปฏิรูปรุ่นใหม่ โดยเราร่วมมือกับสภานิสิตนักศึกษาสัมพันธ์แห่งประเทศไทยนะครับ จัดหลักสูตรพัฒนาผู้นําการปฏิรูปรุ่นใหม่ของตัวแทนสภานักศึกษา ๕๐ มหาวิทยาลัย ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลก่อน หลังจากนั้นก็จะไปเป็นภาค ๆ อันนี้ก็เช่นกันครับ หลักสูตรก็จะเหมือนกันเหมือนกับที่เราจัดที่นี่ เพราะฉะนั้นก็คงจะต้องเป็นอีกงานหนึ่ง ที่เพิ่มขึ้นสําหรับพวกเราครับ ก็ขออนุญาตรายงานเบื้องต้นถึงความคืบหน้าของแผนปฏิรูป ที่เราผลิตกันขึ้นมา ๕๐-๖๐ แผนแล้ว แล้วก็นําส่งไปยังกลางน้ํา ปลายน้ําต่อไป ๒. ก็คือ การปฏิรูปโดยการขับเคลื่อนให้เกิดเป็นจริงโดยความร่วมมือของภาคประชาชนและทุกภาคส่วน ก็ขับเคลื่อนในหลายรูปแบบ ก็เลยเรียนเพิ่มเติมเพื่อทุกท่านจะได้ทราบถึงความคืบหน้า ดังกล่าว แล้วก็คิดว่าในช่วงบ่ายวันอังคารนี้ที่เรามีการประชุมก็พยายามจะอัปเดต (Update) เพื่อเราจะได้รู้เท่า ๆ กัน แล้วก็มาร่วมด้วยช่วยกันในการที่จะแบ่งหน้าที่กัน เพราะว่า งานมันจะเพิ่มขึ้น ๆ ไปเรื่อย ๆ แล้วก็ที่น่าดีใจก็คือว่าสิ่งที่ สปท. ได้เพียรพยายาม การทํา หน้าที่ตามรัฐธรรมนูญในมาตรา ๒๗ และอื่น ๆ เราสานต่องาน สปช. มา บัดนี้เรื่องที่ ต่อสู้กันมา ๒๐ กว่าปีแล้วไม่สําเร็จก็มาสําเร็จในยุคนี้ แล้วท่านประธาน ศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ทินพันธุ์ นาคะตะ ท่านได้นํา ๕ เรื่อง ซึ่งเมื่อสักครู่ที่ท่านรองประธานได้รายงาน ในลําดับต้น ๆ เมื่อปลายปีที่แล้ว ๕ เรื่องที่คิดว่าสําคัญมาก แล้วก็สอดคล้องกับแนวคิดของ ท่านนายกรัฐมนตรี ส่งให้ท่านนายกรัฐมนตรี หนึ่งในนั้นก็คือร่างพระราชบัญญัติจัดตั้ง ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. ....ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบเมื่อวันที่ ๒๒ ธันวาคม แล้วก็ส่งให้กับ สนช. เป็นร่างกฎหมายที่สะท้อนความเร่งด่วนและความมุ่งมั่น ในการปฏิรูป โดยที่ไม่ได้ส่งไปคณะกรรมการกฤษฎีกา ทําฟาสต์แทร็ก (Fast Track) เลย บายพาส (Bypass) เข้า สนช. สนช. ก็เห็นชอบในหลักการ แล้วก็พิจารณาวาระที่ ๒ วาระที่ ๓ แล้วก็เห็นชอบเมื่อวันที่ ๑๖ มิถุนายน นี่เป็นคอร์รัปชันคอร์ต (Corruption Court) ครั้งแรก ในประวัติศาสตร์ของประเทศ เป็นศาลชํานัญพิเศษ เรียกว่า ศาลทุจริตกลางมีฐานะเป็นกรม จะมีร่างกฎหมาย วิธีพิจารณาในระบบการไต่สวน คดีทุจริตทั้งหมดจะไปรวมอยู่ที่นั่นนะครับ แล้วก็ต้องขอบคุณทางศาลยุติธรรมที่ท่านให้ความร่วมมืออย่างดียิ่ง เพราะฉะนั้นการเสนอ ร่างกฎหมายหรือว่าข้อเสนอปฏิรูป เราต้องประสานหลายฝ่ายมากครับ ท่านประธาน ก็เหนื่อยมากต่อการต้องประสาน เพราะว่าการประสานเท่านั้นที่จะทําให้ทุกอย่างเดินหน้า ไปได้อย่างราบรื่นหรือว่ามีอุปสรรคหรือข้อขัดแย้งน้อยที่สุด เพราะฉะนั้นการประสานก็ต้อง ช่วยกันทุกฝ่ายทําความเข้าใจ ท่านกษิต ผมก็รบกวนครับ ยกมือขึ้นมา เชิญครับ
ขอบคุณครับท่านประธาน แล้วขอชมเชยแสดงความยินดี กับความริเริ่มในการที่จะประสานแล้วก็ขับเคลื่อนเรื่องการปฏิรูปไปสู่แวดวงวิชาการ ภาคประชาสังคมแล้วก็ประชาชนโดยทั่วไป ผมอยากจะขอให้ท่านประธานช่วยให้ฝ่ายเลขา ช่วยสรุปนิดหนึ่งได้ไหมครับ สิ่งที่ท่านพูดมาผมว่ามันเป็นประโยชน์เราจะได้รู้ว่าอะไร อยู่ที่ไหนทั้งหมด เครือข่ายต่าง ๆ แล้วเราจะได้รู้ว่าทางคณะกรรมาธิการที่เราสังกัดอยู่นั้น จะเข้าไปประสาน ณ ตรงไหน คือผมก็ทั้งดีใจแล้วก็แปลกใจคือผมรับผิดชอบ เรื่อง การส่งเสริมวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ เป็นองค์ประมุข แผนงานก็ผ่าน สปท. ไปแล้ว แล้วก็ในแผนงานนั้นก็ได้ระบุไว้ว่าจะต้องมี การเรียนการสอนในแวดวงวิชาการตั้งแต่ประถมไปถึงอุดมศึกษา มหาวิทยาลัย แล้วผมก็ ได้พบกับที่ประชุมอธิการบดีของมหาวิทยาลัยส่วนกลาง ๒๗ แห่ง พบกันที่ประชุมสถาบัน เทคโนโลยีราชมงคลแล้ว มีนัดกับสถาบันราชภัฏ แล้วผมก็กําลังจะมีหนังสือที่จะออกเชิญ มหาวิทยาลัยเอกชนทั้งหมดด้วย ผมเริ่มที่จะทํางานซ้อนกับท่านประธานแล้ว มันน่าจะมีจุด ที่จะพบปะหรือทําด้วยกันได้ เพราะว่าผมอยากจะมีข้อเสนออย่างเป็นทางการต่อบรรดา มหาวิทยาลัยของประเทศไทยทั้งหมดว่าต้องทําเหมือนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คือ เด็กแรกเข้าปี ๑ ทุกคนจะต้องผ่านวิชาการเมืองแล้วก็ความเป็นพลเมืองในระบอบ ประชาธิปไตย แล้วก็ต้องมีการร่วมกันยกร่างหลักสูตรปี ๑ ทุกมหาวิทยาลัย มีการฝึก บุคลากรอาจารย์ อาสาสมัครที่จะให้การเรียนอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ต่อเนื่องจากแผนแม่บท ทางด้านการส่งเสริมวัฒนธรรมทางการเมือง คราวนี้เมื่อท่านตั้งองค์กรหรือท่านมีเครือข่าย มาแล้ว ผมคิดว่าเราคงต้องวิ่งไปด้วยกัน ไม่อย่างนั้นผมก็จะมีหนังสือเชิญไปอยู่เรื่อย ๆ ขนาดที่ผมก็ไม่รู้แน่ชัดว่าทาง สปท. ส่วนกลางทําอะไร แล้วผมคิดว่าการที่จะมีเครือข่าย ให้ไปสู่ประชาชนในเรื่องของการปฏิรูปนี้ผมว่ามี ๒ ประเด็น แต่ว่าเราต้องแน่ใจเสียก่อน ว่าเราเข้าใจถูกต้องหรือไม่ ๑. คือการให้ความรู้ว่า สปท. ที่ผ่านมา ๗-๘ เดือนนี้ทําอะไรบ้าง แล้วกําลังจะทําอะไรต่อไป ๒. การร่วมมือกับเครือข่ายให้เกิดผลในการปฏิบัติ ผมว่า การรู้ก็เรื่องหนึ่ง กับอันที่ ๒ คือการนําไปสู่การปฏิบัติ มันก็ต้องมาดูว่าเรื่องที่เราได้ผ่าน สปท. ไปอยู่ที่รัฐบาลแล้ว ส่วนไหนรัฐบาลจะไปปฏิบัติการ และส่วนไหนยังจะมอบให้ทางกรรมาธิการ ๑๑ คณะ บวกอนุกรรมาธิการ ๑ ดําเนินการอยู่ แล้วเมื่อท่านได้ไปตั้งคณะกรรมาธิการ ขึ้นมาอีก ๒ คณะ กับหน่วยราชการแล้วก็เครือข่ายเอ็นจีโอ (NGOs) จะวิ่งกันไปอย่างไรครับ แล้วก็เอ็นจีโอ (NGOs) เหล่านั้นเราจะมอบหมายให้เขาทํางานอะไรอย่างไรกันบ้าง แล้วก็ หลาย ๆ อย่างที่ผมได้อภิปรายในสภานี้ ก็บอกว่างานมันควรจะมอบให้เอ็นจีโอ (NGOs) ไปทํา แทนที่จะให้มันกระจุกตัวอยู่ที่กระทรวง ทบวง กรม แล้วก็ขยายหน่วยงานอันนี้อาจจะ เป็นโอกาสอันเหมาะสมที่จะให้เอ็นจีโอ (NGOs) เหล่านี้ไปดูได้ คนชรา เด็ก อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ จะเป็นไปได้ไหม เพราะว่าแผนแม่บทเราก็มีแล้ว รายงานต่อสภาในเรื่องต่าง ๆ เราก็มีแล้ว นั่นก็เป็นประเด็นแรกของการประสานงานให้มันกระชับ
ส่วนอันที่ ๒ ผมอยากจะเสนอท่านประธานเพราะท่านไม่ได้กล่าวถึงว่า เรา สปท. จะได้รับความร่วมมือจากรัฐบาลในการที่จะขอเวลาสื่อสาธารณะ วิทยุโทรทัศน์ สัปดาห์ละชั่วโมง ๒ ชั่วโมงได้ไหมครับ ขอให้เป็นคําสั่งจากท่านนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ แล้วอย่าให้พวกทีวีสาธารณะเหล่านั้นมาบอกว่าได้ขายเวลาไปให้เอกชนโฆษณาไปหมดแล้ว เพราะว่าพูดกันทางวาจา จัดประชงประชุมเวียนออกไปสัมมนา มีทีมโมบาย (Mobile) ออกไปชี้แจงมันก็เป็นเรื่องกลอนสดเรื่องหนึ่ง แต่ว่าเราต้องใช้เครือข่ายของรัฐบาลให้เป็น ประโยชน์ในการที่จะเอาเรื่องปฏิรูปลงสู่ประชาชนอย่างกว้างขวางและลึกซึ้ง แล้วก็ ต่อเนื่องด้วย ทีวีต่าง ๆ ช่อง ๑๑ ช่อง ๕ ช่อง ๗ อะไรต่าง ๆ ไทยพีบีเอสเป็นสําคัญ แล้วเรา ต้องเป็นผู้กําหนดโปรแกรมว่าจะเอาไปใส่อะไร ใครจะเป็นคนพูด ไม่ใช่รายการทอล์กโชว์ (Talk Show) เป็นการขับเคลื่อนการปฏิรูปให้ประชาชนเข้าใจแล้วก็เข้ามามีส่วนร่วมมันจะ ทําให้การทํางานของ สปท. เป็นชิ้นเป็นอัน แล้วก็สมศักดิ์ศรียิ่งขึ้น ก็ขอเสนอ ๒ ประเด็น นะครับท่านประธาน ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณท่านกษิตมากครับ แล้วก็ต้องขอบคุณที่ท่านช่วยประสานงานกับทาง พรรคประชาธิปัตย์ คือเรากําลังเริ่มโรดโชว์ (Road Show) ด้วยในการเดินสายไป ตั้งแต่ สายท่านประธานที่จะไปกับผม ไปพบกับบรรดาพรรคการเมืองต่าง ๆ แล้วก็สื่อมวลชน ไปโรดโชว์ (Road Show) ไปพบปะ นําข้อมูลไปให้ท่านเหล่านั้น ท่านจะได้อัปเดต (Update) ทัน ๆ กับพวกเรา เพราะว่าทราบว่าภารกิจของบรรดาพรรคการเมืองก็ดี สื่อสารมวลชน บางทีมาก ทํางานแข่งกับเวลาก็ไม่ได้อ่าน เพราะฉะนั้นก็ถึงเวลาที่เราไป เพราะฉะนั้น ก็เข้าใจว่าสัปดาห์หน้าเราเริ่ม ท่านกษิต ภิรมย์ ท่านนิกร จํานง ท่านวิทยา แก้วภราดัย ท่านชิดชัย วรรณสถิตย์ ท่านจินดา วงศ์สวัสดิ์ เป็นต้น แล้วอีกหลายท่านที่มาจากภาคส่วน การเมืองก็จะเป็นกําลังสําคัญในการประสาน วันจันทร์ที่ท่านกษิตได้พูดถึง วันจันทร์นี้เรามี อนุกรรมการประสานงานสื่อสารมวลชนครับ ก็จะมีตัวแทนทั้งองค์กรสื่อสารมวลชนแล้วก็ สื่อหลัก ๆ เชิญมาประชุมตอนสิบโมงเช้าวันจันทร์หน้านะครับ สําหรับข้อเสนอท่านดีมาก เรื่องที่จะอัปเดต (Update) งานของเรา ก็ปรึกษาหารือกับท่านรองประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ คนที่สอง ซึ่งเดี๋ยวจะได้กราบเรียนท่านประธานนะครับ ว่าการประชุม วิป (Whip) ของ สปท. ในวันพฤหัสบดีเช้า ดังนั้นก็จะเป็นงานที่สรุปล่าสุดครับ เพราะฉะนั้น ทุกวันจันทร์เดี๋ยวให้ทางท่านเลขาธิการช่วยดําเนินการให้ส่วนงานที่เกี่ยวข้องสรุปอัปเดต (Update) ทั้งหมด แล้วก็วันจันทร์แจกเป็นเอกสารให้สมาชิกนะครับ แล้วก็พอบ่ายวันอังคาร เรามีมติอะไรคืบหน้าในช่วงการดําเนินงานก็จะมาแจ้งด้วยวาจา แต่ว่าถ้าในลายลักษณ์อักษร ก็จะเป็นทุกเช้าวันจันทร์ ถ้าเป็นอย่างนี้ก็ให้กรรมการชุดพิเศษทั้งหลายช่วยรวมศูนย์ด้วย ท่านเลขาธิการช่วยดําเนินการนะครับ ก็ขอขอบคุณท่านสมาชิกครับ
วันนี้หมดระเบียบวาระการประชุมแล้ว ยกเว้นกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา เดี๋ยวเราจะไปประชุมต่อนะครับ ก็ขอขอบคุณสมาชิกทุกท่าน แล้วก็กรรมาธิการ และผู้ชี้แจงทุกคนนะครับ ผมขอปิดการประชุมครับ