สุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ สนับสนุนการพัฒนาศูนย์บริการคนพิการแต่ค้านการตั้งศูนย์แบบครอบคลุมทุกจังหวัดโดยไม่พิจารณาความจำเป็นที่แท้จริง เห็นควรเน้นการพัฒนาในพื้นที่ที่มีความต้องการสูงจริง ๆ พร้อมเสนอแนวทางป้องกันการพิการแต่กำเนิดและระหว่างชีวิต โดยเน้นการบูรณาการข้ามหน่วยงาน สนับสนุนการฟื้นฟูศักยภาพผู้พิการให้มีคุณภาพชีวิตและโอกาสทำงานอย่างมีศักดิ์ศรี
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม สุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ สมาชิก สปท. หมายเลข ๑๗๓ ก่อนอื่นผมขออนุญาตนําพุทธภาษิตน้อมนํา มาให้ท่านฟังว่า โลโกปัตถัมภิกา เมตตา เมตตาเป็นเครื่องค้ําจุนโลก การที่กรรมาธิการได้ทํา รายงานฉบับนี้ขึ้นมานี้ท่านมีจิตวิญญาณของความเมตตาสูงส่ง ผมขอคารวะนะครับ แล้วก็ สนับสนุนที่จะเห็นมีการพัฒนาศักยภาพศูนย์บริการคนพิการที่ท่านเสนอ แต่อย่างไรก็ตาม ผมก็ไม่เห็นด้วยอยู่ในหลายประการในรายงานของท่าน เช่น ในรายงานหน้า ๕ บอกว่า ท่านจะตั้งศูนย์ขึ้นทุกจังหวัด แล้วก็อ้างมติคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิต คนพิการทางสติปัญญาและคนพิการทางการเรียนรู้ เมื่อการประชุมครั้งเมื่อวันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๕๗ มีท่านรองนายกรัฐมนตรีท่านหนึ่งเป็นประธาน ถามว่าผมไม่เห็นด้วยเพราะอะไร การที่มีศูนย์เยอะ ๆ มาก ๆ ไม่ได้หมายถึงว่าท่านทํางานเก่งนะ ประเทศชาติอาจล่มจมได้ เพราะว่ามีคนพิการเยอะ แล้วจดทะเบียนบอก ๑.๕ ล้านคน ต้องถึง ๓,๐๐๐,๐๐๐ คน ๕,๐๐๐,๐๐๐ คนในอนาคต ผมว่ายิ่งแย่เลยเมื่อคิดเป็นเปอร์เซ็นต์นะครับ แสดงว่าเรามี คนพิการเยอะ คนพิการที่ท่านก็รายงานแล้วว่ามี ๗ ประเภท ประเภทสุดท้ายที่ท่านสักครู่ บอกว่า ประเภทพิการด้านศีลธรรม ผมว่าจะลําบาก ถามว่าผมพูดอย่างนี้อย่างไร ต่อมา ท่านยังเขียนไว้ในหน้า ๖ อีก ท่านบอกว่า ถ้าสามารถจดทะเบียนคนพิการได้ถึง ๒๐,๐๐๐ คน ขึ้นไป จะให้เงินสนับสนุนจังหวัดละ ๓๐๐,๐๐๐ บาท ใครเห็นอย่างนี้ก็หมายถึงว่าอย่างไร หมายถึงว่ายิ่งมีคนพิการเยอะในจังหวัดนั้น ท่านก็ได้รับการสนับสนุนเยอะอย่างนั้นหรือ แต่อย่างไรก็ตามผมเห็นด้วยที่จะต้องพัฒนาศักยภาพศูนย์บริการคนพิการให้มีเครื่องไม้ เครื่องมือ และใช้ระบบไอที (IT) อย่างที่เพื่อน สปท. กล่าวสักครู่ เพื่อนําประเทศไปสู่ดิจิทัล อีโคโนมิก (Digital Economic) หรือดิจิทัลไทยแลนด์ (Digital Thailand) เห็นด้วยว่า คนพิการอยู่ที่ไหน พ่อแม่ชื่ออะไร จะต้องไปใช้บริการที่ไหน ผมเห็นด้วย ไม่มีข้อกังขาใด ๆ ถามว่าแล้วผมจะเสนออะไร ผมอยากจะกราบเรียนว่าคนพิการนี้ถ้าพิการมาจากกําเนิด ปัญหาไม่มากนะครับ เช่น ถ้าตาบอดมาตั้งแต่ต้นเลี้ยงจนโตท่านก็ฝึกอะไรให้เขาได้ เพราะ ทําจิตมาตั้งแต่ต้นแล้วพิการ แต่ถ้าพิการหลังจากที่เขาโตแล้ว ถ้าท่านอยากดูผมจะพาท่านไป วันนี้เลย ผมเอารถขับไปให้ท่านดูนะครับ ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานคนพิการ ที่อยู่บางพูน ตั้งมาแล้วเกือบ ๔๐ ปี ได้รับการสนับสนุนจากประเทศญี่ปุ่น กินนอนเสร็จ พิการจากการทํางานมาเข้าศูนย์ พัฒนาจากการที่ไม่มีแขนให้สามารถใช้เท้า เคาะคอมพิวเตอร์ได้ เพราะฉะนั้นศูนย์ที่ท่านว่าไม่ใช่ศูนย์เฉพาะแค่จดทะเบียน ผมอยากจะ นําเรียนท่านว่า เหมือนกับท่านเพื่อนสมาชิก สปท. กล่าวแล้วหลายท่าน มันต้องดูเรื่อง สุขภาพ เรื่องอาชีพ เรื่องการศึกษาร้อยแปดจิปาถะ ถ้าท่านทําครบวงจรไม่จําเป็นต้องมี มากศูนย์ เอาเฉพาะจังหวัดที่มี ณ วันนี้ มีคนพิการมากอยู่ที่ไหน จัดเสียก่อนนะครับ จังหวัด ที่มีคนพิการน้อย ๆ ผมยกตัวอย่าง จังหวัดแม่ฮ่องสอน คนพิการน้อยเท่าที่ผมผ่านไปดู ท่านก็ฝากไว้กับ พม. จังหวัดก่อนก็ได้ แต่ถ้าท่านรายงานไปบอกว่าจะต้องตั้งภายในเมื่อนั้น เมื่อนี้ให้ครบจังหวัดเพื่อที่จะได้เพิ่มบุคลากร เพื่อจะได้ของบประมาณ ผมคิดว่าผมไม่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง และผมพร้อมที่จะค้านในเวทีนี้และนอกเวที สปท. นะครับ เมื่อหมดอายุของ สปท. แล้ว เพราะผมคิดว่านั่นไม่ใช่วิธีการแก้ไขปัญหาของคนพิการนะครับ
แล้วถามว่าผมอยากจะเห็นอย่างไร อยากจะเห็นว่าทําไมเราไม่สกัดกั้นไม่ให้ คนพิการมากขึ้น นับตั้งแต่บูรณาการกับกระทรวงสาธารณสุขว่าต้องไม่ให้พ่อแม่มีผลิตภัณฑ์ เด็กพิการขึ้นมา ไม่ให้มีโรคภัยไข้เจ็บกับหญิงตั้งครรภ์ ไม่ให้เขาพิการแต่กําเนิด เมื่อโตมาแล้ว เข้าโรงเรียนแล้ว ก็ต้องบอกกับโรงเรียนว่าอย่างนี้จะทําให้เด็กพิการได้ ลื่น ล้ม สมองพิการได้ คือต้องป้องกันสุดวิถีทางเลยที่จะไม่ให้มีการพิการสําหรับคนไทยเกิดขึ้น และเมื่อโตแล้ว ไปโรงเรียนแล้ว สมมุติไปเรียนโรงเรียนอาชีวะหรือมหาวิทยาลัยก็ต้องตามไปดูว่า ครูบาอาจารย์ก็ต้องรู้ว่าอย่างนี้เกิดการพิการได้ สงกรานต์พิการเท่าไรท่าน ตาย ๓๐๐-๔๐๐ คน พิการอีกเยอะแยะมาก คือถ้าเราไม่ป้องกันอย่างนี้ ผมคิดว่าท่านจะมีศูนย์สักเท่าไร ผมอยากจะคํานวณอย่างหยาบ ๆ ให้ท่านฟังเลยก็ได้ ที่ผมคํานวณมานะครับ ถ้าสมมุติ หลับตาได้ว่า พรุ่งนี้เลยนะครับ ไม่มีผู้พิการในประเทศไทย จีดีพี (GDP) จะเพิ่มขึ้นอย่างน้อย ๑ เปอร์เซ็นต์ ถามว่าทําไม ถ้า ๑.๕ ล้านคนนะครับ ผู้พิการค่าแรงขั้นต่ําวันละ ๓๐๐ บาท ท่านคูณ ๓๐๐ เข้าไป วันละ ๔๕๐ ล้านบาท เขาจะทําเงินให้กับประเทศไทยได้ จะส่งออก ร้อยแปดจิปาถะ วันละ ๔๕๐ ล้านบาท ๑ เดือน ๑๓,๕๐๐ ล้านบาท ๑ ปี ๑๖๒,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าเขาไม่พิการ คือผมพูดอย่างตรงข้ามกับท่านเลยนะ ไม่พิการนะ เอาง่าย ๆ เลยครับ ตัดออกไปสัก ๕๐๐,๐๐๐ คน สําหรับคนพิการประเภทโรคจิต พิการประเภททํางานไม่ได้ เด็ดขาดเลยนะครับ ณ ปัจจุบันนี้เหลือ ๑,๐๐๐,๐๐๐ คน ปีหนึ่ง ๓๖,๐๐๐ ล้านบาทครับ ที่เขาจะทํางานให้ประเทศชาติกับครอบครัว แล้วยังไม่ต้องพูดถึงถ้าเขาไม่พิการ เขาสามารถ จะดูแลครอบครัวได้ ถามท่านว่าที่ท่านนั่งอยู่บนเวทีนี้ครับ ท่านกรรมาธิการ ท่านอยากจะ มีลูกหลานพิการไหม ผมเชื่อว่าไม่มี ใน สปท. นี้รวมทั้งพ่อแม่พี่น้องที่ฟังวิทยุ ทีวี (TV) อยู่นี้ ก็ไม่อยากจะเห็นมีคนพิการ ทําไมเราไม่คิดเรื่องป้องกันละครับ บูรณาการเรื่องการป้องกัน และคนที่ยังพิการอยู่ขณะนี้ มันก็ทําไม่ได้แล้ว ช่วยอะไรไม่ได้แล้ว ท่านก็ช่วยเหลือ ฝึกอาชีพเขา ให้เขามีงานทําให้ได้ให้มากที่สุด ผมยกตัวอย่างของท่านอาจารย์ท่านหนึ่ง ที่พิการแล้ว แต่ก็ชีวิตต้องสู้ครับ ท่านเป็นอาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่านชื่ออาจารย์ ขอประทานโทษนะครับ นอกเวทีก็คือต้องคารวะท่านว่าท่านเป็นคนเก่ง จริง ๆ เป็นศาสตราจารย์นะครับ ชื่อวิริยะ นามศิริพงษ์พันธุ์ จบนิติศาสตร์มหาบัณฑิต อยู่ ๆ ไม่ใช่ท่านจบอย่างเดียวนะครับ ต้องมีเพื่อนฝูงช่วยนําทางเหมือนท่านอาจารย์ต่อพงศ์ หรือร้อยแปดจิปาถะ ช่วยเหลือจนเดี๋ยวนี้เป็นศาสตราจารย์และมีลูกศิษย์มากไปทั่วประเทศ ผมอยากเห็นให้กําลังใจคนพิการทั่วประเทศนะครับ หรือพ่อแม่ของคนพิการทั่วประเทศว่า ท่านครับ ท่านไม่ได้อยู่คนเดียวในประเทศไทย อย่างน้อยก็มี สปท. ๒๐๐ ชีวิตให้กําลังใจท่าน แล้วได้ช่วยให้ท่านดูแลบุตรหลานหรือ สามีภรรยาให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมีความสุข อย่างมีเกียรติ และมีอนาคต ผมหวังว่าสิ่งที่ ผมกล่าวเมื่อสักครู่นี้อาจจะไม่พึง หรือไม่ต้องตา หรือไม่ต้องหูท่าน ก็ไม่เป็นอะไรครับ ผมกราบเรียนว่าผมกราบเรียนท่านด้วยความเคารพว่าเราต้องช่วยป้องกันไม่ให้คนพิการ เกิดขึ้นอีกเลย ถ้านับจากวันนี้หลังจากที่เรามีมติไปแล้วเป็นเอกฉันท์วันนี้แล้ว ไม่มีคนพิการ เกิดขึ้นอีกเลยทุกวินาทีจนชั่วชีวิตเรา ผมจะมีความสุขเป็นอย่างยิ่งครับท่านประธาน ผมกราบเรียนท่านด้วยความเคารพครับ