ต่อพงศ์ ชี้คนพิการ 1.5 ล้านคนเข้าไม่ถึงบริการ

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๓๑ · ๒๑ มิถุนายน ๒๕๕๙

ต่อพงศ์ เสลานนท์ ชี้ปัญหาการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการกว่า 1.5 ล้านคนที่ยังเข้าไม่ถึงบริการอย่างเท่าเทียม ภายใต้กรอบกฎหมายและนโยบายที่มีอยู่ พร้อมเสนอแนวทางฟื้นฟูใน 4 ด้านหลัก ได้แก่ สาธารณสุข การศึกษา การประกอบอาชีพ และการมีส่วนร่วมทางสังคม โดยเน้นการพัฒนาศูนย์บริการคนพิการให้เป็นกลไกขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคสังคม เพื่อเสริมสร้างศักยภาพให้คนพิการสามารถพึ่งพาตนเอง มีงานทำ และกลายเป็นพลเมืองที่มีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ ลดภาระการดูแลจากภาครัฐในระยะยาว

นายต่อพงศ์ เสลานนท์ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ กระผม นายต่อพงศ์ เสลานนท์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๕๙ ในฐานะ กรรมาธิการ ขออนุญาตที่จะได้อธิบายต่อจากท่านประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูประบบรองรับสังคมสูงวัยและผู้ด้อยโอกาส ท่านวิเชียร ชวลิต นะครับ ในเบื้องต้น ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานแล้วก็ท่านสมาชิกทุกท่านนะครับว่า ความเป็นจริง ที่เกิดขึ้นในสังคมของบ้านเราปัจจุบันที่มีคนพิการประมาณ ๑.๕ ล้านคน ซึ่งตัวเลข ๑.๕ ล้านคนนี้นะครับ จริง ๆ คนพิการในบ้านเรามีมากกว่านั้น แต่ที่มาจดทะเบียนอยู่ที่ ประมาณ ๑.๕ ล้านคน แต่ถ้าเกิดมองถึงตัวเลขสะสมของจํานวนคนพิการที่เคยจดทะเบียน หรือทําบัตรคนพิการมา ตัวเลขจะอยู่ที่ประมาณ ๒,๐๐๐,๐๐๐ คน ก็คือที่ประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ คนเสียชีวิตไปแล้ว ยังเหลือที่มีชีวิต อยู่ที่ประมาณ ๑.๕ ล้านคน แล้วก็ยังอยู่ใน กระบวนการที่ยังไม่ออกมาสู่การจดทะเบียนหรือว่าการทําบัตรคนพิการตามกฎหมาย ก็อีกจํานวนหนึ่ง ซึ่งตัวเลขของสํานักงานสถิติแห่งชาติก็จะประมาณการไว้ว่าคนพิการน่าจะมี อยู่ที่ประมาณเกือบ ๆ ๒,๐๐๐,๐๐๐ คนที่ยังมีชีวิตอยู่นะครับ ก็ยังมีช่องว่างอีกพอสมควร ผมเรียนครับว่าไม่มีใครอยากพิการหรอกครับ ไม่มีใครอยากเกิดมาแล้วกลายเป็นคนพิการ ไม่มีใครอยากโตขึ้นแล้ว ทํางานแล้ว แล้วต้องกลับมาเป็นคนพิการ เพราะความพิการ เมื่อเป็นแล้วจากสภาวะสังคม จากความเป็นจริงในปัจจุบัน เมื่อคนทั่วไปกลายเป็นคนพิการ ก็จะเข้าสู่กลุ่มคนที่จากที่เคยพึ่งพาตัวเองได้ จากที่เคยยืนอยู่ในสังคมได้อย่างมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี ก็จะกลับกลายเป็นคนที่ต้องพึ่งพาคนอื่น แล้วก็เป็นคนที่ต้องอยู่ภายใต้การร้องขอ อยู่ตลอดเวลา ซึ่งผมเชื่อว่าชีวิตมนุษย์สักคนนี้นะครับ ไม่มีใครประสงค์ที่อยากจะทําร้าย ทําลายตัวเองหรืออธิษฐานให้ตัวเองกลายเป็นคนพิการ แต่ในความเป็นจริงที่เกิดขึ้นกับ ชีวิตมนุษย์ เราเองก็คงไม่สามารถที่จะกําหนดว่าเราจะเป็นอะไรได้ ได้เต็มที่ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นแล้วสิ่งที่รายงานฉบับนี้หรือว่าทิศทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ของบ้านเรา ของประเทศเราดําเนินการมาในช่วงประมาณ ๒๐ กว่าปีนี้ ก็คือทําอย่างไรที่จะ ทําให้คนที่พิการเขาสามารถที่จะยืนอยู่ในสังคมนี้ได้อย่างมีเกียรติมีศักดิ์ศรี อย่างสามารถ ที่จะพึ่งพาตัวเองได้เช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป เช่นเดียวกับบุคคลทั่วไป นี่คือหัวใจสําคัญ ที่สุด ซึ่งกระบวนการในการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการนี้ ในกรอบการทํางานของ ไม่ว่า จะเป็นระหว่างประเทศหรือในประเทศไทย เราจะแบ่งออกเป็น ๔ กรอบหลัก ๔ ด้านหลัก ๑. คือด้านสาธารณสุขหรือทางการแพทย์ ๒. คือด้านการศึกษา ๓. คือด้านการประกอบอาชีพ การมีงานทํา และ ๔. คือด้านการมีส่วนร่วมหรือการยอมรับทางสังคม ต้องเรียนว่าทั้ง ๔ ด้านนี้ คือกรอบที่ใช้ในการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ ต้องกราบเรียนท่านประธานและท่านสมาชิก ให้ทราบข้อมูลอีก ๑ เรื่องนะครับว่า ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการของบ้านเรานี้ โดยความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐแล้วก็ภาคประชาสังคม ต้องเรียนว่าในระดับที่เป็น กฎหมาย ทั้งกฎหมายแม่บทในระดับรัฐธรรมนูญหรือว่ากฎหมายลําดับรอง อย่างเช่น พ.ร.บ. ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ แล้วก็กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับหลาย ๆ เรื่องนะครับ ต้องบอกว่าประเทศไทยเราเป็นประเทศ ที่มีระบบกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับด้านคนพิการก้าวหน้ามาก บทพิสูจน์อันหนึ่งนั้นนะครับ ที่ต้องเรียนเป็นข้อมูลก็คือว่า ประเทศในโลกนี้นะครับเรามีอนุสัญญาฉบับหนึ่งเป็นกฎหมาย ระหว่างประเทศ เรียกว่า อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ ตอนนี้มีการเลือกตั้งกรรมการ ว่าด้วยอนุสัญญาสิทธิคนพิการของยูเอ็น (UN) ไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ก็ปรากฏว่าคนไทย ของเรานะครับ ก็คือท่านอาจารย์มณเฑียร บุญตัน ท่าน สนช. มณเฑียร บุญตัน ก็ได้รับ คัดเลือกด้วยคะแนนเสียงเป็นอันดับที่ ๔ ชนะในหลายประเทศ ปัจจัยอันหนึ่งก็เพราะว่า การมองไปที่ตัวบทกฎหมายต่าง ๆ ของประเทศไทยเรามีความก้าวหน้าค่อนข้างมาก ได้รับ การยอมรับ

แต่ในความเป็นจริงที่เป็นปัญหาอยู่ในปัจจุบันนี้ก็คือ สิทธิต่าง ๆ ที่ถูกบัญญัติไว้ ในกฎหมายนี้ยังไม่ใช่สิทธิที่เป็นจริงที่คนพิการ ๑.๕ ล้านคนสามารถจับต้องได้ มันจึงมี การรณรงค์ในโลกของเราหรือในประเทศของเรา เราใช้คําว่า เนกซ์ เดอะ ไรต์ เรียล (Next the Rights Real) หรือทําสิทธินั้นให้เป็นจริง เพราะฉะนั้นแล้วปัญหาที่เกิดขึ้นกับคนพิการ ตามกรอบการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการทั้ง ๔ กรอบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการสาธารณสุข เรื่องการศึกษา หรือการประกอบอาชีพ หรือการมีส่วนร่วมกับทางสังคม ปัญหาจะติดขัด อยู่ที่สิทธิต่าง ๆ ไปไม่ถึงมือของคนพิการ เพราะฉะนั้นโอกาสที่เขาจะได้ใช้ศักยภาพ ของตัวเองในการมีอาชีพ มีงานทํา หรือโอกาสที่เขาจะได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข อย่างมี ความเสมอภาคเท่าเทียมก็ยังจํากัดอยู่ ต้องเรียนครับว่าในบ้านเรานี่นะครับ หน่วยงานภาครัฐ ที่ดูแลเรื่องคนพิการมีค่อนข้างจํากัด ถ้าจะบอกว่าโรงเรียนสอนเด็กพิการก็มีอยู่แค่ไม่กี่สิบโรง หรืออาจจะไม่ถึง ๑๐๐ โรงถ้ารวมของเอกชนเข้าไปด้วย ถ้าดูถึงศูนย์ฝึกอาชีพคนพิการ หรือสถานสงเคราะห์คนพิการทั้งหลายก็มีอยู่แค่ประมาณ ๑๐-๒๐ แห่ง ซึ่งถ้าเปรียบเทียบ กับขนาดของกลุ่มเป้าหมาย ๑.๕ ล้านคน หรือมากกว่านั้นก็ต้องบอกว่ามีตัวเลขที่ห่างไกล กันมาก เพราะฉะนั้นในการแก้ไขกฎหมายเมื่อปี ๒๕๕๖ ก็คือกฎหมายส่งเสริมและพัฒนา คุณภาพชีวิตคนพิการ ผู้ร่างในขณะนั้นจึงพยายามที่จะพัฒนากลไกการสร้างความร่วมมือ ระหว่างภาครัฐกับภาคประชาสังคมขึ้นมา ซึ่งเรียกว่า ศูนย์บริการคนพิการ ศูนย์นี้จริง ๆ ก็จะคล้าย ๆ กับนโยบายประชารัฐของรัฐบาลปัจจุบัน ก็คือเราไม่ได้สร้างให้เกิดหน่วยงาน ราชการใหม่ หรือทําให้เกิดองค์กรภาคประชาชนใหม่ แต่เราทําให้หน่วยงานและองค์กร ต่าง ๆ ที่มีอยู่แล้วเขาสามารถที่จะมีหน้าที่ตามกฎหมาย แล้วก็ทําหน้าที่ในการที่จะอํานวย สิทธิประโยชน์หรือว่าเสริมโอกาสต่าง ๆ ให้ไปถึงมือคนพิการ ผมเข้าใจว่าท่านประธาน ซึ่งเป็นนักรัฐศาสตร์ และท่านสมาชิกหลายท่านที่เป็นนักปกครองมีประสบการณ์ก็ทราบว่า ไม่มีรัฐไหนหรอกครับที่กลไกของรัฐสมบูรณ์ครบรอบหรือว่าคลอบคลุมไปทั่วถึงหมด ก็ต้องมี กลไกภาคส่วนต่าง ๆ ที่เข้ามาเป็นต่อแขนงหรือช่วยภาครัฐในการทํางานเพื่อทําให้มือของรัฐ จะเอื้อมไปถึงประชาชนได้ทุกหย่อมหญ้า เพราะฉะนั้นศูนย์บริการคนพิการที่เราเรียกว่า ศูนย์บริการคนพิการทั่วไป จึงจะเป็นคําตอบในการที่ทําให้ตรงไหนมีคนพิการเยอะก็สามารถ ที่จะให้หน่วยงานหรือองค์กรด้านคนพิการ หรือแม้กระทั่งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตรงนั้น เติมความเชี่ยวชาญแล้วก็สามารถที่จะบรรจุหน้าที่ต่าง ๆ ตามกฎหมายไปได้ ดังนั้นแล้วการที่ คณะกรรมาธิการได้ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานและที่ประชุมเพื่อนําเสนอรายงาน ชุดนี้จึงมีจุดมุ่งหมายอย่างที่ท่านประธานอนุกรรมาธิการ ท่านวิเชียร ชวลิต ขออนุญาต ที่เอ่ยนาม ได้บอกไว้ก็คือ การที่เราต้องการที่จะให้ศูนย์บริการนี้เป็นหน่วยงานที่จะอุดช่องว่าง ที่จะเสริมเติมเต็ม การเข้าไปให้ความช่วยเหลือคนพิการ ท่านครับ ในจํานวนคนพิการ ๑.๕ ล้านคน มีคนพิการ ที่มีงานทําอยู่แค่ประมาณ ๒๐๐,๐๐๐-๓๐๐,๐๐๐ คน แต่มีคนพิการที่มีศักยภาพที่ทํางานได้ อย่างน้อยอีก ๕๐๐,๐๐๐-๖๐๐,๐๐๐ คน ถ้าเราไม่สามารถลดกลุ่มเป้าหมายที่ต้องได้รับ การพึ่งพาให้มีจํานวนลดลง สวัสดิการของรัฐอย่างไรก็ไม่พอครับ สิ่งที่ผม สิ่งที่คณะกรรมาธิการ สิ่งที่องค์กรคนพิการอยากให้เกิดขึ้น คือถ้าเราทําให้คนที่เขายังสามารถพึ่งพาตนเองได้ ได้มาเป็นคนที่มีงานทํา มีศักยภาพ มีอาชีพ เต็มจํานวนตามที่พึงจะเป็น อย่างเช่น เพิ่มจาก ๒๐๐,๐๐๐ คน เป็น ๗๐๐,๐๐๐ คน หรือ ๘๐๐,๐๐๐ คน ผมเชื่อว่าประโยชน์ที่เกิดขึ้น คงไม่ใช่เฉพาะตัวคนพิการคนนั้น แต่ประโยชน์ก็คงจะเกิดขึ้นกับการพัฒนาประเทศ ในอนาคตด้วย ถ้าประเทศไทยของเรานี้นะครับประชากรทุกคนเป็นที่เขาเรียกว่า แอ็กทิฟ ซิติเซน (Active Citizen) ถ้าท่านอยู่ในวัยแรงงานท่านสามารถที่จะใช้ความสามารถ ของท่านในการนํามาซึ่งรายได้ พึ่งพาตนเอง โอกาสต่าง ๆ ก็คงจะตกถึงมือเขา ได้รับโอกาส อย่างเต็มที่ และเมื่อคนที่ต้องอยู่ในความดูแลของภาครัฐลดลงผมเชื่อว่าคนเหล่านั้น ก็จะได้สวัสดิการที่ดีขึ้น เพราะว่าก็เข้าใจง่าย ๆ นะครับ ตัวหารต่าง ๆ ก็ลดลง ท้ายสุดนี้ ผมก็ขอบพระคุณท่านประธาน ท่านสมาชิกที่จะได้ช่วยกรุณาให้ข้อสังเกตและข้อเสนอแนะ ต่าง ๆ เพื่อความสมบูรณ์ของรายงานฉบับนี้นะครับ แล้วก็หวังว่าจะได้รับความกรุณา สนับสนุนการเห็นชอบในรายงานฉบับนี้ เรื่อง การพัฒนาศักยภาพศูนย์บริการคนพิการ นะครับ ขอบพระคุณครับ