นิกร หารือระบบช่วยเหลือคนพิการ เน้นท้องถิ่นร่วมไอที-คานอำนาจ

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๓๑ · ๒๑ มิถุนายน ๒๕๕๙

นิกร จํานง หารือประเด็นการดูแลคนพิการที่ถูกละเลยในระบบสาธารณูปโภคและการกีฬา เรียกร้องให้ภาครัฐดำเนินการอย่างจริงจัง โดยเสนอการจัดตั้งคณะกรรมการร่วมกับภาคประชาสังคมและมูลนิธิเพื่อเสริมพลังการบริหารศูนย์ช่วยเหลือคนพิการ พร้อมผลักดันการมีส่วนร่วมของประชาชนในการดูแลอย่างยั่งยืน ทั้งยังเน้นการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศร่วมกับท้องถิ่นในการค้นหาผู้พิการที่ยังไม่ได้ลงทะเบียน เพื่อปรับปรุงข้อมูลและป้องกันปัญหาเพิ่มจากอุบัติเหตุ รวมถึงการพัฒนาศูนย์ท้องถิ่นให้เชื่อมโยงระบบไอที เพื่อเปิดโอกาสให้คนพิการทำงานจากบ้านได้อย่างมีคุณภาพ

นายนิกร จํานง

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นิกร จํานง สมาชิก สปท. ลําดับที่ ๗๙ เป็นวาระที่ผมมีความตั้งใจมากที่จะมาอภิปรายในวันนี้ เพราะว่าเมื่อเช้านี้ ท่านประธานสังเกตผมจะผูกเนกไท (Necktie) พิเศษมา วันนี้ไม่ใช่เป็นเนกไท (Necktie) ไว้ทุกข์ที่ผมจะต้องไว้ทุกข์ต่อเนื่องไป ขออนุญาตท่านบรรหารแล้วเพราะว่าเป็นเนกไท (Necktie) เฟสปิกเกมส์ (FESPIC Games) ท่านต่อพงศ์คงจะไม่ได้เห็นเก็บไว้ ๑๖ ปีแล้ว มีอยู่ ๒-๓ เส้น ก็เป็นความภูมิใจที่เราได้ทํางานกันในคราวนั้น ผมเรียนท่านประธานว่า ผมเองได้ทําเรื่องเกี่ยวกับคนพิการมานานพอสมควร สมัยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ก็เป็นกรรมาธิการอย่างเดียวเลย คือกรรมาธิการสวัสดิการสังคม ก็มีเรื่องคนพิการเข้ามา แต่ผมมาเจอเรื่องคนพิการที่จัง ๆ มากก็คือว่าตอนช่วงที่ท่านบรรหารเป็นนายกรัฐมนตรี ปี ๒๕๓๘ ปรากฏว่าในขณะนั้นคือคนพิการเองเขาต่อสู้มา ท่านต่อพงษ์ครับ สู้มายาวนานมาก แล้วสู้ผมเรียกว่า สู้กันบนพื้นดิน ท่านต่อพงษ์เหมือนกันตอนนั้น ท่านต่อพงษ์ท่านไม่อยู่แล้ว ตอนนี้ ท่านต่อพงษ์ กุลครรชิต นายกสมาคมคนพิการ ในช่วงนั้นนะครับ เขายกพวกไป ขนมาจากจังหวัดชลบุรีไปล้อมบ้านนายกรัฐมนตรีบรรหารไว้ มีการประท้วง มีการเรียกร้อง ให้นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นดําเนินการช่วยเหลือคนพิการ ผมเองขณะนั้นเป็นที่ปรึกษา นายกรัฐมนตรี เป็นหน่วยหน้าไปกรุยทางให้ท่านบรรหารไปอยู่ที่ทําเนียบรัฐบาลก่อน ผมก็ไป ก็ไปคุยเราก็เปิดบ้านที่บ้านจรัญสนิทวงศ์ให้ท่านต่อพงษ์แล้วก็ท่านทั้งหลายให้เข้าไปในบ้าน วันนั้นฝนตกมาก ก็เปียกกันม่อลอกม่อแลก ประเด็นก็คือว่าเขาไปสู้เรื่องอะไรท่านประธาน ไปสู้เรื่องว่าเขามีการทํารถไฟบีทีเอส (BTS) แล้วในประเทศเราในการทํามองไม่เห็นคนพิการเลย ไม่มี เขาใช้ไม่ได้ หมายถึงคนพิการในขณะนั้น ท่านต่อพงษ์ คนละต่อพงศ์นะครับ ท่านนั้นไปอยู่บนสวรรค์แล้วนะครับ ท่านเสียชีวิตไปแล้ว ก็คือว่าเรียกร้องว่าให้มีการบริการ ตรงนี้ให้คนพิการสามารถใช้ระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานให้ได้ ในขณะนั้นเราไม่เคยสนใจ การช่วยเหลือคนพิการจะอยู่ที่กรมประชาสงเคราะห์ เป็นเรื่องสงเคราะห์ไม่ใช่เป็นเรื่องอื่น ดังนั้นเขาก็สู้อย่างที่ผมเรียนแล้ว แล้วก็สู้กันมา ผมเรียนว่าในการต่อสู้คราวนั้นนายกรัฐมนตรี ยังช่วยไม่ได้ เพราะสัญญาไปทํากับเอกชนแล้วไม่สามารถจะเพิ่มได้ เพิ่มได้ก็เป็นการร้องขอ ได้แค่ ๕ สถานี แล้วผมก็เรียนว่าการต่อสู้มันซับซ้อนแค่ไหน สู้กันหนักแค่ไหนในคราวนั้น เพิ่งเมื่อปี ๒๕๕๘ นี้เองเพิ่งปี ๒๕๕๘ คือปีที่แล้ว ที่สู้กันคราวนั้นปี ๒๕๓๘ ๒๐ ปีครับ ท่านประธาน ศาลฎีกาเพิ่งตัดสินเมื่อปีที่แล้ว ว่าให้สมาคมคนพิการที่ยื่นฟ้องในขณะนั้น บังคับให้บีทีเอส (BTS) ติดลิฟต์ทุกสถานี เมื่อปีที่แล้วนี้เอง สู้มา ๒๐ ปี คนที่นําในการ ต่อสู้ไปอยู่สวรรค์แล้ว ผมยังจุดธูปไปบอกพี่ต่อพงษ์ว่าที่พี่สู้สําเร็จแล้ว ประเด็นคือเป็นเรื่องที่ หนักหนาสาหัสมาก ผมเองก็ได้สัมผัสอีกแล้วก็ต่อเนื่องมา อยากจะขอเวลาท่านประธาน สักนิดหนึ่งว่าเรื่องนี้มันรู้สึกอยู่ในใจ หลังจากนั้นมาคนที่ไปสู้กันในวันนั้นด้วย ผมไปเจอเขา ที่หัวหมาก กําลังเข็นรถล้อวีลแชร์ (Wheelchair) ข้ามไปเอฟบีที (FBT) ถามว่ามาทําไม เขาบอกว่ามาซื้อเสื้อ เพราะเขาไปแข่งขันกีฬา เขาเป็นนักกีฬา คนที่มาสู้กับพี่ต่อพงษ์วันนั้น ที่บ้านท่านบรรหาร เป็นนักกีฬาบาสเกตบอลวีลแชร์ (Wheelchair) แล้วเขาก็บอกไม่มีใครช่วยพวกผมเลย พวกผมต้องเรี่ยไรเงินกันเองซื้อชุดกีฬา ผมได้ฟังแล้ว ผมก็บอกว่าถ้าอย่างนั้นผมจะช่วยคุณ ผมก็เป็นคนที่สังคมไม่สนใจ ผมก็เอาพวกที่สังคม แบบไม่เข้าใจ ก็คือพวกร็อกกรุ๊ป (Rock Group) ผมรวมวงวีไอพี (VIP) ตอนนั้นครับ วีไอพี (VIP) แตกวงใช่ไหม แหลม มอริสัน อะไรพวกนั้น เพื่อน ๆ กับ กิตติ กีต้าร์ปืน มารวมจัด คอนเสิร์ตถ่ายทอดสด หาเงินมาช่วยคนพิการ กีฬาคนพิการในขณะนั้น ได้เงินมา ๒๐๐,๐๐๐ บาทท่านประธาน พอเอาไปให้เขา เขาบอกว่าวอลเลย์บอลเราก็ใช้ได้แค่ การแข่งขันที่เชียงใหม่ครั้งนี้ ที่เหลือยังมีปัญหาอีกอย่าง ผมเป็นที่ปรึกษาอยู่กระทรวงศึกษาธิการ อยู่ตอนนั้น เขาก็บอกว่าเฟสปิกเกมส์ (FESPIC Games) เราไม่จัด เพราะว่าเราจัดไม่ไหว เขาก็เลยดึงเรื่องเฟสปิกเกมส์ (FESPIC Games) ปกติเป็นหน้าที่ของกรมพลศึกษาที่จะต้อง ดูแล ก็มีการโอนงานเฟสปิกเกมส์ (FESPIC Games) ไปอยู่สํานักนายกรัฐมนตรี เพราะไปอยู่ กับการกีฬาแห่งประเทศไทย ก็ปรากฏว่าไปอยู่ตรงนั้นแล้วก็กะว่าจะไม่จัด เพราะว่าจะให้ ประเทศอื่นเขาจัด คือเราให้เงินเขาได้ แล้วให้เขาไปช่วยจัดประเทศอื่น คือเราไม่ต้องรับผิดชอบ ผมก็ไปเรียนท่านบรรหารว่าเราน่าจะไปดูแลเรื่องนี้ให้ได้ เพราะว่าผมคุยกับนักกีฬา ก็คือว่า เราคิดว่าเขาควรจะสู้ว่าเขาอยู่ในประเทศนี้เหมือนกัน วิธีสู้นี่ผมยังจําคําได้ว่า ผมบอกว่า ยู แฮฟ ทู ไฟต์ ฟอร์ ยัวร์เซลฟ์ (You have to fight for yourself) คือทําเรื่องนี้ก็ไปคุย หลังจากนั้นท่านบรรหารเองก็ขอ ครม. ท่านไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ท่านเลยมาแล้ว ตอนนั้น ท่านสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ คุณกัญจนา ศิลปอาชา เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ขอให้ ครม. มีมติโอนงานที่เดิมเป็นของ กรมพลศึกษากลับมาที่กระทรวงศึกษาธิการ มาอยู่ที่กรมพลศึกษา แล้วก็ไปจัดการทําเรื่องนี้ ท่านเข้าไป ๓ วันครั้ง ผมไปเช่าอพาร์ตเมนต์ (Apartment) อยู่ที่ศูนย์ธรรมศาสตร์ตอนนั้น เพื่อจะดูแลงานพวกนี้ ปรากฏว่าเราทํากันท่านประธาน ทําทุกอย่างนะครับ เตรียมทีมแล้วก็ ดําเนินการ แล้วก็ไปขอให้เอกชนเขามาช่วย แม้แต่ทําเนกไท (Necktie) แบบนี้ขายเพื่อ หาเงินมา ครั้งนั้นเราทํากันสําเร็จมาก เพราะว่าคนได้เห็นว่านักกีฬาคนพิการมีศักยภาพ คนพิการมีตัวตนอยู่ เขามีอยู่ แล้วเขาก็สามารถสร้างชื่อเสียงให้ประเทศได้ เขามีความสามารถ เขาไม่มีแขนไม่มีขาเขาว่ายน้ําได้ เอาเหรียญทองมาให้เราได้ เป็นชื่อเสียงของเรา ช่วงนั้น ประสบความสําเร็จมาก เป็นครั้งแรกที่คนพิการได้รับการช่วยเหลือในประเทศนี้ ก็คือว่าทุกคน รู้ว่าคนพิการก็มี เพราะว่าที่คุยกับท่านต่อพงษ์ครับว่า ถ้าคุณจะสู้แบบนี้เขาทําถนนครั้งหนึ่ง ทําบันไดครั้งหนึ่ง คุณก็ต้องไปประท้วง ประท้วง ประท้วง ประท้วง สู้ให้เขารู้ว่าเรามีอยู่ก่อน แล้วเขาจะได้ทําให้ ปัจจุบันนี้ หลังจากนั้นท่านบรรหารไปทํารถไฟไต้ดินก็สัญญาว่ารถไฟใต้ดิน จะต้องมีโลว์ฟลอร์ (Low Floor) ก็คือว่ารถคนพิการสามารถจะใช้ได้ มีปุ่มที่ว่าสามารถจะใช้ไม้ ท่านต่อพงษ์ก็สามารถจะดูได้ว่าไปทางไหนที่มันเป็นระบบของเรา ลิฟต์ก็มีหมวดอักษร ที่เราสามารถจะกดได้นะครับ ปรากฏว่าครั้งนั้นเฟสปิกเกมส์ (FESPIC Games) เราประสบ ความสําเร็จมากเป็นประเทศในขณะนี้ เราเชิญทั่วโลกมากัน เรามีเงินเหลืออยู่ มีเงินเหลืออยู่ ครั้งนั้นประมาณ ๔๕ ล้านบาท เงินเหลือจากการจัด ก็ตั้งเป็นมูลนิธิพัฒนาคนพิการไทย แล้วก็คุณกัญจนา ศิลปอาชา เป็นประธานนะครับ ผมเป็นกรรมการมา ๑๖ ปีแล้ว แต่หลังจากนั้นการยืนเรื่องนี้ไว้ ผมเรียนท่านประธานว่าเราก็ทําต่อเนื่อง ทุกครั้งที่มี การแข่งขันเราแข่งขันสลับปี ปีเว้นปี ก็คือเป็นพาราเกมส์ (PARA Games) กับเป็นอาเซียน พารา เกมส์ (ASEAN PARA Games) กับในการดําเนินการตรงนี้ นักกีฬาคนพิการจะมาหา ประมาณปีละ ๓๐๐ คน เดิมเราใช้เงินมูลนิธิจากเงินที่ได้จากดอกเบี้ย ตอนนี้ดอกเบี้ยเผลอ ๆ จะต้องจ่ายแทน ดอกเบี้ยไม่มีแล้ว ก็เลยจ่ายไป แต่ตอนแรกจ่ายเป็นรางวัล ตอนหลังเรา เห็นว่าจุดตรงนี้เป็นจุดออริจิน (Origin) ที่สําคัญ เป็นจุดกําเนิดที่สําคัญในการให้รู้ว่าคนพิการ มีอยู่ ยืนให้ตรง ทําชื่อเสียงให้คนประเทศนี้ให้ได้ เขาจะได้เห็นใจ สิ่งที่เราทําก็คือว่าก็เลย ต้องให้เงินเขา เดิมให้เป็นรางวัล ให้รางวัลก็ไม่เหมาะ เพราะเขาไป ๓๐๐ คน เขาได้รางวัล มาเยอะอยู่ เป็นแชมป์ (Champ) แต่ว่าเราก็มาเปลี่ยนเป็นว่าให้คนละ ๒,๐๐๐ บาท ก็คือว่า มูลนิธิให้ ๑,๐๐๐ บาท แล้วก็มูลนิธิบรรหาร-แจ่มใส ให้อีก ๑,๐๐๐ บาท เป็น ๒,๐๐๐ บาท ปีที่แล้ว ปี ๒๕๕๗ เราก็มอบเงินไปให้ ๓๓๖ คน ๓๓๖,๐๐๐ บาท เป็น ๖๗๒,๐๐๐ บาท จากมูลนิธิบรรหาร-แจ่มใส ครึ่งหนึ่ง ของมูลนิธิพัฒนาคนพิการไทยครึ่งหนึ่ง ปีที่แล้ว ก็ ๗๘,๐๐๐ บาทที่ไปแข่งที่ประเทศสิงคโปร์ แล้วประสบความสําเร็จมาก ดังนั้นคนพิการมีอยู่ แล้วก็มูลนิธินี้นะครับได้พัฒนาตัวเองมาช่วยงานตรงนี้ ท่านต่อพงศ์ไม่มี โอกาสได้เห็น แต่ว่าพวกเราเห็นในจอ ภาษามือเป็นการเชื่อมโยงระหว่างมูลนิธิพัฒนา คนพิการไทย ขอประสานกับไปสภาของเรานี่ละ ประสานไปยังมูลนิธิอนุเคราะห์คนหูหนวก ในพระบรมราชูปถัมภ์ ให้มาช่วยดูแลเรื่องนี้ จนขณะนี้เขาเชื่อมกันเองแล้ว เพราะฉะนั้นที่เรา มีอยู่มา ๑๐ กว่าปีแล้ว ภาษามือที่ให้คนที่อยู่ที่บ้านที่ฟังไม่ได้ จะได้รู้ว่าสภาประชุมอะไร ก็เป็นงานของสมาคมพัฒนาคนพิการ ท่านประธานที่เคารพ ในงานที่ท่านเสนอเป็น ศูนย์บริการทั่วไป ผมขอเวลาอีกเล็กน้อยนะครับ ทางศูนย์ตรงนี้ มูลนิธิก็เข้าไปดูแลเป็นศูนย์ เราได้รับงบประมาณจากกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นผู้จัดการ เรื่องเชื่อม เรื่องออนไลน์ (Online) เป็นการส่งเสริม เพราะว่าเว็บไซต์ (Web site) ของมูลนิธิ เป็นเว็บไซต์ (Web site) ที่คนเข้าเยอะมากในการเข้ามาดู ก็เป็นการจัดงานว่ามีงานตรงนี้ ให้คุณมาเชื่อมกัน ทางกระทรวงได้มอบเงินเมื่อปี ๒๕๕๖ ถึงปี ๒๕๕๗ ต้องขอบคุณ เป็นระยะเวลา ๑ ปี ๒,๐๐๐,๐๐๐ กว่าบาท และปีต่อมาก็อีก ๒,๐๐๐,๐๐๐ กว่าบาทนะครับ แล้วก็เป็นการช่วยเหลือตรงนี้ มูลนิธิมาทํา ทีนี้ประเด็นที่ผมอยากจะเรียนว่าขณะนี้ ผมได้คุย กับอาจารย์สุพรธรรม ซึ่งทําเรื่องนี้มา แล้วก็ในกรรมการ เรื่องนี้ว่าจะมาอภิปรายในประเด็น ไหนดี มีประเด็นที่ผมมาฝากในฐานะผมเป็นกรรมการมูลนิธิคนหนึ่ง แล้วก็จากมูลนิธิมา ในเรื่องที่เราเสนอ เรื่องคนพิการทั่วไป ก็เป็นอันว่าทํากันอยู่ ก็เป็นประโยชน์ แต่ศูนย์จังหวัด เป็นประเด็นอย่างนี้ครับท่านประธาน อยากจะฝากประเด็นไปเลยนะครับ ประเด็นเรื่อง ศูนย์จังหวัด สิ่งที่เป็นห่วงกันขณะนี้ก็คือว่า อย่างที่ผมเรียนแล้ว สิ่งสําคัญที่เราจะต้อง ดําเนินการก็คือว่าทําให้ คือเคารพเขา ไม่ใช่ประชาสงเคราะห์ มันเป็นดิวตี (Duty) ไม่ใช่เป็น คอนทริบิวต์ (Contribute) ต้องยอมรับเขา ดังนั้นการแต่งตั้งคนไประดับจังหวัด ถ้าเป็น ระบบราชการทั่วไปเรามั่นใจแค่ไหนว่าเขาจะมีใจเท่ากัน เพราะว่าต้องการคนพิเศษ ไม่ใช่คน ๆ หนึ่งจากกระทรวง ๆ หนึ่งไปอยู่ที่จังหวัด ไม่ใช่ไปอยู่ที่ศูนย์ เขาต้องมีใจมากกว่า นั้นเยอะ ที่จะเข้าใจว่าสิ่งที่ไปทําเป็นหน้าที่ ไม่ใช่เป็นการช่วยเหลือ ไม่ใช่เป็นการสงเคราะห์ ตรงนี้เป็นเรื่องสําคัญ เขาอยากจะมีชีวิตอยู่ ใช่ แต่ว่าอยากจะมีชีวิตอยู่แบบมีศักดิ์ศรี ไม่ใช่ มีอยู่แบบถูกช่วยเหลือ ไม่ใช่ มันเป็นคนละส่วน เราพัฒนามาถึงระดับนี้แล้ว ท่านต่อพงศ์ ก็พูดแล้ว ประเด็นที่ ๒ ถ้าอย่างนั้นก็ต้องฝากว่าต้องคัดคนกันมาอย่างมากมายเลยละ คนที่ต้องมีใจ ดูใจก่อน ไม่ใช่ดูว่าทํางานมาอย่างไร ดูใจกันก่อน ทีนี้กันเหนียวไว้เผื่อว่า คนก็เปลี่ยนใจได้

เพราะฉะนั้นในส่วนนี้ขอเสนอว่าให้มีคนเข้าไปช่วยในภาคประชาสังคม ของจังหวัดนั้น ๆ ไปนั่งเป็นบอร์ด (Board) ที่เขาทํามันจะมีมูลนิธิอื่น ๆ ในจังหวัดนั้น ๆ ในระดับประเทศเราก็มีอยู่แล้ว แต่ในจังหวัดนั้นเข้าไปโคโอเปอเรชัน (Cooperation) กันเป็น บอร์ด (Board) หมายถึงอยู่ข้างนอก หมายถึงว่าเข้าไปช่วย คนเหล่านี้จะได้ช่วยคานคนที่เรา แต่งตั้งเป็นผู้รับผิดชอบตรงนั้นไปได้ ประเด็นต่อมาก็คือว่าศูนย์ตรงนี้ ในการนําเสนอ คือคนพิการเขาเคลื่อนไหวไม่ค่อยได้อยู่แล้ว พอไปอยู่ตรงนั้น นี่เราพูดถึงระดับที่ว่าไปอยู่ที่ จังหวัดแล้วก็ให้มีมูลนิธิต่าง ๆ ที่ทําเรื่องนี้เข้ามาเชื่อมนะครับ จะได้ช่วยกันเพราะว่าการที่ คนทั้งจังหวัดอุบลราชธานีมาช่วยคนอุบลราชธานีที่เป็นคนพิการมันเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ เราเป็นแค่ผู้ประสานงาน ดึงประชาชนมาช่วยประชาชนเขาเอง

ประเด็นปัญหาต่อมาก็คือว่า ในการช่วยเหลือตรงนี้ ขณะนี้ส่วนที่ช่วยจริง ๆ ก็คือท้องถิ่น เมื่อกี้เราพูดถึงระดับภูมิภาคแล้ว เคลียร์ (Clear) แล้วว่าคนของเราต้องเป็น คนที่มีใจ มีจิตใจสูงส่งพอที่จะไปดูงานที่ยิ่งใหญ่ตรงนี้ แล้วเราก็มี โคพาร์ตเนอร์ (Copartner) ที่เป็นประชาสังคมมาดูแล ประเด็นปัญหาคนที่รับผิดชอบจริง ๆ ขณะนี้ก็คือ อบต. อบจ. แล้วก็ระดับตรงนี้ การเชื่อมตรงนี้เป็นเรื่องจําเป็นมาก เพราะว่าคนจะอยู่กับเขา การให้เขาช่วยเหลือสักครึ่งหนึ่ง แล้วก็ทางรัฐบาลกลางช่วยสักครึ่งหนึ่งจะเป็นประโยชน์มาก อย่าให้ใครฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งช่วยตามลําพังนะครับ อย่าให้ไปจากตรงนี้หมด ไปช่วย หรือให้จาก ตรงนั้นหมด มันเป็นการช่วยกันเข้าไป ตรงนี้จะเป็นการช่วยเหลือที่ดีมาก แล้วอีกอย่างหนึ่ง ก็คือว่า ที่ผมเรียนแล้วว่าเราก็คงต้องพัฒนา ขณะนี้มูลนิธิพัฒนาคนพิการไทยใช้ไอที (IT) ในการช่วยเหลือคนพิการ ซึ่งมันเวิร์ก (Work) มาก แต่ในขณะเดียวกันมันเป็นลองแฮนด์ (Longhand) ท่านประธาน สมมุติว่าคนที่จังหวัด อุบลราชธานีอยากจะทํางานส่งงานกันอย่างไรเขาก็ลิงก์ (Link) มาที่สมาคมคนพิการไทย ที่กรุงเทพมหานคร วิสุทธิกษัตริย์ เราก็ได้เรื่องมาแล้วก็ส่งงานมาก็ส่งไปทางไอที (IT) พอเขา ทําเสร็จส่งกลับไปที่กรุงเทพฯ แล้วก็ส่งกลับไปที่จังหวัดอุบลราชธานี เพราะเป็นบริษัทจังหวัด อุบลราชธานีที่อยากจะมี เพราะว่าเป็นการไม่ต้องมาจ่ายค่าใช้จ่าย แล้วเขาก็จะได้ช่วยด้วย หมายถึงบริษัทตามกฎหมายนะครับ ผมขอว่าตรงนี้ให้เป็นชอร์ตแฮนด์ (Shorthand) ก็คือว่า ในศูนย์ในจังหวัดพัฒนาเรื่องไอที (IT) ขึ้นมารับ หมายถึงว่ารับข้อต่อให้เป็นชอร์ตแฮนด์ (Shorthand) หมายความว่าที่จังหวัดอุบลราชธานีคนพิการมีปัญหา ตรงนี้ก็ส่งเรื่องเข้าไปที่ ศูนย์ที่จังหวัดอุบลราชธานี ศูนย์ที่จังหวัดอุบลราชธานีต้องพัฒนาเรื่องไอที (IT) ด้วย แล้วก็ ส่งไปที่บริษัทที่จังหวัดอุบลราชธานี พอเสร็จแล้วการจ่ายเงิน การเชื่อมตรงนี้จะได้อาศัย ศูนย์ตรงนี้เป็นตัวช่วย จะช่วยได้เยอะนะครับ ก็คือว่าพัฒนาเข้าไปในโลกไอที ไซเบอร์ เวิลด์ (IT Cyber World) จะช่วยคนพิการ เพราะคนพิการเขาเคลื่อนไหวไม่ได้ แล้วจากประเด็น เรื่องการเคลื่อนไหวไม่ได้ ท่านประธานที่เคารพครับ ก็ขอว่าอย่านั่งอยู่กับที่ ที่ต้องฝากไปนี้ คือเรามีศูนย์จังหวัด ขอให้โมบาย (Mobile) หมายถึงว่าออกไปหาคนพิการ เพราะคนพิการ ขณะนี้ คือท่านต่อพงศ์พูดแล้วว่าจริง ๆ แล้วที่มีอยู่เป็นทริป ออฟ ดิ ไอซ์เบิร์ก (Trip of the Iceberg) เป็นส่วนบนของภูเขาน้ําแข็ง ข้างล่างมีอีก ๙ ส่วน ที่เรายังไม่รู้ ที่ยังไม่มาลงทะเบียน การออกไปนี้จะพบจะได้รู้ด้วยว่าบางคนเสียชีวิตไปแล้ว จะได้คัดออกแล้วก็เติมเข้าไปใหม่ สิ่งที่เราทําอยู่ขณะนี้อย่าแต่ว่าอย่างไรเลยครับ ผมก็ขอบคุณท่านสมาชิกสภาแห่งนี้ที่ช่วย โดยท่านไม่รู้ตัว คนพิการขณะนี้โปลิโอก็ดีอะไรก็ดีโดยกําเนิดนี้ ทางการแพทย์พัฒนาแล้ว คนพิการปัจจุบันที่ใส่เข้าไปในระบบปีละ ๕,๐๐๐ คน คือคนพิการจากอุบัติเหตุทางถนน เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราทํากันอยู่ขณะนี้ ที่เราออกเป็นนโยบายเรื่องการมาดูแลระบบ ความปลอดภัยทางถนนเป็นการป้องกันไม่ให้เพิ่มคนพิการได้ปีหนึ่งไม่น้อยกว่า ๕,๐๐๐ คน จากข้อมูลรวมนี่ครับ เพราะว่าเราเสียชีวิตอยู่ ๒๐,๐๐๐ กว่าคน ในส่วนนี้เป็นคนพิการ ที่รัฐจะต้องดูแล ถ้าเราหยุดตรงนี้ได้ให้เหลือสมมุติว่า ๒,๐๐๐ คนนี้เขาก็ช่วยไม่ให้ มีคนพิการ คือตัดตั้งแต่ต้นทางเลยไม่ให้มีคนพิการเป็นส่วนนี้

เพราะฉะนั้นประเด็นก็เลยอยากจะสรุปว่าอยากจะขอตั้งข้อสังเกตว่าในส่วน จังหวัดต้องคัดคนที่ดีจริง ๆ เพราะว่านี่มันเป็นงานที่ต้องใช้ซอฟต์แฮนด์ (Softhand) มาก ต้องใช้จิตใจที่สูงส่งมาก แล้วกันเหนียวไว้ก็คือว่าเอาภาคประชาสังคมเข้าไปช่วย แล้วก็ ให้เชื่อมกับทางท้องถิ่น เพราะท้องถิ่นจะช่วยได้เยอะมาก เป็นส่วนที่เป็นอนาคตของคนพิการ ให้เขาช่วยกัน แล้วสุดท้ายก็คือว่ามีการพัฒนาศูนย์ท้องถิ่นให้อัป (Up) ไปอยู่ในระบบไอที (IT) ก็จะช่วยคนพิการ เพราะเขาสามารถทํางานอยู่บ้าน ส่งเข้ามาเป็นออนไลน์ (Online) แล้วก็ส่งไปที่บริษัทเป็นออนไลน์ (Online) ส่งกลับไปกลับมาได้ก็จะเป็นประโยชน์มากครับ นําเรียนท่านประธานผ่านไปยังทางกรรมาธิการด้วยความเคารพครับ ขอบพระคุณครับ