บวรเวท รุ่งรุจี เสนอข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการประกันคุณภาพการศึกษา โดยเฉพาะเกณฑ์การประเมินและมาตรฐานที่ควรใช้ในการประเมิน โดยเน้นย้ำว่าควรพิจารณาบริบทของแต่ละโรงเรียนและให้ผู้รับการประเมินมีอํานาจในการตัดสินใจในเรื่องนี้
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพครับ ผม บวรเวท รุ่งรุจี สมาชิกลําดับที่ ๘๒ ขออนุญาตให้ข้อคิดเห็น ในเรื่องเกี่ยวกับการประกันคุณภาพการศึกษา ในส่วนที่ทางคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาได้นําเสนอมานั้น ตั้งแต่ต้นที่ระงับการประเมินไป ๒ ปี ต้องเรียนท่านประธานว่าเป็นที่ชื่นชอบมากนะครับ พอดีผมลงพื้นที่ไปโรงเรียนต่าง ๆ เขารู้สึกดีใจที่ได้มีการเลื่อนไป เพราะฉะนั้นในกรอบของการที่เราจะประเมินการศึกษา อันใหม่นี้ตามเกณฑ์ที่ได้กําหนดมา ผมขออนุญาตยกตัวอย่าง ในเกณฑ์คุณภาพว่า ให้หน่วยงานต้นสังกัดเป็นผู้กําหนดองค์ประกอบด้านและมาตรฐาน คือให้เขาประเมิน ตัวเขาเอง กําหนดอะไรต่าง ๆ มาเอง ตรงนี้ครับที่ผมคิดว่าเราคงมีสิ่งที่ต้องพิจารณา เพิ่มเติมว่า ในส่วนของมาตรฐานของโรงเรียนในแต่ละโรง ถ้าจะเน้นก็คือเน้นในระดับของ ประถมศึกษาหรือมัธยมศึกษา ซึ่งผมว่าทุกท่านคงทราบว่ามันมีมาตรฐานที่ไม่เท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเป็นองค์ประกอบของครูบาอาจารย์ที่สอนอยู่ในแต่ละโรงเรียน การสอนของ ครูบาอาจารย์ที่ไม่ตรงกับวิชาที่ตัวเองร่ําเรียนมาแต่ก็ยังต้องสอน และยังต้องสอนในทุกวิชา อันนี้ยังเป็นเรื่องจริงที่ยังเป็นอยู่ในโรงเรียนของต่างจังหวัด เพราะฉะนั้นถ้าเรากําหนดว่า ให้เขากําหนดอะไรต่าง ๆ เองทั้งหมด มันอาจจะสะท้อนที่ไม่ครบถ้วนในส่วนที่เราจะเอาไป เป็นประโยชน์ในการที่จะเอาไปพัฒนา คือถึงแม้ว่าเราจะมีแผนพัฒนาคนอะไรต่าง ๆ ขึ้นไป แต่มันลึก ๆ ไปกว่านั้น ผมคิดว่าทางคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาคงน่าจะรู้ประเด็น ปัญหาที่มีมากกว่านั้นว่ามันคงไม่ใช่เฉพาะเรื่องนี้ รวมทั้งถ้าเราคาดหวัง ผมยกตัวอย่าง ในผลที่คาดว่าจะได้รับว่าจะทําให้นโยบายของทางกระทรวงศึกษาธิการในเรื่องลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ให้มากขึ้น ก็ต้องเรียนว่าจริง ๆ แล้วในทางปฏิบัติมันไม่ได้ลด ครูบาอาจารย์ เขาก็บอกเขาก็ยังต้องสอนเหมือนเดิม เพราะด้วยปัจจัยอื่น ๆ ลดเวลาเรียนแต่เพิ่มเวลารู้ เพิ่มเวลารู้ควรจะต้องไปหาสิ่งเรียนรู้ที่น่าสนใจ เข้าพิพิธภัณฑ์ ดูโบราณสถานหรือจะไป แหล่งอื่น ๆ แต่ข้อจํากัดด้านงบประมาณที่มีก็ทําให้เขาไม่สามารถที่จะไปดําเนินการในสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นได้ เพราะฉะนั้นสุดท้ายก็คือเด็กก็ต้องอยู่ที่โรงเรียน ครูก็ต้องมาสอนเด็กอะไรต่าง ๆ เหล่านั้นอยู่เหมือนเดิมในส่วนนั้น เพราะฉะนั้นอันนี้ผมคิดว่ามันคงจะต้องพิจารณาโดยบริบท ของแต่ละโรงเรียนเหมือนกันว่าเขาเองนั้น เขาควรจะต้องพัฒนาโรงเรียนเขาไปในลักษณะใด เช่นเดียวกัน เพราะว่าเท่าที่ผมอ่านดูในเอกสารที่ให้มานี้ คือถ้าไม่ได้มาตรฐาน หรือผมอ่าน ไม่หมดไม่รู้เพราะเยอะนะครับ เรามีบทที่บอกว่าถ้าไม่ได้มาตรฐานต้องทําอย่างไรกับเขา คือถ้าพูดถึงจํานวนนักเรียน จํานวนนักเรียนในปัจจุบันนี้กับครูไม่ค่อยมีปัญหา ประมาณ ๑ ต่อ ๑๕ หรือ ๒๐ ในบางโรงเรียน ไม่มีปัญหาเรื่องครูที่สอน เพราะฉะนั้นถ้าเกิดมันไม่ได้ มาตรฐาน ผมว่ามันน่าจะต้องมีบริบทว่าเราจะดําเนินการอย่างไรกับโรงเรียน โรงเรียน ปัจจุบันมีอยู่ประมาณ ๓๐,๐๐๐ โรง ในพื้นที่ที่ผมเคยลงพื้นที่ไปดูเขาในระดับประถมศึกษา ใน ๑ ตําบลมีโรงเรียนประถมอยู่ ๕ โรง มีอัตราเฉลี่ย ๑ ต่อ ๒๐ บางโรงก็ไม่ถึง มันจะยุบ รวมกันได้ไหมในส่วนของโรงเรียนของประถมศึกษาในส่วนต่าง ๆ เหล่านี้ ผมคิดว่ามันน่าที่จะ มีสิ่งที่จะทําให้เขารู้สึกว่าถ้าเขาไม่พัฒนาตัวเขาเองให้อยู่ในมาตรฐานที่เราคิดว่ามันควร จะต้องมีนั้น เขาจะได้รับผลกระทบอย่างไรจากการที่เราเข้าไปประเมินเขาในส่วนนั้น เพราะฉะนั้นผมคิดว่าในการประเมินมันควรจะต้องมีทั้งสิ่งที่ผู้รับการประเมินกับผู้ที่เข้าไป ประเมินมีอํานาจหรือรูปแบบซึ่งกันและกัน คือต้องถ่วงดุลอํานาจซึ่งกันและกันในส่วนนั้น เพราะว่าถ้าไม่ถ่วงดุลอํานาจซึ่งกันและกันทั้งผู้รับและผู้ไปประเมินนั้นมันก็จะทําให้รู้สึกว่า การประเมินก็ประเมินไป มันไม่ได้รับผลอะไรที่จะเอามาใช้ในส่วนนั้น อันนี้คงต้องขออนุญาต ฝากเป็นข้อเสนอแนะให้ท่านกรรมาธิการได้รับไว้เพื่อพิจารณาด้วยนะครับ เพราะว่าในส่วน ของทางโรงเรียนเอง ถ้าถามครูอาจารย์ที่ผมไปสัมผัสเขาอยู่ เขาก็จะบอกว่าเขาก็ไม่อยาก ที่จะย้ายหรือจะยุบโรงเรียนอะไรต่าง ๆ เขา เขาก็ยังอยากจะสอนที่เดิม คือถึงแม้ว่า บางโรงเรียนมี ป. ๑ ถึง ป. ๖ มีครูอยู่ ๔ คน เป็น ผอ. ๑ คน มีครูประจําชั้น ๓ คน แต่เขา ก็ยังยืนยันว่าเขาสอนได้ สอนคนละ ๒ ห้อง ๒ ชั้น ป. ๑ โดดไปสอน ป. ๒ อะไรต่าง ๆ นี้ มันยังมีอยู่จริงในการศึกษาของบ้านเรา เพราะฉะนั้นผมคิดว่าอันนี้มันคงจะต้องอยู่ในบริบท ที่ให้การทําการประกันคุณภาพนั้นมันสมประโยชน์ตามที่ท่านกรรมาธิการได้เสนอมาครับ ขอบคุณครับ