กษิต ชี้ทบทวนพันธกรณีต่างประเทศ หนุนดูแลคนพิการอย่างเป็นระบบ

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๓๑ · ๒๑ มิถุนายน ๒๕๕๙

กษิต ภิรมย์ หารือเกี่ยวกับการดูแลคนพิการและผู้ด้อยโอกาสอย่างเป็นระบบ โดยเสนอให้ทบทวนพันธกรณีระหว่างประเทศและเพิ่มความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม พร้อมแนะนำให้คณะกรรมาธิการประสานงานกับกรมองค์การระหว่างประเทศเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและดึงผู้เชี่ยวชาญต่างชาติมาช่วยพัฒนาการดูแลให้มีประสิทธิภาพและทันต่อสถานการณ์

นายกษิต ภิรมย์

ขอบพระคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สปท. ลําดับที่ ๗ ผมเคยเป็นอธิบดีกรมองค์การระหว่างประเทศเกือบ ๓ ปีครับ แล้วก็ข้องแวะ กับองค์การสหประชาชาติในเรื่องที่เกี่ยวกับสังคมค่อนข้างจะมากมาย ก็อยากจะนําเอา ประสบการณ์อันนี้มาเล่าสู่กันฟังเพื่อที่จะได้ขับเคลื่อนการดูแลคนด้อยโอกาส แล้วก็คนพิการ ผมก็ขอย้ําดังที่ท่านประธานได้ย้ําเมื่อสักครู่นี้ว่า เรามักจะเริ่มพิจารณาเรื่องกันโดยที่ขาดสถิติ ไม่ใช่แค่จํานวนตัวเลขเท่าไร แต่ต้องแบ่งเป็นประเภทด้วย เป็นออทิสติก (Autistic) ด้อยทางสมอง พิการทางร่างกาย ตัวเลขต้องออกมาให้ชัดครับ กับอันที่ ๒ คือในตัวเลข อันนี้ก็ต้องแบ่งออกมาด้วยว่าอยู่ในสถานการศึกษาเท่าไร แล้วก็ควรจะนําเข้ามาอยู่ ในสถานการศึกษา หรือว่าศูนย์ฝึกอบรมเท่าไร แล้วที่ช่วยตนเองไม่ได้เลยมีเท่าไร มันจะได้ แบ่งแยกกันว่าจะดูแลอย่างไร เผอิญเมื่อปีที่แล้วผมได้มีโอกาสไปเยี่ยมโรงเรียนคนพิการ ที่จังหวัดสกลนคร เข้าใจว่าทั่วประเทศมีประมาณ ๑๗ โรงเรียน หรือว่าในภาคอีสาน มี ๑๗ โรงเรียน ตัวเลขผมอาจจะไม่แน่นอน แต่ประเด็นก็คือว่า มีโรงเรียนที่จะดูแล เด็กพิการอยู่ แล้วก็ความมุ่งมั่น การอุทิศ จิตใจของผู้บริหาร แล้วก็โดยเฉพาะเด็กหนุ่มสาว อายุ ๑๘ ปีถึง ๒๕ ปี ที่ต้องอยู่กับเด็กพิการแทบจะ ๒๔ ชั่วโมงเป็นสิ่งที่น่าประทับใจเป็นอย่างยิ่ง แล้วเขาต้องการความร่วมมือช่วยเหลือ งบประมาณสนับสนุน วิถีชีวิตประจําวันของครู เด็ก ๆ พวกนี้ หนุ่มสาว ที่อยู่อาศัย เงินเดือน เพราะมันเป็นงานยากลําบากที่จะต้องดูแล คนพิการตลอดเวลา เพราะฉะนั้นก็อยากจะขอให้คณะกรรมการช่วยดูที่โรงเรียนทั้งหมดด้วย ทําการสํารวจนะครับ แล้วก็โรงเรียนเหล่านี้ร่วมกับทางศูนย์ต่าง ๆ ของกระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์นั้น จะนําเอาคนพิการที่อยู่ นอกโรงเรียนนั้นเข้ามาฝึกอบรมเพื่อจะให้มีอาชีพได้อย่างไรนะครับ อันนี้ก็เป็นสิ่งหนึ่ง ที่อยากจะฝากไว้เบื้องต้น คู่ขนานกันไปที่เมื่อสักครู่เพื่อนสมาชิกได้กล่าวไว้ว่ามันเป็น พันธกรณีของหน่วยราชการ แล้วก็ทางภาคเอกชนงานที่จะว่าจ้างสัก ๑ เปอร์เซ็นต์ มันควรจะเป็นของคนพิการ ถ้าเผื่อเราไปเที่ยวที่ประเทศญี่ปุ่น กับประเทศเกาหลีใต้ หรือแม้กระทั่งประเทศไต้หวัน คนนวดส่วนใหญ่เป็นคนตาบอดครับ แล้วก็คนรับโทรศัพท์ แม้กระทั่งพนักงานตามลิฟต์อะไรก็สามารถจะเป็นคนพิการได้ เราน่าจะมีการจัดลําดับ ของอาชีพ ว่ามีอาชีพอะไรที่ควรจะต้องสงวนไว้ให้กับคนพิการ แล้วก็คู่ขนานกันไปนั้น เมื่อวานเราก็พูดเรื่องการผังเมือง แล้วก็งานโยธาธิการ ทุก ๆ ประเทศเขามีภาคบังคับว่ารถเมล์ก็ดี อะไรที่เป็นของสาธารณะนั้น จะต้องให้คนพิการเข้าออกได้โดยสะดวก มันต้องทําคู่ขนานกันไป คราวนี้ผมเริ่มที่จะไล่ เป็นประเด็น แต่ก็อยากจะขอกล่าวไปในภาพกว้างว่า ณ วันนี้ประเทศไทยเป็นภาคีอนุสัญญา สหประชาชาติหลายฉบับ เรื่องของผู้ด้อยโอกาส คนพิการ เด็กและสตรีที่เกี่ยวข้อง แล้วก็ แม้กระทั่งในอนุสัญญาหรือข้อตกลงที่เกี่ยวกับอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ไอแอลโอ (ILO) เราก็มีพันธกรณีที่จะมีการว่าจ้างแรงงานที่เป็นคนพิการ ในขณะเดียวกัน ในช่วงปีที่ผ่านมาเราก็เป็นประธานกลุ่ม ๗๗ โดยท่านตัวนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นสําคัญ เราก็ภาคภูมิใจกันมาก นอกเหนือจากการส่งเสริมปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียงให้เป็นหลักของการพัฒนาประเทศแล้วก็ต่อต้านหรือว่าสู้กับความท้าทาย ของโลกาภิวัตน์ของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงแล้วมันก็มีพันธกรณีในการที่จะดูแล ผู้ด้อยโอกาสในกรอบของสหประชาชาติแล้วก็ในกรอบของจี ๗๗ (G77) ด้วย คราวนี้ ผมก็อยากจะฝากกรรมาธิการผ่านท่านประธานว่าต้องทบทวนครับ ว่า ณ วันนี้เรามี พันธกรณีระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกับสหประชาชาติแล้วก็เครือข่ายในองค์กรของ สหประชาชาตินั้นกี่เรื่อง กี่ฉบับ แล้วเราได้ดําเนินการตามพันธกรณีโดยรัฐบาล แล้วก็ โดยเฉพาะโดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงศึกษาธิการ แล้วก็กระทรวงสาธารณสุขมากน้อยอย่างไร ไม่อย่างนั้นเราก็จะเข้ามาพิจารณาเรื่อง ในที่ประชุม สปท. นี้ มักจะเป็นบางเรื่อง ๆ เช่น การที่จะตั้งศูนย์ข้าราชการที่เป็นข้อเสนออยู่ ขยาย มันก็มักจะมาที่ตั้งหน่วยงานข้าราชการดังที่เพื่อนสมาชิกได้กล่าวไปแล้ว โดยไม่ได้ ดูประเด็นปัญหาแล้วก็งานที่จะต้องปฏิบัติเคียงข้างคู่ขนานกันไป โดยหน่วยงานอื่น ๆ ภาคเอกชนโดยเฉพาะสภาหอการค้า สภาอุตสาหกรรม สมาคมธนาคารที่จะเข้ามาได้ ในกรอบของที่สมัยนี้ใช้คําว่า คอร์เปอเรต โซเชียล เรสพอนซิบิลิตี ซีเอสอาร์ (Corporate Social Responsibility : CSR) ความรับผิดชอบต่อสังคม แล้วก็ที่สําคัญก็คือว่าในประเทศไทย เรามีองค์กรทางภาคประชาสังคม ซิวิลโซไซตี (Civil Society) หรือเอ็นจีโอ (NGOs) เป็นพัน เป็นหมื่น แล้วเขาก็ทําในเรื่องของเด็ก สตรี ผู้ด้อยโอกาสอยู่ เราต้องเสริมสร้างความเข้มแข็ง ให้กับเขา ในขณะเดียวกันเราก็บอกว่าเรากําลังต้องการที่กระชับพัฒนาการปกครองท้องถิ่น ของระดับ อบจ. อบต. เทศบาล แล้วทําไมเราไม่คิดที่จะโอนงานต่าง ๆ เหล่านี้ไปที่ภาคเอกชน ไปที่ภาคประชาสังคม แล้วก็ไปที่ภาคท้องถิ่น ไม่มีความจําเป็นที่จะต้องกระจุกตัวแล้วก็เพิ่ม ขยายหน่วยงานในเครือข่ายของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ รวมทั้ง กระทรวงสาธารณสุข แล้วก็กระทรวงมหาดไทย แล้วก็อื่น ๆ ด้วย แล้วในการที่เราไปทบทวน พันธกรณีที่เรามีอยู่กับต่างประเทศ เราจะได้เห็นว่าอะไรที่เราได้ทําคืบหน้าไปแล้ว ก้าวหน้า ไปแล้ว อะไรที่เรายังล้าหลังและจะต้องพัฒนา ผมคิดว่ามองในภาพกว้างเสียก่อนนะครับ แล้วค่อยทอนออกมาว่าเราจะจัดองค์กรส่วนกลางของรัฐบาลอย่างไร แล้วจะประสานกับทาง ท้องถิ่นทางภาคประชาสังคมและทางภาคเอกชนอย่างไร ไม่ใช่มาดูกันแค่ตั้งศูนย์ ขยายศูนย์ คราวนี้จะตั้งศูนย์ ขยายศูนย์ ถึงแม้ว่าศูนย์ที่จะมีแล้ว ๗๑ แห่ง จะให้มันครบ ๗๖-๗๗ แห่ง ครอบคลุมมันทุกจังหวัดทั่วประเทศ ผมก็ยังมีความข้องใจเกี่ยวกับขีดความสามารถ ของข้าราชการที่ประจําที่ศูนย์ว่าจบอะไรมา เป็นนางพยาบาลหรือเปล่า เป็นหมอหรือเปล่า เป็นผู้ช่วยพยาบาลหรือเปล่า ผ่านคอร์ส (Course) ว่าด้วยเรื่องจิตวิทยาของการที่จะดูแล คนพิการหรือเปล่า ไม่ใช่ว่าจะมีตําแหน่งแล้วก็จบเศรษฐศาสตร์หรือจะจบพัฒนาธุรกิจอะไร ต่าง ๆ เหล่านี้แล้วก็มาทํางานได้ ผมก็อยากจะขอให้คณะกรรมาธิการช่วยกรุณาทบทวนว่า ณ วันนี้ข้าราชการในสังกัดของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์หรืออื่น ๆ นั้น มีทักษะ มีความสามารถ แล้วถ้าเผื่อจะให้ไปทํางานอันนี้จะใช้เวลาในการฝึกอบรมเพิ่มทักษะ อย่างไร แล้วในการฝึกอบรมเพิ่มทักษะนี้จะให้ใครทํา ให้โรงพยาบาลทํา ให้กระทรวงสาธารณสุขทํา ให้มหาวิทยาลัยทํา ใครจะเป็นผู้ทํา ใครจะเป็น ผู้ฝึกอบรม แล้วคู่ขนานกันไปเมื่อเรามีพันธกรณีกับสหประชาชาติ องค์กรระหว่างประเทศ มากมาย เราจะได้รับความร่วมมือช่วยเหลือกับเขามากน้อยแค่ไหนในการที่จะเพิ่มทักษะ ขีดความสามารถของบุคลากรของเรา กับอันที่ ๒ ก็คือว่า ณ วันนี้มหาวิทยาลัยต่าง ๆ มีการเรียนการสอนภาควิชาที่จะดูแลคนพิการหรือเปล่า เพราะว่าถ้าเผื่อเราบอกว่าจะมี คนพิการถึง ๒,๐๐๐,๐๐๐ คน เราต้องการบุคลากรที่จะดูแลเพื่อนมนุษย์ของเราเหล่านี้ อย่างไร ผู้ที่ดูแลก็จะต้องมีความพร้อม จะพร้อมได้ต้องไปเริ่มที่การศึกษา แล้วก็การฝึกอบรม เป็นระยะ ๆ แล้วเราต้องเลิกคิดในเรื่องที่บอกว่างบประมาณไม่พอ อันนี้ในยุคปฏิรูป ถ้าเผื่อต้องใช้เงิน ๕,๐๐๐ ล้านบาท ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อจะวางระบบโครงสร้างให้มัน เข้าที่ เตรียมบุคลากร แล้วก็มีการรองรับคนพิการได้อย่างทั่วถึง ถ้าเผื่อจะเป็นหมื่นล้านบาท จะต้องทําก็ต้องทํา เราได้มีการตั้งงบประมาณไปอีลุ่ยฉุยแฉกกันมากมายดังที่รู้ ๆ กันอยู่ แต่อันนี้มันมีกลุ่มชนที่ควรจะอยู่ในระดับความสําคัญสูงสุดอันหนึ่งของสังคมที่เขาจะต้อง ได้รับการดูแล มันเป็นเรื่องนโยบาย เป็นเรื่องของจิตใจที่เราจะต้องมีส่วนในการที่จะเข้าไป ร่วมช่วยเหลือให้ได้อย่างเต็มที่นะครับ

ก็ขอฝากประเด็นกว้าง ๆ เหล่านี้ไว้ แล้วผมก็ขอแนะเป็นประการสุดท้าย อยากจะให้คณะกรรมาธิการได้พบกับกรมองค์การระหว่างประเทศด้วย จะได้รับทราบข้อมูล สถานะของประเทศไทย แล้วก็พันธกรณี แล้วก็ลู่ทางในการที่จะกระชับความร่วมมือ จากต่างประเทศ อย่างน้อยก็ในแง่ของการหาความชํานาญการ ผู้เชี่ยวชาญของเขาในการ ที่จะให้เข้ามาร่วมวางระบบของเราให้มันสมบูรณ์แบบ แล้วก็ขับเคลื่อนการดูแลคนพิการ ได้อย่างทันทีทันควัน ก็ขอขอบพระคุณครับท่านประธาน