วิเชียร ชวลิต รายงานความคืบหน้าการพัฒนาศักยภาพศูนย์บริการคนพิการภายใต้กรอบการปฏิรูปประเทศด้านสังคม โดยอ้างอิงข้อมูลจากพระราชบัญญัติส่งเสริมคุณภาพชีวิตคนพิการปี 2556 พร้อมวิเคราะห์สถานการณ์คนพิการที่จดทะเบียนและไม่จดทะเบียน จำแนกตามอายุ ภูมิภาค การจ้างงาน และปัญหาการเข้าถึงการศึกษาที่ส่งผลต่อโอกาสในการทำงาน โดยเน้นความจำเป็นในการสนับสนุนจากรัฐ โดยเฉพาะกลุ่มวัยทำงานที่ยังขาดโอกาส รวมถึงชี้แจงบทบาทศูนย์บริการคนพิการระดับจังหวัดตามกฎหมายในการกำกับดูแล ส่งเสริม พัฒนา และประสานนโยบาย พร้อมเสนอให้เพิ่มบุคลากรเฉพาะด้านเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการและสนับสนุนองค์กรคนพิการอย่างมีระบบ ไม่ผลักดันให้เป็นหน่วยงานราชการอิสระ และเสนอการใช้กองทุนพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการมูลค่าประมาณ 10,000 ล้านบาท เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งขององค์กรผู้พิการและส่งเสริมการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน
ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ ท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศครับ ผม วิเชียร ชวลิต ประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูประบบรองรับสังคมสูงวัย และผู้ด้อยโอกาส สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ลําดับที่ ๑๔๐ ขออนุญาตรายงาน โดยสรุปถึงเรื่อง การพัฒนาศักยภาพศูนย์บริการคนพิการ ซึ่งอยากจะเรียนว่าสืบเนื่องจาก ตามที่ท่านประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคมได้เรียนถึงเรื่องที่เรามี พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ แก้ไขใหม่ เมื่อปี ๒๕๕๖ แล้วให้มี การจัดตั้งศูนย์บริการคนพิการทั้ง ๒ ประเภท ก็ขออนุญาตเรียนย้อนไปนิดหนึ่งถึงข้อมูล ที่อยากจะเรียนให้ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้ทราบนะครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
ปัจจุบันนี้สถานะของคนพิการที่ จดทะเบียนแล้ว มีประมาณ ๑.๕ ล้านคนเศษ ถ้าคิดเป็นสัดส่วนก็อยู่ในราว ๒.๓ เปอร์เซ็นต์ ของประชากรของประเทศ ซึ่งก็อยู่ในสัดส่วนที่ต้องเรียนว่าเราก็ทราบข้อมูลว่ายังมีคนพิการ ที่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน อันนี้หมายถึงคนที่ขึ้นทะเบียนตามกฎหมายนะครับ แต่ข้อสังเกตที่จะ เรียนให้ท่านทั้งหลายได้รับทราบว่า เดิมทีเดียวเราได้มีการจ่ายเบี้ยสนับสนุนหรือดูแลคนพิการ ในอัตรา ๕๐๐ บาทต่อเดือน ก็มีคนมาขึ้นทะเบียนไม่มากนัก ปรากฏว่าพอมีการปรับอัตรา เบี้ยผู้สูงอายุจาก ๕๐๐ บาทเป็น ๘๐๐ บาท ก็มีคนมาขึ้นทะเบียนเพิ่มมากขึ้น ก็เป็น เครื่องบ่งชี้ว่ายังมีสัดส่วนของผู้พิการที่ยังไม่สามารถมาจดทะเบียนได้อีกจํานวนหนึ่งนะครับ แล้วปรากฏว่าในจํานวนคนพิการทั้งหมดนี้นะครับ มีสัดส่วนของผู้พิการจากการเคลื่อนไหว มากที่สุด มีถึง ๔๘ เปอร์เซ็นต์ ลําดับรองลงมาก็คือผู้พิการที่พิการทางการได้ยิน ประมาณ ๑๗ เปอร์เซ็นต์เศษ ๆ จากการมองเห็น ๑๐ เปอร์เซ็นต์เศษ ๆ แต่ว่าตัวเลขที่น่าสนใจก็คือว่า ผู้พิการที่มีอายุ ๖๐ ปีขึ้นไปมีถึงครึ่งหนึ่งของผู้พิการ คือประมาณ ๔๙ เปอร์เซ็นต์เศษ และอีกตัวเลขหนึ่งที่ต้องเรียนในชั้นต้นเพื่อความเข้าใจแล้วก็เป็นฐานข้อมูลที่สําคัญก็คือว่า ผู้พิการที่อยู่ในวัยทํางาน มีประมาณ ๔๗ ถึง ๔๘ เปอร์เซ็นต์ ก็แสดงว่าผู้พิการที่อยู่ในวัย ที่จะเป็นกําลังสําคัญในการทํางานนี้ก็อยู่ในสัดส่วนที่ประมาณครึ่งหนึ่งหรือประมาณ ๗๐๐,๐๐๐ คนของผู้พิการทั้งประเทศ พื้นที่ที่มีผู้พิการมากที่สุด ประมาณ ๖๐๐,๐๐๐ คน อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คือประมาณ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ นอกนั้นก็จะมีภาคเหนือ ภาคกลาง รองลงมาตามลําดับ ผู้พิการที่ประกอบอาชีพปัจจุบันมีอยู่ประมาณ ๒๘ เปอร์เซ็นต์เศษ ก็ถึงแม้ว่าเราจะมีกฎหมายที่กําหนดให้สถานประกอบการต่าง ๆ มีการจ้างงานคนพิการ ในอัตรา ๑ คนต่อการจ้างงานบุคคลทั่วไป ๑๐๐ คนก็ยังมีผู้พิการได้เข้าทํางานยังไม่ถึง ครึ่งหนึ่งได้เพียง ๒๘ เปอร์เซ็นต์ มีคนพิการที่ต้องพึ่งพิงแล้วก็ไม่ได้ทํางานหรือประกอบอาชีพ มีถึง ๕๓ เปอร์เซ็นต์ ก็อยู่ในสัดส่วนที่มากพอสมควร
แล้วถ้าไปดูข้อมูลที่สําคัญที่จะเห็นภาพว่าทําไมคนพิการถึงไม่ได้ทํางานนี้ นะครับ ปรากฏว่าคนพิการที่ไม่ได้เรียนหนังสือมีประมาณ ๖๐๐,๐๐๐ คน หรือ ๔๐ กว่า เปอร์เซ็นต์ ก็มากพอสมควร คนที่เรียนหนังสือแล้วต่ํากว่าการประถมศึกษามีถึง ๔๗ เปอร์เซ็นต์ จบปริญญาตรีทั้งประเทศเรามีเพียง ๑๐,๐๐๐ คนนะครับ ก็ถือได้ว่าคนพิการ ยังมีข้อด้อยตรงนี้อยู่ การรายงานในชั้นคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งกรรมาธิการก็มีคําถามว่าแล้วจะแก้ปัญหาอย่างไร ก็ขอเรียนว่าเรื่องการศึกษาของ คนพิการอยู่ในหัวข้อที่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคมจะดําเนินการ และขับเคลื่อนในลําดับต่อไป ก็อยู่ในหัวข้อสําคัญ ซึ่งจะร่วมกับกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาที่จะดูแลเรื่องนี้ด้วย ก็ขออนุญาตเรียนเป็นข้อมูล
แต่ว่าในชั้นนี้เรากําลังพิจารณารายงานฉบับนี้ โดยจะพูดถึงเรื่องของ การส่งเสริมหรือการพัฒนาศูนย์บริการคนพิการ ซึ่งจะมีอยู่ ๒ ส่วน
ส่วนที่ ๑ ก็คือศูนย์บริการคนพิการระดับจังหวัด ในกฎหมายกําหนดเอาไว้ ให้มีศูนย์บริการคนพิการระดับจังหวัด จะทําหน้าที่ในการกํากับ ดูแล ควบคุมหรือส่งเสริม พัฒนาศูนย์บริการคนพิการทั่วไป หน้าที่หลักที่ผมอยากจะเรียนให้ท่านทั้งหลายได้รับทราบ ก็คือว่าศูนย์บริการคนพิการที่เป็นเรกูเลเตอร์ (Regulator) ระดับจังหวัดจะทําหน้าที่ ในการศึกษาวิเคราะห์ปัญหาเกี่ยวกับคนพิการในเขตพื้นที่ มีการประสานคัดกรอง ส่งต่อ มีการประสานการนํานโยบายไปสู่การปฏิบัติหรือการบูรณาการ มีการจัดทําทะเบียนข้อมูล คนพิการในระดับจังหวัด และที่สําคัญ หน้าที่สําคัญของการเป็นเรกูเลเตอร์ (Regulator) คือการส่งเสริม สนับสนุน กํากับ ดูแลศูนย์บริการคนพิการทั่วไป อันนี้เป็นหน้าที่ที่มี ความสําคัญยิ่ง และหน้าที่เสริมอื่นก็คือการช่วยเหลือให้คนพิการเข้าถึงบริการเฉพาะกรณี ที่ไม่มีศูนย์บริการคนพิการ ข้อนี้จะเห็นได้ว่าหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติไว้ก็คือศูนย์บริการ คนพิการระดับจังหวัดจะทําหน้าที่ทั้งกํากับ ดูแล ส่งเสริม สนับสนุน และในระหว่างที่ยังมี ศูนย์บริการคนพิการทั่วไปไม่ทั่วถึงก็จะทําหน้าที่ในการดูแลแล้วก็ให้บริการด้วยเป็นหน้าที่ เสริมนะครับ และนอกจากนั้นก็จะเป็นฝ่ายวิชาการของคณะอนุกรรมการคนพิการระดับ จังหวัด นี่คือหน้าที่โดยทั่วไปของศูนย์บริการคนพิการระดับจังหวัด
ส่วนที่ ๒ ศูนย์บริการอีกส่วนหนึ่งที่บัญญัติไว้ในกฎหมายแล้วก็จะทําหน้าที่ ในการดูแลคนพิการก็คือศูนย์บริการคนพิการทั่วไป ถ้าจะอธิบายก็คือ ศูนย์บริการคนพิการ ทั่วไปไม่ใช่ศูนย์บริการที่เป็นส่วนราชการเป็นหลัก ส่วนราชการจะทําหน้าที่เป็นศูนย์บริการ คนพิการระดับจังหวัด แต่ศูนย์บริการคนพิการทั่วไปจะทําหน้าที่ในการเป็นศูนย์หรือเป็น องค์กรของคนพิการ หรือองค์กรภาคเอกชน หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่จะทําหน้าที่ ในการให้บริการ หน้าที่หลักก็คือการบริการข้อมูลข่าวสารและสิทธิประโยชน์แก่คนพิการ เรียกร้องสิทธิแทนคนพิการ บริการให้ความช่วยเหลือในการดํารงชีพหรือดํารงชีวิต ขั้นพื้นฐาน ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐในการนําบริการต่าง ๆ ไปให้คนพิการ และที่สําคัญก็คือยังบริการช่วยเหลือคนพิการที่เป็นบุคคลที่มีแนวโน้มเป็นคนพิการด้วยนะครับ
นี่ก็คือประเด็นที่เป็นหน้าที่ที่ผมอยากจะเรียนให้ท่านทั้งหลายได้รับทราบว่า ศูนย์ ๒ ศูนย์นี้จะทําหน้าที่แตกต่างและเกื้อหนุนกันอย่างไร ทีนี้ ๒ ศูนย์นี้มีการดําเนินการ ตามกฎหมายแล้วตั้งแต่ปี ๒๕๕๖ ที่กฎหมายบัญญัติมา แล้วก็มีการขับเคลื่อนในปี ๒๕๕๗ ปี ๒๕๕๘ ต่อเนื่องมาจนปี ๒๕๕๙ เราพบว่าศูนย์บริการคนพิการระดับจังหวัดที่เป็น ส่วนราชการของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์มีจุดอ่อน จุดอ่อน ที่สําคัญก็คือว่าในกฎหมายได้บัญญัติให้มีศูนย์บริการคนพิการระดับจังหวัด แต่ว่าไม่ได้ มีบุคลากรหรือเจ้าหน้าที่โดยตรงที่จะมีความรับผิดชอบในการที่จะเป็นเรกูเลเตอร์ (Regulator)
ในรายงานฉบับนี้เรามิได้มีวัตถุประสงค์เพื่อจะส่งเสริมให้ศูนย์บริการคนพิการ ระดับจังหวัดที่เป็นหน่วยงานกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ขยายใหญ่โตหรือว่ามีบทบาทหน้าที่ที่จะไปบริการคนพิการเป็นหลัก แต่เราอยากจะส่งเสริม ให้การทําหน้าที่ของศูนย์บริการคนพิการระดับจังหวัดที่เป็นเรกูเลเตอร์ (Regulator) สามารถจะมีบุคลากร แล้วก็มีการทํางานที่มีประสิทธิภาพเพื่อที่จะทําหน้าที่กํากับ ดูแล ส่งเสริม สนับสนุนองค์กรคนพิการที่จะเป็นศูนย์บริการคนพิการทั่วไปในการให้บริการกับ คนพิการนะครับ เพราะฉะนั้นในรายงานก็จะให้ความเห็นว่าอยากจะสนับสนุนให้มีการจัด ให้มีเจ้าหน้าที่ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะให้ มิได้ส่งเสริมว่าให้นําคนหรือบุคลากรที่มีอยู่แล้ว มาเกลี่ย แล้วก็มาใช้ให้ดําเนินการ ก็จะทําให้เป็นจุดอ่อนในการกํากับดูแลและส่งเสริม สนับสนุนศูนย์บริการคนพิการทั่วไปดังที่ผมได้เรียน นี่คือจุดอ่อนและเป็นปัญหาอุปสรรค อยู่นะครับ
ในรายงานฉบับนี้มิได้มีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะไปขยายบทบาทหน้าที่ หรือให้ ศูนย์บริการคนพิการระดับจังหวัดมีความใหญ่โต แล้วก็เน้นการให้บริการด้วยภาครัฐเป็นหลัก นะครับ แล้วก็เรียนเพิ่มเติมอีกนิดหนึ่งว่าศูนย์บริการคนพิการระดับจังหวัดก็ยังเป็นหน่วยงาน ถึงแม้กฎหมายจะบัญญัติให้มีศูนย์ แต่ก็ไม่ได้มีวัตถุประสงค์จะแยกออกมาเป็นส่วนราชการ พิเศษเพื่อจะมีการกําหนดอัตรากําลังเจ้าหน้าที่ สถานที่อะไรที่จะเป็นการแยกอิสระออกมา ก็จะเป็นปัญหา ซึ่งหลายฝ่าย โดยเฉพาะในคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านสังคม ก็ได้พูดกันว่าถ้าส่งเสริมให้ศูนย์แห่งนี้เป็นส่วนราชการที่มีอิสระ ก็จะทําให้ ทุกกลุ่มเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ด้อยโอกาสอื่น ๆ ตั้งศูนย์ขึ้นมาในลักษณะนี้ ก็จะไม่ใช่วัตถุประสงค์ที่เราต้องการปฏิรูปนะครับ เราเพียงส่งเสริมสนับสนุนให้มีเจ้าหน้าที่ ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะเพื่อที่จะทําหน้าที่ของเรกูเลเตอร์ (Regulator) ได้สมบูรณ์นะครับ
จุดประสงค์หลักของรายงานฉบับนี้ ต้องการส่งเสริมให้ศูนย์บริการคนพิการทั่วไป ซึ่งมีอยู่นี้ได้รับการสนับสนุนและส่งเสริม โดยเฉพาะวันนี้ทุกท่านคงทราบแล้วว่าเรามีกองทุน ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการที่มีเงินค่าปรับจากการจ้างงานในองค์กรต่าง ๆ ที่ไม่สามารถจะจ้างได้ในอัตรา ๑ ต่อ ๑๐๐ มีเงินค่าปรับเข้ามา วันนี้มีเงินอยู่ในกองทุน ประมาณ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทนะครับ อยู่ในนั้น เราอยากให้กองทุนมาสนับสนุนองค์กร คนพิการต่าง ๆ ที่เป็นผู้พิการก่อตั้งขึ้นมา หรือองค์กรภาคเอกชนอื่น ๆ ที่จะทําหน้าที่ในการ ดูแลคนพิการให้ได้อย่างทั่วถึงนะครับ ถ้าเงินเหล่านี้ได้มาสนับสนุนและทําให้องค์กรเหล่านี้ มีความเข้มแข็ง ก็จะทําให้การบริการสู่คนพิการที่เรามีอยู่ประมาณ ๑.๕ ล้านคน ไปสู่ เป้าหมายที่เราต้องการมากที่สุด ก็คือให้คนพิการพึ่งพาตนเองได้ไม่เป็นภาระกับสังคม แล้วก็ ความภาคภูมิใจของผู้พิการที่จะทําให้ตัวเองนั้นดูแลตนเองได้คงจะเป็นเรื่องที่มีความสําคัญ ซึ่งเป็นปรัชญาหรือหลักการพื้นฐานของผู้พิการทั้งหลายนะครับ อันนี้ก็ขออนุญาตเรียนว่า วัตถุประสงค์ของรายงานฉบับนี้ต้องการสนับสนุน ส่งเสริมศูนย์บริการคนพิการทั่วไป ก็จะทําให้การทําหน้าที่หรือดูแลคนพิการนั้นสามารถดําเนินการไปสู่ความสําเร็จ ก็จะไป อุดช่องว่าง หรือเป็นการแก้ไขปัญหาให้กับคนพิการดังที่ผมได้เรียนแล้วนะครับ
เพราะฉะนั้นผมขอเน้นย้ําในตอนท้ายก่อนที่จะส่งต่อให้ ท่านต่อพงศ์ เสลานนท์ ซึ่งเป็นกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคม ซึ่งท่านก็มีความเชี่ยวชาญแล้วก็ สามารถจะรายงานสถานะต่าง ๆ เพิ่มเติมถึงรายงานฉบับนี้ในลําดับต่อไป แต่อยากจะเรียน ว่าศูนย์บริการคนพิการทั่วไปนี้ต้องการได้รับการส่งเสริมศักยภาพและสนับสนุนให้องค์กร คนพิการได้รับการรับรองตามมาตรฐาน เพราะองค์กรคนพิการถ้าได้รับรองตามมาตรฐาน แล้วถึงจะจัดตั้งเป็นศูนย์บริการคนพิการทั่วไปได้ แล้วก็ควรจะมีการปรับปรุงเกณฑ์ การสนับสนุนจากเงินกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการเพื่อสนับสนุนองค์กร เหล่านี้ให้เข้มแข็งต่อไป ก็ขออนุญาตกราบเรียนโดยสรุปดังนี้ครับ ขอบพระคุณครับ