ถวิลวดี เสนอพัฒนาศูนย์บริการคนพิการ ยันเพิ่มบุคลากร-สนับสนุนงานอย่างยั่งยืน

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๓๑ · ๒๑ มิถุนายน ๒๕๕๙

ถวิลวดี บุรีกุล หารือการพัฒนาศักยภาพศูนย์บริการคนพิการ โดยเน้นความจำเป็นในการมีบุคลากรเชี่ยวชาญเพื่อรองรับผู้พิการทุกประเภท พร้อมเรียกร้องการบังคับใช้กฎหมายและมาตรการสนับสนุนด้านการฝึกอาชีพ ฟื้นฟูสมรรถภาพ และการเข้าถึงโอกาสอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตและส่งเสริมให้ผู้พิการมีงานทำอย่างยั่งยืนผ่านระบบชุมชนและวิสาหกิจเพื่อสังคม เพื่อให้เกิดการรวมเข้าสู่สังคมอย่างแท้จริง

นางถวิลวดี บุรีกุล

กราบเรียนท่านประธาน ดิฉัน ถวิลวดี บุรีกุล สมาชิก หมายเลข ๖๑ นะคะ ดิฉันต้องขอขอบคุณกรรมาธิการชุดนี้ที่ให้ความสําคัญกับเรื่องนี้ แล้วก็ถือว่าเป็นเรื่องที่สําคัญมาก แล้วดิฉันก็เตรียมตัวจนกระทั่งถึงเที่ยงคืนเพื่อที่จะมาพูด ในตอนนี้ เพราะดิฉันไม่ได้มีความรู้มากมายในเรื่องนี้ แต่ว่ามีใจที่จะทําเรื่องนี้นะคะ ดิฉัน เห็นด้วยในเรื่องของการพัฒนาศักยภาพศูนย์บริการคนพิการ วันนี้ดิฉันมีหลายประเด็นที่จะ มาแลกเปลี่ยน แล้วก็อยากจะเสนอให้เพิ่มเติมในรายงานนี้ เพราะว่ารายงานของท่านยังไม่สุด คือยังมีหลายประเด็นที่น่าจะเพิ่มเติมได้อีกเยอะเลยนะคะ

เริ่มแรกในเรื่องของคนพิการ ดิฉันมองว่าคนพิการมีหลายประเภท เพราะฉะนั้นสิ่งที่สําคัญที่จะต้องมองในการพัฒนาศักยภาพศูนย์บริการคนพิการ ไม่ใช่เพียง ตั้งผู้อํานวยการ แล้วก็มีเจ้าหน้าที่มาคอยดูแลเท่านั้น ดิฉันคิดว่าสิ่งที่สําคัญก็คือทําอย่างไร ถึงจะให้ผู้พิการได้ใช้ศักยภาพของเขา อันนั้นสําคัญมากกว่า แล้วก็จะมีความหมายมาก เพราะว่าถ้าเราดูเรื่องของคนพิการเราก็ต้องดูว่ามันมีความแตกต่างกัน ท่านก็ทราบดีว่า มีทั้งคนที่พิการทางกาย พิการทางจิตใจและสมอง รวมทั้งพิการในการพัฒนา ที่เขาเรียกว่า ดีเวลลอปเมนทัลดิสอะบิลิตี (Developmental Disability) มีฟีซิคัลดิสอะบิลิตี (Physical Disability) แล้วเมนทัลดิสอะบิลิตี (Mental Disability) ซึ่งบุคคลเหล่านี้มีความแตกต่างกัน เพราะฉะนั้นศูนย์นี้คนที่จะมาดูแล อย่างที่ท่าน สปท. นิกรได้พูดถึงนะคะ จะต้องมีใจ แค่ใจก็ไม่พอนะคะ ท่านไม่ได้พูดถึงคุณสมบัติของเขา เพราะว่าคนที่จะมาดูแลเรื่องนี้ต้องมีความสามารถ ต้องมีความรู้ มีความเชี่ยวชาญในเรื่อง ที่เกี่ยวข้องกับคนพิการโดยเฉพาะ นอกจากนี้เราก็ไม่ได้เน้นไปในเรื่องของภารกิจอื่น ๆ หรือเรื่องของการทําให้ศูนย์นี้มีความสามารถที่จะรองรับคนพิการได้จริง เพราะว่าไม่ได้ไป พูดถึงเรื่องของการที่จะฟื้นฟูคนพิการ ท่านอาจจะบอกว่าก็ไปเป็นเรื่องของหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เป็นเรื่องของการฟื้นฟูอะไร เพราะฉะนั้นมันไม่การันตี (Guarantee) ได้เลยว่า เมื่อมีการพัฒนาศักยภาพคือมี ผอ. ไปอยู่ทุกจังหวัดแล้ว แล้ววอตส์เนกซ์ (What’s next) ที่จะ การันตี (Guarantee) ได้ว่าคนพิการจะเข้าถึงเรื่องของการพัฒนาในเรื่องของการฟื้นฟู หรือเรื่องของการดูแลทางการแพทย์ หรือเรื่องของการเข้าสู่สังคม หรือเรื่องของการศึกษา ตลอดชีวิตของเขา หรือเรื่องของการพัฒนาอาชีพ เราไม่ได้ดูในเรื่องนั้นเลย เพราะว่า ถ้าจะเป็นเรื่องของการพัฒนาอาชีพ ดิฉันคิดว่าศูนย์นี้จะต้องดูแลในหลาย ๆ มิติ ตั้งแต่ ในเรื่องของพรีโวเคชันนัลอีวาลูเอชัน (Prevocational Evaluation) ในเรื่องของการประเมิน ความพิการในทุกระดับ ในเรื่องของการทํางาน ในเรื่องของสภาพจิตใจ ในเรื่องของการ เข้าสังคม ซึ่งสิ่งเหล่านี้ดิฉันไม่แน่ใจว่า ผอ. ที่เข้าไปจะมีความสามารถมากน้อยแค่ไหน แล้วจะเอาใครเป็นคนมาทํา นอกจากนี้เมื่อประเมินแล้วก็ต้องเป็นเรื่องของพรีโวเคชันนัล เทรนนิง (Prevocational Training) ซึ่งใครจะเป็นคนทําตรงนี้ ดิฉันไม่ทราบว่าแฟซิลิตี (Facility) ที่มีอยู่นี้เพียงพอหรือไม่ ดิฉันคิดว่ากระทรวง พม. น่าจะมาดูตรงนี้ นี่เป็นเรื่องของ การปฏิรูปเลยนะคะ เมื่อเทรน (Train) แล้ว เมื่อฝึกแล้วมันก็ต้องเป็นโวเคชันนัลเทรนนิง (Vocational Training) แล้วถึงจะเป็นไปเวิร์กกิง (Working) อีกทีหนึ่ง นั่นละ แล้วเวิร์ก (Work) แล้วอย่างไรเพื่อที่จะให้สามารถอยู่ได้ ดิฉันคิดว่าไม่ได้เวิร์ก (Work) ในสภาพปัจจุบัน ในสภาพปกติ เพราะฉะนั้นถือว่าประเทศไทยมีศักยภาพในเรื่องของการดูแลผู้พิการเยอะ เพราะเรามี พ.ร.บ. ส่งเสริมพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ แล้วมาปรับปรุง แก้ไขในปี ๒๕๕๖ มาตรา ๓๓ มาตรา ๓๔ มาตรา ๓๕ มีความหมายมาก ดิฉันไม่แน่ใจว่า จะการันตี (Guarantee) ได้อย่างไรว่ามาตราเหล่านี้จะนําไปสู่การปฏิบัติที่เป็นจริง แล้วมีการ เอนฟอร์ซ (Enforce) อย่างจริง ๆ คือกําหนดให้นายจ้างหรือหน่วยงานของรัฐรับคนพิการ เข้าทํางานในอัตรา ๑๐๐ คน ต่อคนพิการ ๑ คน หรือจ่ายเงินเข้ากองทุนพัฒนาคุณภาพชีวิต คนพิการ ไป ๆ มา ๆ กองทุนนี้มันงอกงามเจริญเติบโตมาก เพราะว่าหน่วยงานหลายหน่วยงาน ก็ไม่อยาก เอกชนก็ไม่อยากที่จะรับผู้พิการ แต่ว่าจ่ายเงินเลือกจ่ายเงินเข้ากองทุน กองทุนนั้น ก็เอาไปใช้ประโยชน์เพื่อคนพิการก็จริง แต่ว่าการเข้าถึงกองทุนนี้ก็มีปัญหา เพราะว่าผู้พิการ มีศักยภาพที่ต่างกันในการเข้าถึง บางคนมีสมองดี สติปัญญาดีก็สามารถที่จะเข้าถึงกองทุนได้ แต่ท่านต้องนึกถึงผู้พิการอีกกลุ่มหนึ่ง คือถ้าเป็นเมนทัลดิสอะบิลิตี (Mental Disability) ต้องให้ผู้ปกครองเป็นคนที่จะเข้าถึงกองทุนนี้ เพราะเขาไม่สามารถที่จะเข้าถึงได้ พวกเด็ก ออทิสติก (Autistic) หรือว่าผู้พิการทางจิต จะทําอย่างไร ตรงนี้ก็มีปัญหา เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็บอกว่ามีมาตรา ๓๕ คือให้ไปใช้ในเรื่องของการจัดจ้างเหมาช่วงงาน ซึ่งตอนนี้มีเรื่องนี้ อยู่แล้ว ดิฉันคิดว่าตรงนี้เป็นบุญเป็นคุณอย่างมากเลย คือรัฐบาลนี้ดิฉันต้องชมนะคะ คือก็มี ผู้พิการได้ประโยชน์จากตรงนี้เยอะ พาลูกไปทํางานอย่างน้อยก็ได้วันละ ๓๐๐ บาท เขาก็ มีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ อันนี้ก็เป็นสิ่งหนึ่ง คือจะทําอย่างไรถึงจะการันตี (Guarantee) ในเรื่องนี้ได้ นั่นเป็นส่วนหนึ่งนะคะ

แล้วนอกจากนี้เมื่อผู้พิการไปทํางาน ดิฉันกลับมาต่อในเรื่องของการทํางาน ของผู้พิการ ดิฉันก็ไม่เห็นว่าแล้วอย่างไรถึงจะยั่งยืน ท่านไม่ได้มองถึงซัสเทนอะบิลิตี (Sustainability) ของการที่จะดูแลคนพิการไปจนกระทั่งเขาสามารถที่จะช่วยเหลือตัวเองได้ อย่าให้เขาต้องอยู่กับครอบครัว ให้ครอบครัวดูแล เพราะว่าครอบครัวไหนที่มีคนพิการ อยู่ในครอบครัวต้องมีภาระที่ดูแลแล้วก็มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ท่านจะสังเกตว่าความยากจน จะอยู่กับครอบครัวที่มีคนพิการเสียเยอะนะคะ ถ้าท่านมีผู้พิการอยู่ในบ้าน ๑ คน ท่านจะต้อง มีคนดูแลตลอดเวลา เพราะว่าไม่เช่นนั้นก็จะทําร้ายตัวเองหรือทําร้ายคนอื่น แต่ในเมื่อเขา จะต้องหาเงินเขาก็ต้องขังลูกไว้ ขังผู้พิการไว้ แล้วก็ออกไปทํางาน กลับมาคนพิการก็เครียด ในที่สุดก็จะมีเรื่องของทําร้ายร่างกายหรือทําร้ายผู้อื่น เราก็เคยเห็นกรณีที่คนพิการทางจิต เขาทําร้ายเด็กข้างบ้านที่ส่งเสียงดังอะไรอย่างนี้นะคะ นี่ก็เป็นผลพวงจากตรงนี้ เพราะฉะนั้น มันมีคําตอบในเรื่องของการทําศูนย์ เขาเรียกว่าเชลเตอร์เวิร์กชอป (Shelter Workshop) ดิฉันก็ไม่ทราบว่าศูนย์บริการตรงนี้จะไปถึงตรงนั้นไหม ดิฉันอยากจะให้กรรมาธิการชุดนี้ ทําเรื่องนี้ให้ไปถึงจุดตรงโน้น ไม่ใช่แค่ตั้งศูนย์และเอาคนมา ๑๐๐ กว่าคน แล้วก็มาดูตรงนี้ ดิฉันคิดว่าไปไม่ถึง คือคนพิการจริง ๆ ไม่ได้รับประโยชน์จากท่าน แต่กลายเป็นหาตําแหน่ง หาโอกาส แล้วคนที่ไม่มีความสามารถจริงเข้ามาอยู่ในตําแหน่งตรงนั้นมากกว่า เพราะฉะนั้น เรื่องของเชลเตอร์เวิร์กชอป (Shelter Workshop) หรือที่เราเรียกว่าเวิร์กเซนเตอร์ (Work Center) จําเป็นที่จะให้เขาเข้ามาทํางานในตอนกลางวัน แล้วตอนเย็นก็กลับบ้านไป ครอบครัวก็ไม่เป็นภาระ แต่เขาสามารถที่จะทํางานในสภาพแวดล้อมที่มีคนดูแลเขา มีอ็อกคูเพชันนัลเทอราพิสต์ (Occupational Therapist) หรือนักกิจกรรมบําบัดที่จะดูแล ตรงนั้น มีบุคลากรทางการแพทย์ที่จะดูแลแล้วทําให้สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทํางาน ของคนพิการ และก็มีโซเชียลเอนเตอร์ไพรส์ (Social Enterprise) หรือวิสาหกิจเพื่อสังคม ที่จะทําให้บุคคลเหล่านี้ส่งสินค้าของเขาเข้าถึงตลาด ให้โอกาสกับแนวคิดประชารัฐ ที่จะทําให้คนพิการนี้มีศักยภาพในการพัฒนาตัวเองได้ ก็ให้ภาคเอกชนเข้ามา เพราะฉะนั้น รัฐบาลนี้กําลังส่งเสริมเรื่องของวิสาหกิจเพื่อสังคม ดิฉันคิดว่าเรื่องนี้สําคัญที่จะทําให้ เป็นจริงได้นะคะ ก็ส่งผลิตภัณฑ์สู่ตลาดโดยวิสาหกิจเพื่อสังคมเหล่านั้น ตัวอย่างในประเทศ เกาหลีมีแล้วในเรื่องนี้นะคะ เขามีเซนเตอร์ (Center) สําหรับคนพิการแล้วทําเป็นโซเชียล เอนเตอร์ไพรส์ (Social Enterprise) นะคะ ตัวอย่างเช่นมีดิสเอเบิลเซ็นเตอร์ (Disable Center) ของโซเชียลเอนเตอร์ไพรส์ (Social Enterprise) ทําคุกกี้แล้วก็ส่งให้ห้างฮุนได หรือแม้กระทั่งทําเทียน ทําโน่นทํานี่ เพราะคนเหล่านี้ทําในรูปแบบของเลเบอร์อินเทนซิฟ (Labor Intensive) ได้ ดิฉันคิดว่าตรงนี้จะเป็นทางที่ประเทศไทยน่าจะปฏิรูป แทนที่จะ มาสร้างศูนย์แล้วก็สร้างคน แต่ว่าไปไม่ถึงการพัฒนาคนพิการที่แท้จริง แล้วก็สุดท้ายก็ไม่ได้ ช่วยคนพิการมีที่ยืนในสังคมอยู่ดี เพราะฉะนั้นเรื่องของโซเชียลอินคลูชัน (Social Inclusion) หรือการทําให้เขามีบทบาทนี้สําคัญ ดิฉันก็เลยอยากจะสรุปว่าทําอย่างไรสิทธิของคนพิการ ถึงจะเป็นจริง ไม่ใช่เพียงแค่มีเจ้าหน้าที่แล้วก็ดูแลศูนย์ เพราะเขามีออโธริตี (Authority) สุดท้ายนี้ในเมื่อมีออโธริตี (Authority) มีความสามารถในการใช้ดุลยพินิจในการอนุมัติ อนุญาตโน่นนี่ สุดท้ายก็จะมีเพาเวอร์คอร์รัปต์ (Power Corrupt) นะคะ หรือว่ามีความกังวล เพราะฉะนั้นโอกาสเปิดให้คนพิการ แต่ว่าการเข้าถึงโอกาสนั้นไม่เท่าเทียมกัน เพราะ ความพิการของเขาและครอบครัวของเขา การด้อยโอกาสเหล่านั้นจึงเกิดขึ้นเพราะ เรื่องของการไม่รู้หนังสือด้วย การไม่มีอาชีพด้วย ตัวอย่าง คนที่ท่านนิกรพูดถึง เรื่องของ อุบัติเหตุนะคะ แล้วเสร็จแล้วเคยทํางานกลายเป็นไม่มีงานทํา ครอบครัวมีปัญหา แล้วเขาจะ กลับมาสู่สังคมได้อย่างไร ตรงนี้ก็เป็นเรื่องที่ต้องคิดมากมาย เพราะฉะนั้นเรื่องแอเรียเบส (Area based) ก็สําคัญ ในเรื่องของการทํางาน การจัดการโดยยึดพื้นที่เป็นหลัก ยึดประเด็น เป็นหลัก ก็ควรจะเอาเรื่องนี้ไปเข้าพ่วงกับเรื่องของประชารัฐ เพราะฉะนั้นคอมมูนิตีเบส (Community based) สําคัญ ในรายงานนี้ไม่ได้ให้ความสําคัญกับคอมมูนิตี (Community) ชุมชน สังคมและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสักเท่าไรนะคะ คอมมูนิตี เบส รีแฮบิลิเทชัน (Community based Rehabilitation) สําคัญมาก ที่เรียกว่า ซีบีอาร์ (CBR) ท่านไม่ได้พูดถึง เรื่องนี้เลย การพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนพิการและครอบครัว การบรรลุความต้องการสูงสุด ของผู้พิการและครอบครัวจะทําอย่างไร มั่นใจได้อย่างไรว่าเขาจะมีส่วนร่วมในสังคม มั่นใจ ได้อย่างไรว่าเขาจะเข้าถึงบริการฟื้นฟู มั่นใจได้อย่างไรเขาจะเข้าถึงทรัพยากร ดิฉันขอเวลา ๒ นาทีนะคะ ทําอย่างไรถึงจะบูรณาการหลายภาคส่วนเพื่อให้โอกาสกับคนพิการได้เกิดขึ้นจริง นอกจากนี้ทําอย่างไรถึงจะไม่ให้เกิดปัญหาความยากจนที่เพิ่มพูนขึ้นเพราะความพิการของเขา และทําอย่างไรถึงจะลดภาระให้กับสังคมได้ ทําอย่างไรให้พวกเขาเกิดความภาคภูมิใจในตน มีคําถามที่มีคนฝากมาว่าตัวอย่างถ้าเด็กออทิสติก (Autistic) ก็ยังเรียนหนังสือได้นะคะ เรียนไปเรียนมาก็จบการศึกษาภาคบังคับ แล้ววอตส์เนกซ์ (What’s Next) ที่ท่านจะดูแลเขา ๑ ๒ ๓ ๔ สามารถที่จะวางแมปปิง (Mapping) ให้เขาได้ไหมว่าเขาจะไปถึงจุดหมาย ได้อย่างไร แทนที่จะต้องให้ครอบครัวมาคอยดูแลตลอดเวลา เพราะว่าพ่อแม่ก็แก่ตัวมากขึ้น เพราะฉะนั้นเขาจะดูแลตัวเองและดูแลคนอื่นได้อย่างไร แล้วสังคมจะช่วยกันดูแลเขาอย่างไร อย่างนี้เป็นต้นนะคะ ก็ต้องขอขอบพระคุณค่ะ