ปิยะธิดา ชี้ปัญหาประเมินการศึกษา หนุนระบบใหม่เน้นพัฒนาไม่ลงโทษ

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๓๑ · ๒๑ มิถุนายน ๒๕๕๙

ปิยะธิดา ประดิษฐบาทุกา หารือการปฏิรูประบบประกันคุณภาพการศึกษา โดยวิพากษ์ปัญหาการประเมินที่ซ้ำซ้อน ไม่ยืดหยุ่น และเน้นการลงโทษ ซึ่งส่งผลให้ไม่เกิดประโยชน์ต่อผู้เรียนอย่างแท้จริง จึงเสนอให้ปรับระบบใหม่โดยเน้นการประเมินเพื่อพัฒนา ลดภาระงานและเอกสาร เพิ่มความยืดหยุ่นให้สถานศึกษากำหนดตัวบ่งชี้ตามบริบทของตน พร้อมผลักดันให้การประเมินภายในและภายนอกสอดคล้องกัน และใช้ผลการประเมินเพื่อสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่องแทนการตัดสินหรือลงโทษ

นางสาวปิยะธิดา ประดิษฐบาทุกา กรรมาธิการ

เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ดิฉัน ปิยะธิดา ประดิษฐบาทุกา สปท. ลําดับที่ ๙๘ ขอนําเสนอแผนการปฏิรูประบบการประกันคุณภาพการศึกษา

(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))

โดยข้อมูลจากเวิลด์ แบงก์ (World Bank) พบว่าการปฏิรูประบบการประกันคุณภาพการศึกษาเป็นวิธีการ ปฏิบัติที่สามารถทําได้เร็วและมีค่าใช้จ่ายน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับแนวความคิดหรือวิธีการ ปฏิบัติอื่น ๆ ในการปฏิรูปการศึกษา และยังทําให้ได้ข้อมูลที่มีคุณภาพสูงเพื่อนําไปใช้เป็น พื้นฐานในการกําหนดนโยบายทางการศึกษา

ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติได้กําหนดให้มีระบบประกันคุณภาพ การศึกษาเพื่อพัฒนาการศึกษา ประกอบไปด้วยระบบการประกันคุณภาพการศึกษาภายใน และการประกันคุณภาพการศึกษาภายนอก ซึ่งการประกันคุณภาพการศึกษาภายใน หมายถึงการที่สถานศึกษาทําการประเมินตนเองหรือการที่หน่วยงานต้นสังกัดทําการประเมิน สถานศึกษา ในส่วนของการประกันภายนอกจะหมายถึงการที่มีหน่วยงานภายนอกเป็นผู้ เข้ามาประเมินสถานศึกษา โดยหน่วยงานต้นสังกัดที่เราพูดถึง ได้แก่หน่วยงานที่อยู่ในกํากับ ของกระทรวงศึกษาธิการ เช่น สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ สพฐ. อาชีวศึกษา หรือที่เราเรียกว่า สอศ. อุดมศึกษา ที่เรียกว่า สกอ. เป็นต้น ส่วนหน่วยงาน ภายนอกเราจะหมายถึงสํานักงานรับรองมาตรฐานและการประเมินคุณภาพการศึกษา หรือที่เรียกโดยย่อว่า สมศ. ค่ะ ที่ผ่านมาถึงแม้ว่ามีการดําเนินการประกันคุณภาพการศึกษา มานานกว่า ๑๐ ปี และจํานวนของสถานศึกษาที่ผ่านการประเมินจากทั้งหน่วยงานภายใน และหน่วยงานภายนอกมีมากขึ้นต่อเนื่อง

แต่ในทางกลับกันคุณภาพการศึกษาของไทยกลับตกต่ําลงอย่างต่อเนื่อง เช่นกัน ดังนั้นจึงแสดงให้เห็นว่าผลการประเมินคุณภาพการศึกษาไม่ได้สะท้อนคุณภาพจริง ของการศึกษา ซึ่งอาจมีสาเหตุได้หลายประการ โดยสาเหตุหลัก ๆ ที่พบก็คือในเรื่องของ ตัวบ่งชี้และเกณฑ์ประเมินตัวบ่งชี้ที่มีจํานวนมาก ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงและไม่ยืดหยุ่น รวมถึงความไม่สอดคล้องกันถึงการประกันคุณภาพการศึกษาภายในและภายนอก ทั้งในเรื่อง ของเกณฑ์คุณภาพและแนวทางการปฏิบัติ ยังรวมถึงคุณภาพของผู้ประเมิน ความน่าเชื่อถือ ของผลการประเมิน ภาระงานของคณาจารย์ที่เกิดจากการประเมิน ภาระด้านงบประมาณ ของสถานศึกษาที่เกิดจากการประเมิน ความล่าช้าในกระบวนการประเมินและการนําผล การประเมินคุณภาพการศึกษาไปใช้เพื่อการลงโทษสถานศึกษา อย่างเช่น จะเห็นว่าจะไม่มี การให้เงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาสําหรับสถานศึกษาที่ไม่ผ่านการประเมินหรือยังอยู่ในระหว่าง การประเมิน

ดังนั้นผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกรณีที่มีการดําเนินการประกันคุณภาพการศึกษา ต่อไปตามระบบเดิม ก็คือผลของการประเมินที่ได้รับก็ยังไม่สะท้อนคุณภาพการศึกษาได้จริง จึงไม่สามารถทําให้เกิดการพัฒนาคุณภาพการศึกษาโดยมุ่งเน้นที่ผู้เรียนเป็นสําคัญได้ ยกตัวอย่างเช่น โรงเรียนเล็ก ๆ ในชนบทที่อยู่ห่างไกล ไม่มีงบประมาณที่จะสร้างห้องสมุด แต่กลับต้องสร้างห้องประเมินเพื่อเก็บเอกสารที่จะเตรียมไว้สําหรับใช้ในการประเมิน เรื่องนี้ จึงทําให้เห็นว่าผู้เรียนจะไม่ได้รับประโยชน์โดยตรงจากการประเมินเพราะสถานศึกษาเอง ก็มุ่งเน้นทุกทางเพื่อให้ผ่านการประเมินเช่นกัน

ดังนั้นแนวทางที่จะแก้ปัญหาของระบบการประกันคุณภาพการศึกษา ในภาพรวมก็จะเน้นหลักการประเมินเพื่อพัฒนาคุณภาพของการศึกษา โดยมุ่งเน้นผู้เรียน เป็นสําคัญ การนําผลการประเมินคุณภาพการศึกษาไปใช้เพื่อการพัฒนา โดยการประเมิน จะต้องสอดรับกับงานที่ทําประจําของบุคลากรและสถานศึกษา ผลการประเมินจึงจะสามารถ สะท้อนคุณภาพจริงของสถานศึกษา โดยไม่สร้างภาระงานเพิ่ม แต่สามารถสร้างการพัฒนา งานประจําให้เกิดคุณภาพได้ ส่วนแนวทางในเรื่องของเกณฑ์คุณภาพ ก็ต้องมีความยืดหยุ่น หลากหลาย และเหมาะสมกับแต่ละระดับ และประเภทของการศึกษาที่แตกต่างกัน การประเมินโดยหน่วยงานภายนอก ต้องใช้เกณฑ์คุณภาพการศึกษาชุดเดียวกันกับ การประเมินตนเองโดยสถานศึกษา

ส่วนของระบบการประกันคุณภาพการศึกษาทั้งระบบจะประกอบไปด้วย

ส่วนที่ ๑ เกณฑ์คุณภาพ ซึ่งหมายถึงองค์ประกอบ มาตรฐานตัวบ่งชี้และ เกณฑ์ประเมินตัวบ่งชี้

ส่วนที่ ๒ ก็คือเป็นเรื่องของวิธีการประเมิน และเครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน คุณภาพ

ส่วนที่ ๓ เป็นเรื่องของผู้ประเมินคุณภาพ

ส่วนที่ ๔ เป็นเรื่องการนําผลการประเมินไปใช้ประโยชน์

ส่วนที่ ๕ คือบทบาทและหน้าที่ของหน่วยงานต้นสังกัด และหน่วยงาน ภายนอก

ในเรื่องของเกณฑ์คุณภาพ ในระบบการประกันคุณภาพการศึกษาแบบเดิม หน่วยงานต้นสังกัดจะเป็นผู้กําหนดองค์ประกอบมาตรฐานตัวบ่งชี้และเกณฑ์ประเมินตัวบ่งชี้ ซึ่งมีจํานวนมากเกินความจําเป็น และไม่ยืดหยุ่นเหมาะสมตามบริบทของสถานศึกษา ดังนั้นในระบบการประกันคุณภาพการศึกษาแบบใหม่ จึงนําเสนอให้หน่วยงานต้นสังกัด เป็นผู้กําหนดเฉพาะองค์ประกอบและมาตรฐาน โดยให้สถานศึกษาสามารถกําหนดตัวบ่งชี้ และเกณฑ์ประเมินตัวบ่งชี้ให้สอดคล้องเหมาะสมกับบริบทของสถานศึกษา และยัง เปิดโอกาสให้สถานศึกษาสามารถเลือกใช้เกณฑ์คุณภาพการศึกษาที่ได้รับการยอมรับ ในระดับสากล ตัวอย่างเช่น เอ็ดเปก (EdPEx) เอแพก (APACC) เอยูเอ็นคิวเอ (AUN-QA) หรือว่า ออฟสเตด (Ofsted) ในส่วนของเกณฑ์คุณภาพที่ถูกกําหนดโดยหน่วยงานภายนอก หน่วยงานภายนอกเป็นผู้กําหนดองค์ประกอบมาตรฐานตัวบ่งชี้ และเกณฑ์การประเมิน ตัวบ่งชี้ ซึ่งเป็นคนละชุดกันกับที่หน่วยงานต้นสังกัดใช้ แต่ก็มีปัญหาเดียวกัน ก็คือมีจํานวน ตัวบ่งชี้ และเกณฑ์ประเมินตัวบ่งชี้มากเกินความจําเป็นและไม่ยืดหยุ่น ดังนั้นในระบบ การประกันคุณภาพการศึกษาแบบใหม่ จึงเสนอให้การประเมินคุณภาพโดยหน่วยงาน ภายนอกควรจะต้องใช้องค์ประกอบมาตรฐานตัวบ่งชี้ และเกณฑ์ประเมินตัวบ่งชี้ชุดเดียวกัน กับที่สถานศึกษาใช้

ส่วนในเรื่องของวิธีการประเมินคุณภาพการศึกษา ในระบบการประกันคุณภาพ การศึกษาแบบเดิม สถานศึกษาจะทําการประเมินตนเองทุกปี หน่วยงานต้นสังกัดทําการ ประเมินสถานศึกษาทุก ๓ ปี แล้วก็หน่วยงานภายนอกทําการประเมินสถานศึกษาทุก ๕ ปี โดยมีองค์การวิชาชีพ และหน่วยงานที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลมาทําการประเมิน สถานศึกษาด้วย ซึ่งเป็นการประเมินที่ซ้ําซ้อนกันระหว่างสถานศึกษา หน่วยงานต้นสังกัด องค์การวิชาชีพ หน่วยงานภายนอก และหน่วยงานที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล โดยที่แต่ละหน่วยงานก็ใช้เกณฑ์คุณภาพ และวิธีการประเมินที่แตกต่างกัน ดังนั้นจึงเป็น การเพิ่มภาระงานที่เกิดจากการประเมินให้กับสถานศึกษาเป็นอย่างมาก ในระบบประกัน คุณภาพการศึกษาแบบใหม่ จึงนําเสนอให้สถานศึกษาทําการประเมินตนเองทุกปี โดยที่ หน่วยงานต้นสังกัดไม่ต้องทําการประเมินสถานศึกษา แต่ให้หน่วยงานต้นสังกัดทําหน้าที่ ช่วยเหลือ สนับสนุนให้ความรู้กับสถานศึกษาในการพัฒนาตัวบ่งชี้และเกณฑ์ประเมินตัวบ่งชี้ ที่ใช้ในการประเมินคุณภาพให้สอดคล้องและเหมาะสมกับบริบทของสถานศึกษา โดยหน่วยงานภายนอกจะดําเนินการประเมินสถานศึกษาให้เป็นไปตามเงื่อนไข ๓ ประการ คือ เมื่อสถานศึกษาร้องขอ และเพื่อการสุ่มตรวจ หรือเมื่อมีข้อสงสัย จึงไม่มีความจําเป็น ที่หน่วยงานภายนอกจะต้องทําการประเมินสถานศึกษาทั้ง ๖๐,๐๐๐ แห่ง ภายในระยะเวลา ๕ ปี โดยให้หน่วยงานภายนอกทําการประเมินคุณภาพสถานศึกษาเพื่อยืนยันผลที่ สถานศึกษาประเมินตนเอง

ส่วนวิธีการประเมินที่มีความซ้ําซ้อนกัน เป็นการเพิ่มภาระงาน จึงเสนอว่า หากสถานศึกษาใดได้รับการรับรองคุณภาพจากหน่วยงานที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล แล้วก็ไม่จําเป็นต้องรับการประเมินจากหน่วยงานภายนอกซ้ําอีก ในระดับอุดมศึกษา และอาชีวศึกษาให้ทําการประเมินในระดับคณะและสถาบัน ไม่ต้องทําการประเมินในระดับ หลักสูตร เนื่องจากในระดับหลักสูตรมีองค์การวิชาชีพเข้ามาประเมิน แล้วก็มีการจัดทํา รายงานประจําปี แผนการดําเนินงานในระยะ ๑ ปีส่งให้กับสภามหาวิทยาลัยทุกปีอยู่แล้ว ในส่วนของวิธีการประเมินคุณภาพการศึกษา ในระบบการประกันคุณภาพการศึกษาแบบเดิม ทั้งหน่วยงานต้นสังกัดและหน่วยงานภายนอกจะทําการประเมินแบบตัดสิน ตก/ผ่าน ดังนั้น ในระบบการศึกษาแบบใหม่จึงนําเสนอให้การประเมินเป็นแบบตรวจสอบคุณภาพ ไม่มี การตัดสิน ตก/ผ่าน แต่เป็นผลระดับขั้นการพัฒนา โดยเน้นข้อเสนอแนะในการปรับปรุง แก้ไขเพื่อการพัฒนา

ส่วนเครื่องมือที่ใช้ในการประกันคุณภาพ ในระบบการศึกษาเดิมจะมีอยู่ ๓ เรื่องหลัก ๆ ก็คือเป็นตัวรายงานการประเมินตนเอง หรือที่เรียกว่าเอสเออาร์ (SAR) เอกสารที่เกิดจากการดําเนินงานตามปกติของสถานศึกษา แล้วก็เอกสารที่ต้องจัดทําขึ้นใหม่ เพื่อใช้ในการประเมินโดยเฉพาะ ดังนั้นในระบบการประกันคุณภาพการศึกษาแบบใหม่ จึงเสนอให้ตัดเอกสารที่ต้องจัดทําขึ้นใหม่เพื่อใช้ในการประเมินโดยเฉพาะ เพราะสามารถ ประเมินได้จากรายงานการประเมินตนเอง และเอกสารที่เกิดจากการดําเนินงานตามปกติ ของสถานศึกษา เพื่อให้ได้เห็นการดําเนินงานที่แท้จริงและคุณภาพที่แท้จริงของสถานศึกษา

ในเรื่องของผู้ประเมินคุณภาพ ระบบการประกันคุณภาพการศึกษาแบบเดิม การสรรหาและพัฒนาผู้ประเมินจะแยกกันระหว่างหน่วยงานต้นสังกัดกับหน่วยงานภายนอก ทําให้จํานวนผู้ประเมินที่มีคุณภาพไม่เพียงพอต่อการทําการประเมินสถานศึกษาทั้งหมด ที่มีมากกว่า ๖๐,๐๐๐ แห่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นในระบบใหม่จึงได้เสนอให้ หน่วยงานต้นสังกัดและหน่วยงานภายนอกร่วมกันสรรหาและพัฒนาผู้ประเมินอย่างต่อเนื่อง และให้มีจํานวนเพียงพอ โดยได้กําหนดคุณสมบัติที่สําคัญของผู้ประเมินหลัก ๆ ในเรื่องของ คุณธรรม จริยธรรมในการประเมิน ความเข้าใจในหลักการประเมินเพื่อการพัฒนาคุณภาพ และประสบการณ์ตรงของผู้ประเมิน รวมทั้งมีความเข้าใจในบริบทที่ต่างกันของสถานศึกษา

ประเด็นในเรื่องของการนําผลประเมินไปใช้ประโยชน์ ในระบบการประเมิน คุณภาพการศึกษาปัจจุบัน การนําผลการประเมินคุณภาพไปใช้เพื่อการลงโทษสถานศึกษา ที่ไม่ผ่านการประเมินหรือยังอยู่ในระหว่างการประเมิน ดังที่ได้ยกตัวอย่างไปแล้วในเรื่องของ การกู้ยืมเงินเพื่อการศึกษานะคะ ดังนั้นในระบบใหม่จึงได้เสนอให้การนําผลประเมินคุณภาพ การศึกษาไปใช้ เพื่อการพัฒนาคุณภาพของการศึกษา ไม่ใช่เป็นการลงโทษสถานศึกษา

ส่วนสุดท้ายคือในเรื่องของบทบาทและหน้าที่ของหน่วยงานต้นสังกัด เมื่อระบบ หลักการ วิธีการในการประเมินเปลี่ยนแปลงไป บทบาทและหน้าที่ของหน่วยงาน ต้นสังกัดก็ควรจะปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับหลักการปรัชญาการประเมินแบบใหม่ ซึ่งหน้าที่เดิมของหน่วยงานต้นสังกัด คือไปเน้นในการทําหน้าที่ในการประเมินสถานศึกษา เป็นหลัก จึงทําให้ละเลยบทบาทและหน้าที่ที่สําคัญในการที่จะสนับสนุนส่งเสริม ให้สถานศึกษามีการประกันคุณภาพภายในที่มีประสิทธิภาพ ดังนั้นในระบบการประกัน คุณภาพการศึกษาแบบใหม่ จึงเสนอให้หน่วยงานต้นสังกัดทําหน้าที่ในการสนับสนุนระบบ การประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษาให้มีความเข้มแข็งและมีประสิทธิภาพ โดยส่งเสริมให้สถานศึกษาทําการประเมินตนเอง และให้ทํารายงานผลการประเมินส่งให้ หน่วยงานต้นสังกัดเพื่อรับทราบทุกปีการศึกษา รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จาก รายงานผลการประเมินตนเองของสถานศึกษา และนําเสนอต่อฝ่ายนโยบายหรือรัฐบาล เพื่อประกอบการตัดสินใจในการที่จะกําหนดแนวนโยบายแนวทางในการพัฒนาการศึกษา ในแต่ละระดับ ตลอดจนบริหารงบประมาณเพื่อการศึกษา วิเคราะห์ วิจัยและเผยแพร่ นวัตกรรมที่เกี่ยวกับรูปแบบและเทคนิควิธีการประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งสนับสนุน ส่งเสริม ติดตาม จัดงบประมาณ และผดุงประสิทธิภาพของ ระบบการประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา

ส่วนบทบาทและหน้าที่ของหน่วยงานภายนอก หน่วยงานภายนอก จากเดิม ที่ทําการประเมินโดยไม่ได้มุ่งเน้นเพื่อการพัฒนา แต่ใช้การตัดสิน ตก/ผ่าน และลงโทษ สถานศึกษา ในระบบใหม่จึงเสนอให้หน่วยงานภายนอกทําการประเมินคุณภาพสถานศึกษา เพื่อยืนยันผลการประกันคุณภาพภายในที่สถานศึกษาทําการประเมินตนเอง เน้นการประเมิน เพื่อพัฒนา ให้ข้อเสนอแนะในการปรับปรุงแก้ไขเพื่อการพัฒนา

ส่วนในเรื่องของแนวทางการปฏิบัติของหน่วยงานภายนอกที่ไม่สอดคล้องกัน กับการประกันคุณภาพการศึกษาภายใน ก็มีข้อเสนอแนะให้หน่วยงานภายนอกร่วมกับ สถานศึกษาและหน่วยงานต้นสังกัดทําการกําหนดกรอบแนวทางและวิธีการประเมินคุณภาพ ภายนอกร่วมกัน โดยหน่วยงานต้นสังกัดจะต้องจัดทํารายงานผลการประเมินโดยระบุถึง ประเด็นที่ได้รับจากการประกันคุณภาพแต่ละประเด็นให้ชัดเจนว่ามีข้อเสนอแนะในแต่ละ ประเด็นอย่างไร ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ส่งรายงานผลการประเมินต่อสถานศึกษา และหน่วยงานต้นสังกัดเพื่อใช้ในการทําแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาต่อไป ร่วมกับหน่วยงานต้นสังกัด อบรมผู้ประเมินภายนอกให้ได้มาตรฐานและมีจํานวนที่เพียงพอ โดยสนับสนุนให้องค์กรเอกชน ศึกษานิเทศก์ องค์กรวิชาชีพหรือวิชาการเข้ามามีส่วนร่วม ในการฝึกอบรมผู้ประเมินภายนอกอย่างมีประสิทธิภาพ ให้การรับรองมาตรฐานผู้ประเมิน คุณภาพการศึกษา รวมถึงการสร้างระบบพัฒนาและตรวจสอบคุณภาพผู้ประเมินภายนอก ได้แก่ การคัดเลือก การกําหนดคุณสมบัติผู้ประเมิน การฝึกอบรมผู้ประเมิน การสุ่มตรวจ การประเมิน และบทลงโทษสําหรับผู้ประเมินที่ทําการประเมินผิดพลาด ซึ่งจะสร้างมาตรฐาน การให้คะแนนระหว่างผู้ประเมินและสร้างความน่าเชื่อถือของการประเมินต่อสถานศึกษา

ประเด็นสุดท้ายที่มีข้อเสนอแนะสําหรับแผนปฏิรูประบบการประกันคุณภาพ การศึกษาในระบบใหม่นะคะ ก็คือในเรื่องของการประเมินการทํางานของหน่วยงานต้นสังกัด และหน่วยงานภายนอก โดยที่เดิมมีการประเมินผลงานดําเนินงานของหน่วยงานต้นสังกัด และหน่วยงานภายนอกที่ไม่ครอบคลุมทุกประเด็น และไม่ได้ใช้หน่วยงานประเมินที่เป็น ที่ยอมรับในระดับสากลมาทําการประเมินผลการดําเนินงานของหน่วยงานภายนอกที่เป็น องค์การมหาชน ดังนั้นในระบบการประกันคุณภาพการศึกษาแบบใหม่จึงเสนอให้มี การประเมินผลการดําเนินงานของหน่วยงานต้นสังกัดและหน่วยงานภายนอกในประเด็นดังนี้ คือเรื่องของวิธีการดําเนินงาน ผลสําเร็จของการดําเนินงาน ความพึงพอใจของผู้ถูกประเมิน ความคุ้มค่าของการดําเนินงานในด้านต้นทุนและเวลา รวมทั้งให้มีหน่วยงานที่ได้รับการ ยอมรับในระดับสากลเป็นผู้ทําการประเมินหน่วยงานภายนอก

ผลที่คาดว่าจะได้รับหลังการปฏิรูประบบการประกันคุณภาพการศึกษา ก็คือ ผลการประเมินที่สะท้อนคุณภาพการศึกษาได้ตามจริงและสามารถนําไปใช้เพื่อพัฒนา คุณภาพการศึกษา รวมทั้งมีระบบการประกันคุณภาพการศึกษาที่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ เกิดผลผลิตที่มีคุณภาพตรงตามเป้าประสงค์ของสถานศึกษา สอดคล้องกับเป้าหมาย การศึกษาในภาพรวมและนโยบายการศึกษาของประเทศ ลดภาระงานเอกสารที่ซ้ําซ้อน และไม่จําเป็นของคณาจารย์และบุคลากรสายสนับสนุนที่เกิดจากการประกันและการ ประเมินคุณภาพการศึกษาที่ไม่ถูกต้อง คืนเวลาครูให้สู่ห้องเรียนมากขึ้น ช่วยให้บรรลุ เป้าหมายของนโยบาย ลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ได้ง่ายขึ้น กล่าวโดยสรุป ผลที่จะเกิดขึ้นกับ สถานศึกษาก็คือ สถานศึกษาจะเป็นผู้กําหนดตัวบ่งชี้ เกณฑ์ประเมินตัวบ่งชี้ที่เหมาะสมกับ บริบทของสถานศึกษาได้เอง จํานวนครั้งในการเตรียมรับการประเมินจากหน่วยงานภายนอก หน่วยงานต้นสังกัดและหน่วยงานอื่น ๆ ก็ลดลง ภาระงานเอกสารที่จะต้องเตรียมเพิ่มเพื่อรับ การประเมินลดลง ภาระด้านงบประมาณที่ต้องใช้เพื่อรับการประเมินซ้ําซ้อนจากหลายหน่วยงาน ลดลง ในส่วนของต้นสังกัดก็จะเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นผู้ประเมินมาทําหน้าที่หลักในการ สนับสนุนช่วยเหลือ และสนับสนุนให้มีการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาที่เข้มแข็ง และมีประสิทธิภาพ ในส่วนของหน่วยงานภายนอกก็ไม่ต้องทําการประเมินสถานศึกษา ทุกแห่งภายในระยะเวลา ๕ ปี และมาร่วมกับหน่วยงานต้นสังกัดในการพัฒนาคุณภาพของ ผู้ประเมินและจํานวนผู้ประเมิน ต่อไปจะขอให้ท่าน พลเรือเอก จีรพัฒน์ รองประธาน อนุกรรมาธิการเป็นผู้นําเสนอในส่วนสุดท้ายที่เป็นส่วนสําคัญของรายงานค่ะ