เพิ่มพงษ์ เชาวลิต หารือการปฏิรูปเพื่อส่งเสริมคุณค่าความเป็นมนุษย์ โดยเน้นการพัฒนาศักยภาพคนพิการอย่างเป็นระบบ พร้อมเสนอให้จัดทำยุทธศาสตร์การพัฒนาที่ครอบคลุมการขึ้นทะเบียน การบูรณาการหน่วยงาน และการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ เสนอให้จัดตั้งกลไกการจัดการที่ชัดเจน ใช้ข้าราชการเป็นผู้ประสานงานร่วมกับภาคประชาชน และเรียกร้องการจัดสรรทรัพยากรจากภาษีหรือกองทุนเพื่อความยั่งยืน รวมถึงผลักดันการเปิดโอกาสให้คนพิการเข้าสู่ระบบราชการอย่างเป็นรูปธรรม โดยให้กรรมาธิการติดตามและพัฒนานโยบายให้เกิดผลจริงต่อไป
กราบเรียนท่านประธาน สปท. ที่เคารพนะครับ กระผม เพิ่มพงษ์ เชาวลิต สปท. หมายเลข ๑๑๐ ก็ต้องยอมรับว่าสิ่งที่กรรมาธิการเสนอ ในเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สําคัญมาก ๆ นะครับ เพราะว่าถ้าเราสามารถที่จะทําเสนอได้ แล้วก็ จะเป็นการปฏิรูปและการให้ความสําคัญของคุณค่าของความเป็นมนุษย์จริง ๆ แล้วก็เชื่อว่า รัฐธรรมนูญทุกฉบับจะต้องมีการพูดในเรื่องนี้อยู่แล้ว ผมคงมีข้อคิดเห็นในการเสนอแนะ ในเรื่องนี้ เพื่อจะเป็นประโยชน์ในเรื่องของการทํางานต่อไปนะครับ ผมเห็นด้วยกับสมาชิก หลายท่านที่เสนอนะครับว่าถ้าเราสามารถต่อยอดข้อเสนอนี้ต่อไป ผมคิดว่าจะเป็นข้อเสนอ ที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น
เรื่องแรกคือถ้าเราพูดถึงคนพิการก็คงจะมีหลักคิดอยู่ ๒-๓ อย่าง ก็คือ คนพิการประเภทที่ ๑ คนพิการที่สามารถที่จะช่วยเหลือตัวเองได้ ซึ่งตรงนี้ถ้าเราเปิดโอกาส แล้วก็ทําให้ช่องทางมันดีขึ้น ผมคิดว่าเขาจะเป็นคนที่เป็นประโยชน์ เท่าที่ดูตัวเลขสถิติ ที่กรรมาธิการเสนอมา ผมคิดว่าตรงนี้ค่อนข้างน้อย สามารถประกอบอาชีพได้ แต่ว่าพูดถึง การศึกษาก็ยังน้อย การประกอบอาชีพก็ยังน้อย ถ้าเราพัฒนาเรื่องนี้ต่อไปผมคิดว่าเขาก็จะ เป็นคนที่มีความพร้อมในเรื่องของการทํางาน กับคนพิการประเภทที่ ๒ ก็คือช่วยเหลือตัวเอง ไม่ได้เลย อันนี้ผมคิดว่าเราก็คงจะพัฒนาอะไรได้ยากมาก ตรงนี้คืออยู่ที่มาตรการช่วยเหลือ หรือมาตรการสงเคราะห์ ผมว่าจะเป็น ๒ อย่างครับ แต่ที่สําคัญมากคือถ้าจะทําให้ข้อเสนอนี้ หรือข้อเสนอต่อไปนี้จะเป็นประโยชน์
เรื่องที่ผมอยากจะเสนอก็คือเราน่าจะจัดทําเหมือนกับเป็นยุทธศาสตร์ หรือเป็นอะไรสักอย่างหนึ่ง เพราะจริง ๆ ถ้าเราดูเป้าหมายของกลุ่มคนพิการทั้งหมดนี้ เท่าที่ ได้รับฟังจากท่านต่อพงศ์ มีประมาณสัก ๒,๐๐๐,๐๐๐ หรือ ๓,๐๐๐,๐๐๐ คนของประเทศเรา มันก็เป็นจํานวนที่ไม่มากนักจะมีอัตราส่วนเพิ่มปีละเท่าไร ผมคิดว่าในแง่สถิติมันสามารถ ดําเนินการได้ ๒๐๐-๓๐๐ คนที่เป็นเป้าหมาย ผมคิดว่าถ้าเราจะพัฒนาอะไรสักอย่างหนึ่ง ต้องเอาเป้าหมายนี้เป็นตัวตั้ง ถ้าเรามีเป้าหมายรวมทั้งหมด ๒,๐๐๐,๐๐๐ กว่าคน เราคง สามารถแบ่งแยกโดยสถิติได้ว่ามีเป้าหมาย ๒,๐๐๐,๐๐๐ กว่าคนนี้ สามารถที่จะพึ่งตัวเอง ได้เท่าไร พึ่งตัวเองไม่ได้เท่าไร ถ้าเราได้ตรงนี้ ๒ อันแล้ว เราก็จะอยู่ที่ที่พึ่งตัวเองได้ เราจะ พัฒนาเขาอย่างไร จะพัฒนาเขาอย่างไรนี้มันก็จะมี ๒-๓ อัน อันที่ ๑ ถ้าพัฒนาการศึกษา อันนี้คือการไปบูรณาการร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการว่าจะดําเนินการอย่างไรนะครับ อันที่ ๒ ถ้าจะเป็นเรื่องของอาชีพการงาน อันนี้คือการไปบูรณาการกับกระทรวงแรงงาน หรือกระทรวงพาณิชย์ก็แล้วแต่เราจะดําเนินขึ้นไป ถ้าสเกล (Scale) ของส่วนกลางมันจะ ใหญ่โต เราก็จะไปพูดถึงสเกล (Scale) ของพื้นที่คือจังหวัด เราก็สามารถจะสร้างได้ชัดเจนว่า จริง ๆ เป้าหมายทั้งหมด ๒,๐๐๐,๐๐๐ กว่าคน ถ้าจะแยกย่อยเป็นความช่วยเหลือ และพัฒนาจะเป็นเท่าไรตรงนี้มันสามารถจับต้องได้ และจะเป็นการพัฒนาที่ค่อนข้างดีมาก นะครับ ผมคิดว่าถ้าเราทําได้ตรงนี้ กับอีกอันหนึ่งก็คือเรื่องของกฎหมาย กฎหมายเท่าที่ ผมฟังจากกรรมาธิการสักครู่นี้ก็ถือว่าเรายัง ประเทศเรามีความก้าวหน้าในเรื่องของกฎหมาย ที่เอื้ออํานวยให้กับทางคนพิการ ตรงนี้เราก็คิดว่าจะเป็นเรื่องที่ดี คือเป็นเงื่อนไขที่เกื้อกูล อยู่แล้ว แต่เราดูว่าอะไรบ้างที่ยังไม่มี ถ้าเราจะทําให้มันครบมันก็จะสมบูรณ์มากขึ้น แต่สิ่งที่ นอกจากกฎหมายแล้ว สิ่งที่สําคัญอันหนึ่งที่ผมคิดว่าเราจะต้องไปพิจารณา คือการบังคับใช้ กฎหมายให้เป็นไปตามกฎหมายที่บอกไว้ ไม่ใช่เขียนไปหลาย ๆ อย่าง แต่ปรากฏว่าไม่มีเลย แล้วบ้านเราผมคิดว่าปัญหาการบังคับใช้กฎหมายจะเป็นเรื่องใหญ่ เพราะฉะนั้นปัญหา คนพิการเมื่อระบุเป็นกฎหมายอะไรแล้วที่ยังไม่ได้ปฏิบัติ ผมคิดว่าถ้าเราสามารถผลักดันให้ เกิดขึ้นในเรื่องของการปฏิบัติมันก็จะมีผลด้วยนะครับ อันนี้ผมคิดว่าถ้าเราทําแผนยุทธศาสตร์ ตรงนี้เราก็จะสามารถรู้ได้ว่าเราจะพัฒนาเขาอย่างไรต่าง ๆ นี้ ประเด็นอันหนึ่งที่เป็นเรื่อง ที่สําคัญอันหนึ่งเท่าที่ผมฟังเมื่อสักครู่นี้ว่าการขึ้นทะเบียนของคนพิการอาจจะยังไม่ครบ ขณะนี้ฟังดูแล้วขึ้นทะเบียนประมาณ ๑,๐๐๐,๐๐๐ กว่าคน อาจจะมีจํานวนมากกว่า เช่น อาจจะมีจํานวนเป็น ๑,๐๐๐,๐๐๐ หรือ ๒,๐๐๐,๐๐๐ คนที่ยังไม่ได้ขึ้น ถ้าเราสามารถที่จะทํา ให้เกิดการจูงใจให้มีการขึ้นทะเบียนให้มากเราจะสามารถรู้เป้าหมายทั้งหมด เมื่อเรารู้ เป้าหมายทั้งหมดแล้วเราจะสามารถพัฒนาหรือแยกย่อยออกไปได้ ซึ่งผมคิดว่าเรื่องของ การพัฒนาแรงจูงใจให้เกิดการมาขึ้นทะเบียน ตรงนี้ผมก็อยากให้เป็นกลยุทธ์อย่างหนึ่ง เพราะ ถ้าเราทําได้เราจะรู้เป้าหมายรวม จากเป้าหมายรวมอันนี้ละเราสามารถไปพัฒนาได้พัฒนา บางเรื่องเราจําเป็นต้องพัฒนาให้เขามีขีดความสามารถสูงขึ้นไปกว่านี้ทั้งเรื่องการศึกษา การงาน อาชีพ หรือแหล่งทุน ก็แล้วแต่ เราก็จะไปบูรณาการร่วมกับกระทรวง ทบวง กรม หรือท้องถิ่น ถ้าเราทําได้แบบนี้ผมคิดว่าการเสนอจะเป็นไปได้นะครับ
มีอีก ๒ ประเด็นที่ผมอยากจะเสนอเพิ่มเติม อันดับแรกคือเรื่องของกลไก ในการจัดการ เราจะสร้างกลไกการจัดการอย่างไร ตรงนี้เป็นเรื่องที่สําคัญ สิ่งที่กรรมาธิการ เสนอมาก็คือการเพิ่มกลไกของภาครัฐที่จะเข้าไปดําเนินการตรงนี้โดยครอบคลุมของจังหวัด อันนี้ผมคิดว่าสมาชิกหลายท่านได้ให้ข้อสังเกตไว้แล้วว่าอาจจะเป็นปัญหา ผมคิดว่ากลไก คงจะมี ๒ ส่วน ส่วนที่ ๑ คือกลไกในเรื่องของการประสานงาน กลไกประสานงานอาจจะ รวมถึงข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่รัฐได้ หรือในระยะหลังนี้อัตราเพิ่มข้าราชการอาจจะ เป็นไปได้ยาก การเป็นพนักงานของรัฐ การเป็นพนักงานราชการก็อาจจะเป็นไปได้ อันนี้ ผมคิดว่าแนวคิดตรงนี้เพื่อให้ลดภาระของราชการ การเพิ่มเป็นพนักงานราชการในเรื่องของ การอํานวยประโยชน์ การประสานงาน การดูแลเรื่องเกี่ยวกับกฎหมาย อันนี้จะเป็นความ ที่ง่ายกว่าการเพิ่มราชการ แต่สิ่งที่สําคัญมาก กลไกที่จะเข้าไปดําเนินการและเข้าถึง ตรงนี้ เป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งผมคิดว่าหลายท่านที่พูดมาแล้วว่าการทํางานกับคนพิการ แน่นอน อาจจะ ความยากลําบากหรือความเหนื่อยล้า แรงกายแรงใจหรือความพากเพียรอาจจะสูงกว่า คนปกติ ฉะนั้นผมคิดว่าสิ่งที่สําคัญมากคือเราคิดถึงการจัดตั้งกลไกที่เรียกว่า เอ็นจีโอ (NGOs) หรือกลไกนอกภาครัฐจะเป็นประโยชน์ แล้วเอาคนเหล่านี้ที่มีความผูกพันด้วยใจ ด้วยการทํางานที่มีอุดมการณ์ ถ้าเราให้ท้องถิ่นหรือจังหวัดแต่ละจังหวัดคัดสรรคนเหล่านี้ ขึ้นมาแล้วดําเนินการประสานงานหรือดําเนินการเข้าถึง ผมคิดว่ามันจะเป็นประโยชน์ มากกว่าที่เราจะเอาข้าราชการที่มีความเสี่ยง ฉะนั้นผมคิดว่าข้าราชการอาจจะดูในแง่ของ กฎระเบียบอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ แต่ว่ากลไกที่ทํางานต่ออาจจะใช้กลุ่มที่เป็นนอกภาครัฐ หรือเอ็นจีโอ (NGOs) เข้าไปดําเนินการ ผมคิดว่าตรงนี้มันจะเป็นประโยชน์อย่างสูงนะครับ กลไกในการทํางาน
อีกอันหนึ่งก็คืออีกข้อหนึ่งปัญหาเรื่องงบประมาณ จริง ๆ ทุกอย่างทั้งหมด เรื่องงบประมาณเป็นเรื่องที่ค่อนข้างใหญ่กว่าทุกเรื่อง และจะชี้ขาดกว่าทุกเรื่อง เราตั้งกลไก หลายกลไกทั้งหมด แต่งบประมาณไม่พอ ผมก็ว่าจะเป็นเรื่องใหญ่ ผมคิดว่าจากเป้าหมาย ของคนพิการที่มีอยู่ประมาณ ๒,๐๐๐,๐๐๐-๓,๐๐๐,๐๐๐ คนที่เราปรากฏ ผมคิดว่า เราสามารถประมาณการได้ว่าจริง ๆ แต่ละปีเพื่อเมนเทน (Maintain) หรือว่าดํารงเป้าหมาย คนเหล่านี้จะต้องใช้งบประมาณปีละเท่าไร ผมคิดว่าเราสามารถดําเนินการได้ เช่น สมมุติ เรารู้ว่าได้ปีละประมาณ ๕๐ ล้านบาท ๑๐๐ ล้านบาท หรือประมาณเดือนละเท่าไร ถ้าเราประมาณการยอดงบประมาณในการใช้จ่ายได้ผมคิดว่ามันก็จะมี ๒-๓ ทาง อันที่ ๑ คือ ภาครัฐในการสนับสนุน ก็คงเป็นส่วนหนึ่ง แต่ผมคิดว่าภาครัฐคงจะมีข้อจํากัดในเรื่อง งบประมาณมาก สังเกตได้ว่าภาครัฐไม่สามารถให้งบประมาณได้ทุกเรื่องเต็มตามเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตามแต่นะครับ เพราะฉะนั้นการคิดถึงงบประมาณนอกภาครัฐในการ สนับสนุนเป็นเรื่องที่มีความสําคัญ แล้วถ้าสามารถผลักดันได้จะเป็นประโยชน์ งบประมาณ ทางด้านสลากกินแบ่งรัฐบาลก็ดี งบประมาณจากภาษีสุราก็ดี ภาษีบุหรี่ก็ดี งบประมาณ นอกภาครัฐอื่น ๆ ของกองทุนราชการบางเรื่อง ถ้าเราจะทําให้มันมีความชัดเจนแล้วตั้งเป็น เปอร์เซ็นต์ขึ้นมา กําหนดออกมาเป็นระเบียบ กฎหมายอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ งบประมาณ แบบที่ทาง สสส. หรือทางอะไรที่เขาทํา ผมคิดว่าตรงนี้จะเป็นประโยชน์ เพราะว่า การช่วยเหลือคนพิการผมเชื่อว่าทุกองค์กรเห็นด้วยอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าโอกาสที่ผ่านมาไม่ได้มี เพราะฉะนั้นถ้าเรากําหนดให้เป็นกฎหมาย ภาครัฐคงได้ ให้เท่านี้ สํานักงบประมาณเคยให้ ปีละ ๑๐ ล้านบาท ผมว่าก็ไม่เกินกว่าปีนี้ อย่างมากเพิ่มขึ้น ๑๐ ล้านบาท ๑๑ ล้านบาท แค่นั้นเอง แต่ถ้าเราต้องการมากกว่านี้ก็ต้องอาศัยช่องทางของกลไกอื่น ผมคิดว่าถ้าเราทําได้ แบบนี้จะมีความแน่นอนของงบประมาณ เมื่อมีความแน่นอนของงบประมาณขึ้นมาแล้ว เราก็สามารถที่จะเอางบประมาณตรงนี้ไปตั้งให้กับองค์กรต่าง ๆ ได้ หรือการสนับสนุนกิจกรรม ต่าง ๆ หรือไปช่วยเหลือสังเคราะห์ได้ ผมคิดว่าถ้าทําได้แบบนี้มันก็จะเป็นประโยชน์นะครับ และเท่าที่ดูก็คงจะมีกองทุนสนับสนุนอยู่ส่วนหนึ่งแล้ว ถ้ากองทุนมีอยู่ไม่พอประการใดเราก็ใช้ งบประมาณตรงนี้ได้ครับ
ประเด็นสุดท้ายอีกอันหนึ่งที่ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่มีความสําคัญมากคือการ เปิดโอกาสหรือเปิดอาชีพ ผมไม่แน่ใจว่าเรามีระเบียบอะไรหรือไม่ แล้วอีกอย่างหนึ่งครับ ที่จริงหน่วยที่จะดําเนินการรับคนพิการให้เข้ามาทํางาน ตรงนี้ผมยังไม่ทราบชัดเจนนะครับ แต่ถ้ายังไม่มีผมอยากเสนอในเรื่องของการให้ราชการทุกหน่วยเปิดให้คนพิการให้เข้ารับ ให้เป็นลูกจ้างหรือให้เป็นพนักงานก็ได้ที่จะเข้าทํางานตรงนี้ตามรูปแบบที่เหมาะสม ถ้ากําหนดเป็นระเบียบ กฎหมายได้ ผมคิดว่าจะเป็นประโยชน์ ถ้าได้แบบนั้น เอกชน ห้างร้าน รัฐวิสาหกิจเขาคงจะตามเองนะครับ ถ้าทําได้แบบนี้โอกาส ของคนพิการที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาแล้วจะมีปัจจัยที่แน่นอนที่เข้ามาสู่การงาน ถ้าแบบนี้ มันจะทําได้นะครับ สุดท้ายอยากจะเสนอนิดว่าถ้าเมื่อมาตรการฉบับนี้ผลพ้นไปแล้ว ถ้ากรรมาธิการจะรับต่อในการศึกษาให้มันเป็นรายละเอียดถึงเป้าหมายจับต้องได้ แล้วก็ มีกลไกชัดเจนเหมือนกับยุทธศาสตร์ที่เราจะพัฒนานี้ ผมคิดว่าผลงานของ สปท. หรือรัฐบาล ที่ประกาศใช้อยู่แล้วมันจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งนะครับ ขอบคุณมากครับ