ต่อพงศ์ ชูแนวคิดโมเดลสังคมคนพิการ เสนอศูนย์บริการใกล้บ้าน

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๓๑ · ๒๑ มิถุนายน ๒๕๕๙

ต่อพงศ์ เสลานนท์ หารือประเด็นคนพิการในสังคมไทย โดยเน้นการเปลี่ยนแปลงแนวคิดจากโมเดลทางการแพทย์มาเป็นโมเดลทางสังคม พร้อมผลักดันการออกแบบที่เข้าถึงได้ การลดอุปสรรคจากสิ่งแวดล้อม และการสร้างระบบบริการสาธารณะที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม โดยยกตัวอย่างระบบรถไฟฟ้าและแรงบันดาลใจจากผู้บุกเบิกโครงการบีทีเอส เพื่อเรียกร้องมาตรฐานที่ดีขึ้นในอนาคต รวมถึงเสนอแนวทางสร้างศูนย์บริการใกล้บ้านเพื่อฟื้นฟูสมรรถภาพและส่งเสริมการมีงานทำผ่านโมเดลกิจการเพื่อสังคม พร้อมชื่นชมรัฐบาลที่ให้สัตยาบันพิธีสารเลือกรับอนุสัญญาคนพิการ ซึ่งเปิดช่องให้คนพิการไทยสามารถร้องเรียนต่อสหประชาชาติได้ และเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนร่วมผลักดันเพื่อให้คนพิการมีชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีและเท่าเทียมในสังคม

นายต่อพงศ์ เสลานนท์ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านนะครับ ผม ต่อพงศ์ เสลานนท์ สมาชิก สปท. ลําดับที่ ๕๙ ในเบื้องต้นเลยผมต้องขออนุญาตที่จะเป็นตัวแทนคนพิการ ในประเทศไทย ได้ขอบพระคุณท่านประธานแล้วก็ท่านสมาชิกทุกท่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ท่านสมาชิกที่ได้กรุณาให้โอกาสแล้วก็สละเวลาขึ้นมาอภิปรายในประเด็นเรื่องเกี่ยวกับ ศูนย์บริการคนพิการ ต้องเรียนว่าเวลาตั้งแต่ประมาณเก้าโมงสี่สิบนาทีเศษ ๆ ถึงตอนนี้ก็คือ ใกล้ ๆ ๑๒.๐๐ นาฬิกา ๒ ชั่วโมงเศษ ๆ นี้ ผมคิดว่าเป็นเวลาที่เป็นประวัติศาสตร์ของ สังคมไทยเลยครับ ที่รัฐสภาที่ทรงเกียรติแห่งนี้ได้หยิบยกในเรื่องของคนที่ด้อยโอกาส ที่ในโลกเรานี่นะครับ เขาบอกว่าเป็น เดอะ พัวเรสต์ ออฟ เดอะ พัวร์ (The Poorest of the Poor) เป็นคนจนที่สุดของคนจน ได้หยิบยกขึ้นมาพูดคุยถึง ๒ ชั่วโมงเศษ ๆ ผมเอง ต้องขอบพระคุณอย่างยิ่ง ขออนุญาตที่จะแลกเปลี่ยนกับท่านสุรินทร์นะครับ อย่างที่ผม กล่าวไว้ตอนต้นว่าคงไม่มีใครอยากพิการหรอกครับ ผมเองประสบอุบัติเหตุในปี ๒๕๓๕ ผมเองก็ไม่ได้กําหนดชีวิตตัวเอง แต่ว่าผมก็พิการมาแล้ว ชีวิตผมก็ยังต้องดํารงอยู่ เพราะฉะนั้นความพิการเป็นสิ่งที่ป้องกันได้ แต่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ต้องเรียนว่าตามตัวเลข ข้อมูลสถิตินี่นะครับ ซึ่งผมก็ยืนยันเช่นเดียวกับท่านวิเชียรว่าข้อมูลนี้ค่อนข้างที่จะมี ความชัดเจน แต่ปัจจัยหรือตัวแปรของคนที่ไม่ออกมาจดทะเบียนก็อาจจะมีในหลายสาเหตุ เช่น เรื่องทัศนคติ เจตคติ การยอมรับตนเองหลาย ๆ อย่างนะครับ แต่ว่าข้อมูลที่เรามีอยู่ ถือว่าชัดเจนนะครับ ต้องเรียนว่าคนพิการคือไม่ได้อยากพิการแต่เราจะทําอย่างไรให้ เมื่อเขาพิการแล้ว ความพิการเป็นอุปสรรคในการใช้ชีวิตน้อยที่สุด ผมขออนุญาตใช้เวลาสภา อีกไม่นานนะครับ แต่อยากจะขออนุญาตอธิบายแนวความคิดสําคัญที่ตอนนี้โลกเราใช้กัน ในเรื่องการวิเคราะห์เรื่องคนพิการ ในสมัยก่อนการมองคนพิการเขาจะมองที่เรียกว่า ใช้ตัวแบบทางการแพทย์หรือเมดิคัลโมเดล (Medical Model) มองด้านคนพิการใครไม่มี ลูกตาก็เรียกว่าตาบอด พิการ ใครไม่มีแขนก็เรียกว่าแขนขาด พิการ ใครสติปัญญาต่ํากว่า ๙๐ หรือ ๖๐ อะไรอย่างนี้นะครับ ก็เรียกว่า สโลว์เลิร์นเนอร์ (Slow Learner) คนพิการ สติปัญญา แต่ว่าปัจจุบันวันนี้การมองคนพิการหรือความพิการแตกต่างไปเขามีการมอง ที่เรียกว่าเป็นโซเชียลโมเดล (Social Model) หรือตัวแบบทางสังคม อย่างเช่นว่าถ้าวันนี้ กรณีผมเป็นคนตาบอดจริงครับ แล้วก็มาอภิปรายในสภา ความจําเป็นของผมคือการจดบันทึก คือการอ่านข้อมูลเอกสาร ผมอาจจะไม่มีความจําเป็นที่ต้องสบตาทุกท่านหรือต้องเห็นหน้า ทุกท่าน ผมก็สามารถทําหน้าที่ตรงนี้ได้ เพราะฉะนั้นถ้าเปรียบเทียบแล้วผมเองกับทุกท่าน ถ้าผมสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีเหล่านี้ผมก็ไม่มีความพิการ เช่นเดียวกันกับถ้าเกิดคนพิการที่นั่งวีลแชร์ (Wheelchair) ถ้าเขาขึ้นไปบนรถไฟฟ้าหรือว่า บริการสาธารณะได้เช่นเดียวกับคนทั่วไปเขาก็ไม่มีความพิการครับ เพราะฉะนั้นตัวโซเชียล โมเดล (Social Model) หรือตัวแบบทางสังคม เขาถึงบอกว่าความพิการนี้ตัวแปรของมัน ก็คือสิ่งแวดล้อม คืออุปสรรคที่เกิดจากสิ่งที่เรียกว่า แมนเมด (Man made) หรือมนุษย์สร้าง นี่ละครับ จึงมีแนวคิดที่ใช้กันทั่วโลกอยู่ในขณะนี้ที่เขาเรียกว่า ยูนิเวอร์ซัลดีไซน์ (Universal Design) หรือการออกแบบที่เป็นธรรม เพราะฉะนั้นการมองคนพิการวันนี้ก็คือว่าทําอย่างไร ให้อุปสรรคในการดํารงชีวิตต่าง ๆ นี้ลดน้อยที่สุด และผมอยากจะเรียนตามตรงเลยครับว่า จริง ๆ ในตัวแบบอันนี้จะมองว่าทุกคนในโลกพิการหมดครับ ท่านลองเดินออกไปนะครับ แล้วบังเอิญไปปรากฏอยู่ที่ประเทศหนึ่งทางแอฟริกา ท่านจะกลายเป็นคนพิการทางการ สื่อสารทันทีเลยครับ เพราะท่านจะไม่สามารถสื่อสารกับใครรู้เรื่องในภาษาท้องถิ่นของเขา อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นตัวแปรด้านความพิการในปัจจุบันจึงมีแนวคิดในการมองในเรื่อง เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและการลดอุปสรรคทางสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ลงในการเข้าถึงบริการ สาธารณะ หรือแม้กระทั่งข้อมูลข่าวสารจึงเป็นปัจจัยสําคัญที่จะทําให้ความพิการไม่เป็น อุปสรรคในการใช้ชีวิตในมิติต่าง ๆ ผมเรียนว่าในข้อมูลปัจจุบันวันนี้ ด้วยการสาธารณสุข ของเราที่มีขอบข่ายการให้บริการที่ดีขึ้นกว่าในอดีตมาก ต้องเรียนครับว่าตัวเลขความพิการ คนพิการที่จดทะเบียน ที่เป็นตัวเลขพิการตั้งแต่กําเนิดลดลงอย่างมีนัยสําคัญครับ ตัวเลข จะอยู่ที่ประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นตัวเลขคนพิการที่สะสมมานะครับ แต่คนพิการ อีกจํานวนกว่า ๘๐ เปอร์เซ็นต์เกิดจากโรคภัยไข้เจ็บ แล้วก็เกิดจากอุบัติเหตุครับ เพราะฉะนั้นแล้วต้องบอกว่าโรคภัยไข้เจ็บและอุบัติเหตุบางอย่างก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ บางอย่างก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นแล้วหัวใจสําคัญวันนี้ที่มากราบเรียนท่านประธาน แล้วก็ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่ให้ความกรุณาอภิปรายก็คืออย่างที่หลายท่านพูดครับ ถ้าเรา ทําให้คนพิการจํานวนมากที่มีศักยภาพได้มีงานทําก็จะเป็นคุณูปการต่อตัวคนพิการเองแล้วก็ ต่อประเทศชาติในที่สุด

ผมเรียนท่านนิกรนะครับ ต้องเรียนนะครับว่าในอดีตก่อนหน้ายุคที่ผมจะมา ทํางานนี้ มีคนที่ขับเคลื่อนเรื่องนี้สําคัญชื่อต่อพงษ์จริงครับ ท่านชื่อ พันโท ต่อพงษ์ กุลครรชิต ท่าน พันโท ต่อพงษ์ นั่งวีลแชร์ (Wheelchair) ส่วนผมตาบอดนะครับ แต่เราเรียกกันแบบ มองโลกในเชิงบวก เขาก็จะเรียกว่า พันโท ต่อพงษ์เป็นต่อพงษ์ตาดี ส่วนเรียกผม เขาเรียกว่า เป็นต่อพงศ์ขาดีครับ เวลาเอามาประกอบกันก็เป็น ๒ ต่อพงศ์ เติมเอส (S) นะครับ ทําให้ สังคมปั่นป่วนเล็กน้อย แต่ว่าต้องบอกครับว่าสิ่งที่ท่าน พันโท ต่อพงษ์ ขับเคลื่อนเรื่องบีทีเอส (BTS) ต่อมาถึงอาจารย์สุพรธรรมก็ดี เป็นเรื่องที่ไม่ได้เกิดประโยชน์กับตัวท่านเองแต่เพียง อย่างเดียว เป็นการกระตุ้นสังคมให้เห็นครับว่าบริการสาธารณะต้องเป็นสาธารณะ ไม่ใช่ สาธารณะของคนบางคน ต้องเป็นสาธารณะของคนทุกคน อันนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก ๆ นะครับ ท่านครับ ถ้าท่านไปดูความเป็นจริงวันนี้นะครับ รถไฟฟ้าของ รฟม. รฟท. หรือรถไฟฟ้าใต้ดิน หรือบีทีเอส (BTS) มาตรฐานคนละมาตรฐาน เก็บเรื่องนี้ไว้ก่อนในวงเล็บ เดี๋ยวมีข้อเสนอ ต่อไปในอนาคต

ทีนี้มาถึงประเด็นของท่านอาจารย์ถวิลวดีนะครับ ผมเรียนตามตรงนะครับว่า ที่อาจารย์ได้กรุณาเกริ่นมาว่าท่านอาจารย์ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านคนพิการ ผมขออนุญาต ไม่เห็นพ้องด้วยนะครับ เพราะประเด็นที่อาจารย์ได้กรุณาหยิบยกมานี้มีความลึกซึ้ง แล้วก็ เข้าใจเรื่องคนพิการจริง ๆ เลยครับ ผมเรียนครับว่าปัญหาที่เกิดขึ้นของคนพิการ ที่อาจารย์ ถามว่าเมื่อเขาจบการศึกษา วอต อีส เนกซ์ (What is next) หรืออะไรคือสถานีถัดไปของเขา ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะการศึกษาครับ ผมเองประสบการณ์ตรง ผมออกจากโรงพยาบาล ตอนนั้น ผมรักษาที่โรงพยาบาลจักษุรัตนิน หลังจากประสบอุบัติเหตุครับ ผมก็นอททิงเนกซ์ (Nothing next) เหมือนกันครับ ไม่รู้จะไปไหนต่อครับ แล้วคนพิการที่อยู่ในระบบโรงพยาบาล พอออกมาจากระบบโรงพยาบาลไม่มีที่ไปต่อครับ กลับไปอยู่บ้านครับ แต่ศูนย์บริการนี่ละครับจะเป็นศูนย์ที่ว่าจบจากโรงเรียน เอาเป็นว่า ออกจากสถานที่ที่ให้การรับรองว่าเป็นคนพิการ เขาสามารถมาใช้ศูนย์บริการนี้ฟื้นฟูได้ ทั้งกระบวนการ ผมยอมรับครับว่าตัวข้อเสนอนี้อาจจะให้น้ําหนักในเรื่องเกี่ยวกับศูนย์บริการ ทั่วไปนี้ไม่เต็มที่นัก แต่ว่าด้วยข้อเสนอของหลาย ๆ ท่าน ก็จะทําให้สิ่งเหล่านี้มันเติมเต็มขึ้น กระบวนการหลัก ๆ จะมี ๓ ส่วนครับ ๑. ก็คือเขากับเราต้องหากันให้พบครับ ถ้าศูนย์บริการ เป็นอย่างอดีตที่มีศูนย์ฝึกอาชีพคนพิการ ๘ แห่งทั่วประเทศ อีกกี่ปีก็หากันไม่พบหรอกครับ เพราะมันไกลบ้านครับ จะทําอย่างไรให้ศูนย์บริการไปอยู่ใกล้บ้านเขา หรือไปอยู่ที่ที่เขา เดินทางสะดวก แล้วก็ไม่ได้ใช้ต้นทุนแตกต่างกับทั่วไปมากเขากับเราหากันให้พบหรือ รีคอกไนซ์ (Recognize) กัน ๒. ก็คือเชนจ์ (Change) เขา ดีเวลลอป (Develop) เขา ในสิทธิขั้นพื้นฐาน คนพิการต้องการเพื่อนครับ ทุกวันนี้คนพิการหาเพื่อนไม่ได้ครับ เพราะฉะนั้นในศูนย์บริการนี้จะมีบริการต้น ๆ เลยครับ ก็คือเขาเรียกว่า เพียร์เคาน์เซลิ่ง (Peer Counseling) หรือการให้คําปรึกษาแบบเพื่อน หรือการวิเคราะห์ที่เป็นกรณีอย่างที่ อาจารย์กรุณาพูดถึง ในภาษาการศึกษาเรียกว่า อินดิวิดวลไลซ์ เอดูเคชัน โปรแกรม (Individualized Education Program) หรือ ไออีพี (IEP) นะครับ เพราะฉะนั้นอันนี้ ก็จะเป็นตัวหนึ่งที่เป็นการไออีพี (IEP) ว่า อินดิวิดวลไลซ์ รีแฮบิลิเทชัน โปรแกรม (Individualized Rehabilitation Program) ว่าเขาต้องมีโปรแกรม (Program) ฟื้นฟู อะไรบ้างจึงจะกลับมาสู่วิถีชีวิตปกติ และแน่นอนครับ โรงงานในอารักษ์ที่เป็นเชลเตอร์ เวิร์กชอป (Sheltered Workshop) ในโลกนี้เขาจะไม่ค่อยใช้กันแล้ว แต่ว่าด้วยโมเดล (Model) ใหม่ของโซเชียลเอนเตอร์ไพรส์ (Social Enterprise) หรือว่าเอสอี (SE) ที่จะเกิดขึ้นนี้ ก็จะทําให้ศูนย์บริการแห่งนี้ต่อยอดเป็นศูนย์ที่ให้บริการ อย่างการฝึกอาชีพ แล้วก็สร้างงานทําที่อยู่ใกล้บ้านเขา ซึ่งเป็นลักษณะที่อาจารย์กรุณาพูดถึงว่า คอมมูนิตี เบส รีแฮบิลิเทชัน (Community based Rehabilitation) หรือการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ โดยชุมชน ซึ่งเป็นปัจจัยหลัก แล้วก็เป็นกระบวนการหลักที่น่าจะดําเนินการ แล้วก็ประสบ ผลสําเร็จมาแล้วในหลายประเทศ

ส่วนท่านเพิ่มพงษ์ในเรื่องฐานข้อมูล อันนี้ก็ตรงกันทั้งหมดนะครับ เป็นเรื่อง การฝึกอาชีพ

ส่วนท่านกษิต ต้องเรียนนะครับว่าในเรื่องเกี่ยวข้องกับกฎหมายระหว่าง ประเทศว่าด้วยคนพิการนี้นะครับ ประเทศไทยเราเป็นภาคี เราให้สัตยาบันในอนุสัญญา ว่าด้วยสิทธิคนพิการ แล้วก็ตอนนี้ประเทศไทยที่ก้าวหน้ากว่าประเทศในอาเซียน (ASEAN) ก็คือคณะรัฐมนตรีเพิ่งมีมติไปเมื่อประมาณเดือนเมษายน หรือเดือนมีนาคม ผมไม่มั่นใจ ในการที่จะให้การรับรอง เขาเรียกว่าออปชันนัลโพรโทคอล (Optional Protocol) หรือ พิธีสารเลือกรับของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ ซึ่งหมายความว่าคนพิการไทยถ้าไม่ได้รับ ความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรมในประเทศไทยจนสุดขั้นตอน สามารถไปร้องที่ยูเอ็น (UN) ได้ครับ ซึ่งอันนี้เป็นความกล้าหาญอย่างสูงยิ่งของรัฐบาลนะครับ ในการกล้าที่จะให้ ยูเอ็น (UN) เข้ามาดูในกรณีที่คนพิการไทยซึ่งไม่เป็นธรรม ซึ่งผมคิดว่าอันนี้เป็นตัวแปรสําคัญ และเป็นจุดที่ก้าวหน้ามากของประเทศไทยในเรื่องเกี่ยวกับองค์กรด้านคนพิการ ในเรื่อง การทํางานด้านคนพิการนะครับ ผมเหลือใครอีกครับ จริง ๆ ท่านวิเชียรก็ตอบครบ

ท้ายสุดนี้ผมอยากจะเรียนนะครับว่า หลาย ๆ สิ่ง หลาย ๆ อย่างที่กําลัง ดําเนินการอยู่นี้ ก็มีจุดมุ่งหมายเดียวกันนะครับในการที่ตั้งใจจะให้คนพิการสามารถที่จะ ใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างเป็นปกติสุข อย่างเช่นประชาชนทั่วไป ผมก็คาดหวังครับว่า วันข้างหน้าในอนาคตถ้ามีใครสักคน ไม่ว่าจะอยู่ที่นี่หรือที่ไหน เป็นคนพิการ ครอบครัว ของเขาจะไม่ต้องมีความทุกข์ เขาจะรู้ว่าวันนั้นเขาควรจะไปที่ไหน และความช่วยเหลือ โดยเร็วพลันและครบถ้วน ถูกต้อง จะถึงมือเขาในเวลาที่เหมาะสมแล้วก็รวดเร็ว แล้วก็ทําให้ เขากลับมาใช้ชีวิตได้ เป็นประชากรหรือเป็นพลเมืองโดยปกติเช่นเดียวกับบุคคลทั่วไป ท้ายสุดผมก็ขอบพระคุณท่านประธาน แล้วก็ท่านสมาชิกอีกครั้งหนึ่งนะครับที่ได้กรุณา นําเสนอข้อเสนอแนะ และข้อวิพากษ์วิจารณ์ ข้อคิดเห็นต่าง ๆ ซึ่งทางท่านปลัด ท่านวิเชียร และผมเองจะรับไปปรับปรุง แล้วก็ขอได้รับการสนับสนุนในการให้ความเห็นชอบจากร่าง รายงานนี้ด้วยนะครับ ขอบพระคุณครับ