วิเชียร ชวลิต หารือประเด็นการส่งเสริมสิทธิและศักดิ์ศรีของคนพิการอย่างรอบด้าน ทั้งการจัดตั้งศูนย์บริการคนพิการระดับจังหวัดโดยใช้โครงสร้างเดิมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดภาระงบประมาณ พร้อมผลักดันการลงทะเบียนคนพิการให้ครบถ้วนตามเกณฑ์สากลและการใช้เทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนการเข้าถึงงานและบริการต่าง ๆ โดยเน้นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน รวมถึงเรียกร้องให้เร่งดำเนินการตามกฎหมายการจ้างงานคนพิการและขยายเครือข่ายศูนย์บริการทั่วประเทศเพื่อให้คนพิการได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องและเท่าเทียมในสังคม
กราบเรียนท่านประธานและท่านสมาชิก ที่เคารพครับ วันนี้ต้องขอขอบพระคุณท่านสมาชิกที่ได้กรุณาให้ข้อคิดเห็นมากมาย มีผู้ให้ ข้อคิดร่วมอภิปรายถึง ๘ ท่าน ก็เกินความคาดหมายของกรรมาธิการ แล้วก็มีประเด็น หลายประเด็นมากที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ก็ต้องขออนุญาตกราบเรียน หลายอย่างที่เป็น เรื่องที่เราจะนํามาพิจารณาในการเพิ่มเติมในรายงานให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้นตามเจตนารมณ์ ของท่านทั้งหลาย แล้วก็เพื่อเป็นไปตามกรอบแนวคิดการปฏิรูปเพื่อให้คนพิการอยู่กับ สังคมไทยอย่างมีความสุขแล้วก็อยู่อย่างเท่าเทียม แล้วก็มีศักดิ์ศรี
ขออนุญาตเรียนว่าแต่ละท่าน ผมเริ่มนิดหนึ่งนะครับ จากท่านคุรุจิตท่านได้ ให้ข้อคิดในประเด็นเรื่องศูนย์บริการคนพิการระดับจังหวัด ผมเรียนว่าก็เป็นข้อคิด ที่มีประโยชน์ว่าไม่ควรจะตั้งศูนย์หรือหน่วยงานราชการขึ้นมาแยกต่างหากมาก แล้วก็จะ เป็นผลต่อภาระเรื่องของงบประมาณก็ดี เรื่องของการจัดการอื่น ๆ ก็ดี ก็เรียนว่ารับข้อสังเกต ของท่านแล้วเราก็จะไปเพิ่มเติมในรายงาน ในรายงานนี้ส่วนหนึ่งเป็นการรายงานผลการปฏิบัติ ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในการจัดตั้งศูนย์บริการคนพิการ ระดับจังหวัด ฉะนั้นข้อสังเกตในเชิงการปฏิรูปเราก็จะให้ข้อพิจารณาไป คือในบทบัญญัติของ พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ระบุให้ตั้งศูนย์ขึ้นมา ในกฎหมาย เขียนไว้แล้ว แต่ว่าการตั้งเป็นส่วนราชการหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับเชิงบริหาร ก็ขออนุญาตเรียนว่า เราจะเสนอข้อแนะนําไปว่าควรจะอยู่ในสํานักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จังหวัด แต่ว่าหลายท่านไม่ว่าจะเป็นท่านคุรุจิต ท่านอาจารย์ถวิลวดี ท่านนิกร ก็มีความเห็น ตรงกันว่าเราควรจะมีบุคลากรที่ทําหน้าที่หรือดูแลกลุ่มคนเหล่านี้ด้วยจิตใจ ด้วยความ ชํานาญ ด้วยความเข้าใจ ฉะนั้นก็จะสนับสนุนว่าควรจะมีบุคลากรทําหน้าที่เป็นเรกูเลเตอร์ (Regulator) โดยเป็นความเชี่ยวชาญ ความชํานาญเฉพาะทาง ที่จะทําหน้าที่ตรงนี้ได้ อย่างสมบูรณ์ แต่เรื่องการกําหนดอัตราว่าจะมีเท่าไร อย่างไร ก็ขออนุญาตเรียนว่า คงเป็นเรื่องของการวิเคราะห์ทางระบบการบริหารงานบุคคลว่าควรจะมีเท่าไร อย่างไร อันนี้เพียงแต่ว่าเราสนับสนุนว่าควรจะมีบุคลากรโดยเฉพาะ แล้วก็ให้เป็นหน่วยงานหนึ่งอยู่ใน สํานักงาน พมจ. แต่ว่าทําหน้าที่เป็นศูนย์ในการเป็นเรกูเลเตอร์ (Regulator)
ผมเรียนว่าเรื่องของประเด็นของข้อมูลนี่นะครับ วันนี้ ๑.๕ ล้านคน ที่มา ขึ้นทะเบียนเป็นคนพิการในระบบนี้ มีข้อมูลที่สมบูรณ์สามารถจะดูแล้วก็ตรวจสอบข้อมูล ในภาพรวมก็ดี รายละเอียดก็ดี ได้ครบทุกช่องทางนะครับ แล้วก็ข้อมูลเหล่านี้สามารถ ใช้ประโยชน์ร่วมกันกับหน่วยงานต่าง ๆ แล้วก็ต้องเรียนว่าปัญหาของคนพิการในเรื่องข้อมูลนี้ จะมีประเด็นเดียวก็คือว่าเรายังมีคนพิการที่ไม่สามารถจดทะเบียนได้ ด้วยเหตุที่เราวิเคราะห์หรือทางวิชาการของกระทรวงวิเคราะห์ไว้ก็คือ มาจากทัศนคติของ คนที่เป็นคนพิการ อาจจะครอบครัวหรืออาจจะอะไร ไม่อยากจะมาขึ้นทะเบียน อันนี้ก็เป็น สาเหตุหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งก็คงจะเป็นส่วนที่เราเน้นก็คือ ศูนย์บริการคนพิการทั่วไป ที่จะไป สร้างความเข้าใจ แล้วก็สามารถที่จะทําให้คนพิการที่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนมาเข้าสู่ระบบ จดทะเบียนเป็นคนพิการ เพราะท่านคงทราบดีว่ากระบวนการในการจดทะเบียนเป็นคนพิการ ไม่ใช่อยู่ดี ๆ มาแสดงตนแล้วบอกว่าฉันอยากเป็นคนพิการ แล้วเจ้าหน้าที่ก็จะจดทะเบียนให้ เขาต้องไปตรวจสุขภาพ โดยหมอจะรับรองว่ามีลักษณะอย่างไรที่เข้าองค์ประกอบตามหลักเกณฑ์ ซึ่งอันนี้หลักเกณฑ์พวกนี้ไม่ใช่หลักเกณฑ์ที่ประเทศไทยคิดขึ้นมาแล้วเราก็กําหนดว่าแบบนั้น แบบนี้เป็นคนพิการ ก็เป็นหลักสากลที่ทุกคนใช้ และเราก็มากําหนด แล้วคุณหมอก็จะ วินิจฉัยว่ามีองค์ประกอบอะไร อย่างไร เมื่อเข้าเกณฑ์แล้วถึงจะรับจดทะเบียนเป็นคนพิการ เพราะฉะนั้นส่วนที่ท่านเป็นห่วงว่าแล้วเราจะเอาคนที่ไม่พิการเข้ามาเป็นคนพิการ คงเป็นไป ไม่ได้ แต่ว่าเมื่อเข้ามาแล้วจะได้รับการดูแลอย่างไรนั้นก็เป็นอีกกระบวนการหนึ่ง
ท่านนิกรเป็นห่วงเรื่องศูนย์บริการคนพิการ แล้วก็เรื่องการจัดการของ ศูนย์บริการคนพิการทั่วไป ต้องขอเรียนเพิ่มเติมว่าในปีงบประมาณ ๒๕๕๘ ทางกองทุน ได้จัดงบประมาณไปส่งเสริมศูนย์บริการคนพิการทั่วไป ใช้เงิน ๗๐ ล้านบาท แต่ใน ปีงบประมาณ ๒๕๖๐ ปีใหม่นี้กองทุนได้จัดเงินเข้าไปสนับสนุนศูนย์บริการคนพิการทั่วไป ๕๘๐ ล้านบาท ท่านก็จะเห็นตัวเลขว่านี่คือทิศทางของการส่งเสริมเพื่อให้ศูนย์บริการ คนพิการทั่วไปสามารถดําเนินการได้ ศูนย์บริการคนพิการทั่วไปจะดูแลใน ๓ เรื่องหลัก คือเงินที่สนับสนุนเข้าไปก็จะไปสนับสนุนภารกิจใน ๓ เรื่องหลัก เรื่องที่ ๑ ก็คือการจัด สิ่งอํานวยความสะดวกของสถานที่หรือของศูนย์บริการคนพิการ เพื่อให้คนพิการสามารถ เข้าถึงได้ เรื่องที่ ๒ ก็คือเรื่องการบริหารงานในศูนย์ จะมีเจ้าหน้าที่ มีเงินสนับสนุนเพื่อให้ ศูนย์บริการคนพิการนั้นให้บริการได้ แล้วเรื่องที่ ๓ ก็คือบริการต่าง ๆ ก็คือบริการเบื้องต้น แล้วก็การส่งต่อของคนพิการ ที่หลายท่านเป็นห่วงว่าเราทําครบวงจรหรือไม่ ต้องเรียนว่า โดยกระทรวง พม. ไม่ใช่กรรมาธิการนะครับ ศูนย์บริการคนพิการทั่วไปจะทําหน้าที่รับ และให้บริการเบื้องต้น แล้วก็ส่งต่อไปยังศูนย์บริการคนพิการ ซึ่งศูนย์คนพิการทั่วประเทศ มีสถานสงเคราะห์อยู่ ๑๓ แห่งทั่วประเทศ ที่จะเป็นผู้เชี่ยวชาญ แล้วมีลักษณะการดูแล ต่อเนื่องที่จะพัฒนาให้เขาสามารถจะใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้ แล้วก็มีศูนย์ฝึกอาชีพทั่วประเทศ สําหรับฝึกอาชีพคนพิการอยู่ ๙ แห่ง เพราะฉะนั้นศูนย์บริการคนพิการทั่วไปที่ได้รับงบประมาณ ในการให้บริการก็จะดูแลเบื้องต้น จดทะเบียน ให้ความรู้ความเข้าใจ และอื่น ๆ รวมทั้ง บริการในการส่งต่อไปยังศูนย์ เรียกว่าศูนย์ถาวร ก็คือฝึกฝนพัฒนาอะไรพวกนี้ต่อไป ก็ขออนุญาตเรียนตอบท่านกรรมาธิการที่ได้กรุณาให้ข้อแนะนํานะครับ ส่วนข้อพิจารณา ในเชิงประเด็นคนพิการ เดี๋ยวผมจะขอความกรุณาท่านต่อพงศ์ได้เรียนต่อท่านทั้งหลาย ผมมีเพิ่มเติมอีกนิดหนึ่งนะครับ
ในส่วนของท่านกษิต ท่านได้ให้ข้อแนะนําในเรื่องของกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่เป็น หลักสากลอะไรนี้ เดี๋ยวท่านต่อพงศ์ก็จะรายงานเช่นกัน แต่ผมเรียนว่าวันนี้ข้อมูลคนพิการ ๑.๕ ล้านคนที่มีอยู่ในฐานข้อมูลมีความสมบูรณ์ ถูกต้อง แล้วก็ใช้ประโยชน์ได้ ดังที่ผมได้ รายงานตั้งแต่ต้นแล้วว่าข้อมูลคนพิการ ทั้งเรื่องการศึกษา อาชีพ ลักษณะความพิการอื่น ๆ มีความสมบูรณ์อยู่ทั้งหมด
ท่านเมธินีได้กรุณาให้ข้อแนะนําเรื่องเทคโนโลยี ก็ต้องเรียนว่าศูนย์บริการ คนพิการทั่วไปเป็นศูนย์บริการ ต้องเรียกว่าเป็นองค์กรร่วมทั้งรัฐทั้งเอกชน ร่วมกันในการ ดําเนินการก็คือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็จะเป็นส่วนใหญ่ในการเป็นศูนย์บริการคนพิการ แล้วก็จะมีองค์กรของคนพิการหรือองค์กรภาคเอกชนอีกส่วนหนึ่งนะครับ ไอซีที (ICT) สามารถที่จะเข้าไปติดตั้ง ไปจัดระบบ วันนี้คนพิการใช้ระบบของการเข้าทํางานหรือเข้าสู่ ตลาดแรงงานในระบบไอซีที (ICT) เสียเป็นส่วนใหญ่ คนพิการสามารถที่จะแสดงศักยภาพ ของตนเองผ่านระบบอินเทอร์เน็ต (Internet) ในขณะเดียวกันนายจ้างก็มีคําขอ คําร้อง อยากจะจ้างคนพิการผ่านในระบบและไปเจอกันในตลาดอินเทอร์เน็ต (Internet) นะครับ อันนี้ก็เรียนว่าเป็นช่องทางที่ทําให้คนพิการสามารถเข้าถึงได้
แต่ว่าความสมบูรณ์ที่ท่านวรวิทย์กรุณาให้ข้อแนะนําในเรื่องของสิ่งอํานวย ความสะดวกว่าจะเป็นภาระหรือเป็นปัญหาต่อสังคมหรือไม่ ต้องเรียนว่าเรามีหัวข้อ อีกหัวข้อหนึ่งก็คือเรื่องของแอ็กเซสแอกต์ (Access Act) ซึ่งจะเป็นเรื่องของการที่จะ ทําให้ผู้คนทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นคนพิการ หรือคนพิการที่เกิดจากเป็นผู้สูงอายุเข้าถึง หรือว่าสามารถใช้สิ่งอํานวยความสะดวกในสังคม ในการเดินทาง ในการเข้าถึงต่าง ๆ อยู่อีกเรื่องหนึ่งนะครับ แต่ว่าอย่างไรก็ตามเดี๋ยวท่านต่อพงศ์จะได้รายงานเพิ่มเติมในเรื่อง ของการใช้สิ่งอํานวยความสะดวกนะครับ
ผมอยากจะเรียนเพิ่มเติมท่านอีกนิดหนึ่งนะครับว่า วันนี้ภาคเอกชนจ้างงาน คนพิการประมาณ ๙๓ เปอร์เซ็นต์ คําว่า ๙๓ เปอร์เซ็นต์ก็แปลว่ากฎหมายบังคับว่าถ้าจ้าง คนปกติ ๑๐๐ คน ต้องจ้างคนพิการ ๑ คน ภาคเอกชนทําได้แล้ว ๙๓ เปอร์เซ็นต์ แต่ผม อยากจะบอกตัวเลขท่าน ไม่รู้ท่านจะตกใจหรือไม่นะครับ แต่ผมเรียนว่ากระทรวงที่ผ่าน การจ้างคนพิการมีอยู่ ๒ กระทรวง คือกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ถ้าไม่ทําเองก็คงไม่สําเร็จ อีกกระทรวงหนึ่งคือกระทรวงแรงงาน นอกนั้นยังจ้างอัตรารวม จ้างได้ ๑๔ เปอร์เซ็นต์ คําว่า ๑๔ เปอร์เซ็นต์ก็คือต้องจ้างคน ๑๖,๔๕๔ คน รัฐโดยกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ จ้างไปเพียง ๑,๙๓๔ คน ได้ ๑๔ เปอร์เซ็นต์ ยังไม่ผ่านนะครับ เพราะฉะนั้น ก็ขออนุญาตวันนี้คณะรัฐมนตรีมีมติแล้วว่าให้ทุกส่วนราชการไปดูแล้วก็ไปติดตามว่าให้มี การจ้างงานให้ได้ตามเกณฑ์ของกฎหมายคือจ้างข้าราชการทั่วไป ๑๐๐ คน ต้องจ้างคนพิการ ๑ คน ผมก็ขออนุญาตเพิ่มเติมนิดหนึ่ง วัตถุประสงค์ของพระราชบัญญัติการจ้างงานคนพิการ ต้องการให้คนพิการมาใช้ชีวิตในสังคมเหมือนคนปกตินะครับ ไม่ใช่มาใช้ชีวิตในสังคม เหมือนคนพิการที่น่าสมเพชเวทนานะครับ เขาจะได้มาทํางาน มาช่วยตัวเอง มาใช้ชีวิตอยู่ใน สังคมเหมือนเช่นพวกเรานะครับ ถ้าจะเปรียบเทียบแล้วผมอายุ ๖๐ ปีแล้วนะครับ ขึ้นบันได ก็ไม่ค่อยไหว ไปไหนก็ไม่สะดวกจะต้องมีตัวช่วยนะครับ ถ้าผมถูกเหยียดหยามว่าผมเป็น ผู้พิการผมก็คงไม่มีความสุข แต่ถ้าผมมีตัวช่วยก็คือการเดินทางไปไหนก็สะดวกสําหรับ ให้บริการได้ผมก็จะมีศักดิ์ศรี มีความเท่าเทียมที่ไปไหนพร้อม ๆ กันก็ได้ ผมไปไหนกับ คุณต่อพงศ์ไปด้วยกันได้ คุณต่อพงศ์ไม่มีอุปสรรคเลย ผมไม่มีความรู้สึกว่าคุณต่อพงศ์ แตกต่างจากผม นี่คือวัตถุประสงค์ที่สําคัญนะครับ เพราะฉะนั้นถ้าเราให้คุณต่อพงศ์ไปอยู่ ของคุณต่อพงศ์ ไปรวมกับอาจารย์วิริยะ ไปรวมกับอาจารย์มณเฑียร รวมกันอยู่ แล้วก็อย่ามา ยุ่งกับผม ผมก็สบาย ผมก็ไม่รู้สึกว่าคุณต่อพงศ์เป็นภาระ คุณต่อพงศ์ก็จะมีความรู้สึกว่า ฉันเป็นพวกเดียวกับคุณหรือเปล่า นี่คือความรู้สึกที่สําคัญยิ่ง ต้องขอเรียนว่าวัตถุประสงค์ ที่เราให้มีศูนย์และส่งเสริมศูนย์บริการคนพิการทั่วไป ต้องการให้ผู้พิการที่อยู่ในสังคมทั้งหมด เข้าถึงได้ เรามีจํานวนคนพิการทั้งประเทศนะครับ ผมเรียนข้อมูลไปแล้ว จังหวัดที่มีมากที่สุด กรุงเทพมหานครจดทะเบียนไว้ ๖๘,๐๕๗ คน จังหวัดที่มีน้อยที่สุดคือจังหวัดระนอง มี ๒,๘๐๓ คน ไม่มีจังหวัดไหนในประเทศไทยที่ไม่มี คนพิการนะครับ เพราะฉะนั้นการมีศูนย์ที่ทําหน้าที่เรกูเลเตอร์ (Regulator) เพื่อช่วยส่งเสริม สนับสนุน กํากับดูแล ในขณะเดียวกันเราส่งเสริมให้มีศูนย์บริการคนพิการทั่วไปเกิดขึ้น ในทุกพื้นที่ให้ใกล้ชิดคนพิการให้มากที่สุดก็จะเป็นการทําให้คนพิการเข้าถึงบริการต่าง ๆ และใช้ชีวิตปกติได้เหมือนเช่นพวกเรา นี่คือวัตถุประสงค์หลัก ข้อพิจารณา ข้อสังเกตที่ท่านได้ ให้มา ผมได้เรียนว่าเรารับที่จะไปเพิ่มเติม แล้วก็ให้ข้อสังเกตตัวแทนของกระทรวงการพัฒนา สังคมและความมั่นคงของมนุษย์ก็มานั่งอยู่ด้วย ที่ท่านพูดทั้งหมด เขาก็จะต้องรับภาระอันนี้ ไปดําเนินการให้บรรลุวัตถุประสงค์ด้วย ผมก็ขอขอบคุณเดี๋ยวจะขออนุญาตให้ท่านต่อพงศ์ ได้รายงานเพิ่มเติมอีกครับ ขอบพระคุณครับ