เลิศรัตน์ เสนอปรับระบบประเมินการศึกษา เน้นสมรรถนะรอบด้าน

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๓๑ · ๒๑ มิถุนายน ๒๕๕๙

เลิศรัตน์ รัตนวานิช หารือเกี่ยวกับแผนปฏิรูประบบประกันและประเมินคุณภาพการศึกษา โดยเสนอให้ทบทวนชื่อเรื่องให้สื่อความชัดเจนขึ้น พร้อมเน้นย้ำความจำเป็นในการปรับปรุงระบบการประเมินผลการศึกษาให้รอบด้าน โดยเฉพาะการทบทวนบทบาทของ สทศ. และการทดสอบโอเน็ต ซึ่งควรขยายการวัดผล beyond ความรู้และทักษะการคิด ไปสู่มิติการปฏิบัติ การสื่อสาร และการนำทีม เพื่อให้สะท้อนสมรรถนะที่แท้จริงของผู้เรียนอย่างครบถ้วนและเป็นธรรม

พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขอขอบพระคุณ ท่านประธานที่ให้โอกาสในการอภิปรายในเรื่องที่สําคัญ ซึ่งเสนอโดยคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา คือเรื่องแผนปฏิรูประบบประกันคุณภาพ การศึกษา ที่จริงเรื่องนี้ก็ได้มีการดําเนินการมาครั้งหนึ่ง นําเสนอผ่านสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศไปแล้ว ในครั้งแรกนั้นก็จะเน้นในเรื่องของการประเมินคุณภาพการศึกษา จากภายนอก ได้มีการเสนอให้พักรอการประเมินแล้วก็การประกันออกไป ๒ ปี ในครั้งนี้ ผมก็คิดว่าคงเป็นภาคที่ ๒ ไม่แน่ใจว่าเป็นตอนจบหรือเปล่านะครับ แต่ได้ทําการศึกษา อย่างละเอียด มีรายงานได้อ่านแล้ว ๙๒ หน้า ที่พูดถึงลงลึกไปถึงปัญหาของการประกัน คุณภาพภายในและการประเมินคุณภาพภายนอกของระบบการศึกษาของไทย โดยลงลึก ไปกว่าในครั้งแรก ชี้ให้เห็นถึงภาระหน้าที่ต่าง ๆ ที่ครูและที่สถาบัน ๕๐,๐๐๐-๖๐,๐๐๐ แห่ง จะต้องรับในการตกเป็นผู้ที่ต้องถูกตรวจสอบ ถูกประเมิน ถูกประกันคุณภาพต่าง ๆ รวมถึง การดําเนินการของ สมศ. เองที่ทางคณะกรรมาธิการได้พูดถึงซึ่งก็ดําเนินการมาแล้ว ๑๕ ปี และได้พักรอไป ๒ ปี ในครั้งนี้การศึกษาปัญหาต่าง ๆ ที่กรรมาธิการได้รายงานผมคิดว่า ค่อนข้างที่จะมีความชัดเจน ให้เห็นถึงปัญหาของทั้งระบบการประเมินจากภายนอกและการ ประกันจากภายใน อีกทั้งได้เสนอแผนในการปฏิรูปไว้ ๒๔ เดือน ซึ่งรวมถึงการเสนอแก้ไข พระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องหลายฉบับ แล้วก็ระเบียบประกาศต่าง ๆ ทางด้านการศึกษา ก็คาดหวังว่าหลังการปฏิรูปจะได้ระบบการประกันคุณภาพและการประเมินคุณภาพ การศึกษาที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลตรงตามเป้าหมายและนโยบายการศึกษาแห่งชาติ อีกทั้งอาจจะลดภาระต่าง ๆ ที่กรรมาธิการชี้แจง ไม่ว่าจะเป็นในด้านการจัดทําเอกสาร ของครู การให้ครูได้มีเวลาสอนมากขึ้นหรือที่เรียกว่าคืนครูสู่ห้องเรียน แล้วก็รวมถึงได้ผล การประเมินที่สะท้อนคุณภาพการศึกษาที่แท้จริง ซึ่งเป็นความมุ่งหมายหลักที่รัฐบาลได้ ทุ่มเทงบประมาณ เฉพาะในส่วนของ สมศ. เองก็ใช้ประมาณปีละ ๓๐๐ กว่าล้านบาทนะครับ ในการที่จะประเมินสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ทั่วประเทศ ผมดูรายงานโดยละเอียดทั้ง ๙๒ หน้า วิธีการจัดทํารายงานก็ต้องยอมรับว่าได้ใช้หลักวิชาการในการดําเนินการ มีความสมบูรณ์ คล้ายกับการจัดทําวิทยานิพนธ์แทบจะว่าได้นะครับ เป็นการศึกษาวิจัย อาทิเช่น มีการ จัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากบุคคลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีการประชุมเพื่อรับฟังความเห็นจากหน่วยงานต่าง ๆ หลายภาคส่วน อาทิเช่นยูเนสโก (UNESCO) ที่มีคณะกรรมการด้านการศึกษาอยู่ มีการจัดทําแบบสํารวจหรือเควสชันแนร์ (Questionnaire) ความคิดเห็นผู้เกี่ยวข้องกับระบบการประกันคุณภาพการศึกษาของไทย แล้วก็มีการรายงานผลการจัดทําสนทนากลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ หรือที่เราเรียกว่า โฟกัสกรุ๊ป (Focus Group) ซึ่งถือว่าเป็นวิธีการหาข้อมูลที่สําคัญแล้วก็ได้ผลในการที่จะพูดคุยกับ โฟกัสกรุ๊ป (Focus Group) คือผู้ที่เขาเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เราศึกษาวิจัยอยู่ ผลการศึกษา ในทุกมิติได้ข้อสรุปสอดคล้องกันตามรายงานว่า การจะดําเนินการประกันคุณภาพการศึกษา ภายในของหน่วยงานต้นสังกัดและการประเมินคุณภาพการศึกษาภายนอกโดย สมศ. ในรอบต่อไป มีความจําเป็นต้องหารือเพื่อให้ได้ข้อสรุปร่วมกันทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องก่อน นี่คือข้อสรุปของผลการศึกษาวิจัยที่กรรมาธิการได้ดําเนินการ แล้วก็รายงานอยู่ในเอกสาร ฉบับนี้ ผมก็อยากจะเสนอตรงนี้ว่าเท่าที่ดูในเอกสารนี้ พูดถึงทั้งเรื่องการประกันคุณภาพ การศึกษาภายในและการประเมินคุณภาพการศึกษาภายนอก แต่พอตั้งชื่อเรื่องเขียนว่า แผนปฏิรูประบบการประกันคุณภาพการศึกษา คือผมก็ทําความเข้าใจตั้งแต่ครั้งที่แล้ว มาจนถึงครั้งนี้แล้วว่ามันต่างกัน ประกัน กับ ประเมิน ประกันคือประกันกันเอง หน่วยต้นสังกัด ในกระทรวงไปประกันว่าสถาบันการศึกษา โรงเรียนต่าง ๆ มีคุณภาพตามเกณฑ์ ตามตัวบ่งชี้ ที่เหมาะสม ส่วนการประเมินนั้นคือหน่วยนอกมาประเมิน ไม่ว่าจะเป็นพวกวิชาชีพต่าง ๆ องค์กรและวิชาชีพ แล้วก็โดยเฉพาะอย่างยิ่งตาม พ.ร.บ. การศึกษาก็ให้ สมศ. เป็นผู้ประเมิน ในวงรอบ ๕ ปี เพราะฉะนั้นถ้าจะตั้งชื่อเรื่องให้สอดคล้องกับที่ผมเข้าใจหรือที่ท่านพยายาม ให้คําจํากัดความก็น่าจะเปลี่ยนชื่อเรื่องเป็น แผนปฏิรูประบบการประกันและประเมิน คุณภาพการศึกษา คือตั้งแบบสั้น ถ้าตั้งแบบยาวก็เป็นแผนปฏิรูประบบการประกันคุณภาพ การศึกษาและประเมินคุณภาพการศึกษา ก็น่าจะถูกต้อง เพราะในเอกสารทั้งหมดท่านพูดถึง ปัญหา ข้อบกพร่องต่าง ๆ ของทั้ง ๒ ระบบ ก็ฝากไปกรุณาพิจารณาด้วย

ประเด็นสุดท้าย ที่ผมอยากจะโยงเข้ามาสู่การทํางานหรือการทํารายงานนี้ ใคร่ขอเรียนผ่านท่านประธานไปยังกรรมาธิการ ซึ่งคิดว่าน่าจะเป็นส่วนสําคัญที่อาจจะ ไปเพิ่มเติมในรายงาน คือจากการอ่านรายงานผลการจัดทําโฟกัสกรุ๊ป (Focus Group) ที่ผมเรียนไปแล้ว คือการสนทนากลุ่มของผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคส่วนต่าง ๆ ผู้ทรงคุณวุฒิ ทั้งหมดได้เห็นด้วยในหลักการในภาพรวมของรายงานนี้ ให้ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ มากมายหลายประการ รวมถึงให้ข้อเสนอแนะในการที่จะให้มีการแก้ไขพระราชกฤษฎีกา จัดตั้งสถาบันทดสอบการศึกษาแห่งชาติ นี่เป็นข้อเสนอแนะของกลุ่มโฟกัสกรุ๊ป (Focus Group) หรือกลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ อะไรคือสถาบันทดสอบการศึกษาแห่งชาติ เราเรียกว่า สทศ. เมื่อสักครู่เราพูดถึง สมศ. อันนั้นคือผู้ประเมินภายนอก อันนี้ สทศ. นะครับ ซึ่ง สทศ. เขาทํา อะไรนะครับ สทศ. คือในการที่จะดูว่าการศึกษานี้มันมีประสิทธิภาพไหม มีประสิทธิผลไหม นอกจากดูองค์ประกอบจากการประเมิน อันนั้นคือการประเมินครู ประเมินระบบ ประเมิน กระบวนการต่าง ๆ อีกองค์ประกอบหนึ่งที่มีความสําคัญคือการทดสอบ การทดสอบ อันนี้เราทดสอบอะไร เพราะว่าผลผลิตของระบบการศึกษาคือนักเรียน คือนักศึกษาที่จบมา ปีหนึ่งหลายแสนคน จากตั้งแต่ระดับประถม ๑ ขึ้นไป ฉะนั้นเราก็ต้องทดสอบเขาว่า ผลการเรียนการสอนมันดีไหม ไม่ดีนะครับ เราจึงมี สทศ. ซึ่งเป็นองค์การมหาชน ทําหน้าที่นี้ สทศ. ก็ออกแบบการทดสอบ ที่เรียกว่า โอเน็ต (O-NET) โอเน็ต (O-NET) ก็มาจากคํา ออร์ดินารี เนชันนัล เอดูเคชัน เทสต์ (Ordinary National Education Test) ก็คือการทดสอบ ระดับชาติ ออร์ดินารี (Ordinary) ก็คือแบบพื้นฐาน เพราะว่าในการทดสอบเข้ามหาวิทยาลัย ก็จะมีการทดสอบวิชาเฉพาะเพิ่มขึ้น โอเน็ต (O-NET) ก็ทดสอบ ๗-๘ วิชา ตั้งแต่คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ ภาษาไทย ภูมิศาสตร์ สังคม วัฒนธรรม ศาสนา แต่ประเด็นของโอเน็ต (O-NET) จะทดสอบ ประถม ๖ ม. ๓ และ ม. ๖ ทั้งประเทศ ทุกสถาบัน ทุกโรงเรียน ด้วยข้อสอบเดียวกันปีละ ๑ ครั้ง ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ก็ถามว่าการทดสอบด้วยระบบ โอเน็ต (O-NET) มันบอกอะไรกับเราบ้าง อันนี้คือคําถามที่ผมอยากจะตั้ง ไปดูวิธีทดสอบ ของโอเน็ต (O-NET) เขาใช้แบบทดสอบก็คือใช้ข้อสอบ ส่วนใหญ่ก็เป็นปรนัย มีอัตนัยบ้าง เล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ไปทดสอบเด็กทั่วประเทศ ทั้งระดับประถม ๖ ม. ๓ ถึง ม. ๖ แล้วก็ผลออกมา ซึ่งก็ชัดเจนนะครับ ผลของการทดสอบก็ไม่ได้เป็นที่น่าปลาบปลื้มยินดีว่าเด็กของเรานั้น อยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างต่ําเกือบจะทุกสาขาวิชา แต่ว่าสิ่งที่โอเน็ต (O-NET) บอกกับเรานั้น ไม่ได้บอกชัดเจนหรือครบถ้วนในทุกมิติที่เกี่ยวกับการวัดผล เพราะโอเน็ต (O-NET) บอกแต่ ระดับความรู้กับวิธีคิด เขาคิดได้ไหม เขามีความรู้ไหม ในวิชาที่ทดสอบนั้น ผมหมวก อีกใบหนึ่งเป็นประธานสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ หน้าที่ของผม หน้าที่ของสถาบันที่ผมรับผิดชอบ คือสร้างมาตรฐานคุณวุฒิวิชาชีพ บนพื้นฐานของสมรรถนะที่เรียกว่า คอมพีเทนซีเบส (Competency based) เมื่อผมมีระบบมาตรฐานคุณวุฒิวิชาชีพแล้ว ผมก็ต้องทําการ ทดสอบ ผมก็ต้องออกข้อสอบ ผมก็ต้องทําการทดสอบว่า ช่างทั้งหลาย เจ้าหน้าที่ทั้งหลาย ที่จะมาทดสอบคุณวุฒิวิชาชีพของผมนั้น เขาผ่านเกณฑ์หรือไม่ ความแตกต่างก็คือว่า ระบบ การทดสอบที่สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพใช้จะทดสอบในหลายมิติของคน ของมนุษย์ ไม่ใช่ ทดสอบแค่ความรู้จากการคิด จากการเขียน ทดสอบการปฏิบัติ และในบางระดับที่จะเป็น ผู้จัดการ เป็นซูเปอร์ไวเซอร์ (Supervisor) นั่นทดสอบความสามารถในการนําความสามารถ ในการสอน ความสามารถในการเรียนรู้ ความสามารถในการใช้ภาษาก็ต้องพูดถึงการพูด การเขียน การอ่าน และการแต่งความต่าง ๆ ด้วย ก็ที่เรียนตรงนี้ให้เห็นความสําคัญก็คือว่า การทดสอบมนุษย์ การทดสอบคนจะได้ผลหรือจะรู้ได้อย่างแท้จริงนั้นต้องทดสอบในหลาย ๆ มิติ ไม่ใช่แค่ทดสอบความจํา ทดสอบความคิดเท่านั้น หรือความรู้เท่านั้น ก็จึงอยากจะ เรียนฝากว่า ถ้าเราจะดูประเมินผลระบบการศึกษาของเราให้ถ่องแท้เราก็ต้องดูทั้ง การประเมินโดยหน่วยงานองค์กร แล้วก็ดูผลการทดสอบต่อผลลัพธ์ก็คือต่อนักศึกษา ซึ่งก็ต้องมองในมิติที่เพิ่มขึ้นมากกว่าแค่ทดสอบด้วยแบบธรรมดานะครับ ก็ขอฝากไว้ให้กับ ทางคณะกรรมาธิการผ่านท่านประธานไปพิจารณาว่า สมควรที่จะเพิ่มเติมไหมในเรื่องของ สทศ. ที่จะไปปรับปรุงเพื่อจะให้เห็นภาพชัดเจนว่า สถาบันการศึกษาของเรานั้นผ่านเกณฑ์ หรือไม่อย่างไรนะครับ ก็ขอกราบเรียนเพิ่มเติมเพียงแค่นี้เพื่อให้คณะกรรมาธิการได้นําไป พิจารณาต่อไปครับ ขอบพระคุณครับ