ชูชัย ศุภวงศ์ หารือประเด็นความสำคัญของผู้สูงวัยในสังคมไทย เน้นย้ำความจำเป็นในการเตรียมความพร้อมรับมือกับสังคมผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น โดยเสนอให้มีการพัฒนานโยบายสวัสดิการที่หลากหลาย ทั้งการทบทวนกลไกและกองทุนสนับสนุนผู้สูงอายุระดับท้องถิ่น การใช้ข้อมูลจากหลักประกันสุขภาพและเครือข่ายชุมชนเพื่อดูแลผู้สูงอายุติดเตียงอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงผลักดันให้รัฐบาลท้องถิ่นและชุมชนเป็นเจ้าภาพหลักในการจัดบริการ ขณะที่ส่วนกลางทำหน้าที่สนับสนุนด้านวิชาการและมาตรฐาน เพื่อสร้างระบบดูแลผู้สูงวัยที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน
กราบเรียนท่านประธาน ท่านกรรมาธิการและเพื่อนสมาชิก ผู้สูงวัยที่เคารพ ผมเข้าใจว่าทั้งหมดที่กล่าวถึงนี้ก็อยู่ในเกณฑ์ผู้สูงวัยนะครับ ท่านรองประธาน อย่าคิดว่าไม่สูงวัยนะครับ เห็นยังไปปั่นจักรยานอะไรอยู่ ต้องเตือนว่าต้องระวังหน่อยนะว่า สูงวัยแล้ว ที่เรียนเกริ่นว่าเป็นผู้สูงวัยทั้งสภานี้ด้วยเหตุที่ว่า สมัยก่อนเขาเรียกว่า เป็นคนแก่ นะครับ แต่ว่าแก่นี่ก็มี ๒ แบบ แก่แบบสะเงอะสะงะ หรือแก่แบบสง่า ท่านประธาน รวมทั้ง ท่านประธานทินพันธุ์นี่ต้องถือว่าแก่อย่างสง่าครับ รวมทั้งเพื่อนสมาชิก เพราะว่าสามารถ ยังแสดงบทบาททําหน้าที่ ภาษาฝรั่งเขาบอกว่าเป็นแอสเซส (Assess) ที่สําคัญของบ้านเมือง นะครับ แล้วก็มีงานศึกษาวิจัยช่วงหลัง ๆ ออกมาก็ชัดเจนนะครับว่าคนอายุ ๖๒ ปี ๖๓ ปี เป็นช่วงเวลาที่ตัดสินใจได้ดีที่สุดนะครับ ผมเองก็อยู่ในช่วงตรงนั้นละครับ ท่านประธานครับ ประเด็นนี้ผมคิดว่าไม่เป็นที่สงสัยนะครับว่าเป็นประเด็นที่สําคัญ แล้วเพื่อนสมาชิกก่อนหน้า อภิปรายก็ล้วนสนับสนุน เพราะว่าถ้าเราไม่เร่งรีบดําเนินการนะครับ ตอนนี้ประชากรไทย ๖๕ ล้านคน อย่าไปบอกว่า ๗๐ ล้านคนเลยครับ เพราะว่าคาดการณ์อย่างไรก็ไม่ถึง ๗๐ ล้านคนนะครับ ต่อไปช่วงจังหวะหนึ่งคนเกิดกับคนตายจะเท่า ๆ กัน แล้วประชากร ก็จะลดลง ขณะนี้มีตัวเลขที่ให้มาประมาณ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ๑๔.๙ เปอร์เซ็นต์ ถ้าเราคาด มาโดยประมาณก็ประมาณ ๑๐ ล้านคนถึง ๑๑ ล้านคนที่อายุเกิน ๖๐ ปี อีก ๕ ปีข้างหน้า ก็จะมีประมาณ ๑๔ ล้านคนถึง ๑๕ ล้านคน ผมเอาตัวเลขโดยประมาณนะครับ ซึ่งตอนนั้นก็ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ แต่บอกว่าพออีก ๑๕ ปีข้างหน้า คือ พ.ศ. ๒๕๗๔ ตัวเลขที่นี่เสนอ ๒๘ เปอร์เซ็นต์ บางตัวเลขก็ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ แต่โดยสรุปก็คือว่าในช่วงที่เพื่อนสมาชิก หลายท่านอายุจะเกือบ ๗๕ ปีถึง ๘๐ ปี ก็จะมีคนไทย ๔ คน หรือ ๓ คนกว่า ๆ เดินมา เป็นผู้สูงอายุ ๑ คนนะครับ ในเวลาอันใกล้แล้ว เพราะฉะนั้นการเตรียมตัวเรื่องนี้เป็นเรื่อง ใหญ่มาก ผมเคยอภิปรายว่าผู้อํานวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว คือคุณหมอสุริยเดว ท่านบอกด้วยความเป็นห่วงว่าเราต้องมุ่งไปที่เด็กปฐมวัย โดยที่ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็เน้นไปตรงนั้นนะครับ แล้วก็ร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ที่ผ่านสภานี้แล้วก็เน้นไปตรงจุดตรงนั้น เพราะว่าเป็นหัวใจที่สําคัญที่จะสร้างคนที่มีคุณภาพ เหตุที่สร้างคนที่คุณภาพเพราะว่าในอีกประมาณ ๑๔ ปีข้างหน้า หรือ พ.ศ. ๒๕๗๓ ตัวเลข ก็ใกล้เคียงกัน ๑๔ ปีหรือ ๑๕ ปีข้างหน้า ต้องมีประชากรที่มีคุณภาพ ๑ คนที่แบกรับภาระ ผู้สูงอายุ ๒.๕ คน ถ้าประชากรไม่มีคุณภาพพอ ในอีก ๑๔-๑๕ ปีข้างหน้าเราลําบากครับ จะเป็นสังคมที่ลําบากมาก ถ้าคุณภาพประชากรยังเป็นเช่นปัจจุบันนี้ ขอโทษนะครับที่จะต้อง สะท้อนเช่นนั้น เพราะฉะนั้นเรื่องนี้เป็นเรื่องสําคัญมาก หลายประเทศในโลกนี้กําลังเผชิญกับ ปัญหาอย่างหนักครับ ประเทศที่ร่ํารวยแล้ว อย่างกลุ่มนอร์ดิก (Nordic) ประเทศกลุ่มนอร์ดิก (Nordic) ที่เขาเรียกว่านอร์ดิกโมเดล (Nordic Model) อันนั้นเขาใช้รัฐสวัสดิการนะครับ ซึ่งภาษีอัตราที่ค่อนข้างสูง ผมคิดว่าหลาย ๆ ท่านคงทราบดีนะครับ เขาใช้สิ่งที่เรียกว่า เวลแฟร์สเตท (Welfare State) มีพวกประเทศไอซ์แลนด์ ประเทศสวีเดน ประเทศนอร์เวย์ ประเทศเดนมาร์ก แล้วก็ประเทศฟินแลนด์ แต่ว่าเราจะใช้สถานการณ์อย่างนั้นเราคงลําบาก เพราะว่าบ้านเขาประชากรเขาไม่มากเท่าไร ทรัพยากรเขามีมากนะครับ แล้วที่สําคัญคือ ระบบภาษีเขาค่อนข้างจะสมบูรณ์แบบ แล้วก็เก็บอัตราที่สูงมาก ทีนี้เคยมีรัฐบาลบางรัฐบาล พูดถึงนโยบายว่าเราต้องมุ่งสังคมสวัสดิการ เมื่อสักครู่เราพูดถึงรัฐสวัสดิการ เพราะฉะนั้น แสดงว่าสังคมสวัสดิการกับรัฐสวัสดิการนี้คงไม่เหมือนกันนะครับ แล้วมีอีกคําหนึ่งที่ทําให้ สับสนก็คือสวัสดิการสังคม แต่ว่าพอพูดถึงสังคมสวัสดิการ ถ้าเป็นภาษาอังกฤษก็เวลแฟร์ โซไซตี (Welfare Society) แต่ว่าพอสวัสดิการสังคม ก็มาเป็นโซเชียลเวลแฟร์ (Social Welfare) ซึ่งในรัฐสวัสดิการซึ่งเป็นเวลแฟร์สเตท (Welfare State) นี้ เป็นภาระของรัฐ เป็นหลัก แต่ว่าถ้าเรามุ่งเน้นไปที่สังคมสวัสดิการ มันก็จะมีความหลากหลาย ความหลากหลาย ที่จะมีสวัสดิการที่หลายรูปแบบ ไม่ใช่เฉพาะโดยรัฐเพียงฝ่ายเดียวนะครับ แล้วก็ผมคิดว่าแต่ละประเภท แต่ละสถาบันที่เกิดขึ้นมาก็เป็นอิสระโดยที่รัฐให้การสนับสนุน ผมเข้าใจว่าคณะกรรมาธิการชุดนี้คงมุ่งหวังไปที่สวัสดิการที่หลากหลาย และมุ่งหวังไปที่ สังคมสวัสดิการและชุมชนสวัสดิการ แต่ว่านโยบายของรัฐบาลแต่ละยุคที่ผ่านมายังไม่เคยทํา สิ่งนี้ให้ชัดเจน ท่านประธานครับ ผมมีแค่ ๒ ประเด็นเท่านั้นที่จะฝากให้กรรมาธิการ ไปพิจารณาต่อนะครับ ในเรื่องหลักการความสําคัญ เหตุผลอะไรต่าง ๆ ผมคิดว่าคงเป็น เรื่องที่เห็นชอบกันทุกฝ่าย
ประเด็นที่ ๑ คือเอกสารฉบับนี้ การทบทวนหรือรีวิว (Review) ตามภาษา วิชาการนะครับ ถึงเรื่องกลไกต่าง ๆ หรือกองทุนระดับต่าง ๆ ที่จะไปสนับสนุนผู้สูงอายุ ในพื้นที่ ผมคิดว่าอาจจะต้องทบทวนเพิ่มขึ้นนะครับ ตัวอย่างเท่าที่ผมพอจะนึกออก อย่างตัวเลขของกองทุนหลักประกันสุขภาพ ซึ่งขณะนี้เขามีไปทุกตําบลแล้วครับ ประมาณ ๙๙.๖๗ เปอร์เซ็นต์หรืออะไรก็ไม่ทราบ เหลืออีกประมาณ ๑๖-๑๗ แห่งทั่วประเทศที่ยังไม่มี เขาใช้วิธีการให้กองทุนนั้นส่งเสริมและป้องกันโรค สนับสนุนการสุขภาพเชิงรุก โดยที่ให้เงิน ๔๕ บาทต่อหัวต่อปีสําหรับประชากรในพื้นที่นั้น แล้วเทศบาล อบต. หรือ อบจ. รัฐบาล ท้องถิ่นจะสมทบประมาณ ๓๐ ถึง ๖๐ เปอร์เซ็นต์แล้วแต่ อันนี้จะมีทรัพยากรอย่างมากเลย ทั่วประเทศ ตรงนั้นจะมีทรัพยากรอย่างมาก แล้วตรงจุดที่เรียกว่า รพ.สต. คือโรงพยาบาล สร้างเสริมสุขภาพตําบลจะเป็นจุดที่เรียกว่าเป็นองค์ประกอบของประชารัฐ ที่กรรมาธิการ เสนอนี้ครับ เขาก็ทํางานอยู่ แล้วถ้าตัวเลขที่ดูแบบสแกน (Scan) เร็ว ๆ นะครับ เขามี โครงการที่สนับสนุนผู้สูงอายุไปแล้วตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ เป็นต้นมา ประมาณ ๑๐ ปีที่ผ่านมา ผู้สูงอายุประมาณ ๕๙,๕๖๕ โครงการ คนพิการอีก ๒๒,๙๙๑ โครงการ นี่ผมพยายาม คิดตัวเลขเร็ว ๆ เมื่อสักครู่นะครับ อันนั้นก็แสดงว่ากลไกนี้ได้ทํางานแล้วก็ได้ทําหน้าที่นี้มา ระดับหนึ่งแล้ว ถ้าเราไปรีวิว (Review) ให้เห็นภาพรวมทั้งหมดก็จะเกิดประโยชน์มาก แล้วผมเข้าใจว่ากองทุนมีทั้งกองทุนขนาดเล็กและขนาดใหญ่ แล้วแต่ท้องถิ่น รัฐบาลท้องถิ่น จะสมทบ บางกองทุนก็มีประมาณ ๔๐๐,๐๐๐-๕๐๐,๐๐๐ บาท บางกองทุนก็หลายล้านบาท นะครับ เพราะฉะนั้นเอาตรงนี้เข้ามาคิดด้วยก็จะช่วยผู้คนได้มาก โดยเฉพาะผู้สูงอายุ แล้วที่สําคัญที่สุดก็คือตัวเลขผู้สูงอายุติดเตียงนี่ครับ ซึ่งเป็นภาระของหลายประเทศทั่วโลก ที่ต้องไปสร้างโรงพยาบาลรองรับ แต่ว่าของเราน่าจะเรียกว่าเป็นชุมชนรองรับ ติดเตียง อยู่ที่บ้าน สามารถที่จะอยู่ได้อย่างมีคุณภาพ ตอนนี้เขามีโครงการแล้วนะครับว่า ปีนี้ปี ๒๕๕๙ เขาจะดูแลติดเตียงให้ได้ ๑๐๐,๐๐๐ รายที่จะเข้าถึง มีการเยี่ยม มีการไปดูแล้วก็สอนญาติ ต่าง ๆ ให้ดูแลผู้ป่วยและอยู่ได้อย่างมีคุณภาพ ในปี ๒๕๖๐ เขาจะเพิ่มเป็น ๕๐๐,๐๐๐ ราย พอปี ๒๕๖๑ เขาจะทําได้ครบเลย ประมาณ ๑,๐๐๐,๐๐๐ คนที่ติดเตียง ๑,๐๐๐,๐๐๐ คน ก็ประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของผู้สูงอายุทั้งหมด เพราะฉะนั้นในส่วนนี้ผมคิดว่าถ้าคิดอย่าง ประเทศอื่นที่ใช้ระบบให้ดูแลผู้ป่วย ผู้สูงอายุในโรงพยาบาลหรืออะไรต่าง ๆ จะใช้งบประมาณ มหาศาลนะครับ แต่บ้านเราใช้งบประมาณไม่มาก แต่ว่าสามารถที่จะใช้ชุมชนเป็นฐานแล้วก็ ดูแลผู้สูงอายุได้ ท่านประธานครับ ขออีกนิดเดียวนะครับ
ประเด็นที่ ๒ เป็นประเด็นเรื่องของบทบาทของศูนย์หรือกลไกที่ตั้งขึ้น นี่นะครับ ผมอยากจะเรียนว่าต้องให้รัฐบาลท้องถิ่น อปท. ไม่ว่าเทศบาล อบจ. หรือ อบต. และให้ชุมชนเป็นเจ้าภาพ ต้องเป็นฐานหลักของการจัดบริการ ต้องเป็นเจ้าของ เป็นเจ้าภาพ เป็นฐานหลักของการบริการ ไม่ใช่ราชการส่วนกลางหรือภูมิภาคนี่ครับเพราะฉะนั้น สิ่งที่ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคต้องปรับบทบาทก็คือบทบาทเรื่องทางวิชาการ บทบาทเรื่อง การให้คําปรึกษาแนะนํา บทบาทเรื่องมาตรฐาน อย่างนี้เป็นต้น ผมคิดว่าถ้าเราปรับบทบาท ตรงนี้ให้ชัดเจน กลไกที่เสนอจะมีคุณค่ามากนะครับ แล้วผู้สูงวัยของประเทศไทยก็จะเป็น ตัวอย่างอีกตัวอย่างหนึ่งให้ประชาคมโลกได้เห็นและได้ชื่นชมว่าด้วยงบประมาณที่ไม่มาก แต่ใช้ชุมชนเป็นฐานแล้วน้ําใจความเอื้ออารีของชุมชนที่ดูแลซึ่งกันและกันยังมีอยู่บนโลกใบนี้ แล้วก็เกิดขึ้นบนแผ่นดินสยาม ขอบคุณครับ