พรพันธุ์ ชี้ปัญหาตัวบ่งชี้การศึกษา เสนอจัดตั้งกองทุนพัฒนาคุณภาพ

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๓๑ · ๒๑ มิถุนายน ๒๕๕๙

พรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ หารือประเด็นการปฏิรูปการศึกษา โดยเน้นย้ำความจำเป็นในการจัดทำแผนพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างชัดเจนเพื่อรองรับความต้องการของประเทศ พร้อมเสนอจัดตั้งกองทุนพัฒนาคุณภาพการศึกษาและสนับสนุนการพัฒนาครูหลักสูตรตามมาตรฐานสากล ขณะเดียวกันแสดงความกังวลต่อการที่สถานศึกษาบางแห่งอาจกำหนดตัวบ่งชี้ผลผลิตบัณฑิตเองโดยขาดการควบคุม ซึ่งเสี่ยงต่อการลดคุณภาพการเรียนรู้และเน้นแสวงหากำไรจากค่าเล่าเรียนแทนการพัฒนาศักยภาพนักเรียนอย่างแท้จริง

นางพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน พรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ ดิฉันคิดว่ารายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการศึกษาฉบับนี้มีความสําคัญแล้วก็จะเป็นประโยชน์ในอนาคตบ้าง แต่ที่อยากจะ มีข้อคิดเห็นเกี่ยวกับทั้งหมดที่ได้เสนอมาโดยเฉพาะในระบบของการประเมินนี้ ก็คือถ้าหากว่า เราตกลงกันว่าการประกันคุณภาพการศึกษาอย่างที่ปรากฏอยู่ในพระราชบัญญัติที่ได้เสนอมานี้ เป็นการกระทําที่สร้างความมั่นใจให้แก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องและประชาชนว่าผลผลิตของ สถานศึกษาจะบรรลุตามเป้าหมายอย่างครบถ้วน อันนี้ผลผลิตก็คงหมายถึงนักศึกษาที่ออกไป ตามเป้าหมาย อันนี้ก็ต้องมีความชัดเจนเช่นเดียวกัน แต่ในระบบของการประกันนี้ได้ให้ ความสําคัญในเรื่องของหลักสูตร ในเรื่องของครูผู้สอน ซึ่งเราก็ยอมรับว่ามีความสําคัญมาก ที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพของการศึกษา แต่ในขณะเดียวกันหลักสูตรต่าง ๆ จะผลิตขึ้นมา อย่างมีคุณภาพมันก็ต้องมีเป้าหมายของการศึกษาในเรื่องนั้น ๆ อย่างชัดเจน เพราะฉะนั้น ดิฉันคิดว่าไหน ๆ จะมีการปฏิบัติการเพื่อที่จะดําเนินการตามแผนการปฏิรูปอันนี้ ควรจะรวม ในการประชุมหรือการสัมมนาเพื่อให้ทราบว่าประเทศเราหรือในแผนยุทธศาสตร์ที่ลิงก์ (Link) กันนี้มีแผนพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศไทยขณะนี้เป็นอย่างไรบ้าง ซึ่งเราไม่มี เราต้องการวิศวกรสักกี่คนใน ๒๐ ปีข้างหน้า เราต้องการนักการศึกษาสักเท่าไร ต้องการ พยาบาลเท่าไร ต้องการแพทย์เท่าไร และต้องการผู้ที่มีทักษะในเรื่องอะไรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง กับการที่จะทําให้ประเทศเรามั่นคง มั่งคั่ง แล้วก็ยั่งยืน จะมีบุคลากรซึ่งควรจะมีทักษะ มีความรู้ในเรื่องใด ๆ บ้าง อันนี้น่าจะเป็นแผนหลักของประเทศ ซึ่งในแต่ละสถานศึกษา ตัวอย่างที่สําคัญคือมหาวิทยาลัยนั้นก็จะมีความสามารถต่างกันในการที่จะผลิตบุคลากร เหล่านี้ เพราะฉะนั้นถ้าเรามีแผนพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่ชัดเจนของประเทศไทย เราก็ สามารถที่จะนํามาสู่ว่ามหาวิทยาลัยแห่งไหน หรือโรงเรียนอาชีวะแห่งไหนจะมีความสามารถ หรือควรจะเป็นผู้รับผิดชอบในการที่จะผลิตบุคลากรเหล่านี้ อันนี้มันก็จะเป็นการผลิตที่ ตรงกับความต้องการของประเทศ และสามารถที่จะพัฒนาคุณภาพให้เป็นไปอย่างที่เรา ต้องการเพื่อประโยชน์ของประเทศอย่างแท้จริง อันนี้จะลิงก์ (Link) ไปสู่การที่จะพัฒนาผู้สอน ครูหรือผู้สอนให้มีความรู้ความสามารถ รวมทั้งหลักสูตรด้วย แล้วดิฉันก็คิดว่าการพัฒนาครู มีความสําคัญมาก เพราะว่าครูที่มีความสามารถก็จะนําไปสู่หลักสูตรที่มีคุณภาพ การที่จะให้ ครูมีความสามารถนั้น โดยระบบประกันคุณภาพที่เสนอมามีแต่ประเมิน ประเมินเสร็จแล้ว เขาด้อยคุณภาพ หลักสูตรไม่ดี แล้วต่อไปคืออะไร แล้วปีต่อมาก็มาประเมินใหม่ แต่การประเมิน ควรจะทําให้มีการพัฒนา แต่การพัฒนานี้มันจะต้องใช้ทุน ใช้งบประมาณ ใช้แฟซิลิตี (Facility) อื่น ๆ เพราะฉะนั้นสิ่งที่อยากจะเสนอ ก็คือกระทรวงศึกษาธิการได้งบประมาณ เป็น ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี ประมาณนั้น ทําไมท่านจะมีกองทุนพัฒนาคุณภาพการศึกษา บ้างไม่ได้ เพื่อที่จะใช้เงินเหล่านี้สําหรับพัฒนาช่องว่างในคุณภาพที่มันเกิดขึ้นที่ได้รับมาจาก ผลจากการประเมินเหล่านี้ ให้สถานศึกษาที่ถูกประเมินมีกําลังใจ แล้วก็สามารถที่จะพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นอีกในระยะเวลา ต่อไป ดิฉันคิดว่าเรื่องการศึกษานั้นมันเป็นไดนามิก (Dynamic) มันไม่ได้หยุดนิ่ง วิชาการ ต่าง ๆ นี้ไม่เคยหยุดนิ่ง ทุกวันทุกชั่วโมงมันมีการเปลี่ยนแปลง มันมีเพิ่มพูนขึ้นเสมอ เพราะฉะนั้นครูอาจารย์ โดยเฉพาะในมหาวิทยาลัยนั้นจะอยู่นิ่งไม่ได้ จะต้องติดตามความ เคลื่อนไหวทางวิชาการอยู่ตลอดเวลา แล้วอันนี้จะรวมถึงการที่จะไปเข้าประชุม ไปศึกษา เพิ่มเติมทั้งระยะสั้นและระยะยาว ประเทศไทยเราไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้มากนัก ก็ปล่อยให้เป็น หน้าที่ของสถาบันการศึกษาที่จะสนับสนุนไป หรือให้ครูอาจารย์นั้นหาทุนเอาเอง แต่คิดว่า ประเทศไทยควรจะถึงเวลาที่จะพร้อมในการที่จะสนับสนุน อย่างน้อยก็ส่วนหนึ่งในการ พัฒนาอาจารย์ แล้วก็ในการพัฒนาวิธีการเรียนการสอนที่ทันสมัย ดิฉันขอเสนอในเรื่อง กองทุนพัฒนาคุณภาพการศึกษา แล้วก็หน่วยงานต้นสังกัดนี้ควรจะทําหน้าที่ที่มากไปกว่า ที่ได้เสนอนะคะ เพราะว่าที่จะให้การศึกษานั้นมีคุณภาพจริง ๆ ควรจะใช้มาตรฐานสากล ให้มากที่สุด ไม่ว่าจะศึกษาอะไรทั้งสิ้น ควรจะอิงกับมาตรฐานสากล และนําบางส่วนมาปรับ ประยุกต์กับสภาวะที่เป็นจริงของประเทศ เพราะฉะนั้นหน่วยงานต้นสังกัดควรจะเป็น หน่วยงานซึ่งเป็นผู้ประสานระหว่างองค์กรที่กําหนดมาตรฐานการศึกษาสากลต่าง ๆ หรือ สถานศึกษาที่มีคุณภาพในหลาย ๆ ประเทศทั่วโลก เพื่อติดต่อนํามาประสานยังสถานศึกษา ของประเทศไทย เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาของเรา อันนี้ควรจะทําอย่างเป็นพลวัต เป็นเหมือนการกระทําซึ่งเป็นรูทีน (Routine) ไม่ใช่เรื่องครั้งคราวที่จะเกิดขึ้น เพราะฉะนั้น มาตรฐานของการศึกษาของประเทศไทยควรจะถูกผลักดันให้ยกระดับเข้าสู่มาตรฐานสากล ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ไม่ต้องมาพะวงถึงการสร้างตัวชี้วัดในประเทศเรา ใช้ในมาตรฐานสากล ให้มากที่สุด และควรจะเป็นนโยบายหลักที่สําคัญ

อีกเรื่องหนึ่งซึ่งอยากจะให้ข้อสังเกตก็คือ ท่านบอกว่าจะให้สถานศึกษา กําหนดตัวบ่งชี้และเกณฑ์การประเมินให้เหมาะสมกับบริบทของสถานศึกษา หมายถึงว่า ให้เขาคิดเอง อันนี้อยากจะเรียนว่า ในประเทศไทยขณะนี้ยังมีผู้ที่ต้องการจะเรียนเพื่อจะ เอาปริญญามากกว่าที่จะเอาความรู้ แล้วก็มีสถานศึกษามากมาย ซึ่งเสนอให้ใบปริญญา โดยไม่ต้องเรียนมาก ประเภทจ่ายครบจบแน่อะไรทํานองนี้ เพราะฉะนั้นถ้าให้สิ่งเหล่านี้ เกิดขึ้นโดยไม่ได้มีการตรวจสอบหรือว่าควบคุมกันนี้ ก็คือให้เขากําหนดคุณภาพของ การศึกษาของเขาเอง แล้วก็ถ้าหากว่าสถานศึกษาเหล่านี้ต้องการที่จะรับคนมาก ๆ เพื่อที่จะ ได้ค่าเล่าเรียน แล้วก็ให้จบเร็ว ๆ เพื่อที่จะรับใหม่อีก การกําหนดสิ่งเหล่านี้ก็เป็นที่น่าวิตก สําหรับคุณภาพของบัณฑิตที่จะผลิตออกไปนะคะ ก็เป็น ๒ ข้อ ที่อยากจะเรียนฝากไว้เป็น ข้อสังเกตค่ะ ขอบคุณค่ะ