วิวัฒน์ ศัลยกําธร ชี้แจงแผนปฏิรูปการศึกษาที่เน้นพัฒนาเด็กตั้งแต่ก่อนเกิดถึงอายุ 7 ขวบ และส่งเสริมการเรียนรู้แบบแอ็กทิฟเลิร์นนิงแทนการท่องจำ พร้อมเสนอให้มีการปรับระบบประกันคุณภาพการศึกษาใหม่โดยเร่งด่วน รวมถึงผลักดันให้ทุกภาคส่วนทั้งครอบครัว ชุมชน และเอกชน มีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาเพื่อลดปัญหาเด็กออกกลางคัน โดยเฉพาะในพื้นที่ยากจน เพื่อรองรับการแข่งขันระดับภูมิภาคและสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติอย่างยั่งยืน
ท่านประธานและท่านสมาชิก สปท. ที่เคารพทุกท่านครับ ขอขอบคุณท่านประธานที่ได้กรุณาให้กรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ได้นําเสนอเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สภาได้กรุณาอนุมัติหลักการ ไปแล้ว ๑ ใน ๙ เรื่อง เรื่องระบบประกันคุณภาพการศึกษา เราได้ขอความกรุณาให้พักระบบ ประกัน พักการประเมินของระบบประกันคุณภาพทั้งภายในและภายนอกไปแล้ว ๒ ปี ในครั้งนี้จะเป็นการนําเสนอแผนของระบบประกันคุณภาพใหม่ว่าจะพัฒนาอย่างไร ขออนุญาตกราบเรียนโดยย่อดังนี้
ภาพรวมของการปฏิรูปการศึกษาที่กรรมาธิการได้นําเสนอสภานี้และได้ผ่าน วิป (Whip) ๓ ฝ่ายของรัฐบาล สนช. และ สปท. ไปแล้วนั้น ๙ เรื่อง โดยภาพย่อ ๆ ง่าย ๆ อย่างนี้ครับ การศึกษาในอดีตเราพูดถึงการศึกษาของคนที่เริ่มจากภาคบังคับไปจนจบ อุดมศึกษา มีผู้ที่เข้ามาเรียนในระบบอยู่ประมาณ ๑๒.๙ ล้านคนโดยประมาณ แต่ว่า การปฏิรูปครั้งนี้จากผลงานวิจัยของหลายภาคส่วนเห็นชัดว่าสังคมปัจจุบันนี้ถ้ารอให้เข้ามา ในระบบการศึกษา พูดง่าย ๆ รอให้คลอดออกมาแล้ว ๗ ปีก่อนจะเข้าระบบการศึกษา สายไปแล้ว งานวิจัยยืนยัน ผมได้กราบเรียนในที่ประชุมนี้ไปแล้วครั้งหนึ่งว่า ตั้งแต่คลอด ออกมาจนถึงถูกปล่อยให้ระบบครอบครัวดูแลกันเอง ๗ ปี สูญเสียความสามารถในการ พัฒนาไปทั้งร่างกายทั้งสมองและจิตใจถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ปีหนึ่งมีคนคลอดออกมาประมาณ ๗๐๐,๐๐๐ คน ถ้า ๓๐ เปอร์เซ็นต์ที่สูญเสียความสามารถในการพัฒนาไปก็เกือบ ๆ ๒๐๐,๐๐๐ คน และบุคคลเหล่านี้จะต้องเข้าไปสู่ในระบบการศึกษา แล้วก็เติบโตขึ้น รับผิดชอบประเทศต่อไป แต่ว่ากว่าจะเข้ามาสู่ระบบการศึกษานั้นก็สายไปเสียแล้ว พอมาถึง ระบบโรงเรียนครูบาอาจารย์ก็ไม่สามารถจะพัฒนาได้ ดังนั้นการปฏิรูปการศึกษาครั้งนี้หัวใจ จึงอยู่ที่การพัฒนาระบบใหม่ขึ้นรองรับตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาก่อนเข้าโรงเรียน ๐ ถึง ๗ ปีครับ ซึ่งทางกรรมาธิการได้นําเสนอพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องเรื่องนี้ไปแล้ว ๓ ฉบับ ตั้งแต่ พระราชบัญญัติการศึกษาตลอดชีวิต ซึ่งดูแลตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาไปจนถึงเชิงตะกอน พระราชบัญญัติ ฉบับที่ ๒ ก็คือพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ซึ่งได้รับความกรุณาจาก ที่ประชุมนี้ หลายท่านยืนยันว่าอันนี้เป็นพระราชบัญญัติ เป็นทิศทางการปฏิรูปการศึกษาใหม่ ซึ่งไม่เคยมีมาก่อน และถือเป็นธรรมนูญการศึกษาของชาติทีเดียว ซึ่งก็ขออนุญาตกราบ ขอบพระคุณย้อนหลังไปอีกครั้งหนึ่ง นอกนั้นเมื่อเข้ามาสู่ระบบการศึกษาแล้ว แน่นอนครับ ระบบการศึกษาเดิมซึ่งใน สปช. ใช้คําว่า ระบบการเรียนรู้ เราก็ใช้คําเดิมตามก็คือระบบ การเรียนรู้นั้น เต็มทั้งกระบวนการ ไม่ว่าจะหลักสูตร ไม่ว่าวิธีการเรียนการสอนหรืออะไรก็ตามนั้น เน้นที่การท่องจํา เน้นที่เรียกว่าแพสซิฟเลิร์นนิง (Passive Learning) คือตั้งรับ ขออนุญาต อธิบายง่าย ๆ ว่า ถ้าเด็กนั่งรอครูเอามาป้อน เรียกว่าระบบแพสซิฟ (Passive) หรือตั้งรับ คือเด็กตั้งรับ รอให้ครูหาความรู้มา เลกเชอร์ (Lecture) ให้ เอาตํารามาให้ เป็นระบบ การเรียนรู้แบบตั้งรับ เราได้นําเสนอระบบการเรียนรู้เชิงรุก หรือที่เรียกว่า แอ็กทิฟเลิร์นนิง (Active Learning) ระบบการเรียนรู้ที่ให้น้ําหนักกับใช้สถานการณ์จริง ใช้ปัญหาจริง ใช้สถานการณ์ปัจจุบันจริงมาก ให้เด็กได้เรียนรู้จากการลงมือทําจริง ระบบนี้เรียกว่าระบบ แอ็กทิฟเลิร์นนิง (Active Learning) และใช้สถานการณ์จริง ๆ ที่เรียกว่า ซิทูเอชัน เบส เลิร์นนิง (Situation based Learning) หรือหลาย ๆ ครั้ง หลาย ๆ ที่เขาใช้คําว่า พรอบเบลม เบส เลิร์นนิง (Problem based Learning) คือเอาปัญหาจริง เอาสถานการณ์ในสังคม ปัจจุบันจริงมาให้เด็กได้เรียนรู้จากการลงมือทําจริง ระบบนี้จะทําให้เด็กสามารถพัฒนาและ จดจําได้ถึง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ระบบตั้งรับ นั่งฟังเลกเชอร์ (Lecture) อ่านหนังสือ ก็อาจจะจําได้ประมาณ ๕ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง อันนี้คือทิศทางที่เรานําเสนอไปแล้ว
นอกจากนั้นความสําคัญของการจัดการศึกษา ถ้าเป็นอย่างนี้ก็แปลว่าเป็นหน้าที่ ของคนทุกคน ไม่ใช่เป็นหน้าที่ของกระทรวงศึกษาธิการแต่ฝ่ายเดียวอีกต่อไป ในพระราชบัญญัติ ๒ ฉบับที่ผมกราบเรียนแล้ว จึงให้น้ําหนักอยู่ที่การมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา ซึ่งรัฐธรรมนูญก็ได้เขียนเอาไว้ และรัฐบาลนี้ก็ได้กรุณาออกมาตรา ๔๔ ไปเมื่อ ๒ สัปดาห์ ที่แล้ว ให้รัฐร่วมมือกับท้องถิ่นและเอกชน ซึ่งเป็นคําเดียวกับที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ และเขียนไว้ในพระราชบัญญัติ ๒ ฉบับ ที่เราได้นําเสนอที่ประชุมนี้ไปแล้วว่า รัฐต้องร่วมมือ กับท้องถิ่น ต้องร่วมมือกับเอกชน เอกชนในที่นี้ภาษากฎหมายผมไปกราบเรียนถาม ท่านประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ท่านบอกว่าคําว่า เอกชน ในที่นี้หมายรวมถึง ทุกภาคส่วนที่ไม่ใช่รัฐและไม่ใช่ท้องถิ่น ก็แปลว่าทุกคนต้องช่วยกันดูแลจัดการศึกษา ตั้งแต่พ่อแม่ บ้านเรามีแม่วัยใสจํานวนมาก ครอบครัวปัจจุบันเป็นครอบครัวเดี่ยว ซึ่งมีปัญหาทางเศรษฐกิจ ปัญหาทางสังคมมากมาย มีหลายพื้นที่ นอกจากพ่อแม่ไม่สามารถดูแลลูกในท้อง ไม่สามารถ ดูแลเด็กก่อนจะมาส่งให้โรงเรียน เมื่อมาส่งให้โรงเรียนแล้วยังไม่สามารถที่จะดูแลต่อ ถึงขั้น ต้องออกกลางคันเป็นจํานวนมาก ผมยกตัวอย่างว่าเฉพาะจังหวัดสุรินทร์จังหวัดเดียว มีเด็ก ต้องออกกลางคันทั้งยังไม่จบเป็นหมื่นคนนะครับ จังหวัดเดียว ซึ่งเป็นจังหวัดเล็ก ๆ และเป็น จังหวัดยากจน พบว่าที่ออก สาเหตุหลักมาจากปัญหาทางเศรษฐกิจของพ่อแม่ เรื่องราว เหล่านี้ลําพังระบบการศึกษาที่มีอยู่เท่าเดิม ซึ่งเรามีคนมากและมีงบประมาณมากที่สุด เมื่อเทียบกับทุกกระทรวง ทบวง กรม ระบบปกติที่มีอยู่แก้ปัญหาไม่ได้แน่นอนครับ จะต้อง ระดมส่วนร่วมของทุกภาคส่วนช่วยกัน ตั้งแต่ก่อนท้องเลยครับ มีคุณหมอหลาย ๆ ท่าน ได้ช่วยอภิปรายไปแล้วว่าก่อนท้อง ก่อนที่จะตั้งท้องมีความสําคัญขนาดไหนถ้าแม่ไม่มี ความพร้อมก่อน
นอกจากนั้นยุคนี้เป็นยุคที่ถ้าดูจํานวนประชากร ซึ่งกําลังทํางานอยู่ วัยทํางาน ขณะนี้ถือว่ามีมาก แล้วก็แนวโน้มก็จะกลายเป็นผู้สูงวัย ซึ่งเป็นผู้ที่สังคมต้องแบกภาระ วัยทํางานขณะนี้ถือว่ามีมาก จําเป็นต้องมีระบบการพัฒนาคนในวัยทํางาน ณ ปัจจุบันนี้ ซึ่งเราก็ได้นําเสนอเรื่องของอาชีวศึกษาไปแล้วนะครับว่า ถ้าเราพัฒนาคนวัยทํางานให้ทํางาน อย่างมีประสิทธิภาพ ยิ่งในยุคของการแข่งขันรุนแรงขณะนี้ ถ้าเราพัฒนาคนที่กําลังทํางาน อยู่แล้ว และคนที่กําลังจะเข้าสู่วัยทํางาน ถ้าพัฒนาไม่ทันโลก ไม่ทันสมัย เราจะอยู่ในโลกนี้ ได้อย่างลําบากมาก ผมเข้าใจว่าหลายท่านคงติดตามสถานการณ์ของประเทศเพื่อนบ้านเรา ๔ ประเทศ ไม่ว่าจะเป็นประเทศลาว ประเทศกัมพูชา ประเทศเวียดนาม และประเทศพม่า ๔ ประเทศนี้เขารวมตัวกันแล้วก็ชักชวนนักลงทุนที่อยู่ในละแวกนี้ รวมทั้งในประเทศไทย ได้เทงบลงทุนเคลื่อนย้ายการลงทุนจากประเทศเราไปสู่ ๔ ประเทศรอบบ้านเราจํานวน มหาศาล ทําให้อัตราการเจริญเติบโตของประเทศเพื่อนบ้านเรา ๖-๗ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ ของเราอยู่ที่ประมาณ ๒ เปอร์เซ็นต์กว่า ๆ ๓ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง ฉะนั้นแนวโน้ม ถ้าเปรียบเทียบเราจะจนลง ในเชิงเปรียบเทียบเราจะจนลง ในขณะที่เพื่อนบ้านใกล้ที่สุด ๔ ประเทศเขากําลังเจริญรุ่งเรือง ประเทศที่กําลังยากจนลงเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน อัตรา การเจริญเติบโตต่ํา อย่างที่ผมกราบเรียนแล้ว ในขณะเดียวกันประเทศเหล่านั้นทรัพยากร ยังไม่หมด ขณะของเราทรัพยากรกําลังหมดไปอย่างรุนแรง เราสูญเสียป่าปีหนึ่งเป็นล้านไร่ ข้อมูลปัจจุบันนี้ ผมเชื่อว่าท่านสมาชิกทุกท่านทราบดีอยู่แล้ว ถ้าการพัฒนาคนของเรา การจัดระบบการศึกษา ถ้าไม่ปรับใหม่ทั้งหมด ยกเครื่อง ดูแลตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา ไปจนถึงเข้ามาสู่ระบบการศึกษาทั้งขั้นพื้นฐาน ส่วนหนึ่งเราอยากให้มีจากพื้นฐานแล้วไปสู่ อาชีวศึกษาให้มากขึ้นเพื่อเน้นที่คนทํางาน แล้วก็ไปสู่อุดมศึกษา ตลอดไปจนถึงผู้ที่อยู่ในวัย ทํางานต้องได้รับการพัฒนา แล้วก็สําคัญสุดก็คือผู้ที่เกษียณไปแล้วก็ควรจะได้รับการพัฒนา เพื่อเอาศักยภาพนั้นกลับมาช่วยเหลือสังคม ทั้งหมดนี้ถ้าทิศทางการประกันหรือทิศทาง การประเมินผิด กล่าวคือเกณฑ์การประเมินใช้เกณฑ์เดียววัดทั้งหมดเลย เราพูดกันมานาน เหลือเกินว่ามันผิด นี่เรื่องที่ ๑ เรากําลังจะเสนอแผนแก้ เรื่องที่ ๒ วิธีประเมินและเครื่องมือ ในการประเมินนั้น มันใช้เครื่องมือเดียว วิธีการเดียวใช้ประเมินทุกเรื่อง ทุกสังคม ทุกภูมิศาสตร์ ทุกเป้าหมาย ทุกวัตถุประสงค์ มันผิด นี่ก็เป็นเรื่องที่ ๒ ที่ต้องเปลี่ยนแปลง และเรื่องที่ ๓ สําคัญสุดก็คือผู้ประเมิน ซึ่งก็มีทั้งภายในและภายนอก เราให้น้ําหนักอยู่กับการประกัน คุณภาพภายในโรงเรียน ภายในมหาวิทยาลัย ภายในสถาบันนั้น ๆ มากกว่าการประเมินเพื่อ การประกันจากข้างนอก แต่กราบเรียนว่าสําคัญทั้งข้างในและข้างนอก ย้ําว่าข้างในสําคัญกว่า เพราะข้างในนั้นต้องทําการประเมินอยู่ตลอดเวลา ต่อเนื่อง เพื่ออะไรครับ เพื่อที่จะพัฒนา ให้ทันยุค ทันสมัย ทันโลกที่เขากําลังแข่งขันกันรุนแรง และที่สําคัญที่สุดนั้น เรื่องที่ ๔ ผลจากการประเมิน ผลจากการประกันนั้นต้องหยิบเอามา พัฒนาระบบการพัฒนาคนของเราให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์หลักของชาติ ให้สอดคล้องกับ ยุทธศาสตร์ของชาติ เพราะว่าเราจะนําพาชาติเราไปให้เกิดความมั่นคง และให้เกิดความมั่งคั่ง ซึ่งผมขอกราบเรียนย้ําว่าความมั่งคั่งในที่นี้ ทั้ง สปช. ทั้ง สปท. เราและรัฐบาลเห็นตรงกันว่า ความมั่งคั่งหมายถึงความมีพอเพียง การรู้จักแบ่งปันกัน มั่งคั่งในน้ําใจ แล้วก็ต้องแข่งขัน ได้ด้วย นี่คือประเด็นความมั่งคั่ง แล้วก็ต้องยั่งยืนชั่วลูกชั่วหลานเพื่อจะส่งมอบประเทศไทย ให้ลูกหลานสืบต่อไป สุดท้ายเรื่องที่ ๕ เมื่อนําผลมาใช้ประโยชน์ในการพัฒนาแล้ว เราก็จะ เสนอแผนว่าแต่ละองค์กร แต่ละคน แต่ละหน้าที่ แต่ละสังกัดมีหน้าที่อะไร ๕ เรื่องหลัก ๆ ซึ่งผมจะขออนุญาตท่านประธานได้มอบหมายให้ท่านรองประธานในฐานะที่ท่านเป็นประธาน อนุกรรมาธิการที่ดูแลเรื่องนี้ ท่าน พลอากาศเอก วัธน มณีนัย ได้เล่าให้ฟังในรายละเอียดครับ กราบขออนุญาตครับ