วิเชียร ชวลิต รายงานความคืบหน้าการขับเคลื่อนต้นแบบงานบูรณาการเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ พร้อมแสดงความห่วงกังวลต่อการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งส่งผลต่อระบบบริการและเศรษฐกิจในอนาคต โดยเน้นย้ำปัญหาผู้สูงอายุที่อยู่ลำพังและภาระที่อาจเกิดขึ้นต่อครอบครัวและสังคม จึงเสนอให้ส่งเสริมการรวมกลุ่มผ่านศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตและส่งเสริมอาชีพผู้สูงอายุ (ศพอส.) เพื่อสร้างเครือข่ายชุมชน ดูแลสุขภาพ ประกอบอาชีพ และลดความเหงา พร้อมเสนอแนวทางการดูแลในชุมชนแทนการสร้างบ้านพักผู้สูงอายุ และเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องชี้แจงแผนการดำเนินงานเพื่อเติมเต็มช่องว่างของบริการจากรัฐ โดยอ้างอิงประสบการณ์จากประเทศญี่ปุ่นเป็นแบบอย่าง
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ ท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศทุกท่านครับ ผม วิเชียร ชวลิต ประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูประบบรองรับสังคมสูงวัยและ ผู้ด้อยโอกาส ขออนุญาตรายงาน เรื่อง การขับเคลื่อนต้นแบบงานบูรณาการเพื่อการพัฒนา คุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ นะครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
ดังที่ท่านประธานกรรมาธิการได้รายงาน ต่อที่ประชุมแล้วว่า สถานการณ์ของประเทศไทยในเรื่องของผู้สูงอายุก็เป็นทิศทางที่น่าจะ เป็นความชัดเจน แล้วก็ได้เคยรายงานในที่ประชุมแห่งนี้ว่าสถานะของการเป็นสังคมผู้สูงอายุ ของไทยเป็นอย่างไรนะครับ โดยสรุปเราก็จะเป็นประเทศที่มีสถานการณ์ของผู้สูงอายุ หรือจะเป็นสังคมผู้สูงอายุเป็นอันดับ ๒ ในอาเซียน (ASEAN) อันดับ ๑ ก็คือประเทศสิงคโปร์ แล้วเราก็เป็นอันดับ ๒ ก็จะมีทิศทางที่มีความชัดเจนถ้าเรายังมีสัดส่วนหรือว่ามีอัตราการเกิด ของประชากรอยู่ในประมาณนี้นะครับ เราจะก้าวไปสู่สังคมผู้สูงอายุที่เรียกว่า สังคมสูงวัย ระดับสุดยอด ในปี ๒๕๗๔ จะมีสูงถึง ๒๘ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งอันนี้ก็จะเป็นสิ่งที่พวกเรา เป็นห่วงกังวล แต่ที่เราเป็นห่วงกังวลกันมากที่สุดก็คงไม่ใช่ตัวเลขอย่างเดียว เราก็เป็นห่วงว่า เราจะใช้ชีวิตอยู่อย่างไรในตอนนั้น จะมีเงินมีทอง มีการบริการอะไรบ้าง
ผมก็อยากจะเรียนเพิ่มเติมกับท่านทั้งหลายว่าถ้ามองตัวเลขของผู้สูงอายุ ที่วันนี้เป็นอยู่นะครับ ย้อนหลังไปเมื่อปี ๒๕๓๗ เรามีผู้สูงอายุที่อยู่ลําพังคนเดียว ประมาณ ๓.๖ เปอร์เซ็นต์ หรือร้อยละ ๓.๖ แต่ในขณะนี้ข้อมูล ณ ปี ๒๕๕๗ กระโดดเพิ่มไปถึง ๑๐.๔ เปอร์เซ็นต์ ก็เป็นทิศทางที่น่าเป็นห่วงนะครับ แล้วเราก็จะเห็นข่าวคราวในสื่อต่าง ๆ รับทราบอยู่ว่าพบผู้สูงอายุที่อยู่ลําพังคนเดียวที่โน่นที่นี่ ที่เป็นข่าวมากก็คงจะเป็นผู้สูงอายุ ที่อยู่ลําพังคนเดียวที่เสียชีวิตแล้วมีเงินเยอะ มีทรัพย์สมบัติเยอะก็จะเป็นข่าวมากหน่อย แต่คนที่เป็นข่าวอยู่เป็นประจําก็คือผู้สูงอายุที่อยู่ตามลําพัง เสียชีวิตบ้าง ช่วยตัวเองไม่ได้บ้าง ลําบาก ไม่มีกิน อะไรพวกนี้ก็จะเป็นข้อมูลที่ปรากฏ เพราะว่าผู้สูงอายุของประเทศไทยนั้น ผลการวิจัยปรากฏชัดว่าในเวลานี้ผู้สูงอายุคนไทยยังพึ่งพารายได้หลักจากลูกเป็นหลัก เป็นผู้ที่พูดง่าย ๆ ว่าอุปถัมภ์ค้ําชู เพราะฉะนั้นถ้าเราโตไปถึง ๒๘ เปอร์เซ็นต์ ลูกทั้งหลาย ก็จะเกิดความลําบากแล้ว เพราะว่าไม่รู้จะดูแลกันอย่างไรนะครับ อันนี้ก็คือสิ่งที่เกิดขึ้น
เพราะฉะนั้นผลกระทบจากโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลงเป็นสังคมสูงวัย ก็จะเกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจต่าง ๆ มากมาย ซึ่งผมอยากจะเรียนข้อมูลกับท่านทั้งหลายว่า จากผลกระทบดังกล่าวก็มีแนวทางในการดําเนินการที่ทําไว้แล้วต่อเนื่องมา ๒-๓ ปีแล้วนะครับ ก็คือการแก้ไขปัญหาดูแลผู้สูงอายุหรือผู้สูงวัยในด้านต่าง ๆ ผ่านกระบวนการที่เรียกว่า ศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตและส่งเสริมอาชีพผู้สูงอายุ หรือเรียกชื่อย่อที่นําเรียนว่าชื่อ ศพอส. นะครับ ศูนย์แห่งนี้มีจุดเริ่มต้น มีจุดกําเนิด ต้องเรียนว่าทิศทางที่เกิดขึ้นก็คือว่าแต่เดิมทีเดียว ผู้สูงวัยหรือผู้สูงอายุในชุมชนต่าง ๆ จะมีการรวมตัวรวมกลุ่มกันด้วยวัตถุประสงค์ที่แตกต่าง บางคนรวมกลุ่มกันไปทําบุญที่วัด ก็จะเป็นสํานักงานหรือว่าที่อยู่ที่รวมก็จะใช้ส่วนใดส่วนหนึ่ง ของวัดเป็นสถานที่รวมแล้วก็จะมีชมรม มีกลุ่มอยู่ในวัดแห่งนั้น หลายคนไปรวมกลุ่มกัน ด้วยเหตุของสุขภาพ ก็จะไปใช้ที่ของสถานีอนามัยบ้าง หรือโรงพยาบาลบ้าง เป็นชมรม เป็นกลุ่มผู้สูงอายุ แล้วก็ไปดูแลเรื่องสุขภาพ อาจจะมีเรื่องอื่น ๆ เพิ่มเติม เป็นจิตอาสาไปช่วย ทํางานในโรงพยาบาล ก็มีอยู่มากมายหลายแห่ง ด้วยวัตถุประสงค์ของการรวมกลุ่มในที่ ที่แตกต่างกันนะครับ
อีกส่วนหนึ่งก็จะมีประเด็นที่ไปรวมกลุ่มแล้วก็พัฒนาการมาจนวันนี้มีผู้สูงอายุ ที่ไปรวมชมรมรวมกลุ่มกันในที่ต่าง ๆ แล้วก็เกิดความเข้มแข็ง เข้มแข็งด้วยการรวมตัวของ ผู้สูงอายุเอง ไม่ใช่เข้มแข็งด้วยการที่รัฐไปตั้งองค์กรหรือตั้งหน่วยงานขึ้นมา เพราะฉะนั้น ผู้สูงอายุที่ไปรวมกลุ่มกันก็ได้รับการส่งเสริม ที่ผมเรียนแล้ว พัฒนาเป็น ศพอส. เพราะฉะนั้น จุดเริ่มต้นของ ศพอส. ก็คือการรวมกลุ่มของผู้สูงอายุเองในชุมชน เพราะว่าผู้สูงอายุเอง มีประเด็นความต้องการที่เขาวิจัยมาแล้ว แล้วก็ดําเนินการดูแลกันก็คือเรื่องของผู้สูงอายุ ต้องการที่จะมีสังคมนะครับ ก็คือพูดกับใครที่ต่างวัยก็คุยกันไม่สะดวก ไม่รู้เรื่อง หรือว่าคุยกัน อาจจะเป็นคนละภาษานะครับ เพราะฉะนั้นเขาก็ต้องมีสังคมที่จะคุยกันรู้เรื่อง เพราะว่า ถ้าผู้สูงอายุอยู่คนเดียวเหงา ในที่สุดก็จะป่วย เจ็บ เสียชีวิต หรือว่าถ้าดีหน่อยไม่ถึงกับตาย ก็อาจจะเป็นคนไข้ติดเตียง เป็นภาระ เป็นปัญหาของสังคมต่อไปนะครับ เพราะฉะนั้นพวกนี้ ก็จะรวมกันด้วยวัตถุประสงค์ที่สามารถจะหยิบยกมาได้ ๓-๔ เรื่อง ก็คือเรื่องของเศรษฐกิจ ก็คือรวมกันไปประกอบอาชีพ ทําดอกไม้จันทน์ขาย ซึ่งหลายกลุ่มทําแล้วก็อาจจะมีปัญหา เพราะว่ามีความรู้สึกว่าใกล้ตัวเองมาก ก็ไม่ประสบผลสําเร็จอะไรอย่างนี้เป็นต้นนะครับ แต่หลายที่ก็รวมกลุ่มกันทําดอกไม้จันทน์ วันนี้เราอาจจะไปส่งเสริม มีผู้เสนอแนะว่าอาจจะ ให้กลุ่มผู้สูงอายุไปทําผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ เช่น แพมเพิร์ส (Pampers) อะไรมาใช้สําหรับผู้สูงอายุ เหล่านี้เป็นต้น ก็จะเป็นผลประโยชน์ต่อกลุ่มผู้สูงอายุ อันนี้ก็จะเป็นเรื่องของรายได้ เมื่อเขาไปรวมกันหลายที่เขาก็จะไปจัดเวทีในการคุยเรื่องสุขภาพว่าจะทานอาหารอย่างไร จะออกกําลังกายอย่างไรเพื่อจะดูแลให้ตัวเองมีสุขภาพที่ดีนะครับ เรื่องที่ ๓ เศรษฐกิจ เรื่องสุขภาพ แล้วก็อีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องสิ่งที่จะดูแลอํานวยความสะดวก คุยเรื่องบ้านช่อง เรื่องสถานที่ เรื่องการเดินทาง ทําอย่างไรถึงจะสะดวก นี่ก็คือสิ่งที่เป็นประเด็นสําคัญ ที่ดําเนินการอยู่ในศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ
แล้วก็มีการขับเคลื่อนดําเนินการว่าทําอย่างไรศูนย์เหล่านี้จะเกิดขึ้นในพื้นที่ ต่าง ๆ ให้มีมากที่สุดเพื่อจะให้บริการกับผู้สูงอายุ ก็จะเป็นช่องทางที่อุดช่องว่างของผู้สูงอายุ ที่ภาครัฐเองไม่สามารถจะสร้างองค์กรหรือดําเนินการ แล้วก็ไม่ใช่วิถีทางที่ถูกต้อง ต้องเรียนว่า มีตัวอย่างของประเทศญี่ปุ่นซึ่งเป็นต้นแบบของสังคมผู้สูงอายุนะครับ ประเทศญี่ปุ่นแนะนํา คนของเราในการดูแลผู้สูงอายุว่าห้ามสร้างศูนย์ดูแลผู้สูงอายุโดยเด็ดขาดนะครับ ยกตัวอย่าง เช่น บ้านพักคนชราที่มีชื่อเสียงที่สุดก็คือบ้านบางแค ในวันที่ผมมารับตําแหน่งปลัดกระทรวง การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เจอหน้าใครก็บอกว่าขอที่ ที่บ้านบางแค สักที่หนึ่งอะไรอย่างนี้นะครับ นี่ก็คือวิถีหรือว่าความคิดดั้งเดิมว่ากรมประชาสงเคราะห์ทํา แล้วก็มีบ้านสําหรับดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งประเทศญี่ปุ่นทําแล้วประสบปัญหามากก็คือมีทั้งภาระ ค่าใช้จ่ายแล้วก็อื่น ๆ อีกมากมายตามมา และที่สําคัญก็คือถ้ามีบ้านพวกนี้มาก ๆ พวกเรา ที่รู้สึกว่าผู้สูงอายุเป็นภาระก็จะใช้วิธีพาผู้สูงอายุไปอยู่ที่บ้านเหล่านี้นะครับ ท่านคงเห็น หนังโฆษณาในหลาย ๆ ที่นะครับว่าก็พยายามจะส่งผู้บุพการีไปอยู่บ้านผู้สูงอายุนะครับ ซึ่งเราก็ทราบดีว่าจุดนี้เป็นจุดที่อันตรายแล้วก็เป็นปัญหา เพราะฉะนั้นการทําอย่างไร ให้ผู้สูงอายุอยู่ในชุมชน แต่ว่าเมื่ออยู่ในชุมชนทําอย่างไรถึงจะขับเคลื่อนในการดูแลกลุ่มคน เหล่านี้ได้ ได้มีการดําเนินการมาแล้วในช่วง ๒-๓ ปีนะครับ นี่ก็คือกรอบที่เราคิดว่าจะเป็น ประโยชน์ในการขับเคลื่อน
การดําเนินงานของศูนย์ ศพอส. นี้ วันนี้ทางกรรมาธิการได้เชิญท่านอนุสันต์ เทียนทอง ซึ่งท่านเป็นอธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุมาร่วมชี้แจง ก็อยากจะให้ท่านอนุสันต์ ได้เรียนต่อที่ประชุมถึงการดําเนินงานของ ศพอส. ที่ผ่านมาว่ามีรายละเอียด กิจกรรม การดําเนินงาน วัตถุประสงค์ อะไร อย่างไร ให้ที่ประชุมได้รับทราบ แล้วเดี๋ยวผมจะมา ต่อท้ายว่าจากการดําเนินการนี้เรามีข้อเสนอในรายงานอย่างไร เพื่อจะดูแลหรือแก้ไขปัญหา ผู้สูงอายุ ก็ขออนุญาตท่านประธานว่าให้ท่านอนุสันต์ได้รายงานต่อ ขอบพระคุณครับ