คุรุจิต นาครทรรพ รายงานผลการพัฒนาศักยภาพศูนย์บริการคนพิการระดับจังหวัดและเน้นย้ำความสำคัญของการส่งเสริมอาชีพเพื่อให้คนพิการสามารถพึ่งพาตนเองและดำรงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ได้อย่างแท้จริง พร้อมแสดงความกังวลต่อข้อเสนอจัดตั้งศูนย์บริการคนพิการ 77 แห่ง เห็นควรทบทวนความคุ้มค่าของงบประมาณ และเสนอให้ใช้ศูนย์ฝึกอาชีพเดิมที่ภาคเอกชนหรือท้องถิ่นดูแลแทนการสร้างหน่วยงานใหม่ เพื่อเน้นผลลัพธ์เชิงปฏิบัติในการสร้างงานและพันธมิตรที่ยั่งยืนให้คนพิการ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพ กระผม คุรุจิต นาครทรรพ ครับ รายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านสังคม เรื่องนี้ก็มีชื่อว่า การพัฒนาศักยภาพศูนย์บริการคนพิการ ซึ่งเมื่ออ่านดูแล้วก็มีข้อสรุปหลัก ๆ อยู่ ๒ ข้อนะครับ ก็คือ
หัวข้อที่ ๑ การจัดตั้งศูนย์บริการคนพิการระดับจังหวัด โดยบอกว่าเป็นไปตาม พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. ๒๕๕๐ โดยเสนอให้จัดตั้งเป็น หน่วยงานในระดับภูมิภาค ๗๗ แห่ง แยกออกมาว่าจะจัดตั้งในปี ๒๕๕๙ ๑๐ จังหวัด ปี ๒๕๖๐ ๑๐ จังหวัด ปี ๒๕๖๑ ๑๕ จังหวัด ปี ๒๕๖๒ ๒๐ จังหวัด แล้วก็ปี ๒๕๖๓ ๑๑ จังหวัด พร้อมทั้งขอสนับสนุนอัตรากําลังข้าราชการประจําศูนย์ในจังหวัด ศูนย์บริการ คนพิการจังหวัดละ ๒ อัตรา รวม ๑๕๔ อัตรา แบ่งเป็นผู้อํานวยการศูนย์บริการคนพิการ ระดับจังหวัด ระดับชํานาญการพิเศษ ๑ คน แล้วก็นักวิชาการเงินและบัญชีอีก ๑ คน
หัวข้อที่ ๒ ก็คือส่งเสริมสนับสนุนศูนย์บริการคนพิการทั่วไป ซึ่งที่ผ่านมา ได้ออกใบอนุญาตให้มีการจัดตั้งอยู่ทั่วประเทศ มีศูนย์บริการคนพิการทั่วไปอยู่ปัจจุบัน ๘๒๙ ศูนย์ แจ้งเป็นองค์กรด้านคนพิการที่ได้รับรองมาตรฐานโดยภาคเอกชน ๕๘ ศูนย์ และโดยส่วนราชการท้องถิ่นหรือหน่วยงานของภาครัฐอื่นอีก ๗๗๑ ศูนย์ ก็เพื่อมีเป้าหมาย ที่จะให้องค์กรคนพิการได้รับรองมาตรฐาน เป็นศูนย์บริการที่มีคุณภาพ มีความเข้มแข็ง ท่านประธานครับ สิ่งที่ท่านวิเชียรหรือท่านต่อพงศ์ได้พูดนี่ผมเห็นด้วยในหลักการนะครับ ก็คือว่าคนพิการในประเทศไทยเราต้องดูแลให้เขามีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และที่สําคัญก็คือ ดูแลให้เขาพึ่งพาตนเอง ช่วยเหลือตนเองให้ได้มากที่สุด ให้สามารถดํารงชีวิตได้อย่าง มีคุณภาพพึ่งตนเองได้ และคนพิการที่พึ่งตนเองไม่ได้จริง ๆ หรือช่วยเหลือตนเองไม่ได้จริง ๆ ศูนย์บริการของรัฐหรือศูนย์บริการของเอกชนจึงจะเข้าไปช่วยเหลือ แล้วจริง ๆ สิ่งที่ไม่ได้ อยู่ในรายงานเป็นข้อเสนอ แต่ก็มีความสําคัญ ท่านต่อพงศ์ก็พูด ก็คือการฝึกอาชีพคนพิการ ให้เขาสามารถประกอบอาชีพสุจริต พึ่งพาตนเองได้ อันจะนํามาซึ่งศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ได้ดีที่สุด
ในเรื่องการส่งเสริมให้มีศูนย์บริการคนพิการทั่วไป ซึ่งมีอยู่แล้ว ๘๐๐ กว่าศูนย์ ผมก็เห็นด้วยนะครับ แล้วก็ควรจะผ่องถ่ายให้ภาคเอกชนหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทําได้ดีที่สุดนะครับ สิ่งที่ผมอาจจะมีปัญหาหรือเป็นกังวลก็คือ หัวข้อแรกที่ท่านจะเสนอ ให้แยกศูนย์บริการคนพิการเป็นหน่วยราชการระดับภูมิภาคในระดับจังหวัด ๗๗ แห่ง แล้วขออัตรา ๑๕๔ อัตรา ผมยังมองไม่ออกว่ามันจะช่วยให้พัฒนาศักยภาพศูนย์บริการ คนพิการและพัฒนาคุณภาพคนพิการตามปรัชญาที่ท่านอยากจะเห็นอย่างไร ท่านก็บอกว่า ศูนย์บริการคนพิการของราชการนี้จะเป็นเรกูเลเตอร์ (Regulator) ส่วนศูนย์บริการทั่วไป จะเป็นผู้ปฏิบัติโอเปอเรเตอร์ (Operator) แต่เราจําเป็นต้องใช้กรอบของกระทรวงมหาดไทย ๗๗ จังหวัดมาทําเป็นศูนย์บริการวิชาการอย่างนี้หรือเปล่า ศูนย์บริการอย่างนี้หรือเปล่า นะครับ ถ้าจําเป็นที่จะต้องให้ไลเซนส์ (License) หรือให้คําแนะนํา เริ่มโดยการตั้งเป็นเขต ก่อนได้ไหมสัก ๖ เขต หรือ ๘ เขต หรือ ๑๒ เขต มันจะได้ไม่สิ้นเปลืองงบประมาณมาก แล้วเขาก็ไม่ได้เป็นคนปฏิบัติ เป็นคนออกใบอนุญาตตรวจมาตรฐานต่าง ๆ เอาเงินนี้ไปทุ่ม ให้เป็นเงินอุดหนุนศูนย์บริการหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไปทําศูนย์ฝึกอาชีพ หรือศูนย์บริการคนพิการที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้จริง ๆ จะดีกว่าหรือไม่นะครับ ในการที่ท่าน จะตั้งออกมาเป็นหน่วยงานภูมิภาคจังหวัดนี่ นอกจากจะต้องมีอัตรากําลังเพิ่ม ผูกพัน งบประมาณแล้วปรากฏว่าออฟฟิศ (Office) ท่านก็จะต้องทําให้ได้มาตรฐานบริการคนพิการ ซึ่งศาลากลางจังหวัดส่วนใหญ่ก็จะมีอยู่แล้วนะครับ แต่ว่าศาลากลางจังหวัดเก่า ๆ ก็จะต้อง ต่อเติมให้มัน เพราะฉะนั้นทําไมจะต้องไปแยกออกมาจาก พม. จังหวัด หรือถ้าหาก มีความจําเป็นก็ตั้งเป็นศูนย์บริการเป็นส่วนกลางแล้วก็อยู่ในภูมิภาค แล้วมันก็จะแชร์ รีซอร์ซ (Share Resource) ได้ เพราะว่าคนพิการที่ท่านบอกว่ามี ๑.๕ ล้านคนมันไม่ได้ กระจาย เอา ๗๗ หารแล้วอยู่เท่ากันหมดนี่ครับ มันก็จะอยู่ในจังหวัดใหญ่ แล้วจังหวัดใหญ่ ก็ต้องการช่วยเหลือมากกว่า เพราะฉะนั้นการออกแบบพัฒนาศักยภาพคนพิการในหัวข้อแรก คือตั้งหน่วยงานระดับภูมิภาค ๗๗ แห่งนี่ผมไม่ค่อยจะเห็นด้วยนะครับ แต่ผมเห็นด้วย ที่ท่านจะพัฒนาศูนย์ฝึกอาชีพ แล้วก็ศูนย์บริการทั่วไปของคนพิการตามปรัชญาที่ท่านตั้งไว้ ให้เงินไปเลย ให้เอกชนเขาไปทําเอง เหมือนมหาวิทยาลัยเขาก็ออกไปเป็นในกํากับของรัฐ มีความคล่องตัว มีอิสรภาพ มีนวัตกรรมที่จะมาช่วยคนพิการต่าง ๆ นะครับ เงินกองทุน ท่านก็มี ท่านก็บอกเราตอนนี้มีอยู่ตั้ง ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทนะครับ อันนี้ก็อยากจะฝากไว้ นะครับ แล้วก็อยากจะให้ท่านเน้นในเรื่องศูนย์ฝึกอาชีพคนพิการ เพื่อให้เขาพึ่งตนเองได้ นั่นจะนําศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์มาได้ดีกว่านะครับ
ประการสุดท้าย ก็คือว่าปัจจุบันกฎหมายซึ่งก็อย่างที่ท่านบอกว่าเรามีความ ก้าวหน้ามาก ประเทศไทยนี่เป็นที่รีคอกไนซ์ (Recognize) มีกฎหมายให้แจ้งสัดส่วนคนพิการ ในที่ทํางาน ผมเป็นหน่วยราชการก็ต้องทําเมื่อมีหนังสือเวียนมา แต่คนพิการไม่ใช่คนพิการ ขาหัก แขนหักอย่างเดียวนะครับ บางทีก็อาจจะเป็นหูหนวก ก็เข้ามาทํางานได้ หรือตาบอด ก็เข้ามาทํางานได้เราก็ทํานะครับ เราก็ทําอยู่ เพราะฉะนั้นจริงอย่างที่ท่านว่าก็คือว่า เรื่องกฎหมายคุ้มครองคนพิการของประเทศไทยเราแอดวานซ์ (Advance) ไปมากนะครับ แล้วก็ควรจะส่งเสริมแนวทางนี้ให้เขารับคนพิการเข้าทํางาน แต่จะรับคนพิการได้ทํางาน คนพิการก็ต้องฝึกอาชีพด้วย ก็ศูนย์ฝึกอาชีพนี้นะครับ เพราะฉะนั้นโดยรวมผมก็เป็นห่วง แล้วก็กังวลจริง ๆ นะครับว่าสิ่งที่ท่านออกแบบมามันจะเป็นไปตามหัวข้อที่ท่านบอกว่า พัฒนาศักยภาพศูนย์บริการคนพิการหรือเปล่า โดยเฉพาะในเรื่องของการตั้งศูนย์บริการ คนพิการจังหวัดเป็นหน่วยราชการในภูมิภาค ๗๗ แห่ง ขออัตรา ๑๕๔ อัตรา ไม่ทราบว่า ท่านจะผิดมติ ครม. ต้องไปปรึกษา ก.พ.ร. ในเรื่องนี้หรือเปล่า และเป็นการใช้เงินที่คุ้มค่า หรือเปล่า แต่ควรจะใช้เงินไปในเรื่องของศูนย์ฝึกอาชีพและศูนย์บริการทั่วไปที่เอกชน องค์กรเอกชนหรือ อปท. เขาทําน่าจะเหมาะสมกว่า ขอบพระคุณครับ