สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๓๘ · ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๘

จำนวนสมาชิกที่มาประชุมทั้งหมดที่ลงชื่อไว้เมื่อเลิกประชุม ๒๓๓ คน
(เนื่องจาก นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ และ ศาสตราจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่หนึ่ง ติดราชการ นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง จึงปฏิบัติหน้าที่แทน)
นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

สวัสดีค่ะ ขณะนี้สมาชิกมาลงชื่อครบเป็นองค์ประชุมแล้ว ดิฉันขอดำเนินการประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ระเบียบวาระที่ ๑ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว คือ

๓.๑ รายงานการพิจารณาของคณะกรรมาธิการปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส ร่วมกับคณะกรรมการปฏิรูป ระบบสวัสดิการสังคมที่เหมาะสมกับประเทศไทย วาระการปฏิรูปที่ ๒๙ สวัสดิการสังคม เรื่อง การปฏิรูประบบสวัสดิการสังคมที่เหมาะสมกับประเทศไทย

ท่านสมาชิกคะ เกี่ยวกับรายงานการปฏิรูปเรื่องนี้ สืบเนื่องมาจากในคราว ประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ ครั้งที่ ๕/๒๕๕๘ เมื่อวันจันทร์ที่ ๒๖ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๘ ที่ประชุมได้พิจารณาและมีมติเห็นชอบต่อประเด็นการปฏิรูปประเทศไทย โดยมีวาระปฏิรูปที่ ๒๙ เรื่องสวัสดิการสังคมรวมอยู่ด้วย และได้มีการมอบหมายให้คณะกรรมาธิการปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส เป็นแกนหลักในการรับผิดชอบ ให้ดำเนินการจัดทำกรอบแนวทางการปฏิรูประบบสวัสดิการสังคมให้เป็นไปอย่าง มีประสิทธิภาพนั้น คณะกรรมาธิการปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาส คณะกรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง คณะกรรมาธิการ ปฏิรูประบบการสาธารณสุข คณะกรรมาธิการปฏิรูปการคุ้มครองผู้บริโภค และ คณะกรรมาธิการปฏิรูปการแรงงาน ได้มีการประชุมและมีความเห็นร่วมกันให้กราบเรียน ท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติพิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูประบบสวัสดิการสังคม ที่เหมาะสมกับประเทศไทยขึ้นคณะหนึ่ง เพื่อทำหน้าที่ในการจัดทำแนวทางการพัฒนา ข้อเสนอการปฏิรูประบบสวัสดิการสังคมที่เหมาะสมกับประเทศไทย และนำไปสู่การลดความ เหลื่อมล้ำ และสร้างความเป็นธรรมในสังคม บัดนี้ คณะกรรมาธิการปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส ร่วมกับคณะกรรมการปฏิรูประบบสวัสดิการ สังคมที่เหมาะสมกับประเทศไทย ได้ดำเนินการพิจารณาศึกษาเรื่องข้อเสนอการปฏิรูประบบ สวัสดิการสังคมที่เหมาะสมกับประเทศไทย ในขั้นกรอบความคิดเห็นรวบยอด และประเด็น ปฏิรูปที่สำคัญเสร็จแล้ว จึงได้เสนอรายงานให้ที่ประชุมพิจารณาต่อไป และเพื่อให้ที่ประชุม ได้มีข้อมูลประกอบการพิจารณาอย่างครบถ้วน ดิฉันได้อนุญาตให้คณะกรรมการปฏิรูประบบ สวัสดิการสังคมที่เหมาะสมกับประเทศไทยเข้าชี้แจงต่อที่ประชุมด้วย ตามข้อบังคับ ข้อ ๖๓ ค่ะ

(แทรกร่าง)

ขอเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจำที่

(คณะกรรมาธิการเข้าประจำที่)

ถ้าคณะกรรมาธิการพร้อมแล้ว ดิฉันขอเรียนเชิญท่านประธานกรรมาธิการแถลงรายงานค่ะ เชิญค่ะ

นายอำพล จินดาวัฒนะ ประธานกรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน สภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพครับ และเพื่อนสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ กระผม นายแพทย์อำพล จินดาวัฒนะ ประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส อีกฐานะหนึ่งก็คือเป็นประธานคณะกรรมการปฏิรูประบบสวัสดิการ สังคมที่เหมาะสมกับสังคมไทย ซึ่งท่านประธานได้กรุณาช่วยนำชี้แจงไปแล้วว่าเป็นการทำงานแบบกรรมการครอส คัทติง (Cross cutting) เพื่อจะดำเนินการพัฒนาข้อเสนอปฏิรูประบบสวัสดิการที่เหมาะสมกับ สังคมไทย สำหรับเรื่องนี้ก็คือวาระการปฏิรูปลำดับที่ ๒๙ วันนี้ก็เป็นการนำเสนอในกรอบ ความคิดและสาระสำคัญเพื่อรับฟังความเห็นจากที่ประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติและจะได้รับไป ดำเนินการในขั้นที่ ๒ ต่อไป

ผมกราบเรียนโดยสังเขปว่าเดี๋ยววันนี้ที่เราจะนำเสนอนั้นเพื่อเป็นการ เพิ่มประสิทธิภาพที่มีท่านสมาชิกได้ให้ข้อคิดเห็นเรื่องการนำเสนอ วันนี้เราจะนำเสนอ อย่างกระชับโดยที่แบ่งการนำเสนอไว้ ผมจะนำเสนอในภาพรวม แล้วก็ท่านรองประธาน คณะกรรมการปฏิรูประบบสวัสดิการสังคมที่เหมาะสมกับประเทศไทยคือ คุณหมอพลเดช ปิ่นประทีป จะนำเสนอสาระสำคัญโดยย่อ แล้วก็จะมีผู้ที่นำเสนอเป็นประเด็นกรณีคล้าย ๆ เป็นกรณีตัวอย่างเฉพาะ ๒ เรื่อง คือท่านอุบลแล้วก็ท่านอาจารย์วิริยะ เราจะนำเสนอ ภายในเวลาประมาณสักไม่เกิน ๔๕ นาที เพื่อที่จะให้กระชับเวลาและเปิดเวลาให้กับ ท่านสมาชิกได้ให้ความคิดเห็น ซึ่งตรงนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งที่จะนำไปปรับปรุง ในการทำงานขั้นต่อไปครับ

กราบเรียนท่านประธานและท่านสมาชิกครับว่าที่ผ่านมาประเทศไทยเรา ไม่ว่าจะพัฒนามาอย่างไรเราก็พบว่ามีความเจริญก้าวหน้าในหลาย ๆ ด้านซึ่งเป็นที่ประจักษ์ แต่ในขณะเดียวกันนั้นประเทศเราก็ยังมีปัญหาหลายเรื่องหลายราวเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น ปัญหาจากโครงสร้างอำนาจทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคม ซึ่งก็ส่งผลกระทบต่อสภาวะ ความเหลื่อมล้ำและความไม่เท่าเทียมกันในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะในด้านที่เกี่ยวกับสังคม ซึ่งทำให้อำนาจต่อรองของกลุ่มต่าง ๆ ในสังคมที่จะปกป้องสิทธิเสรีภาพเพื่อให้บรรลุความ เท่าเทียมนั้นก็ยังเป็นไปได้ยาก ก็ยังมีความเหลื่อมล้ำในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรายได้ สิทธิ ด้านโอกาส ด้านอำนาจ ด้านศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ซึ่งหลายเรื่องนี้เป็นความเชื่อมโยง กันหมด ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางด้านหนึ่งก็ไปกระทบกับความเหลื่อมล้ำทางด้านอื่นด้วย ในเรื่องนี้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ ตระหนักดี จึงได้มีการบัญญัติไว้ว่าให้มีเป้าหมายสำคัญเป้าหมายหนึ่งของสภาปฏิรูปแห่งชาติของเรา เพื่อจะทำข้อเสนอเพื่อการปฏิรูป ขจัดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มความเป็นธรรมทางด้านเศรษฐกิจด้วย ทางด้านสังคมด้วย ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องสำคัญ

กล่าวถึงระบบสวัสดิการสังคม ก็ต้องถือว่าเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ อันหนึ่งที่รัฐมีหน้าที่จะดูแลจัดให้ประชาชนเพื่อสร้างความมั่นคงให้แก่ชีวิตของประชาชน สวัสดิการสังคมเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญไม่น้อยกว่าโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ ไม่ว่าจะเป็นถนน ไฟฟ้า โรงเรียน โรงพยาบาล และอื่น ๆ ถ้ามีโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ มากมาย แต่โอกาสในการใช้ของคนในสังคมไม่เท่าเทียมกัน การเข้าถึงโอกาสนั้นแตกต่างกัน ก็จะเป็นปัญหา สร้างความกดดันในสังคม เพราะฉะนั้นการมีระบบสวัสดิการสังคมที่ดี ก็จะเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนที่จะเข้าถึงโครงสร้างและบริการของรัฐได้

ในประเทศไทยนั้นมีการจัดระบบสวัสดิการสังคมมายาวนานครับ โดยมี ประวัติศาสตร์ในการจัดตั้งแต่สวัสดิการสังคมแบบพื้นบ้านหรือการช่วยเหลือกันเอง ในหมู่ประชาชนตามหลักมนุษยธรรม หลักศาสนา วัฒนธรรมและความเชื่อของประชาชน จากนั้นก็ค่อย ๆ พัฒนาเรื่อยมาจนมีการตั้งกลไกของรัฐ และใน พ.ศ. ๒๕๔๖ มีพระราชบัญญัติส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมขึ้นเพื่อเป็นกฎหมายหลักในการทำงาน ด้านนี้ครับ นอกเหนือจากการขับเคลื่อนสวัสดิการสังคมผ่านกลไกของรัฐแล้วยังพบว่า ในประเทศไทยเรามีการจัดสวัสดิการสังคมที่ดำเนินการโดยภาคเอกชน องค์กร สาธารณประโยชน์ องค์กรไม่แสวงกำไร องค์กรภาคประชาชนและประชาสังคม รวมทั้ง ชุมชนด้วยในระดับต่าง ๆ หลายรูปแบบครับ อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ก็ยังไม่ใช่เป็นเรื่องที่ดี โดยสมบูรณ์ ยังมีจุดอ่อน สร้างให้เกิดความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรม มีกลุ่มคนต่าง ๆ ที่ยังตกหล่นและการดูแลที่ไม่ทั่วถึงครอบคลุม ซึ่งสภาปฏิรูปแห่งชาติของเราได้มีการประชุมและมีวาระปฏิรูป ๓๖ เรื่อง วาระพัฒนา ๗ เรื่อง ๑ ใน ๓๖ เรื่อง ก็ได้มอบหมายให้คณะกรรมาธิการปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส และคณะกรรมการครอส คัทติงได้มาดำเนินการ พัฒนาข้อเสนอเรื่องนี้ ผมต้องขอขอบพระคุณทางกรรมาธิการปฏิรูปด้านสาธารณสุข ขอบพระคุณคณะกรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง และขอบพระคุณ คณะกรรมาธิการปฏิรูปแรงงาน ที่ได้มีตัวแทนเข้ามาร่วมอยู่ในคณะกรรมการพัฒนาข้อเสนอ ปฏิรูปสวัสดิการสังคมในครั้งนี้เป็นการทำงานร่วมกัน

ประเด็นการศึกษาในเรื่องนี้ เราได้มีการวิเคราะห์ในเรื่องของสถานการณ์ ปัจจุบันของระบบสวัสดิการสังคมและมองไปข้างหน้าว่าเราควรจะมีการปฏิรูปอย่างไรบ้าง ซึ่งครอบคลุมถึงองค์ประกอบ ๔ ด้านของสวัสดิการสังคม ในระบบสวัสดิการสังคมนั้น จะมองเป็น ๔ ด้าน หรือที่เรียกว่า ๔ เสาหลัก คือด้านการให้บริการสังคม การประกันสังคม ทุกกลุ่ม เรียกว่า ประกันสังคมทุกกลุ่มวัย การช่วยเหลือทางสังคม และการสนับสนุนหุ้นส่วน ทางสังคม ซึ่งเดี๋ยวจะได้มีการลงไปในสาระสำคัญต่อไป

เรามองถึงว่าระบบสวัสดิการสังคมจะต้องมีความครอบคลุม เพียงพอ ยั่งยืน มีคุณภาพ เข้าถึงได้ มีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน เน้นครอบครัวและชุมชนเป็นฐาน อันนี้ อาจจะเรียกว่าเป็นแนวคิดหลัก

สร้างระบบส่งเสริมความเข้มแข็งภาคประชาสังคม และผู้มีจิตอาสาต่าง ๆ ในการเข้ามาร่วมจัดระบบสวัสดิการสังคมครับ ไม่ใช่เป็นเรื่องของรัฐอย่างเดียว

พัฒนาระบบการดูแลช่วยเหลือต่อเนื่องสำหรับผู้ด้อยโอกาส ผู้พิการ ผู้ที่มี เป้าหมายเฉพาะหรือมีกลุ่มเฉพาะ ซึ่งตรงนี้ต้องเป็นการดูแลเป็นพิเศษให้กับกลุ่มที่อาจจะ เรียกว่าเมื่อเป็นกลุ่มที่มีน้อยสังคมต้องให้มากครับ

วิธีการพิจารณาศึกษานั้นเราก็เริ่มตั้งแต่การระดมความคิดเห็นของ คณะกรรมการปฏิรูประบบสวัสดิการสังคม กำหนดกรอบความเห็น ประเด็นปฏิรูป ประชุม ไปทั้งหมดรวม ๗ ครั้งครับ มีการประชุมเชิงปฏิบัติการไปแล้ว และมีการทบทวนเอกสาร ทั้งหลาย เราได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นนักวิชาการเข้ามาร่วมในกรรมการ และเชิญมาเป็นผู้ที่ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมด้วยหลายครั้ง เราได้ศึกษาข้อมูลการวิจัยต่าง ๆ ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ แล้วก็ได้สรุปเป็นรายงานผ่านกรรมการและผ่านกรรมาธิการเรียบร้อยแล้ว จึงนำเรียนเสนอให้ท่านในวันนี้ครับ

ท่านประธานและท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติครับ ผมอยากจะกราบเรียน ถึงความหมายสำคัญของระบบสวัสดิการสังคมว่าคืออะไร เราได้ทำการศึกษานี้ก็เลย ได้ทำการกลับไปทบทวนความรู้ที่ผมกราบเรียนแล้ว ขณะนี้ถ้าเรายึดตามคำจำกัดความ หรือความหมายในพระราชบัญญัติส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม พ.ศ. ๒๕๔๖ จะให้ ความหมายไว้ว่า หมายถึงระบบการจัดบริการทางสังคมที่เกี่ยวกับการป้องกันแก้ไขปัญหา การพัฒนา และการส่งเสริมความมั่นคงทางสังคม เพื่อตอบสนองความจำเป็นขั้นพื้นฐานของ ประชาชน ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีพึ่งตนเองได้อย่างทั่วถึง เหมาะสม เป็นธรรมและให้เป็นไปตาม มาตรฐาน ทั้งนี้ทางด้านการศึกษา สุขภาพอนามัย ที่อยู่อาศัย การทำงาน รายได้ นันทนาการ กระบวนการยุติธรรม บริการทางสังคมทั่วไป โดยคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิที่ประชาชนจะต้องได้รับ และการมีส่วนร่วมในการจัดสวัสดิการสังคมทุกระดับ

ท่านประธานและท่านผู้มีเกียรติครับ จะเห็นว่าความหมายของคำว่า สวัสดิการสังคม นั้น ไม่ใช่เป็นงานบริการสงเคราะห์ หรือการจัดเรื่องสวัสดิการสังคม ในวงแคบ ๆ เท่านั้น แต่เป็นความหมายที่กว้างไปถึงเรื่องงานทางด้านสังคมเกือบทุกด้านครับ เพราะฉะนั้นด้วยเหตุนี้จะเห็นว่าสิ่งที่คณะกรรมการเสนอในวันนี้จะไปเกี่ยวข้องกับการปฏิรูป ระบบอื่น ๆ ทางด้านสังคม ซึ่งก็เรียกว่าเป็นส่วนหนึ่งของระบบสวัสดิการสังคมด้วย แต่อย่างไรก็ตามในคณะกรรมาธิการชุดนี้และคณะกรรมการชุดนี้คงจะไม่ได้ไปก้าวล่วง พัฒนาข้อเสนอการปฏิรูปในด้านต่าง ๆ เหล่านั้น ซึ่งเดี๋ยวเราจะได้จำแนกให้ท่านทั้งหลาย ได้รับทราบครับ และขอความเห็นจากท่าน

สำหรับองค์ประกอบด้านระบบสวัสดิการสังคมนั้นที่ผมกราบเรียนแล้วว่า เป็นเสา ๔ เสาหลักนั้น ผมขออนุญาตกล่าวถึงเฉพาะหัวเรื่อง

๑. คือการให้บริการสังคม ภาษาอังกฤษเขาใช้ว่า โซเชียล เซอร์วิส (Social service) เป็นหน้าที่ของรัฐและเอกชนที่จะมีการทำหน้าที่เหล่านี้

เรื่องที่ ๒ คือระบบประกันสังคมครับ คือ โซเชียล ซีเคียวริตี (Social security) หรือเซฟตี เน็ต (Safety net) และ

เรื่องที่ ๓ เสาที่ ๓ คือระบบการช่วยเหลือทางสังคมโซเชียล แอสซิสแตนซ์ (Social assistance)

เรื่องที่ ๔ คือระบบการส่งเสริมสนับสนุนหุ้นส่วนทางสังคมคือโซเชียล ซัพพอร์ท (Social support) อันนี้ก็เป็นแนวคิดหลักสำคัญว่าไม่ใช่รัฐเป็นคนทำฝ่ายเดียว แต่ทุกภาคส่วนในสังคมมีหน้าที่รับผิดชอบและช่วยกันทำเรื่องสวัสดิการสังคมด้วย รูปแบบ การจัดสวัสดิการสังคมในประเทศไทยในปัจจุบันนั้นสรุปได้มี ๔ แบบครับ

แบบที่ ๑ คือเป็นแบบสวัสดิการสังคมเชิงสถาบัน คือรัฐเป็นคนจัดให้เป็น กลไกหลักในการจัดครับ

รูปแบบที่ ๒ คือระบบสวัสดิการที่ให้องค์กรพัฒนาภาคเอกชน องค์กร สาธารณกุศลต่าง ๆ เป็นคนดำเนินการ อันนี้มีอยู่จำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นการสงเคราะห์ ในเรื่องทุนการศึกษา สงเคราะห์ทางด้านวัตถุ สงเคราะห์ทางด้านทุนอาหารกลางวัน เสื้อผ้า อุปกรณ์ต่าง ๆ จะเห็นว่าในสังคมไทยเรามีมากมาย

แบบที่ ๓ คือรูปแบบสวัสดิการสังคมที่จัดโดยภาคธุรกิจ ภาคธุรกิจ บริษัท ห้างร้านก็จัดสวัสดิการให้ลูกจ้าง พนักงานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสวัสดิการกู้ยืมเงิน วันลา วันหยุด อนุญาตให้ลาเรียน ฝึกอบรมพัฒนาทักษะต่าง ๆ รวมทั้งสิ่งต่าง ๆ ที่นายจ้างเป็นคน จัดให้ เหล่านี้ก็คือการจัดรูปแบบหนึ่ง

รูปแบบที่ ๔ เป็นรูปแบบสวัสดิการสังคมแบบพหุลักษณ์ก็มีหลายแบบด้วยกัน หลายอย่างที่ผสมปนเปกัน เป็นทั้งหน้าที่ของหน่วยงาน เป็นหน้าที่ขององค์กร หน้าที่ของ ภาคส่วนต่าง ๆ ที่จะเข้ามาร่วมกันจัดสวัสดิการสังคมในแนวคิดเรื่องของหุ้นส่วนครับ ในระดับชุมชนก็มีจำนวนมากไม่ว่าจะเป็นเรื่องกลุ่มสัจจะออมทรัพย์ สวัสดิการชุมชน สวัสดิการท้องถิ่นมีต่าง ๆ มากมาย ท่านประธานและท่านสมาชิกครับ ก็จะเห็นว่าคำว่า สวัสดิการสังคม นั้นกว้างและเกี่ยวพันกับทุกภาคส่วนในสังคมครับ

สำหรับแนวคิดสำคัญที่อาจจะเรียกว่าเป็นแนวคิดที่ใช้สำหรับมองถึงเรื่อง สวัสดิการสังคมนั้น ท่านทั้งหลายคงจะทราบถึงเรื่องที่ท่านอาจารย์ป๋วย อึ้งภากรณ์ ท่านได้พูดไว้ถึงแนวคิดที่เรียกว่าคุณภาพชีวิต ปฏิทินแห่งความหวังจากครรภ์มารดา ถึงเชิงตะกอน อันนี้ต้องถือว่าเป็นแนวคิดหลักที่ยังอยู่ในสังคมไทยแล้วจะใช้ในการมอง การปฏิรูประบบสวัสดิการสังคมต่อไป ด้วยเหตุนี้กระผมจะขออนุญาตท่านประธาน ผมพูดไป มันไม่ค่อยน่าฟัง แต่ถ้าขออนุญาตสัก ๔-๕ นาทีครับ ดูวีดิทัศน์เรื่องจากครรภ์มารดา ถึงเชิงตะกอน ถึงแม้ว่าพวกเราเคยดูแล้ว แต่ผมคิดว่าจะขออนุญาตฉายตรงนี้เพื่อที่เราจะได้ เห็นภาพรวม แล้วก็จะได้นำเสนอให้สั้นลงครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

เชิญค่ะ

(เจ้าหน้าที่ได้ทำการเปิดคลิปภาพ)
นายอำพล จินดาวัฒนะ ประธานกรรมาธิการ

ขอบพระคุณท่านประธาน เพื่อนสมาชิกครับ ผมอยากจะกราบเรียนว่าเมื่อขมวดออกมาเป็นระบบสวัสดิการสังคม ที่เหมาะสมกับสังคมไทยที่ผมกราบเรียนไปแล้วว่าเรามองได้เป็น ๔ เสาหลัก เพื่อนสมาชิก จะดูจากกรอบความคิดรวบยอดระบบสวัสดิการสังคมที่เหมาะสมกับประเทศไทยได้ ในส่วนนั้น จะมีทั้งหมด ๔ เสาหลัก ใน ๔ เสาหลักนั้นทางคณะกรรมาธิการและคณะกรรมาธิการ ได้ดูแล้วว่ามีทั้งหมดอยู่ ๑๖ ประเด็น ๑๖ ประเด็นที่เป็นประเด็นเชิงระบบที่เราจะต้อง ขับเคลื่อนในการคิดเพื่อการปฏิรูป แต่ละระบบนั้นก็มีสถานะที่แตกต่างกัน แต่เราก็คงจะต้อง วิเคราะห์แล้วไปให้ลึกกว่านั้น ในด้านบริการทางสังคมจะมีอยู่ ๔ ประเด็น ผมจะขอไม่ลง รายละเอียดเดี๋ยวคุณหมอพลเดช จะได้ลงเนื้อหาสาระโดยสังเขป

ประเด็นด้านประกันสังคมจะมีอยู่ ๓ ประเด็น ในเสาหลักที่ว่าด้วยเรื่อง การช่วยเหลือทางสังคมจะมีอยู่ ๔ ประเด็นครับ เสาหลักที่ว่าด้วยเรื่องการสนับสนุนหุ้นส่วน ทางสังคมจะมีอยู่ ๓ ประเด็น มีทั้งหมด ๑๖ ประเด็น และอยู่ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ กรรมาธิการและกรรมการหลายชุด

ในระดับถัดไปผมจะขออนุญาตท่านประธานให้คุณหมอพลเดช ปิ่นประทีป ในฐานะที่เป็นรองประธานคณะกรรมาธิการครับ ได้นำเสนอสถานการณ์และความท้าทาย ข้อเสนอปฏิรูปเป็นสังเขปใน ๑๖ ประเด็นที่กล่าวถึงครับ ขอบพระคุณครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอเชิญค่ะ

นายพลเดช ปิ่นประทีป กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ท่านสมาชิกที่เคารพอย่างสูงทุกท่าน ผมจะขอต่อจากที่ท่านประธานคุณหมออำพล ได้นำเรียนเบื้องต้นว่าระบบสวัสดิการทางสังคมที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทยว่า มีครอบคลุมทั้ง ๔ เสาหลัก แล้วใน ๔ เสาหลักนั้นก็มีประเด็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง แต่ละเสาหลักนั้น รวม ๆ ๑๔ ประเด็นแล้วก็มีภาพรวมอีก ๒ ประเด็น ถ้าหากว่าขาด ๒ ประเด็นหลังนี้แล้ว ๑๔ ประเด็นที่กล่าวข้างต้นนั้นก็ไม่สามารถจะขับเคลื่อนได้ เพื่อให้เห็นกรอบแนวคิดแล้วก็ ทิศทางการปฏิรูป ระบบสวัสดิการสังคมที่เหมาะสมกับประเทศไทยตามที่ท่านประธาน ได้กล่าว ผมจะขอไล่เลียงไปทีละประเด็น ทีละประเด็น

ประเด็นที่ ๑ เรื่องสวัสดิการด้านการศึกษา ในเรื่องนี้ท่านจะเห็นว่า มีคณะกรรมาธิการปฏิรูปการศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ดูแลและกำลังออกแบบ ในการที่จะทำรายละเอียดในเรื่ององค์กร ในเรื่องของกฎหมายต่อไป นอกจากนั้นก็ยังมี กระทรวงศึกษาธิการเป็นผู้ที่ดูแลอยู่แล้ว

ในแนวทางที่ทางกรรมาธิการได้เสนอ กรรมาธิการชุดปฏิรูปการศึกษา ได้เสนอเสนอการปฏิรูปไว้ ๓ ระบบ ใน ๓ ระบบนั้นก็เป็นเรื่องที่เราจะต้องให้การสนับสนุน

ระบบแรกนั้นเป็นการปฏิรูประบบการจัดการศึกษา ตรงนี้เขาเสนอ เป็นแนวทาง ๕ ประการ มีทั้งเรื่องของการจัดงบประมาณ มีเรื่องของการจัดคูปองการศึกษา มีทั้งเรื่องของการลดหย่อนภาษี มีทั้งเรื่องมาตรการภาษีที่จะสนับสนุนผู้ประกอบการแล้วก็ เรื่องของการจัดตั้งกองทุนสมทบ

ส่วนอีกเรื่องหนึ่งเป็นการปฏิรูประบบการคลังด้านการศึกษาครับ จะสร้าง กลไกปฏิรูปการศึกษาระยะยาว คงต้องมีการตราพระราชบัญญัติว่าด้วยการบริหารการเงิน การคลังเพื่อการศึกษา

แล้วก็ระบบที่ ๓ คือการปฏิรูประบบการเรียนรู้ครับ

ในประเด็นที่ ๒ ประเด็นที่ ๒ ประเด็นว่าด้วยเรื่องของระบบสวัสดิการ ด้านสุขภาพ ตรงนี้ก็เช่นกันครับ มีกรรมาธิการปฏิรูประบบสุขภาพ ระบบสาธารณสุข ดูแลอยู่แล้ว มีกระทรวงสาธารณสุขที่ดูแลให้บริการพื้นฐานแก่ประชาชน ตรงนี้กรรมาธิการ ปฏิรูปสาธารณสุขนั้นได้มีเป้าหมายที่จะเร่งรัดการบริหารจัดการระบบหลักประกันสุขภาพ ๓ กองทุนครับ มี ๓ กองทุนใหญ่ ๆ คือกองทุนสวัสดิการของข้าราชการ กองทุน ประกันสังคม แล้วก็กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ๓ กองทุนนี้ก็เป็นกำลังหลักในการ จัดระบบสวัสดิการด้านสุขภาพให้กับประชาชน แต่ว่า ๓ กองทุนนั้นยังมีส่วนที่เป็นช่องว่างระหว่างกันอยู่ ดังนั้นแนวทางที่เสนอนั้นก็มีการ เสนอใช้ ๓ แนวทาง คือการบูรณาการเรื่องกองทุนให้มีลักษณะและมีขนาด แล้วก็มาตรฐาน ที่ใกล้เคียงกัน ลดช่องว่าง เน้นการมีส่วนร่วมจากฝ่ายต่าง ๆ แล้วก็ทำให้เกิดนโยบาย การดำเนินการที่เป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มประสิทธิภาพ อันนี้ก็เป็นภาพใหญ่ ๆ ในกรอบแนวคิดเรื่องของระบบสวัสดิการสุขภาพ ซึ่งมีกลไกและกรรมาธิการดูแลโดยตรง

ประเด็นที่ ๓ เป็นเรื่องสวัสดิการด้านการมีงานทำ การทำงานแล้วก็ การมีรายได้ ตรงนี้ก็มีกระทรวงแรงงานและกรรมาธิการปฏิรูปการแรงงานดูแลอยู่แล้ว ปัจจุบันนั้นประเทศไทยเรามีระบบสวัสดิการด้านการทำงานและรายได้สำหรับคนทำงาน อยู่ถึง ๗ กองทุน มีอยู่เยอะ มี ๗ กองทุน มีทั้งกองทุนประกันสังคม กองทุนเงินทดแทน กองทุนเงินสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง กองทุนเพื่อผู้ใช้แรงงาน กองทุนพัฒนา ฝีมือแรงงาน แล้วก็กองทุนเพื่อช่วยเหลือคนงานไปทำงานต่างประเทศ ทั้ง ๗ กองทุนนี้ ก็เรียกว่ามีความครอบคลุมและหลากหลาย แต่ว่าประเด็นที่พบว่าเป็นจุดบกพร่องที่จะต้อง ปรับปรุงก็คือว่ายังขาดอำนาจการต่อรอง ดังนั้นทางกรรมาธิการปฏิรูปการแรงงาน ก็จึงมีข้อเสนอทิศทางในการปฏิรูปเป็น ๓ แนวทางครับ

แนวทางที่ ๑ การเพิ่มอำนาจต่อรองของแรงงาน

แนวทางที่ ๒ นั้นคือการปรับโครงสร้างเรื่องค่าจ้าง

แนวทางที่ ๓ คือมาตรการการคุ้มครองแรงงานให้ครอบคลุมแรงงาน ทุกประเภท ตอนนี้ยังครอบคลุมแรงงานไม่ทุกประเภท ยังแคบอยู่ ต้องขยายให้กว้าง อันนี้ ก็เป็นทิศทางใหญ่ ๆ ว่าด้วยเรื่องของสวัสดิการบริการทางสังคม ว่าด้วยเรื่องของการมีงานทำ แล้วก็มีรายได้

ประเด็นที่ ๔ เป็นประเด็นสวัสดิการด้านการกีฬา ตรงนี้ก็มีกรรมาธิการปฏิรูป การกีฬา มีกระทรวงต่าง ๆ ส่วนราชการต่าง ๆ ดูแลเช่นกันครับ เราก็ควรจะต้องให้ การสนับสนุนตามข้อเสนอของกรรมาธิการปฏิรูปการกีฬาใน ๔ แนวทางครับ

แนวทางที่ ๑ เป็นแนวทางที่จะต้องกำหนดให้เป็นหน้าที่ของภาครัฐ ในการสนับสนุนให้ประชาชนได้มีโอกาสร่วมกิจกรรมการออกกำลังกาย การเล่นกีฬา และ ความเคลื่อนไหวทางร่างกาย

แนวทางที่ ๒ สร้างความเข้มแข็งให้แก่ครอบครัว สังคม ประเทศชาติในการ เข้าถึงกีฬาทุกชนิด

แนวทางที่ ๓ ดำเนินการกีฬาเพื่อขจัดความเหลื่อมล้ำให้ประชาชนในสังคม อย่างทั่วถึง

แนวทางที่ ๔ จะใช้การกีฬาเพื่อสร้างสรรค์ให้เกิดความรัก ความสามัคคี ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน อันนี้ก็เป็นแนวทางทางด้านสวัสดิการด้านการกีฬา

ประเด็นที่ ๕ เป็นประเด็นระบบประกันสังคมถ้วนหน้า ตรงนี้ประกันสังคม ของประเทศไทยนั้นได้ดำเนินมาแล้วทั้งหมด ๒๕ ปี ผ่านมา ๒๕ ปี เราได้ริเริ่มดำเนินระบบ ประกันสังคม มีกองทุนประกันสังคม วันนี้ต้องถือว่ากองทุนประกันสังคมเป็นกองทุนที่มี ขนาดที่ใหญ่โตที่สุดของประเทศ เพราะว่าล่าสุดมีเงินอยู่ในกองทุนนี้ ๑,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ว่ายังมีปัญหาในเรื่องของข้อจำกัดในด้านระบบวิธีคิดในเรื่องทิศทางนโยบาย แล้วก็ เรื่องของตัวบทกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ตรงนี้ทางกรรมาธิการชุดที่เกี่ยวข้องคือกรรมาธิการ ปฏิรูปการแรงงานก็กำลังดำเนินการอยู่ ตรงนี้ควรให้การสนับสนุนครับ สนับสนุนการปฏิรูป ให้เป็นไปตามหลักการสำคัญ ๆ อยู่ ๔ ประการครับ

ประการแรก คือหลักความครอบคลุม ต้องให้มีความครอบคลุมให้มากที่สุด ทั่วถึงที่สุด

ประการที่ ๒ คือหลักของความเป็นอิสระและบูรณาการกันในเรื่องของระบบ บริหารจัดการ

ประการที่ ๓ ต้องมีหลักความโปร่งใสและการมีส่วนร่วมของตัวผู้ประกันตน

ประการที่ ๔ คือหลักต้องยืดหยุ่น เป็นธรรม สอดคล้องกับสภาวะ ทางเศรษฐกิจและสังคม อันนี้ก็เป็นประเด็นที่ ๕ บัดนี้ เรื่องนี้ สภาปฏิรูปแห่งชาติของเราได้ผ่านการพิจารณาเห็นชอบโดยเป็นเอกฉันท์ แล้วก็ ส่งเรื่องนี้ไปให้รัฐบาลเร่งรัดดำเนินการ แต่ปัจจุบันนั้นรัฐบาลเองก็ขานรับ แต่รัฐบาลมองเห็นว่า อาจจะต้องมีความจำเป็นต้องแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ. บางประการ ขณะนี้ก็อยู่ในชั้นของ การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติครับ

ในประเด็นที่ ๗ เป็นเรื่องของระบบบำนาญแห่งชาติ อันนี้อาจจะเป็นเรื่องใหม่ สภาปฏิรูปแห่งชาติของเราได้เคยนำเสนอรายงาน แล้วก็พิจารณารายงานผ่านความเห็นชอบ ไปแล้วเมื่อคราวที่มีการรายงานเรื่องของการปฏิรูประบบเพื่อเตรียมรับ เตรียมความพร้อม สู่สังคมสูงอายุครับ ตรงนั้นเราเน้นให้ความเห็นชอบให้เร่งรัดปฏิรูป ๓ แนวทาง ผมทบทวน ความจำครับ

แนวทางที่ ๑ นั้น จะต้องมีการจัดตั้งกลไกในระดับชาติเพื่อกำหนดนโยบาย และยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะนโยบายบำนาญ แล้วก็การกำกับดูแลระบบบำนาญต่าง ๆ ที่มีอยู่แล้ว ในปัจจุบัน

แนวทางที่ ๒ คือการจัดทำพระราชบัญญัติบำนาญพื้นฐาน ซึ่งแน่นอนครับ ในเร็ว ๆ นี้ก็คงจะต้องมีการนำเสนอร่างพระราชบัญญัติตรงนี้กลับเข้ามาในสภาของเรา

แนวทางที่ ๓ แก้ไขพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่มีอยู่ให้มีลักษณะ เป็นภาคบังคับให้มากขึ้น ปัจจุบันนี้เป็นภาคสมัครใจ ต่อไปจะเป็นภาคบังคับทำให้ครอบคลุม ทั่วถึงได้มากขึ้น แล้วก็ต้องส่งเสริมบทบาทของนายจ้างให้มาช่วยกันแบกรับภาระร่วมกัน

ประเด็นที่ ๘ เป็นระบบสวัสดิการสำหรับเด็กปฐมวัย เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะการลงทุนพัฒนาเด็กปฐมวัยถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าได้ผลตอบแทนสูงสุดแก่สังคม ในระยะยาว การศึกษาวิจัยชี้ว่าผลตอบแทนอยู่ในเกณฑ์ประมาณ ๗-๑๐ เท่า ตรงนี้สักครู่ เดี๋ยวทาง สปช. ท่านอุบล หลิมสกุล จะได้นำเสนอรายละเอียดรูปธรรมครับ ผมขอผ่านไป

ประเด็นที่ ๙ เรื่องสวัสดิการสำหรับผู้พิการ เฉพาะที่ผู้พิการนั้น บัดนี้เรามี พระราชบัญญัติการฟื้นฟูสมรรถภาพของคนพิการ พ.ศ. ๒๕๓๔ กับอีกฉบับหนึ่ง เป็นพระราชบัญญัติส่งเสริมพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. ๒๕๕๐ พระราชบัญญัติ ทั้ง ๒ ฉบับนี้ก็เป็นเครื่องมือทางนโยบายที่สำคัญ แต่ว่าอย่างไรก็ตามรายละเอียดพวกนี้ จะมีสิ่งที่จะต้องมีข้อจำกัดและมีข้อที่จะต้องปรับปรุงในขั้นของการปรับเปลี่ยนการปฏิรูป ในบางส่วน รูปธรรมจะได้ฟังจากทางท่านอาจารย์วิริยะ

ผมขอไปประเด็นที่ ๙ เป็นประเด็นที่ ๙ อีกประเด็นหนึ่งก็คือว่า กลุ่มผู้ด้อยโอกาส ผู้ยากไร้ แล้วก็ผู้อยู่ในสภาวะที่ยากลำบากครับ ตรงนี้จะเน้นเฉพาะกลุ่ม ของคนยากจน คนเร่ร่อน คนที่พ้นโทษ ซึ่งคนเหล่านี้มักจะถูกสังคมรังเกียจ ปัญหาขณะนี้ ผู้ที่อยู่ในภาวะเช่นนี้มีการขยายตัวและสะสมตัว มีปัญหาที่สลับซับซ้อนยากแก่การเข้าใจ ของคนทั่วไป จึงมีข้อเสนอแนวทางการปฏิรูป ๔ ประการครับ

ประการที่ ๑ จะต้องมีการพัฒนาระบบประกันสังคมและการคุ้มครอง ผู้ด้อยโอกาสในประเทศ

ประการที่ ๒ จะต้องมีการพัฒนาศักยภาพ แล้วก็ขยายบทบาทขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรพัฒนาเอกชน องค์กรชุมชน องค์กรภาคประชาสังคม ในการ ที่จะมาช่วยกันจัดสวัสดิการชุมชนอย่างทั่วถึง

ประการที่ ๓ จะต้องมีการผลักดัน การออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการ คุ้มครองผู้ด้อยโอกาส

ประการที่ ๔ จะต้องส่งเสริมความร่วมมือให้เกิดการคุ้มครองทางสังคม ที่เรียกว่า โซเชียล โพรเทคชัน ฟลอร์ (Social protection floor) ตรงนี้ก็เป็นมาตรการ สำหรับกลุ่มผู้ด้อยโอกาส ผู้ยากไร้

และอีกกลุ่มหนึ่งในประเด็นที่ ๙ เช่นกันคือกลุ่มคนไร้รัฐ ไร้สัญชาติ อันนี้ ก็เป็นกลุ่มคนที่ยากลำบาก แล้วก็ยากต่อการที่จะเข้าถึง ยากต่อการจัดการ

ปัญหาการรับรองสิทธิในสถานะบุคคลตามกฎหมาย ตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญ พวกเราถือว่าเป็นจุดคานงัดสำคัญที่จะทำให้มนุษย์คนหนึ่งสามารถเข้าถึงสิทธิต่าง ๆ ได้ ในความเป็นจริง ถ้าหากว่าเขาไม่มีบัตร ไม่มีรับรองสถานะเขาจะเข้าไม่ถึง ถึงแม้มีเจตนาที่ดี อย่างไรก็ตาม คนชายขอบ คนชายแดน คนในเขตป่าเขา คนที่อยู่ตามเกาะแก่งในท้องทะเล ตรงนี้จำนวนไม่น้อยยังขาดสิทธิเช่นที่ว่านี้ ในเรื่องนี้จึงมีทิศทางในการปฏิรูปแบ่งเป็น ๓ ประการ

ประการที่ ๑ เราจะต้องมีการเร่งรัดจัดการในเรื่องของสิทธิ ในเรื่องสัญชาติไทย ให้แก่คนที่ไร้รัฐ ไร้สัญชาติที่เขาตั้งรกรากบ้านเรือนถาวรอยู่ในประเทศไทยอยู่แล้ว

ประการที่ ๒ นั้นจะต้องเร่งรัดในเรื่องการคุ้มครองสิทธิในการบริการ สาธารณสุขและการศึกษา ๒ อย่างนี้เป็นเรื่องสำคัญ ให้แก่คนไร้รัฐ ไร้สัญชาติที่ตั้งบ้านเรือน ในประเทศไทย ไม่ว่าจะชั่วคราวหรือถาวรต้องช่วย ๒ เรื่องนี้ไว้ก่อน

ประการที่ ๓ นั้นต้องสร้างระบบประสานงานกับรัฐต่างประเทศซึ่งเป็น เจ้าของสัญชาติของคนคนนั้น ของคนไร้รัฐ ไร้สัญชาตินั้นเพื่อจะรับรองสิทธิในสัญชาติเพื่อให้ เขาได้มีเครื่องมือในการที่จะเข้าถึงหลักประกันต่าง ๆ ทั้งหลาย

ผมขออนุญาตไปประเด็นที่ ๑๐ เป็นเรื่องของระบบสวัสดิการที่อยู่อาศัย วันนี้ท่านผู้มีเกียรติจะมีความรู้สึกว่าผมพาท่านไปดูแต่ละเรื่องซึ่งมันมีความจำเป็นครับ แต่ขอดูเพื่อแตะให้เห็นหลักการสำคัญ ทิศทางสำคัญ ในวันหลังเราจะได้พูดคุยใน รายละเอียดต่อ ประเด็นที่ ๑๐ เรื่องของระบบสวัสดิการที่อยู่อาศัย ตรงนี้สามารถแยกปัญหา ได้ตามเศษฐานะของประชาชนเป็น ๔ กลุ่มใหญ่ ๆ

กลุ่มแรก คือกลุ่มคนยากจน กลุ่มคนที่มีรายได้ไม่แน่นอนเป็นคนเร่ร่อน ที่อยู่ในเมือง เป็นการเฉพาะ กลุ่มนี้ต้องมีวิธีการ มีแนวทางในการดำเนินการแบบหนึ่ง

กลุ่มที่ ๒ นั้นเป็นกลุ่มพวกที่มีรายได้ปานกลางหรือรายน้อยที่อยู่ในเมือง

กลุ่มที่ ๓ เป็นกลุ่มคนจนในชนบท

กลุ่มที่ ๔ ก็คือกลุ่มข้าราชการชั้นผู้น้อย ลูกจ้าง เอกชน อิสระต่าง ๆ ทั้งหลาย ตรงนี้ก็ต้องการที่อยู่อาศัย ต้องการสวัสดิการด้านนี้เช่นกันครับ

แนวทางก็คือเรื่องของการตรากฎหมายว่าด้วยการจัดการที่ดินที่อยู่อาศัย สำหรับคนจน ตรงนี้จะต้องมีทั้งในส่วนที่ส่งเสริมการพัฒนาที่อยู่อาศัย โดยชุมชนจัดการ ร่วมกับท้องถิ่น ชุมชนกับท้องถิ่นจัดการร่วมกัน รัฐก็เป็นฝ่ายสนับสนุนนโยบาย งบประมาณ ที่เหมาะสม หรือมีแบบในเรื่องของการส่งเสริม การจัดการที่อยู่ในอาศัยในลักษณะ การจัดการร่วมกันของชุมชนเป็นลักษณะรวมหมู่ เป็นสิทธิของชุมชน

อีกประการหนึ่งเป็นการสร้าง แล้วก็พัฒนาระบบโดยการสนับสนุน จากภาครัฐโดยตรง ทั้งหมดนี้จะต้องมีการพัฒนากลไกระดับนโยบายเพื่อสร้างแนวนโยบาย ที่มีส่วนร่วมอย่างเป็นรูปธรรม

ผมผ่านไปประเด็นที่ ๑๑ ประเด็นที่ ๑๑ เป็นประเด็นระบบด้านอาชีพและ การเข้าถึงแหล่งทุน ในเรื่องนี้กรรมาธิการปฏิรูปการแรงงานกำลังพัฒนากรอบแนวคิด กลไก องค์กร แล้วก็กฎหมายเพื่อที่จะจัดตั้งสิ่งที่เรียกว่า ธนาคาร สำหรับผู้ใช้แรงงานในด้านสินเชื่อ เงินออมและแรงงานต่าง ๆ ตรงนี้ควรจะต้องมีการติดตามความก้าวหน้า แล้วก็ ให้การสนับสนุนต่อไป เพราะถือว่าเป็นเรื่องสำคัญที่อยู่ในเสาหลัก

ประเด็นที่ ๑๒ เรื่องของระบบสวัสดิการชุมชน ตรงนี้เป็นเรื่องของฐานราก เรื่องนี้ทางสภาปฏิรูปแห่งชาติของเราได้ให้ความเห็นชอบไปแล้ว ในคราวที่เรามีการพิจารณา รายงานการปฏิรูประบบสร้างเสริมชุมชนเข้มแข็ง ตรงนี้มีข้อเสนอ ผมขอทวนครับ มีข้อเสนอ การปฏิรูปอยู่ ๒ ประการใหญ่ ๆ

ประการแรกนั้นคือการกำหนดความเป็นหุ้นส่วนสำคัญกับประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หุ้นส่วนสำคัญระหว่างรัฐ ชุมชน ท้องถิ่น ในการที่จะขับเคลื่อนระบบ สวัสดิการชุมชน

ประการที่ ๒ นั้นจะต้องมีการออกกฎหมายว่าด้วยสวัสดิการชุมชน เพื่ออะไรครับ เพื่อสร้างหลักประกันสวัสดิการพื้นฐานของประชาชนในระดับรากหญ้าอย่างครอบคลุม ทั่วถึง เพียงพอ เพื่อที่จะยกระดับสถานะของกองทุน สวัสดิการชุมชนให้มีสถานะ เป็นนิติบุคคล ตรงนี้ผมให้ข้อมูลเพิ่มเติมครับ ที่ผ่านมานั้นประมาณ ๖-๗ ปี รัฐบาลได้มีการ ริเริ่มร่วมกันกับทางเครือข่ายชุมชนในการที่จะจัดสวัสดิการเป็นเรียกว่า เครือข่ายสวัสดิการ ชุมชนโดยชุมชนบริจาคเงินเข้า รัฐสมทบ แล้วท้องถิ่นก็สมทบ ๓ ส่วนสมทบกัน แล้วก็ จัดระบบสวัสดิการตั้งแต่การเกิดจนถึงตาย ตรงนี้ก็ทำมาอยู่แล้ว แต่ช่วงหลังนี้สะดุดอยู่ ตรงนี้รอการทำความเข้าใจให้เกิดความชัดเจน นอกจากนั้นยังต้องพัฒนาระบบการคุ้มครอง ทางสังคม ระบบการออม ระบบสวัสดิการชุมชนให้มีประสิทธิภาพ แล้วก็ร่วมสร้างสังคม สวัสดิการให้เกิดสวัสดิการถ้วนหน้า ตรงนี้จะได้มีการนำเสนอเป็นร่างพระราชบัญญัติ เพื่อพิจารณาเร็ว ๆ นี้

ประเด็นที่ ๑๓ อันนี้ก็เป็นเรื่องสำคัญอีกอันหนึ่งที่ยังจะต้องสร้างความ เข้มแข็ง คือระบบการสร้างความเข้มแข็งของภาคประชาสังคม เรื่องนี้เป็นการสร้างหุ้นส่วน สำคัญอีกระดับหนึ่ง ถ้าเมื่อสักครู่นี้ประเด็น ๑๒ เป็นหุ้นส่วนสำคัญในระดับชุมชน ท้องถิ่น แล้วก็ภาครัฐร่วมกันที่ฐานราก ตรงนี้เป็นการสร้างในระดับที่สูงขึ้นมาเป็นระดับกลาง เป็นหุ้นส่วนสำคัญระหว่างรัฐกับภาคประชาสังคม เป็นหุ้นส่วนเพื่ออะไร เพื่อดูแลปัญหา สังคมที่นับวันจะมีความสลับซับซ้อนยากแก่การที่องค์กรราชการหรือแม้แต่องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นจะสามารถเข้าถึง เพราะว่ากลุ่มประชากรเป้าหมายต่าง ๆ มันมีความเฉพาะ แยกแยะลงไป มีแต่องค์กรของภาคประชาสังคมและองค์กรเอ็นจีโอ (NGO) หรือว่าองค์กร อาสาสมัครจะสามารถทำได้ถนัดกว่า ไม่ใช่ว่าเก่ง แต่ว่าเขามีสถานะที่คล่องตัวกว่าและทำได้ ถนัดกว่า ปัจจุบันเรามีองค์กรเอ็นจีโออยู่ทั่วประเทศประมาณ ๘,๗๐๐ องค์กร มีองค์กร สาธารณประโยชน์ที่มีการขึ้นทะเบียนกับกฎหมาย ตามกฎหมายของกระทรวงการพัฒนา สังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กฎหมายสวัสดิการสังคมมีอยู่ ๓,๖๕๔ องค์กร มีสภาองค์กร ชุมชนที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชนอยู่ใน ๔,๑๐๓ ตำบล มีองค์กรชุมชน ทุกประเภท มีรวม ๆ ประมาณ ๒๕ ประเภท รวมกันแล้วทั้งหมด ๓๐๗,๑๐๐ องค์กร องค์กร เหล่านี้เป็นการรวมตัวจัดตั้งกันขึ้นมา แล้วก็จากการแก้ปัญหาด้วยตัวเองของชุมชนที่ ระดับรากหญ้าอยู่ทั่วประเทศ บรรดาองค์กรภาคประชาสังคมและองค์กรชุมชนเหล่านี้ จะเป็นฐานที่สำคัญที่จะเป็นหุ้นส่วนพัฒนาระบบสวัสดิการสังคมที่เราว่ากันนี้

ในประสบการณ์ต่างประเทศเขาพบว่าการคลังเพื่อสังคมคือหัวใจครับ ถ้าหากว่าจะทำให้เกิดพันธมิตรที่แข็งแรงในการสร้างสวัสดิการสังคมอย่างที่ว่านั้น การคลัง เพื่อสังคมคือหัวใจ เรื่องนี้ตัวอย่างของประเทศแคนาดา รัฐบาลแคนาดาสนับสนุนเงินในการ ทำงานของพวกองค์กรภาคประชาสังคมคิดเป็นประมาณ ๕๑ เปอร์เซ็นต์ของรายจ่าย ของภาคประชาสังคมที่เขาทำงานกันอยู่ ประเทศสวีเดนก็มีกฎหมายที่เรียกว่า อะ โพลิซี ฟอร์ ซีวิล โซไซตี (A policy for civil society) ประเทศอังกฤษมีการนำเอาเงินลอตเตอรี่ ทั้งหมดมาสนับสนุนองค์กรภาคประชาสังคมที่เขาเรียกว่า กองทุนบิก ลอตเตอรี่ ฟันด์ (Big lottery fund) ประเทศเอสโตเนียก็มีการตั้งมูลนิธิภาคประชาสังคมแห่งชาติขึ้น ประเทศญี่ปุ่นก็มีกฎหมายว่าด้วยการสนับสนุนกิจกรรมที่ไม่แสวงกำไร อันนี้เป็นเพียง ตัวอย่าง ดังนั้นแนวทางเรามี ๔ แนวทางในการที่จะทำการปฏิรูปดำเนินการที่สำคัญ ก็คือ แนวทางในการสนับสนุนให้ประชาชนรวมตัวกันเป็นภาคประชาสังคม เป็นกลุ่มที่หลากหลาย แล้วก็ทำเพื่อส่วนรวม เพื่อคนอื่น การให้

แนวทางที่ ๒ เป็นแนวทางการสร้างธรรมาภิบาลให้เกิดขึ้นกับภาคประชาสังคม ภาคประชาสังคมเองก็ต้องการการทำให้เกิดระบบที่เป็นธรรมาภิบาลเช่นกัน เสริมสร้าง ศักยภาพการทำงานของภาคประชาสังคมด้วย สนับสนุนงบประมาณเพื่อให้เกิด การดำเนินการเป็นการเฉพาะด้วย ในการนี้เราคงจะต้องมีการร่างเป็นกฎหมายว่าด้วยเรื่อง การส่งเสริมพัฒนาภาคประชาสังคม ซึ่งจะได้นำเสนอต่อสภาในเร็ว ๆ นี้ครับ

ประเด็นที่ ๑๔ เป็นระบบวิสาหกิจเพื่อสังคม เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องสำคัญซึ่งได้มี การเสนอรายงานต่อสภาของเราไปแล้ว แล้วได้ผ่านความเห็นชอบจากสภาปฏิรูปแห่งชาติ ไปแล้วเมื่อวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘

ประเด็นที่ ๑๕ เป็นการปฏิรูประบบการคลังของประเทศ ปัญหาสังคม มันมีมากมายต้องใช้งบประมาณเพิ่มขึ้นแน่ในการจัดการปัญหาต่างๆ เหล่านั้น แล้วยังต้องหา หุ้นส่วนพันธมิตรมาช่วยกันแบกรับ แต่หากไม่มีการปฏิรูประบบการคลังของประเทศ ก็จะกลายเป็นข้อจำกัด เรื่องดี ๆ ที่อยากทำก็ไม่อาจทำได้ ดังนั้นเราจะต้องเร่งรัดในเรื่องต่าง ๆ

ประการแรกนั้นต้องเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษีตามข้อเสนอของ กรรมการปฏิรูปทางด้านเศรษฐกิจ

ประการที่ ๒ ต้องเร่งปฏิรูปตามกรอบที่การปฏิรูปที่คณะกรรมาธิการปฏิรูป เศรษฐกิจ การเงินและการคลัง เสนอไว้ใน ๕ ประการ ผมสรุปย่อ ๆ เรื่องแรก จะต้องให้มี การตราไว้ชัดเจนว่าระบบภาษีของประเทศต้องมี ๒ ระดับ คือระดับชาติกับระดับท้องถิ่น จะต้องเร่งทำให้ฐานภาษีให้ครบฐานโดยเพิ่มภาษีมรดก ภาษีที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง ต้องมี การปรับช่วงเงินได้ให้กว้างและสูงขึ้น แล้วก็ให้ดำเนินการยกเลิกเรื่องอากรแสตมป์ซึ่งเป็น ภาระที่ไม่จำเป็น แล้วก็การปรับปรุงระบบการบริหารการจัดเก็บภาษีให้ครอบคลุมถึงผู้ที่ พึงต้องเสียภาษีให้กว้างขวางขึ้น อันนี้ก็เป็นประเด็นที่ถ้าหากว่าเราไม่มีการปฏิรูปในเรื่องนี้ การปฏิรูปเรื่องของสวัสดิการต่าง ๆ ทั้งหลายที่เราฝันก็ไม่สามารถจะทำได้ครับ เป็นเรื่อง สำคัญ

ประเด็นที่ ๑๖ เป็นประเด็นสุดท้าย ในขณะนี้คือการปฏิรูประบบ กลไก บริหารจัดการระบบสวัสดิการสังคมของประเทศมันมี ๒ แนวทางครับ

แนวทางแรก เราพบว่า บัดนี้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสวัสดิการสังคม ที่เกี่ยวข้องทั้ง ๔ เสาหลักที่ว่านี้มีทั้งหมดรวม ๗๐ ฉบับ มันเยอะจริง ๆ ใน ๗๐ ฉบับนั้น คงจะต้องมีการทบทวน มีการบูรณาการ ดูในเรื่องของกลุ่มประชาชนเป้าหมาย เรื่องของ สิทธิประโยชน์ทางด้านสวัสดิการ เรื่องของทรัพยากรสาธารณะหรือแหล่งงบประมาณ แล้วก็ การมีส่วนร่วมของประชาชน รวมทั้งบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตรงนี้จะต้อง มีการทบทวนกันอย่างจริงจัง

ประการที่ ๒ นั้นเราจะมีการศึกษาความเหมาะสมในเรื่องของการ ออกกฎหมายกลางสักฉบับหนึ่งที่จะว่าด้วยเรื่องของการบริหารงานสวัสดิการสังคม จะสร้าง ระบบบริหารงานด้านสวัสดิการสังคมให้เขาถึงประชาชน แล้วก็ใช้ประชาชนเป็นตัวตั้ง อันนี้ คือเป็นหลักการสำคัญ

ผมได้ใช้เวลาในการพาท่านตระเวนไปดูประเด็นการปฏิรูปสวัสดิการสังคม ทั้ง ๑๖ ประเด็น ใน ๔ เสาหลัก แล้วก็มีภาพรวมอีก ๒ ประเด็นที่จะไปหนุนเสริม จากนี้ ผมขออนุญาตทางท่านอาจารย์อุบลได้เสนอรายละเอียดที่เป็นรูปธรรมที่เกี่ยวข้องกับ เรื่องของปฐมวัย แล้วก็ท่านอาจารย์วิริยะก็เสนอในเรื่องของผู้พิการต่อไปเลย ขอบคุณครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอเชิญค่ะ

นางอุบล หลิมสกุล กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูป แห่งชาติ และเพื่อนสมาชิก ดิฉัน นางอุบล หลิมสกุล รองประธานกรรมาธิการปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส และกรรมการปฏิรูประบบ สวัสดิการสังคมที่เหมาะสมกับประเทศไทย ขอนำเสนอแนวทางการพัฒนาข้อเสนอ การปฏิรูประยะต่อไปในประเด็นที่ ๘ ของกรรมการสวัสดิการสังคม คือเรื่องการปฏิรูประบบ สวัสดิการสังคมสำหรับเด็กปฐมวัย ท่านประธานคะ เราเคยทำเวิร์กชอป (Workshop) เพื่อทำวิสัยทัศน์และอนาคตประเทศไทย รวมทั้งได้ร่วมกันกำหนดวาระปฏิรูปที่สำคัญ ๓๖ วาระ วาระพัฒนา ๗ วาระเพื่ออนาคตของประเทศ เพื่อนำไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ของประเทศเรา คำถามก็คือแล้วเราต้องการคนแบบใดเพื่อสนับสนุนการพัฒนาประเทศ ในอนาคต เราพูดถึงทักษะของคนในศตวรรษที่ ๒๑ เราพูดถึงคุณลักษณะของคนไทย ที่พึงประสงค์ เช่น มีศักยภาพที่จำเป็นในการพัฒนาประเทศ ความพร้อมทั้งกาย ใจ ศีลธรรม สติปัญญา เรื่องของความมั่นคงในชีวิต ความมั่นคงทางการเงิน เศรษฐกิจและสังคม และมี ครอบครัวอบอุ่น อยู่ดีมีสุข รู้หน้าที่ มีความเอื้ออาทรและรับผิดชอบต่อสังคม แล้วเราจะเริ่ม ที่ตรงไหน เราต้องเริ่มที่ปฐมวัยค่ะ ถ้าท่านดูวีดิทัศน์เมื่อสักครู่ของอาจารย์ป๋วย เพราะว่า เป็นช่วงวัยที่สมองเติบโตได้มากถึง ๘๐ เปอร์เซ็นต์ของคนคนนั้น แล้วเป็นการลงทุน ของช่วงวัยนี้มีผลตอบแทนกลับมาถึง ๗ หรือ ๑๐ เท่า เป็นการศึกษาของศาสตราจารย์ ดอกเตอร์เจมส์ เจ. เฮคแมน จากมหาวิทยาลัยชิคาโก นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล ปี ๒๕๔๒ ดิฉันคิดว่าหลายท่านในที่นี้มีลูก หลายท่านในที่นี้คงได้เคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ รอให้ถึงอนุบาลก็สายเสียแล้ว เขียนโดย นายมาซาโอะ อีบูกะ เป็นวิศวกรและเป็นนักธุรกิจ เป็นประธานกรรมการบริหารบริษัทโซนี่ของญี่ปุ่น เขียนไว้นานมากแล้ว แต่เนื้อหายังเป็นอมตะและใช้ได้ทุกยุคทุกสมัย เขาได้บอกว่าเซลล์สมองของคนเรานั้น เพิ่มตัวอย่างรวดเร็วระหว่าง ๐-๓ ปี คือ ๗๐-๘๐ เปอร์เซ็นต์ จะก่อรูปภายในอายุ ๓ ขวบ คุณมาซาโอะได้เปรียบเทียบว่าจริง ๆ แล้วสมองของคนเรานั้นเหมือนเครื่องคอมพิวเตอร์ ก่อน ๓ ขวบเปรียบได้กับฮาร์ดแวร์ (Hardware) คือตัวเครื่อง ส่วนหลัง ๓ ขวบไปแล้ว คือซอฟต์แวร์ (Software) ของเครื่อง คือส่วนที่เป็นการใช้เครื่องนั่นเอง หากตัวเครื่อง ที่ถูกสร้างขึ้นภายใน ๓ ขวบไม่ดีเสียแล้ว แม้จะพยายามสร้างส่วนที่เป็นซอฟต์แวร์ ให้ดีอย่างไรก็ไม่มีความหมาย เพราะเครื่องคอมพิวเตอร์คุณภาพไม่ดีพอ ท่านลองไปดูใน กราฟของฮิวแมน เบรน ดีเวลลอปเมนท์ (Human brain development) ในสไลด์ (Slide) ค่ะ ท่านจะดูในพัฒนาการของสมองของมนุษย์แต่ละคน ส่วนที่เป็นสีส้มนั้นเป็นพัฒนาการของ การมองเห็น การได้ยินช่วง ๐-๓ ปี ส่วนสีน้ำเงินนั้นเป็นพัฒนาการด้านภาษา ช่วง ๐-๓ เดือน ไม่ใช่ ๓ ปีทั้งหมดนี้ค่ะ สีแดงเป็นพัฒนาการเรื่องรู้อะไรควรไม่ควร ทั้งหมดนี้ถ้าหากไม่ได้รับ การพัฒนาที่ดีพอก็จะเป็นการปิดหน้าต่างแห่งโอกาสในการเรียนรู้ในช่วงต่อ ๆ ไปของชีวิต ในการศึกษาทางชีววิทยาเกี่ยวกับสมองและกรรมพันธุ์พบว่าความสามารถและอุปนิสัย ส่วนใหญ่ของคนทุกคนนั้นจะก่อรูปเรียบร้อยตอนอายุ ๐-๓ ขวบ ทีนี้หันกลับมาดูประเทศ ของเรา ถ้าเราต้องเริ่มต้นที่ปฐมวัยเรามีโจทย์ที่สำคัญอย่างไร โจทย์ที่สำคัญคือในประเด็นที่ ๑ เรายังไม่มีการให้ความสำคัญกับช่วงชีวิตช่วงวัยนี้เลย ทั้ง ๆ ที่เป็นช่วงวัยสร้างรากฐานของ ชีวิตและต้องการการปลูกฝังและบ่มเพาะเป็นพิเศษ

ในประเด็นที่ ๒ มีความเหลื่อมล้ำความไม่เป็นธรรมที่คนเหล่านี้ไม่สามารถ เข้าถึงบริการ แต่ยังไม่สามารถจะบอกใครได้

ในประการที่ ๓ ในประชากรของเรา เราได้พูดกันว่าเด็กเกิดน้อยแต่ด้อยคุณภาพ ตอนที่มีการนำเสนอเรื่อง เอจจิง โซไซตี (Aging society) มีการพูดถึงเรื่องนี้ว่าจะสร้าง คุณภาพของคนเพื่อเป็นกำลังของประเทศอย่างไร

ในประการที่ ๔ กลไกขับเคลื่อนยังมีปัญหา ที่ผ่านมาหลายหน่วยงานที่ มีหน้าที่ที่ต้องทำเรื่องนี้ หลายหน่วยแต่ไม่สามารถตอบโจทย์นี้ได้เลย อันนี้ยังไม่รวมถึง สิ่งที่เกี่ยวข้อง เช่น รูปแบบและความสัมพันธ์ของครอบครัวไทยที่เปลี่ยนไปอย่างมาก มาดู ในแต่ละเรื่อง เรื่องความเหลื่อมล้ำ ความไม่เป็นธรรมในระบบบริการสวัสดิการสังคม ในประเทศเรามีระบบบริการสวัสดิการถ้วนหน้าหลายท่านทราบดี รักษาฟรีถ้วนหน้า เรียนฟรีถ้วนหน้า ๗-๑๘ ปี เบี้ยยังชีพผู้พิการ เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุถ้วนหน้า ในแต่ละเรื่อง ใช้งบประมาณหลักหมื่นล้านบาทต่อปี แต่เด็กปฐมวัยโดยเฉพาะ ๐-๓ ปีนั้นไม่เคยได้รับเงิน อุดหนุนเลย ยกเว้นคนที่มีแม่อยู่ในระบบประกันสังคมอาจจะมีเงินสงเคราะห์บุตร ๔๐๐ บาท จนถึง ๖ ขวบ ส่วนเด็กเกิดน้อยแต่ด้อยคุณภาพ เราทราบกันดี อัตราการเกิดของประชากรไทย ลดลงอย่างต่อเนื่อง เด็กแรกเกิดมีพัฒนาการที่เป็นปกติเพียง ๗๐ เปอร์เซ็นต์ มีปัญหา ในการพัฒนา ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเทียบกับต่างประเทศแล้วสัดส่วนของเราสูงมาก ไอคิว (IQ) เด็กไทยอยู่ที่ลำดับ ๕๓ จากลำดับ ๑๙๒ ประเทศทั่วโลก ไอคิวเฉลี่ยเด็กนักเรียนไทย ในภาพรวมระดับประเทศเท่ากับ ๙๘.๕๙ เกณฑ์ปกติคือ ๑๐๐ เด็กไทยมีปัญหาด้านอีคิว (EQ) เช่น การปรับตัวต่อปัญหาความกระตือรือร้น ความมุ่งมั่นพยายาม แล้วก็การใช้ ความรุนแรง หากเราไม่จัดการในเรื่องนี้ ปัญหาความเสียหายที่เราต้องเผชิญทุกระดับ ระดับปัจเจก ระดับครอบครัว ระดับชุมชน และระดับสังคม ปัญหาพฤติกรรมของคนในสังคมทุกท่านทราบดี อยู่ในสื่อมวลชนทุกแขนง ปัญหาพฤติกรรม ของเด็ก ของวัยรุ่น ผลการเรียนตกต่ำ ไม่รู้หนังสือ ออกจากการเรียนกลางคัน การใช้ สารเสพติดมีทุกวันในสื่อมวลชนที่ได้ก่ออาชญากรรม การมีเพศสัมพันธ์และการตั้งครรภ์ ก่อนวัยอันควร โดยสรุปแล้วหากไม่จัดการอย่างใดอย่างหนึ่ง เราจะขาดพลเมืองที่มีคุณภาพ แรงงานคุณภาพ อนาคตของประเทศเราดูจะลางเลือน แล้วทิศทางที่เราจะไปเราจะ ทำอย่างไรถ้าระบบสวัสดิการเพื่อเด็กปฐมวัย เราจะทำอย่างไรที่จะมีระบบการดูแล หญิงตั้งครรภ์และหลังคลอด รัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๖ วรรคสอง ได้บัญญัติไว้ในเรื่องนี้ ซึ่งดิฉันได้อภิปรายไปบางส่วนตอนแปรญัตติรัฐธรรมนูญ ซึ่งในการศึกษาของเราพบว่า มันมีคีย์ เวิร์ด (Key word) ที่สำคัญอยู่ ๓ คำ คือเรื่องของเวลา ทำอย่างไรให้พ่อแม่มีเวลา เลี้ยงดูลูก ขณะนี้เด็กครึ่งหนึ่งเท่านั้นที่พ่อแม่เลี้ยงเอง นอกนั้นปู่ย่าตายาย ญาติ เรื่องของ รายได้หากเขามีปัญหาเรื่องรายได้ควรมีการหนุนช่วยโดยเฉพาะระหว่างตั้งครรภ์และ หลังคลอดช่วงที่ทำงานไม่ได้ เรื่องของบริการ บริการทางเลือกที่ให้มีความหลากหลายที่จะ สนองตอบต่อความต้องการ เช่น ถ้าเขาไม่พร้อมทำอย่างไรที่จะมีคำปรึกษา การมีศูนย์เด็กเล็ก ที่มีมาตรฐานถ้าเขาไม่สามารถเลี้ยงเองได้ อะไรทำนองนี้เป็นต้น โดยกลุ่มเป้าหมาย จะครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย เช่น เป็นแรงงานนอกระบบ แม่ค้าหาบเร่แผงลอย แรงงาน ในระบบ บางเรื่องเป็นเรื่องของรายได้เขาอาจจะไม่ต้องการ แต่เขาอาจจะต้องการเรื่องของเวลา กลุ่มพิเศษ เช่น กลุ่มผู้พิการ กลุ่มผู้ต้องขัง กลุ่มผู้ติดเชื้อทำนองนี้ กลุ่มเหล่านี้น่าจะต้อง ครอบคลุมในระบบที่จะดูแลสวัสดิการเด็กปฐมวัย

ข้อเสนอเพื่อการปฏิรูป ขอเรียนโดยสังเขป

ในประการที่ ๑ ที่เรามองเห็นก็คือการผลักดันให้มีกฎหมายว่าด้วยการพัฒนา เด็กปฐมวัย ขณะนี้มีกฎหมายหลายฉบับเพียงแต่แตะ ๆ ผ่าน ยังไม่ได้ลงลึกในเรื่อง เด็กปฐมวัยที่จะดูแลตั้งแต่แม่ตั้งครรภ์หลังคลอด เช่น การกำหนดให้สถานประกอบการ มีศูนย์ดูแลเด็กเล็กที่มีมาตรฐาน ถ้ามีหมู่บ้านจัดสรรขนาดใหญ่ทำอย่างไรที่มีศูนย์เด็กเล็ก ที่พ่อแม่ไม่ต้องเป็นห่วงเมื่อต้องออกไปทำงาน หรือว่าไซต์ (Site) งานก่อสร้างที่เป็นเมกะโปรเจกท์ (Mega project) ที่ต้องอยู่กันนาน ๆ เป็นแรมปี ทำอย่างไรที่จะดูเด็กปฐมวัยของคนงาน ที่มาอยู่กันนาน เพราะฉะนั้นตรงนี้จำเป็นจะต้องมีกฎหมาย

ประการที่ ๒ คือการทบทวนกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เมื่อสักครู่นี้คุณหมอพลเดช ได้เสนอว่ากฎหมายที่เกี่ยวข้องสวัสดิการสังคมมีถึง ๗๐ กว่าฉบับ กฎหมายที่เกี่ยวกับเด็ก ก็มีอยู่หลายฉบับ เช่น พ.ร.บ. คุ้มครองเด็ก พ.ศ. ๒๕๔๖ พ.ร.บ. ส่งเสริมเด็กและเยาวชน พ.ร.บ. อะไรอีกหลาย พ.ร.บ. เพราะฉะนั้นอาจจำเป็นต้องทบทวนว่ามีส่วนเกี่ยวข้อง แล้วก็ ทำอย่างไรจะแก้ไขหรือมีกฎหมายใหม่ขึ้นมา

อันที่ ๓ เนื่องจากมีหลายหน่วยงานที่ทำเรื่องของเด็ก ตั้งแต่เด็กปฐมวัย จนถึงเด็กโต เพราะฉะนั้นจะต้องมีธงนำในการทำงานเหล่านี้ที่ต้องทำงานแบบบูรณาการ คือการจัดทำแผนยุทธศาสตร์แบบบูรณาการเพื่อการพัฒนาเด็กปฐมวัย ก็ขอนำเสนอ การปฏิรูประบบสวัสดิการเด็กปฐมวัยพอสังเขป ขอบพระคุณค่ะ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

เชิญค่ะ

นายวิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพและเพื่อนสมาชิกทุกท่าน ผม วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ จะมาพูดถึงในส่วนการปฏิรูป ระบบสวัสดิการสังคมสำหรับคนพิการ สังคมไทยดั้งเดิมก็เหมือนสังคมในโลกใบนี้ที่เชื่อว่า คนพิการไม่มีความสามารถ สิ่งที่ติดตามมาก็มีกฎหมายในการจำกัดสิทธิคนพิการ ในการศึกษาและประกอบอาชีพในทุกรูปแบบ สังคมในยุคนี้เป็นสังคมฐานสงเคราะห์ กล่าวคือคนพิการขอทานก็ถูกจับไปไว้ในสถานสงเคราะห์ การสงเคราะห์เป็นการช่วยเหลือ ที่จะช่วยก็ได้ ไม่ช่วยก็ได้ ไม่ช่วยเป็นเรื่องธรรมดา แต่ถ้าช่วยก็อาจจะถือเป็นเรื่องที่เป็นบุญเป็นคุณ สวัสดิการของคนพิการนั้นเริ่มขึ้น เมื่อสังคมไทยเริ่มเชื่อว่าคนพิการมีความสามารถ สามารถพัฒนาตัวเอง พึ่งตัวเองได้ และเป็นที่พึ่งคนอื่นได้ สวัสดิการของคนพิการนั้นเป็นสวัสดิการเติมเต็มทำให้คนพิการ มีสิทธิเสรีภาพ โอกาสเท่าเทียมกับบุคคลอื่น ทำให้คนพิการสามารถอยู่ในสังคมร่วมกับบุคคลอื่น มีความสุขได้เหมือนกับบุคคลอื่นที่เรียกว่า สังคมที่คำนึงถึงทุกคน อินคลูซิฟ โซไซตี (Inclusive society) อันนี้ก็เป็นเป้าหมาย สังคมที่มีสวัสดิการเติมเต็มนี้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า เป็นสังคมฐานสิทธิ ไรท์ เบสด์ โซไซตี (Right based society) สังคมฐานสิทธินั้นกล่าวคือ สวัสดิการนั้นเป็นเรื่องสิทธิที่คนพิการทุกคนต้องได้รับและรัฐมีหน้าที่ที่ต้องจัดสวัสดิการ ให้คนพิการทุกคนได้รับอย่างทั่วถึง สวัสดิการของคนพิการนั้นเริ่มมีขึ้นในปี ๒๕๓๔ ตาม พ.ร.บ. ฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ ซึ่ง พ.ร.บ. นี้ก็เกิดขึ้นจากการเรียกร้องของคนพิการ มามากกว่า ๑๐ ปี สวัสดิการแรกที่คนพิการเริ่มได้รับนั้นก็เป็นสวัสดิการฟื้นฟูสมรรถภาพ ด้วยกระบวนการทางการแพทย์โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย การฟื้นฟูกระบวนการทางการแพทย์ นั่นก็คือในการที่จะทำอย่างไรให้คนพิการสามารถใช้ส่วนที่เหลืออยู่ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด เท่าที่จะทำได้ ซึ่งก็อาจจะมีพวกอุปกรณ์มีอะไรเข้ามาช่วยเสริม ขาขาดก็อาจจะมีขาเทียม อย่างนี้เป็นต้น สวัสดิการได้รับการฟื้นฟูทางการแพทย์นี้ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย อันนี้ก็เป็น สวัสดิการที่เริ่มมีมาในช่วงแรก แล้วก็เป็นสวัสดิการได้รับการฝึกอาชีพและสวัสดิการที่ตามมา กับการฝึกอาชีพนั้นก็ตามมาด้วยสวัสดิการมีสิทธิกู้ยืมเงินเพื่อไปประกอบอาชีพโดยไม่ต้อง เสียดอกเบี้ย สวัสดิการการศึกษานั้นก็เริ่มมีในปี ๒๕๔๒ ตาม พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ในมาตรา ๑๐ นั้นกำหนดไว้ชัดว่าคนพิการมีสิทธิได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานและมีสิทธิได้รับสื่อ อุปกรณ์การช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษาโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย และสิทธิทางการศึกษานี้ ก็ได้ขยายมากขึ้น ในปี ๒๕๕๐ ทุกวันนี้คนพิการมีสิทธิได้รับการศึกษาจนถึงระดับปริญญาตรี โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายและมีสิทธิที่จะได้รับสื่ออุปกรณ์ เทคโนโลยีและการช่วยเหลืออื่นใด ทางการศึกษาด้วย เพื่อให้สามารถเรียนอย่างมีคุณภาพเหมือนกับผู้อื่น สิทธิที่เป็นสวัสดิการ เริ่มมีมากและค่อนข้างครบถ้วนในปี ๒๕๕๐ ในมาตรา ๒๐ หลายวงเล็บได้กำหนดให้ คนพิการมีสวัสดิการต่าง ๆ เช่น สวัสดิการเบี้ยความพิการเพื่อลดภาระของคนพิการทุกวันนี้ ก็ได้เดือนละ ๘๐๐ บาท สวัสดิการในการปรับปรุงบ้านให้เหมาะกับการอยู่อาศัยอย่าง คนพิการก็ได้รับสนับสนุนหลังละ ๒๐,๐๐๐ บาท ร่วมกับท้องถิ่น ปีนี้ก็มีเป้าหมายที่จะ เร่งรวบรวมที่จะจัดสวัสดิการปรับปรุงบ้านให้กับคนพิการให้เหมาะกับอยู่อาศัย ๒,๔๙๘ หลัง เพื่อถวายสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สวัสดิการผู้ดูแลคนพิการพีเอ (PA) ก็คือคนพิการติด เตียง ต้องมีผู้ช่วยส่วนตัวเพื่อลดภาระของครอบครัว คนหูหนวกมีสวัสดิการที่ได้รับบริการ ล่าม ภาษามือและสวัสดิการอื่น ๆ นอกจากนั้นในมาตรา ๒๐ (๑๐) เอง ยังเขียนให้มีสวัสดิการเพิ่มเติมได้โดยการออกระเบียบ ของคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ ซึ่งมีท่านนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เช่นมีการออกระเบียบเพิ่มสวัสดิการให้กับผู้พิการทางการเคลื่อนไหวในการ ที่จะได้รับรถโยก รถโยกนี้ต่างจากวีลแชร์ (Wheelchair) วีลแชร์ก็ใช้เคลื่อนไหวใน เคหสถาน รถโยกก็ใช้โยกเพื่อเดินทางระหว่างบ้านหรือหมู่บ้าน เพราะฉะนั้นเราจะเห็นว่า ในเรื่องสวัสดิการของคนพิการนั้นค่อนข้างครบถ้วน แล้วมีปัญหาอะไรที่ต้องปฏิรูป ปัญหาใหญ่ ก็คือสวัสดิการของคนพิการมันเป็นแค่กระดาษ มันเป็นจริงสำหรับบางคน แต่ยังไม่เป็นจริง อย่างทั่วถึงอย่างสังคมฐานสิทธิ เพราะฉะนั้นการปฏิรูปเรื่องสวัสดิการของคนพิการนั้น จึงเป็นเรื่องของการปฏิรูปกลไกที่จะทำอย่างไรให้สิทธิของคนพิการเป็นจริง ที่ฝรั่งเรียกว่า เมค เดอะ ไรท์ เรียล (Make the right real) วันนี้ผมใส่เนกไท (Necktie) ซึ่งจริง ๆ ผมก็ ใส่ทุกครั้งที่มาประชุมนี้ เนกไทผมจะเขียนไว้ชัดเลยครับ เมค เดอะ ไรท์ เรียล ทำสิทธิ ให้เป็นจริงครับ อันนี้ทำอย่างไรเราจะปฏิรูปกลไกที่จะทำให้สวัสดิการที่เขียนอยู่ในกระดาษนั้น มันเป็นจริง ให้คนพิการทุกคนได้รับอย่างทั่วถึง เราจึงเสนอ ๔ เรื่อง

เรื่องแรกก็พยายามเอาบางเรื่องเข้ามาเป็นสวัสดิการเพิ่มเติม นั่นได้แก่ การเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ในสภาพแวดล้อมที่เป็นกายภาพ อย่างเช่น อาคาร สถานที่ รวมทั้งขนส่งสาธารณะ นอกเหนือจากพวกเทคโนโลยี สื่อ การสื่อสาร แล้วก็สิ่งอำนวย ความสะดวกและบริการสาธารณะต่าง ๆ เราก็พยายามเขียนให้ครอบคลุมขึ้น ที่พยายาม เอาเรื่องการเข้าถึงสภาพแวดล้อมทางกายภาพมาเป็นสวัสดิการนั้น ก็เพื่อที่จะบังคับให้รัฐ ได้สร้างอาคาร สถานที่ที่เป็นที่บริการสาธารณะนั้นสำหรับทุกคน ซึ่งก็สอดรับกับเอจจิง โซไซตี อันนี้เราก็จะปรับปรุงใน พ.ร.บ. ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ปี ๒๕๕๐ ซึ่งได้แก้ไขเพิ่มเติม ปี ๒๕๕๖ มาแล้ว ก็คงจะเพิ่มเติมอีก อันนี้ก็เพื่อจะสร้างกลไกที่จะ ให้อาคาร สถานที่สาธารณะทั้งหลายได้เอื้อสำหรับทุกคน

กลไกที่ ๒ ก็คือเร่งให้มีการจัดตั้งศูนย์บริการระดับจังหวัดและศูนย์บริการ ทั่วไป คนพิการได้คำนึงถึงสวัสดิการที่ทั่วถึงและมีคุณภาพ โดยการแยกเรกกูเลเตอร์ (Regulator) กับเซอร์วิส โพรไวเดอร์ (Service provider) ออกจากกัน เรกกูเลเตอร์ก็คือ ศูนย์บริการระดับจังหวัดจะเป็นหน่วยที่คอยกำกับ ดูแล ติดตาม ประเมินผลในจังหวัด ส่วนโอเปอเรเตอร์ (Operator) นั้นก็คือศูนย์บริการทั่วไป ซึ่งก็ให้ภาคเอกชน องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานของรัฐอื่นที่จะมาเป็นศูนย์บริการ นั่นคือศูนย์บริการสามารถ ให้บริการ แล้วก็ได้ค่าบริหาร เช่นให้บริการล่ามภาษามือชั่วโมงละ ๖๐๐ บาท ศูนย์ที่จัดล่าม ให้คนหูหนวกไปนั้นก็ได้ค่าบริการ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ๖๐๐ บาท ก็ ๖๐ บาท หรือจัดผู้ช่วย คนพิการไป ซึ่งกำหนดไว้ชั่วโมงละ ๕๐ บาท ๑๐๐ ชั่วโมงต่อเดือน ก็จะได้งบบริหาร ๑๐ เปอร์เซ็นต์ อันนี้ศูนย์บริการจะได้รับ นอกจากนั้นศูนย์บริการยังได้รับการสนับสนุน งบบริหารบางส่วนจากกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการด้วย เพราะฉะนั้นถ้าเราสามารถเร่งรัดให้เกิดศูนย์บริการทั่วไปและศูนย์บริการระดับจังหวัด ที่มีประสิทธิภาพ เราก็เชื่อว่าบริการเหล่านี้ก็จะขยายตัวไปถึงคนพิการอย่างทั่วถึง และศูนย์บริการนี้จะเป็นตัวบูรณาการสวัสดิการที่มาจากต่างกระทรวงกัน เช่น ศูนย์บริการ ของคนตาบอดก็จะไปเอาบริการที่เรียกว่าโอแอนด์เอ็ม (O&M) ก็คือการที่ได้มาจาก สปสช. หัวละ ๙,๐๐๐ บาท แต่โรงพยาบาลให้ ๘,๕๐๐ บาท โรงพยาบาลเอา ๕๐๐ บาทไว้ติดตาม ประเมินผล ศูนย์บริการก็ไปฝึกให้คนพิการช่วยเหลือตนเองในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะ เรื่องการใช้ไม้เท้าขาว แล้วก็ได้รับไม้เท้าขาวไปใช้ด้วย อันนี้เป็นตัวอย่างว่าศูนย์บริการนั้น ก็ไปเชื่อมเอาบริการจากกระทรวงต่าง ๆ เข้าไปถึงคนพิการทำหน้าที่เหมือนเคส แมเนเจอร์ (Case manager) ก็คือศูนย์บริการจะรู้เลยว่าคนพิการแต่ละคนมีสิทธิได้สวัสดิการอะไร จากหน่วยงานไหน ก็จะเป็นตัวเชื่อมสวัสดิการเหล่านั้นไปให้ถึงคนพิการ แล้วก็เมื่อ ศูนย์บริการขยายตัวลงท้องถิ่นก็จะทำให้คนพิการได้อย่างทั่วถึง ส่วนเรกกูเลเตอร์ ก็คอยควบคุมดูแลไม่ให้มีบัญชีผี ให้มีการบริการที่มีคุณภาพและถ้าใครให้บริการไม่มีคุณภาพ ก็ยกเลิกที่จะให้ค่าใช้จ่ายรายหัว

กลไกที่ ๓ ก็คือพัฒนาระบบการขจัดการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม หรือ การขจัดการเลือกปฏิบัติ ถ้าคนพิการคนหนึ่งได้รับแต่อีกคนหนึ่งอยู่ในภาวะเดียวกันไม่ได้รับ คนพิการไม่ได้รับก็สามารถที่จะร้องต่อคณะอนุกรรมการขจัดการเลือกปฏิบัติ ทุกวันนี้ซึ่งเรา ก็จะขอยกระดับให้เป็นคณะกรรมการขจัดการเลือกปฏิบัติแล้วก็มีอำนาจไกล่เกลี่ย และวินิจฉัยได้เลยว่าการกระทำนั้นเป็นการเลือกปฏิบัติขอให้แก้ไข ถ้าไม่แก้ไขก็สามารถที่จะ ดำเนินคดีฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายซึ่งอย่างที่ผมบอกไปแล้ว กฎหมายให้ค่าเสียหายเป็นเชิง ลงโทษได้ไม่เกิน ๔ เท่า อันนี้ก็เป็นกลไกที่ ๓

กลไกที่ ๔ กลไกแรกที่ผมพูดไปแล้วก็ขยายเรื่อง กลไกที่ ๔ นี้เป็นการพัฒนา ระบบกองทุนที่คนพิการมีอยู่ ซึ่งส่วนใหญ่ก็ได้เงินจากนายจ้างที่ไม่จ้างคนพิการ เพราะกฎหมายบังคับให้นายจ้างที่มีคนงาน ๑๐๐ คน ต้องจ้างคนพิการ ๑ คน ถ้าไม่จ้างก็ ต้องจ่ายเงินเข้ากองทุน ก็ ๓๐๐ คูณด้วย ๓๖๐ ก็คูณด้วยจำนวนคนพิการที่ต้องจ้าง ก็คือคนหนึ่ง ก็ประมาณ ๑๐๘,๐๐๐ บาท กองทุนนี้จะมีเงินไหลเข้าประมาณปีหนึ่งเกือบ ๒,๐๐๐ ล้านบาท ยกระดับให้กองทุนเป็นนิติบุคคลเพราะว่ากองทุนที่ไม่เป็นนิติบุคคลซึ่งเป็นส่วนหนึ่ง ของหน่วยงานราชการนั้นก็จะทำงานในเชิงตั้งรับ ใช้เงินน้อยแล้วก็หนักไปกับที่เป็นเรื่อง บริการของหน่วยงานนั้น ๆ เราก็อยากให้ทำงานในเชิงรุกที่จะทำอย่างไรให้สวัสดิการ ของคนพิการเกิดขึ้นได้อย่างทั่วถึงตามที่กฎหมายกำหนด ต้องให้ทำงานในเชิงรุก ก็คิดว่า การยกระดับเป็นนิติบุคคลแล้วจัดระบบบริหารงานกองทุนที่เป็นนิติบุคคลให้ดีนั้นก็น่าจะ เกิดประโยชน์ ทุกวันนี้ท่านรองนายกก็ตำหนิมาว่าใช้เงินไปแค่ ๖๐๐ ล้านบาท ตอนนี้ ท่านรองนายกก็ขอให้ สสส. เข้ามาช่วยวางแผนจะต้องเร่งใช้เงิน ๔,๐๐๐ ล้านบาท ในปีข้างหน้า ที่จะให้เกิดประโยชน์กับคนพิการ เพราะฉะนั้นการยกระดับเป็นนิติบุคคลจึงเป็นเรื่องที่ จำเป็นที่จะเอาเงินมาให้เกิดประโยชน์กับคนพิการอย่างแท้จริง ผมก็ขอจบในการเสนอ เพียงเท่านี้ ขอบคุณมากครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

เชิญค่ะ ท่านประธานคะ

นายอำพล จินดาวัฒนะ ประธานกรรมาธิการ

กราบขอบพระคุณ ท่านประธานครับ ผมก็ขอขมวดสุดท้าย เพื่อท่านสมาชิกจะได้ให้ความเห็น ๔ เสาหลัก แบ่งงานออกมาได้อย่างนี้ครับ ก็คือพอเราไปวิเคราะห์แล้วพบว่ามีอยู่ ๒ เรื่องที่สภาปฏิรูปแห่งชาติ ดำเนินการไปแล้ว เรื่องกองทุนการออมแห่งชาติ แล้วก็เรื่องการออกกฎหมายวิสาหกิจ เพื่อสังคมซึ่งเราเสนอผ่านไปแล้ว ก็ไปอยู่ในฝ่ายบริหารแล้วตอนนี้

ลักษณะงานที่ ๒ จะมีอยู่ทั้งหมด ๘ เรื่องที่เราจะต้องดำเนินการ ผ่านคณะกรรมาธิการซึ่งท่านทำอยู่แล้ว

ประเด็นที่ ๑ เรื่องสวัสดิการด้านการศึกษา เป็นของคณะกรรมาธิการปฏิรูป การศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ครับ

ประเด็นที่ ๒ ระบบสวัสดิการด้านสุขภาพ เป็นของคณะกรรมาธิการปฏิรูป ระบบสาธารณสุขครับ

ประเด็นที่ ๓ สวัสดิการด้านการทำงานและรายได้ เป็นของคณะกรรมาธิการ ปฏิรูปการแรงงาน

ประเด็นที่ ๔ เรื่องสวัสดิการกีฬา เป็นของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการกีฬาครับ

ประเด็นที่ ๕ ระบบบำนาญแห่งชาติ เราได้คุยกันแล้ว ก็จะเป็นเรื่องของ คณะกรรมการปฏิรูประบบรองรับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของประเทศไทย ของอาจารย์เจิมศักดิ์

ประเด็นที่ ๑๑ ก็คือระบบด้านอาชีพและการเข้าถึงแหล่งทุน ก็เป็นเรื่องของ คณะกรรมาธิการปฏิรูปการแรงงานเช่นเดียวกันครับ

ประเด็นที่ ๑๒ ระบบสวัสดิการชุมชน เป็นของคณะกรรมาธิการปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส ในเรื่องของชุมชนเข้มแข็งครับ

ประเด็นที่ ๑๕ การปฏิรูประบบการเงินการคลังของประเทศ เป็นเรื่องของ คณะกรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงินและการคลังครับ

สำหรับที่จะอยู่ภายใต้การดูแลของคณะกรรมการปฏิรูประบบสวัสดิการ สังคมที่เหมาะสมกับประเทศไทยนั้นมีอยู่ทั้งหมด ๖ เรื่อง คือ

ประเด็นที่ ๕ ปฏิรูประบบประกันสังคมถ้วนหน้า

ประเด็นที่ ๘ สวัสดิการเด็กปฐมวัย

ประเด็นที่ ๙ สวัสดิการกลุ่มผู้ด้อยโอกาส

ประเด็นที่ ๑๐ สวัสดิการที่อยู่อาศัยครับ เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องยากและ ใหญ่ทีเดียว

ประเด็นที่ ๑๓ การส่งเสริมความเข้มแข็งภาคประชาสังคม และ

ประเด็นที่ ๑๖ เป็นภาพใหญ่เลยคือการปฏิรูประบบและกลไกการบริหาร จัดการสวัสดิการสังคม

ท่านประธานและท่านสมาชิกครับ ทั้งหมดนี้เราก็ขอเรียนเป็นข้อเสนอ รายงานเพื่อให้ท่านสมาชิกได้ให้ความคิดเห็น แล้วก็ทางคณะกรรมาธิการต่าง ๆ และ คณะกรรมการจะได้รับไปดำเนินการในขั้นที่ ๒ ต่อไป ขอกราบขอบพระคุณครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ท่านสมาชิกคะ ขณะนี้ท่านก็ได้รับทราบรายงานแนวทางการปฏิรูประบบสวัสดิการสังคม ที่เหมาะสมกับประเทศไทยจากการนำเสนอของคณะกรรมการแล้ว ต่อไปจะเป็นการ อภิปรายแสดงความคิดเห็นจากสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติโดยใช้เวลาท่านละไม่เกิน ๕ นาที เช่นเคย ดิฉันมีรายนามอยู่นี้ ๕ ท่านแรกจะเป็นท่านสมเกียรติ ชอบผล ท่านไพโรจน์ พรหมสาส์น ท่านกูไซหม๊ะวันซาฟีหน๊ะ มนูญทวี ท่านธรรมรักษ์ การพิศิษฎ์ ท่านทิวา การกระสัง ค่ะ ดิฉันขอเริ่มจากท่านสมเกียรติ ชอบผล ค่ะ ขอเชิญค่ะ

นายสมเกียรติ ชอบผล

เรียนท่านประธาน ต้องขอบคุณอย่างยิ่ง ในกลุ่มนี้ ผมคิดว่าวิเคราะห์ปัญหาได้ชัดเจน แล้วก็นำเสนอได้กระชับ เป็นตัวอย่างให้กลุ่มอื่นต่อไปได้ดี อย่างไรก็ตามผมก็มีข้อสังเกตและข้อคิดเห็นในบางประการที่อาจจะเป็นประโยชน์ในการ ดำเนินการต่อไปว่าเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะคนที่มีความเหลื่อมล้ำ ขาดอำนาจต่อรอง ที่ได้วิเคราะห์ มีงานวิจัยของยูนิเซฟ (UNICEF) หลายปีมาแล้วว่า คนในชนบทที่มีลักษณะ อย่างนี้เขาจะมีความรู้สึกว่าต่ำต้อย ขาดความมั่นใจ แต่อย่างไรก็ตามคนพวกนี้มีจิตใจที่ดีงาม มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ซึ่งเป็นคุณลักษณะสำคัญที่เขาดำรงอยู่ ควรได้รับการช่วยเหลือ อย่างไรก็ตามผมมีความเห็นอยู่ ๒-๓ ประการ

ประการแรก เนื่องจากโดยบริบทของประเทศไทยคิดว่ามันไม่ใช่เป็น รัฐสวัสดิการ เรายังมีข้อจำกัดในเรื่องของงบประมาณ ถ้าเราทำอะไรที่ขาดความลงตัว หรือขาดความพอดี ของอย่างนี้เมื่อให้แล้วมันเลิกไม่ได้ แล้วมันจะเป็นภาระต่อไป ของประเทศในอนาคต ผมก็คิดว่าตรงนี้ คณะกรรมาธิการชุดนี้ซึ่งได้ทำงานมาอย่างรอบคอบ ก็คงต้องวิเคราะห์แล้วก็สร้างความมั่นใจให้กับสังคมด้วย

ประเด็นที่ ๒ ที่ผมอยากเรียนก็คือว่าใน ๑๖ ประเด็นที่ท่านนำเสนอ บางเรื่อง มันเป็นประเด็น ใช่ แต่บางกลุ่มมันเป็นเป้าหมายเฉพาะ เช่นเรื่องเด็กปฐมวัย ผู้ด้อยโอกาส และผู้พิการ ซึ่งมันก็เหลื่อม ๆ กันอยู่ อันนี้ก็คิดว่าผู้พิการอาจจะมีความจำเป็นที่ต้องแยก แต่ปฐมวัยกับเด็กด้อยโอกาสผมไม่ค่อยแน่ใจ เพราะว่าท่านยกตัวอย่าง อย่างของแฮกแมน ซึ่งขณะนี้ประเทศไทยโดยมหาวิทยาลัยหอการค้ามีดอกเตอร์วีระชาติ กิเลนทอง แล้วก็ ดอกเตอร์จีรเดช อู่สวัสดิ์ ก็ได้เอาโครงการนี้มาริเริ่มในประเทศไทยที่จังหวัดมหาสารคาม เพราะว่าเราก็ได้ดูการพัฒนาเด็กปฐมวัย ถ้าทำให้ถูกต้องตามวิธีการที่ทางมหาวิทยาลัย ชิคาโกได้เริ่มดำเนินการมันจะช่วยประเทศชาติมาก โดยเฉพาะเรื่องของการก่ออาชญากรรม การมีอาชีพที่ดี อะไรเหล่านี้ เด็กพวกนี้ที่ผ่านประสบการณ์นี้จะเห็นชัดเจนเลยว่ามีประโยชน์ ต่อประเทศชาติเป็นอย่างยิ่ง ในสหรัฐอเมริกานี้ก็มีข้อมูลอันนี้ชัดเจนอยู่แล้ว ผมเข้าใจว่า เรื่องเด็กปฐมวัยหรือเด็กด้อยโอกาสนี้ก็ตาม หลัก ๆ ก็คือการศึกษา และเด็กปฐมวัยนี้จะมี เรื่องสุขภาพอนามัยและมีเรื่องอื่น ๆ ด้วย ก็ขอฝากเป็นข้อสังเกตท่านลองช่วยวิเคราะห์ดู แต่พิการที่ท่านอาจารย์วิริยะเสนอก็เห็นชัดเจนว่าอาจจะต้องแยกออกไป เพราะว่ามันเป็น กลุ่มเฉพาะเจาะจง แล้วมันก็ต่างจากกลุ่มอื่น ๆ

ในอีกประเด็นหนึ่งที่ผมอยากเรียนก็คือเรื่องปฏิรูประบบการคลัง ท่านก็เน้น เรื่องภาษีซึ่งก็เหมาะสม เพราะว่าที่เก็บภาษีมานี้ได้น้อยมันไม่เพียงพอ แต่ที่จริงในเรื่อง เหล่านี้มันก็ถูกแฝงอยู่ในเรื่องอื่น ๆ ด้วย เพราะว่าการปฏิรูประบบการคลังนี้ผมเข้าใจว่ามันมี หลายประเด็น นอกจากเรื่องภาษีก็อยู่ในเรื่องของการศึกษาก็พูดเรื่องการจัดสรรงบประมาณ อะไรต่าง ๆ ก็ดูเหมือนกับซ้อนกันไปซ้อนกันมามันก็อาจจะลองดูให้มีความชัดเจนมากขึ้น ผมคิดว่าท่านก็นำเสนอได้เป็นอย่างดี แล้วก็ทำให้พวกเราเข้าใจแล้วก็เห็นว่าเป็นความสำคัญ ที่จะนำไปสู่การปฏิบัติเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรมให้กับคนที่อยู่ในสังคมที่ เราต้องช่วย แต่ว่าในบางประเด็นถ้าไม่แยกแยะเฉพาะทำให้มันกว้างออกไปมันก็จะ เกิดปัญหาต่อไปในอนาคตได้ ขอบพระคุณครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านไพโรจน์ พรหมสาส์น ค่ะ

นายไพโรจน์ พรหมสาส์น 🔗

ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ทุกท่านครับ กระผม ไพโรจน์ พรหมสาส์น สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ก่อนอื่นกระผม ขอชื่นชมทางคณะกรรมาธิการทั้ง ๒ คณะ ที่ได้ร่วมกันกับคณะกรรมาธิการปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส ร่วมกับคณะกรรมาธิการปฏิรูป ระบบสวัสดิการสังคมที่เหมาะสมกับประเทศไทย ได้จัดทำวาระนี้ตามที่สภาของเรา ได้มอบหมายไป ทั้งได้ทำความกระจ่างในประเด็นปัญหา ในการนำเสนอ ในการให้ข้อคิดเห็น ต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์อย่างมาก ซึ่งจะนำไปสู่แนวทางปฏิบัติต่อไป ผมออกจะเห็นด้วยกับที่ ท่านสมเกียรติพูดเมื่อสักครู่ว่าประเทศเราคงจะไม่ใช่ลักษณะสวัสดิการสังคมอย่างแถว สแกนดิเนเวีย ซึ่งเขาก็มีฐานะความเป็นอยู่ที่ดีแล้วเขาให้สวัสดิการได้อย่างเต็มที่ ในทุกรูปแบบ สิ่งที่กระผมจะนำเรียนต่อไปนี้กระผมคิดว่าไปสะท้อนจากประสบการณ์ในชีวิต ของกระผมเอง ในฐานะที่เป็นเด็กต่างจังหวัด เรียนหนังสือเบื้องต้นที่ต่างจังหวัดเข้ามาเรียน กรุงเทพฯ เมื่อรับราชการก็ได้ทำงานทั้งในส่วนที่อยู่ในต่างจังหวัดและในส่วนกลาง เพราะฉะนั้นประสบการณ์ชีวิตที่ทำมา ๓๐ กว่าปีในราชการแล้วก็เกือบ ๑๐ ปีที่เกษียณอายุ ราชการ กระผมก็มีมุมมองว่าสิ่งที่เราจะแก้ปัญหาชาติบ้านเมืองของเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของสวัสดิการสังคมหรือช่วยเหลือผู้คนชุมชนต่าง ๆ นั้น มันคงจะ หนีไม่พ้นจากการที่เราจะมองในแง่ที่ว่า ปัญหาทั้งหลายนี้มันก็อยู่ในสังคมแบบไทย ๆ เรา คงจะต่างไปจากหลายประเทศหรือในต่างประเทศ สังคมไทยเราเป็นสังคมที่เป็นสังคม ในชนบทเป็นส่วนใหญ่ตามหลักสังคมวิทยา แล้วก็สังคมในเมืองก็เป็นส่วนหนึ่ง เพราะฉะนั้น รูปแบบแนวทางวิธีการแก้ปัญหาในทั้ง ๒ สังคมนี้ อาจจะมีรูปแบบแนวทางที่แตกต่างกันไปบ้าง คงจะไม่เหมือนกันเป็นหลักเดียวกันทั้งประเทศ หรือเป็นลักษณะประชานิยมหรืออะไร อย่างที่เป็น ๆ กันอยู่ นั่นเป็นประการแรก โดยเราคำนึงถึงบริบทของสังคมไทย แล้วการ แก้ปัญหาเหล่านี้ก็คงจะต้องเน้นหนักไปที่ตัวบุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กรปกครองท้องถิ่น และแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ สวัสดิการหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ที่จะต้องร่วมมือ ร่วมใจกันมองปัญหาที่ถูกต้อง ที่เหมาะสม แล้วหาแนวทางช่วยกันแก้ไข

ในข้อสังเกตอีกประการหนึ่งก็คือเห็นด้วยกับในสิ่งที่ท่านได้หยิบยกรวบรวม ขึ้นมาเป็นประเด็นที่ว่า วางเสาหลักไว้ ๔ ต้น แต่ว่าเสาหลักที่ท่านวางไว้ก็ดี ประเด็น ๑๖ ประเด็นที่ท่านนำเสนอนั้น ผมอยากจะขอความกรุณาท่านถ้าเป็นไปได้มีข้อสังเกตว่า มนุษย์เราเกิด เจ็บ แก่ แล้วก็ตาย เพราะฉะนั้นถ้าหากท่านสามารถเรียงลำดับของเสาจะเรียง เป็นแนวยาวหรือวงกลมอะไรก็แล้วแต่ มันเรียงจากตรงนั้นมามันจะทำให้การดู หรือการมองปัญหามันชัดขึ้น ประเด็นต่าง ๆ ไม่อย่างนั้นมันโยกไปโยกมาเดี๋ยวเด็ก เดี๋ยวคนแก่ เดี๋ยวคนพิการอะไรต่าง ๆ ผมคิดว่าตรงนั้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราจะต้องมองตั้งแต่เริ่มแรก ที่ท่านกรรมาธิการได้พูดถึงก็คือ ตั้งแต่ครอบครัว เรามีครอบครัว เวลาเราไปงานแต่งงาน พอเราเป็นผู้หลักผู้ใหญ่อวยชัยให้พรให้มีครอบครัวที่อบอุ่น มีลูกมีเต้าที่ดี อะไรต่าง ๆ ฉะนั้น มันตั้งแต่แต่งงานมีครอบครัว มันดีไหม พอภรรยามีท้องอยู่ในท้องจะดูแลกันอย่างไร เกิดมาแล้วจะไปคลอดที่ไหน สมัยก่อนเราก็หมอตำแย สมัยนี้ก็ต้องไปโรงพยาบาลต่าง ๆ ตามชนบทมันอาจจะไม่มีพร้อมอะไรอย่างที่ว่านี้ เราจะดูแลเขาตรงนี้อย่างไร พอเกิดมาแล้ว ๓ ปีแรกก่อนที่เขาจะโตไปนั่นล่ะเป็นลักษณะในวัยที่สมองเติบโตมากที่สุด เราจะช่วยเขา ตั้งแต่เด็กก่อนวัยเรียน ศูนย์เด็กเล็ก อนุบาล ประถม มัธยม การศึกษาอะไรอย่างไร เรียนต่อไปอย่างไร เมื่อจบแล้วมีอาชีพการงานทำอย่างไร แล้วก็นอกเหนือจากนั้นในสังคม ก็คงมีหลายประเภท ทั้งเด็ก สตรี คนแก่ เยาวชน คนพิการ สารพัดเรื่องเลย เพราะฉะนั้น มาตรการแนวทางที่ว่านี้ที่ผมกราบเรียนแล้ว ถ้าหากว่าเรามีความชัดเจนในเรื่องข้อมูลต่าง ๆ ระบบข้อมูลที่ถูกต้องชัดเจนในแต่ละหมู่บ้าน ตำบล สังคม อำเภอ จังหวัดก็สุดแล้วแต่ แล้วมันก็จะทำให้รู้ว่ามีบุคคลกลุ่มเป้าหมายที่เรามุ่งที่จะแก้ไขหรือจัดสวัสดิการต่าง ๆ เหล่านั้นมันมีมากน้อยแค่ไหนเพียงใด แล้วเราจะจัดรูปแบบแนวทางประเภทไหน อย่างไร ถึงจะเหมาะสมกับเรื่องต่าง ๆ เหล่านั้น รวมไปถึงแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐด้วย ซึ่งอันนั้น กระผมคิดว่าก็คงจะเป็นเรื่องหนึ่งที่อยากจะฝากท่านลองอาจจะแยกแยะลองดู เพื่ออาจจะ ทำให้เราได้ข้อมูลที่มีความชัดเจนมากขึ้น ข้อมูลอย่างหนึ่งที่ผมคิดว่าพอจะยังใช้กัน แนวทาง พื้นฐานได้ คือข้อมูลความจำเป็นพื้นฐาน จปฐ. เรามีการสำรวจทุกปี ๆ มีข้อมูลที่นำไปใช้ ในการพัฒนาคุณภาพชีวิต ผมเองเคยอยู่กรมการพัฒนาชุมชนก็ทำเรื่องนี้มาตลอด ก็คิดว่า ถ้าเอาตัวนั้นมาประกอบก็จะช่วยได้อย่างมาก การจัดสวัสดิการต่าง ๆ ถ้าว่าผู้ใดที่มีอยู่ ในเกณฑ์ต่ำว่าเกณฑ์ จปฐ. แล้ว นั่นคือบุคคลอันดับแรกที่น่าจะได้รับการดูแลช่วยเหลือ ไม่ใช่ ให้เสมอภาคเท่าเทียมกันหมด ในเรื่องต่าง ๆ จัดสวัสดิการบางเรื่องบางอย่างที่เราทำกันอยู่ ทุกวันนี้ ก็เป็นข้อสังเกตเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ขอฝากเรียนท่านกรรมาธิการไปประกอบการ พิจารณา เพื่อทำให้การรายงานของเรามีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น แล้วเน้นตรงที่ว่าขอให้ คำนึงถึงในทางปฏิบัติให้มากที่สุดที่จะมากได้ ขอบพระคุณครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านกูไซหม๊ะวันซาฟีหน๊ะ มนูญทวี เชิญค่ะ

นางกูไซหม๊ะวันซาฟีหน๊ะ มนูญทวี

เรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ และคณะกรรมาธิการปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและ ผู้ด้อยโอกาส ร่วมกับคณะกรรมการปฏิรูประบบสวัสดิการสังคมที่เหมาะสมกับประเทศไทย วาระที่ ๒๙ สวัสดิการสังคม เรื่อง การปฏิรูประบบสวัสดิการสังคมที่เหมาะสมกับประเทศไทย ความจำเป็นของกรรมาธิการนี้มีความจำเป็นมากกับชีวิตเริ่มตั้งแต่แรกเกิดจนถึงวันที่เรา จากโลกนี้ไป ดังนั้นสวัสดิการสังคมดิฉันขอเสนอแนะว่ามีความจำเป็นเกี่ยวกับชุมชน โดยอาศัยผู้นำ ๔ เสาหลัก เสาหลักที่ ๑ ก็คือผู้นำท้องถิ่น เสาหลักที่ ๒ ผู้นำท้องที่ เสาหลักที่ ๓ ผู้นำศาสนา เสาหลักที่ ๔ ผู้นำภาคประชาชน

เสาหลักที่ ๑ ก็คือผู้นำท้องถิ่น อปท. อบต. กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น จากบ้าน ครอบครัว ชุมชน หมู่บ้าน ตำบล อำเภอ สู่ประเทศไทยของเรา เป็นการเชื่อมโยง ระหว่างหน่วยงานภาครัฐแล้วก็ภาคประชาชน

เสาหลักที่ ๒ เป็นผู้นำท้องที่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน จัดเก็บข้อมูลแต่ละประเภท ผ่านเวทีประชาคมหมู่บ้านและจัดทำแผนชุมชนด้านการจัดสวัสดิการชุมชน เน้นการมีส่วนร่วม อย่างเข้มแข็งระหว่างผู้จัดสวัสดิการกับผู้ถูกให้บริการสวัสดิการ เวทีนี้สำคัญมาก เพราะต้อง ลงลึกถึงทักษะต่าง ๆ และวัฒนธรรม อัตลักษณ์และผู้ด้อยโอกาส

เสาหลักที่ ๓ ผู้นำศาสนา ก็มีความสำคัญอย่างยิ่งเพราะว่าศาสนาตอนนี้ มันเจือจางไป ดังนั้นเราจะต้องมีศาสนาให้เข้มแข็งกว่านี้แล้วก็เน้นพหุวัฒนธรรม การให้ เน้นหนักศาสนามาเพื่อเชื่อมโยงเกิดความปรองดอง เกิดความสมานฉันท์ เกิดจิตสำนึก เกิดรู้รักสามัคคีให้อภัย สร้างหลักประกันสังคมและหลักการจัดสวัสดิการชุมชน หากเป็นมุสลิม จะเชื่อมโยงระบบการบริหารของคัมภีร์อัลกุรอานเป็นรัฐธรรมนูญของศาสนาอิสลาม ก็คือ ระบบซะกาต ก็คือเงินกองทุนหรือเงินที่ไม่มีดอกเบี้ยเป็นกองทุนสวัสดิการชุมชนที่ตั้งแต่เริ่ม เกิด แก่ เจ็บ ตาย ถึงหลุมฝังศพ ดังนั้นจึงจำเป็นให้ถึงความสำคัญ ท่านศาสดามูฮัมหมัด จะกล่าวว่าผู้ที่มีหนี้ผู้นั้นจะได้ไม่เข้าสวรรค์ ยกเว้นผู้ที่เป็นทายาทจะต้องรับหนี้อยู่บนโลกนี้ ถึงจะทำพิธีกรรมได้ ดังนั้นตรงนี้ก็จำเป็นมากที่จะเน้นให้ศาสนาอิสลามมีเกิดการดูแล แล้วก็ เกิดสวัสดิการการออมเพื่อครอบครัวแล้วก็ยามชราภาพหรือตายไป ฝากกรรมาธิการตรงนี้ด้วย

ส่วนเสาหลักที่ ๔ ผู้นำภาคประชาชน เป็นผู้นำธรรมชาติสร้างระบบ ภาคประชาชนให้เข้มแข็งเพื่อการจัดสวัสดิการ สวัสดิการชุมชนแล้วก็การออม ดังนั้นการที่จะ เป็นคนดีเราจะต้องเริ่มตั้งแต่แรกเกิดจนถึงวัย ๓ ปี เพราะว่าวัยนี้จะเป็นวัยที่กินน้ำนมจากแม่ แล้วก็เปลจะได้สอนให้มีการแกว่งไปแกว่งมาแบบโบราณทำให้เด็กมีธรรมะ เมื่อต้นไม้มันแข็ง ก็ดัดยาก ถ้าอ่อนดัด ดังนั้นเราจะปลูกศาสนาเราต้องปลูกตั้งแต่เด็ก ๆ ก็มีความจำเป็นมาก ดังนั้นฝากถึงกรรมาธิการด้านสังคม การจัดสวัสดิการชุมชนเข้มแข็งจำเป็นอย่างยิ่ง ต้องพัฒนาศักยภาพผู้นำ ๔ เสาหลัก ๗๗ จังหวัดให้มีประสิทธิภาพในการจัดชุมชนพึ่งตนเอง อย่างยั่งยืน แล้วก็นี่เป็นการปฏิรูปที่สำคัญอย่างยิ่งในทั้งหมดที่เริ่มตั้งแต่ดูแลชีวิตตั้งแต่ อยู่ในครรภ์มารดา แล้วก็เกิด แล้วก็เข้าโรงเรียน แล้วก็ทำงาน แล้วก็ได้จากโลกนี้ไป แต่จากโลกนี้ด้วยมีสิ่งที่ดี ๆ ขอขอบคุณค่ะ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านธรรมรักษ์ การพิศิษฎ์ ค่ะ

นายธรรมรักษ์ การพิศิษฎ์

กราบเรียนท่านประธาน เพื่อนสมาชิก ผม ธรรมรักษ์ การพิศิษฎ์ สปช. หมายเลข ๐๙๘ ผมเห็นด้วยกับกรอบความคิดการปฏิรูป ระบบสวัสดิการสังคมเป็นอย่างยิ่ง ผมเห็นว่ามีความครบถ้วนสมบูรณ์ รอบคอบ ชัดเจน แล้วก็ตามเคย ผมก็ยังยึดว่าอยู่ใต้กรอบคิดคนเป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง ถึงแม้ผมจะย้ำ อยู่ตลอดเวลาแต่ว่าก็เป็นเรื่องที่มันจะต้องให้ชัดเจนอยู่เรื่อยว่า วิธีคิดในกรอบคิดนี้เหมาะสม กับประเทศเราเป็นอย่างยิ่ง เมื่อวานนี้ผมมีโอกาสชี้แจงต่อที่ประชุมถึงความจำเป็นที่จะต้อง ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้สามารถนำทุนวัฒนธรรมมาใช้เป็นทางเลือก ในการเติบโตทางเศรษฐกิจแทนทรัพยากรทางกายภาพ แรงงานราคาถูกที่เราใช้ไม่ได้แล้ว เพราะฉะนั้นการลงทุนในเรื่องคนจึงสำคัญอย่างยิ่ง กรอบคิดที่เสนอมานี้ผมคิดว่าเป็นกรอบคิด ตัวอย่างอันหนึ่งของการปฏิรูปกันจริง ๆ แล้วผมคิดว่าเราคงจะต้องหยิบยกว่าแนวความคิด ที่เป็นการปฏิรูปแท้จริงคืออะไร แล้วก็ชี้กันให้ชัด มิฉะนั้นเราก็คงจะหลงประเด็นกันอยู่ว่า เรื่องอะไรปฏิรูปหรือเรื่องอะไรไม่ใช่ปฏิรูป เรื่องนี้เป็นเรื่องปฏิรูปเพราะเป็นเรื่องเปลี่ยน แนวความคิดแล้วก็ที่เป็นเปลี่ยนแนวความคิดที่สอดคล้องเหมาะสมกับประเทศที่เขาเติมว่า เหมาะสมกับประเทศไทยจริง ๆ คือไม่ได้มองสวัสดิการสังคม อย่างเช่น พวกผมมองในอดีต ๑๐-๒๐ ปีก่อนพวกผมมองสวัสดิการสังคมเป็นเรื่องที่จะต้องใช้จ่ายเงินเป็นภาระงบประมาณ เป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่มีผลตอบแทน นี่คือการปฏิรูปความคิดครั้งยิ่งใหญ่ที่เหมาะสมกับประเทศไทย เพราะประเทศไทยเราในปัจจุบันนี้ไม่สามารถมองทุนทางกายภาพเป็นการลงทุนเหมือนแต่ก่อนแล้ว เราไม่สามารถมองกายภาพทั้งหลายว่าเป็นการลงทุนในลักษณะเดิม เพราะฉะนั้นบัดนี้ ความคิดในการปฏิรูปเรื่องระบบสวัสดิการสังคมเป็นการลงทุนทางการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ที่สำคัญ แล้วผมคิดว่าสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการลงทุนทางด้านรถไฟ ทางด้านทางด่วน อะไรทั้งหลายที่เราลงทุนกันเป็นแสน ๆ ล้านบาทกันอยู่ในปัจจุบัน คงจะต้องคิดถึงเรื่องนี้ ให้มันสมดุลกัน เพราะว่าการลงทุนในเรื่องของคนด้อยโอกาส คนไร้ความสามารถทั้งหลาย ที่เราคิดว่าเป็นสวัสดิการ เป็นการลงทุนที่ก่อให้เกิดผลประโยชน์คุ้มค่าครับ ไม่ใช่เป็น ค่าใช้จ่ายที่ไม่เกิดผลตอบแทนอีกต่อไป มีผลงานวิจัยชัดเจนว่าความไม่เป็นธรรมในสังคม มันเป็นวิกฤติของมนุษย์แล้วมันส่งผลกระทบ ที่เรามีวันนี้แล้วมาอยู่ในสภาแห่งนี้เกิดการปฏิวัติ รัฐประหารก็เพราะวิกฤติมนุษย์ ความไม่เป็นธรรมในสังคม เราไม่ได้ลงทุนทางด้านนี้ เราไปลงทุน เรื่องกายภาพกันมาจนกระทั่งเราเจอปัญหาวิกฤติในปัจจุบัน เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเรื่องนี้ เป็นเรื่องสำคัญและเป็นเรื่องการลงทุน เราอย่ามองเรื่องนี้เป็นการใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือยแล้วก็ ไม่ส่งผลตอบแทน การแก้ปัญหาเรื่องวิกฤติมนุษย์จะแก้ปัญหาได้ทุกเรื่อง ไม่ว่าเรื่องการเมือง เศรษฐกิจ สังคม การเมืองเราไม่ดีเพราะวิกฤติมนุษย์ เศรษฐกิจเราติดอยู่ในกับดัก เพราะวิกฤติมนุษย์ สังคมไม่เข้มแข็งเพราะวิกฤติมนุษย์ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเรื่องนี้ เป็นเรื่องปฏิรูปใหญ่มาก ผมดีใจที่คณะกรรมาธิการชุดนี้พยายามครอสคัท (Crosscut) ไปสู่หลาย ๆ กรรมาธิการ ผมหวังว่าเรื่องนี้คงได้รับการสนับสนุน แล้วก็ผนึกกำลังกันทุกฝ่าย เราต้องลืมเรื่องว่ากรรมาธิการใคร ชุดไหนแล้ว ก็ต้องช่วยกันทำผนึกกำลัง ปฏิรูปให้เกิดผล ตามเป้าหมายที่วางไว้ แล้วผมคิดว่าคงจะนำประเทศชาติของเราไปสู่ความมั่งคั่งยั่งยืนได้ ในอนาคตครับ ขอบพระคุณมากครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบพระคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านทิวา การกระสัง ค่ะ ท่านทิวาอยู่ไหมคะ

(นายทิวา การกระสัง ไม่อยู่ในที่ประชุม)

ถ้าไม่อยู่ ขอเชิญศาสตราจารย์พิเศษกิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ค่ะ

ศาสตราจารย์พิเศษกิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านประธานกรรมาธิการ ผมคิดว่าข้อเสนอเรื่องสวัสดิการ อันนี้เป็นข้อเสนอที่ดีมาก ผมคิดว่า สิ่งหนึ่งที่อยากจะเห็นก็คือว่าจะเสร็จเมื่อไร ทำได้อย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการแก้ไข กฎหมายหลายฉบับมาก ผมมีข้อสังเกต ๒-๓ เรื่อง ซึ่งเกี่ยวกับกรรมาธิการที่ผมเป็น กรรมาธิการอยู่ คือกรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงินและการคลัง แล้วก็กรรมาธิการ ปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมที่ท่านอาจารย์อำพลเสนอภาพของท่านอาจารย์ป๋วย เป็นครั้งที่ ๒ ผมคิดว่าเริ่มจากครรภ์มารดาสู่เชิงตะกอน สิ่งหนึ่งที่ท่านอาจารย์ป๋วยพูดก็คือว่า เมื่อผมมีรายได้ ผมจะเสียภาษี มาตรการต่าง ๆ ที่เสนอมานั้นผมไม่แน่ใจว่าเราจะเอาสตางค์ ที่ไหนมาทำ ถ้าเราไม่มีการรณรงค์หรือเรื่องการปฏิรูปภาษีอากร ซึ่งเราก็พยายามจะทำอยู่ ก็คือที่ท่านได้กล่าวถึงคือการเพิ่มฐานภาษี การเก็บภาษีใหม่ ๆ ผมคิดว่าเรื่องการเสียภาษี หรือการปฏิรูประบบภาษีนี้เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องสร้างความเข้าใจให้กับประชาชนคนไทย เพราะแค่เราจะเก็บภาษีทรัพย์สินก็มีการต่อต้าน เราจะเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มก็มีการต่อต้าน จากกลุ่มชนหลาย ๆ กลุ่มทั้งคนร่ำรวยและคนที่ยากจน ผมคิดว่าเรื่องนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง ที่จะต้องอธิบายว่าระบบสวัสดิการนั้นมันจะต้องมาพร้อมกับความเป็นไปได้ทางการเงิน และการบริหารจัดการ เราจะทำอย่างไรให้ระบบภาษีของเรานั้นเป็นหน้าที่ ในร่างรัฐธรรมนูญ เราพยายามเสนอเรื่องนี้เข้าไป ดังนั้นผมคิดว่าประเด็นต่าง ๆ ที่หลายกรรมาธิการเสนอ ไม่ว่าจะเป็นการนำเงินภาษีมาใช้ตรงนั้น ตรงนี้ ผมว่าเป็นเรื่องใหญ่มากที่จะต้องมากำหนด นโยบายเรื่องการเอียร์มาร์ค แทกซ์ (Earmark tax) หรือภาษีอากร มิฉะนั้นแล้วทุกคน ต่างก็จะดึงภาษีอากรไปใช้ในสิ่งที่ตนต้องการ เพราะฉะนั้นการบูรณาการทั้งหมด ของกรรมาธิการทุกกรรมาธิการในสภาแห่งนี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องนำไปรวมเพื่อจะเสนอ ข้อเสนอที่เป็นรูปธรรม ผมคิดว่าอันนี้สำคัญ

ประการที่ ๒ เกี่ยวกับเรื่องภาษี ก็คือว่าข้อเสนอผมอยากจะฝากให้ ท่านกรรมาธิการไปดูว่าสวัสดิการที่ให้นั้นทำได้ไหมที่จะมีการจัดกลุ่มของผู้เสียภาษีว่า ถ้าคนเสียภาษีนั้น สวัสดิการบางเรื่องท่านอาจจะได้เป็นพิเศษมากกว่าสวัสดิการของคน ที่ไม่ได้เสียภาษี อันนี้ผมไม่ต้องการแบ่งแยก แต่ผมว่าพื้นฐานของการช่วยสวัสดิการ มันมีพื้นฐานอยู่แล้ว เรื่องสังคม เรื่องการศึกษา เรื่องสุขภาพ ผมคิดว่าผู้เสียภาษีนั้นจะรู้สึก มีความภูมิใจว่าเขาเสียภาษีแล้ว กลับไปสู่เขาเมื่อเขาแก่ชราลง เมื่อเขาเจ็บไข้ได้ป่วย เมื่อเขาจะต้อง ไปสู่เชิงตะกอนรัฐบาลจะช่วยอะไรเขาได้บ้าง ไม่ใช่เสียแล้วเสียไป เอาไปใช้คอร์รัปชัน อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ผมคิดว่าสำคัญ

เรื่องที่สำคัญต่อมาคือเรื่องของการรณรงค์ที่ให้คนไทยเริ่มเปลี่ยนแนวคิด การช่วยเหลือ การทำบุญ เรื่องสวัสดิการเป็นเรื่องใหญ่ ถ้าเราใช้สื่อใช้อะไรต่าง ๆ การบริจาค ให้โรงพยาบาล การศึกษา เปลี่ยน กระผมไม่ได้หมายความว่าจะรณรงค์ไม่ให้บริจาคให้กับวัด แต่ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของแนวคิดที่สำคัญมากที่จะรณรงค์ให้คนไทย ซึ่งแน่นอนมันก็โยง เรื่องภาษีอีกล่ะ การที่หลวงพ่อคูณสิ้นไป ผมว่ามันได้สอนอะไรเราหลาย ๆ เรื่องการไม่สะสม ของท่านต่าง ๆ เหล่านี้ การบริจาคให้สถาบันการศึกษา ผมคิดว่าต้องใช้อันนี้เป็นตัวช่วย ในการรณรงค์

เรื่องสุดท้ายที่ผมคิดว่าสำคัญ คือเรื่องของกฎหมายที่ท่านบอกว่าต้องแก้กฎหมาย โน่น นี่ นั่น ผมในฐานะกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมรู้สึกว่าเมืองเรานี้ กฎหมายเฟ้อมาก อยากได้อะไรก็เสนอกฎหมายทุกอัน คำถามคือการบังคับใช้กฎหมายของเราแย่มาก เรามีกฎหมายที่ท่านเสนอในรายงานถึง ๗๐ ฉบับ ผมเห็นด้วยครับ ต้องมีการรวบรวม กฎหมายนี้เป็นอันเดียวกัน เป็นข้อเสนอดังที่ท่านเสนอคือว่า ให้มีการวางนโยบายภาพรวม ขององค์กรที่จะช่วยสวัสดิการเป็นภาพรวม แล้วก็มีองค์กรกำกับดูแล และมีองค์กรเจ้าของ แล้วก็มีองค์กรที่ปฏิบัติ ผมคิดว่าการบูรณาการเอากฎหมาย ๗๐ ฉบับทั้งหมด แล้วต้อง ไม่แบ่งแยกกระทรวง ทบวง กรม ทำอย่างไรให้กฎหมายเมืองไทย ๗๐ ฉบับ เหลือเพียงฉบับเดียว ให้ได้ แล้วก็แตกเป็นซับคอมมิทตี (Subcommittee) หรือกฎหมายลูกออกไป ผมคิดว่าอันนี้ จะทำให้การปฏิรูปนี่ทำได้

สิ่งหนึ่งสุดท้ายที่ผมอยากจะฝากก็คือว่าคือไม่เห็นแผนว่าจะต้องทำเสร็จเมื่อไร ซึ่งผมว่าเรื่องนี้สำคัญมาก และต้องทำให้เสร็จภายใต้ สปช. ชุดนี้ และต้องร่วมมือกับรัฐบาล ที่จะให้กฎหมายเป็นกฎหมายได้ คือเราเสนอไปสวยงามอย่างไร ถ้ารัฐบาลไม่รับลูก ก็เสียของเปล่า ๆ ผมก็อยากจะฝากเรียนท่านประธานให้เขียนเรื่องแผนปฏิรูปให้แล้วเสร็จ ขอบพระคุณครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปอีก ๕ ท่านถัดไป ท่านทิวา การกระสัง ท่านธีรศักดิ์ พานิชวิทย์ ท่านอรพินท์ สพโชคชัย ท่านกัญญ์ฐญาณ์ ภู่สวาสดิ์ ท่านจิรวัฒน์ เวียงด้าน ขอเชิญ ท่านทิวา การกระสัง ค่ะ

นายทิวา การกระสัง 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านประธาน กรรมาธิการและคณะกรรมาธิการทุกท่าน ผม ทิวา การกระสัง ต้องขออภัยเมื่อสักครู่ประชุม คณะกรรมาธิการวิสามัญการมีส่วนร่วมและรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอยู่ที่ห้อง ๒๒๐ ครับ ก่อนที่ผมจะอภิปรายต้องขอขอบคุณท่านกรรมาธิการทุกท่านที่เห็นความสำคัญของ สวัสดิการด้านการกีฬา ในประเด็นที่ ๔ มีปัญหาเช่นเดียวกันกับท่านผู้ที่อภิปรายไปข้างหน้านี้ละ ว่าเราจะหาเงินที่ไหนมาเพื่อเป็นกองทุนสวัสดิการสังคมที่ท่านจะทำ ทุกสิ่งทุกอย่างที่ ในรายงานนั้นเป็นเรื่องที่ดีมาก สุดยอดมาก ตั้งแต่ผมเกิดมาอายุทุกวันก็ประมาณ ๕๐ ปีเศษนี้ เห็นว่าความคิดนี้ ความเห็นนี้ รายงานนี้เป็นรายงานที่ดีที่สุด ผมคิดตลอดเวลาว่าประเทศนี้ ทำไมคนไทยทุกคนจึงไม่มีสวัสดิการเหมือน ๆ กัน ความเหลื่อมล้ำ ความเป็นธรรมในสังคม ทั้ง ๆ ที่รัฐธรรมนูญทุกฉบับจะเขียนว่า ทุกคนจะเลือกปฏิบัติไม่ได้เพราะเหตุอาชีพ ความรู้ สถานะทางสังคม หรือเพศ เราเขียนไว้สวยหรูมาก แต่ท่านเคยคิดไหมครับว่า ประชาชนทั่วไป ที่ไม่ได้รับราชการ หรือไม่ได้มีอาชีพบางอย่าง สมมุติชาวนาผมเคยพูดว่าเขาเป็นชาวนา เขาก็ทำงานเพื่อชาติเหมือนกัน ถ้าไม่มีเขา เกษตรกรปลูกมันสำปะหลังอะไรพวกนี้ เมื่อเขาอายุ ๖๐ ปี หรือ ๕๐ ปีแล้ว เขาทำงานไม่ได้เรามีสวัสดิการอะไรดูแลเขา ที่ผ่านมารัฐบาล ก็ให้เดือนละ ๕๐๐ บาท ๖๐๐ บาท อายุเกิน ๖๐ ปี มา ๑,๐๐๐ บาท ถามว่าพอไหม ไม่พอ ประเด็นที่ผมอยากจะพูดก็คือด้านการกีฬา ท่านมีกรอบอยู่ ๔ ข้อด้วยกัน กำหนดให้เป็น หน้าที่ของรัฐในการสนับสนุนให้ประชาชนมีโอกาสร่วมกิจกรรมออกกำลังกาย เล่นกีฬา หรือมีความเคลื่อนไหวทางร่างกาย สร้างความเข้มแข็งให้แก่ครอบครัว สังคม ประเทศชาติ ในการเข้าถึงกีฬาทุกชนิด ข้อ ๓ ดำเนินการกีฬาเพื่อขจัดความเหลื่อมล้ำให้กับประชาชน ในสังคมอย่างทั่วถึง เท่าเทียม เป็นธรรม โดยไม่มีการเลือกปฏิบัติ ใช้กีฬาเพื่อสร้างสรรค์ ให้เกิดความรักสามัคคี ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และใช้เป็นกลไกในการแก้ปัญหา ความมั่นคงของประเทศ ท่านกรรมาธิการท่านให้ความกรุณากำหนดไว้ในประเด็นข้อที่ ๔ ประเด็นที่เรากำลังคิดไปก็คือว่า ทำอย่างไรเราจะมีกองทุนที่จะใช้เงินหรือรัฐสามารถ สนับสนุนก่อให้เกิดกิจกรรมทั้ง ๔ ด้านนี้ให้กับประชาชนในทุกพื้นที่ ในทุกเพศ ทุกวัย อย่างทั่วถึง และเป็นธรรม กองทุนเหล่านี้จะหาเงินมาจากไหนและจะทำอย่างไร การพัฒนาด้านการกีฬานี้ มีพระราชบัญญัติกีฬาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๘ กำหนดให้มีกองทุนเช่นเดียวกัน ทราบว่าเราได้ เงินจากกองทุนซึ่งที่เรียกว่าเป็นภาษี เรียกภาษีเหล้า บุหรี่ หรือเรียกว่าภาษีบาปเอามาใช้ ในการพัฒนาและสนับสนุนด้านการกีฬา ประเด็นก็คือว่าเงินที่จะใช้ทำให้เกิดกิจกรรม ทั้ง ๔ ด้านนี้ กองทุนเหล่านี้ตามความเห็นของผม ท่านต้องเขียนว่าจะทำอย่างไร กระบวนการและวิธีการรัฐจะสนับสนุนอย่างไร ผมไม่อยากให้รัฐบาลตั้งงบประมาณแต่ละปี ปีละ ๑๐,๐๐๐-๒๐,๐๐๐ ล้านบาทไปเพื่อใช้ในกิจกรรมด้านการกีฬา อยากให้มีกองทุน ในระบบร่วมจ่าย ระบบร่วมจ่ายในที่นี้ก็คืออาจจะรัฐ ๔๐ ประชาชน ๔๐ ตั้งเป็นกองทุน แล้วเอาดอกผลหรือรายได้จากเงินนั้นมาเพื่อใช้ อย่างเช่นในปีแรกรัฐอาจจะสนับสนุนเงินไป สัก ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านก็หาเงินอย่างอื่นเข้ามาเพิ่ม เงิน ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท จะอยู่ไปเรื่อย ๆ ถ้า ๑๐ ปี ท่านจะมีเงินอยู่ประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ดอกผลของเงิน ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ เราก็จะอุดหนุน เราใช้เวลาในการพัฒนาสัก ๒๐ ปี ก็แล้วกัน เริ่มจากปีแรกพัฒนาจากเด็ก หรือเยาวชน ๒๐ ปีท่านจะมีเงินอยู่ประมาณสัก ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เงิน ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ ดอกผลในแต่ละปีเอาไปใช้ ใช้ลักษณะของกองทุน กบข. ก็ได้ แต่ว่าการบริหารกองทุนนั้นต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์ในการพัฒนาคนตามหลักของ การพัฒนาด้านสวัสดิการนี้ ถ้ามีกองทุนอย่างนี้ในประเทศนี้ผมคิดว่าภาระของรัฐก็จะน้อยลง ท่านจะเห็นว่าในแต่ละปีเราตั้งงบประมาณเพื่อใช้ในเรื่องเกี่ยวกับเหล่านี้ปีละหลายหมื่นล้านบาท แต่ว่าใช้แล้วสูญไปเลย เราจะใช้เงินอย่างไรเมื่อใช้ไปแล้ว ดอกผล เงินที่ใช้ไปนั้นกลับมาคืน แล้วก็เป็นประโยชน์ให้กับประชาชน ลักษณะของกองทุนอื่นก็เช่นเดียวกัน กองทุนสวัสดิการ ของประชาชนที่เราตั้งงบประมาณให้คนแก่คนเฒ่า คนละ ๘๐๐ บาท ๑,๐๐๐ บาท เป็นใช้แล้ว สูญไปเลย แต่ถ้าเราบอกว่าเมื่อเกิดมาแล้วทุกคนมีส่วนร่วมในการตั้งกองทุนนั้นเป็นเจ้าของกองทุน ที่ในลักษณะเป็นเงินฝากออมทรัพย์แต่มีเงินรัฐสนับสนุนไปด้วย ตัวนี้ผมคิดว่า ๑. งบประมาณก็ไม่เสียไป ๒. ดอกผลของงบประมาณนั้นก็สามารถมาใช้แล้วก่อให้เกิด ความมั่นคงแก่สังคม ขอขอบพระคุณ แล้วขอบพระคุณให้กำลังใจท่านกรรมาธิการ ความเห็น หรือรายงานของท่านผมจะสนับสนุนเกินกว่า ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ขอขอบพระคุณครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านธีรศักดิ์ พานิชวิทย์ ค่ะ

นายธีรศักดิ์ พานิชวิทย์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานครับ ผม ธีรศักดิ์ พานิชวิทย์ ก่อนอื่นคงต้องขอบคุณท่านกรรมาธิการที่ได้จัดทำรายละเอียดในการปฏิรูประบบสวัสดิการ ที่เหมาะสมในสภาพสังคมไทย ผมเองต้องชื่นชมเพราะว่ามีหลายประเด็นมากที่ท่านได้ขยายวง แต่สิ่งที่ผมจะอภิปรายนี้จะเป็นการอภิปรายเชิงสนับสนุนว่าสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ด้วยปัจจัย หนุนเสริมอะไรบ้าง ซึ่งจะเป็นสาระสำคัญที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

ประการที่ ๑ ซึ่งผมอยากจะชี้ให้เห็นสถานภาพที่จะเป็นอุปสรรคต่อ การขับเคลื่อนระบบสวัสดิการที่เหมาะสม ประการที่ ๑ ก็คือเราต้องยอมรับความจริงว่า ประเทศไทยนั้นเป็นประเทศที่ไม่ได้ร่ำรวย ถ้าเราเขียนระบบสวัสดิการขึ้นมาบนพื้นฐาน ที่บอกว่าเราจะต้องพึ่งพาเงินระบบจากภาครัฐอย่างเดียวนี่ ผมคิดว่านี่คือโจทย์หนึ่ง ซึ่งเราจะต้องก้าวข้ามให้ได้ว่าเราจะนำงบประมาณจากส่วนใดบ้างมาขับเคลื่อนให้เกิด ระบบสวัสดิการที่เกิดประสิทธิภาพ และการจัดลำดับของหมวดหมู่ของความสำคัญของ ระบบสวัสดิการนั้นควรจะเริ่มจากอะไร ประการที่ ๑ ซึ่งผมอยากจะมองให้เห็นภาพให้ชัดขึ้น นั่นก็คือว่ารัฐควรมีกลไกหนุนเสริมระบบสวัสดิการในเรื่องของการพัฒนารายได้ระดับ ครัวเรือน นั่นก็คือเกี่ยวข้องกับการยกระดับเรื่องค่าแรงงานก็ดี เรื่ององค์ความรู้ พี่น้องประชาชนก็ดี การขยายโอกาสของฐานแรงงานก็ดี ประการนี้เป็นประการสำคัญที่สุด ที่จะทำให้ระบบสวัสดิการนั้นจะเกิดขึ้นในอนาคต เหตุผลก็คือว่าเมื่อประชาชนมีฐานรายได้ ที่เพียงพอแล้ว สิ่งที่จะเกิดขึ้นมาก็คือหน้าที่ของความเป็นพลเมืองคือการเข้าสู่ระบบการเสีย ภาษีให้กับรัฐ ในประเด็นนี้เป็นความสำคัญที่เชื่อมโยงกัน ถ้านโยบายของรัฐไม่สามารถ ขับเคลื่อนกลไกในเรื่องของการสร้างคุณภาพระดับครัวเรือนได้ ฐานรายได้ประเทศก็ไม่อาจ ที่จะขยับได้ นั่นคือประการที่ ๑

ประการที่ ๒ คือกระบวนการของวิธีการจัดให้เกิดกลไกในเรื่องของข้อมูลที่ จะจัดระบบสวัสดิการ ผมคิดว่าวันนี้ระบบสวัสดิการของไทยนั้นมีปัญหาอยู่หลายระบบที่เราจัด ขึ้นมา

ประการที่ ๑ คือจัดบนพื้นฐานความเป็นพลเมืองไทย เช่น สวัสดิการผู้สูงอายุ ซึ่งวันนี้เราต้องยอมรับความจริงว่าคนยากจนก็ได้รับสวัสดิการเหล่านี้ คนร่ำรวยก็สวัสดิการ เหล่านี้ สวัสดิการเหล่านี้เป็นสวัสดิการของความเสมอภาค แต่เราอยากจะมีกลไกของการ ทบทวนนโยบายตรงนี้ว่าทำอย่างไรให้เม็ดเงินที่มีอยู่ไม่มากในการบริหารงานของประเทศนั้น ไปสอดรับของการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุที่มีฐานะยากจนจริง ๆ แล้วให้เขาหลุดพ้น จากการที่รัฐจะต้องดูแลในลักษณะของกระจาย ซึ่งมีเม็ดเงินอยู่ไม่มากซึ่งปัจจุบันเริ่มต้นที่ ๖๐๐ บาทซึ่งต่ำมาก

ประการที่ ๒ ก็คือว่ารัฐจะต้องส่งเสริมในระบบสวัสดิการที่เป็นระบบ สวัสดิการแบบสมทบ ผมคิดว่าตรงนี้นโยบายของรัฐจำเป็นต้องมี เพราะถ้าไม่กำหนด ระบบนโยบายแบบมีส่วนร่วม ผมคิดว่ารัฐไม่สามารถที่จะขับเคลื่อนนโยบายของ การจัดระบบสวัสดิการได้ ซึ่งตรงนี้ผมคิดว่าสิ่งสำคัญที่สุดถ้ารัฐมีกลไกความร่วมมือ ๓ ระดับ ซึ่งมีระบบสวัสดิการที่ดีอยู่แล้ว คือสวัสดิการชุมชน ก็คือในสังคมชนบทเรียกกันว่าสวัสดิการ ๓ ขา ก็คือรัฐออกส่วนหนึ่ง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้ความร่วมมือในการออกส่วนหนึ่ง แล้วพี่น้องประชาชนจะต้องมีหน้าที่ในการออกส่วนหนึ่ง ผมคิดว่าถ้าจับ ๓ ส่วนนี้มาแล้วไป ผูกโยงว่าให้มันเกิดระบบสวัสดิการในลักษณะนี้ในรูปแบบต่าง ๆ ผมคิดว่าจะเกิดประโยชน์ ต่อพี่น้องประชาชนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของระบบสวัสดิการชุมชน ระบบสวัสดิการ เรื่องการศึกษา หรือรวมไปถึงเรื่องระบบสวัสดิการด้านสุขภาพ รวมไปถึงผู้สูงอายุ

ประเด็นสุดท้ายที่ผมยังมีความวิตกกังวลอยู่อย่างมาก คือระบบรายได้ ครัวเรือนที่ไปกระทบต่อระบบสวัสดิการทางการศึกษา วันนี้คุณภาพพี่น้องประชาชน ในชนบทนั้นมีความเหลื่อมล้ำกันมากในเรื่องของการศึกษา มูลเหตุมาไม่ได้บอกว่า อยู่ที่นโยบายรัฐจัดการศึกษา แต่มันอยู่ตรงที่ว่าจัดแล้วมันทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำกันเอง ในระบบการศึกษาของไทย แล้ววันนี้ต้องยอมรับความจริงว่าครัวเรือนใดมีรายได้มาก ครัวเรือนนั้นเป็นผู้ที่มีโอกาสทางการศึกษามากกว่าครัวเรือนที่มีรายได้น้อย เพราะฉะนั้นตรงนี้ เป็นประเด็นใหญ่ที่อยากจะนำเรียนว่าทำอย่างไรให้มีกระบวนการการจัดการศึกษา ที่เป็นลักษณะของความร่วมมือให้มากขึ้น ไม่ได้บอกว่าทางกระทรวงศึกษาธิการต้องจัดฝ่ายเดียว แต่ทำอย่างไรให้ความรับผิดชอบนี้ไปกระจายอยู่ในระดับพื้นที่ให้มาก แล้วใช้โฟกัส (Focus) ไปที่พื้นที่เป็นพื้นที่จัดการศึกษา ผมคิดว่าตรงนี้จะทำให้คุณภาพของพี่น้องประชาชนดีขึ้นครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบพระคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านดอกเตอร์อรพินท์ สพโชคชัย ค่ะ

นางสาวอรพินท์ สพโชคชัย 🔗

กราบเรียนท่านประธานและท่านกรรมาธิการ ดิฉันมีเรื่องที่จะขออนุญาตเสริม เห็นด้วยกับรายงานโดยรวมที่ทางกรรมาธิการได้นำเสนอ ประเด็นที่ครอบคลุมในหลายด้าน ดิฉันขออนุญาตเสริมเพื่อที่จะทำให้ข้อเสนอแนะนั้น มีความสมบูรณ์ แล้วก็อาจจะมีความชัดเจนมากขึ้น

ประเด็นแรก ดิฉันอยากจะขอเสนอในเรื่องของประเด็นเด็กปฐมวัย สำหรับ การพัฒนาเด็กปฐมวัยนั้นเป็นวัยที่มีความสำคัญ แล้วดิฉันก็ดีใจที่กรรมาธิการชุดนี้ได้หยิบยก ในเรื่องของการพัฒนาเด็กในวัยนี้ ในวัยนี้เป็นวัยที่มีความสำคัญสำหรับการสร้างพลเมือง ในอนาคต เด็กที่เกิดมานั้นเราเคยพูดถึงเรื่องของวัยตั้งแต่ก่อนคลอด เขาพูดถึงแม้แต่ว่าอยู่ใน ครรภ์มารดา ระยะหลัง ๆ คือประมาณ ๗ เดือนนั้นเด็กจะเริ่มมีการพัฒนาการหลายด้าน ในหลายประเทศที่เขามีความเจริญก้าวหน้าแล้ว เขาให้ความสำคัญในการพัฒนาเด็กตั้งแต่ ก่อนที่จะคลอดออกมาเสียด้วยซ้ำ เมื่อคลอดมาแล้วเด็กของวัยนี้ในวัยที่อายุ ๐-๑๘ เดือนนั้น ถือว่าเป็นช่วงที่มีความสำคัญมากในการพัฒนา เราเรียกว่าเป็นช่วงพัฒนาที่เป็นทองคำขาว มันมีพัฒนาที่เป็นทองคำกับทองคำขาว ในช่วงพัฒนาที่เรียกว่าเป็นช่วงทองคำขาว หรือที่ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า แพลททินัม พีเรียด (Platinum period) ดิฉันขออนุญาตใช้ คำภาษาอังกฤษ เป็นช่วงที่มีความสำคัญมากในการที่พัฒนาทั้งด้านร่างกาย แล้วก็ด้านสมอง เพราะฉะนั้นถ้าในวัยนี้ได้รับการดูแลอย่างถูกต้อง มีการพัฒนาเราจะได้เด็กที่มีความชาญฉลาด มีไอคิวที่สูงขึ้น แล้วต่อมาช่วงที่เรียกว่าเป็นช่วงทองนั้นก็จะเป็นช่วงที่ต่อจากวัยนี้ถึงวัย ๑๐ ขวบ ซึ่งจะเป็นวัยที่มีความสำคัญในการที่จะพัฒนาทั้งด้านร่างกายและจิตใจ เราจะสามารถที่จะ ลดปัญหาในเรื่องของอาชญากรรมต่าง ๆ ได้ในอนาคต สำหรับในประเด็นนี้ดิฉันคิดว่า ความสำคัญของการพัฒนาหรือปฏิรูปในเรื่องนี้มีอยู่ ๓ ส่วน

ในส่วนที่ ๑ นั้นดิฉันขออนุญาตว่าควรจะต้องดูแลในเรื่องของเตรียมความพร้อม ของผู้ที่จะเป็นบิดามารดา โดยเฉพาะอย่างยิ่งมารดานั้นในช่วงที่ตั้งครรภ์ หรือก่อนตั้งครรภ์ จะต้องมีการดูแลสุขภาพ แล้วหลังจากคลอดบุตรแล้วก็คงจะต้องดูแลในเรื่องของทารก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งเสริมให้มีการเลี้ยงลูกด้วยนมมารดา

ในส่วนที่ ๒ นั้นคือระบบการดูแล ซึ่งดิฉันคิดว่าระบบการดูแลนั้นจะต้องมี การพัฒนาสำหรับเด็กปฐมวัย ในส่วนนั้นดิฉันคิดว่ามีความสำคัญในเรื่องของการพัฒนาให้ ความรู้ ความเข้าใจกับผู้ดูแลเด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในศูนย์ที่เลี้ยงรับดูแลเด็กในระดับ ปฐมวัยนั้นว่าควรจะดูแลในเรื่องของการพัฒนาทั้งด้านร่างกายและด้านสมองและด้านจิตใจ อย่างไร ความสำคัญควรจะให้ในเรื่องของการดูแลเด็กในวัยหลังออกจากศูนย์ดูแลเด็ก อย่างเช่น โรงเรียนอนุบาลเป็นต้น

ในส่วนที่ ๓ นั้นดิฉันคิดว่าในกลไกของภาครัฐมีความสำคัญ จะต้องมี การศึกษาวิจัยแล้วก็มีในเรื่องของการสร้างความรู้ต่าง ๆ ในเรื่องของการดูแลเด็กปฐมวัย ในส่วนการปฏิบัตินั้นดิฉันคิดว่าน่าจะส่งเสริมให้ท้องถิ่นมีความเข้าใจในเรื่องของการดูแล เด็กปฐมวัย เพราะตอนนี้ศูนย์ดูแลเด็กเล็กได้โอนไปอยู่ที่ท้องถิ่นเป็นจำนวนมาก

ในประเด็นต่อมาดิฉันขออนุญาตเพิ่มเติมเรื่องของเกี่ยวกับผู้พิการ ในเรื่องผู้พิการนั้นดิฉันคิดว่ามีความสำคัญมาก ดิฉันฝันอยากจะเห็นสังคมไทยในอนาคตนั้น เป็นสังคมที่ไม่มีผู้พิการอยู่ในสังคม สังคมที่ไม่มีผู้พิการคือสังคมที่คนพิการสามารถใช้ชีวิต อย่างปกติได้ ดิฉันเคยมีประสบการณ์อยู่กับเพื่อนที่เป็นคนพิการหลายแบบ คนพิการที่ไม่มีขาเลย คือเขามีขาแต่เขาใช้ไม่ได้เนื่องจากอุบัติเหตุ แต่ว่าเป็นคนที่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข สามารถขับรถไปไหนมาไหนได้ เนื่องจากว่าเขาโชคดีที่เกิดมาในประเทศที่มีระบบที่สามารถ จะเอื้อได้ ในประเทศไทยดิฉันลองสำรวจดูแล้วแม้แต่สุนัขที่เรียกว่าเซอร์วิส ด็อก (Service dog) หรือสุนัขเพื่อที่จะให้บริการกับผู้พิการดิฉันเข้าใจว่าหลายท่านก็คงจะต้องบินไปต่างประเทศ เพื่อที่จะไปแสวงหาเซอร์วิส (Service) แบบนี้ ดิฉันคิดว่าสิ่งที่รัฐบาลควรทำก็คือว่า ควรจะต้องมีการลงทุนในเรื่องของการที่จะสร้างกลไกหรือว่าในการที่จะทำระบบ ที่เอื้ออำนวย รวมถึงการที่จะปรับโครงสร้างพื้นฐาน ตอนนี้ผู้พิการถึงมีรถเข็นดิฉันก็ไม่แน่ใจ ว่าจะสามารถเดินไปตามถนนได้ ดิฉันเห็นผู้พิการหลายท่านที่ออกมาตามท้องถนน จำเป็นต้องไปเข็นรถในผิวการจราจรซึ่งดิฉันคิดว่าผิดหลักมาก เราไม่มีกฎหมายที่มีความชัดเจน หรือมีความ ขออนุญาตอีก ๒-๓ วินาที เราไม่มีกฎหมายที่สามารถที่จะทำให้ภาคเอกชน หรือร้านค้าต่าง ๆ นั้นต้องทำสิ่งอำนวยความสะดวกให้สำหรับผู้พิการ และในเรื่องของ การอำนวยความสะดวกในร้านค้าต่าง ๆ หรือว่า ดิฉันเคยอยู่ในประเทศเกาหลี ในประเทศเกาหลีนั้น ร้านค้าทุกร้านจำเป็นจะต้องทำทางลาดสำหรับผู้ที่สูงอายุหรือผู้พิการที่สามารถจะเข้าไป ใช้บริการในร้านได้ ผู้พิการที่มีสุนัขสามารถจะนำสุนัขเข้าไปในร้านอาหารได้ ถ้าร้านอาหาร ไม่ยอมให้เข้านั้นจะมีบทลงโทษที่ค่อนข้างรุนแรง ดิฉันก็อยากฝากไว้ว่าช่วยคิดถึง เรื่องการที่ทำให้ผู้พิการและผู้สูงอายุ ซึ่งถ้าผู้สูงอายุมาก ๆ ส่วนหนึ่งก็คือว่าศักยภาพของ ร่างกายก็จะอ่อนด้อยไปเกือบจะเท่ากับผู้พิการ ดิฉันคิดว่าน่าจะมีระบบที่เอื้อที่สำหรับบุคคล กลุ่มนี้ในสังคมไทยให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข ขอบพระคุณค่ะ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบพระคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านกัญญ์ฐญาณ์ ภู่สวาสดิ์ ค่ะ

นางกัญญ์ฐญาณ์ ภู่สวาสดิ์ 🔗

เรียนท่านประธานค่ะ ดิฉัน กัญญ์ฐญาณ์ ภู่สวาสดิ์ ดิฉันเองต้องขอขอบคุณท่านประธานที่ได้เห็นความสำคัญในเรื่องของการจัด สวัสดิการสังคมแล้วก็ให้มีการตั้งคณะกรรมการปฏิรูประบบสวัสดิการสังคมที่เหมาะสมกับ ประเทศไทยในครั้งนี้ ในส่วนนี้รายงานการศึกษาของทางคณะกรรมาธิการที่นำเสนอมา ดิฉันเองเห็นด้วยทุกประการ ทุกเรื่องเลยที่เสนอมา และเห็นว่ามันเป็นสิ่งที่ครอบคลุม ทั้งประชาชนทุกเพศทุกกลุ่มวัย แล้วก็ทุกฐานะ แล้วก็ที่สำคัญรัฐเองโดยบทบาทของภาครัฐ จะต้องมีบทบาทในการเข้ามาจัดบริการขั้นพื้นฐานในด้านสวัสดิการสังคมอยู่แล้ว แต่ในการศึกษาของคณะกรรมการได้เห็นความสำคัญว่าไม่ใช่เป็นภาครัฐแต่เพียงผู้เดียวจะทำ หน้าที่ตรงนี้ แต่ว่าควรจะต้องมีการดึงเอาภาคเอกชนรวมไปถึงในส่วนของภาคท้องถิ่น จะต้องมาร่วมกัน และที่สำคัญก็คือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียก็คือตัวประชาชนเอง เขาเอง เขาก็จะต้องเป็นผู้มีส่วนร่วมในครั้งนี้ด้วยไม่ใช่ว่ารอรับแต่การสงเคราะห์ช่วยเหลือ แต่เพียงอย่างเดียว ดิฉันเห็นด้วยในกรณีที่ว่าการจัดบริการนั้นในเรื่องของการจัดสำหรับเด็กที่อายุตั้งแต่ แรกเกิดถึง ๖ ขวบ จริง ๆ แล้วสิ่งที่เราเป็นห่วงนั้นเด็ก ๓ ขวบนี้เขามีระบบของท้องถิ่น ที่มีศูนย์เด็กเล็กดูแล หรือว่าในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ แต่สิ่งที่มันขาดหายไปในวันนี้ ก็คือเด็กที่แรกเกิดจนถึง ๓ ขวบนี้ จะไม่มีหน่วยงานที่จะรับผิดชอบอย่างจริงจังในเรื่องนี้ ส่วนใหญ่ก็จะไปอยู่ในส่วนของครอบครัวที่จะต้องรับผิดชอบดูแล แต่ปัญหาของครอบครัว ณ วันนี้ที่เราเห็นกันในชนบทนี้มันกลายเป็นไม่ใช่ครอบครัวที่ผาสุก ไม่ใช่ครอบครัวที่พ่อแม่ อยู่ดูแลลูกของตัวเอง ก็คือพ่อแม่จะต้องไปทำงาน ไปอยู่ต่างจังหวัด แต่ว่าจะต้องทิ้งลูก ของตัวเองให้กับปู่ย่าตายายเป็นคนเลี้ยงดู เพราะฉะนั้นตรงนี้เด็กแรกเกิดซึ่งเราถือว่าเป็นเด็ก กลุ่มที่สำคัญในเรื่องของพัฒนาการตามที่หลายท่านได้กล่าวมา ส่วนนี้แต่กลายจะต้องอยู่ใน การดูแลของปู่ย่าตายายที่ขาดความรู้ แล้วที่สำคัญยังขาดปัจจัยอีกเพราะว่าฐานะยากจน เพราะฉะนั้นก็จะเลี้ยงดูแบบตามมีตามเกิด ก็มีอะไรก็ให้กินไปอะไรอย่างนี้ค่ะ มันก็มี ผลกระทบเรื่องของพัฒนาการเด็กด้วย เพราะฉะนั้นตรงนี้ดิฉันมองว่ารัฐจะต้องลงทุน ภาครัฐ ต้องลงทุนให้กับทรัพยากรมนุษย์ของบ้านเรา เพราะฉะนั้นเด็กกลุ่มนี้อยู่ในครอบครัวต้องเสริม มีบริการเสริมที่จะไปช่วย แต่ก็ดีใจว่ามีปรากฏในรัฐธรรมนูญได้กำหนดเอาไว้แล้วตรงนี้ แต่ที่สำคัญท่านก็ต้องจัดงบประมาณตรงนี้เข้ามาด้วยว่า เขาจะอยู่อย่างไรที่เขาจะเพียงพอ หรือว่าขณะเดียวกันโดยฐานของชุมชนหรือว่าท้องถิ่น ดิฉันเองก็ดีใจว่าเราจะมีการกระจาย งานไปสู่ท้องถิ่นมากขึ้น ท้องถิ่นอาจจะมีส่วนสำคัญต่อการที่จะไปช่วยดูแลกลุ่มบุคคลเหล่านี้ และที่สำคัญก็ต้องมีข้อมูลด้วย เพราะฉะนั้นท้องถิ่นจะต้องมีข้อมูลว่าเด็กกลุ่มนี้อยู่ตรงไหน หรือจะต้องดูไปถึงว่าตั้งแต่มารดาที่ตั้งครรภ์ แล้วเป็นวัยรุ่นเสียมากด้วย ณ วันนี้มารดา ที่ตั้งครรภ์และเป็นวัยรุ่น วัยใสก็ไม่มีความรู้ในการที่จะดูแลในเรื่องของการตั้งครรภ์ของตัวเอง เพราะฉะนั้นเราก็คงจะต้องดูว่าเด็กกลุ่มนี้หรือว่ามารดากลุ่มนี้อยู่ตรงไหน ก็ต้องไปเสริมทั้งใน เรื่องของความรู้ในการดูแล แล้วก็เรื่องงบประมาณ เพราะฉะนั้นมันน่าจะมีศูนย์ ศูนย์ที่จะให้ คำปรึกษา ให้คำแนะนำรวมไปถึงการให้บริการโดยตรงให้กับคนกลุ่มนี้ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็น คนชนชั้นที่ยากจนหรือมีรายได้น้อย ดิฉันก็เห็นด้วยอย่างยิ่งในการศึกษาที่ให้ความสำคัญกับ เด็กกลุ่มนี้ค่ะ

อีกประการหนึ่ง ในเรื่องของคนพิการจะเห็นว่าท่าน สปช. วิริยะนี้ก็พยายาม พัฒนาในระบบของการดูแลผู้พิการอย่างมาก ตั้งศูนย์บริการคนพิการ แต่สิ่งที่สำคัญก็คือ ณ วันนี้เรามีข้อมูลเรื่องคนพิการ ถือว่าเป็นข้อมูลที่ชัดเจนแน่นอน แต่อยู่ที่กระทรวง การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หรือที่พัฒนาสังคมจังหวัดแต่ละจังหวัดเขาจะมี หน้าที่ของการจดทะเบียนคนพิการ แต่ว่าข้อมูลเหล่านี้มันไม่ได้ถูกนำมาใช้ในการวางแผน อย่างจริงจังว่าคนพิการที่จดทะเบียนมันจะสามารถแยกแยะได้ว่ากลุ่มไหนที่ควรจะเข้าสู่ ระบบการศึกษา กลุ่มไหนที่สามารถจะสงเคราะห์หรือดูแลซึ่งทำอะไรไม่ได้แล้ว ก็จะเป็น อีกกลุ่มหนึ่ง แต่กลุ่มที่ควรจะได้รับการพัฒนาด้านการศึกษาด้านอาชีพ มันไม่ได้ถูกนำมา มองกันตรงนี้ ข้อมูลก็จะเก็บไว้นิ่ง ๆ ก็เลยอยากจะให้ดูตรงนี้ด้วยว่า ต้องมีการเอาข้อมูลมาใช้ ในการวางแผนอย่างจริงจัง แล้วก็เป็นการพัฒนารายบุคคลไปเลย

และสุดท้ายนี้ ดิฉันเองก็สนับสนุนในเรื่องของการออมของภาคประชาชน ก็คือกองทุนสวัสดิการชุมชน ซึ่ง ณ วันนี้เขาทำกันอยู่มากแล้ว และที่สำคัญกองทุนเหล่านี้ มันสร้างความเข้มแข็งของคนในชุมชนและที่สำคัญสวัสดิการเหล่านี้มันสามารถที่จะนำไปใช้ ในเรื่องต่าง ๆ บางกองทุนมีจัดสวัสดิการให้กับคนในชุมชนเลยถึง ๓๐ กว่าเรื่อง ดิฉันมองเห็นว่า น่าจะต่อยอดเรื่องของกองทุนสวัสดิการชุมชนอย่างจริงจัง ขอบคุณค่ะ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านอาจารย์จิรวัฒน์ เวียงด้าน ค่ะ

นายจิรวัฒน์ เวียงด้าน 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม จิรวัฒน์ เวียงด้าน สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ จังหวัดนครพนม ลำดับที่ ๔๒ ต้องขอบคุณคณะกรรมาธิการชุดนี้ ที่ได้เสนอเรื่องสวัสดิการสังคมทั้งระบบเข้ามา ที่จริงแล้วสวัสดิการสังคมในชนบทแถว ต่างจังหวัด ผมเองไม่ได้เรียกว่าเป็นสวัสดิการชุมชน แต่เราเป็นว่าเป็นความเอื้ออาทร ซึ่งชุมชนเขาอยู่ด้วยกันมา เขามีการช่วยเหลือเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กันมาแล้วในชุมชนชนบทมา แต่ยุคสมัยโบราณมาแล้ว แต่มันขาดการบูรณาการในการเข้าไปช่วยเหลือจากภาครัฐในการ ที่จะทำให้สิ่งที่เขาทำเป็นกิจวัตรประจำวันอยู่แล้วเข้มแข็งมากขึ้น เราก็จะได้เห็นว่าชุมชน บางครั้งเราก็บอกว่าเป็นชุมชนที่อยู่ในถิ่นทุรกันดาร แต่เราถ้าดูว่าชุมชนเขามีต้นทุน เขามีทุน ทางวัฒนธรรม ทางเศรษฐกิจเขา เขาอยู่กันได้โดยที่บางครั้งบางหมู่บ้านที่อยู่ในชนบทไกล ๆ แทบไม่ได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐเลยก็มี เพราะฉะนั้นพอเราพูดถึงสวัสดิการสังคมนี้ ทุกครั้งที่รัฐเองพยายามที่จะจัดสวัสดิการเรื่องอะไรขึ้นมานี้ โดยเฉพาะพี่น้องที่อยู่ในชุมชน ไกล ๆ นี้ เขาแทบจะไม่ได้มีความหวังในการที่จะได้รับการช่วยเหลือจากภาครัฐเลย เนื่องจากว่าระบบในการส่งต่อสวัสดิการที่จะไปอยู่ถึงชุมชนนั้นมันค่อนข้างจะมีปัญหาแล้วก็ ลำบากมาก ถ้ามาตรการต่าง ๆ ที่เราจะออกมานี้ผมเองผมอยากจะให้มองว่าโดยเฉพาะ เรามองว่าที่หลายท่านก็พูดถึงว่าปัจจัยก็คือตัวทุนกับปริมาณของคนที่เรามี มันไม่แมทช์ (Match) กันเนื่องจากว่าผู้ที่จะรอรับสวัสดิการก็มีค่อนข้างมาก แต่รัฐเองก็ไม่สามารถที่จะ จัดสรรให้เท่าเทียมกันได้ได้อย่างทั่วถึง เพราะฉะนั้นผมอยากจะให้มองถึงสิทธิแล้วก็ทุน ในสังคมที่เขามีอยู่แล้วในชุมชนนี้ เขาสามารถที่จะจัดสรรแล้วก็แบ่งปันกันโดยภาครัฐเอง ก็เป็นกลไกในการที่เข้าไปสนับสนุนแล้วก็ส่งเสริมเขาให้เป็นรูปแบบมากขึ้นแล้วก็เพิ่มความมี จิตอาสาของพี่น้องที่อยู่ในชนบทเขาให้เขามีความรู้สึกว่ารัฐเข้าไปเป็นพี่เลี้ยงแล้วก็ไปดูแล แล้วก็ไปส่งเสริมเขาโดยไม่อยากจะให้มองในเรื่องของว่าต้องมีเงินเท่านั้นถึงจะต้องเข้าไป ช่วยเหลือเขา เพราะฉะนั้นองค์กรต่าง ๆ ที่รัฐมี ที่เราจะมองเห็น อย่างสมมุติผมมองในเรื่อง เรามี อสม. อสม. ก็อาจจะต้องทำงานเพิ่มหน้าที่ให้มากขึ้นโดยรัฐเองก็อาจจะไม่ได้ไปมองว่า ต้องให้สวัสดิการในส่วนของสมาชิกที่เขาทำเป็นจิตอาสาอยู่แล้วนี้ แต่ว่าให้เขามีสวัสดิการ ที่เขาคิดว่าจะตั้งได้ เรามีกองทุน ผมว่ามีกองทุนออมในส่วนของชาวบ้านเขาก็มีของเขาอยู่แล้ว แม้แต่กองทุนหมู่บ้านถ้าเราปรับได้เป็นทุนชุมชนจริง ๆ เพิ่มผลผลิตจากการที่เขาจะบริหาร จัดการกองทุนตรงนี้ให้มันมีปัจจัยแล้วรัฐเองก็เติมเงินเข้าไป อาจจะไปอีกสักครั้งหนึ่งหรือ ๒ ครั้ง ไม่ได้เติมลงไปตลอด ถ้าเขาสามารถบริหารจัดการกองทุนเขาให้มันโตขึ้นนี้ ถ้าอย่างนั้น ผลประโยชน์ที่ได้เขาก็สามารถเข้าไปจัดสวัสดิการของเขาเองอยู่แล้ว แล้วก็ในส่วนของที่เป็นทุน ทางวัฒนธรรมที่เขามี ถ้ารัฐเข้าไปส่งเสริมให้เกิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวหรือการท่องเที่ยว อันนี้มันจะเป็นการลงทุนที่ทำให้เกิดระยะยาวแล้วรัฐเองก็ไม่ต้องเหนื่อยในการที่จะต้องหา เงินที่จะส่งเสริมเข้าไปอยู่ตลอดเวลา ถ้าอย่างนั้นประชาชนที่อยู่ในถิ่นทุรกันดารเขาเองเขาก็มี ความรู้สึกว่าเขาเป็นเจ้าของมากขึ้น รัฐเองก็เป็นแค่ผู้ที่กำกับดูแลในส่วนของนโยบาย โดยเฉพาะท้องถิ่นก็คงจะเป็นกลไกสำคัญมากในการที่จะขับเคลื่อนตรงนี้ ดังนั้นการที่เราจะปฏิรูป เพื่อกระจายอำนาจจริง ๆ นี้ ผมคิดว่าจะเป็นช่วงที่สำคัญที่สุดที่อยากจะทำให้เห็นว่า การกระจายอำนาจมันเกิดขึ้นจริง ๆ ถ้าเป็นไปได้ ถ้ากระบวนการที่เราเลือกสวัสดิการสังคมนี้ ถ้าท่านจะทำโมเดล (Model) สัก ๔ ภาคนี้ผมอยากจะให้ท่านไปตัดริบบิ้นที่จังหวัดหรือว่า หมู่บ้านที่เป็นชายขอบ ท่านอย่าตัดริบบิ้นที่กรมหรือกระทรวง ถ้าท่านโมเดลจำลองมาว่า ถ้าท่านจะทำสัก ๑๐-๒๐ หมู่บ้านที่เป็นหมู่บ้านที่พบด้วยสวัสดิการชุมชนเขาจริง ๆ โดยที่รัฐเอง ไม่ได้ต้องใส่งบประมาณลงไปมาก ๆ นี้ ท่านไปทำโมเดลสัก ๔ ภาค แล้วท่านไปเริ่มสั่นกระดิ่ง หรือตัดริบบิ้นที่ในหมู่บ้านนั้นจริง ๆ อย่าตัดที่กระทรวง ทบวง กรม หรือตัดริบบิ้นที่ศาลากลาง จะทำให้เราได้เห็นว่านี่คือการขับเคลื่อนการกระจายสวัสดิการ การกระจายอำนาจให้กับ พี่น้องประชาชนจริง ๆ เพราะไม่อย่างนั้นถ้าเรายังทำตัดริบบิ้นกันที่กระทรวง ทบวง กรม ก็จะเหมือนกับนโยบายของรัฐที่ผ่านมาทั้งหมด ประชาชนเองเขาก็อยู่เฉย ๆ ว่าถ้าทำอย่างนี้ แล้วเขาคงไม่ได้มีโอกาสที่จะได้รับสวัสดิการอย่างทั่วถึงแน่นอน อันนี้ก็อยากฝากไว้ด้วย ขอบคุณมากครับท่านประธานครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านเตือนใจ สินธุวณิก ค่ะ

นางเตือนใจ สินธุวณิก 🔗

กราบขอบพระคุณท่านประธานค่ะ ดิฉัน นางเตือนใจ สินธุวณิก สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หมายเลข ๐๘๔ สาขาสื่อสารมวลชน ก็ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานที่ได้กรุณาให้โอกาสที่ดิฉันจะได้ร่วมอภิปรายในการชื่นชม คณะกรรมาธิการปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส และคณะกรรมการปฏิรูประบบสวัสดิการสังคมที่เหมาะสมกับประเทศไทย ท่านประธาน กรรมาธิการปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส ท่านได้ทำ สิ่งที่ดิฉันคิดว่าเป็นประวัติศาสตร์ของสภาแห่งนี้ดี ๆ หลายเรื่องที่ได้ผ่านสภาของเราไปแล้ว อย่างเช่น กองทุนการออม หรือว่าแม้แต่ระบบบำนาญแห่งชาติ ซึ่งดิฉันก็ขอให้เราได้ทำสำเร็จ เพื่อว่าจะได้เป็นเกียรติประวัติต่อไป สิ่งที่จะขออนุญาตอภิปรายในวันนี้ก็อยากจะขอ สนับสนุนและชมเชยท่านในเรื่องเกี่ยวกับการดำเนินงานเสาหลักที่ ๔ ในประเด็นที่ ๑๕ ซึ่งในเสาหลักที่ ๔ นี้ก็เป็นเรื่องของการสนับสนุนหุ้นส่วนทางสังคม ดิฉันขออนุญาตที่จะ สนับสนุนอย่างยิ่ง และอยากจะขอเป็นกำลังใจให้ท่านทำได้สำเร็จ เหมือนอย่างเพื่อนสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติได้กล่าวก่อนหน้าดิฉัน ก็คือเรื่องของการที่จะจัดให้มีระบบสวัสดิการชุมชน ซึ่งท่านบอกว่ากำหนดให้มีการเป็นหุ้นส่วนของประชาชนในพื้นที่ ให้มีการขับเคลื่อนอย่างจริงจัง นอกจากนั้นก็ยังจะให้มีการทั้งส่งเสริมสนับสนุนให้มีการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ สวัสดิการชุมชนที่ดี มีประสิทธิภาพและยั่งยืนด้วย อันนี้ดิฉันคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง และที่น่าชื่นใจยิ่งกว่านั้นก็คือเรื่องของการที่จะช่วยยกระดับสถานะของกองทุนสวัสดิการ ชุมชนให้มีสถานะเป็นนิติบุคคลค่ะ ซึ่งเรื่องนี้ดิฉันคิดว่าทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องจะต้องเข้าไป ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในระดับรากหญ้าให้ครอบคลุมทั่วประเทศอย่างแท้จริง คิดว่าปัจจุบันก็คงจะทราบกันดีแล้วว่า พี่น้องของเราในส่วนต่างจังหวัดหรือในส่วนรากหญ้า ก็มีระบบการออมของตัวเองอยู่บ้างแล้ว แต่ว่าไม่ได้ดำเนินการในลักษณะที่เป็นนิติบุคคล ดังนั้นถ้าหากว่าในส่วนของรัฐบาลหรือว่าในส่วนของสภาปฏิรูปแห่งชาติเราได้ส่งเสริม ให้ทำเป็นระบบเป็นนิติบุคคล ดิฉันคิดว่าจะเป็นประโยชน์แก่พี่น้องประชาชนทั่วประเทศ อย่างแท้จริงแล้วก็ยั่งยืน

อีกประเด็นหนึ่งที่ดิฉันอยากจะขออนุญาตกล่าวก็คือเรื่องของประเด็นที่ ๑๕ เมื่อสักครู่ที่ได้บอกแล้ว คือการปฏิรูประบบการคลังของประเทศค่ะ ซึ่งเรื่องนี้ดิฉันคิดว่าจะมี เรื่องของการดำเนินการในข้อที่ ๒ คือเรื่องของการเร่งปฏิรูปกรอบการปฏิรูปของ คณะกรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงินและการคลังค่ะ อันนี้ดิฉันคิดว่าทุกท่านคงทราบดีว่า เราได้รับคำวิพากษ์วิจารณ์ค่อนข้างเยอะเกี่ยวกับเรื่องของการที่จะส่งเสริมให้มีการจัดเก็บภาษี อย่างเช่น การออกกฎหมายภาษีมรดก ภาษีที่ดินหรือว่าสิ่งก่อสร้าง รวมทั้งอัตราภาษีเงินได้ อยากขออนุญาตกราบเรียนดังนี้ค่ะว่า ขอเสนอว่าอยากจะขอให้ท่านนั้นได้กรุณาพิจารณา แล้วก็ออกกฎหมาย หรือว่าพิจารณาในเรื่องของการที่จะเก็บภาษีมรดกนั้น ดิฉันคิดว่า ช่องว่างระหว่างคนไทยที่รวยมาก ๆ กับมีฐานะยากจนนั้นช่องว่างช่วงนี้จะกว้างมาก ดังนั้น อยากจะขอให้พิจารณาเรื่องภาษีมรดก สำหรับวงเงินที่สูงขึ้น ดิฉันคิดว่าเราจะเก็บเงินได้มากขึ้น คือเก็บภาษีได้มากขึ้น แล้วก็เก็บในส่วนที่มีเหลือกินเหลือใช้อย่างมากมายจริง ๆ โดยขอให้ พิจารณาที่จะอย่าไปกระทบกับพี่น้องประชาชนที่เป็นชนชั้นกลาง ซึ่งกำลังสร้างเนื้อสร้างตัว แล้วก็มีฐานะที่ดีขึ้น อันนี้ถ้าหากว่าเราจัดทำให้มีอัตราการเก็บภาษีมรดกที่สูงจริง ๆ ที่มี จำนวนเป็น ๕๐ ล้านบาท ๑๐๐ ล้านบาทขึ้นไป ดิฉันคิดว่าส่วนนี้คงจะไม่กระทบมาก และพี่น้อง ระดับชั้นกลางก็คงจะไม่ต่อว่าเรา

อันที่ ๒ คือเรื่องของภาษีที่ดิน เช่นเดียวกันค่ะ อยากเสนอว่าอย่าได้เก็บภาษี พี่น้องชาวไร่ ชาวนา พี่น้องเกษตรกรเลย เพราะเราทราบดีว่าท่านเป็นกระดูกสันหลังของเรา แล้วก็ขอให้เก็บภาษีที่ดินสำหรับท่านที่เรียกว่าเป็นเศรษฐีที่ดิน มีที่ดินในครอบครองเป็น หลายร้อยหลายพันไร่ คือ ๑,๐๐๐ ไร่ ๒,๐๐๐ ไร่ขึ้นไป อันนั้นเก็บภาษีเราก็จะได้ภาษีเยอะ แล้วก็ไม่กระทบกับพี่น้องเกษตรกรด้วย แต่อย่าได้เก็บพี่น้องเกษตรกรเราเลย อีกนิดเดียว ท่านประธานคือเรื่องภาษีของสิ่งปลูกสร้าง อันนี้ดิฉันก็อยากจะขอฝากเช่นเดียวกัน เราโดนโจมตี ว่าจะมาเก็บภาษีคนมีบ้านก็จะมาเก็บ อันนั้นก็เช่นเดียวกันทำให้ยุติธรรมด้วยการที่ว่าจะเก็บภาษี เฉพาะคนที่มีบ้านราคาเป็น ๑๐ ล้านบาท ๒๐ ล้านบาทขึ้นไปในอัตราที่เหมาะสม ดิฉันคิดว่า ทุกคนคงจะร่วมใจกันช่วยทำให้ประเทศชาติเราเดินหน้าไปได้ด้วยระบบสวัสดิการที่มี ความเสมอภาคและยุติธรรมค่ะ กราบขอบพระคุณท่านประธานค่ะ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบคุณมากค่ะ รายนามอีก ๕ ท่านถัดไปนี้ มีท่านคณิศร ขุริรัง ท่านอาจารย์ ดอกเตอร์วินัย ดะห์ลัน ท่านอลงกรณ์ พลบุตร ท่านทนงศักดิ์ ทวีทอง แล้วก็ท่านรองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์สืบพงศ์ ธรรมชาติ ค่ะ ดิฉันขอเชิญท่านคณิศร ขุริรัง ค่ะ

นายคณิศร ขุริรัง

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม คณิศร ขุริรัง สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติจากจังหวัดหนองบัวลำภู ผมจะขออภิปรายในประเด็นสวัสดิการ ชุมชน ระบบสวัสดิการชุมชนของสังคมไทยนั้นในอดีตที่ผ่านมาถือว่าอยู่ด้วยกันอาศัย ความเป็นเครือญาติ ความเป็นทุนทางสังคม ฐานทรัพยากรต่าง ๆ เป็นระบบสวัสดิการ ที่เกื้อกูลกัน เช่นการจัดสวัสดิการจากฐานรากกลุ่มออมทรัพย์ กลุ่มการเงินวิสาหกิจ กิจกรรม ทางศาสนา ซึ่งสามารถจัดสวัสดิการในด้านต่าง ๆ ให้สมาชิกรวมทั้งผู้ยากจนผู้ยากลำบาก ในชุมชนครอบคลุมตั้งแต่เกิด แก่ เจ็บ เสียชีวิต เช่นการรับของขวัญ รับขวัญเด็กเกิดใหม่ การให้ทุนการศึกษา การให้ค่าใช้จ่ายยามเจ็บป่วย การพัฒนาอาชีพ การสนับสนุน เงินฌาปนกิจสงเคราะห์เป็นต้น ผมเห็นด้วยกับรายงานของคณะกรรมาธิการปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส ที่ได้เสนอรายงาน เรื่องการปฏิรูประบบสวัสดิการสังคมที่เหมาะสมกับประเทศไทยทุก ๆ ข้อ แต่ผมอยากจะเสนอ ข้อคิดความเห็นเพิ่มเติมดังต่อไปนี้ครับ

ในเรื่องสวัสดิการชุมชนนั้นควรเชื่อมระหว่างระบบสวัสดิการชุมชนในพื้นที่ ต่าง ๆ รวมถึงเชื่อมโยงระหว่างสวัสดิการชุมชนและการจัดสวัสดิการของภาครัฐหรือเอกชน เพื่อให้สามารถวางเป็นแนวทางพัฒนาสวัสดิการชุมชนให้ชัดเจนและครอบคลุมพื้นที่มากขึ้น ควรมีการแบ่งงานกันทำระหว่างชุมชน รัฐและเอกชน เช่นควรสนับสนุนให้กองทุนสวัสดิการชุมชน ที่มีอยู่แล้วเป็นฐานส่งเสริมกองทุนการออมแห่งชาติในระดับท้องถิ่น กองทุนหมู่บ้านควรเน้น ในเรื่องสวัสดิการเรื่องอาชีพ สิ่งที่ควรระมัดระวังในเรื่องกองทุนหมู่บ้านนั้นไม่ควรทำให้เป็น ทางการหรือพยายามจัดรัฐสวัสดิการให้มากจนเกินไป จนละเลยความเป็นบทบาทของชุมชน เนื่องจากเป้าหมายที่แท้จริงและสำคัญของสวัสดิการชุมชนนั้น นอกจากความกินดีอยู่ดี แล้วยังรวมถึงการสร้างความเข้มแข็ง การเรียนรู้ร่วมกันของชุมชนด้วย

๒. ระบบสวัสดิการชุมชนยังมีข้อจำกัดไม่สามารถครอบคลุมสวัสดิการทุกด้านได้ โดยเฉพาะสวัสดิการที่เกี่ยวข้องกับวัยหนุ่ม วัยสาว เช่น กองทุนด้านการศึกษา กองทุนด้าน สวัสดิการอาชีพอย่างนี้เป็นต้น

๓. กองทุนชุมชนหลายกองทุนมีปัญหาในเรื่องความเสี่ยง ซึ่งกองทุนเหล่านั้น เขาต้องการพี่เลี้ยงในการเข้าไปช่วยในการบริหารจัดการระบบบัญชี จัดการเรื่องความรู้ ให้ชาวบ้านสามารถวิเคราะห์สถานะของกองทุนตนเองได้

๔. การจัดการลงทุนของเงินออม บางกองทุนนั้นมีความเข้มแข็งมาก มีการดำเนินการ ในเครือข่ายกลุ่มออมทรัพย์ ดังนั้นควรสนับสนุนให้เขาตั้งธนาคารกลางภาคประชาชนที่มี การดำเนินการเชิงพาณิชย์ ทำหน้าที่รับฝากเงินจากกองทุนต่าง ๆ และวางแผนการลงทุน ในระดับประเทศต่อไป

๕. การขยายขอบเขตนิยามเรื่องสวัสดิการ เนื่องจากกิจกรรมบางอย่าง สามารถลดค่าใช้จ่ายได้ เช่นการส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ ซึ่งนอกจากจะทำให้ลดค่าใช้จ่ายแล้ว เรื่องสุขภาพของพี่น้องเกษตรกรก็สำคัญ ปัจจุบันนี้สารเคมีมีอยู่กลาดเกลื่อน ซึ่งถือว่า เป็นเรื่องอันตรายมากสำหรับภาคเกษตรของประเทศไทย นอกจากนั้นการส่งเสริมอนามัย เชิงรุกทำให้ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลลดลงควรจะเน้นควบคู่ไปด้วย สิ่งหนึ่งที่ผม อยากจะอภิปรายเพิ่มเติม ซึ่งทราบว่าสวัสดิการสังคมของแรงงานนอกระบบนอกจากจะเป็น กรรมาธิการปฏิรูปเรื่องแรงงานแล้วที่ต้องรับผิดชอบ อยากให้คณะกรรมาธิการปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาสนี้เชื่อมโยงและบูรณาการเข้า ร่วมกันด้วย อย่าปล่อยให้เป็นของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ผมขอฝากไว้เป็นเบื้องต้นเพียงเท่านี้ครับ กราบขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านอาจารย์ ดอกเตอร์วินัย ดะห์ลัน ค่ะ

นายวินัย ดะห์ลัน

ขอบคุณมากครับ ท่านประธานครับ ผม วินัย ดะห์ลัน ก่อนอื่นก็ต้องขอชื่นชมสำหรับรายงานเรื่องของระบบสวัสดิการสังคมของคณะกรรมาธิการ ปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาสนี่นะครับ จะเห็นได้ว่า มีอยู่หลายระบบที่ทางคณะกรรมาธิการได้นำเสนอ ผมขออนุญาตนำเสนอความคิดเห็น สัก ๒-๓ ประการดังต่อไปนี้

อยากจะให้ทางคณะกรรมาธิการได้คิดถึงเรื่องของปัญหา ๆ หนึ่ง ซึ่งกำลัง จะกลายไปเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศ นั่นก็คือเรื่องของโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไป เราคุยกันเรื่องของสังคมผู้สูงอายุกันมามาก อย่างไรก็ตามเราไม่ค่อยที่จะลงไปสัมผัสเรื่องของ นโยบายหรือว่าระบบการปฏิรูปโครงสร้างประชากร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการ กำหนดนโยบายการเพิ่มประชากรในอนาคต เราจะมีประเด็นในเรื่องของค่าใช้จ่ายอยู่มาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสวัสดิการสังคม สวัสดิการผู้สูงอายุ สวัสดิการผู้พิการ ประเด็นที่พอจะ พิจารณาได้ว่าเป็นเรื่องของรายได้ก็มีอยู่ เรื่องของกองทุนการออม เรื่องของวิสาหกิจชุมชน เรื่องของระบบการคลังของประเทศ เรื่องการปฏิรูประบบ แต่อย่างไรก็ตามในเรื่องของระบบ ต่าง ๆ เหล่านั้นจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าสมมุติว่าประชากรในอนาคตนั้นลดลง ถ้าดูจาก รายงานการวิจัยของท่านอาจารย์ปัทมา ว่าพัฒนวงศ์ แล้วก็อาจารย์ปราโมทย์ ประสาทกุล จากสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ตัวเลขนี้น่าสนใจครับ เรามี ประชากรอยู่ในระดับ ๖๕ ล้านคนมาหลายปีแล้ว ผมจำได้ว่าเมื่อประมาณ ๑๐-๒๐ ปีนั้น ประชากรของเรามีเท่ากับฟิลิปปินส์ วันนี้ฟิลิปปินส์เกิน ๑๐๐ ล้านคนไปแล้ว เรายังอยู่ที่ ตัวเลข ๖๕ ล้านคน แล้วก็ไม่น่าเชื่อ ในปีที่เราจะฉลองเรื่องของวิสัยทัศน์เราในปี ๒๕๗๕ นั้น ประชากรประเทศไทยจะอยู่ที่ ๖๓ ล้านคน เราลดลงไปอีก แล้วหลังจากนั้นเราจะลดลงไป เรื่อย ๆ ในตัวเลขที่ลดลงนั้นถ้าเราไปดูเรื่องของโครงสร้างประชากรเราจะพบว่า ประชากร วัยแรงงานของเราลดลง จะมีตัวเลขลดลงไปประมาณ ๓ เปอร์เซ็นต์ ๕ เปอร์เซ็นต์ อยู่ในระดับนั้น ในขณะเดียวกันนั้นถ้าเราไปดูที่ตัวเลขของผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นจะมีตัวเลขถึง ๖๔ เปอร์เซ็นต์ นั่นหมายความว่ารายได้ของเราลดลงประมาณ ๓-๕ เปอร์เซ็นต์ แต่ว่า รายจ่ายของเราเฉพาะกรณีของผู้สูงอายุขึ้นไป ๖๔ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งตรงนี้นั้นจะกลายไปเป็นปัญหาค่อนข้างใหญ่สำหรับประเทศไทยนะครับ ก็คิดว่าถ้าสมมุติ เราจำเป็นที่จะต้องคุยกันในเรื่องของการปฏิรูป ผมเชื่อว่าเราต้องกล้าหาญครับ วันนี้เราคุยกัน ในเรื่องของระบบประชานิยมกันค่อนข้างเยอะ เรื่องของรายจ่ายในประเทศจะมีอยู่มหาศาล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการกระจายอำนาจ เรื่องของสวัสดิการอะไรต่าง ๆ ที่เรากำหนดขึ้นมา ในอนาคต ต่อไปประชากรไทยเราแทบจะทั้งหมดนั้นกลายไปเป็นลูกจ้างของรัฐบาล เนื่องจากว่าเข้าไปอยู่ในระบบการกระจายอำนาจ

ตรงนี้อยากจะให้ทางคณะกรรมาธิการได้พิจารณาเรื่องของนโยบายการเพิ่ม ประชากรด้วย ในยุโรป ในญี่ปุ่น เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ ในญี่ปุ่นวันนี้พูดถึงเรื่องของการรับ ประชากรจากแอฟริกา คุยกันแล้วนะครับ เรื่องของในยุโรปนั้นปรากฏว่ามีคนซีเรีย จากประเทศไทยประมาณ ๓๐๐ คน จะเดินทางไปประเทศเนเธอร์แลนด์ภายในปีนี้ นั่นหมายความว่าเขาต้องการประชากรไปเพิ่มประชากรของเขา เราน่าจะมีเรื่องของการจัด ระบบสวัสดิการแก่บุตรคนที่ ๒ คนที่ ๓ คนที่ ๔ เรื่องของการส่งเสริมการแต่งงาน การสร้างครอบครัว ต่าง ๆ เหล่านี้นั้นผมคิดว่าเราต้องอาศัยความกล้าหาญ ปรับวิธีคิดในการที่จะเพิ่มประชากร แล้วก็ถ้าจะเริ่มคิด เราควรจะต้องคิดกันตั้งแต่ในวันนี้แล้ว เพราะฉะนั้นผมก็อยากจะเสนอให้ ทางคณะกรรมาธิการช่วยคิดในเรื่องของประเด็นการเพิ่มประชากร

อีกส่วนหนึ่งที่จะมีความสำคัญอย่างยิ่งก็คือเรื่องของการแชร์ (Share) ประชากร ในอีกไม่นานนั้นประชากรในพื้นที่ภาคใต้จะเพิ่มขึ้น ซึ่งตรงนี้นั้นการแชร์ประชากร จะกลายเป็นอีก ๑ ประเด็นที่สำคัญ จำเป็นที่จะต้องพัฒนาศักยภาพของประชากรที่อยู่ใน พื้นที่เหล่านั้นครับ ก็ต้องขอขอบคุณครับ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธาน สภาปฏิรูปแห่งชาติ ได้ขึ้นบัลลังก์เพื่อดำเนินการประชุมต่อไป)
นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ เชิญคุณอลงกรณ์ พลบุตร ครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอลงกรณ์ พลบุตร สมาชิก สปช. ความจริงเป็นเหตุบังเอิญที่ต่อเนื่องจากท่านอาจารย์วินัยนะครับ ความจริงก็เคยทำงานด้วยกันในนโยบายลิมอ ดาซาร์ สร้างระเบียงเศรษฐกิจใหม่ ๕ จังหวัดภาคใต้ แล้วก็ ๕ รัฐภาคเหนือของมาเลเซีย เป็นความต่อเนื่องโดยบังเอิญครับ

ประเด็นที่ผมใคร่ขออนุญาตท่านประธานเสนอความเห็นข้อเสนอแนะไปยัง คณะกรรมาธิการที่นำวาระปฏิรูปที่ ๒๙ ว่าด้วยการปฏิรูประบบสวัสดิการสังคมที่เหมาะสม กับประเทศไทย ซึ่งถือเป็นรายงานที่สมบูรณ์ มีคุณค่าอย่างยิ่ง มีบางประการที่สะท้อนเพื่อให้ เติมเต็มให้เกิดความสมบูรณ์ ท่านประธานคงทราบนะครับว่าบลูพรินต์ ฟอร์ เชนจ์ (Blueprint for change) ของเราใน ๓๖ วาระปฏิรูป ๗ วาระพัฒนานั้นเดินมาไกลมากแล้ว และเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่ออนาคต เพราะฉะนั้นมันมีตัวอย่างเช่นประเทศญี่ปุ่นขณะนี้ เขาก็มีบลูพรินต์ ฟอร์ เชนจ์ เป็นนโยบายและโครงการ ตัวอย่างเช่นโครงการเมืองแห่งอนาคต หรือที่เขาเรียกว่าฟิวเจอร์ ซิตี โปรแกรม (Future city program) มีการออกแบบผังเมือง มีการออกแบบทั้งกายภาพและไม่กายภาพสำหรับสังคมสู่อนาคต โดยเฉพาะเรื่องของสังคมสูงวัย ก็เป็นระบบสวัสดิการอย่างหนึ่งที่วางแผนเพื่ออนาคต แล้วประเทศไทยล่ะ มีอนาคตอะไร ที่ต้องวางแผนสำหรับเตรียมความพร้อมในการเปลี่ยนแปลงในระบบสังคม ระบบเศรษฐกิจ ระบบการเมืองที่จะเปลี่ยนแปลงไป แน่นอนระบบสวัสดิการสังคมต้องสอดคล้องกับบริบท การเปลี่ยนแปลง

เรากำลังก้าวสู่ประชาคมอาเซียน (ASEAN) ครับ หลังวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๘ ผมมีประสบการณ์เกือบ ๓ ปีที่เป็นรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน มีประสบการณ์ต่อการเคลื่อนไหว ในเชิงกฎบัตรอาเซียนและเห็นแนวโน้มการเปลี่ยนแปลง เราจะไม่ใช่เป็นแค่พลเมืองไทย เราจะต้องเป็นพลเมืองอาเซียน เราจะไม่ใช่แค่สังคมไทย แต่จะต้องเป็นสังคมอาเซียน ประชากรที่จะมีการเพิ่มของเรานั้นคงไม่ใช่เพิ่มเพียง ๑ เปอร์เซ็นต์หรือไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์ จาก ๖๐ กว่าล้านคน แต่เราจะเพิ่มเป็น ๖๐๐ ล้านคน

สถานะความเป็นอาเซียนนั้นใน ๓ เสาหลัก ไม่ว่าบริบททางด้านของ ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน ประชาคมการเมือง และความมั่นคงอาเซียน ๓ เสาหลักนี้ คือหัวใจหลักของการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะก้าวมาถึงเรา ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า จากนั้นประเด็นสำคัญก็คือว่า และความเป็นพลเมืองอาเซียนสำหรับ การสร้างพลเมืองของเราตั้งแต่ครรภ์มารดาไปสู่เชิงตะกอนนั้นเราจะเตรียมพร้อมอย่างไร

๑. ก็คือเรื่องของการศึกษา เรื่องของภาษาที่ ๒ ภาษาอังกฤษ หรือภาษาอาเซียน จำเป็นอย่างยิ่ง หรือว่าเรื่องของการจ้างงาน เรื่องของแรงงาน เรื่องของธุรกิจการเคลื่อนย้าย มันเกิดขึ้นแน่นอน แม้แต่ปัญหาอย่างเช่น โรฮิงญา ก็มาจากประเทศในกลุ่มอาเซียน ไม่ว่าโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ จะต้องการหรือไม่ต้องการ แม้แต่เรื่องของแรงงานต่างด้าว ที่เข้ามาอยู่ในระบบของเรา หรือต่อไปการจัดตั้งธุรกิจสถานประกอบการต่าง ๆ การลงทุน เรื่องของการค้า การค้าข้ามแดน ชายแดน หรือผ่านแดน ล้วนแล้วแต่มีบริบทต่อสิ่งที่จะ นำเข้ามาและส่งออกจากเรา ไม่ว่าในเรื่องของคน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของยาเสพติด ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของโรคภัยไข้เจ็บและในเรื่องของวัฒนธรรมความหลากหลายที่แตกต่างจะเข้ามา ตรงนี้เองครับเป็นประเด็นที่ผมคิดว่ามันมีความสำคัญที่รายงานฉบับนี้อยากจะให้เพิ่มเติม บริบทของการเปลี่ยนแปลงที่เราเรียกว่า การเปลี่ยนแปลงในภูมิทัศน์ ภูมิภาค หรือว่า รีจันนอล แลนด์สเคพ (Regional landscape) ที่จะต้องเปลี่ยนแปลง นอกจากนั้นก็คือ ความเชื่อมโยงในสิ่งที่เราเรียกว่าเป็นระบบสวัสดิการสังคมอาเซียน อาเซียน โซเชียล เวลแฟร์ (ASEAN Social welfare) แน่นอนใน ๔ เสาหลักที่ว่ามา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ สวัสดิการสังคม ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของบริการสังคม การประกันสังคม การช่วยเหลือสังคม หรือการสร้างหุ้นส่วนทางสังคม ๔ เสาหลักของระบบสวัสดิการสังคม อยากให้ขยายบริบทนี้ เชื่อมโยงให้ได้กับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เพราะเราคือผู้นำการเปลี่ยนแปลงในฐานะ สภาปฏิรูปแห่งชาติ เราเป็นผู้เชี่ยวชาญ เราเป็นผู้สนับสนุน และเราเป็นผู้กระตุ้นการปฏิรูปให้ เกิดการเปลี่ยนแปลง บริบทที่จะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงสังคมไทยจะต้องถูกนำมาจัดไว้ใน ระบบสวัสดิการสังคมในบลูพรินต์ ฟอร์ เชนจ์ ฉบับนี้ครับ ขอบคุณท่านประธาน

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ เชิญคุณทนงศักดิ์ ทวีทอง ครับ

นายทนงศักดิ์ ทวีทอง 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพ กระผม นายทนงศักดิ์ ทวีทอง สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ก่อนอื่นก็ต้องขอบคุณ ทางคณะกรรมาธิการที่ได้สรรหาเรื่องราวต่าง ๆ ถึง ๑๖ ประเด็น ซึ่งผมคิดว่าแค่เห็น ประเด็นต่าง ๆ ทั้ง ๑๖ ประเด็นนี้ ก็ทำให้ผู้ซึ่งยากไร้ ผู้ซึ่งเป็นผู้พิการ หรือแม้กระทั่งเด็ก ๆ มีความสุข ที่ผมพูดเช่นนี้หมายความว่าคนเหล่านั้นยากที่จะได้รับโอกาสที่จะได้การดูแล ช่วยเหลือจากรัฐ เพราะว่าเขาเองนั้นก็ไม่ได้ต้องการเกิดมาเป็นคนพิการ ไม่ต้องการเกิดมา เป็นผู้ซึ่งจน แต่ปัญหาต่าง ๆ ที่ทำให้เขาได้ประสบทำให้เกิดปัญหากับตัวเขา เพราะฉะนั้น ก็คงเป็นหน้าที่ของพวกเราที่จะต้องหาทางช่วยเหลือจุนเจือที่จะทำให้เขาเหล่านั้น พ้นจากความทุกข์ ประเด็นต่าง ๆ มากมายที่พวกเราได้เห็นได้ฟังมานั้นก็เป็นเรื่องราว ที่เราหวังว่าจะมีโอกาสแก้ปัญหาให้เขาเหล่านั้นได้ ผมอยากจะยกปัญหาประเด็นหนึ่ง ซึ่งเชื่อว่าประเด็นนี้เป็นพื้นฐานของการที่กว่าเขาจะจน กว่าเขาจะพิการ กว่าเขาจะมีปัญหา ต่าง ๆ เรื่องที่อยู่อาศัย ผมหมายถึงเด็กซึ่งอยู่ในเสาหลักที่ ๓ ด้านการช่วยเหลือสังคม ในประเด็นที่ ๘ เรื่องระบบสวัสดิการสำหรับปฐมวัย อยากจะกราบเรียนท่านประธาน และท่านที่เคารพว่าในขณะนี้นั้นเรามีเด็กปฐมวัยซึ่งอยู่ในศูนย์เด็กประมาณ ๙๖๐,๐๐๐ คน อยู่ในศูนย์เด็ก ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เรามีศูนย์เด็กอยู่ ประมาณ ๒๐,๐๐๐ ศูนย์ ที่ได้รับการถ่ายโอนจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เด็กเหล่านี้เป็นเด็กซึ่งผมเชื่อว่าพ่อแม่เขาไม่สามารถที่จะส่งเข้าไปเรียนในโรงเรียนอนุบาลที่มี ชื่อเสียงของจังหวัด ของอำเภอได้ ต้องมาอยู่กับศูนย์เด็กของท้องถิ่น ซึ่งเป็นความพยายาม ของพวกเราที่พยายามที่ทำอย่างไรให้ศูนย์เหล่านี้สามารถบริการเด็ก ๆ ได้ โดยเฉพาะปัญหา เรื่องงบประมาณนั้นก็เป็นความจำกัดที่มีค่าใช้จ่ายในการบริหารศูนย์เด็กทั้งประเทศอยู่ที่ ประมาณ ๙,๐๐๐ ล้านบาท อันนี้ไม่รวมถึงค่าอาหารกลางวันและนม ซึ่งอาหารกลางวันนั้น ๒๐ บาท นมประมาณ ๗ บาทต่อวัน ๙,๐๐๐ ล้านบาทต่อเด็ก ๙๐๐,๐๐๐ กว่าคนก็อยู่ที่ ปีละหัวละประมาณ ๑๐,๐๐๐ บาท เดือนละประมาณอาจจะไม่ถึง ๑,๐๐๐ บาท สิ่งที่สำคัญ คือเด็กเหล่านี้อยากจะเรียนว่าเป็นความพยายามของคุณครูที่มีความพยายามที่จะดูแล แต่ครูเหล่านี้ประมาณ ๕๐,๐๐๐ กว่าคน ไม่มีขวัญกำลังใจที่จะทำงาน เนื่องจากปัญหา คุณวุฒิบ้าง ปัญหาหลาย ๆ เรื่องที่เขาไม่ได้รับการบรรจุบ้าง ก็อยากจะให้คณะกรรมาธิการ ได้ช่วยดูแลสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ โดยเฉพาะเด็ก ๙๐๐,๐๐๐ กว่าคน ซึ่งพวกเราคิดว่าเด็กเหล่านี้ จะเป็นเด็กปกติเหมือนคนอื่น ๙๐๐,๐๐๐ กว่าคนนี้ถ้าตามสถิติในเรื่องของทางการแพทย์ เราเชื่อว่าจะมีเด็กซึ่งเป็นเด็กบกพร่องในการเรียนรู้เด็กสมาธิสั้นถึงประมาณร้อยละ ๗ เพราะฉะนั้นหมายความว่าจะมีเด็กในศูนย์เด็กทั้งประเทศจะมีเด็กเป็นเด็กบกพร่อง ในการเรียนรู้สมาธิสั้นถึงประมาณ ๖๐,๐๐๐ คน ๗๐,๐๐๐ คน สิ่งเหล่านี้เป็นปัญหาของพวกเรา ที่ต้องดูแลเด็กปกติและเด็กที่มีปัญหา ซึ่งอาจจะเรียกว่าเป็นเด็กพิการชนิดหนึ่ง ซึ่งถ้าไม่มีใคร มีลูกมีหลานเป็นเด็กแอลดี (LD) เด็กบกพร่องในการเรียนรู้เด็กสมาธิสั้นก็จะไม่รู้ว่าเด็กเหล่านี้ เป็นอย่างไร เด็กเหล่านี้หน้าตาเหมือนเด็กปกติเด็กธรรมดา แต่เขามีปัญหาบางอย่าง ในเรื่องของสุขภาพ ในเรื่องของความพิการชนิดหนึ่งซึ่งเราขาดการดูแลจากแพทย์ เพราะว่า เรามีแพทย์เด็กมีจำนวนน้อย เพราะฉะนั้นเด็กเหล่านี้ก็อยู่ในความดูแลของคุณครู ซึ่งเราอาจจะไม่ทราบว่าเป็นเด็กบกพร่องในการเรียนรู้เด็กสมาธิสั้น เด็กบางคนโกง เกเร จะถูกตีถูกทำโทษบ่อย ยิ่งตียิ่งทำให้เด็กเหล่านี้โกงเด็กเหล่านี้ดื้อ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้นั้น เป็นปัญหาทางสังคมที่จะเกิดขึ้นสู่ปัญหาในอนาคต ก็อยากจะฝากท่านกรรมาธิการว่า ในประเด็นทุกประเด็นนั้นก็เป็นเรื่องสำคัญ แต่ในเรื่องเด็กนั้นเป็นฐานสำคัญของประเทศ ถ้าเราไม่สามารถดูแลเด็กเหล่านี้ได้ให้เขาอยู่ในสังคมแบบคนปกติได้ จะทำให้เด็กเหล่านี้ เป็นปัญหาของสังคม เพราะฉะนั้นพื้นฐานตรงนี้ก็อยากจะเรียนท่านกรรมาธิการว่า ผู้ที่มีความสำคัญที่สุดคือครูผู้ดูแลเด็ก เพราะฉะนั้นต้องให้ความรู้เขา ต้องให้สวัสดิการเขา โดยเฉพาะในเรื่องของการที่ให้เขาได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการ ขอบคุณครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ เชิญรองศาสตราจารย์สืบพงศ์ ธรรมชาติ ครับ

รองศาสตราจารย์สืบพงศ์ ธรรมชาติ 🔗

ท่านประธานที่เคารพ ผม สืบพงศ์ ธรรมชาติ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ๒๑๖ นครศรีธรรมราช สิทธิ ๕ นาทีมีความหมาย อภิปรายเสนอแนวทางการสร้างสรรค์ ส่วนจะใช้หรือไม่ใช้ไม่ว่ากัน ผู้ใช้นั้นทำหน้าที่สิทธิเอย พอดี ๕ นาทีที่ว่านี้มีบางท่านที่อาจจะไม่ใช้ด้วยเหตุผลต่าง ๆ แต่กล่าวว่ามีการใช้กันสักประมาณ ๑๐ กว่าคน ทีนี้ก็เป็นห่วงกันว่า ๑๐ กว่าคนนี้ที่ใช้อยู่นั้นน้อยไป ก็มีการบอกว่าให้ใช้สิทธิกันให้มากขึ้น นะครับ และ ๑๐ คนนั้นก็มักจะซ้ำ ๆ กัน ก็มีรองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์สุชาติบ้าง ผมบ้างนะครับ อันนี้ก็สิทธิ ๕ นาทีก็ต้องใช้ ผมเห็นเอกสารที่คณะกรรมาธิการท่านทำมาอ่านแล้วละเอียด แล้วก็มีหลักการ มีเหตุมีผล หมออำพล หมอพลเดช ซึ่งท่านก็ใช้เสื้อสีเขียววันนี้นะครับ ตรงกับสูตรของประเพณีไทยความเชื่อไทย แล้วก็มีพี่น้องหลายท่าน สปช. เราสวมเสื้อไทยในวันนี้ ก็ต้องขอบพระคุณแทนชาวไทยทั้งประเทศ ส่วนผมวันนี้ผมผูกเนกไท ก็เป็นไทยเหมือนกันครับ แต่นี่คือวัฒนธรรมที่มีการเปลี่ยนแปลงได้และรักษาได้ เรื่องสวัสดิการสังคมเป็นเรื่องสำคัญมาก สังคมเป็นการร่วมกันร่วมทาง สวัสดิการเป็นเรื่องของความสบาย ความสุข ความปลอดภัย ซึ่งมี ๔ เสาหลักที่กรรมาธิการได้แบ่งไว้ ไม่ว่าบริการสังคม ประกันสังคม ช่วยเหลือทางสังคม และส่งเสริมสนับสนุนหุ้นส่วนทางสังคมซึ่งครบถ้วนครับ ในรายละเอียดเท่าที่ผมได้อ่าน แม้จะไม่จบก็เห็นว่า คณะกรรมาธิการมีความตั้งใจสูงแล้วก็ศึกษาค้นคว้าอย่างดีเลยครับ ผมเห็นแล้วผมก็ดีใจแทนพี่น้องชาวไทยถ้าท่านได้อ่านนะครับ แต่ท่านไม่มีโอกาสได้อ่าน สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ละเอียดดีมาก ผมก็อยากจะพูดถึงเรื่องสวัสดิการบางด้าน

๑. ด้านการศึกษา หากจะถามว่าปัจจุบันนี้ด้านการศึกษาสวัสดิการให้ถ้วนทั่ว แค่ไหน เพียงไร ก็ต้องตอบว่ายังไม่ค่อยถ้วนทั่ว และความเหลื่อมล้ำยังมีอยู่ อันนี้ชัดเจนครับ โรงเรียนประจำจังหวัดมีสิ่งต่าง ๆ ที่มีความพร้อมสูง เครื่องไม้เครื่องมือครบ คุณครูเก่ง และมีหลายสิ่งหลายอย่างที่พร้อม แต่ในชนบทหรือในหัวเมืองยังไม่มีสิ่งเหล่านี้ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้รัฐในอนาคตจะต้องดำเนินการเพื่อให้มีความพร้อมในสวัสดิการด้านการศึกษา ในด้าน การคมนาคมหรือสาธารณูปโภคก็เป็นเรื่องหนึ่งที่เราจะต้องดูแล สวัสดิการเหล่านี้ยังจะต้อง เพิ่มเติม เช่น รถไฟ ถามว่าสวัสดิการสังคมรถไฟเป็นอย่างไรก็รู้กันอยู่ ควรจะปรับอย่างไร รางคู่หรือไม่รางคู่ หรือแบบเร็วแบบในญี่ปุ่นก็แล้วแต่ อันนี้ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่จะต้องให้ สวัสดิการแก่พี่น้องประชาชน เรื่องสาธารณูปโภค ไฟฟ้า ประปาเหล่านี้ พี่น้องยังต้องจ่ายสูงอยู่ ใช่หรือไม่ ราคาควรจะปรับลดลงไหม และเก็บโน้นเก็บนี้ค่าอะไรเหล่านี้ก็ต้องดูกันนะครับ นี่คือเรื่องสวัสดิการจริง ๆ

ส่วนในเรื่องสาธารณสุข ผมเชื่อในคณะกรรมาธิการของเราที่กำลังร่างตรงนี้ เพื่อนำไปใช้ต่อไป โดยเฉพาะคุณหมออำพลก็ต้องชื่นชมว่าผลงานท่านมีตลอด แล้วจะทำ ต่อไปก็ฝากความหวังไว้กับคุณหมออำพล หมอพลเดช และคุณหมออีกหลายท่านทีเดียวครับ ในห้องนี้ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญ สวัสดิการสังคม ด้านสาธารณูปโภคเป็นเรื่อง ที่ต้องทำละครับ เรื่องสุขภาพ โรงพยาบาลใหญ่ ๆ หลายแห่งมีความแน่น แออัด เพราะว่า รุมกันไปที่โรงพยาบาลใหญ่ เช่น มอ. เป็นต้น ถ้าทางสงขลานะครับ ไปคอยกันนานครับ กว่าจะได้รับการดูแลรักษา นี่คือเรื่องหนึ่งที่อยากจะให้รัฐสร้างสวัสดิการสังคมเพิ่มขึ้น มหาวิทยาลัยใหญ่ ๆ ควรจะมีโรงพยาบาลหรือไม่ อย่างเช่น ที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ขณะนี้ก็กำลังจะมีโรงพยาบาล แต่ก็ยังเคลื่อนไปไม่เร็วเท่าที่ควร

อีกเรื่องหนึ่งที่ควรจะได้พูดคุยกันก็คือ เรื่องความปลอดภัยครับ สวัสดิการ ในเรื่องความปลอดภัยขณะนี้พี่น้องชาวไทยไปไหนมาไหนยังรู้สึกเสียวหลังมากครับ ไปตรงไหนไปที่มืดสักหน่อยก็รู้สึกว่าความปลอดภัยมันไม่ค่อยมี สวัสดิการเหล่านี้ทำอย่างไร ก็คงขึ้นอยู่กับพี่น้องตำรวจด้วยละครับ จะต้องช่วยกันดูแลพี่น้องคนไทยให้มีความปลอดภัย มากยิ่งขึ้น อบอุ่นใจมากยิ่งขึ้น เข้าไปที่มืดหน่อยก็ถูกกระชากลากถูไปกระทำในสิ่งที่ ไม่บังควร เหล่านี้คือสวัสดิการเรื่องความปลอดภัย ก็อยากจะฝากคณะกรรมาธิการว่าสิ่งต่าง ๆ ที่ท่านร่างเอาไว้นี้ดีมาก มีความละเอียดลออ แล้วก็ฝากรัฐบาลต่อไปว่านำไปปฏิบัติเถอะครับ ถ้าไม่นำไปปฏิบัติแล้วก็จะไม่เกิดมรรคเกิดผล ความสุขของพี่น้องประชาชนจะเกิดได้ ก็อยู่ที่การปฏิบัติของข้าราชการและผู้ที่เกี่ยวข้องครับ ขอบคุณมากท่านประธานครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ ท่านที่ลงชื่อไว้ถัดไปมีคุณเกรียงไกร ภูมิเหล่าแจ้ง คุณกิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ รองศาสตราจารย์ พันธุ์ทิพย์ สายสุนทร และคุณสรณะ เทพเนาว์ เชิญคุณ เกรียงไกร ภูมิเหล่าแจ้ง ก่อนนะครับ

นายเกรียงไกร ภูมิเหล่าแจ้ง 🔗

ขอบคุณครับท่านประธาน กราบเรียน ท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพอย่างสูง ท่านกรรมาธิการ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม เกรียงไกร ภูมิเหล่าแจ้ง นายกสมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย ในนามสภาปฏิรูปแห่งชาติ หมายเลข ๐๑๕ ท่านประธานที่เคารพครับ ก่อนอื่นผมขอชื่นชมคณะกรรมาธิการ ผมดูในเล่ม ในรายงาน แล้วดูหนังตั้งแต่เช้าที่ท่านมาฉายให้ดูนั้น สุดยอดครับ ประเด็นต่าง ๆ ในกระทรวง ทบวง กรม ต่าง ๆ ยังไม่มีประเด็นของท่านเลย หลายประเด็นที่ท่านสามารถ รีดขึ้นมาให้สังคมได้เห็นว่าประเด็นเหล่านี้ทั้งหมดมีความสำคัญ แต่ท่านครับ หลายคนพูด หลายประเด็นผมจับประเด็นได้ว่าการที่สังคมจะเจริญอยู่ได้มันต้องเริ่มต้นตั้งแต่ชั้นอนุบาล ต้องปลูกฝังตั้งแต่เด็ก หลายท่านพูดว่า โทษนะครับท่านประธาน สันดอนขุดง่าย สันดานขุดยาก เขาใช้คำพูดนี้ ผมฟังดูแล้วใช่เลยครับ ณ ปัจจุบันสังคมเรานั้นเสื่อมโทรมทุก ๆ ด้าน อย่ามองว่า ประเทศไทยรวยนะครับ เอาความเป็นจริงมาพูดครับ ณ ขณะนี้ สิ่งที่คณะกรรมาธิการทำ ณ ขณะนี้ถูกต้องแล้ว แต่ผมยังมองว่านี่เป็นเรื่องที่ดี เรื่องคุณงามความดีที่จะสร้างสรรค์สังคม ให้กับผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ด้อยโอกาส แต่พลังในการขับเคลื่อนล่ะครับท่านประธานครับ พลังในการขับเคลื่อนนั้นคือเรื่องงบประมาณ ถามว่างบประมาณ ณ ปัจจุบันนี้ประเทศไทย เรานั้นอยู่ในภาวะวิกฤติ มันหลายสิบปีกว่าจะฟื้น ผมมีแนวคิดที่ไม่ค่อยเหมือนชาวบ้านเท่าไร ผมคิดแบบรวดเร็ว ทันใจ ใช้ได้เลย ผมต้องการอยากจะเห็นภาษีบางตัวครับ ต้องยอมรับ ความจริงว่าคนที่เสียภาษีจริง ๆ ในประเทศชาตินั้นมันมีน้อยมาก หลายคนได้เงินเดือนเงินดาว ได้อะไรต่าง ๆ มากมาย หาวิธีเลี่ยงภาษีครับ ตรงนี้ต่างหาก ผมอยากจะเห็นว่าภาษีตรงนี้ เขียนในรัฐธรรมนูญว่าทุกคนต้องมีหน้าที่เสียภาษีถูกต้องตามกฎหมายให้มันชัดเจนขึ้น แต่สิ่งหนึ่งที่ผมกำลังจะคิดท่านประธานครับ เอาภาษีบาปสิครับมาช่วยสังคมเหล่านี้ คำว่า ภาษีบาปของผมนั้นคืออะไรท่านประธานครับ ผมเคยอภิปรายในที่แห่งนี้ไว้แล้วว่า ประเทศชาติที่เกิดภาวะวิกฤติที่จะทำให้ประเทศชาติฟื้นเร็ว ผมบอกเลยว่าคนไทยในอดีต ที่ผ่านมานั้นสังคมคนไทยดัดจริตครับ คำว่า ดัดจริต ของผมนั้นหมายความว่ามีแต่บอกว่า เมืองไทยเมืองพุทธ แต่เมืองไทยชอบการพนันที่หนึ่งของโลกครับ ต้องยอมรับความเป็นจริง ท่านประธานครับ ประเทศใหญ่ ๆ ประเทศข้างบ้านเราที่เจริญแล้วพัฒนาเขาเอาภาษี จากบ่อนคาสิโน (Casino) เหล่านี้มาช่วยจรรโลงประเทศ สร้างสังคม ผมเรียกภาษีบาป ทำไมประเทศชาติยุคนี้ล่ะครับที่จะทำได้ ผมเสนออภิปรายตั้งแต่คราวที่แล้วว่า เปิดเลยครับคาสิโนนี่ผมเคยศึกษาที่ประเทศฟิลิปปินส์ ท่านประธานเชื่อไหมครับว่า คนฟิลิปปินส์จะเข้าบ่อนคาสิโนได้ ๑. ต้องโชว์สเตทเมนท์ (Statement) ๒. บัตรประชาชน ๓. แคช มันนี (Cash money) ต้องมีเงินสดโชว์ ไม่อย่างนั้นเข้าคาสิโนไม่ได้ แต่ถ้า ฟอเรนเนอร์ (Foreigner) โชว์พาสปอร์ต (Passport) เข้าได้เลย เขาต้องการเงินจากต่างชาติ เข้าไปเล่น เรามีกลไกในการควบคุมกำกับดูแล แต่ดูสิครับคาสิโนรอบบ้านเมืองเรานั้น เยอะแยะมากมาย หุ้นส่วนใหญ่คนไทยโดยทั้งสิ้น ๙๐ เปอร์เซ็นต์คือคนไทยไปนั่งเล่น เพราะฉะนั้นเอาภาษีบาปตรงนี้สิครับ อาจจะเขียนในกฎหมาย ในระเบียบว่าคาสิโน ก่อตั้งโดยรัฐบาล แต่ภาษี ๒๐ เปอร์เซ็นต์มาช่วยสังคมตรงนี้ ช่วยผู้ด้อยโอกาส ผู้พิการ ผู้สูงอายุ ตรงนี้ต่างหากครับ ผมมองประเด็นนี้ประเด็นหลัก ผมอยากจะนำเสนอ ท่านกรรมาธิการ ถ้าท่านสามารถนำเสนอเรื่องภาษีบาปตรงนี้ได้จะเป็นสิ่งที่ดีมาก ไม่ใช่ การทำลายประเทศครับ เป็นเรื่องที่ดี เป็นเรื่องที่ว่าท่านผลักดันตรงนี้ขึ้นมาเพื่อสร้างสังคมไทย ให้คนไทยรู้จัก นี่คือคนไทยที่แท้จริง นั่นคือจริง ๆ การขายสลาก ๘๐ บาท จะทำให้เป็นวาระ ชาติ ผมถามว่าฉลากกินแบ่งเป็นเรื่องของภาษีบาปไหมครับ เป็นการเล่นการพนันไหมครับ เป็นครับ เราต้องยอมรับความจริงได้แล้ว ณ ปัจจุบัน เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมอยากจะเห็น กรรมาธิการชุดนี้นะครับ สิ่งที่ท่านเขียนมาทั้งหมดในเล่มนี้แล้วท่านอภิปรายให้ฟังผมฝากไว้ ๑. ปลูกฝังตั้งแต่แรกเกิด ปลูกฝังตั้งแต่ชั้นอนุบาล ศูนย์เด็กทั่วประเทศที่ท้องถิ่นดูแลอยู่ ปลูกฝังให้เป็นคนดี ปลูกฝังให้มีคุณธรรม จริยธรรม ให้รู้จักหน้าที่พลเมือง ไม่คดโกง ทำงาน โปร่งใส ปลูกฝังตั้งแต่เด็กครับ อีก ๒๐ ปีข้างหน้าผมอยากจะเห็น

๒. หาภาษีมาช่วยผลักดันในหลายประเด็นที่ท่านคิดขึ้นมา หาภาษีต่าง ๆ มา ช่วยกันครับ ผมอยากจะเห็นว่าสังคมไทยนั้นเป็นสังคมที่เท่าเทียม สังคมลดความเหลื่อมล้ำ สังคมเมืองคนดี เมืองมีความสุขและเมืองน่าอยู่ ขอบคุณครับท่านประธานครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ เชิญคุณกิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ ครับ

นายกิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์

ท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ ผม นายแพทย์กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หมายเลข ๑๒ จากจังหวัด มหาสารคาม วันนี้ต้องขอชื่นชม แล้วก็ขอชมเชยท่านคณะกรรมาธิการปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาสที่ได้จัดสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้กับสังคม ก็คือเรื่องของการปฏิรูประบบสวัสดิการสังคมที่เหมาะสมกับประเทศไทย ซึ่งค่อนข้าง จะครอบคลุมทั้ง ๑๖ ประเด็นที่ได้กล่าวมา ซึ่งเรื่องของการที่จะสร้างระบบสวัสดิการสังคม ที่เหมาะสม ผมขออนุญาตที่ท่านคณะกรรมาธิการปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาสได้เขียนมาในรายงานว่า การที่จะขจัดความเหลื่อมล้ำ สร้างสังคมที่เอื้ออาทร โดยครอบคลุมองค์ประกอบ ๔ ด้านของระบบสวัสดิการสังคม คือ

๑. การให้บริการสังคม การประกันสังคมทุกกลุ่มวัย การช่วยเหลือสังคม การสนับสนุนหุ้นส่วนทางสังคม ก็คือในพื้นที่ที่จะต้องรับผิดชอบร่วมกัน ซึ่งแนวคิดในเรื่อง ของการดูแลตั้งแต่เกิดถึงตาย จากครรภ์มารดาสู่เชิงตะกอน ประเด็นที่ผมจะอภิปราย ก็จะฝากประเด็นเรื่องของผู้สูงอายุและผู้พิการ ซึ่งประเทศไทยกำลังก้าวสู่สังคมผู้สูงวัย ซึ่งตอนนี้ในเรื่องของเบี้ยยังชีพ ท่านประธานครับ ผมเป็นนายกเทศมนตรีเมืองมหาสารคาม เป็นผู้นำของเทศบาล ก็พบว่าการที่เราไปให้เบี้ยยังชีพกับผู้สูงอายุ ผู้พิการในแต่ละเดือน แต่ละเดือน พี่น้องประชาชนมีความสุข แล้วก็ดีใจ ซึ่งตอนนี้ ๖๐ ปีขึ้นไป ได้ ๖๐๐ บาท ๗๐ ปีขึ้นไป ได้ ๗๐๐ บาท ๘๐ ปีขึ้นไป ได้ ๘๐๐ บาท ๙๐ ปีขึ้นไป ได้ ๑,๐๐๐ บาท ซึ่งตอนนี้ก็สามารถจะช่วยเหลือผู้สูงอายุให้มี เรียกว่าความสุข แล้วก็สามารถจะใช้จ่าย ตามอัตภาพได้ ซึ่งคณะกรรมการเตรียมความพร้อมสู่สังคมผู้สูงวัยมีการศึกษาว่า เรื่องของ ความเหมาะสมว่าจะให้เท่าไรถึงจะเหมาะสมในการที่จะดูแลขั้นพื้นฐานได้ ก็พบว่าต้องให้ถึง ๒,๐๐๐ บาท อันนี้ผมก็เข้าใจนะครับว่า งบของทางราชการมีปัญหามากมาย แต่บอกถึง ข้อมูลว่าถ้าจะให้พอเลี้ยงชีพให้มีความเหมาะสม มีศักดิ์ศรีต่าง ๆ ผู้สูงวัยต้องการถึง ๒,๐๐๐ บาท ก็คิดว่าในโรดแมป (Roadmap) ในอนาคตเราจะทำอย่างไรให้ไปสู่จุดนั้นได้ โดยที่เรื่องของ การเงินการคลังของประเทศก็มีความมั่นคงด้วย ในกลุ่มผู้สูงอายุก็มีประเด็นเรื่องใหญ่ ๆ คือ เรื่องของสุขภาพ เรื่องของสิ่งแวดล้อม แล้วก็เรื่องของเงินทุน เรื่องของสุขภาพ แล้วก็ การดูแลของสังคม ผู้สูงอายุผมแบ่งเป็น ๓ กลุ่มใหญ่ ๆ ก็คือ กลุ่มติดบ้าน ติดเตียง แล้วก็ติดสังคม กลุ่มที่เรามีปัญหามากที่สุดคือกลุ่มติดเตียง ท่านประธานครับ ผู้สูงอายุที่อยู่ดี ๆ เคยออกกำลังกาย ที่สวนสุขภาพกับเรา วันดีคืนดีเป็นอัมพาต แล้วก็นอนที่โรงพยาบาล ลูกหลานก็ ถ้าคนที่มี รายได้ก็อาจจะไม่มีปัญหา แต่คนที่ขัดสนเขาจะทำอย่างไร งงครับ เพราะว่าจากโรงพยาบาลมาถึงบ้านจะดูแลอย่างไร อุปกรณ์ เตียง เตียงลม เครื่องดูดเสมหะ ออกซิเจนถ้าจำเป็นต้องมีจะทำอย่างไร คนดูแล จะทำอย่างไร อันนี้คือสิ่งที่เขาประสบปัญหาเรื่องของการดูแล ซึ่งอันนี้ในการที่จะเตรียม ความพร้อมตัวนี้ผมในนามขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเราก็พยายามประสานกับ ทางโรงพยาบาล คลินิกชุมชน แล้วก็ อสม. ชุมชนช่วยกันดูแลในเรื่องของ พหุ จตุ สังคม ที่ไม่ว่าจะเป็นท้องถิ่น ท้องที่ ชุมชน แล้วก็เครือข่ายของราชการจะดูแลช่วยกันนะครับ ก็เรียกว่าการดูแลกลุ่มนี้อยากฝากท่านคณะกรรมาธิการปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส ส่วนนี้นะครับว่ากลุ่มนี้น่าจะมีเบี้ย ตอนนี้เบี้ยผู้พิการ ได้แค่ ๘๐๐ บาท ซึ่งคนพิการเล็ก พิการน้อยก็ ๘๐๐ บาทเท่ากัน กลุ่มนี้ที่ต้องการดูแล เป็นพิเศษน่าจะมีการดูแลการเพิ่มเบี้ยผู้พิการในกลุ่มที่ติดเตียงแล้วก็ต้องการดูแลพิเศษให้ มากกว่าปกติ ก็ต้องขออนุญาตว่าเกินเวลาไปนะครับ ก็ขอฝากท่านประธานไปยัง คณะกรรมาธิการปฏิรูปด้านสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาสนะครับ ขอบคุณมากครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ เชิญรองศาสตราจารย์พันธุ์ทิพย์ สายสุนทร ครับ

รองศาสตราจารย์พันธุ์ทิพย์ สายสุนทร กรรมการ

ท่านประธานคะ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านค่ะ ดิฉันมีเรื่องที่จะพูดถึงสัก ๖ ประเด็นย่อย ๆ ในประเด็น สำคัญก็รู้สึกว่าจะได้รับการกล่าวถึงโดยหลายท่านที่ได้กล่าวไปล่วงหน้านี้แล้ว ดิฉันเอง เป็นสมาชิกคนหนึ่งของคณะกรรมการที่จัดทำรายงานนี้ แต่ก็มีประเด็นที่อยากจะแสดง ความคิดเห็นแล้วก็เน้นถึงสิ่งที่เราทั้งหมดในคนจัดทำรายงานนั้นอยากจะให้เกิดขึ้นสำหรับ กรอบปฏิรูปในวาระที่ ๒๙ นี้ค่ะ

ในประการแรก ดิฉันคิดว่าเป็นความจงใจของคณะผู้จัดทำรายงานที่อยากจะ ให้รายงานฉบับนี้เป็นการฉายภาพรวมเชิงระบบ และในรายงานฉบับนี้แม้ว่าจะยังไม่ได้ลง รายละเอียดมากนักก็มีลักษณะที่เด่น ๓ ประการก็คือว่าเป็นรายงานที่พยายามที่จะฉายภาพ ระบบคิดของประเทศไทย ทั้งในอดีต ปัจจุบัน แล้วก็อนาคตที่ควรจะเป็น แล้วสิ่งที่ตามมา ก็คือว่าหลายประเด็นนั้นเป็นเรื่องที่ติดดิน เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงในประเทศนี้ และประการที่ ๓ ที่คิดว่าหลายคนเสียเป็นส่วนใหญ่ในคณะกรรมการก็คือว่า หวังว่าสิ่งที่เราจินตนาการขึ้นนี้ จะเป็นสิ่งที่กินได้ ทำงานได้จริง ฉะนั้นในภาพรวมตรงนี้นั้นมันจะนำไปสู่การชี้เป้าการปฏิรูป และการที่จะพูดถึงจุดคานงัดที่จะเกิดขึ้นสำหรับการปฏิรูปครั้งนี้

ในประการที่ ๒ นั้นการปฏิรูปสวัสดิการสังคมครั้งนี้คงไม่ได้เน้นที่สังคมสงเคราะห์ หรือการรับรองสิทธิในเงินจำนวนใดจำนวนหนึ่ง แต่เป็นการที่เน้นไปที่การสร้างความเข้มแข็ง ให้กับมนุษย์ในสังคมไทย แม้ว่าพวกเขาเหล่านั้นอาจจะพิการ อาจจะไร้รัฐ ไร้สัญชาติ แต่ถ้าเราทำให้เขาเข้มแข็งทำมาหาเลี้ยงชีพได้ แล้วก็เข้าสู่การมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคม สังคมไทยก็จะเป็นสังคมที่อยู่เย็นเป็นสุข แล้วก็พัฒนาไปได้

ในประการที่ ๓ ในเรื่องของประเด็นอาเซียน คงไม่ต้องพูดกันมากนัก เรื่องของการเตรียมการเพื่อประมวลกฎหมายสวัสดิการสังคมอาเซียนคงสำคัญสำหรับ การข้ามชาติจำนวนมากมายของคนสัญชาติไทยไปในต่างประเทศ และคนต่างด้าวที่จะเข้ามา ในประเทศไทยซึ่งตอนนี้ก็มากอยู่แล้ว และจะมากขึ้นเมื่อประชาคมอาเซียนนั้นเปิดเสรีเต็มรูป ตั้งแต่วันที่ ๑ ธันวาคมปีนี้เป็นต้นไป

ในประการที่ ๔ นั้น ดิฉันคิดว่าจากร่างรัฐธรรมนูญที่พูดถึงมาตรา ๔๕ ซึ่งจะมี การทำกฎหมายเพื่อที่จะทำให้มนุษย์นั้นไม่ว่าจะมีสัญชาติไทยหรือไม่ มีความอยู่เย็นเป็นสุข ด้วยกันมีสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมนั้นจะทำให้มนุษย์ทุกคนในสังคมไทย ไม่ว่าจะถือบัตรประจำตัวประชาชนหรือไม่ ไม่ว่าจะรวยหรือจนหรือไม่นั้นสามารถที่จะมี ความเข้มแข็ง แล้วก็พัฒนาประเทศได้ เรื่องภาษีบาปที่พูดกันก็อาจจะไม่บาปเท่าไร เรามาพูดถึง ภาษีของธุรกิจระหว่างประเทศที่จะมาสร้างกองทุนในการที่จะทำให้เกิดบริการสาธารณสุข ระหว่างประเทศ ซึ่งวันนี้คนสัญชาติไทยซึ่งไปเจ็บป่วยในต่างประเทศนั้น ก็จะถูกทอดทิ้ง ให้ต้องดูแลตัวเอง ตอนนี้ สปสช. ยังไปไม่ถึง

ในประการที่ ๕ ดิฉันยืนยันเสมอมาก็คือว่ายังมีคนสัญชาติไทยที่โชคร้ายที่ยัง เข้าไม่ถึงบัตรประชาชน และถูกทอดทิ้งให้ต้องจมอยู่ในความทุกข์แต่ลำพัง ซึ่งดิฉันเรียก ตลอดมาว่าคนต่างด้าวเทียม ฉะนั้นในการที่เราจะจัดการสวัสดิการสังคมให้กับเขานั้น เราคงไม่ทำอะไรมากมายไปกว่ายืนยันสิทธิในสัญชาติไทยให้กับพวกเขาดังที่ปกติประเพณี ของประเทศไทยเคยทำสำเร็จมาตั้งแต่สมัยเยาวราช เจริญกรุง ดังเป็นอยู่

ประการสุดท้าย เรื่องของงานสวัสดิการสังคมของประเทศไทยนั้นไม่ใช่เพิ่งเริ่มต้น หลายงานก็ดำเนินการไปได้อย่างดี หลายงานมีข้อบกพร่องเล็กน้อย หลายงานอาจจะ บกพร่องมากต้องแก้ไขมากอย่างเร่งด่วน ดิฉันคิดว่าหลายเรื่องเป็นเรื่องที่ไม่ใช่เรื่องใหม่ ที่หลายสวัสดิการสังคมดำเนินไปได้ไม่ดีนัก ก็อาจจะอยู่ที่ข้อมูลแล้วความเข้าใจไม่ตรงกันนัก ที่จะมองเห็นภาพว่ามนุษย์ที่เข้มแข็งจะเป็นจุดพัฒนาสังคมที่ดีที่สุด ดังนั้นดิฉันคิดว่าประเทศไทย มาถูกต้องแล้วที่เรามองเห็นงานของการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เป็นงานใหญ่ เพื่อสร้างความกินดีอยู่ดีให้กับประเทศไทย ดิฉันคิดว่าเรื่องนี้คงเป็นเรื่องที่ดีและกรอบปฏิรูปนี้ คงเป็นบลูพรินต์ ฟอร์ เชนจ์ สำหรับประเทศไทยได้จริง ขอบคุณมากค่ะ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ เชิญคุณสรณะ เทพเนาว์ ครับ

นายสรณะ เทพเนาว์ 🔗

ท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติท่านคณะกรรมาธิการ การปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส ก่อนอื่นต้องขอ ชื่นชมทางคณะกรรมาธิการดังกล่าวที่ได้ชี้แจงถึงประเด็นปัญหาของสวัสดิการของสังคม ทั้งหมดนะครับ ท่านประธานครับ มีประเด็นที่เกี่ยวพันกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย นับตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ และปี ๒๕๕๐ เป็นต้นมา รัฐธรรมนูญ ๒ ฉบับ ได้พูดถึงสตรี เด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ รวมทั้งคนพิการต่อเนื่อง และขณะนี้เรากำลังร่างรัฐธรรมนูญฉบับเดินหน้าเข้าสู่ การปฏิรูปก็พูดเกี่ยวพันถึงการปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ดังกล่าว เช่นเดียวกัน คณะกรรมาธิการชุดนี้ได้พูดพาดกรณีครอส คัทติง หลายชุดหลายคณะ การปฏิรูปทางด้านสาธารณสุข การคุ้มครอง สคบ. ผู้คุ้มครองผู้บริโภคและการเงิน การคลัง ส่วนที่กระผมจะพูดดังกล่าวก็คือเกี่ยวพันกับคณะกรรมาธิการปฏิรูปการปกครองท้องถิ่น ที่เกี่ยวพัน พระราชบัญญัติเทศบาล ปี ๒๔๙๖ ภายใต้มาตรา ๕๐ ภายใต้แห่งกฎหมาย ข้อบังคับดังกล่าว เทศบาลตำบลมีหน้าที่ส่งเสริม สตรี เด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ ผู้พิการ เช่นเดียวกัน พ.ร.บ. สภาตำบลและ อบต. เช่นเดียวกัน ปี ๒๕๓๗ มาตรา ๖๗ ภายใต้ แห่งบทบัญญัติกฎหมายนี้ องค์การบริหารส่วนตำบลมีหน้าที่ต้องทำนะ ส่งเสริมสตรี เด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ ผู้พิการ เช่นเดียวกัน เทศบาล อบต. เห็นไหมครับ มาตรามีความสัมพันธ์ต่อเนื่อง พระราชบัญญัติ อบจ. เช่นเดียวกัน องค์การบริหารส่วนจังหวัดทั่วประเทศ พ.ศ. ๒๕๔๐ มีหน้าที่จัดทำกิจการที่เกี่ยวพันกับสตรี เด็ก เยาวชน เช่นเดียวกันใน (๘) มาตรา ๑๖ เทศบาลแตะไปถึงเมืองพัทยาเช่นกัน มีหน้าที่สังคมสงเคราะห์พัฒนาคุณภาพชีวิตเด็ก สตรี คนชรา และรวมทั้งผู้ด้อยโอกาส คณะของท่านนี่ครอบคลุมทั้งหมดคือสวัสดิการสังคม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ๗,๘๕๓ แห่ง จากรายงานของท่านคุณหมอพลเดช ปิ่นประทีป อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ประเด็นของสวัสดิการสังคม ชุมชน ท้องถิ่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้าร่วมหุ้นส่วน มีลักษณะกองทุนสวัสดิการชุมชนและตำบลระดับท้องถิ่นจำนวน ๕,๘๖๔ กองทุน มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ๗,๘๕๓ แห่ง มีสมาชิกแตะ ๆ ร่วมเกือบ ๕,๐๐๐,๐๐๐ กว่าคน ๔,๑๐๐,๐๐๐ คน มีกองทุน ๖,๐๔๖.๓๕ ล้านบาท งบประมาณตรงนี้ถามว่าคัฟเวอร์ (Cover) ครอบคลุมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแล้วหรือยัง ผมฝากประเด็นข้อพิจารณาไว้

ส่วนที่ ๒ กราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังคณะกรรมาธิการด้วยความเคารพว่า ระบบสวัสดิการเด็ก สตรี คนชรา ผู้ด้อยโอกาสทั้งหลายเป็นจุดตายและจุดเกิดจากครรภ์ มารดาถึงเชิงตะกอน ซึ่งดอกเตอร์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เห็นว่าสวัสดิการคนทั้งประเทศนั้น เป็นเรื่องที่ท้องถิ่นจะต้องมีเกี่ยวพันต่อเนื่องโดยลำดับ เด็กในที่นี้หมายถึง ๓ ปี ถึง ๖ ปี

อันที่ ๒ ก็คือการจัดการศึกษาเด็กเล็กและปฐมวัย ในกรณีที่ถ่ายโอนตาม พระราชบัญญัติแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้การศึกษา การถ่ายโอนศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก การจัดการศึกษาให้แก่องค์กรการปกครอง ท้องถิ่นนั้นยังไม่ครบถึงร้อยเปอร์เซ็นต์ครับ ที่จะบอกว่าท่านนายแพทย์อำพลเสนอให้มี การชุมชนหรือสภาพลเมืองเข้ามามีส่วนร่วมสัมพันธ์กับองค์กรการปกครองท้องถิ่น ประเด็นนี้ ฝากให้ไปยังสำนักงานคณะกรรมการการกระจายอำนาจ สำนักปลัดนายกรัฐมนตรีที่เกี่ยวพันด้วย

ประเด็นที่ ๓ ประเด็นที่ถ่ายโอนการศึกษาควรถ่ายโอนโรงเรียนขนาดเล็ก ที่จำนวนโรงเรียนไม่เกิน ๑๐๐ คน ไปยังองค์กรการปกครองท้องถิ่นให้ดูแล มันจะเกี่ยวพัน กับครอบครัวของเด็กในชนบทด้วย

ประเด็นที่ ๔ การสำรวจทะเบียนราษฎร์ในสำนักงานท้องถิ่น เทศบาลทั่วประเทศ ๒,๐๐๐ กว่าแห่งนั้น ในกรณีเด็กที่ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนหรือผู้ด้อยโอกาส เด็กไม่มี บุพการี หรือถูกบุพการีทอดทิ้งตั้งแต่เด็กหรือเด็กกำพร้า รวมทั้งเด็กต่างด้าวที่เกิดในประเทศไทย ท่านครับ เทศบาลต้องรับผิดชอบเด็กต่างด้าวด้วยที่เขามาอาศัยทำงานในบ้านเมืองเรา

ประเด็นต่อไป ก็ฝากสตรี ผู้สูงอายุ สตรีนี่เป็นผู้ที่ฟูมฟักสังคม ส่วนใหญ่ ร้อยละ ๘๐ เป็นสตรีที่มีอาชีพในชุมชน กองทุนสตรีต้องเคลื่อนไหวและต่อเนื่อง

ต่อมางานพัฒนาชุมชนในสังกัดกรมพัฒนาชุมชนระดับตำบล หมู่บ้าน กระทรวงมหาดไทยต้องเข้ม ให้สตรีหรือมีการพัฒนาชุมชนอย่างต่อเนื่อง ทำงานว่าด้วย คณะกรรมการพัฒนาชุมชนสตรี พ.ศ. ๒๕๓๘ ด้วย ผู้สูงอายุก็เช่นเดียวกัน ขณะนี้เข้าสู่ ผู้สูงอายุวัยระดับสุดยอด นับตั้งแต่อายุ ๖๕ ปี ในสัดส่วนร้อยละ ๓๐ ของประชากร คนทั้งประเทศ ท่านต้องตระหนัก อนาคตผู้สูงอายุกำลังเดินหน้า ต้องมีบริหารการจัดการ และมีการปฏิรูปอย่างต่อเนื่อง

สุดท้ายครับ สถาบันวิจัยของทีดีอาร์ไอ (TDRI) วิจัยเพื่อการพัฒนา ประเทศไทยชี้สวัสดิการสังคมของรัฐ ไม่ตอบโจทย์ท้องถิ่นและควรจะจับมือชุมชนและ อปท. ดูแลกันเอง รัฐคอยสนับสนุนและเกื้อกูล และพร้อมรับมือสังคมผู้สูงอายุที่เผชิญ ในอีก ๓๐ ปีข้างหน้า

อันสุดท้าย ผู้พิการและการจ่ายเงินเบี้ยเลี้ยงผู้ยังชีพควรประสานเรื่อง ความเป็นอยู่ให้ครอบคลุมทั้งประเทศ นี่คือข้อเสนอของด้านปกครองท้องถิ่น กราบขอบพระคุณท่านประธานท่านเทียนฉาย กีระนันทน์ ครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ สมาชิกทั้ง ๒๐ ท่านที่ลงชื่อไว้ได้ให้ความเห็นและข้อเสนอแนะครบถ้วนแล้วนะครับ ขอเรียน เชิญท่านประธานกรรมาธิการได้ตอบชี้แจงข้อซักถามของท่านสมาชิกครับ

นายอำพล จินดาวัฒนะ ประธานกรรมาธิการ

กราบขอบพระคุณ ท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติครับ กราบขอบพระคุณเพื่อนสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่ได้กรุณาให้ข้อคิดเห็น กระผมคิดว่าผมและคณะทั้งหลายที่ทำงานอยู่ รวมทั้งผู้ที่ไม่ได้อยู่ ในห้องนี้ที่ได้ร่วมกันพัฒนาข้อเสนอนี้ขึ้นมา มีความสุขจริง ๆ ที่ได้เห็นสิ่งที่ท่านทั้งหลายได้ให้ ข้อคิดเห็นประกอบการที่เราจะนำไปทำงานต่อนะครับ เป็นความสุขจริง ๆ เป็นความร่วมมือ ไปในทิศทางเดียวกัน ผมคิดว่าเรื่องสวัสดิการสังคมนั้นวันนี้เมื่อเราได้วิเคราะห์ออกมาจะชัดเจนว่าเป็นเรื่องที่ใหญ่มาก แล้วก็เป็นอีกด้านหนึ่งของสังคมเลย อีกเหรียญหนึ่งด้านหนึ่งที่เราอาจจะมุ่งไปสู่เรื่องเศรษฐกิจ เรื่องอื่น ๆ กันมากมาย แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ใหญ่อีกด้านหนึ่ง แล้วที่สำคัญคือไม่ใช่เพียงแค่ การสงเคราะห์ต่าง ๆ ของรัฐหรือสิทธิประโยชน์ที่รัฐจะหยิบยื่นให้เท่านั้น สิ่งที่ทางท่านสมาชิก ได้เสนอแนะไว้นั้นมีคุณค่าอย่างยิ่ง กระผมกับคณะได้ลองจับประเด็นสำคัญที่ได้จากเรื่องนี้ ที่เราจะต้องไปทำงานต่อ แล้วก็ไม่ใช่ความสำเร็จอยู่ที่คณะกรรมการและคณะกรรมาธิการ ชุดนี้เท่านั้น แต่เราจะทำหน้าที่เป็นตัวประสานเชื่อมโยง มีการทำงานกับกรรมาธิการชุดอื่น เพื่อที่จะขับเคลื่อนเรื่องนี้ เราได้สรุปจากที่ท่านได้เสนอ การมองสวัสดิการสังคมที่เหมาะสม กับสังคมไทยที่มองเป็นระบบย่อยทั้งหมด ๑๔ เรื่องใน ๔ เสาหลัก และมีเรื่องสำคัญที่อยู่ เหนือกว่านั้นคือเรื่องการเงินการคลัง และเรื่องตัวระบบการบริหารจัดการ รวมทั้งกฎหมาย ต่าง ๆ รวมเป็น ๑๖ ประเด็นนั้น ทั้งหมดนี้ถ้าฟังจากท่านแล้วเราจับประเด็นได้ว่าการปฏิรูป ระบบสวัสดิการสังคมที่เหมาะสมกับสังคมไทยนั้น

เรื่องที่ ๑ คือการปฏิรูปความคิดใหม่ของสังคมเลยครับ เปลี่ยนจากความคิด เข้าใจว่าสวัสดิการสังคมเป็นเรื่องแคบ ๆ อยู่แค่รัฐเป็นคนหยิบยื่นหรือสงเคราะห์ให้หรือจัดให้ เท่านั้น จะต้องเปลี่ยนใหม่เป็นเรื่องของการที่เราจะต้องมองว่าเป็นระบบที่ทุกภาคส่วน ในสังคมจะต้องได้เข้ามาช่วยกัน มีท่านอาจารย์ธรรมรักษ์ได้พูดไว้ชัดเจนว่า ต้องเปลี่ยนกรอบ ความคิดจากการที่สงเคราะห์หรือให้โดยรัฐเป็นข้อที่ ๑ คือการลงทุนด้านมนุษย์และสังคม ผมคิดว่าอันนี้เป็นเรื่องของการเปลี่ยนปฏิรูปกรอบคิดครับ

เรื่องที่ ๒ ที่จับได้ก็คือว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องร่วมกันของทุกภาคส่วนในสังคม ไม่ใช่กระทรวงใดกระทรวงหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่ภาคส่วนใดภาคส่วนหนึ่งเท่านั้น

เรื่องที่ ๓ ที่จับได้ชัดเจนจากการที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายจะเห็นว่า หนาตามากกับเพื่อนสมาชิกที่มาจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือองค์การบริหาร ส่วนท้องถิ่น และหลายท่านที่พูดถึง สิ่งที่ ๓ ที่จับได้ที่ชัดก็คือเรื่องสวัสดิการสังคมนั้น คงจะต้องมองท้องถิ่นและชุมชนเป็นฐานสำคัญไม่ใช่มองข้างบน มีบางท่านนั้นแนะนำถึงเรื่อง ว่าต้องไปเริ่มข้างล่าง ท่านจีรวัฒน์พูดถึงไม่ใช่เป็นเรื่องการที่เริ่มที่กระทรวง ทบวง กรม แล้วอยู่ ข้างบน แต่ข้างบนนั้นคงจะต้องเป็นผู้ที่ริเริ่มผลักดันและทำให้เกิด

เรื่องที่ ๔ ที่จับได้คือเรื่องนี้เป็นองค์รวมของสังคม เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ ทุกสาขา แยกส่วนไม่ได้ แต่เนื่องจากระบบทั้งหลายแยกส่วนกันอยู่ก็เป็นภาระหน้าที่ของเรา จะต้องมีการพูดคุยกันเพื่อจะทำงานข้ามส่วน ข้ามสาขามาช่วยกันคิด

และสุดท้ายเรื่องที่ ๕ ที่จับประเด็นได้จากที่ท่านเสนอ ทั้งหมดนี้ต้องวางอยู่ บนฐานการคลังจากทุกภาคส่วน ตั้งแต่เรื่องการส่งเสริมครอบครัว ชุมชน สังคม สร้างรายได้ ที่เป็นสัมมาชีพ ไม่พึ่งพิงแต่เรื่องการให้จากรัฐ หรือพูดอีกภาษาหนึ่งคือสวัสดิการสังคม ที่จะปฏิรูปต่อไปข้างหน้านั้นจะต้องเป็นระบบที่ร่วมด้วยช่วยกัน ไม่ใช่ไปฝากความหวังไว้ ที่ด้านใดด้านหนึ่งของสังคม

ผมขอกราบขอบพระคุณท่านสมาชิกทุกท่านที่ได้ให้ข้อคิดเห็น แล้วก็ ขอบพระคุณท่านประธานที่ได้ให้โอกาสมาเสนอรายงานนี้ ทางคณะของเราจะได้นำไปทำงาน ต่อตามที่ได้เสนอไว้ในข้อเสนอและรับความเห็นทั้งหลายจากท่านไปประกอบการทำงาน ในขั้นต่อไป ขอขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ ที่ประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติได้รับทราบแนวทางการดำเนินการของคณะกรรมาธิการปฏิรูป สังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส ร่วมกับของ คณะกรรมการปฏิรูประบบสวัสดิการสังคมที่เหมาะสมกับประเทศไทย วาระปฏิรูปที่ ๒๙ สวัสดิการสังคม เรื่อง การปฏิรูประบบสวัสดิการสังคมที่เหมาะสมกับสังคมไทยแล้วนะครับ และได้รับทราบความเห็น พร้อมข้อเสนอแนะของสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติด้วย คณะกรรมาธิการจะได้นำไปเป็นแนวทางในการดำเนินการต่อไป ขอบคุณคณะกรรมาธิการ ทุกท่าน ขอบคุณมากเลยครับ

ถัดไป ๓.๒ รายงานการพิจารณาของคณะกรรมาธิการปฏิรูปค่านิยม ศิลปะ วัฒนธรรม จริยธรรมและการศาสนา เป็นวาระการพัฒนา : ระบบค่านิยม คุณธรรม จริยธรรม เพื่อความเป็นพลเมืองที่ดี และมนุษย์ที่สมบูรณ์ ซึ่งคณะกรรมาธิการปฏิรูปค่านิยม ศิลปะ วัฒนธรรม จริยธรรมและการศาสนา ได้พิจารณาเสร็จแล้ว

(แทรกร่าง)

ขอเรียนเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจำที่

(คณะกรรมาธิการเข้าประจำที่)

ด้วยประธาน กรรมาธิการได้มีหนังสือขออนุญาตให้อนุกรรมาธิการและที่ปรึกษาอนุกรรมาธิการเข้าร่วม ชี้แจงต่อที่ประชุม เพื่อให้การรายงานการพิจารณาของคณะกรรมาธิการปฏิรูปค่านิยม ศิลปะ วัฒนธรรม จริยธรรมและการศาสนา เป็นไปด้วยความถูกต้อง ครบถ้วนและสมบูรณ์ มากยิ่งขึ้น ซึ่งประธานสภาได้พิจารณาแล้วได้อนุญาตตามข้อบังคับ ข้อ ๙๗ วรรคท้าย จึงขอเชิญท่านผู้มีนามต่อไปนี้เข้าชี้แจงต่อที่ประชุมด้วยครับ ๑. นายจาฤก กัลย์จาฤก ๒. นายจักรธรรม ธรรมศักดิ์ ๓. คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ ๔. นายเทพ หิมะทองคำ ๕. นายประพจน์ อัศววิรุฬหการ ๖. นางประภา เหตระกูล ศรีนวลนัด ๗. นางผาณิต นิติทัณฑ์ประภาศ ๘. พลตำรวจเอก วสิษฐ เดชกุญชร ๙. นายสิน สื่อสวน ๑๐. นางสุรางค์ เปรมปรีดิ์ ๑๑. นางกัญกิติกา เอกกีรติกุล ๑๒. นายสมชาติ วิศิษฐชัยชาญ ๑๓. นางสาวกนกกาญจน์ อนุแก่นทราย เรียนเชิญทุกท่านเข้าประจำที่นะครับ ถ้าพร้อมแล้ว ขอเรียนเชิญท่านประธานอนุกรรมาธิการได้แถลงรายงานนะครับ

นางจุรี วิจิตรวาทการ กรรมาธิการ 🔗

เรียนท่านประธานที่เคารพนะคะ และสมาชิก สปช. ที่รักทุกท่าน ดิฉัน จุรี วิจิตรวาทการ ประธานอนุกรรมาธิการปฏิรูปค่านิยม คุณธรรมและจริยธรรม วันนี้ดิฉันจะขอเสนอรายงานที่ได้ทำกันมาในคณะอนุกรรมาธิการ ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกที่นอกจากตัวดิฉันแล้ว มีคุณตรึงใจ บูรณสมภพ คุณธรรมรักษ์ การพิศิษฎ์ คุณเบญจวรรณ สร่างนิทร พลเรือเอก ศุภกร บูรณดิลก คุณกอบแก้ว จันทร์ดี คุณประภาภัทร นิยม นางกัญกิติกา เอกกีรติกุล คุณจาฤก กัลย์จาฤก คุณสมชาติ วิศิษฐชัยชาญ และดอกเตอร์กนกกาญจน์ อนุแก่นทราย คือเราคุยกันมาเยอะในเรื่องของการปฏิรูปสังคม แต่จริง ๆ แล้วคือเป้าหมายของการปฏิรูปคืออะไร เราต้องการจะปฏิรูปสังคมไทยให้เป็นสังคม ที่มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน แต่ใครจะเป็นผู้ขับเคลื่อนการปฏิรูปก็คือคนนั่นล่ะ สมาชิกในสังคม จะเป็นผู้ที่ขับเคลื่อนเพราะว่าคนคือศูนย์กลางและเป้าหมายของการปฏิรูป การพัฒนา คุณภาพของคนจึงเป็นหัวใจของการปฏิรูป ดิฉันคิดว่ามิติด้านนี้เราอาจจะคุยกันน้อยนิดหนึ่ง ในการพูดถึงการปฏิรูป เราไปมองในเรื่องของประเด็นต่าง ๆ ซึ่งล้วนแต่มีความสำคัญ แต่ว่าเรื่องของคน คุณภาพของคน ดิฉันคิดว่าเป็นหัวใจสำคัญอันหนึ่ง การปฏิรูปคนนั้น จำเป็นอย่างยิ่งซึ่งต้องปฏิรูประบบค่านิยม คุณธรรมและจริยธรรม ที่กำกับพฤติกรรมของคน เพราะเราจะแก้ปัญหาจากรากฐาน สร้างภูมิคุ้มกันต่อปัญหาในสังคม นี่ก็มาจากเรื่องคนอีกนี่ล่ะ ว่าเขามีจิตสำนึกในเรื่องเหล่านี้หรือไม่ เราจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมของคนเพื่อการพัฒนา และถ้าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้พูดถึงพลเมืองเยอะ สิทธิ หน้าที่ความรับผิดชอบ จริง ๆ แล้ว พลเมืองดีต้องมีคุณธรรมด้วย เพราะว่าอย่างที่เราเห็นในสมัยฮิตเลอร์เป็นใหญ่ สมาชิก ในสังคมของเขาก็เป็นพลเมืองที่ดี เชื่อฟังนโยบายภาครัฐ มีวินัย มีระเบียบอะไรต่าง ๆ แต่ว่า ไม่มีคุณธรรม เพราะว่าผู้นำไม่มีคุณธรรม นโยบายไม่มีคุณธรรม เพราะฉะนั้นพลเมืองดี ต้องมีคุณธรรมประจำใจด้วย และนอกจากนี้แล้วความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์จะเป็นอะไร ที่สำคัญสำหรับการขับเคลื่อนเรื่องคน ทีนี้เราลองมาดูรากเหง้าของปัญหาของสังคมไทย ที่เกิดขึ้น เพราะว่ามีค่านิยมที่ไม่ถูกต้องและความเสื่อมทางคุณธรรม จริยธรรมเป็นประเด็น ที่ทำให้เกิดปัญหามากมายในสังคมไทย ที่ผ่านมาวิกฤติการณ์ทางสังคมไทยอย่างที่เราทราบแล้ว ดิฉันไม่ต้องพูดลงไปลึกถึงเรื่องนี้

เราขอยกตัวอย่างต่อไป คือถ้าเรายอมรับการโกงและนิ่งเฉยต่อการโกง ก็ก่อให้เกิดปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน การโกงนั้นมีหลายมิติ ความโลภ ความอะไรหลายอย่าง แต่ในส่วนที่สำคัญอีกอันหนึ่งคือว่าไม่มีจิตสำนึกในการที่จะคิดว่ามันเป็นเรื่องผิด เราโชว์ ตัวเลขนิดหนึ่งว่าตามงานวิจัยที่เสนอมาเราจะสูญเสียเงินเท่าไรในแต่ละปี ตั้งแต่ปี ๒๕๕๔ ปี ๒๕๕๕ ปี ๒๕๕๖ เงินที่เสียไป สูญเสียกับคอร์รัปชันเป็นจำนวนมากมายในรายงานก็มีส่วนนี้

ทีนี้คอร์รัปชันนั้นมาจากอะไรบ้าง เรื่องของการมองความสัมพันธ์ส่วนตัว สำคัญกว่าส่วนรวม เรื่องของการที่ไม่เข้าใจผลประโยชน์ส่วนรวม ไม่มีความรับผิดชอบ ต่อส่วนรวม แล้วก็มีส่วนที่มองว่าต้องตอบแทนบุญคุณของพรรคพวก พวกพ้องอะไรต่าง ๆ ล้วนแต่เป็นเรื่องของค่านิยมซึ่งมาจากเรื่องของการขาดคุณธรรม จริยธรรม

นอกจากนี้แล้วเราจะเห็นว่าการเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวไม่คิดถึงส่วนรวม ก็เป็นเรื่องที่นำไปสู่การซื้อสิทธิขายเสียง อันนี้เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ง่าย ใครให้เงินเท่าไร เรารับ ก็ให้เสียงไปโดยไม่มีความรับผิดชอบต่อสังคมส่วนรวม ว่าคนที่เราเลือกนั้นมีคุณภาพดีไหม เป็นตัวแทนที่ดีของเราหรือไม่ รวมทั้งบางทีเป็นการตอบแทนบุญคุณก็เป็นเรื่องส่วนตัวอีก ทั้งนี้ทั้งนั้นค่านิยมทั้งหมดเชื่อมโยง โยงเกี่ยวกันอย่างใกล้ชิด

หรือในประเด็นของการละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และความไม่เป็นธรรม ทางสังคม สิ่งเหล่านี้มันนำไปสู่สังคมที่ไม่เป็นประชาธิปไตย เราพูดถึงประชาธิปไตยมาเยอะ อยากได้ประชาธิปไตย แต่เรามีโครงสร้างพื้นฐานทางจิตใจของคน ของมนุษย์ในสังคมหรือไม่ ที่จะเป็นสังคมประชาธิปไตย ยกตัวอย่างง่าย ๆ ประชาธิปไตยนั้นเน้นในเรื่องความเสมอภาค เรื่องนิติรัฐ เรื่องเสรีภาพ แต่เรามีการปลูกฝังสิ่งเหล่านี้หรือไม่ อันนี้ดิฉันคิดว่าเราคงต้อง ยอมรับกันว่าเราไม่ได้จรรโลงเรื่องความเสมอภาคในสังคมไทย เราไม่ได้เข้าใจในเรื่องของ การที่จะมีส่วนร่วม ยอมรับฟังเสียงคนอื่น เราเป็นสังคมที่อำนาจนิยม ทั้งหมดนี้เป็นตัวอย่าง เล็ก ๆ ที่ชี้ให้เห็นว่าถ้าไม่มีการปรับคุณค่า ค่านิยมในตัวคน ยากมากที่เราจะก้าวไปอย่างสง่างาม ในกระบวนการประชาธิปไตยซึ่งควรรวมถึงวิถีชีวิตประชาธิปไตย การปฏิบัติต่อกันตามหลักวิชา ที่ว่าตามหลักของประชาธิปไตย

นอกจากนี้แล้วถ้าเราไปดูในเรื่องของความโลภ เอารัดเอาเปรียบเพื่อนมนุษย์ ไม่เคารพกฎหมาย สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นประจำวันที่เราเห็นกันในทุกส่วนของสังคมก็เป็น การสู่การทำลายทรัพยากรธรรมชาติ ปัญหาเหล่านี้สัมพันธ์กันหมด หรือว่าความมักง่าย เน้นสะดวกสบาย ขาดวินัย นำไปสู่การไม่เคารพกฎหมาย สังคมไทยเราไม่ได้ขาดกฎหมายที่ดี ที่จริงเรามีกฎหมายมากมาย ครบถ้วนมากกว่าหลาย ๆ สังคม แต่ว่าทำไมมีการละเมิดบ่อย ทั้งนี้เป็นเพราะว่ามีค่านิยมที่มองว่าไม่เป็นไร ละเมิดเล็กละเมิดน้อยไม่เป็นไร และที่น่าสนใจ กว่านั้นก็คือว่าผู้ที่ละเมิดก็ยังไม่ถูกสังคมลงโทษอีกด้วย อันนี้เป็นอะไรที่ทำให้ตอกย้ำ ความที่สังคมประชาชนมองว่ากฎหมายไม่ศักดิ์สิทธิ์

นอกจากนี้แล้วเราจะไม่สนใจในเรื่องถูกหรือผิด หรือความเสื่อมทางคุณธรรม และจริยธรรม ปัญหาเหล่านี้ส่งผลต่อประเทศไทยอย่างไรบ้าง ทั้งหมดนี้จะทำให้เราเห็นภาพ ของสังคมไทยที่มีทุจริตคอร์รัปชันเยอะ ประชาธิปไตยไม่พัฒนา ทำลายสิ่งแวดล้อม ความไม่เป็นธรรมเกิดขึ้นและความเหลื่อมล้ำมีมากมาย ขาดระเบียบวินัย ไม่เคารพกฎกติกา ต่าง ๆ และยังพาไปถึงความรู้สึกที่ลุ่มหลงในวัตถุนิยมด้วย ดิฉันเห็นว่าความจำเป็นที่จะต้อง ปลูกฝังคุณค่า ค่านิยม เป็นเรื่องสำคัญมาก จึงจะขออนุญาตฉายคลิป (Clip) สั้น ๆ ให้ดูว่า ในต่างประเทศเขามีการทดลองว่าการปลูกฝังความคิดบางอย่างในตัวเด็กเล็ก ๆ นี่เป็นเรื่องยาก แต่คลิปอันนี้น่ารักมาก แล้วก็มีแค่ ๒ นาที ขอฉายให้ดูนิดหนึ่ง แล้วเราจะคุยกันต่อ

(เจ้าหน้าที่ได้ทำการเปิดคลิปภาพ)

เป็นงานทดลองวิจัยที่สำคัญเรียกว่า มาร์ชแมลโล เทสท์ (Marshmallow test) ที่เขาเอาให้เด็กดูว่าจะอดกลั้นได้ไหม

ท่านสมาชิกคะ อันนี้เป็นตัวอย่าง เด็กเล็ก ๆ งานวิจัยชี้ให้เห็นว่าการที่จะ อดทนเพื่อที่จะอดเปรี้ยวไว้กินหวานไม่ใช่เรื่องง่าย เช่นเดียวกันการบ่มเพาะเรื่องราวต่าง ๆ ในจิตใจของเด็กตั้งแต่เด็กนี่เป็นเรื่องยาก แต่ก็คงต้องมี ควรจะมีการพยายามทำ เพราะว่า วัยเด็กนี่เป็นช่วงที่มีความสำคัญที่จะปลูกฝังจิตสำนึกต่าง ๆ ให้กับเด็ก ถ้าเรามาพิจารณา ต่อไปคุณค่าของมนุษย์ในทัศนะพุทธศาสนา และปรัชญามนุษยนิยมของต่างประเทศ ของทางตะวันตกไม่ได้ห่างไกลกันมาก มีความใกล้ชิดคล้ายคลึงกันมาก เพราะต่างจะคิดว่า มนุษย์นี้ไม่ใช่มนุษย์สามารถจะพัฒนาได้ มนุษย์มีความประเสริฐบางอย่าง มนุษย์สามารถ เรียนรู้ได้ แล้วก็ถ้าเราเรียนการบริหารเราจะเคยอ่านของ อับราฮัม มาสโลว์ ที่ว่ามนุษย์นั้น มีความต้องการในขั้นต่าง ๆ ตั้งแต่ความต้องการพื้นฐานไปถึงอยากจะทำความดี หลาย ๆ ทฤษฎี ก็เน้นเรื่องนั้น มนุษย์นี่เป็นส่วนหนึ่งของสังคมและธรรมชาติ มนุษย์มีพลังความคิดสร้างสรรค์ มนุษย์มีศักยภาพในการพัฒนา มนุษย์เป็นโครงสร้างพื้นฐาน ของการพัฒนา สิ่งเหล่านี้ตรงกับฝ่ายพุทธเลย ซึ่งเราเห็นว่าไม่ว่าจะท่านพุทธทาส ท่านสมเด็จ พระสังฆราช หรือว่าท่านปยุตโต ทั้งหมดนี้พูดไว้เกี่ยวกับเรื่องมนุษย์ที่มีอะไรที่คล้ายกันมาก ดิฉันก็ขออนุญาตผ่านไปว่าความสัมพันธ์ระหว่างคน สังคม และธรรมชาติ วนเวียนกันไป บรรทัดฐานสังคม ทำให้เกิดค่านิยม ค่านิยมก็เป็นตัวจรรโลงคุณธรรม จริยธรรมเป็นการ แสดงออกของคุณธรรมนั้น การปฏิบัติ กฎหมายก็เป็นอีกตัวหนึ่ง ทั้งหมดคน สังคม ธรรมชาติ มีความสัมพันธ์โยงเกี่ยวกันอย่างใกล้ชิด และถ้าเรามาดูถึงกลไกการกำกับพฤติกรรมมนุษย์ เราจะเห็นว่าเป็นเหมือน ๓ ระดับ

ขั้นที่ ๑ คือ กฎหมาย กฎระเบียบ ที่มีผลบังคับใช้ มีการลงโทษได้ตามกฎหมาย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นกฎหมาย กฎระเบียบ ไม่สามารถจะบังคับพฤติกรรมทุกเรื่องหรือว่าอะไรทุกอย่าง ในชีวิตของมนุษย์เราได้

ถึงมีขั้นที่ ๒ คือค่านิยมและบรรทัดฐานของสังคม ซึ่งเป็นสิ่งที่เราหล่อหลอม เรียนรู้มาตั้งแต่ในวัยเด็ก เพราะว่าเริ่มตั้งแต่พ่อแม่ไปจนถึงโรงเรียนที่จะจรรโลงสอนเรา ให้เคารพกฎ บรรทัดฐานทางสังคม การลงโทษนั้นคือลงโทษทางสังคม ซึ่งจริง ๆ แล้ว ในหลาย ๆ สังคมก็เห็นว่าขั้นที่ ๒ นั้นสำคัญกว่าขั้นที่ ๑ ด้วยซ้ำไป กฎหมายคือพื้นฐาน ทุกคนจะต้องรู้ เข้าใจ มีการลงโทษ แต่ว่าขั้นที่ ๒ มีพลังสูงเพราะสังคมจะเป็นฝ่ายลงโทษ

แต่ที่สำคัญที่สุดคือคุณธรรมประจำใจขั้นที่ ๓ อันนี้มาจากการหล่อหลอม กล่อมเกลาปลูกฝังในจิตสำนึกลึก ๆ ของคนที่ทำให้มนุษย์เราจะไม่ละเมิดกติกาต่าง ๆ เราจะไม่ทำความไม่ดี เพราะเราเองจะเป็นตัวที่กำหนดไม่ให้เกิดไม่ทำความไม่ดี เพราะว่า เราจะรู้สึกผิดและรู้สึกเสียใจ เป็นขั้นลำดับที่เราน่าจะมีการพัฒนาให้ถึงระดับนั้น

ทีนี้เรามาดูในเป้าหมายการพัฒนาระบบค่านิยมคุณธรรมและจริยธรรม การพัฒนาคนในมิติเป็นพลเมืองที่ดีมีคุณธรรมนั้นสำคัญยิ่ง แต่เราก็ควรจะพัฒนาให้คนเป็น มนุษย์ที่ดีและมีความสมบูรณ์ด้วย พลเมืองที่ดีจะเคารพสิทธิมนุษยชน ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หน้าที่ของพลเมือง มีสิทธิเสรีภาพ และมีความรับผิดชอบ มีจิตสาธารณะ อันนี้เป็นพื้นฐาน และมีอื่น ๆ แต่อันนี้คือพื้นฐาน ส่วนความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์นั้นเรามีคุณธรรม จริยธรรม มีคุณค่าและความหมายของชีวิต ต้องมี ไม่ใช่อยู่ไปวัน ๆ เรื่อยเปื่อย เรื่อยเจื้อยไปเรื่อย แต่ว่ามีการสำนึกถึงคุณค่าและความหมายของชีวิต และรู้จักใช้เหตุและผลในความคิด ในการตัดสินใจและแสวงหา สร้างสรรค์ในเชิงสุนทรี เพราะฉะนั้นไม่ว่าศิลปวัฒนธรรม วรรณกรรมอะไรเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เราเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์และมีจิตสำนึกในเชิงบวก ต่อเพื่อนมนุษย์และธรรมชาติสิ่งแวดล้อม อันนี้สำคัญเพราะมนุษย์ที่สมบูรณ์จะไม่ล่วงละเมิด ธรรมชาติ จะเคารพธรรมชาติและอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างสมดุลและมีคุณภาพ เพราะฉะนั้น ในช่วงต่อไปเราจะมาพูดถึงคนกับวาระการปฏิรูป เราพยายามจะสกัดบางประเด็นของ วาระการปฏิรูปออกมาเพื่อให้เห็นว่ามันสัมพันธ์กันอย่างไร ว่าค่านิยม คุณธรรม จริยธรรม สัมพันธ์กันอย่างไร มี ๓๖ วาระ

ขอไปต่อเลย ค่านิยมที่ควรปรับแก้และเป็นอุปสรรคต่อการปฏิรูปในเรื่องของ ทุจริตคอร์รัปชันเราจะเห็นว่าเรื่องระบบอุปถัมภ์ แน่นอนการที่เราเลือกพรรคพวกตัวเอง เลือกที่รักมักที่ชัง ช่วยพรรคพวกตัวเองนั่นคือผลพวงของระบบอุปถัมภ์ทั้งหลาย การรวม ศูนย์อำนาจมาก ๆ หรือว่าการยึดประโยชน์และความสัมพันธ์ส่วนตัวเป็นตัวตั้ง ทั้งหมดนี้ ก่อให้เกิดทุจริตคอร์รัปชัน ยังไม่รวมถึงความโลภและกิเลส แต่อันนี้คือหลัก เพราะฉะนั้น ในการป้องกันทุจริตจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเข้าใจถึงว่าค่านิยมที่ไม่พึงประสงค์เหล่านี้ จะต้องปรับแก้อย่างไร รวมทั้งการเข้าสู่อำนาจของระบบพรรคการเมืองก็มีส่วนสัมพันธ์กับ เรื่องรวมศูนย์อำนาจ เรื่องอะไรต่าง ๆ การตรวจสอบอำนาจหรือกิจการตำรวจที่เรากำลังจะ ปฏิรูปอยู่ ทั้งหมดนี้มันมีส่วนสัมพันธ์โยงเกี่ยวกับการยึดประโยชน์ส่วนตัว ยึดความสัมพันธ์ ส่วนตัว ทีนี้เงื่อนไขของคนในการปฏิรูปควรจะอะไร ก็คือเห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนรวม ความซื่อสัตย์ สุจริต เที่ยงธรรม ในการทำหน้าที่ คนไทยไม่โกง หรือว่าเลือกคนดีเข้าสภา สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ควรจะต้องปลูกฝังสร้างให้เป็นกระแสสังคม

ต่อไปคือการสร้างคนไทยที่สมบูรณ์ ค่านิยมที่เป็นอุปสรรค คือคนไทยจะ ไม่มีวันเป็นคนไทยที่สมบูรณ์ได้ถ้าเรามีระบบการเรียนการสอนที่สอนให้เรียนเพื่อคะแนน และเพื่อสอบ หรือเรียนเพื่อปริญญาแต่ไม่ใช่เรียนเพื่อความรู้ เรียนแบบท่องจำ ไม่ได้สอน ให้คิดและวิเคราะห์ ถ้าเรายังเป็นอำนาจนิยม ไม่เน้นคุณภาพหรือมาตรฐาน แต่เน้น แต่ปริญญาบัตรอะไรต่าง ๆ ซึ่งค่านิยมปัจจุบันนี้เป็นอย่างนั้นจริง ๆ เพราะฉะนั้นมันสัมพันธ์ โยงเกี่ยวกับระบบการจัดการศึกษา ระบบการเรียนรู้ของประชาชนในทุกระดับ ตรงนี้เป็นอะไร ที่การปฏิรูปควรจะต้องคำนึงถึง และในมิติของปฏิรูปศิลปวัฒนธรรม ค่านิยมที่ไม่พึงประสงค์ คือขาดการปลูกฝังคุณค่าของศิลปวัฒนธรรมจริง ๆ เราไปมองคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรม โดยไม่มีการคิดลึกจริง ๆ ว่าคืออะไร ถึงได้ถูกฉาบฉวยกระแสต่าง ๆ เคป๊อบ (K-pop) หรือว่า อะไรนำพาไป อะไรที่คิดว่าโก้และสวยงามก็ไปหมด แต่ไม่ได้มีการวิเคราะห์ คิดลึกจริง ๆ ขาดพื้นที่และกลไกหนุนเสริมการผลิตงานด้านศิลปวัฒนธรรมที่เห็นว่าไม่สำคัญ ค่านิยม ที่ไปตามกระแสธุรกิจตลาดอะไรต่าง ๆ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้มันเจอค่านิยมที่พึงประสงค์ ที่จะทำให้เงื่อนไขของคนในการปฏิรูปเรื่องวาระนี้ ในเรื่องของสร้างคนที่สมบูรณ์ อาจจะ มีการต้องปลูกฝังรักเพื่อนมนุษย์ มีสุนทรียภาพ คำนึงถึงธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รักศิลปวัฒนธรรมและรักความเป็นไทย ความเป็นไทยที่คุยกันในชุดอนุกรรมาธิการของเรา ไม่ได้หมายถึงว่าจะต้องมีศิลปวัฒนธรรมบางอย่างบางเรื่องต้องแต่งไทย หรืออะไรอย่างนั้น ไม่จำเป็น อันนั้นด้วย แต่ว่าต้องพยายามสกัดเอาคุณงามความดีของวัฒนธรรมออกมาจริง ๆ แล้วความที่เป็นไทยนั้นก็ไม่ได้แปลว่าเราจะคลั่งชาติ รักชาติแบบลืมหูลืมตาไม่ขึ้น ทุกอย่าง ตั้งอยู่บนเหตุและผล และเป็นการที่จะพยายามมองว่าทำอย่างไร ทำอย่างไรที่เราจะสกัด เอามิติ อย่างเช่นความเอื้ออาทรของคนไทยที่เป็นจุดแข็งของสังคมไทยจริง ๆ เอื้ออาทร ที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของว่าเลือกที่รักมักที่ชัง ซึ่งผิดกับระบบอุปถัมภ์ ระบบอุปถัมภ์ เลือกที่รักมักที่ชังจะต้องเป็นนายของฉัน ลูกน้องของฉัน แต่ว่าในเอื้ออาทรนี้กับเพื่อนมนุษย์ ร่วมกัน สิ่งเหล่านี้เป็นจุดแข็งหลายอย่างทางวัฒนธรรมที่น่าจะมีการจรรโลงและนำมา เผยแพร่ต่อ

ทีนี้ต่อไปคือความเหลื่อมล้ำทางสังคม ในอาเจนดา (Agenda) นี้ ในวาระนี้ ค่านิยมที่ควรปรับแก้ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการปฏิรูปคือเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว ขาดจิตสาธารณะ อยู่แบบตัวใครตัวมัน ไม่รับผิดชอบต่อส่วนรวมและความต้องการและโลภอย่างไร้สติ มนุษย์เรามีความโลภกันทั้งนั้น แต่ว่าถ้าไม่มีขอบเขตและไร้สติก็นำไปสู่การที่จะไขว่คว้า ทุกอย่าง ละเมิดคนอื่นเขา มีเท่าไรก็ไม่พอ เพราะฉะนั้นตรงนี้ดิฉันคิดว่ามันเป็นอะไรที่เรา จะต้องเน้นและขจัด การผูกขาดและการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม ที่เราคุยกันในกลุ่มเศรษฐกิจ หรือช่องว่างทางเศรษฐกิจและสังคมที่ยิ่งกว้างมากขึ้นเรื่อย ๆ ส่วนหนึ่งมาจากค่านิยมที่ว่านี้ หรือโครงสร้างภาษีที่เราอยากจะเปลี่ยน การถือครองที่ดินที่เราต้องการจะปรับเปลี่ยน มีส่วนมาจากเรื่องของตัวใครตัวมัน เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวเลยที่เราได้พูดกันมาแล้ว เพราะฉะนั้นทางอนุกรรมาธิการก็คิดว่าค่านิยมที่พึงประสงค์ที่ควรจะเน้นและปลูกฝังก็คือ ต้องมีจิตสาธารณะ ต้องมีจริยธรรมทางธุรกิจ ซึ่งทางภาคธุรกิจก็เน้นในยุคนี้ มีทั้งซีเอสอาร์ (CSR) มีทั้งโซเชียล เอ็นเตอร์ไพรส์ (Social enterprise) อะไร ซึ่งเป็นทิศทางที่ไปในทางที่จะ มองว่าธุรกิจจะมีจริยธรรมได้อย่างไร ความเป็นธรรมทางสังคม ซึ่งเป็นจุดอ่อนมากของสังคมไทย ที่เราไม่ค่อยได้พูดคุยกัน

ค่านิยมที่พึงประสงค์อีกอันคือเรื่องเกี่ยวกับที่ดิน โครงสร้างภาษีคือมีจิตสาธารณะ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อผู้ที่อ่อนแอกว่าเรา ยกย่องคนจ่ายภาษี รังเกียจคนเลี่ยงภาษี ตอนนี้ เราอาจจะยกย่องคนเลี่ยงภาษีด้วยซ้ำไปว่าเขาเก่ง แต่จริง ๆ แล้วมันต้องกลับกัน แล้วก็สนใจ และเน้นความเป็นธรรมทางสังคม

ทีนี้ความมั่งคั่งและขีดความสามารถของประเทศ ค่านิยมที่ควรปรับแก้ และเป็นอุปสรรคคือเรารักสนุก อันนี้งานวิจัยเราสกัดมาจากตั้งแต่นักวิชาการในอดีต อย่างโปรเฟสเซอร์เฮอร์เบิร์ต ฟิลลิปส์ จอห์น เอ็มบรี ตั้งแต่ฝรั่งมองเรา เรามองตัวเราเอง งานวิจัยที่มองมา ความรักสนุกไม่ใช่เรื่องไม่ดี แต่ว่ารักสนุกจนรักสบายเกินควร ไม่นิยม ทำงานหนัก รวมทั้งไม่รับผิดชอบ กลัวความผิด เพราะฉะนั้นไม่รับผิดชอบ ไม่ต้องการที่จะ รับผิดชอบอะไร ไม่ชอบคิด ไม่ใช้หลักเหตุผล ลักษณะเหล่านี้ทำให้เราเกิดปัญหามาก โดยเฉพาะถ้าเราจะมองในเรื่องของนิว โกรธ เอ็นจิน (New growth engine) ทำอย่างไร ในวาระวิสัยทัศน์ของเราที่พูดถึงว่าทำอย่างไรจะขับเคลื่อนต่อไปได้ พลังของการขับเคลื่อน สร้างสรรค์ใหม่จะมีอะไร การสร้างสังคมผู้ประกอบการเราจะทำอย่างไร หรือว่าต่อไป เราไม่สามารถจะอยู่แบบเดิม เราต้องมีเซ็นเตอร์ ออฟ เอคเซลเลนซ์ (Center of excellence) แหล่งของความเป็นเลิศในสังคมเพื่อที่จะแข่งขันกับเศรษฐกิจในโลกใหม่ที่ไม่ใช่เศรษฐกิจ ฐานผลิตแบบเดิม เราจะทำอย่างไร ตรงนี้ล่ะที่เรามองว่าค่านิยมที่พึงประสงค์ในเงื่อนไข ของคนในการปฏิรูปนั้นเราต้องพูดถึงจริยธรรมผู้ประกอบการ การรับผิดชอบต่อสังคม ไม่เอาเปรียบผู้บริโภค อันนี้ต้องปลูกฝังเข้าไปในจิตสำนึกเลย หรือว่าปลูกฝังแล้วอาจจะยัง ไม่ได้ผลก็ต้องมีการเนม แอนด์ เชม (Name and shame) ทำให้อาย ทำให้อะไรต่าง ๆ มีการลงโทษทางสังคม บางครั้งกฎหมายไปไม่ถึงก็ต้องใช้มาตรการอื่น

ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ หนักเอาเบาสู้ นิยมทำงานหนัก อันนี้ดิฉันเชื่อว่า เป็นค่านิยมที่จำเป็นมากสำหรับสังคมไทยในยุคปัจจุบัน ไม่ใช่ฉาบฉวย ขอไปที ทำง่าย ๆ เอาอะไรก็ได้ คนทำงานหนักเป็นคนเชย แม้กระทั่งคำไทยที่เราว่าคนทำงานหนักว่า บ้างาน สะท้อนให้เห็นเลยว่าเราไม่ได้ส่งเสริมการทำงานหนัก มองว่าคนทำงานหนักนั้นใกล้จะ วิกลจริตแล้วใช่ไหมคะ ตรงนี้ล่ะ ดิฉันคิดว่าเราจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องกลับกัน มองประเทศอื่น อย่างประเทศเพื่อนบ้านเราประเทศเวียดนามนี่เขาเน้นทำงานหนัก มองในหลาย ๆ ประเทศ เน้นทำงานหนัก ทำงานหนัก แต่ของเรานี่เราชอบอยู่สบาย สบาย ๆ ไม่ต้องทำงานหนัก คนทำงานหนักคือบ้างาน

ทีนี้อย่างไรก็ตามแต่ ความสามารถในการมองอย่างเชื่อมโยง นอกบริบท ตนเองก็สำคัญ อันนี้เป็นค่านิยมอันหนึ่งที่เราจะต้องคิดอะไรนอกเหนือตัวเอง ดิฉันเป็นคนที่สนใจ ยกตัวอย่างเรื่องของสตรี เรื่องของอะไร หลายคนถามดิฉันว่าคุณได้เปรียบ คุณก็ดีอยู่แล้วนี่ มีการศึกษาดี มีอะไรดี ฐานะดี ทำไมต้องไปห่วง ดิฉันบอกดิฉันไม่ได้ห่วงตัวดิฉันเอง แต่ว่า เราต้องมองข้ามออกจากตัวเราเองไปมองคนอื่นในสังคมที่เขาขาดโอกาส เสียโอกาส อันนี้เป็นประเด็นที่ดิฉันคิดว่าต้องพัฒนาจิตสำนึกเหล่านี้ให้กับคนไทย หรือตั้งใจมุ่งมั่น เพื่อความสำเร็จและความเป็นเลิศ เราต้องไม่ฉาบฉวย ว่าอย่างนั้นเถอะ ตั้งใจจริง เอาจริงเอาจัง

โครงสร้างพื้นฐานทางปัญญาและนวัตกรรม เรื่องต่อไป ค่านิยมที่เป็นอุปสรรค คือขาดการวิเคราะห์ข้อเท็จจริง อนุกรรมาธิการชุดเราคุยกันเยอะเลยค่ะเรื่องนี้ว่าทำไม เราไม่ค่อยวิเคราะห์อะไรลึก ๆ จริง ๆ ทำไมเราเชื่อโดยปราศจากการไตร่ตรอง ทำไม เราไม่ชอบคิด ไม่ใช้หลักเหตุผล ทำไมเราฉาบฉวย สิ่งเหล่านี้สัมพันธ์กันหมดกับการ ที่เรื่องระบบวิจัยในสังคมที่ยังแข่งกับคนอื่นเขาไม่ค่อยได้ เพราะว่ามันขาดความลึก ลุ่มลึก ขาดเงินทองซัพพอร์ต (Support) ด้วยแน่นอน แต่ว่ามีส่วนหนึ่งคือขาดความเอาจริงเอาจัง ระบบวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีต้องการความเอาจริงเอาจัง เพราะฉะนั้นค่านิยม ที่พึงประสงค์ที่จะเชื่อมโยงกับการปฏิรูปให้ดีขึ้น ก็คือต้องมีการคิดวิเคราะห์โดยการใช้เหตุผล ใช้ตรรกะ ใช้เหตุผลอย่างจริงจังลึกซึ้ง ไม่ใช่ฟังใครมาก็เล่าต่อกันไป ตามการวิเคราะห์ เชิงมานุษยวิทยา เรารู้ว่าสังคมไทยเป็นสังคมที่เป็นออรัล เทรดิชัน (Oral tradition) คือว่า เราบอก การบอกเล่านั้นเป็นเรื่องสำคัญ แต่ว่าถ้าเราจะบอกเล่าไปเรื่อยแล้วฟังกันง่าย ๆ โดยไม่ใช้เหตุและผล มันก็มีการบิดเบือนข้อเท็จจริงมากมาย ทำให้สังคมไม่เข้มแข็ง เราต้อง ตั้งใจศึกษาจริง รู้ลึก รู้จริง เพราะว่าความคิดสร้างสรรค์ทางนวัตกรรมมันมาจากการที่จะต้อง เอาจริงเอาจัง แต่สังคมต้องเปิดโอกาสด้วย ให้มีการฟูมฟักอภิบาลนวัตกรรม คนที่กล้าคิด กล้าทำอะไรต่าง ๆ ต้องมีพื้นที่และมีบรรยากาศของการเกื้อหนุนให้กล้าคิด กล้าสร้างสรรค์ และความอดทน มานะ เพียรพยายามก็เป็นเรื่องสำคัญ ไม่ใช่ทำอะไรหน่อยเหนื่อยก็ไม่เอา ฝรั่งถามดิฉันว่าทำไมพอเรากลับบ้าน เด็กกลับบ้านจากโรงเรียน พ่อแม่ก็ถามว่าเหนื่อยไหม เหนื่อยไหม คนกลับมาบ้านจากทำงานก็ถามว่าเหนื่อยไหม เรื่องเหนื่อยทำไมมันสำคัญนัก มานั่งคิด ดิฉันนั่งคิด ๆ ไปถึงจริงนะ เพราะเรามองว่าทุกอย่างควรจะสบาย ๆ ไม่ควรจะยาก ความเพียรพยายามมานะนี่ มันมีน้อย เพราะเรามองอย่างนั้น แล้วเราต้องกล้าทดลองและเรียนรู้จากการปฏิบัติ การทดลอง เป็นเรื่องที่ทดลองทุกอย่างในชีวิตประจำวันในเรื่องอะไรต่าง ๆ ต้องกล้าเสี่ยง กล้าทดลอง แต่ว่าบนหลักของเหตุผล ทีนี้มาถึงการบริหารจัดการภาครัฐ ดิฉันคิดว่าค่านิยมที่ควรปรับแก้ และเป็นอุปสรรคต่อการปฏิรูปคือเรื่องอำนาจนิยม ระบบอุปถัมภ์ ไม่ใฝ่รู้ ไม่เอาจริง ไม่เปิดกว้าง รับความเปลี่ยนแปลง สิ่งเหล่านี้ทำให้บั่นทอนประสิทธิภาพและคุณภาพของการบริหารงาน ภาครัฐ กลไกใหม่ที่ไม่ใช่ภาครัฐก็ไม่เกิดขึ้นถ้าเราไม่เปิดใจกว้างและไม่ยอมรับ เราจะตั้ง องค์กรใหม่ขึ้นมาอีกกี่องค์กร แต่ถ้าคนเป็นเหมือนเดิม ความคิดเดิม ระบบบริหารจัดการ วนเวียนอยู่ในระบบเดิม มันก็จะไม่เกิดประโยชน์จริง ๆ เพราะฉะนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้อง ปรับโครงสร้าง อำนาจส่วนกลาง ภูมิภาค โดยทั้งหมดต้องคิดใหม่ แล้วก็ทำด้วยวิธีใหม่ ค่านิยมที่พึงประสงค์ในเงื่อนไขของคนในการปฏิรูปคือยอมรับความสัมพันธ์ในแนวราบ ไม่ใช่ความสัมพันธ์แบบเดิมที่เป็นแนวตั้งจากบนสู่ล่าง ล่างขึ้นบน แนวราบในฮอริซอนทอล (Horizontal) ที่เห็นคนอื่นร่วมมือกันได้ เป็นเน็ตเวิร์ก ออร์แกไนเซชัน (Network organization) มากกว่าไฮอะราคิเคิล (Hierarchical) ที่เป็นแนวตั้ง แล้วเรื่องของความซื่อสัตย์สุจริตก็สำคัญ การทำงานแบบมีส่วนร่วมการเอาประชาชนและงานเป็นตัวตั้ง เราไม่ได้ใส่ใจในเรื่องเหล่านี้ บริหารงานราชการที่เฟล (Fail) มาเยอะ ล้มเหลวมาเยอะเพราะว่าเราเอาความสะดวกสบาย และผลประโยชน์ของผู้ทำงานเป็นตัวตั้ง แต่ไม่ได้มองในเรื่องผลประโยชน์ของคนที่รับบริการ และสังคมเป็นตัวตั้ง ดิฉันจะขอผ่านไปว่าเราตกลงกันในกลุ่มกรรมาธิการว่าเราจะพรีเซ็นต์ (Present) สั้นที่สุด เพราะรายงานเราค่อนข้างยาวแล้วยังไม่ใช่ฉบับสุดท้าย เราจะขอให้ไปอ่าน จากตรงโน้น แต่ในส่วนของสื่อมวลชน ทรัพยากรธรรมชาติอะไรต่าง ๆ ดิฉันไปเร็วนิดหนึ่ง สื่อมวลชนนี้เราก็พูดถึงว่าขาดการวิเคราะห์โดยใช้หลักเหตุและผล เชื่ออะไรง่าย ๆ อันนี้ เป็นปัญหาอุปสรรคค่านิยมที่ไม่ใช่ประชาชนอย่างเดียว ผู้ที่อยู่ในสื่อบางคนก็เป็นอย่างนั้น เขียนอะไรไม่ทราบ จับแพะชนแกะ วิเคราะห์โดยไม่มีการเชื่อมโยงอะไรอย่างลึกซึ้งแล้วคนไทย ไม่ชอบคิด ฉาบฉวย แล้วยังแถมมีธุระไม่ใช่ เราไม่สนใจเรื่องของชาวบ้าน เรื่องคนอื่น เราถูกสอนมาตั้งแต่เด็ก อย่าแกว่งเท้าหาเสี้ยน ให้เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ทั้งหมดนี้สอนให้ เราไม่ค่อยใส่ใจในเรื่องของส่วนรวม ความไม่ได้รับผิดชอบในวิชาชีพเป็นเหตุผลหนึ่ง ของสื่อบางส่วนที่ก่อปัญหา การกำกับดูแลสื่อ สิทธิเสรีภาพบนความรับผิดชอบนี้ ทางสื่อเขาได้พูดไปแล้ว เราจะไม่พูดกันอีกเยอะ แต่ว่าในมิติของหรือป้องกันการแทรกซึมสื่อ ทั้งหมดนี้มันจะต้องมาจากค่านิยมของจริยธรรมของสื่อมวลชน ความรับผิดชอบของสื่อ ความกระตือรือร้นในการสนับสนุนและตรวจสอบของประชาชน ประชาชนคิดวิเคราะห์ โดยใช้หลักเหตุและผล สื่อจะไม่ดีขึ้นมากถ้าสังคมไม่แคร์ (Care) ไม่สนใจ ไม่ติดตาม ไม่ตรวจสอบ และไม่ได้ทำให้สื่อต้องแอคเคาทะเบิล (Accountable) ต้องรับผิดชอบ ต่อสังคม เพราะฉะนั้นในสังคมประชาธิปไตยให้รัฐบาลทำก็ไม่ได้ สื่อเองต้องเป็นกลไกตัวหลัก และประชาชนต้องช่วยเสริมหนุน

ทีนี้มาในประเด็นต่อไปคือเรื่องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ค่านิยม ที่ควรปรับแก้และเป็นอุปสรรคต่อการปฏิรูป คือรักสนุก รักสบาย ไม่วางแผนป้องกันปัญหา ระยะยาว ขาดจิตสาธารณะ ทั้งหมดนี้ทำให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ถ้าเราจะดูวาระของเราในสภานี้ เราพูดถึงภัยพิบัติทางธรรมชาติ ภาวะโลกร้อน ถ้าเรารักสนุก สบาย เราก็ไม่สนใจ จะใช้อะไร ก็ใช้ไป ไม่มีการช่วยกันดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม เตรียมการเพื่อรับมือกรุงเทพฯ จมหรือว่า ระบบการบริหารจัดการทรัพยากร ไม่มีความเอาจริงเอาจัง ต้องมีจริยธรรมทางสิ่งแวดล้อม มีจิตสาธารณะ และที่พึงประสงค์คือมองไปข้างหน้าและคิดอย่างยาวไกล งานวิจัยหลายอย่าง บอกว่าคนไทยไม่ชอบวางแผนล่วงหน้าและไม่ต้องการมองการณ์ไกล เพราะเราเป็นคนเก่ง ในเชิงปฏิบัตินิยม ถ้ามีปัญหาเกิดขึ้นเราแก้ไขดีแต่เราไม่อยากวางแผน อันนี้อาจจะต้องปรับ และในโลกยุคใหม่เราต้องวางแผน มองไปการณ์ไกลเพราะว่าปัญหาที่รุมเร้าเรามีเยอะ รวมทั้งปัญหาทางสิ่งแวดล้อมด้วย ของคณะกรรมาธิการปฏิรูปค่านิยม ศิลปะ วัฒนธรรม จริยธรรมและการศาสนา เมื่อวานคณะอนุกรรมาธิการอีกชุดได้พูดไปแล้ว ดิฉันจะขอข้ามไป โดยจะพูดว่าการที่เชื่อถือในศาสนา ค่านิยมที่พึงประสงค์ก็คือต้องเหลื่อมใสโดยไตร่ตรอง พินิจพิเคราะห์ตามหลักเหตุผลโดยไม่งมงาย ความงมงายก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สังคมมีปัญหา ค่านิยมที่ควรปรับแก้เกี่ยวกับแรงงานข้ามชาติ โดยเฉพาะในการผลิตปัจจุบันและอนาคตเราต้องพึ่งแรงงานข้ามชาติ แต่ว่าเราเคารพ สิทธิมนุษยชนเขาไหม เราไม่เคารพสิทธิมนุษยชนของเขา ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และ ความเป็นธรรมที่ให้กับแรงงานข้ามชาติมีมากน้อยเพียงใด ตรงนี้ต้องมีการพลิกฟื้น ปรับพลิก สิ่งเหล่านี้ให้เคารพสิทธิมนุษยชน และปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเป็นธรรมและมีเมตตาธรรม ทีนี้วัตถุประสงค์ในการพัฒนาก็คือเราต้องการที่จะพัฒนาระบบค่านิยมคุณธรรม จริยธรรม ปรับแก้ค่านิยมที่ไม่พึงประสงค์ แล้วทำอย่างไรจะปลูกฝังค่านิยมที่พึงประสงค์และส่งเสริม คุณธรรม จริยธรรม ทำได้ เพราะหลายคนจะบอกว่ามันทำยากเป็นเรื่องนามธรรม เดี๋ยวเรา จะฟังจากอีกท่านหนึ่ง ดอกเตอร์กนกกาญจน์จะเป็นคนพูดให้ฟัง และดอกเตอร์สมชาติ จะพูดถึงว่าทำอย่างไรที่จะรณรงค์โดยใช้สื่อ

แต่ก่อนที่ดิฉันจะจบขอพูดในเรื่องของค่านิยมที่ควรปรับแก้ เราแบ่งค่านิยม ที่ควรปรับแก้ดิฉันพูดไปเยอะ มามองว่าค่านิยมที่ส่งผลต่อส่วนรวมเราจะแบ่งค่านิยมที่ส่งผล ต่อส่วนรวมเป็นกลุ่มหนึ่ง ค่านิยมที่ทำให้สังคมน่าอยู่เป็นอีกกลุ่มหนึ่ง ค่านิยมที่จะช่วยสร้าง ความสำเร็จก้าวหน้าเป็นอีกกลุ่มหนึ่ง แล้วก็ค่านิยมที่มีลักษณะเป็นอุดมการณ์แห่งชาติ ค่านิยมที่เป็นสากล และค่านิยมที่สร้างความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ทั้งหมดมี ๖ ประเภท ของค่านิยมที่เราคิดว่าควรจะมีการคุยกัน ถกกัน ปลูกฝัง จรรโลงในสังคมไทย อย่างเช่น เรื่องค่านิยมที่มีผลต่อส่วนร่วมเรื่องจิตสาธารณะ ซื่อสัตย์ สุจริต กระทำอย่างรับผิดชอบ ยึดประโยชน์ส่วนรวม รักความเป็นธรรม มีระเบียบวินัยและเคารพกฎหมาย จะทำให้มีผลดี ต่อส่วนรวม ค่านิยมที่ทำให้สังคมน่าอยู่คือความมีน้ำใจ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แบ่งปัน แบ่งปันนี่ สำคัญมาก ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระเจ้าอยู่หัวก็ได้พูดถึงมิตินี้ การดำรงตน ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ดิฉันคิดว่าเป็นเข็มทิศที่ชี้ทางให้คนเราเดินทางไปในชีวิตที่ดี ทำให้สังคมน่าอยู่ ค่านิยมที่ช่วยสร้างความสำเร็จก้าวหน้า อันนี้สำคัญมากต้องปลูกฝังเยอะ ไม่ได้เรียนเพื่อสอบ เรียนเพื่อปริญญา แต่ทำอย่างไรให้คนไทยใฝ่หาความรู้ เพียรพยายาม ตั้งใจ เอาจริงเอาจัง มีมานะอุตสาหะ ค่านิยมที่มีลักษณะอุดมการณ์แห่งชาติคือรักความเป็นไทย แต่ไม่ใช่หลงใหลงมงายโดยที่ไปใช้ความเป็นไทยไปดูหมิ่นดูถูกคนอื่น แต่สกัดเอาประเด็นที่ดี ของคนไทยออกมา ค่านิยมที่เป็นสากลอันนี้สำคัญในโลกยุคใหม่จะขาดสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ คำนึงถึงสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ให้คุณค่าที่จรรโลงความเป็นมนุษย์ อินคลูซีฟเนส (Inclusiveness) มองทุกคนมีโอกาสมีสิทธิเท่าเทียมกันและอื่น ๆ ค่านิยม ที่สร้างความเป็นมนุษย์ที่ดี จรรโลงศิลปะ ดนตรี สุนทรียศาสตร์ วรรณกรรมอะไรต่าง ๆ และความสมดุลในชีวิต

เพราะฉะนั้นค่านิยมที่สร้างความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ก็จะมีมิติต่าง ๆ ตามที่ เห็นนี่ ประเด็นของการปฏิรูปก็คงจะจบด้วยตรงนี้ ส่วนทฤษฎีเราเตรียมไว้ แต่ดิฉันคิดว่า อาจจะไม่ต้องคุย เพราะท่านอ่านในหนังสือคงได้ในรายงานของเรา ทฤษฎีจิตวิเคราะห์คิดว่า ของฟรอยด์ (Freud) ก็จะพูดเยอะในเรื่องของอิด (ID) อีโก (Ego) ซูเปอร์ อีโก (Superego) อะไรต่าง ๆ การทำอย่างไรให้ซูเปอร์ อีโก โตขึ้นมาให้มีการกำกับตัวเอง สอดคล้องกับวิธีการ ที่เราพูดถึงปลูกฝังจิตสำนึกของอีริค อีริคสัน ดิฉันนำมาใช้เรื่องมาสเทอรี ออฟ ดิ เอ็นไวรอนเมนท์ (Mastery of the environment) มีความสำคัญ เพราะดิฉันคิดว่ามันเป็นส่วนที่ทำให้ คนไทยเราเป็นอย่างเรา พ่อแม่โอบอุ้มอุ้มชูลูกหมด เลี้ยงอย่างไม่ให้เป็นตัวของตัวเอง ไม่กล้า ตัดสินใจ ทำให้เราไม่เก่ง โดยที่ในนามของการรักลูก แต่เป็นการรักลูกอย่างไม่ถูกทาง ส่วนทฤษฎีโคลเบิร์ก (Kohlberg) ก็คงให้อ่านในรายงานแล้วกัน เพราะว่าเกี่ยวกับการพัฒนา จริยธรรม คุณธรรมประจำใจ ทฤษฎีของอาจารย์ดวงเดือนเกี่ยวกับต้นไม้จริยธรรมก็เป็นอะไร ที่สำคัญ

ท้ายสุดสำหรับของตัวดิฉันเองอยากจะพูดถึงว่า ภาพใหญ่ของการที่เราคิดกัน ก็คือการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองทั้งในระดับโลกและระดับประเทศ เป็นปัจจัยใหญ่ที่เราต้องคำนึงถึง และเราก็มีวิกฤติการณ์ปัญหาของสังคมไทย และส่วนหนึ่ง ที่เรามีปัญหามากคือไม่ใช่ความผิดของคนไทยในปัจจุบัน แต่มันเป็นพันธนาการจากอดีต อะไรที่เราดูดซึม ซึมซับมาจากอดีตโดยไม่รู้ตัวทำให้เกิดค่านิยมต่าง ๆ ที่ไม่พึงประสงค์ ทีนี้เราจะทำอย่างไร กลไกการสร้างค่านิยมที่พึงประสงค์มีอะไรบ้าง กลไกและนโยบาย แห่งรัฐสำคัญ และกลไกการหล่อหลอมกล่อมเกลาทางสังคมก็สำคัญมาก เอเจนฺท์ ออฟ โซเชียลไลเซชัน (Agent of socialization) พ่อแม่ โรงเรียน สื่อ อะไรต่าง ๆ รวมทั้ง ทำอย่างไรจะให้มีกลไกสนับสนุนด้วย ทั้งหมดก็จะนำพาไปถึงที่เราต้องการสิ่งที่เราต้องการ ก็คือคนที่มีมิติต่าง ๆ ที่สมบูรณ์ ค่านิยมที่พึงประสงค์ อย่างเช่น การยืนหยัดในความถูกต้อง เที่ยงธรรม มีอินเทกริตี (Integrity) จิตสาธารณะ ความตั้งใจมุ่งมั่น ใฝ่เรียนรู้ กล้าทำจริง ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อคนอื่น การใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในการดำรงชีวิต รักความเป็นไทย เคารพสิทธิมนุษยชนและค่านิยมสากล รวมทั้งคุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์ เข้าใจถึงจุดนี้ และมีการปลูกฝังตั้งแต่เด็ก

ต่อไปดิฉันขอเรียนเชิญคุณธรรมรักษ์พูดนิดหนึ่งเกี่ยวกับผู้นำการเปลี่ยนแปลง ทั้งหมดนี้มันเกี่ยวกับคนจะต้องไปทำการเปลี่ยนแปลง ท่านจะช่วยพูดนิดหนึ่งในเรื่องนี้ ขอบคุณค่ะ

นายธรรมรักษ์ การพิศิษฎ์ กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิก ผม ธรรมรักษ์ การพิศิษฎ์ กรรมาธิการ สำหรับในเรื่องที่เกี่ยวกับผู้นำ การเปลี่ยนแปลงก็จะอยู่ในหน้า ๕๗-๕๙ นิดเดียวครับ ท่านทั้งหลายอาจจะเปิดตามไปด้วย เพราะผมคงไม่ได้ทำเพาเวอร์พอยท์ (PowerPoint) ไว้ ประเด็นสำคัญในเรื่องนี้นะครับ เรานำเสนอถ้าหากว่าจะเปลี่ยนจากค่านิยมที่ไม่พึงปรารถนาไปสู่ค่านิยมที่พึงปรารถนา อย่างที่ท่านประธานผมได้กล่าวไว้ เรามีความเห็นว่าในทางปฏิบัติเราเชื่อกันว่าจำเป็นจะต้อง อาศัยการเรียนรู้ เป็นกลุ่มในลักษณะที่เรียกว่าเชื่อมโยงกันจากการปฏิบัติ เราเรียกว่า การเรียนรู้จากการปฏิบัติ เราเชื่อว่าการพัฒนาคนสามารถพัฒนาได้เต็มศักยภาพ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ มนุษย์ทุกคนสามารถพัฒนาให้เป็นคนดี คนเก่ง สมบูรณ์แบบอย่างที่ท่านประธานจุรีต้องการ เรามีศักยภาพของแต่ละคน แต่เวลานี้เราใช้ศักยภาพดังกล่าวนั้นเพียง ๑๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น เพราะว่านักศึกษาศาสตร์ นักจิตวิทยาทั้งหลายเชื่อว่ากระบวนการศึกษา อบรมแบบถ่ายทอด ความรู้นี่ที่เราเรียกว่า คุณธรรม คือคุณทำ ผมไม่ทำ คือถ่ายทอดสาระวิชาแล้วก็ท่องจำกันนี้ ในแนวดิ่งจากบนลงล่าง จากครูถ่ายทอดเลคเชอร์ (Lecture) พัฒนามนุษย์ได้แค่ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น เพราะฉะนั้นการที่เราจะเรียนรู้กันในแนวราบที่เราพูดกันสามารถที่จะเรียนรู้ จากการปฏิบัติจริงที่เราเรียกว่า แอคชัน เลิร์นนิง (Action learning) จากประสบการณ์จริง ไม่ใช่ประสบการณ์ที่เราถ่ายทอดแค่สาระนะครับ เพราะฉะนั้นการเรียนรู้ในลักษณะเป็นทีม เป็นกลุ่ม มีผลงานวิจัยชัดเจนนะครับ ผมอยากจะยกตัวอย่างของบริษัทเชลล์ บริษัทเชลล์นี่ เขาศึกษาพฤติกรรมของนก ๒ ชนิด ในอังกฤษหลังสงครามโลก ครั้งที่ ๒ จะมีนก ๒ ชนิด บินว่อนอยู่ในชนบทอังกฤษเรียกว่า นกกระจิบ นกกระจอก อีกชนิดหนึ่งเขาเรียกนกกางเขน อกแดง ในอังกฤษสมัยนั้นเวลาเขาส่งหนังสือพิมพ์มาหน้าบ้าน เขาจะเอานมมาวางไว้ตอนเช้า และขวดนมมันก็บรรจุแพคกิง (Packing) ไม่ค่อยจะดีนัก นก ๒ ชนิดเขาก็สามารถที่จะมา กินอาหารเลี้ยงชีพได้ แต่หลังจากนั้นมีการบรรจุขวดนมที่แข็งแรงขึ้น ปรากฏว่าอย่างไรครับ ปรากฏว่านกกางเขนอกแดงสูญพันธุ์ แต่นกกระจิบกลับอยู่รอด ทฤษฎีนี้ชี้ให้เห็นว่าพฤติกรรม ของนก ๒ ชนิดมันต่างกัน นกกางเขนอกแดงเป็นนกอำนาจนิยม เป็นเทอร์ริทอเรียล เบิร์ดส (Territorial Birds) คือชอบอยู่กันลำพังกับตัวเมีย ใครเข้ามาใกล้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นเขาก็เรียนรู้ เหมือนกันทำรีเสิร์ช อาร์แอนด์ดี (Research R&D) เหมือนกันในการว่าจะเจาะขวดนม อย่างไร ทุกคนรู้ ทำอาร์แอนด์ดีได้ แต่นกกางเขนอกแดงมันไม่สามารถแพร่ไปสู่เพื่อนมันได้ เพราะชุมชนมันไม่เข้มแข็ง นกกระจิบมันบินกันเป็นฝูง สัญชาตญาณของนกสามารถทำให้ ถ่ายทอดความรู้ได้ เพราะฉะนั้นบริษัทเชลล์ก็นำความรู้อันนี้มาสร้างเขาเรียกว่า เลิร์นนิง ออร์แกไนเซชัน (Learning organization) คือเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้เกิดขึ้น ผมเชื่อ ทฤษฎีนี้ ชุมชนเข้มแข็งในสังคมเราก็พูดทฤษฎีนี้ว่า การเรียนรู้กันเป็นกลุ่มอินเตอร์แอคชัน (Interaction) กันจากการปฏิบัติน่าจะเป็นการทำให้เปลี่ยนค่านิยม เปลี่ยนความเชื่อกันได้ จากการปฏิบัติจริง และการเรียนกันเป็นฝูงอย่างเราถ้าเราไม่เปลี่ยนวัฒนธรรมอำนาจ วัฒนธรรมการสอน ถ่ายทอดความรู้ เราก็คงจะสูญพันธุ์แบบนกกางเขนอกแดง เพราะฉะนั้น การที่จะพัฒนาให้เต็มศักยภาพ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ก็จำเป็นจะต้องมีการเรียนรู้กันเป็นทีม ทีนี้มันก็มีงานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งที่ผมอ่านดูก็เจอว่าการที่องค์กรสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ต่าง ๆ ได้ประสบความสำเร็จ ผู้นำสำคัญครับ ทีนี้ผู้นำมันมีงานวิจัยเยอะเลยว่าความสำเร็จ ขององค์กรในการเปลี่ยนคัลเจอร์ (Culture) ขององค์กรมันต้องอาศัยผู้นำ แต่ผู้นำนั้นไม่จำเป็น จะต้องเป็นคนอยู่ข้างบนเสมอไปก็เป็นสภาวะผู้นำในทุกองค์กร ในทุกแห่งก็ได้ เราก็เป็น สภาวะผู้นำในตัวเองได้ เพราะฉะนั้นผู้นำสำคัญ แต่ผู้นำจะอยู่ข้างบนก็ดี มีอำนาจ มีงานวิจัย เหมือนกันบอกว่าถ้าเอ็มเพาเวอร์เมนท์ (Empowerment) มันต้องมาจากข้างบน การเลิกทาส มันต้องมาจากผู้ที่เอื้ออำนาจให้ใช่ไหมครับ เพราะฉะนั้นเราจึงเชื่อในทฤษฎีเราว่าเราต้องการ ผู้นำในการเปลี่ยนแปลง ทีนี้เมื่อมาถึงจุดผู้นำในการเปลี่ยนแปลงที่เราต้องการแล้วเราก็ได้ นำเสนอว่าในการเปลี่ยนแปลงค่านิยมดังกล่าวนี้เราควรจะสร้างสภาวะผู้นำในทุกระดับ ให้เกิดขึ้นในสังคม ผู้นำการเปลี่ยนแปลงสำคัญ ทีนี้การที่จะสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลง ในทุกระดับของสังคม ผู้นำที่ดีส่วนใหญ่ที่เปลี่ยนแปลงได้มันก็คือคนที่เป็นที่เชื่อถือศรัทธา ชัดเจน อันนี้เป็นผลงานที่ชัดว่าการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อผู้นำสามารถสร้างทรัสต์ (Trust) ได้ ศรัทธา เป็นที่ไว้วางใจ ทีนี้ความเชื่อถือศรัทธานั้นจะมาจาก ๒ ตัวครับ ตัวแรก คือความเที่ยงตรงอินเทกริตี ตัวที่ ๒ คือความสามารถ ถ้าคนเรามือถือสาก ปากถือศีล จะเทศน์ให้คนอื่นดีไม่ได้ ถ้าเป็นตัวผู้นำที่ไม่ดี สร้างความเชื่อถือไม่ได้ ทีนี้ถ้ามีผู้นำเที่ยงตรง มีความสามารถก็สามารถที่จะเปลี่ยนสร้างศรัทธาได้ ตรงนี้เป็นทฤษฎีที่เราต้องการ ทีนี้เราจะ ต้องการสร้างผู้นำเช่นนี้ให้เกิดขึ้นเยอะ ๆ เพื่อจะเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงในสังคม เราก็นึกถึง ๓ ระดับด้วยกัน ระดับแรก เราก็อยากจะพูดถึงระบบราชการ จริง ๆ ระบบราชการควรจะ เป็นผู้นำเขาที่ดี ผมเชื่อว่ากำลังคนระดับกลางในระบบราชการ คือคีย์ (Key) ที่จะเป็นผู้นำ ในการเปลี่ยนแปลงเพราะว่ากำลังคนระดับกลาง ระดับผู้อำนวยการกองเป็นผู้ที่สามารถ ที่จะรับจากข้างบนลงมาข้างล่าง แล้วสามารถขึ้นไปเป็นอธิบดี เป็นปลัดกระทรวงที่ดีต่อไป เพราะฉะนั้นเราน่าจะปรับปรุงหลักสูตรในวิทยาลัยทั้งหลายที่เป็นของรัฐทั้งหลายให้สามารถ สร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่สามารถมีลีดเดอร์ชิพ (Leadership) ผมคิดว่าสภาวะผู้นำ การสร้างลีดเดอร์ชิพสำคัญ ผมสังเกตว่าหลักสูตรทั้งหลายในราชการของเรามักจะยังเป็น หลักสูตรที่บรรยายเสียเป็นส่วนใหญ่ แล้วก็ไม่ค่อยจะเน้นเรื่องลีดเดอร์ชิพ เน้นเรื่องสภาวะผู้นำ เน้นเรื่องการที่จะเป็นวิทยากรกระบวนการที่ดีได้ คือการที่จะนำคนมาคิดร่วมกัน เอื้ออำนาจ อันนี้เราต้องการครับ อันนี้คือกำลังคนที่ขาดแคลนในระบบราชการเรา เพราะเรายังเน้น เรื่องเทคนิค เน้นการบริหารเพื่อการปกครองอะไรนี่ ต้องเปลี่ยนนักบริหารมาเป็นผู้นำให้ได้ ซึ่งอันนี้เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญ เพราะฉะนั้นเราคงจะต้องปรับหลักสูตรการเรียนรู้ ในสถาบันทั้งหลายของรัฐให้หนักมาทางด้านหลักสูตรของการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริงมากขึ้น เรียนรู้จากประสบการณ์จริงมากขึ้น เรียนรู้ด้วยกันมากขึ้น เน้นเลคเชอร์กันให้น้อยลงแล้วก็ สร้างวิทยากรกระบวนการกันให้มากขึ้น อันนี้คือสิ่งที่เราพูดในเปเปอร์ (Paper) นี้ เวลาเดียวกัน เราก็พูดถึงครู เราก็ต้องสร้างครูให้เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง เราพูดถึงการเปลี่ยนครูให้เป็น วิทยากรกระบวนการ เป็นผู้นำที่ดี อะไรเหล่านี้เป็นต้น และเราก็พูดถึงสื่อแล้วก็ผู้นำท้องถิ่น เหล่านี้เป็นต้น ทั้งหมดนี้ก็คือรายละเอียด ผมกราบเรียนชี้แจงแต่เพียงแค่นี้ครับ

นางจุรี วิจิตรวาทการ กรรมาธิการ

ต่อไปขอเรียนเชิญดอกเตอร์กนกกาญจน์ อนุแก่นทราย พูดถึงตัวอย่างของการขับเคลื่อนและวิธีการขับเคลื่อนให้เกิดค่านิยมที่พึงประสงค์ คุณธรรม จริยธรรมด้วย เชิญค่ะ

นางสาวกนกกาญจน์ อนุแก่นทราย กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติทุกท่านนะคะ ในส่วนของดิฉันก็จะได้นำเสนอในเรื่องของ วิธีการในการขับเคลื่อนเพื่อที่จะสร้างค่านิยมที่พึงประสงค์ให้เกิดขึ้นในสังคมไทย รวมทั้ง การปลูกฝังให้คนไทยเป็นผู้ที่มีคุณธรรม จริยธรรม เราจะสามารถทำได้อย่างไรบ้าง โดยในคณะอนุกรรมาธิการเราก็มองกันว่าถ้าจะขับเคลื่อนกันทั้งสังคมจริง ๆ แล้ว ต้องขับเคลื่อนด้วยกันใน ๓ ระดับนะคะ

ระดับแรก ท่านธรรมรักษ์ก็ได้กล่าวแล้วก็คือเราจะต้องมีการขับเคลื่อน ที่ระดับผู้นำและแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ เพราะว่าผู้นำต้องมีเจตจำนงทางการเมือง นอกจากที่จะระบุในรัฐธรรมนูญแล้วนะคะว่าเรามีความจำเป็นที่จะต้องสร้างค่านิยมที่ถูกต้อง แล้วก็รวมถึงปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม แต่ผู้นำเองต้องมีความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าว่าจะ เอาจริงเอาจังในเรื่องนี้ว่าเราจะต้องรื้อฟื้นคุณธรรม จริยธรรมที่ดีงามของสังคมไทย เราจะต้องปรับเปลี่ยนค่านิยมของเราให้เป็นค่านิยมที่พึงประสงค์ แล้วจะต้องสร้างคนให้เป็น คนดี เมื่อท่านผู้บริหารประเทศ คือท่านนายกรัฐมนตรีมีเจตจำนงแน่วแน่อย่างนี้ก็จะเป็น การส่งสัญญาณจากผู้บังคับบัญชาสูงสุดถ่ายทอดลงไปยังผู้นำในแต่ละระดับ เพราะฉะนั้น ในแต่ละหน่วยก็จะมีการขับเคลื่อนกันเป็นทอด ๆ รวมทั้งก็จะมีการส่งสัญญาณในเชิงนโยบาย การสื่อสารในเชิงเจตนารมณ์ว่าจะต้องทำอย่างนี้ให้ได้ ดังนั้นทุกหน่วยก็จะขานรับ และนอกจากการสื่อสารนี่นะคะ ผลลัพธ์ในเชิงนโยบายจะไม่ใช่เป็นการรณรงค์เป็นกิจกรรม เป็นครั้ง ๆ เท่านั้น แต่จะมีเนื้อหานโยบายที่จะสอดคล้องและเอื้ออำนวยต่อการสร้างค่านิยม ที่พึงประสงค์ด้วย ยกตัวอย่างเช่น เราอยากให้คนไทยเป็นคนที่รักความเป็นไทย เราก็ต้อง มีพื้นที่ทางศิลปวัฒนธรรมให้คนได้ชื่นชมกับศิลปะทั้งในระดับพื้นบ้านและในระดับชาติ คนไทยถึงจะเป็นคนไทยที่มีจิตใจอ่อนโยนแล้วก็รักความเป็นไทย เหล่านี้เป็นต้นนะคะ

ในระดับที่ ๒ นี่เป็นกลไกของสังคม ก็คือการหล่อหลอมกล่อมเกลาทางสังคม ที่มนุษย์ทุกคนเกิดมาก็ต้องมีการอบรมจากพ่อแม่ ผู้ปกครอง รวมถึงเข้าไปสู่โรงเรียน และในตลอดช่วงชีวิตของคนก็ต้องผ่านสถาบันทางสังคมอีกเป็นจำนวนมากที่ทำให้เราเป็นเรา ในทุกวันนี้ กลไกในส่วนแรกก็คือเรื่องของการเลี้ยงดูเด็ก คนไทยจำเป็นที่จะต้องเข้าใจว่า การเลี้ยงดูลูกให้เป็นคนดีเราควรจะทำอย่างไร ซึ่งในแง่ของรัฐสามารถที่จะขับเคลื่อนได้ตั้งแต่ ขั้นตอนเป็นคู่แต่งงานด้วยซ้ำไปว่าคุณพร้อมที่จะมีลูก คุณพร้อมที่จะสร้างลูกเพื่อให้ลูก ของคุณเป็นคนดีแล้วหรือยัง หรือแม้กระทั่งขั้นตอนการฝากครรภ์ก็ต้องเรียนรู้ในเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ ข้อมูลสารข่าวจำเป็นที่จะต้องถ่ายทอด หรือแม้กระทั่งเมื่อลูกเติบโตขึ้นมาแล้ว ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการสร้างคุณธรรม จริยธรรม อย่างเช่นเมื่อลูกโกหกควรจะทำอย่างไร จะทำอย่างไรให้เขาไม่เป็นเด็กที่เอาตัวรอดขอไปที จะทำอย่างไรให้เขาเป็นคนที่เอาจริงเอาจัง สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่ต้องสร้างให้เกิดขึ้นในตัวพ่อแม่ ผู้ปกครอง รวมทั้งในยุคที่สภาพ ทางสังคมเปลี่ยนแปลงไป คุณพ่อคุณแม่อาจจะไม่ได้อยู่กับลูกตลอดเวลา เพราะฉะนั้นกลไก ของสถาบันการเลี้ยงดูเด็ก ไม่ว่าจะเป็นศูนย์ของรัฐเอง อย่างศูนย์พัฒนาเด็กเล็กหรือว่า ศูนย์ของเอกชน รวมทั้งพี่เลี้ยงเด็กตามบ้านก็ต้องมีความเข้าใจในเรื่องเหล่านี้ด้วย ยกตัวอย่าง พี่เลี้ยงเด็กจะต้องมีความเข้าใจว่าอย่างไรคือการฝึกวินัยกับเด็ก อย่างไรคือสิ่งที่ไม่ควรตามใจ นิทานเรื่องอะไรที่ไม่ควรเล่าให้เด็กฟัง อย่างเช่นนิทานที่สอนให้เอาตัวรอดแล้วก็หัวเราะเยาะ คนอื่นและถือว่าเป็นคนฉลาด อย่างนี้ไม่ควรที่จะเล่าให้เด็ก ๆ ฟังแล้วนะคะ เพราะว่าจะเป็น การสอนให้เด็กเอาตัวรอดแล้วก็ไม่ยอมรับผิด เรื่องต่าง ๆ ก็เป็นเรื่องที่ต้องปลูกฝังแล้วก็ ให้ความรู้นะคะ

ในส่วนที่ ๒ ที่เป็นกลไกการหล่อหลอมที่สำคัญก็คือสถาบันการศึกษา เมื่อพิจารณาในแต่ละช่วงอายุของคนนี้ เราจะสังเกตได้ว่าเด็ก ๆ พวกเราจะอยู่ในโรงเรียน อย่างน้อยที่สุดก็ ๑๒ ปี ตั้งแต่อนุบาลจนถึงมัธยมศึกษา และในแต่ละปีก็ใช้เวลาถึง ๒๐๐ วัน และในแต่ละวันท่านอาจารย์จุรีท่านเคยประมาณการไว้ว่าใช้เวลากัน ๗ ชั่วโมงโดยเฉลี่ย เพราะฉะนั้นเวลาที่เราใช้เวลามากกับที่โรงเรียน โรงเรียนต้องทำอะไรที่เป็นการปลูกฝัง คุณธรรม จริยธรรมให้แก่เด็ก สิ่งที่จะสามารถทำได้และทำให้เกิดอย่างเป็นระบบก็คือ อย่างแรกก็ควรจะต้องมีหลักสูตรที่จะปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรมแก่เด็กโดยตรง หลักสูตร ที่ว่าก็จะเป็นการแบ่งเบาภาระของครูว่าจะต้องมีเนื้อหาการสอนอย่างไร แผนการสอนอย่างไร ซึ่งอย่างที่มีการดำเนินการไปแล้วก็คือหลักสูตรโตไปไม่โกง ซึ่งดิฉันจะได้กล่าวถึงในลำดับ ต่อไป แล้วก็นอกจากนั้นเนื่องจากเนื้อหาของหลักสูตรเองแล้วในแง่ของการบริหารจัดการ หลักสูตรก็ต้องมีการบรรจุไว้อย่างชัดเจนว่าจะต้องมีการสอนเรื่องทำนองนี้อย่างน้อยที่สุด ๑ สัปดาห์ ต้องสอน ๑ ชั่วโมง เพราะฉะนั้น ๑ ปีการศึกษาเด็ก ๆ ก็จะได้ซึมซับในเรื่องพวกนี้ ได้ ๔๐ ชั่วโมง และยังมีกิจกรรมที่เป็นกิจกรรมการเรียนรู้นอกหลักสูตรได้อีก ดังนั้นผู้ที่จะ ขับเคลื่อนเรื่องนี้ได้ก็คือผู้ที่เป็นครู คนที่เป็นครูก็จะต้องมีลักษณะอย่างที่คุณธรรมรักษ์ ได้กล่าวถึง ต้องเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง ต้องสร้างบรรยากาศในการเรียนการสอนให้พร้อม กับการถ่ายทอดเรื่องค่านิยม คุณธรรม จริยธรรม ยกตัวอย่างเราอยากจะให้เด็กมองคน อย่างเสมอภาค ให้ความสำคัญกับเรื่องของความเท่าเทียม แต่เราไม่สามารถที่จะให้ครูสอน ในบรรยากาศของการเป็นอำนาจนิยมได้ จะต้องมีการสร้างบรรยากาศต่อการเอื้ออำนวย ให้เกิดบรรยากาศของการเรียนรู้ และทำให้เด็กอยากเป็นคนดีที่มีความสุข นี่ก็คือส่วนของ ในเรื่องของครู เพราะฉะนั้นต้องให้ความสำคัญในเรื่องของการตั้งแต่การเตรียมพร้อมคน ที่จะเข้ามาเป็นครูให้เข้าใจในเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ การคัดเลือกครู การส่งเสริมครู การประเมินครู ที่จะต้องดูที่จิตวิญญาณและอุดมการณ์ความเป็นครู และการถ่ายทอดคุณธรรม จริยธรรม มากกว่าเรื่องของการดูในเรื่องของผลงานทางวิชาการ รวมทั้งในเรื่องของการที่จะส่งเสริม และพัฒนาครูก็ต้องมีหลักสูตรที่จะให้ครูอบรมในเรื่องของการทำอย่างไรจะสร้างให้เด็ก เป็นคนดีต่าง ๆ เหล่านี้ด้วย นอกจากนั้นในตัวของเด็ก ๆ เองก็ต้องมีแรงหนุนเสริมบางอย่าง ที่จะทำให้เกิดแรงจูงใจที่อยากจะเรียนรู้เรื่องคุณธรรม จริยธรรมและอยากเป็นคนดี มีพื้นที่ การเรียนรู้ต่าง ๆ เกิดขึ้น อย่างเช่นการที่จะประกวดจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่อาจจะพิจารณา เรื่องของโครงการสร้างสรรค์ทางด้านสื่อซึ่งดอกเตอร์สมชาติจะได้กล่าวถึงในลำดับต่อไป หรือว่าการเรียนต่อในระดับอุดมศึกษาอาจจะต้องพิจารณาในเรื่องของโครงงานสร้างสรรค์ ในเรื่องของคุณธรรม จริยธรรมด้วย ส่วนในระดับอุดมศึกษา การศึกษาที่เน้นศิลปะศาสตร์ ให้เป็นพื้นฐานโดยให้เข้าใจถึงคุณค่าความเป็นบัณฑิต ความเป็นมนุษย์ อันนี้ก็มีความจำเป็น เพราะฉะนั้นในทุกระดับก็จะสามารถหล่อหลอมกล่อมเกลาได้จนถึงสถาบันสำคัญอื่น ๆ ที่มีความสำคัญ อย่างเช่นสถาบันศาสนา ซึ่งปัจจุบันก็อาจจะมีความห่างเหินกันกับชีวิต ของมนุษย์ในสังคมไปบ้าง จะทำอย่างไรให้สถาบันศาสนามาเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ กล่อมเกลาให้คนมีคุณธรรม จริยธรรมหรือภาคธุรกิจเอกชน ซึ่งปัจจุบันก็มีการขับเคลื่อนกัน พอสมควรเลยทีเดียวในการที่จะสร้างคุณธรรม จริยธรรม ทั้งในเรื่องของการต่อต้าน การทุจริตคอร์รัปชัน แล้วก็รวมถึงการสร้างจริยธรรมทางธุรกิจ รวมถึงการให้ความรู้ แก่นักลงทุนว่าการที่จะลงทุนกับบริษัทที่ไม่ผูกขาด บริษัทที่เป็นผู้ประกอบการที่ดีคำนึงถึง สิ่งแวดล้อม คำนึงถึงสังคม อันนี้ก็เป็นเรื่องจำเป็น รวมถึงการใช้สื่อ สื่อที่จะต้องคำนึงถึงว่า บทบาทของตนเองนั้นสามารถที่จะหล่อหลอมความคิดของคนในสังคมได้ เพราะฉะนั้น ถ้าสื่อระมัดระวังตนเอง ไม่ถ่ายทอดละครเน้นอย่างที่ท่านอาจารย์จุรีท่านมักจะพูดถึงเสมอ มีแต่เรื่องของการแย่งชิงผู้ชาย เพราะฉะนั้นการประสบความสำเร็จในชีวิตไม่ได้แปลว่า แย่งชิงผู้ชายสำเร็จ แต่ต้องให้สื่อสร้างสรรค์สามารถที่จะสร้างอุดมการณ์ความสำเร็จในชีวิต ในลักษณะอื่น ๆ อีกด้วย แล้วก็นอกจากนั้นแล้วการผลิตสื่อ การสนับสนุนให้มีการผลิต โดยรัฐเองก็มีความจำเป็นอีกเช่นกัน นอกจากนี้สถาบันต่าง ๆ เหล่านี้ก็จะมีผลต่อความคิด ความเชื่อของคนซึ่งบางครั้งก็อาจจะบอกว่าแล้วเราจะทำจริงได้อย่างไร ก็มีความพยายาม ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาและกำลังทำอยู่ อย่างที่ดิฉันได้ยกตัวอย่างเมื่อสักครู่ก็คือเรื่อง ของหลักสูตรโตไปไม่โกง หลักสูตรโตไปไม่โกงเป็นหลักสูตรที่สร้างขึ้นเพื่อที่จะสอนในระดับ ตั้งแต่อนุบาลจนถึงประถมศึกษาปีที่ ๖ เป็นหลักสูตรที่ปลูกฝังคุณค่าความดี ๕ เรื่องด้วยกัน ตั้งแต่ความซื่อสัตย์สุจริต ปลูกฝังให้รักความเป็นธรรม ปลูกฝังให้รู้จักทำอะไรอย่างรับผิดชอบ การใช้ชีวิตอย่างพอเพียง รวมทั้งการมีจิตสาธารณะ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จะต้องสอนโดยคุณครู เราก็ออกแบบหลักสูตร ด้วยการมีสื่อการเรียน การสอน ต่าง ๆ ที่ทำให้เด็ก ๆ สามารถเรียนรู้ได้อย่างเข้าใจ ตัวอย่างเช่น ถ้าจะสอนความซื่อสัตย์สุจริต ครูควรจะเล่านิทานเรื่องอะไร กำกับด้วยเพลงอะไร แล้วก็ ผลิตเพลงมากกว่า ๑๐๐ เพลง มีนิทานมากกว่า ๘๐ เรื่อง เพื่อจะให้ครูเอาไปใช้ในระดับ เด็กเล็กหรือในเด็กโตก็มีกรณีศึกษาและภาพยนตร์สั้น เพื่อให้คิดว่าถ้าคุณจะอยู่ในสังคมได้ คุณควรจะทำตัวอย่างไร อย่างไรสังคมจึงจะไปรอด ยกตัวอย่างเหล่านี้ ซึ่งปัจจุบันก็มีโรงเรียน ที่นำไปใช้แล้วนอกจากโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานครซึ่งเป็นผู้ที่ผลักดันให้เกิดโครงการนี้ขึ้น ๔๓๐ กว่าโรงเรียน ตอนนี้โรงเรียนในเครือสภาการศึกษาคาทอลิก อย่างโรงเรียนมาแตร์เดอี วิทยาลัยก็เอาไปใช้ ตอนนี้ ๖๐๐ กว่าโรงเรียนแล้วก็ขับเคลื่อนกัน โดยก่อนที่จะเอาไปสอนได้ ครูก็ต้องอบรมก่อน ให้มีจิตวิญญาณอย่างที่คุณธรรมรักษ์ได้พูดถึงคือจะเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง แล้วก็อยากมีอุดมการณ์ในความเป็นครู อยากทำให้เด็กเป็นคนดี รวมทั้งมีความเข้าใจสาระ ของหลักสูตรด้วย นอกจากนั้นแล้วเราก็พบว่าเด็ก ๆ ก็มีความสนุก แล้วก็ได้เรียนรู้ อยากให้ ทุกท่านได้ลองชมคลิปตัวอย่างของการเรียนรู้เล็ก ๆ ของเด็ก ๆ ที่โรงเรียนวัดปทุมวนาราม ที่เขาได้เรียนรู้เกี่ยวกับของเรื่องโตไปไม่โกงค่ะ

(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)

นั่นก็เป็นตัวอย่าง การเรียนการสอนนะคะ เด็ก ๆ ที่สามารถที่จะร้องเพลงนี้คือเป็นเด็ก ๆ ในระดับอนุบาล ๑ และอนุบาล ๒ เมื่อตอกย้ำเข้าไปบอกว่าเป็นคนดี เราจะไม่คดโกง คนคดโกงเขาเป็นคนไม่ดี เมื่อเป็นผู้ใหญ่จะไม่เป็นเช่นนี้ นี่ก็เป็นการตอกย้ำเมื่อเราถามถึงรายละเอียด เขาก็จะสามารถ ตอบได้ว่าเด็กดีนี่ก็คือเด็กที่ไม่โกง นี่ก็เป็นการเปลี่ยนแปลงความคิด ความเชื่อของคน และเป็นการปลูกฝังว่าเราต้องการเป็นคนดีของสังคม นอกจากในเรื่องเหล่านี้แล้วยังมีหลักสูตร สำหรับคนที่โตแล้วก็คือนักเรียน นิสิตนักศึกษาในระดับอุดมศึกษา ก็คือการทำความเข้าใจ เรื่องของการไม่โกงและการเป็นบัณฑิตและคุณค่าของความเป็นบัณฑิตที่แท้จริงนะคะ กิจกรรมก็เป็นกิจกรรมค่าย ตั้งแต่ ๓ วันจนถึง ๕ วันแล้วแต่ระยะเวลาที่สามารถที่จะจัดได้ โดยเราได้ลองทำไปแล้ว ปรากฏว่านักศึกษาก็สามารถที่จะเข้าใจเรื่องการโกงว่าไม่ใช่เฉพาะ เรื่องการทุจริตคอร์รัปชันเท่านั้น แต่หมายถึงการโกงในชีวิตจริงเลย ตั้งแต่เรื่องทุนการศึกษา กองทุนกู้ยืมการศึกษา จนกระทั่งถึงการทำรายงาน การเซ็นชื่อแทนกันในห้องเรียน หรือว่า การที่ใช้ผลงานทางวิชาการของคนอื่นแล้วไม่ได้อ้างอิง สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ก็เป็นเรื่องของการโกง ที่เกิดขึ้นแล้วเขาไม่เคยตระหนักมาก่อน แต่เมื่อเรานำมาพูดคุยกันในลักษณะสร้างสรรค์ ที่ไม่ใช่เป็นการสั่งจากบนลงล่าง ก็ทำให้เขาตระหนักในเรื่องเหล่านี้ รวมทั้งการฝึกฝนนักศึกษา ก็ต้องให้มีประสบการณ์จริง เรามีการทำให้เขาทำบทบาทสมมุติที่จะสะท้อนสถานการณ์ ที่ล่อแหลมต่อจริยธรรม ไม่ว่าจะเป็นประเด็นของการโกงในทุกเรื่อง แล้วถามว่าและเราจะ จัดการต่อสถานการณ์นั้นอย่างไร เด็ก ๆ ก็มีการแสดงความคิดเห็นกันอย่างกว้างขวาง และปัจจุบันก็ยังยินดีที่จะทำงานเป็นอาสาสมัครในการทำงานเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ด้วยนะคะ หรือหลักสูตรของผู้ที่อยู่ในวิชาชีพ หลักสูตรโตแล้วอย่าโกง โตแล้วไม่โกง สำหรับข้าราชการ และเจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อันนี้สำหรับกรุงเทพมหานครเริ่มต้นแล้ว ได้มีการ อบรมในหลักสูตรนี้ไป ๔๐๐ คน ซึ่งเราพบว่าคนบางคนที่ทำงานไปแล้วกว่า ๒๐ ปี บางที ลืมไปแล้วว่าจุดเริ่มต้นของการเข้ามารับชีวิตข้าราชการนี่มีอุดมการณ์ มีความฝันอย่างไร กระบวนการอบรมเพื่อให้ปลูกฝังว่าการที่คุณเข้ามาทำงานนั้นเพื่อที่จะต้องการรับใช้สังคม รับใช้ประเทศชาติได้มีการใช้กรณีศึกษา เพื่อให้ได้วิเคราะห์ว่าบางครั้งเหตุการณ์โกงที่เกิดขึ้น เพราะอะไร อย่างไร สามารถที่จะแก้ปัญหาได้หรือไม่ ตอกย้ำอุดมการณ์ที่เกิดขึ้นว่าต้องการ อะไรในชีวิต แล้วก็มีการร้องเพลงเตือนสติด้วยกันว่าเราสอนลูกหลานให้เป็นคนดี อยากให้เขา โตไปไม่โกงนี่ แล้วผู้ใหญ่ทำตัวให้เป็นแบบอย่างหรือยังนะคะ แล้วก็รวมถึงปัจจุบันในหน่วยงานราชการต่าง ๆ เราบอกว่าระบบราชการจะเป็นตัวขับเคลื่อน เรื่องคุณธรรม จริยธรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตอนนี้ในแต่ละกรมก็มีส่วนงานที่เรียกว่า กลุ่มงานคุ้มครองจริยธรรม รวมทั้งมีศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริต บุคลากรที่อยู่ใน ส่วนงานเหล่านี้ที่จะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อน เรากับทางสำนักงาน ก.พ. ก็ได้มีหลักสูตร พัฒนาความเป็นมืออาชีพในการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมว่าถ้าจะต้องส่งเสริมเขาควรจะ ทำอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นการใช้สื่อต่าง ๆ การพูดคุย การถามตอบ การสังเคราะห์ประเด็น ที่เกิดขึ้นในหน่วยงานซึ่งอาจจะแตกต่างจากหน่วยงานจากส่วนอื่น ๆ การเชื่อมโยงเครือข่าย การจัดวงสนทนา สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ต้องได้รับการอบรม แล้วก็พบว่าจากการอบรมข้าราชการ ที่เข้ารับการอบรมในหลักสูตรของเราก็มีความกระตือรือร้น ต้องการเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง ในหน่วยงานของตนเอง ก็เป็นตัวอย่างที่เราเคยทำแล้วให้เห็นว่าถ้าเราเอาจริงเอาจังกับ การเปลี่ยนแปลงวิธีคิดของคนในสังคมนี้เราสามารถทำได้ค่ะ

นางจุรี วิจิตรวาทการ กรรมาธิการ

ท่านสุดท้ายคือดอกเตอร์สมชาติ วิศิษฐชัยชาญ จะมาคุยนิดหนึ่งเกี่ยวกับการสื่อสารเพื่อการขับเคลื่อน เราฟังจาก กลุ่มเป้าหมายต่าง ๆ สำหรับสื่อสารนี้อาจจะไปถึงประชาชนในภาพรวมเลย เชิญค่ะ

นายสมชาติ วิศิษฐชัยชาญ กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ และสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติทุกท่าน ผม สมชาติ วิศิษฐชัยชาญ อนุกรรมาธิการ จริง ๆ เรื่องการสื่อสารสำหรับสังคมไทยเรานั้นมันเป็นเรื่องใกล้ตัวมากเลย แต่มันเป็นเรื่องใกล้ตัว ที่คนจำนวนมากเข้าใจผิด หัวใจของการสื่อสารจริง ๆ แล้วไม่ได้เป็นเรื่องการสร้างความเชื่อ ให้คนเชื่อ ในยุคปัจจุบันนี้เราสื่อสารเพื่อบอกให้คนเชื่อ ครูสอนนักเรียน สอนเพื่อบอก นักเรียนให้มองหาคำตอบ การทำงาน เจ้านายสื่อสารเพื่อบอกว่าต้องการอะไร สั่งให้ คนทำงานตามที่ตัวเองต้องการ เราสื่อสารกับประชาชนเราใส่ความคิด คำตอบว่าอะไร คือสิ่งที่ใช่ อะไรคือสิ่งที่ถูกหรือผิด แต่การสื่อสารในยุคปัจจุบันที่มันยาก แล้วเป็นเรื่องจริง เราสื่อสารให้เขาเข้าใจถึงความสำคัญของประเด็นที่เราต้องการจะสื่อ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้น ในสังคมไทย ถ้าเราจะดูจากแคมเปน (Campaign) การสื่อสารของทุกหน่วยงานที่เกิดขึ้น ทีนี้ถามว่าการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพมันคือการสื่อสารอย่างไร ในปัจจุบันประชาชนและ คนทั่วไปมีตัวเลือก นั่นคือเหตุผลที่เขาสามารถเลือกรับว่าเขาจะรับหรือว่าเสพสื่อไหน นั่นคือเหตุผลที่มาของความคิดที่แตกต่างในสังคมปัจจุบัน จริง ๆ แล้วหัวใจสำคัญของ การสื่อสารนี้มีอยู่ ๒ เรื่องสั้น ๆ เลยครับ

เรื่องแรก ก่อนที่เราจะสื่อสารเราจะต้องมีความชัดเจนในเรื่องของเป้าหมาย ของการสื่อสาร คือเราต้องการที่จะบรรลุอะไร

ส่วนที่ ๒ ก็คือนโยบายหรือแนวทางหรือกลยุทธ์ในการสื่อสารว่าเราจะสื่อสาร อย่างไร จริง ๆ แล้วถามว่าสื่ออย่างไรให้ดี อันดับแรกเลยต้องมีความชัดเจน ชัดเจนว่า สื่อแล้วจะบรรลุอะไร แล้วในสิ่งที่เราสื่อไม่ว่าเราจะสื่อที่ไหน หรือใครพูดก็ตาม มันจะต้อง สอดคล้องกัน

แล้วก็หัวใจที่ ๓ นอกเหนือจากเรื่องแรก คือเรื่องความชัดเจนแคลริตี (Clarity) เรื่องที่ ๒ คือเรื่องของความสอดคล้องกัน หรือเรื่องของคอนซิสเทนซี (Consistency) เรื่องที่ ๓ คือเรื่องของความเชื่อมโยงกัน สิ่งที่เราพูด ไม่ว่าจะผ่านจอโทรทัศน์ หรือว่าพูดในที่สาธารณชน มันเชื่อมโยงกัน มันเป็นไปในแนวทางเดียวกันหรือเปล่า เรื่องอินทีเกรชัน (Integration)

ทีนี้พูดถึงตรงนี้แผนการสื่อสารโครงการสำนึกไทยไม่โกง จริง ๆ แล้ว เรื่องคำว่า สำนึกไทยไม่โกง มันแทบจะไม่ต้องสื่อเลยครับ มันควรจะต้องเป็นหนึ่งในค่านิยม พึงประสงค์ของคนไทยเหมือนกับการที่เราจะเป็นประชาชนของชาติใดก็ตามเราจะต้อง ปฏิญาณตนแล้วว่าสำนึกนี้ที่ดีเราต้องมี แต่เผอิญวันนี้เรามาพูดเรื่องนี้กัน ถามว่ามันเหมือน เราถอยหลังไปในยุคอดีตชาติ แต่ว่าการถอยหลังไปนี่มีความจำเป็นนะ เพราะว่าในวันนี้ ในสภาพสังคมที่มีความเข้าใจที่แตกต่างกัน การสื่อสารเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องจึงเป็น เรื่องสำคัญ ทีนี้ขออนุญาตเข้าไปในแผนการสื่อสารโครงการสำนึกไทยไม่โกงนะครับ

ประเด็นแรกคือจริง ๆ แล้วสิ่งที่เรานำเสนอก็คือว่าเราอยากให้มีการใช้สื่อ ในวงกว้าง ซึ่งขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษทับศัพท์ว่า แมส มีเดีย (Mass media) ไม่ว่าจะเป็น ในเรื่องของทางภาพยนตร์ สื่อโฆษณาทางโทรทัศน์หรือไม่ว่าจะเป็นสื่ออะไรก็ตาม ถามว่า ทำไมถึงสำคัญมาก เพราะว่าสื่อในวงกว้างนี้เป็นส่วนสำคัญของสังคมไทย มันเป็นส่วนที่ช่วย ให้สื่อถึงความเข้าใจของการปลูกจิตสำนึก แล้วก็การสร้างค่านิยมที่เกี่ยวข้องกับการต่อต้าน การทุจริต ไม่ว่าจะเป็นรายการสารคดีทางรายการโทรทัศน์ หรือแม้กระทั่งผู้นำของประเทศ จะมาพูด อย่างที่ผมเรียนไปแล้วว่าความชัดเจนของสิ่งที่ต้องการจะสื่อจะต้องชัดเจนแล้วก็ จะต้องสอดคล้องกันในทุก ๆ เรื่อง ซึ่งสิ่งเหล่านี้จำเป็นต้องมีการวางแผน แล้วการใช้สื่อ ในวงกว้างเป็นเรื่องที่สำคัญมากนะครับ

ทีนี้อีกส่วนหนึ่งที่อยากจะเสนอก็คือว่าเราอยากให้มีกลุ่มคน ขออนุญาต ใช้ภาษาอังกฤษว่า อินฟลูเอนเซอร์ (Influencer) หรือคลีน อินฟลูเอนเซอร์ (Clean influencer) คนที่คนในสังคมให้ความสำคัญ ไม่ว่าจะมาจากหลากหลายอาชีพอะไรก็ตาม คนเหล่านี้มีอิทธิพลมากในการที่จะเป็นตัวแทน ที่จะกระตุ้นให้คนในสังคมมีการรับรู้ที่ถูกต้อง และเกิดการมีส่วนรวม คือวันนี้เราบอกเขาว่าสำนึกที่ดีคือสำนึกไทยไม่โกงไม่เพียงพอ เราต้อง สร้างความรู้สึกร่วม สร้างประสบการณ์ร่วมทำให้ทุกคนอยากที่จะเปลี่ยน ปรับเปลี่ยนทัศนคติ หรือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่จะไม่โกงในสังคมไทย คนเหล่านี้บางทีอาจจะเป็นกลุ่มคน ที่คนทั่วไปชื่นชอบ ไม่ว่าจะเป็นดาราภาพยนตร์หรือว่าเป็นคนที่มีชื่อเสียง หรือบางคนอาจจะ เป็นคนที่มีภาพลักษณ์ที่น่าเชื่อถือ ไม่ว่าจะเป็นในเชิงวิชาการหรือในเชิงเรื่องของความรู้ ความสามารถในด้านใดด้านหนึ่ง หรือภาพลักษณ์ที่การดำรงตนเป็นคนที่มีภาพลักษณ์ที่ดี มีความน่าเชื่อถือ สิ่งเหล่านี้มีความสำคัญมากเพราะคนเหล่านี้ในยุคปัจจุบันเขามีสื่อในมือ ของเขาเอง ยกตัวอย่างเช่นถ้าเราพูดถึงดาราภาพยนตร์บางท่านสื่อที่ตัวเองใช้ที่เรียกว่า โซเชียล มีเดีย (Social media) ยกตัวอย่างเช่นอินสตาแกรม (Instagram) มีผู้ติดตามหลาย แสนคน หมายความว่าอย่างไร หมายความว่าการที่เขาจะพูดอะไรสักครั้งหนึ่งมีคนรับรู้ ถึงเป็นแสน ๆ คน บ่อยครั้งมีประสิทธิภาพมากกว่าเราใช้เงินกับการโฆษณาทางสื่อวิทยุ สื่อโทรทัศน์ด้วยซ้ำไป แล้วคนเหล่านี้คนที่เป็นแฟนคลับหรือเป็นฟอลโลเวอร์ (Follower) เขา บางทีเขาเอาข้อความเหล่านี้ไปเผยแพร่ต่อในเฟซบุ๊ก ในไอจี (IG) ของเขาเอง หรืออินสตาแกรม ของเขาเอง ทำให้เกิดการรับรู้ในวงกว้างซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมาก ฉะนั้นการสร้างจิตสำนึก จำเป็นต้องมีการสื่อสารแบบมีความชัดเจนในเชิงกลยุทธ์ จริง ๆ แล้วเรื่องการสื่อสาร เป็นเรื่องที่ดูเหมือนทำยากแต่จริง ๆ แล้วไม่ยากถ้าเราชัดเจนใน ๒ เรื่องที่ผมบอก ผมมีตัวอย่าง กรณีศึกษา อยากเอามาเผยแพร่ให้ทุกท่านได้เห็นภาพ จริง ๆ แล้วประเทศเพื่อนบ้านเรานี้เอง ประเทศฟิลิปปินส์เป็นแคมเพนการศึกษาของมูลนิธิกาเบรียลา ในประเทศฟิลิปปินส์ จริง ๆ แล้วองค์กรนี้เขาผลักดันเรื่องของการสร้างจิตสำนึกให้คนไม่ทำร้ายผู้หญิง จริง ๆ แล้ว ประเทศฟิลิปปินส์บางทีผมได้ยินหลายท่านอาจจะชื่นชม ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของรายได้ ประชากร ในเรื่องของสถานการศึกษา หรือแม้กระทั่งสถานบันเทิงต่าง ๆ ก็ตาม จริง ๆ แล้ว เขามีปัญหาเยอะมากที่เป็นปัญหาเรื่องของคน คนในประเทศฟิลิปปินส์อะบิวซ์ (Abuse) ผมจะใช้คำว่า อะบิวซ์ นี้คือจะฟิซิเคิล (Physical) หรือว่าจะทางวาจาก็ได้ จะใช้แรงก็ได้ กับผู้หญิง คนทั่วไปมองเป็นเรื่องปกติ วันนี้บ้านเราคล้าย ๆ กัน คือมองว่าอย่าไปยุ่งเลย มือไม่พายเอาเท้าราน้ำทำไมเจ็บตัวเปล่า ๆ แต่ว่าแคมเพนนี้มันประสบความสำเร็จ เพราะอะไร เพราะว่าเขาไม่ได้บอกให้คนหยุดทำร้ายผู้หญิง เพราะเขารู้ว่ามันเป็นเรื่องยาก แต่สิ่งที่เขาทำให้เกิดขึ้นก็คือว่าทำอย่างไรให้ทั้งผู้หญิงหรือผู้ชายรู้สึกว่าผู้หญิงที่ถูกทำร้าย มันมีความเจ็บปวด แล้วถ้าคน ๆ นั้นเป็นคนที่คุณรักคุณจะรู้สึกอย่างไร ผมมีคลิปสั้น ๆ ให้ดูประมาณ ๒ นาทีขออนุญาตเปิดให้ดูนะครับ สิ่งที่เขาทำก็คือว่าเขาไป ทำป้ายคัทเอาท์ (Cutout) ขนาดใหญ่ ไปติดไว้ตามสถานที่ที่คนไปเที่ยวเยอะ ๆ ไม่ว่าจะเป็น ห้างอะไรก็ตาม แล้วก็จะมีรูปหน้าผู้หญิง แล้วในหน้าผู้หญิงจะเต็มไปด้วยลิปสติกสีแดง เปรียบเสมือนว่าผู้หญิงถูกผู้ชายทำร้าย แล้วเขาก็ให้คนที่เดินผ่านไปผ่านมานี้ เอามือ เอานิ้วโป้งไปแตะที่หน้าผู้หญิง ซึ่งก็แน่นอนก็จะติดหมึกลิปสติก แล้วก็เอาหมึกนี้มาติดที่ป้าย ที่สัญญาว่าชีวิตนี้เขาจะไม่ร่วมสนับสนุนการทำร้ายผู้หญิง และเดี๋ยวเราดูผลลัพธ์ของแคมเพน คนที่เดินผ่านไปผ่านมาก็อยากจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แค่ได้เห็นภาพที่เขานำเสนอนี้เราก็รู้สึกถึง ความเจ็บปวดของคนที่เป็นผู้หญิงถูกทำร้ายได้ ลงชื่อกำกับหลังจากที่เอานิ้วโป้งไปแต้มที่หมึก แล้วก็ปฏิญาณว่าจะไม่เป็นส่วนหนึ่งของการทำร้ายผู้หญิงจาก ๑๐ เป็น ๑๐๐ จาก ๑๐๐ เป็น ๑,๐๐๐ ผู้หญิงหน้าก็จะเปลี่ยนไปเป็นคนที่มีความสุข ประเทศเพื่อนบ้านก็เอาไป เผยแพร่ต่อ มีการได้รับการเผยแพร่ในเชิงสื่อ ไม่ว่าจะเป็นสื่อวงกว้างหรือสื่อโซเชียล มีเดีย อย่างวงกว้าง มีการทำข่าวประชาสัมพันธ์ให้ฟรี จากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพราะมันเป็น เรื่องที่ใกล้ตัวมาก ๆ เริ่มต้นและแคมเพนนี้ก็พัฒนาต่อมาหลาย ๆ ปี คำถามเขาง่ายมากเลย ถ้าคุณมีพลังที่จะหยุดการทำร้ายผู้หญิง คุณจะทำไหม นี่คือตัวอย่างของการสื่อสาร ที่มีประสิทธิภาพ ผมอยากแค่จะบอกว่าการสื่อสารที่ดีไม่ได้บอกว่าอย่าโกง เพราะว่าหันไป ทางไหนมันก็เจอแต่คนโกง อย่าทำ หันไปไหนก็เจอแต่คนทำ มันหมดยุคของการบอกให้ คนเชื่อ มันเป็นยุคของการบอกให้คนคิด คิด วิเคราะห์ แล้วก็ปรับเปลี่ยนทัศนคติ แล้วก็ พฤติกรรมของตัวเอง สื่อสารไม่มีประโยชน์ถ้าไม่เริ่มจากตัวเรา คนที่ทำแคมเพนการสื่อสาร ถ้าไม่เข้าใจหัวใจของการสื่อสารตรงนี้ไม่มีประโยชน์ เพราะเราจะพูดในวิธีเดิม ๆ พูดกับ คนเดิม ๆ แล้วก็ไม่มีใครฟังเรา ก็ฝากไว้เท่านี้ ขอบคุณครับ

นางจุรี วิจิตรวาทการ กรรมาธิการ

ท่านประธานคะ อนุกรรมาธิการ หมดแล้วนะคะ เรื่องการเสนอมีแค่นี้ค่ะ ขอรับฟังความคิดเห็นจากเพื่อนสมาชิกค่ะ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ คราวนี้ถึงคราวของท่านสมาชิกจะช่วยให้ความเห็น ให้ข้อแนะนำ ๕ ท่านแรกก่อนนะครับ คุณกูไซหม๊ะวันซาฟีหน๊ะ มนูญทวี อาจารย์วินัย ดะห์ลัน รองศาสตราจารย์กอบกุล พันธ์เจริญวรกุล รองศาสตราจารย์ประภาภัทร นิยม แล้วก็คุณเทียนชัย ปิ่นวิเศษ เชิญ คุณกูไซหม๊ะวันซาฟีหน๊ะ มนูญทวี ครับ

(นางกูไซหม๊ะวันซาฟีหน๊ะ มนูญทวี ไม่อยู่ในที่ประชุม)

เชิญอาจารย์วินัย ดะห์ลัน ครับ

(นายวินัย ดะห์ลัน ไม่อยู่ในที่ประชุม)

เชิญ รองศาสตราจารย์กอบกุล พันธ์เจริญวรกุล ครับ

รองศาสตราจารย์กอบกุล พันธ์เจริญวรกุล กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน รองศาสตราจารย์กอบกุล พันธ์เจริญวรกุล สมาชิกสภาปฏิรูป แห่งชาติ ๐๐๗ นะคะ ก่อนอื่นดิฉันก็ขอร่วมชื่นชมสำหรับรายงานเพื่อการพัฒนาของ คณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปค่านิยม คุณธรรมและจริยธรรม ซึ่งอยู่ในคณะกรรมาธิการปฏิรูป ค่านิยม ศิลปะ วัฒนธรรม จริยธรรมและการศาสนา ซึ่งได้ทำรายงานค่อนข้างละเอียดแล้วก็ แสดงถึงความห่วงใยโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสิ่งที่เราอยากจะปฏิรูปในสิ่งที่เป็นค่านิยม ที่ไม่พึงประสงค์หรือค่านิยมทางลบให้ออกไปจากสังคมไทยนะคะ ดิฉันอยากเริ่มด้วยว่า ถ้าหากเราจะลองลิสต์ (List) ดูว่าคำพังเพยในภาษาไทยในประเทศไทยของเราที่แสดงออกถึง ความไม่รับผิดชอบต่อส่วนรวม แสดงออกถึงประโยชน์ส่วนตน แสดงออกถึงความเห็นแก่ตัว แสดงออกถึงสิ่งที่เราคิดว่าทุกอย่างไม่ใช่เรื่องของเรามีอยู่จำนวนเท่าไรนะคะ จริง ๆ ดิฉัน เคยลองลิสต์ดูแต่ว่าก็ไม่ทั้งหมด จะยกเป็นตัวอย่างซึ่งทางท่านอาจารย์จุรีและหลายท่าน ได้กล่าวถึง คำพังเพยประเภทที่ว่าเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ อย่าแกว่งเท้าหาเสี้ยน มือไม่พาย เอาเท้าราน้ำ รักษาตัวรอดเป็นยอดดี ธุระไม่ใช่ หมูเขาจะหามอย่าเอาคานเข้าไปสอด โกงน้อยหรือโกงไม่มากก็รับได้ น้ำขึ้นให้รีบตัก น้ำมาปลากินมด น้ำลดมดกินปลา ประเภทนี้ เป็นคำพังเพยทางลบทั้งสิ้น ซึ่งถูกเด็กไทย ผู้ใหญ่ไทย คนแก่ไทย ซึมซับดูดซึมเอาเข้าไปอยู่ใน กายและจิตวิญญาณ กลายเป็นค่านิยมที่ไม่พึงประสงค์ที่เด็กไทยก็รับได้ ผู้ใหญ่ไทยก็รับได้ คนแก่ไทยก็รับได้ ตรงนี้ถ้าหากเราจะเปลี่ยนคำพังเพยเหล่านี้ให้เป็นคำพังเพยทางบวก ในอนาคตทั้งหมดเลยจะดีไหม เคยคิดเล่น ๆ ดิฉันว่าไม่รู้จะทำอีกกี่ปี แต่ว่าถ้าได้คำพังเพย ทางลบจะหมดไป จะเหลือแต่คำพังเพยทางบวกที่จะปลูกฝังเข้าไปอยู่ในจิตวิญญาณของ คนไทยนะคะ

ประเด็นที่ ๒ ที่ดิฉันอยากจะพูดถึงก็คือเรื่องระบบการศึกษาของไทย ซึ่งทางอนุกรรมาธิการได้เสนอไว้ดีมากว่ามาตรการการพัฒนาค่านิยมโดยใช้ระบบการศึกษา แต่ดิฉันก็อยากจะลองชี้ประเด็นว่าระบบการศึกษาของไทยทุกวันนี้ซึ่งคงจะฝากไปถึง กรรมาธิการปฏิรูปการศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้วยว่าเป็นระบบของการแข่งขัน ใครดีใครก็ได้ ได้นี่หมายถึงได้เข้าโรงเรียนดี ๆ เพราะฉะนั้นเด็กตั้งแต่อนุบาลเขาก็ซึมซับ เข้าไปจากพ่อแม่ พี่น้อง ญาติเขาว่าถ้าเขาอยากเข้าโรงเรียนดี ๆ ต้องแข่งขันและแย่งกัน เข้าไปให้ได้ และวิธีการที่จะแย่งเขาไปให้นี่ก็คือการใช้เงินตราซื้อมา ลักษณะอย่างนี้ มันกลายเป็นแบบอย่างตัวอย่างที่มันเกิดขึ้น กลายเป็นค่านิยมเป็นความเชื่อผิด ๆ ที่เด็กซึมซับ เข้าไปตั้งแต่เด็ก และถ้าจนถึงมหาวิทยาลัยเขาก็จะใช้วิธีการอย่างเดียวกัน เพราะฉะนั้น เราจะถอนรากถอนโคน ถอนรากเหง้าที่เป็นค่านิยมความเชื่อแบบนี้ออกไปจากสังคมไทย หรือคนไทยได้อย่างไร ระบบเงินตราที่ซื้อมาแต่ก่อนนี้เจอเฉพาะที่เข้าโรงเรียน ระดับอนุบาล ประถม มัธยม ตอนนี้ที่น่าเป็นห่วงคือซื้อปริญญาโท ปริญญาเอก ในมหาวิทยาลัยประเทศไทย ซึ่งซื้อกันได้อย่างสบายมากไม่ต้องไปเรียนเลย มีคนไปเรียนแทน มีคนไปทำวิทยานิพนธ์แทน ตัวอย่างแบบนี้ หรืออีกตัวอย่างหนึ่งก็คือการถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นที่ว่าให้นักเรียนที่จะเข้า มหาวิทยาลัยให้โกงกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา คือยืมมาแล้วไม่ต้องใช้คืน กลายเป็น ค่านิยมอีกอันหนึ่งที่ปลูกฝังกันจากรุ่นสู่รุ่นในเวลาเพียง ๑๐ ปีที่ผ่านมานะคะ

ประเด็นที่ ๓ ดิฉันอยากพูดถึงระบบการเลี้ยงดูเด็ก เนื่องจากเวลาน้อย ก็ขอสั้น ๆ ในครอบครัวไทยเราก็คงจะพบว่าการอบรมเลี้ยงดูเด็กไม่ได้อยู่ในมือของผู้ที่จะ ปลูกฝังค่านิยมที่พึงประสงค์ให้เขาได้ พ่อแม่ส่วนใหญ่ในประเทศไทยนี้ไม่ว่าจะอยู่ใน ตลาดแรงงาน ธุรกิจ ข้าราชการ เกษตรกร ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศไทย ต้องทำงาน หาเช้ากินค่ำ ไม่มีแม้กระทั่งเวลาจะเลี้ยงดูลูก อย่าว่าเรื่องการอบรมเลยนะคะ เพราะฉะนั้น บ่อยครั้งหรือส่วนใหญ่อยู่ในมือของใคร พี่เลี้ยง ปูย่าตายายที่แก่เฒ่าสมควรพักผ่อนแล้ว นี่เป็นผู้ดูแลทั้งสิ้น แล้วท่านเหล่านั้นหรือพี่เลี้ยงเหล่านั้นจะปลูกฝังค่านิยมได้อย่างไร

ประเด็นที่ ๔ ระบบผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่ท่านอาจารย์ธรรมรักษ์ได้พูดถึง ดีมากเลย ขออีกสัก ๑ นาทีค่ะ ในทุกระดับของสังคม ทุกภาคส่วน ทุกองค์กร ทุกมิติ ที่ท่านอยากก่อให้เกิดผู้นำ เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงหรือที่จะเป็นผู้รับผิดชอบ ดิฉันถามว่า ใครหรือหน่วยงานใดจะเป็นผู้เริ่มต้น เป็นผู้รับผิดชอบ เป็นผู้ทำให้เกิดผู้นำการเปลี่ยนแปลง ที่เป็นแมส โปรดักชัน (Mass production) ไม่ใช่ ๖๐๐ โรงเรียนจากหลายหมื่นโรงเรียน มันไม่พอ แต่เป็นสิ่งที่ดีแล้วนะคะที่ได้เริ่มใน ๖๐๐ โรงเรียนนี้ เพราะฉะนั้นการใช้สื่อ หรือแมส มีเดีย ในวงกว้างนี่ท่านจะทำได้ทุกเรื่องไหม การใช้สื่อจะสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลง ได้ไหม ความเชื่อถือและศรัทธาของผู้นำที่ท่านอยากให้เกิดขึ้นในทุกเพศทุกวัยนี่จะทำได้ อย่างไร กลุ่มคนที่จะเป็นฟลูเอนเซอร์ (Fluencer) จะมาจากไหนที่จะได้รับความเชื่อถือ ศรัทธา

ดิฉันขอฝากไว้เพียง ๔ ประเด็นเพื่อให้ท่านอนุกรรมาธิการได้ไปคิดต่อ ด้วยความชื่นชมที่ท่านได้ทำการบ้านมาดีมาก ดิฉันชื่นชมมาก แต่สิ่งที่ดิฉันยังห่วงใย อีก ๔ ประเด็นนี้ดิฉันก็ยังไม่รู้จะไปฝากใคร ก็ขอฝากท่านไว้นะคะ ขอบพระคุณค่ะ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ เชิญรองศาสตราจารย์ประภาภัทร นิยม

รองศาสตราจารย์ประภาภัทร นิยม 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูป แห่งชาติ ท่านคณะกรรมาธิการที่เคารพ และท่านสมาชิกที่เคารพทุกท่าน ดิฉันเองรู้สึกว่า ตัวเองมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อยู่เยอะมากเลย เพราะฉะนั้นก็อยากจะขอโอกาสนี้ได้ ร่วมแสดงความคิดเห็นในบางประการ ที่จริงในความคิดเห็นที่ท่านกรรมาธิการได้นำเสนอนั้น ละเอียดแล้วก็มีลำดับความชัดเจนเรียบร้อยอยู่แล้ว แต่อย่างไรก็ดีดิฉันคิดว่าดิฉันอยากจะ แชร์ความรู้สึกร่วมกับทุก ๆ ท่าน หรือแม้แต่คนไทยทุกคนด้วยซ้ำไปที่คงจะรู้สึกอึดอัด อยู่พอสมควรกับสภาพการณ์ของสังคมไทยที่เรารู้สึกว่าเราไว้วางใจใครได้ยากขึ้นทุกที อันนี้ก็เป็นเรื่องที่มีต้นตอและมีที่มาแน่นอน มีสาเหตุแน่นอน แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้น มันกว้างขวางมาก แล้วก็นำไปสู่ผลกระทบในเรื่องต่าง ๆ มากมาย แม้แต่ผลกระทบต่อ เรื่องเศรษฐกิจด้วยซ้ำไป ใครก็ตามที่ทำธุรกิจหรือว่าที่เกี่ยวข้องกับต่างชาตินี่เราก็จะพบว่า เรื่องนี้ก็เป็นจุดอ่อนของสังคมไทยด้วยเช่นกัน เพราะฉะนั้นต้นตอนี่มันก็คงจะมีที่มา ซึ่งเราปฏิเสธไม่ได้ว่าอยู่ในตัวคนแน่นอน เรื่องนี้ถ้าหากว่าเราไม่กู้สถานการณ์ ดิฉันก็เชื่อว่า สังคมไทยพ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิงในประเด็นนี้ เพราะฉะนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องกลับมาดู ที่เรื่องคน ทีนี้ในปัจจัยที่จะมีผลหรือส่งผลกระทบให้เกิดการพัฒนาคนหรือปฏิรูปคน ดิฉันต้องเรียกว่าชุดนี้เริ่มปฏิรูปคนให้เกิดการเปลี่ยนแปลง จริง ๆ แล้วถ้าจะให้ได้ผลก็ต้อง เปลี่ยนแปลงมาจากภายใน หรือระเบิดจากข้างในนั่นเองถึงจะได้ผล ปัจจัยภายนอกหรือว่า สิ่งที่เป็นสิ่งกระตุ้นภายนอกอาจจะมีผล แน่นอนในส่วนหนึ่ง แต่ว่าก็ต้องคำนึงถึงว่าปัจจัย ภายนอกนี่เราจะทำอย่างไรให้ไปกระตุ้นให้เกิดการระเบิดจากข้างในด้วย ไปให้ถึงจุดนั้นด้วย ถ้าหากว่ากระแสมันอ่อนเกินไปมันก็ไม่ได้ผลเช่นกัน ทีนี้ดิฉันมองเอ็นทรี พอยท์ (Entry point) ตรงนี้ว่าปัจจัยภายนอกอะไรที่เราควรจะจับให้มั่นให้อยู่มือ ก็จะมีอยู่ ๒-๓ ประการด้วยกัน

ประการที่ ๑ คือเรื่องของสถาบันครอบครัว แต่ก่อนนี้เราเคยพูดถึงสถาบัน ครอบครัวในลักษณะที่เป็นสถาบันที่พึ่งได้ แต่ว่าปัจจุบันนี้อ่อนแอลงไปมากมาย แล้วก็ยังไม่มี มาตรการหรือการปฏิรูปใด ๆ ที่จะพูดถึงการกู้ให้สถาบันครอบครัวกลายเป็นสถาบันที่เข้มแข็ง และพึ่งได้ ตรงนี้ต้องขอแรงกรรมาธิการ คงต้องทำงานต่ออย่างชัดเจนว่าเรามีวิธีการใดบ้าง ที่จะไปกู้สถานการณ์ แล้วก็ให้สถาบันครอบครัวกลับมาเป็นสถาบันที่เข้มแข็งอีกครั้งหนึ่ง เพราะว่าเราปฏิเสธไม่ได้เลยค่ะเด็กนี่เติบโตที่บ้านแล้วก็ได้รับผลอย่างเต็มที่มากกว่า ๘๐ เปอร์เซ็นต์ที่มาจากอิทธิพลจากทางบ้านและการเลี้ยงดู ปัจจุบันสังคมไทยครอบครัว ที่เป็นครอบครัวแหว่งกลางมีมากมาย แล้วเราจะหาอะไรที่ทดแทนสิ่งเหล่านี้ได้บ้างนะคะ

ในปัจจัยที่ ๒ ที่สำคัญ ก็คือปัจจัยทางด้านสถาบันการศึกษาซึ่งหลายท่านพูด และดิฉันเองก็อยู่ในกรรมาธิการปฏิรูปการศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ แล้วก็ตระหนักดีว่าจริง ๆ แล้วโรงเรียน สถานศึกษาต่าง ๆ ตั้งแต่ระดับเล็กไปจนกระทั่ง ถึงระดับอุดมศึกษาควรจะต้องปลูกฝังเรื่องนี้และต้องรับบทบาทเต็มที่ในการที่จะช่วยกัน ปลูกฝังในเรื่องของค่านิยมหรือว่าคุณธรรม จริยธรรมที่เกิดขึ้นจากในใจด้วยซ้ำไปนะคะ ในปัจจุบันนี้มีตัวอย่างของกลุ่มโรงเรียนวิถีพุทธมากมาย แล้วก็โรงเรียนที่ดำเนินการ จัดการเรียนการสอนที่เป็นโพลิทิคส์ เอดดูเคชัน (Politics education) เป็นการเรียนรู้ อย่างเป็นองค์รวมก็มีเกิดขึ้นแล้ว แต่ว่ายังไม่แพร่หลายมากนัก เรื่องนี้ก็สามารถที่จะบูรณาการ กับทางสถาบันศาสนาได้ด้วย ในการจัดการเรียนการสอนที่จะต้องปลูกฝังเข้าไปตั้งแต่กิจวัตร ประจำวันจนกระทั่งถึงกิจกรรมประจำที่ทำอยู่ในโรงเรียนได้ทุกขั้นตอนแทบจะทุกวินาที เพราะฉะนั้นผู้บริหารโรงเรียน ผู้บริหารสถานศึกษา แล้วก็นักการศึกษาทุกท่านต้องเข้าใจ เทคนิคตรงนี้ ตรงนี้เป็นเรื่องที่ไม่ได้ลึกลับซับซ้อน แล้วถ้าหากว่าทุกคนร่วมใจกันและพร้อมใจ ที่จะเห็นว่าเรื่องนี้ต้องถูกหยิบยกขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง เราก็สามารถที่จะทำได้จะแทรกเข้าไป ในหลักสูตรทุก ๆ วิชาก็ได้ ไม่ใช่จำเป็นว่าจะต้องมีเฉพาะหลักสูตร ๔๐ ชั่วโมงเรื่องโตไปไม่โกง หรืออะไรนะคะ

แล้วก็ในปัจจัยที่ ๓ ที่ดิฉันคิดว่าสำคัญมาก ๆ ก็คือเรื่องของสถาบันสื่อนะคะ ตรงนี้อาจารย์แดนก็ได้พูดไปแล้ว เพราะฉะนั้นดิฉันจะไม่พูดซ้ำอีกแต่ก็ย้ำให้เห็นว่ามีความสำคัญ

ส่วนอีกปัจจัยหนึ่งที่พอจะช่วยได้นะคะ ก็คือการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เป็น องค์กรเรียนรู้ อันนี้ในสถานที่ทำงานหรือว่าในหน่วยงานต่าง ๆ ควรจะตระหนักว่าในการทำ เรื่องฮิวแมน รีซอร์ส ดีเวลลอปเมนท์ (Human resource development) ควรจะต้อง มีการพัฒนาในเรื่องนี้อย่างชัดเจน แล้วก็ผ่านการลงมือปฏิบัติจริงไม่ใช่เป็นเพียงการแค่อบรม เท่านั้น แต่ว่าต้องลงมือทำให้อยู่ในบรรยากาศของการทำงานตลอดเวลา จนกลายเป็น วัฒนธรรมการเรียนรู้ขององค์กร ดิฉันก็ขอฝากเอาไว้เพียงเท่านี้ กราบขอบพระคุณค่ะ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ เชิญคุณเทียนชัย ปิ่นวิเศษ ครับ

นายเทียนชัย ปิ่นวิเศษ

ท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ท่านกรรมาธิการ ท่านสมาชิกที่เคารพครับ ผม เทียนชัย ปิ่นวิเศษ ขออนุญาตที่จะอภิปรายสนับสนุนรายงาน ของคณะกรรมาธิการทุกข้อครับ แต่ก็ใคร่ขออนุญาตที่จะเสริมเพิ่มข้อมูลในบางส่วนคือ หน้าที่ ๒๔ ข้อที่ ๘ วรรคหก ความพอสรุปได้ดังนี้ว่าค่านิยมด้านทรัพย์สินและสิทธิทางปัญญา ที่เคารพสิทธิของผู้ที่คิดค้นสิ่งประดิษฐ์และงานสร้างสรรค์ที่ต้องใช้ปัญญา เช่น วรรณกรรม ผลงานวิจัย บทเพลง ภาพยนตร์ งานออกแบบต่าง ๆ เป็นต้น โดยไม่ฉกฉวยหรือสนับสนุน ให้นำผลงานหรือความคิดของผู้อื่นมาลอกเลียนเป็นของตนเองโดยไม่กล่าวถึงที่มาซึ่งเป็น การแอบอ้าง ขโมยผลงาน เอาเปรียบผู้สร้างสรรค์ต้นทางและทำลายแรงบันดาลใจ เพื่อสร้างสรรค์งานของมนุษย์ ผมเข้าใจว่าท่านกรรมาธิการคงจะพยายามสื่อให้เห็นว่า เราต้องการสร้างค่านิยมเพียงการเคารพสิทธิ ท่านประธานที่เคารพ เราต้องสร้างค่านิยม ในการเคารพสิทธิของผู้ที่คิดค้นสิ่งประดิษฐ์และงานสร้างสรรค์ที่ต้องใช้ปัญญาครับ เราต้อง สร้างค่านิยมอย่างต่อเนื่องเพื่อให้สังคมตระหนักถึงความวิริยะอุตสาหะของผู้ที่สร้างสรรค์งาน ว่างานแต่ละชิ้นที่เขาเหล่านั้น ที่คิดค้นและสร้างขึ้นมานั้นต้องใช้ความพยายามความเพียร มากแค่ไหน อย่างไร การที่บุคคลจะสามารถผนวกถ้อยคำที่เป็นปัจเจกให้ออกมาเรียงร้อย และเป็นถ้อยคำที่งดงามและส่อประสานด้วยความหมายที่ลึกซึ้ง ผมคิดว่าบุคคลคนนั้นต้องอาศัยจินตนาการและประสบการณ์ที่สั่งสมมาเป็นระยะเวลานานครับ กาลเวลาที่จะทำให้เขาสามารถที่บรรจงหาถ้อยคำที่ไพเราะออกมาได้นั้น ต้องเป็นกาลเวลา ซึ่งสร้างและบ่มมาเป็นระยะเวลาที่พอสมควร บทวรรณกรรมของท่านอาจารย์เนาวรัตน์ ที่ไพเราะกินใจที่เราได้ฟัง ได้อ่าน ไม่ได้เกิดเพียงข้ามคืน ท่านอาจารย์เนาวรัตน์ต้องใช้เวลา ใช้จินตนาการและกระบวนการแสดงออกทางความคิดอย่างยาวนาน ท่านอาจารย์เนาวรัตน์ ต้องขยำกระดาษทิ้งไปไม่ทราบว่ากี่ตะกร้าถึงจะออกมาเป็นบทกวีได้ ๑ บท ลายเส้นของ ท่านอาจารย์ปรีชากว่าที่จะถ่ายทอดจิตวิญญาณและตัวตนของท่านออกมาอย่างเป็น เอกลักษณ์มิได้เกิดขึ้นเพียงข้ามคืน ท่านอาจารย์ปรีชาต้องทิ้งผ้าใบ ทิ้งแปรงและทิ้งพู่กัน ไปกี่ร้อยอัน ผมก็ไม่ทราบ ภาพยนตร์เรื่องหนึ่งที่เรารับชมกว่าที่เราจะได้เห็นความบันเทิง หรือว่าสนุกกับมันจะประกอบด้วยจิตนาการ ความวิริยะ อุตสาหะและการแสดงออกที่เป็น เอกลักษณ์ของศิลปินและผู้สร้างสรรค์งานที่หลากหลาย บทภาพยนตร์ที่มาจากงาน วรรณกรรมเกิดจากจินตนาการของผู้ที่ประพันธ์ เช่นภาพสาวน้อยที่ผูกเปียแล้วเดินเข้าบ้าน คฤหาสน์ที่ใหญ่ในเรื่องบ้านทรายทอง แล้วก็หนังเรื่องนั้นจะขาดอรรถรสทันทีถ้าหากว่าจะไม่มี บทเพลงเข้ามาประกอบ บทเพลงที่ใช้ประกอบภาพยนตร์หลาย ๆ เพลง ซึ่งต่อมาก็เป็นเพลง อมตะ อย่างเพลงน้ำตาแสงใต้ จากบทภาพยนตร์เรื่องพันท้ายนรสิงห์ หรือว่าบทเพลง กล้วยไม้จากภาพยนตร์เรื่องบุญเพ็งหีบเหล็ก แล้วอีกองค์หลักหนึ่งครับ ในภาพยนตร์นี้ จะขาดอรรถรสทันที ถ้าหากว่าเราไม่มีนักแสดง นักแสดงเป็นคนซึ่งจะแปลความจาก ตัวอักษรออกมาเป็นการแสดง ซึ่งหลายครั้งเราก็ไม่รู้ตัวหรอกว่าเราเสียน้ำตา แล้วเราก็ หัวเราะให้กับตัวแสดงนั้น ๆ ทั้งหมดนี้ที่ผมจะพยายามชี้ให้ท่านเห็นก็คือว่า ท่านจะเห็นถึง ความวิริยะ อุตสาหะในการที่คนคนหนึ่งจะสร้างงานทรัพย์สินทางปัญญาขึ้นมา ๑ ชิ้น งานที่จะออกมาได้ก็เพื่อที่จะต้องการที่ให้ผู้บริโภคเข้าใจว่าสิ่งที่เขากำลังเสพอยู่นั้นมันเกิดจาก ความคิด จินตนาการและความสร้างสรรค์ที่ต้องใช้ระยะเวลา ใช้ทรัพยากรในการที่จะ สร้างสรรค์ขึ้นมา เราต้องการที่จะสร้างสังคมที่ให้มีการเคารพสิทธิและสิทธิทางทรัพย์สิน ทางปัญญาก็เป็น ๑ ในสิทธิครับ ที่ต้องการความเคารพ ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธาน สภาปฏิรูปแห่งชาติ ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธาน สภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ ต่อไป ๕ ท่านถัดไป มีท่านดอกเตอร์ชิงชัย หาญเจนลักษณ์ ท่านศักดา ศรีวิริยะไพบูลย์ ท่านศิรินา ปวโรฬารวิทยา ท่านรสนา โตสิตระกูล ท่านเฉลิมศักดิ์ อบสุวรรณ ดิฉันขอเชิญท่านชิงชัย หาญเจนลักษณ์ ค่ะ

นายชิงชัย หาญเจนลักษณ์

ขอบคุณครับ ท่านประธาน สิ่งที่ผมจะขออภิปรายนี้ มันก็เป็นแนวเดียวกับที่อาจารย์จุรีและคุณธรรมรักษ์ได้อภิปรายไว้แล้ว แต่ขอเพิ่มเติม อีกสักเล็กน้อย คือเรื่องค่านิยมนี่มันสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อม และสถานการณ์ รวมทั้งการกระตุ้นให้เปลี่ยนซึ่งสามารถเปลี่ยนในทางที่ดีหรือในทางที่เลวก็ได้ ค่านิยมมีทั้งค่านิยมส่วนตัวและค่านิยมกลุ่ม การสร้างค่านิยมที่มีคุณธรรมและจริยธรรม ต้องเน้นค่านิยมกลุ่มเป็นหลัก ดังนั้นระบบการศึกษาจึงเป็นเครื่องมือที่สำคัญมากในการสร้าง ค่านิยมดังกล่าว ระบบการศึกษาของไทยมีปัญหามากมาย แต่ที่เป็นปัญหาต่อเนื่อง ตั้งแต่การศึกษาระดับอนุบาลถึงการศึกษาระดับสูง คือเป็นการศึกษาที่ยัดเยียดให้ความรู้ แต่ไม่สอนวิธีคิด ซึ่งจะนำมาซึ่งปัญญา การก้าวข้ามความรู้เข้าสู่ปัญญาจะสามารถช่วยเลือก ค่านิยมที่ถูกต้องได้ ระบบสังคมเปิดควบคู่กับเศรษฐกิจเสรีนิยมแบบทุนนิยมของประเทศไทย ทำให้วัตถุนิยมในแนวทางที่ผิดเข้าสู่สังคมไทยตลอดเวลา การขาดกระบวนการคิดและปัญญา ทำให้การรับค่านิยมที่ไม่ถูกต้องและไม่เหมาะกับประเทศไทยมาใช้ได้ง่าย ปัญหาใหญ่ ของประเทศไทยในขณะนี้ก็คือการมีค่านิยมที่ผิดทั้งด้านสังคมและการเมือง ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากตัวอย่างที่ไม่ถูกต้อง และการรับอิทธิพลความคิดอย่างมอมเมาจากสื่อ โดยเฉพาะสื่อในรูปใหม่ เช่น เฟซบุ๊ก (Facebook) ไลน์ (Line) หรือทวิตเตอร์ (Twitter) ซึ่งเน้นเรื่องที่ไร้เหตุผล แต่เหมาะต่อการนำมาเผยแพร่ในการสนทนาที่ไร้สาระที่มีอยู่มาก ในสังคมไทย การสร้างค่านิยมที่ถูกต้องนอกจากต้องปฏิรูปการศึกษาอย่างเต็มรูปแบบ โดยเฉพาะหลักสูตรและวิธีการสอนในห้องเรียน และทบทวนบทบาทของกระทรวงศึกษาธิการแล้ว ต้องพัฒนาการสื่อสารทางสังคมให้มีความรับผิดชอบมากขึ้น การนำหลักธรรมทางศาสนามาใช้ ก็เป็นเรื่องสำคัญ แต่ต้องมีการนำแก่นสารของศาสนาที่แท้จริงมาประยุกต์ใช้ ไม่ใช่เรื่องของ พิธีกรรม การที่เรามีระบบความคิดก็จะนำมาสู่ความสามารถในการจะแยกแยะเรื่องของพิธีกรรม กับเรื่องแก่นสารของศาสนาที่แท้จริงได้ ที่จริงเรื่องของศาสนา แก่นสารที่แท้จริงนี่ผมส่วนตัว แล้วคิดว่าศาสนาพุทธสายวัดป่าก็น่าที่จะเป็นแนวทางที่ดี การมีค่านิยมที่ถูกต้องย่อมนำไปสู่ ความเป็นพลเมืองที่ดี ซึ่งหากประเทศไทยมีพลเมืองที่ดีมากพอ รัฐธรรมนูญแบบไหน ก็สามารถนำมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขอบคุณครับท่านประธาน

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านศักดา ศรีวิริยะไพบูลย์ ค่ะ

นายศักดา ศรีวิริยะไพบูลย์

เรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ เรียนคณะกรรมาธิการทุกท่านที่นำเสนอในเรื่องของค่านิยม คุณธรรม จริยธรรม ความเป็นพลเมืองที่ดีและมนุษย์ที่สมบูรณ์นะครับ ผมเองก็ได้รับฟังที่ท่านได้นำเสนอก็เห็นว่า เป็นประเด็นที่ดีนะครับ

ผมเองมีเรื่องที่เป็นประสบการณ์ชีวิตผมจะมานำเสนอเพื่อเป็นรูปแบบ วิธีการหนึ่งที่อาจจะเป็นประโยชน์ในการที่จะพัฒนาในเรื่องของความเป็นมนุษย์ วันนี้ปัญหา ของสังคมเป็นที่รู้กันว่าเรามีปัญหามากมายในเรื่องของความเห็นแก่ตัว ขาดจิตสาธารณะ ตัวใครตัวมัน ไม่รับผิดชอบ ขาดคุณธรรม จริยธรรม ไม่มีเหตุผล แล้วก็เรื่องราวต่าง ๆ มากมาย ที่เป็นปัญหาในสังคม

ผมมีประสบการณ์ชีวิตเรื่องหนึ่งตั้งแต่ตอนเด็ก วัยเด็กมาจำความได้พอโต ขึ้นมานิดหนึ่งสิ่งที่พวกผมจะต้องทำกันก็คือการนั่งล้อมวงกัน เขาเรียกว่าวิธีการวิจารณ์ และวิจารณ์ตนเอง ในกลุ่มของเด็กที่เรานั่งล้อมวงกันแต่ละคนก็จะนำเสนอตัวเองก่อนว่า ตัวเองวันนี้ทำไม่ดีอะไร แล้วก็ควรจะปรับปรุงอย่างไร ขณะเดียวกันก็ฟังเพื่อน ๆ คนอื่น ๆ ที่เขานำเสนอว่าข้อเสนอนี้คนอื่นก็พูดในลักษณะของการที่ว่าเรามีจุดดีอย่างไร เราทำอะไรดี และทำอะไรไม่ดีอย่างไร อันนี้คือสิ่งที่ผมเด็ก ๆ ตั้งแต่เรียกว่าลูกของ ผมจะขอเรียกว่า ลูกของสหายก็แล้วกันนะครับ คือลูกของนักปฏิวัติตั้งแต่รุ่นแรก ๆ พอโตมาก็ถูกทำอย่างนี้ สิ่งนี้จะทำให้เกิดอะไรครับ วันนี้สิ่งนี้ที่ผมได้รับการปฏิบัติมาตั้งแต่เล็กจนโต สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ จะเห็นได้ว่าเราจะได้รู้ว่าสิ่งไหนเป็นสิ่งที่ดี สิ่งไหนเป็นสิ่งที่ไม่ดี แล้วก็ที่สำคัญก็คือรู้ว่า เราควรมีท่าทีอย่างไรต่อสิ่งนั้น ขณะเดียวกันมีการตรวจสอบตัวเองตลอดเวลา แล้วก็มี การเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ส่งเสริมให้มีความมุ่งมั่นในการทำความดีแล้วก็ทำงานเป็นกลุ่มได้ การที่เราได้มีการพูดคุยด้วยจิตที่เราหวังดีต่อคนอื่น สิ่งนี้จะทำให้เกิดความผูกพัน รักใคร่ จะทำให้เกิดความมุ่งมั่นที่จะทำสิ่งดี ๆ แข่งขันกัน ผมคิดว่ารูปแบบนี้เป็นรูปแบบที่น่าสนใจที่สามารถจะไปใช้ในสถานศึกษาตั้งแต่ระดับอนุบาล ทุกระดับ อาจจะจับกลุ่มทำกิจกรรมในลักษณะนี้ ซึ่งไม่ได้มีปัญหามากมายเลย ไม่ได้ใช้เวลา มากมาย ในอาทิตย์หนึ่งอาจจะทำสักครั้งหนึ่ง สิ่งนี้จะทำให้เด็กเกิดมีความมุ่งมั่นที่จะกระทำ สิ่งดี ๆ แล้วก็ทุกคนได้มีการตรวจสอบตัวเอง นี่คือรูปแบบที่ผมคิดว่าน่าจะลองไปพิจารณาดู ว่าจุดนี้สามารถกระทำได้ทันทีเลย แล้วก็ไม่ได้ยากอะไร แล้วก็จุดนี้จะทำให้เด็กที่เติบโตขึ้นมา

๑. เขาสามารถพร้อมที่จะรับฟังความคิดเห็นคนอื่น เปิดกว้าง ขณะเดียวกัน มีการตรวจสอบตัวเองตลอดเวลา แล้วเขารู้ด้วยว่าสิ่งดี ไหนดี ไหนไม่ดี ยิ่งถ้ามีครูช่วยไป กำกับอีกทีหนึ่ง ให้ความคิดเห็นอีกทีหนึ่ง มันก็จะเกิดมิติใหม่ เกิดการสร้างสังคม สร้างเด็ก ที่จะเป็นอนาคตของประเทศชาติเรา ที่มีจิตสำนึก มีความเข้าใจ อันนี้อาจจะเป็นพื้นฐานที่ดี ในการพัฒนาสังคมและเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างยิ่ง ผมคิดว่าอย่างนั้นนะครับ อันนี้ก็เป็นประสบการณ์ที่ผมคิดว่าลองแลกเปลี่ยนดู

อีกประเด็นหนึ่งที่ผมจะขอ รูปแบบอีกอันหนึ่งที่ผมเองก็ใช้กันมาตั้งแต่ ตอนเด็ก ๆ ก็คือเรื่องของการที่เราเด็ก ๆ ก็จะมีการรวมกลุ่มกัน เราจะมาเล่าสถานการณ์ว่า ในวันนี้ในช่วงที่ผ่านมีเรื่องราวอะไรบ้าง ในบ้านเมืองมีเรื่องราวอะไรบ้าง แล้วคิดเห็นเรื่องราวนั้น เป็นอย่างไร แล้วก็มีผู้ใหญ่คอยให้คำชี้แนะว่าเรื่องราวต่าง ๆ เหล่านี้มันควรเป็นอย่างไร สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ปลูกฝัง ทำให้เด็กสนใจ ไม่ใช่เฉพาะสนใจในตัวเองอย่างเดียว สนใจรอบด้าน สนใจสถานการณ์ สนใจทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ในรอบตัว ก่อให้เกิดการเรียนรู้ ก่อให้เกิด การแลกเปลี่ยน ก่อให้เกิดความเข้าใจ ไม่ใช่เฉพาะของตนเอง แต่ภาพรวมของสังคมทั้งหมด นะครับ นี่สิ่งที่ผมคิดว่าในจุดนี้เท่าที่ผมพูดไป ผมเข้าใจว่าประเด็นที่ผมเปิดไปทุกท่านก็คง พอจะนึกภาพออก อันนี้ก็เป็นจุดหนึ่งที่ก่อให้เกิดพื้นฐานที่ดีในการที่จะพัฒนาความเป็น มนุษย์ที่สมบูรณ์ ขอกราบขอบพระคุณ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ค่ะ ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านศิรินา ปวโรฬารวิทยา ค่ะ

นางศิรินา ปวโรฬารวิทยา

เรียนท่านประธานที่เคารพนะคะ ดิฉัน ศิรินา ปวโรฬารวิทยา สมาชิกหมายเลข ๑๙๘ ค่ะ ขออภิปรายการพัฒนา ระบบค่านิยม คุณธรรม จริยธรรม เพื่อความเป็นพลเมืองที่ดี และมนุษย์ที่สมบูรณ์ ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูป ใช้คำว่า สิทธิพลเมือง และหน้าที่พลเมือง รวมกันแล้วมากกว่า ๖๐๐ คำ แต่ไม่ได้กล่าวว่า พลเมืองแบบไหนที่จะสามารถทำหน้าที่ใช้สิทธิในการบริหารประเทศให้ดี มีความสุข และความเจริญ จะมีคุณสมบัติแบบใด ขอบคุณคณะกรรมาธิการชุดนี้ที่เห็นว่าการพัฒนา พลเมืองไทยให้เป็นพลเมืองที่ดี มีคุณธรรม จริยธรรม มีระบบค่านิยมที่ดี มีความจำเป็น สำหรับการปฏิรูปประเทศไทยค่ะ ดิฉันเน้นคำว่า พลเมืองไทย เพราะพลเมืองไทยมีสิทธิ และหน้าที่มากมาย ถ้าพลเมืองไทยไม่มีคุณสมบัติที่ประกอบด้วยคุณธรรมและจริยธรรมแล้ว ต่อให้ประเทศจะเจริญก้าวหน้าแค่ไหน ก็จะขาดความสามัคคีและสันติสุข พลเมืองจะมีความทุกข์ มากกว่าความสุขค่ะ ประเทศไทยโชคดีที่มีภูมิประเทศที่อุดมสมบูรณ์ ทำให้คนไทยไม่เคย ลำบาก ไม่ต้องขยันมาก ไม่ต้องอดทน เพราะในน้ำมีปลา ในนามีข้าว ทำให้คนไทยรักสบาย รักสนุก รักอิสระ ไม่ต้องมีวินัย ไม่ชอบระเบียบและกฎเกณฑ์ใด ๆ แต่เวลานี้ความรักสบาย ไม่มีวินัยทำให้คนไทยขาดขีดความสามารถในการแข่งขัน ประสิทธิภาพในการประกอบอาชีพ ก็ลดลง จึงเริ่มต้นที่จะเรียนลัดด้วยการทุจริตคอร์รัปชันบ้าง โกงเล็กโกงน้อย รับสินบน เอาเปรียบ แล้วก็ทำให้สังคมของเราไม่พึงปรารถนานะคะ ดิฉันขอเสนอว่าระบบค่านิยมคุณธรรม จริยธรรมต้องปลูกฝังตั้งแต่เกิดค่ะ ต้องเริ่มต้นจาก สถาบันครอบครัว ต้องปลูกฝังสั่งสอนให้เป็นคนดีมีระเบียบไม่อิจฉาริษยา ไม่ทุจริต ต้องช่วยกันสร้างสุภาษิตดี ๆ ให้กับครอบครัว ให้พ่อแม่ได้สั่งสอนลูกให้มากขึ้น และต้องทำให้ พ่อแม่เน้นสอนลูกให้เป็นคนดีมากกว่ามุ่งที่จะสอนลูกให้เป็นคนเก่งหรือคนรวย พ่อแม่ ต้องเป็นตัวอย่างที่ดีของครอบครัว โรงเรียนทุกระดับจะต้องปลูกฝังให้เด็กมีคุณธรรม จริยธรรมก่อนสร้างความรู้ เพราะคุณธรรมเหมือนเสาเข็มต้องตอกย้ำลงไปในดินก่อน สร้างบ้าน บ้านจะแข็งแรงต้องมีเสาเข็มหลาย ๆ ต้น และต้องตอกให้ลึกจึงจะได้บ้านที่ดี การสร้างคนให้เป็นคนดีก่อนจึงจะเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับประเทศไทย ในเอกสารฉบับนี้ จะมีกลไกกำกับพฤติกรรมของมนุษย์ ซึ่งเขียนไว้ว่าตัวแบบบันได ๓ ขั้น ดิฉันจะขอให้เป็นขั้นที่ ๑ ซึ่งตอนนี้เขียนว่าเป็นกฎหมายและกฎระเบียบขอให้เป็นการสร้างคุณธรรมและจริยธรรม ปลูกฝัง ขั้นที่ ๒ ค่อยเป็นค่านิยมและบรรทัดฐาน ขั้นที่ ๓ จึงขอให้เป็นกฎหมาย และกฎระเบียบ เพราะดิฉันเชื่อว่าถ้าเผื่อคนไม่ดีแล้วต่อให้เราจะมีกฎหมาย กฎระเบียบ อย่างไรก็จะต้องมีวิธีคิดพลิกแพลงที่จะไม่ต้องปฏิบัติตาม จะต้องมี ๒ มาตรฐาน ๓ มาตรฐาน โกงได้ก็เป็นคนเก่งนะคะ จึงขอให้เริ่มต้นทุกอย่างด้วยการปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรมก่อน แล้วก็มาตามด้วยค่านิยม เริ่มด้วยสถาบันครอบครัวต้องส่งเสริมให้สถาบันครอบทำสิ่งนี้ให้ได้ ๒. คือสถาบันการศึกษา ๓ คือสถาบันสื่อ ๔. คือสถาบันการปกครองประเทศ ผู้นำประเทศ จะต้องเป็นคนมีคุณธรรม จริยธรรมเพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับพลเมืองไทยทุกคนค่ะ ขอบคุณค่ะ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านรสนา โตสิตระกูล ค่ะ

นางสาวรสนา โตสิตระกูล 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ดิฉันก็ขอชื่นชมรายงานของคณะกรรมาธิการคณะนี้ เช่นเดียวกับรายงานที่ได้นำเสนอไปเมื่อวานนี้ ซึ่งดิฉันชอบมากเลยนะคะ ชื่อวาระการพัฒนา ของท่าน ที่ว่าระบบค่านิยม คุณธรรม จริยธรรม เพื่อความเป็นพลเมืองที่ดีและมนุษย์ ที่สมบูรณ์ ซึ่งดิฉันคิดว่าการปฏิรูปบ้านเมืองก็เป็นไปอย่างที่ท่านได้เขียนไว้ในรายงานว่า การที่จะปฏิรูปประเทศได้มันก็ต้องปฏิรูปที่ตัวคน เพราะว่าตัวคนเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ ที่สุด ต่อให้เรามีระบบที่ดีขนาดไหน แต่ถ้าหากว่าเรามีคนไม่ดีก็พร้อมที่จะทำลาย ระบบที่ดีได้ แต่ถ้าระบบอาจจะไม่สมบูรณ์นักแต่ถ้ามีคนดีมีจริยธรรมก็จะช่วยอุดช่องโหว่ ช่วยที่จะทำให้ระบบนั้นมีความสมบูรณ์ขึ้น เพราะฉะนั้นการที่เราจะปฏิรูปโดยพัฒนาให้คน มีความสมบูรณ์แห่งความเป็นมนุษย์นั้นจึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง แล้วก็จะเป็น เป้าหมายของการพัฒนาทั้งปวงนะคะ หลายคนอาจจะพูดถึงค่านิยมที่ไปในทางที่ไม่ดี ของสังคมไทย แต่ดิฉันเองมีความเชื่อนะคะว่าสังคมไทยนั้นที่ยังมีรากหยั่งลึกอยู่ในศาสนานั้น เรายังมีสิ่งที่เป็นค่านิยมของศาสนาฝังลึกอยู่ในจิตใจของเรา เพียงแต่ว่าในเวลานี้อาจจะถูกบดบัง ไปบ้างจากค่านิยมใหม่ ๆ ของระบบบริโภคนิยมที่เข้ามาครอบงำ แต่ที่ดิฉันเชื่อว่าในหลัก ทางพุทธศาสนา เรื่องทาน ศีล ภาวนา นั้นยังอยู่ในจิตใจของคนไทย ข้อแรกสุดของ พุทธศาสนาคือสอนให้เราทำทาน แล้วทานมันหมายถึงถ้าเราใช้ภาษาอังกฤษมันคือคำว่า แชริง (Sharing) แชริงคือการแบ่งปัน ดิฉันยังเคยเดินทางอยู่ในชนบท ซึ่งอาจจะเพียงแค่ ๑๐-๒๐ ปีที่แล้ว เราเคยเห็นคนในชนบทที่เวลาเขาทำสิ่งที่ดีที่เป็นเราจะเรียกว่าการแชริง หรือทานให้กับคนในสังคม เขาก็จะมุ่งหมายถึงอุดมคติที่สูงสุด อย่างที่เราเคยได้ยินคำว่า นิพพานัง ปัจจะโย โหตุ ดิฉันเห็นหมอแผนไทย เห็นคนที่อยู่ในสังคมชนบทเวลาเขารักษาคน หรือเขาทำบุญใส่บาตร เขาจะพูดคำนี้ขึ้นมาว่า นิพพานัง ปัจจะโย โหตุ คือขอให้สิ่งนี้เป็นปัจจัยไปสู่นิพพานนะคะ เขาไม่ได้บอกว่าให้สิ่งนี้เป็นปัจจัยไปสู่การเป็นรัฐมนตรี หรือมีตำแหน่งอำนาจอะไรที่สูงขึ้น แต่สิ่งเหล่านี้ดิฉันคิดว่าเป็นเรื่องที่น่าเสียดายว่าถ้าสังคมไทยที่มีจิตใจที่ฝังอยู่ในเรื่องของการ ทำทาน ดิฉันเชื่อว่าค่านิยมของคนไทยเป็นค่านิยมแบบพระเวสสันดรค่ะ พร้อมจะบริจาค เพราะฉะนั้นสังคมไทยไม่ควรจะเป็นสังคมที่ไปสนใจหรือไปนิยมชมชอบการทุจริตคอร์รัปชันเลย เพียงแต่ดิฉันคิดว่ารากฐานเหล่านี้มันถูกทำลาย แล้วมันไม่ได้ถูกส่งเสริม เพราะฉะนั้นการที่ สังคมไทยกลายเป็นสังคมที่มีการคอร์รัปชันอย่างมากมายก็เป็นสิ่งที่ดิฉันคิดว่าเป็นเรื่องที่น่าจะ แก้ไขได้ ถ้าหากว่าเราเดินบนเส้นทางที่ถูกต้อง แต่สิ่งที่น่าเสียดายก็คือว่ารากฐานเหล่านี้ มันไม่ได้ถูกฟื้นฟูขึ้นมา ไม่ได้ถูกต่อยอดในทางวัฒนธรรมเดิม เพราะฉะนั้นดิฉันเชื่อว่า ถ้าหากว่าเราสามารถที่จะต่อยอดสิ่งที่เป็นอยู่ในค่านิยมเดิม วัฒนธรรมเดิมของสังคมไทย เชื่อว่าเราจะสามารถเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองได้ และดิฉันเชื่อว่าถ้าหากว่าโรงเรียนได้มีการ วางระบบอย่างต่อเนื่องอย่างที่อาจารย์จุรี แล้วก็อาจารย์เหมียว จำชื่อจริงไม่ได้ ที่เมื่อครู่ ได้รายงานเกี่ยวกับเรื่องของโครงการโตไปไม่โกง ดิฉันเชื่อว่าถ้าหากว่ามีการส่งเสริมกันอย่าง จริงจัง อย่างเป็นระบบ มันเท่ากับเป็นการสร้างพื้นที่ความดีในสังคมขึ้นมา เราจำเป็นต้องสร้าง พื้นที่ความดีเพื่อที่จะรุกไม่ให้ต้นไม้ที่มันไม่ดีมันกินขอบเขตกว้างขึ้น ทีนี้เมล็ดพันธุ์ที่ดี อย่างเช่นการที่เราโตไปไม่โกง มันเป็นเมล็ดพันธุ์ที่ดี แต่ว่ามันก็ต้องการสิ่งแวดล้อมที่ดีด้วย ในการที่จะทำให้มันเติบโต เช่น มันก็ต้องการน้ำ ต้องการอากาศ ต้องการปุ๋ยในการที่จะ เติบโต ดิฉันอยากเห็นไม่ใช่เพียงแค่ว่าส่งเสริมให้มีสำนึกเท่านั้น แต่ควรที่จะทำให้ กระบวนการทำความดีเหล่านั้นได้รับการอุดหนุนหรือตอบแทน หรือการได้รับการยอมรับ ถ้าหากว่าโรงเรียน เวลานี้ปกติเราจะมีช่องทางสำหรับเด็กที่เป็นนักกีฬา หรือมีความสามารถ พิเศษ เป็นไปได้ไหมคะที่เราจะทำในระบบอย่างโตไปไม่โกง ดิฉันเคยเห็น อบต. ที่ปากพูน เขาทำสมุดพกความดี เด็กคนไหนทำความดีเขาจะสะสมแต้ม สะสมแต้มเสร็จแล้ว อบต. เขา สามารถให้เด็กไปแลกเป็นอุปกรณ์การเรียนต่าง ๆ ได้ แต่ดิฉันคิดว่าถ้าหากเราทำระบบ ตั้งแต่อนุบาล ประถม มัธยม มหาวิทยาลัยไปจนถึงการทำงาน คือเชื่อมโยงกับบริษัท ห้างร้าน ต่าง ๆ ว่าถ้าหากว่าเด็กที่ได้รับ ที่มีพอร์ทโฟลิโอ (Portfolio) ว่าเป็นเด็กที่มีสมุดพกความดี เขาอาจจะสามารถมีช่องทางสำหรับคนดีเหล่านี้ไปเรียนในชั้นสูงขึ้นโดยไม่ต้องไปสอบแข่งกับ คนอื่น แล้วจากประถมไปมัธยมไปมหาวิทยาลัย สามารถเลือกเรียนได้ในช่องทางที่ มหาวิทยาลัยเปิดพื้นที่ให้ แล้วถ้าหากว่าเมื่อจบแล้วบริษัทต่าง ๆ พร้อมจะเอาคนเหล่านี้ เข้าไปทำงานก่อน แล้วดิฉันเชื่อมั่นว่าคนดีนั้นจะเป็นคนมีความสามารถ ถ้าหากทำอย่างนี้ได้ มันจะทำให้คนมีความรู้สึกว่าความดีนั้นมันมีคนมองเห็น เพราะเดี๋ยวนี้คนมักจะพูดว่าทำดีได้ดี มีที่ไหน ทำชั่วได้เป็นรัฐมนตรีมีถมไป เพราะฉะนั้นคนก็เลยอยากจะทำชั่ว แต่ถ้าหากว่า เราทำระบบให้คนรู้สึกว่าเมื่อคุณทำดีแล้วสังคมมองเห็น สังคมตอบรับ สังคมให้การยอมรับ และการยอมรับนั้นจะต้องมีรูปธรรม ถ้าทำสิ่งนี้ได้ดิฉันเชื่อว่าเราจะสามารถเพิ่มพื้นที่ความดี ในสังคมไทยเพื่อที่ต่อสู้กับวัฒนธรรมที่เป็นวัฒนธรรมเลว ๆ วัฒนธรรมแบบบริโภคนิยม วัฒนธรรมแบบมือใครยาวสาวได้สาวเอา วัฒนธรรมแบบที่ไร้จริยธรรมเหล่านี้มันจะถูกถอยร่น ไปจากพื้นที่ความดีที่เราสร้างขึ้นในสังคมนี้ค่ะ ขอบพระคุณค่ะ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปท่านเฉลิมศักดิ์ อบสุวรรณ ค่ะ

นายเฉลิมศักดิ์ อบสุวรรณ 🔗

เรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติและท่าน คณะกรรมาธิการทุกท่านนะครับ ผม นายเฉลิมศักดิ์ อบสุวรรณ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ๐๕๓ จากจังหวัดพังงา ต้องขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูงที่คณะกรรมาธิการได้นำประเด็นนี้ เข้าสู่การปฏิรูป ผมคิดว่าเป็นหัวใจสำคัญอย่างยิ่ง เพราะว่าสังคมไทยทุกวันนี้เราอ่อนแอมาก แล้วปัญหาทุกอย่างเกิดจากคน ผมอยากจะนำเรียนสภาปฏิรูปแห่งชาติแห่งนี้ว่า ถ้าเราแก้ปัญหาเรื่องคนไม่ได้ เราจะไปแก้ปัญหาเรื่องอื่นนั้นก็คงยาก เราจะปฏิรูปอีก ๓๕ วาระ กับ ๗ วาระพัฒนา ถ้าคนเป็นกลไกสำคัญไม่เคลื่อนเท่าไร ผลสัมฤทธิ์ก็ไม่สูง ผมยกตัวอย่างนะครับ ตอนเด็ก ๆ ผมเรียกว่าสภาน้ำชา ผมโตมาในตลาด เห็นชาวจีนซึ่งเป็น พ่อค้าธุรกิจในระดับจังหวัดตอนเย็นเขาจะมานั่งดื่มน้ำชากัน ต้นทุนเขาต่ำมาก มีใบชา น้ำชา ก็คือน้ำร้อนต้ม แล้วก็เอาหนังสือพิมพ์จีนมาอ่านกัน ผมเป็นเด็ก ๆ ผมก็วิ่งเล่น วิ่งไปวิ่งมา ก็ยังชื่นชมในผู้หลักผู้ใหญ่ชาวจีนซึ่งถือว่าเป็นผู้นำทางธุรกิจในระดับจังหวัด จากวันนั้น ถึงวันนี้ผมคิดว่าเมื่อเราก้าวมาสู่สภาปฏิรูปแห่งชาตินั้น ผมคิดว่าเราน่าจะเป็นส่วนหนึ่งในการ หล่อหลอมเยาวชน เด็กของเราให้มีค่านิยมที่ดี แล้วก็ปลูกฝังกลายเป็นพฤติกรรมที่ดี เพื่อให้ เขาเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในอนาคตข้างหน้า ผมคิดว่าสิ่งหนึ่งที่สำคัญก็คือหลักแนวคิด สิ่งที่ท่าน กรรมาธิการนำเสนอนั้นผมขอชื่นชมอย่างมากว่าดีมากครับ แล้วผมก็อยากจะฝากเพิ่มเติมว่า หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนั้นเป็นสิ่งที่เรามักจะใช้ในด้านเดียวนะครับ คิดว่าเราจะใช้ ในเรื่องของการที่ดำรงชีพอย่างเดียวทางด้านเศรษฐกิจ แต่ในทางกลับกัน ผมเองนั้นกลับใช้ แนวหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในการดำเนินชีวิตประจำวัน ผมก็เคยผิดพลาด เคยลงทุน แล้วผิดพลาด แล้วเราก็เครียดไประยะหนึ่งจนวันหนึ่งเราค้นพบว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเพราะว่า เราทำอะไรเกินความพอเพียง จนสุดท้ายเราก็ได้นำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ กลับมาทบทวนแล้วก็มาดำเนินชีวิตใหม่ ก็ปรากฏว่า สิ่งต่าง ๆ นั้นก็กลายเป็นดีหมดเลย ด้วยความที่เราไม่ประมาท ซึ่งเป็นปัจฉิมโอวาท ของพระพุทธเจ้าที่พระองค์ทรงสั่งสอนไว้ก่อนที่ท่านจะปรินิพพานให้เราไม่ประมาท สิ่งนี้ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เพราะผมว่าวันนี้เราอยู่ในความประมาทกัน สังคมเรา เต็มไปด้วยความประมาท แม้กระทั่งปัจจุบันเราก็ยังเต็มไปด้วยความประมาทอยู่ เรายังไม่รู้ว่า เราจะปฏิรูปประเทศไปได้สำเร็จหรือไม่ อย่างไร แต่สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นว่าสำคัญ แล้วก็สำคัญ อย่างยิ่งคือการสร้างค่านิยมที่ดี จิตสำนึกที่ดี คุณธรรมที่ดี ให้เกิดกับพี่น้องคนไทยทุกระดับ ทุกวัย ให้มีพื้นที่ตั้งแต่ระดับเด็ก เยาวชน ได้เข้ามามีส่วนร่วมกิจกรรมที่ดี ๆ กับผู้ใหญ่นะครับ ผมคิดว่าอันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ ถ้าเราไม่สามารถหล่อหลอมตรงนี้ได้ เราก็จะไม่สามารถได้ผู้ใหญ่ ที่เข้มแข็งในอนาคต ผมเองผมคิดว่าอันหนึ่งที่สำคัญก็คือสื่อทางทีวี (TV) และสื่อภาพยนตร์ สื่อทางทีวีนั้น ผมคิดว่ารัฐบาลควรจะเพิ่มพื้นที่เวลาในช่องทีวีที่เป็นของเอกชนต่าง ๆ ที่เป็น ละครตอนเย็นที่เราเห็นประมาณช่วงเย็นก็ถือว่าเป็นช่วงที่เด็ก ลูกหลาน แล้วรวมทั้งผู้ใหญ่ ค่อนข้างจะว่างแล้วต้องการดูสื่อพวกนี้อยู่ ผมคิดว่ารัฐควรจะต้องเพิ่มบทบาทในการกำหนดว่า จะต้องมีสื่อทีวีที่เป็นในเรื่องของค่านิยมคุณธรรมที่ดีของไทย อาจจะไม่ได้เต็มทั้งหมด แต่อย่างน้อยต้องมีเวลาประมาณ ๑ ใน ๓ อะไรก็แล้วแต่ในช่วงของ ไพรม์ (Prime) ตรงนั้น นะครับ ผมคิดว่าฝากทางท่านกรรมาธิการด้วยนะครับว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ ถ้าเราโดนโดมิเนท (Dominate) โดนหล่อหลอม โดนครอบงำอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ เราก็เหมือนกับเราไม่รู้ตัว ความอิจฉาริษยา ความเห็นแก่ตัวก็จะเกิดสูงขึ้นในสังคมไทยเรื่อย ๆ ดังตัวอย่างที่เราเห็นทุกวันนี้ ในบทละครต่าง ๆ ทางทีวีและรวมทั้งภาพยนตร์ ผมคิดว่าควรจะมีภาพยนตร์ที่เหมือนกับ สร้างชาติกันบ้างว่าสร้างค่านิยม สร้างคุณธรรมให้คนที่ชมเกิดความฮึกเหิมขึ้น อยากจะเป็นคนดี อยากจะเป็นคนที่มีค่านิยมที่ดี ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตนเองไปสู่ในทิศทางที่ถูกที่ควร อันนี้ผมคิดว่าฝากท่านกรรมาธิการ ผมคิดว่าสังคมไทยวันนี้ต้องเริ่มแล้ว และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง สภาปฏิรูปแห่งชาติของเรา ก่อนที่จะให้ข้างนอกเริ่ม ผมว่าสภาปฏิรูปแห่งชาติ ๒๕๐ ท่าน ควรช่วยกันเริ่มก่อนครับ ขอบคุณครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบพระคุณมากค่ะ รายนามท่านต่อไป มีท่านอาจารย์ ดอกเตอร์วินัย ดะห์ลัน ท่านรอง ศาสตราจารย์สุชาติ นวกวงษ์ ท่านเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ท่านเตือนใจ สินธุวณิก ท่าน ทิวา การกระสัง และท่านอาจารย์ ดอกเตอร์ชาติชาย ณ เชียงใหม่ อาจารย์ ดอกเตอร์วินัย ดะห์ลัน ค่ะ

นายวินัย ดะห์ลัน กรรมาธิการ

ขอบคุณมากครับ ผม วินัย ดะห์ลัน ก่อนอื่น ต้องขอขอบคุณทางกรรมาธิการ จริง ๆ ผมก็เป็นกรรมาธิการชุดนี้ด้วย แต่ว่าขออนุญาต มาเสนอความคิดเห็น คิดว่าจะเป็นประโยชน์ ในเรื่องค่านิยมผมเห็นว่าทางรัฐบาล ให้ความสำคัญกับเรื่องของค่านิยมเป็นอย่างมาก จะเห็นได้จากการที่เขากำหนดเรื่องของ ค่านิยม ๑๒ ประการขึ้นมา แล้วก็มีเรื่องของการรณรงค์เพื่อที่จะทำให้คนไทยหันมาสนใจ เรื่องของค่านิยม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเพลง ท่าเต้น อาขยาน สติ๊กเกอร์ (Sticker) แนะนำ ให้ทางหน่วยราชการต่าง ๆ นั้นมีการประกวด แล้วก็มีการจัดทำป้ายประกาศอะไรต่าง ๆ เหล่านั้น ในกรณีที่อยากจะเสนอเป็นความเห็นนั้น ก็อยากจะขอพูดเรื่องของค่านิยมแค่ ๑-๒ ประการ ก็คือเรื่องของระเบียบ วินัย เรื่องของการเคารพกฎหมาย เรื่องของการที่ผู้น้อย รู้จักการเคารพผู้ใหญ่ แล้วก็เรื่องของการคำนึงถึงผลประโยชน์ของส่วนร่วม ผมคิดว่า เรื่องของค่านิยมนั้น ในภาษาอังกฤษใช้คำว่า แวลู (Value) อาจจะมีคำที่กว้างไปกว่านั้น ถ้าเราดูตามรากศัพท์นั้นมันก็จะหมายถึงสิ่งที่ดี สิ่งที่น่ารักษา แต่ว่าถ้าเราดูกันในเรื่องของ ค่านิยมจริง ๆ มันมีทั้งเรื่องทางด้านบวก แล้วก็เรื่องที่เกิดขึ้นในทางด้านลบ ในภาษาอังกฤษนี้ มีอยู่อีกคำหนึ่ง ซึ่งผมเคยกล่าวไว้ในห้องนี้แล้ว ก็คือเรื่องของคำว่า คอลเลคทีฟ คอนเชียสเนส (Collective consciousness) ซึ่งโปรเฟสเซอร์ (Professor) ดอกเตอร์โทมัส ซัดเดนดอร์ฟ เป็นนักจิตวิทยา แล้วก็นักมานุษยวิทยาอยู่ที่มหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ที่ประเทศออสเตรเลีย เขียนเรื่องนี้ไว้ในหนังสือ ชื่อ เดอะแกพ (The Gap) เรื่องของการพัฒนาอารยธรรมของมนุษย์ เรื่องนี้น่าสนใจครับ เขาบอกว่าจริง ๆ แล้วมนุษย์นั้นสะสมประสบการณ์ที่เป็นลักษณะของการ เลือกสะสม ใช้คำว่า การตระหนักรู้เลือกสะสม ก็คือคอลเลคทีฟ คอนเชียสเนส เขาเห็น เขาสัมผัส แล้วก็ค่อย ๆ สะสมจนกระทั่งกลายไปเป็นค่านิยม แล้วก็พัฒนาต่อไปเป็นเรื่องของ พฤติกรรม อุปนิสัย ในที่สุดก็นำไปสู่เรื่องของการสร้างศิลปวัฒนธรรม กลายไปเป็นอารยธรรม เรื่องพวกนี้นั้นจะมีความสำคัญอย่างยิ่งที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์ ในประเทศสหรัฐอเมริกา ในยุโรปเขาบอกว่าส่วนที่จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องของค่านิยม หรือว่าแวลูมากที่สุดเลย ก็คือเรื่องของสิ่งแวดล้อม เราทำไป เราโปรโมท (Promote) ไป จะแต่งอาขยาน แต่งเพลงกันสักแค่ไหน แต่สิ่งแวดล้อมมันไม่เอื้อไม่มีทางที่จะทำให้เรื่องของ การสร้างค่านิยมนั้นเป็นผลสำเร็จ เพราะฉะนั้นได้มีการทดลองในมหาวิทยาลัย ๒ แห่ง ที่ในประเทศสหรัฐอเมริกา เขาทำการรณรงค์ในเรื่องของการปรับค่านิยมของนักเรียน ให้บริโภคอาหารที่เป็นประโยชน์ แต่ปรากฏว่าสิ่งแวดล้อมในโรงเรียนมันไม่เอื้อ ในที่สุด ทำไม่ได้ แต่ในขณะเดียวกันอีกที่หนึ่งไม่มีการรณรงค์เลย แต่สิ่งแวดล้อมมันเอื้อ ในที่สุดนั้น คนในเมืองนั้น ในโรงเรียนนั้นก็สามารถที่จะพัฒนาปรับปรุงตัว เพราะเขาเห็นค่านิยม เขาเห็นสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนา สิ่งที่จะกลายเป็นมาเป็น ค่านิยมของเขา ผมคิดว่าสิ่งที่เราพยายามจะทำนั้นขณะเดียวกันเราไปปล่อยสิ่งแวดล้อม ให้มันเกิดการที่ไม่เป็นการรักษาวินัยให้เกิดขึ้นในสังคม ผมยกตัวอย่างมีคนถาม ถ้าสมมุติว่า เราขับรถไปแล้วเราเห็นเด็กของเราที่นั่งอยู่ในรถเราเขาเห็นรถมอเตอร์ไซค์สวนเลนทุกวัน ๆ โดยที่ตำรวจไม่ทำอะไรเลย เด็กเหล่านั้นเขาจะพัฒนาค่านิยมขึ้นมาเรื่องของการไม่เคารพ กฎจราจร เขาพัฒนาขึ้นมา ในที่สุดมันจะกลายไปเป็นพฤติกรรมนำไปสู่เรื่องของคอร์รัปชัน เรื่องต่าง ๆ ที่เป็นผลเสียมากมาย สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้นั้นก็อยากจะเรียนให้ทราบว่าถ้าสมมุติ เราต้องการที่จะทำเรื่องของค่านิยม สำคัญที่สุดก็คือต้องปรับสิ่งแวดล้อมให้สอดคล้อง กับเรื่องของการที่เราจะทำเป็นค่านิยมให้ได้ ต้องสร้างตัวอย่างให้เกิดขึ้นในสังคม แล้วก็ คนเรานั้นด้วยประสิทธิภาพการทำงานของสมองของเขาเองในที่สุดเขาก็สามารถที่จะปรับ สิ่งที่เขาได้สัมผัสนั้นให้กลายมาเป็นอุปนิสัยค่านิยมและสร้างจนกระทั่งกลายเป็นวัฒนธรรม ผมก็อยากจะฝากเรื่องนี้ไว้เพียงเท่านี้นะครับ ขอบคุณครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านรองศาสตราจารย์สุชาติ นวกวงษ์ ค่ะ

รองศาสตราจารย์สุชาติ นวกวงษ์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม สุชาติ นวกวงษ์ หมาเลข ๒๑๘ ท่านประธานครับ ต้องขอขอบคุณท่านกรรมาธิการปฏิรูป ค่านิยม ศิลปะ วัฒนธรรม จริยธรรมและการศาสนา ที่ยกเอาเรื่องของความเป็นผู้มีพลเมืองที่ดี แล้วก็มนุษย์ที่สมบูรณ์มานำเสนอครับ อย่างไรก็ตามผมมีความเห็นเพิ่มเติมว่าถ้าหากเราจะทำให้ พลเมืองที่ดีแล้วก็ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์เราจะทำอย่างไร สำหรับผมถ้าหากว่าผมต้องการ ทำให้คนสักคนหนึ่งเป็นพลเมืองที่ดีแล้วก็เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ผมจะต้องคิดอย่างนี้นะครับ ผมจะต้องทำให้เขาคิดว่าเขาจะเป็นพลเมืองที่ดีอย่างไร ต้องมีวินัย ต้องเคารพกฎหมาย เขาต้องไม่โกง เขาต้องมีการเตรียมพร้อมทั้งในบ้านแล้วก็ในสังคม เขาต้องใฝ่หาความรู้ ตลอดเวลาแล้วก็ต้องปฏิบัติตัวให้ทัน ต้องปรับตัวให้ทันกับเหตุการณ์ของโลกอยู่เสมอ นั่นคือ การเตรียมความพร้อม และเวลาเดียวกันเขาต้องมีความรับผิดชอบและเสียสละ แล้วก็รวมทั้ง มีส่วนร่วมกับสังคมเท่าที่เขาจะทำได้ นี่คือข้อที่ ๑

ข้อที่ ๒ ผมก็จะบอกเขาว่าคนหรือมนุษย์คือใคร คนผมก็จะบอกเขาว่าคนก็คือ ทรัพยากรที่สามารถเป็นทั้งแรงงานแล้วเป็นทั้งผู้ประกอบการ และคนสามารถขับเคลื่อน อะไรได้หลายอย่าง และผมจะบอกต่อไปว่าคนเป็นผู้มีบทบาทในทางความคิด คนจะต้อง เตรียมพร้อมเพื่อรองรับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น คนต้องมีคุณธรรมแล้วก็มีจิตใจที่สมบูรณ์ แล้วก็มีอารมณ์ที่ปฏิบัติได้จริง คำว่าอารมณ์คือไม่ใช่อารมณ์ในเรื่องของความใคร่ อารมณ์ที่มี ความรักเป็นสรณะอยู่ สิ่งต่าง ๆ เรื่องความเป็นมนุษย์ ความเป็นคน จะเกิดขึ้นต้องเกิดจาก ครอบครัว แล้วก็เกิดที่โรงเรียน แล้วก็สังคมเป็นคนสอน ทีนี้เมื่อผมสอนคนให้รับรู้แล้วว่า เป็นพลเมืองดีอย่างไร เป็นคนอย่างไร ผมก็จะบอกต่อไปว่าค่านิยมที่ควรจะต้องทำในฐานะที่เขา เป็นคนดีแล้ว

ค่านิยมที่ ๑ ผมก็บอกให้เขาเตรียมพร้อมในการที่จะเป็นคนที่มีจิตใจเป็น ธรรมาภิบาลด้วย การเป็นคนที่มีจิตใจธรรมาภิบาลคือว่าต้องเคารพความคิดเห็นของคนอื่น ต้องมีส่วนร่วม ต้องมีจิตใจ ซีเอสอาร์ (CSR) ร่วมกับสังคม

ในข้อที่ ๒ ผมก็จะบอกว่าให้เขาสร้างค่านิยมทางอารมณ์ หมายความว่า เขาต้องมีวุฒิภาวะทางอารมณ์ เขาต้องไม่เที่ยวอาละวาด เขาต้องรู้จักเคารพสิทธิของคนอื่น รวมทั้งครอบครัวต้องสอนให้เขาเป็นผู้ที่มีวุฒิภาวะในการคิด การคิดต้องคิดเชิงบวก และค่านิยมสุดท้ายที่ควรจะต้องบอกเขา ก็คือสร้างค่านิยมให้รู้จักสิทธิและหน้าที่ของตนเอง เรื่องของสิทธิและหน้าที่ของตนเอง เป็นเรื่องที่สำคัญมาก การใช้สิทธิต้องไม่ใช้สิทธิที่ไปก้าวก่าย คนอื่น แล้วต้องรู้จักหน้าที่ของตนเอง เผอิญผมได้ฟังอาจารย์สืบพงศ์ ขออนุญาตที่พาดพิง ได้อ่านกลอนอันหนึ่ง ผมก็เกิดความคิดว่าน่าจะเอามาอ่านด้วย ผมก็ขออนุญาตท่านประธาน อ่านให้ฟังครับ กลอนนี้อ่านบอกว่า ผมขออนุญาตเปลี่ยนแว่นตา เพราะว่าแว่นตานี้น่าจะชัดกว่า นะครับท่านประธาน ผมขออนุญาตอ่านอย่างนี้ครับ สิทธิ ๕ นาที มีความหมาย อภิปราย เสนอทางเพื่อสร้างสรรค์ ส่วนจะใช้หรือไม่ใช้ไม่ว่ากัน ผู้ใช้นั้นทำหน้าที่สิทธิเอย ผมใช้สิทธิ ของผมในการอภิปราย ๕ นาที ท่านประธานครับ ผมยังมีเวลาอีก ๒๐ วินาที เพราะฉะนั้น ผมก็คิดว่าถ้าผมจะทำให้คนที่ผมจะสอนให้เขาเป็นพลเมืองที่ดี เป็นคนที่สมบูรณ์ แล้วก็มี ค่านิยมที่ดีนั้น ผมก็ต้องบอกให้เขามีความพร้อมทั้ง ๓ เรื่องนี้ครับ ขอบคุณท่านประธานครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์

นายเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์

กราบเรียนท่านประธานครับ ผมฟังกลอนแล้ว ก็เคลิ้มเหมือนกัน ก่อนอื่นผมคิดว่าเรื่องสื่อสารเป็นเรื่องสำคัญครับ สื่อจอที่เห็นทำลาย สายตามากเลยครับ ผมไปนั่งที่ห้องกาแฟชัดเจนครับ จอเล็ก ๆ ภาพกับเวลาเปิดมันพร่ามาก ตัวหนังสือ แสงมันไม่ดีเลยครับ จะทำอย่างไรก็ฝากไว้ด้วย ความจริงไม่ใช่นอกเรื่องนะครับ เพราะว่าเรื่องของค่านิยม หรือเรื่องของจริยธรรม ที่จริงผมเองก็เป็นประธาน คณะกรรมาธิการปฏิรูปเรื่องนี้อยู่ แล้วท่านก็เป็นอนุกรรมาธิการของพวกเรานี้ ผมอยากจะเรียน เพิ่มเติมนิดเดียวว่า ที่จริงแล้วเรื่องของการสื่อสารนี้สำคัญ เมื่อครู่ท่านอาจารย์สมชาติก็ได้พูด แล้วว่าสื่อจะต้องชัดเจน ฉะนั้นจอนี้ต้องชัดเจนด้วยครับ คืออย่างนี้ครับ ผมคิดว่ากิจกรรมต่าง ๆ เท่าที่ฟังอภิปรายมา มันล้วนแต่เป็นสื่อ เป็นกลไกที่จะกลั่นกรองที่จะทำให้คนมีค่านิยม หรือจะมีรสนิยมหรือจะมีจริยธรรมหรืออะไรก็ได้ เวลานี้เรามีแต่กลไกที่เป็นวาทกรรม มากเหลือเกินครับ ผมยังชอบเรื่องของการบ้าน ๕ ข้อ ของเวียดนามอยู่นั่นละครับว่า อันนี้ ก็เป็นกลไกที่จะทำให้บรรลุผลที่จะไปสู่การสร้างจิตสำนึกแล้วก็ค่านิยมได้ การบ้านนี้ ขอทวนอีกครั้ง ในรายงานนี้ก็มีพูดถึงแต่ไม่ได้พูดถึงรายละเอียดว่าอะไร ผมขอทบทวน การบ้าน ๕ ข้อ คือว่าเขาจะให้เด็กประถมถึงมัธยมทุกวัน การบ้านซ้ำ ๆ กันนี่ เด็กจะต้องทำ รายงานทุกวันว่า

ข้อ ๑ วันนี้ได้ทำความดีอะไรบ้าง เหมือนที่ท่านผู้อภิปรายพูดว่าต้องมี สมุดพกความดีนั่นล่ะ วันนี้เราทำความดีอะไรบ้าง

ข้อ ๒ เราช่วยเหลือครอบครัวอะไรบ้าง วันนี้นะครับ

ข้อ ๓ วันนี้มีเรื่องราวสำคัญอะไรเกิดขึ้นในจังหวัดของเรา หรือเมืองของเรา

ข้อ ๔ วันนี้มีอะไรเกิดขึ้นที่สำคัญในประเทศของเรา

ข้อ ๕ วันนี้มีข่าวสำคัญอะไรที่เกิดขึ้นในโลก เด็กได้รับต้องทำการบ้านอย่างนี้ ทุก ๆ วัน

ท่านลองคิดสิว่ามันแก้ปัญหาได้หมด เรื่องค่านิยม เรื่องจริยธรรม เรื่องอะไร เพราะก็เป็นการแปลความรู้ไปสู่การปฏิบัติ เด็กก็จะรู้จักแก้ปัญหาได้ด้วย ผมขอพูดว่าเวลานี้ เราใช้วาทกรรมเป็นสื่อ แต่ว่าสาระที่เราจะเข้าถึงความหมายเบื้องลึกของวาทกรรมเหล่านั้น เรายังขาดการให้สาระเหล่านี้ไป ยกตัวอย่างง่าย ๆ ว่าอุดมการณ์ที่ว่าชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เราท่องกันเป็นวาทกรรมโดยไม่เคยเข้าใจจริง ๆ เลยว่าสาระคืออะไร ผมเคยคุยกับท่านผู้รู้ท่านบอกว่าองค์คุณของอุดมการณ์เหล่านี้เราขาดการเผยแพร่ องค์คุณ ของอุดมการณ์เหล่านี้ก็คือองค์คุณของความเป็นชาติคืออะไร องค์คุณของความเป็นชาติ คือความมีอารยะครับ ชาติเราจะต้องมีอารยะ อารยะก็ตรงข้ามกับอะไร ตรงข้ามกับหายนะ เพราะฉะนั้นเราต้องมาศึกษา มาทบทวน เข้าใจความหมายขององค์คุณของความเป็นชาติว่า คือความเป็นอารยะนั้นคืออะไร องค์คุณของความเป็นศาสนา องค์คุณของศาสนาก็คือ ความมีศานติธรรม ศานตินะครับ ศ เพราะศานติ ศ กับ สันติ ส นั้นมีความหมายต่างกัน เล็กน้อยนะครับ เพราะสันติ ส สันติมันหมายถึงสันติสุข คือความสุข แต่ศานติมันเป็นความ สงบ เย็น ซึ่งมันจะลึกซึ้งมากกว่าสันติธรรมดาและองค์คุณของศาสนาทุกศาสนาคือมุ่งไปสู่ ศานติ ความสงบ เย็น องค์คุณของสถาบันกษัตริย์คืออะไร องค์คุณก็คือความสามัคคี คือสามัคคีธรรม สามัคคีคือพลังครับ พลังที่จะทำให้สำเร็จที่เป็นประโยชน์ได้ทั้งหมด ฉะนั้น ชาติต้องมีอารยธรรม ศาสนาต้องมีศานติธรรม แล้วพระมหากษัตริย์ก็คือสามัคคีธรรม ๓ อย่างนี้ คือความเป็นพลเมืองที่ดีและเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ สามัคคีธรรมนั้นทำให้เป็น พลเมืองที่ดี ส่วนอารยะและศานตินั้นทำให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ครับ ขอบคุณครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านเตือนใจ สินธุวณิก ค่ะ

นางเตือนใจ สินธุวณิก

กราบเรียนท่านประธานและท่านอนุกรรมาธิการ ปฏิรูปค่านิยม คุณธรรมและจริยธรรมทุกท่านค่ะ ดิฉัน นางเตือนใจ สินธุวณิก สมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติ หมายเลข ๐๘๔ สาขาสื่อสารมวลชน ก่อนอื่นดิฉันขอแสดงความชื่นชม แด่ท่านอาจารย์จุรี วิจิตรวาทการ ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการปฏิรูปค่านิยม คุณธรรม และจริยธรรม ซึ่งดิฉันคิดว่าท่านอาจารย์ได้ทำในเรื่องที่เป็นนามธรรมอย่างยิ่ง แล้วก็เป็นสิ่งที่ ค่อนข้างจะยากที่จะแก้ไขให้ได้ผลในเวลาอันรวดเร็ว อย่างไรก็ตามคณะของท่านอาจารย์ ก็ได้เสนอมาตรการต่าง ๆ ที่ดิฉันคิดว่าถ้าทุกคนทุกฝ่ายของประเทศไทยเราได้ร่วมมือกัน อย่างจริงจัง เราก็จะทำได้สำเร็จในสมัยของสภาปฏิรูปแห่งชาตินี้ ดิฉันอยากขออนุญาตเน้นย้ำ มาถึงเรื่องของมาตรการและเป้าหมายการขับเคลื่อนเพื่อสร้างค่านิยมที่พึงประสงค์ ดิฉัน เห็นด้วยอย่างยิ่งในข้อแรก เรื่องของเราจะต้องมีผู้นำและนโยบายของรัฐต้องสำคัญอย่างที่มี ท่านผู้อภิปรายกันไปแล้วว่า ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีก็ได้ออกค่านิยม ๑๒ ประการ ทำเป็น ตัวไลน์อะไรต่าง ๆ ซึ่งจะเห็นว่าเข้ากับสมัยนิยมที่ขณะนี้มีความสนใจในเรื่องนี้ ก็มีการ พยายามทำเป็นเพลงด้วย ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะสื่อให้บรรดาเด็ก ๆ และเยาวชนของไทยเรานั้น มีค่านิยมที่ถูกต้อง แล้วก็รักในความเป็นไทย ซึ่งอันนี้ดิฉันคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง แต่ในขณะเดียวกันไม่ใช่ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีอย่างเดียว ดิฉันคิดว่าพวกเราทุกคนที่เป็น ผู้บริหารทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ ตุลาการอะไรต่าง ๆ ทั่วประเทศ ทุกส่วนทุกฝ่ายต้องทำตัวให้เป็น แบบอย่างที่ดีของเยาวชนด้วย ดังนั้นดิฉันอยากจะขอเสนอตรงนี้ว่าอยากให้สังคมไทยเรา โดยบรรดาพี่น้องสื่อมวลชนของดิฉันเองต้องช่วยกันในการที่จะทำสิ่งหนึ่งซึ่งเป็นสิ่งดี ให้เกิดขึ้นในประเทศของเรา นั่นก็คือใช้สื่อสารมวลชนของเรานั้นในการที่จะยกย่องชมเชย ผู้ที่ทำความดีในประเทศนี้ รวมทั้งผู้ที่ประพฤติปฏิบัติดี โดยที่ยึดมั่นในคุณธรรม จริยธรรมอย่างแท้จริง อันนี้จะต้อง ร่วมมือกันทำทุกคน ทุกฝ่าย ดิฉันคิดว่าสังคมไทยเรานั้นเราอาจจะมองเห็นว่าถ้าข่าวร้าย แล้วได้ขึ้นหน้า ๑ แล้วฟรีด้วย แต่ถ้าข่าวดีจะเป็นข่าวแค่เล็ก ๆ เท่านั้นเอง แล้วเราจะเห็นว่า บรรดาพี่น้องสื่อมวลชนเราที่เสนอรายการทางทีวี ซึ่งถือเป็นสื่อที่มีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อผู้ชม ผู้ฟัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเยาวชนนั้นก็จำเป็นที่จะต้องปรับตัวเช่นเดียวกัน เราเคยมี ก่อนหน้านี้ที่จะต้องเสนอว่ามีช่วงเวลาที่จะต้องเสนอรายการเยาวชน ก็เป็นการบังคับให้มี การเสนอรายการเยาวชน ดิฉันคิดว่าต่อไปนี้จะต้องมีการขอร้อง แล้วก็แกมบังคับด้วยในการที่จะ ให้ผู้ที่ผลิตละครโทรทัศน์ เกมโชว์อะไรต่าง ๆ ทางทีวีจะต้องเสนอหรือว่าสอดแทรกสิ่งที่เป็น คุณธรรม จริยธรรมอันดีงามของไทยเข้าไปในการแสดงนั้น ๆ ด้วย ดิฉันคิดว่าขณะนี้ ได้เริ่มต้นแล้วในการที่จะให้รางวัลรายการโทรทัศน์ หรือรายการละครที่เรียกว่าเป็นละครน้ำดี ต้องสอดแทรกไปด้วย ดิฉันคิดว่าถ้าหากเราสามารถจัดตั้งกองทุนศิลปวัฒนธรรมได้ ก็มีแนวคิดโดยท่านอาจารย์เนาวรัตน์แล้วว่าเราจะมีการให้ทุนแก่บรรดาผู้สร้างที่เขาสร้าง สิ่งที่สอดแทรกสิ่งที่ดีงามให้กับเยาวชนและประเทศชาติได้มีทุนไปในการผลิตรายการด้วย ไม่ใช่หวังพึ่งแต่สปอนเซอร์ (Sponsor) ซึ่งเมื่ออยากได้สปอนเซอร์มากก็จะต้องทำสิ่งที่คิดว่า จะทำให้มีคนชมเยอะ ๆ ดังนั้นละครที่เขาเรียกว่า โซพ โอเปรา (Soap opera) หรือละครทั่วไปที่ เราชมกันหลายท่านเรียกว่าละครน้ำเน่า แต่ดิฉันคิดว่าสิ่งนั้นมันจะแอบซอร์บ (Absorb) เข้า ไปในตัวเด็ก เด็ก ๆ ดูเห็นกรี๊ดมาก ๆ หรือว่าอะไรต่าง ๆ ก็เห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดาไป อันนี้ดิฉันคิดว่าพี่น้องสื่อมวลชนเราจะต้องร่วมมือร่วมใจกันในการทำสิ่งนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ให้เกิดขึ้นในประเทศชาติบ้านเมืองเรา ดิฉันคิดว่าถึงเวลาที่เราทุกคนทุกฝ่ายต้องร่วมกันที่จะ ทำให้ค่านิยมที่ดีมีจรรยาบรรณจริยธรรมในจิตใจของเรานั้น แม้ว่าจะเป็นเรื่องยากแต่ถ้าหากว่า เราร่วมมือร่วมใจกันทุกส่วนทุกฝ่าย ทั้งผู้บริหาร ผู้ดำเนินการ ทั้งในภาคราษฎรเอง แล้วก็ ฝ่ายบันเทิงเอง รวมทั้งสื่อสารมวลชนนั้น ดิฉันเชื่อมั่นว่าเราจะทำสำเร็จแน่นอน ขอบพระคุณค่ะ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบพระคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านทิวา การกระสัง ค่ะ

นายทิวา การกระสัง 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านอนุกรรมาธิการ แล้วก็สมาชิกสภาปฏิรูปทุกท่านครับ ผม ทิวา การกระสัง สมาชิกหมายเลข ๐๙๒ ความจริง ก็ตัดสินใจอยู่นานกว่าจะไปลงชื่อ เนื่องจากว่ารู้สึกว่าตัวเองพูดมากเกินไป ๒ วันนี้นะครับ แต่เรื่องนี้จะไม่พูดก็ไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องที่ผมเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก เป็นเรื่องสำคัญ มากที่สุดของประเทศนี้ในขณะนี้ เนื่องจากผมเป็นทนายความ แล้วก็เคยเป็นกรรมาธิการ ดูแลเกี่ยวกับเด็กและเยาวชนของจังหวัด ทราบว่าเด็กและเยาวชนทุกวันนี้กระทำความผิด แบบร้ายแรงมากโดยไม่มีเหตุผล ขาดเหตุและผลนะครับ ซีซาร์เคยพูดไว้ว่า ความล้มเหลว ของลูกคือความล้มเหลวของพ่อ ความล้มเหลวของประชาชนเป็นความล้มเหลวของรัฐบาล หรือเปล่า ท่านประธานที่เคารพครับ การสร้างคนผมสนใจ แล้วก็เห็นชอบ แล้วก็ขอขอบคุณ ท่านอนุกรรมาธิการคณะนี้ทำมาดีมาก ถึงแม้ว่าจะช้าดีกว่าไม่ได้ทำเลย ผมสนใจหน้าที่ ๒๐ ที่ท่านบอกว่าท่านจะสร้างคนให้มีความซื่อสัตย์สุจริต การกระทำอย่างรับผิดชอบ ยึดมั่น ในผลประโยชน์ของส่วนรวมเหนือผลประโยชน์ส่วนตน รักความถูกต้องเป็นธรรม มีระเบียบ วินัย ท่านครับ ผมอยากใช้หลักคำสอนของพระพุทธองค์ท่านสอนสั้น ๆ บางทีก็ยาวเกินไป หลัก ๑๒ ประการของรัฐบาล ผมว่ายาวเกินไปเด็กไม่ค่อยจะสนใจ พระพุทธองค์ท่านสอน เรื่องหลักการปฏิบัติตนสั้น ๆ ๑. ปฏิบัติตนอย่างไม่ประมาท คิดถึงว่าคนทุกคนนั้นก้าวที่เดิน แต่ละก้าวก้าวไปหาความตาย เพราะฉะนั้นท่านจงประพฤติและปฏิบัติตนอย่างไม่ประมาท ในทุกวันและทุกเวลา ๒. ไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น ก็คือไม่ทำให้ตนเองเดือดร้อน และผู้อื่นไม่เดือดร้อน แล้วก็ถือศีล ๕ แค่นั้น การให้ที่ดีคือการให้อะไรครับ ทำไมเด็กของเรา ถึงไม่สนใจการทำประโยชน์เพื่อสังคม วันก่อนมีเด็กมาบอกว่ายกเลิกเสียวิชาลูกเสือ เนื่องจากว่าเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณ ในการซื้อชุด ความล้มเหลวของระบบการเรียนการสอนนี้ ผมต้องฝากไปยังกระทรวง ศึกษาธิการว่าท่านสอนแบบไหน สอนให้เกิดความล้มเหลวทางด้านความคิด จริง ๆ แล้ว วิชาลูกเสือสิ่งที่ดีที่สุดก็คือสอนให้เด็กรู้จักการช่วยเหลือสังคม นั่นคือเป้าหมาย และวัตถุประสงค์หลักของวิชาลูกเสือ ไม่ใช่เป็นเรื่องของการซื้อชุดแล้วมีราคา ท่านสอนแบบไหน ให้เด็กคิดอย่างนี้ได้ เป็นเรื่องน่าอาย ผมอยากจะกราบเรียนต่อไปว่า ผมขอกราบเรียน พูดไปถึงท่านหลวงพ่อคูณ ผมไปอยู่กับท่านในสมัยปี ๒๕๓๕ ท่านยังไม่ดัง ท่านสอนผม สั้น ๆ เลย ท่านบอกว่าถ้าจะเป็นผู้รับที่ดีต้องรู้จักการเป็นผู้ให้ที่ดีด้วย ต้องให้ก่อนแล้วถึงรับ ไม่ใช่ว่ารับก่อนแล้วถึงให้ ท่านสอนอย่างนี้ ท่านสอนผมแค่คำเดียว เพราะฉะนั้นฝากท่าน กรรมาธิการว่ามนุษย์ถ้าจะสร้างนี้ อย่าใช้คำพูดอะไรที่มันยาว ๆ แล้วจำยาก ประเทศญี่ปุ่น สร้างชาติในสมัยรัชกาลที่ ๕ จักรพรรดิเมจิพูดสั้น ๆ ว่าเราต้องรู้ว่าตัวเราเองนั้นเป็นใคร มาจากไหนและอยู่อย่างไร แค่นี้ไม่กี่คำ เขาสร้างประเทศเขาเป็นมหาอำนาจทุกวันนี้ ประธานาธิบดีสี จิ้น ผิง พูดที่มหาวิทยาลัยชิงหวา เมื่อช่วงประมาณเดือนสิงหาคม พูดแค่ว่า คนจีนต้องรู้ว่าเราเองนี้เป็นหลานของใคร เป็นเหลนของเม่งจื๊อ เป็นลูกของขงจื๊อ แล้วก็มีการ เป็นญาติพี่น้อง เป็นลูกหลานของซางเอียงกับหานเฟย เขาสอนแค่นี้ เขาก็สร้างประเทศ ของเขา เขาก็พัฒนาปฏิรูปของเขา เราก็เหมือนกันนะครับ ค่านิยม ๑๒ ประการของรัฐบาล ต้องคิดอะไรที่สั้น ๆ ไม่เกิน ๓ คำ เพราะฉะนั้นเด็กจะไม่สนใจแล้วคนก็จะไม่สนใจ ของท่านดีมาก แต่ผมยังไม่เห็นว่าสิ่งที่ท่านคิดมานี้จะทำเมื่อไร ใครเป็นเจ้าภาพ กำหนดเป้าหมายมาสิครับ ผมอยากให้ทำแล้วก็กำหนดเป้าหมาย เป็นยุทธศาสตร์ชาติเลยในการสร้างคนบ้าง ในอีก ๒๐ ปี คนไทยจะต้องเป็นแบบนี้ คนไทยจะต้องเป็นแบบที่ท่านคิด ๒๐ ปี ท่านคิดไปเลยว่าคนที่จะ เกิดมาในวันนี้อีก ๒๐ ปีต่อไป เขาจะต้องเป็นคนที่มีความซื่อสัตย์สุจริต กระทำอย่าง รับผิดชอบ ยึดถือผลประโยชน์ส่วนรวมเหนือผลประโยชน์ส่วนตน รักความถูกต้องเป็นธรรม มีระเบียบและเคารพกฎหมาย ผมอยากฝากแนวคิดของผมเองนะครับ แนวคิดของผมเอง ที่ผมเคยกราบเรียนในสภานี้ว่าการสร้างคนนี้นะครับ มีเจ้าภาพแค่ ๔ เจ้าภาพ ถ้าท่านไปตาม บ้านนอกท่านจะเห็นยุ้งข้าว มันจะมีเสาอยู่ ๔ ต้น ไม่ต้องทำใหญ่ ต้นที่ ๑ ก็คือว่าคนไทย ในอนาคต ผมขอไม่เกิน ๑ นาทีนะครับท่านประธาน นิดเดียว จริง ๆ ต้องพูดถึงครึ่งชั่วโมง ถึงจะจบนะครับ ต้นที่ ๑ ก็คือท่านจะต้องสร้างคนให้มีความรู้ ต้นที่ ๒ ต้องสร้างให้เขา เป็นคนที่มีเหตุและผล รู้จักตัดสินใจ ต้นที่ ๓ ต้องมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง มีระเบียบ มีวินัย เคารพกฎเกณฑ์ของสังคม ต้นที่ ๔ มีความเป็นคนมีศีลธรรม จริยธรรมที่ดี ถ้าท่าน สร้างคนให้มีคุณลักษณะ ๔ อย่างนี้รับรองว่าในอีก ๒๐ ปี ไม่ต้องใช้กฎหมายเลยสำหรับ ประเทศไทย ขอขอบพระคุณและขอให้กำลังใจท่านนะครับ ขอขอบพระคุณ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านอาจารย์ดอกเตอร์ชาติชาย ณ เชียงใหม่ ค่ะ

นายชาติชาย ณ เชียงใหม่ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ผมต้องขอให้กำลังใจคณะกรรมาธิการชุดนี้ เพราะว่าสิ่งที่ท่านเสนอนั้น หรือว่ากำลังคิดทำนี้ มันเป็นการสวนกระแสโลกอย่างแรงนะครับ เพราะว่าเวลานี้ระบบค่านิยมแล้วก็ทัศนคติ ของคนทั้งโลกมันเสียดุลยภาพไปมากแล้ว วัตถุนิยมมันครอบงำจิตนิยมไปหมดแล้ว ทีนี้ทำอย่างไรเราจะคัดง้าง ทำอย่างไรเราจะพลิกมันนะครับ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่เรียกว่า ต้องใช้ พลังร่วมกันของทุก ๆ ฝ่าย ผมคิดว่าเวลานี้เราต้องยอมรับว่าค่านิยมที่ดี ๆ หรือสิ่งดีงาม ที่อยู่ในใจของมนุษย์เราทุกคนมันก็ยังมีนะครับ แต่ว่าเงื่อนไขชีวิตความเป็นอยู่ การมีกินมีใช้ ของแต่ละคน แต่ละกลุ่มนี้มันไม่เท่ากัน ทำให้การต่อสู้ดิ้นรนของคนแต่ละกลุ่มภายใต้เงื่อนไข ระบบของแต่ละประเทศ โดยเฉพาะอย่างประเทศไทยเราที่ไม่ได้เปิดกว้างในการเข้าถึงทรัพยากรต่าง ๆ นี้ ก็ทำให้ คนหันไปหยิบฉวยเอาค่านิยมหรือสิ่งที่ชี้นำพฤติกรรมที่เขาคิดว่าใช้ได้ผล ผมเรียกว่าค่านิยม ที่พร้อมใช้ คือพร้อมที่จะเอามาใช้อธิบายตัวเอง พร้อมกับอธิบายให้คนอื่นฟังว่าทำไมฉันทำ เช่นนี้ ทั้ง ๆ ที่ก็อาจจะไม่เหมาะสม แต่เหมือนกับไม่มีทางเลือก ก็เลียนแบบตาม ๆ กันมา ดังจะเห็นได้ว่าเวลานี้อิทธิพลของสื่อทั้งโลกหรือว่าการวัตถุนิยม มันทำให้คนรุ่นใหม่ ได้มีความคิดคล้าย ๆ กันไปทั้งโลกแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสำรวจคนไทยเมื่อต้นปีนี้ โดยบริษัทเอ็นไวโรเซล ไทยแลนด์นี้นะครับ ผมโคด (Code) มาจากหนังสือพิมพ์ เขาบอกว่า คนไทยรุ่นใหม่มีค่านิยม ๘ ประการ

อันแรก ก็คือชอบรวยลัด

อันที่ ๒ เน้นแต่ความงามภายนอก สรีระนะครับ ข้างในจิตใจไม่สนใจที่จะดู

อันที่ ๓ ก็คือดูแต่เรื่องของตัวเอง ไม่สนใจเรื่องส่วนรวม ใครจะทำอะไรก็ช่วย ตัวเอง เห็นคนหกล้มก็ให้ลุกเองไม่ได้เข้าไปช่วยอีกแล้วนะครับ

อันที่ ๔ ก็คือว่ามีอะไรก็ไม่ผูกมัด แต่งงานก็ไม่ได้ผูกมัด ทำงานก็ไม่ผูกมัด นึกจะไปเมื่อไรก็ไป

อันที่ ๕ ก็คือว่าชอบที่จะเห็นอะไรแบบพูดตรง ๆ เปิดเผย อย่าเยิ่นเย้อ

อันที่ ๖ ก็คือมีวัฒนธรรมแบบเดียวกันทั้งโลก โดยเฉพาะเวลานี้ห้องของวัยรุ่น หนุ่มสาวทั้งโลก จะมีภาพดาราหญิง ดาราชายเหมือนกันหมดทั้งโลกเลยครับ เป็นสากลกัน

อันที่ ๗ อยากจะจ่ายสตางค์น้อยแต่ได้เยอะ ๆ สินค้าชิ้นเดียวแต่ทำได้สารพัด เหมือนอย่างมือถือเรานี้ มีแอพ (App) ร้อยแปดพันประการ

แล้วก็ประการสุดท้ายก็คือว่าคาดหวังมาตรฐานสูง แต่ว่าจะต้องราคาไม่แพง

ทีนี้ที่ผมเรียนมาอย่างนี้เพื่อจะเห็นว่า กระแสโลกมันไปทางนี้ มันถูกครอบงำ ทีนี้ที่มันเป็นอย่างนี้ก็เพราะว่าปัจจัยหลัก ๆ ก็คือ

อันที่ ๑ เศรษฐกิจที่มันโตทุกวันนี้ทั้งโลก มันนำไปสู่ความเหลื่อมล้ำ ทีนี้คนที่ ขาดแคลนหรือคาดหวังสูงก็ไม่ยึดถือค่านิยมที่ดีแล้ว เอาค่านิยมอะไรก็ได้มาอธิบายเพื่อที่ ตัวเองจะได้เหมือนคนอื่นเขา แล้วก็การเร่งเร้าบริโภคสุดโต่ง

อันที่ ๓ ก็คือทั้งระดับประเทศ ระดับบุคคลก็เร่งใช้จ่ายเงินในอนาคตหมด หนี้ภาคครัวเรือนก็สูงอะไรต่าง ๆ นี้ หรือบางประเทศก็พิมพ์แบงก์ (Bank) ไปทุก ๆ วัน

ทีนี้ ๓ ประเด็นนี้ ที่ผมกล่าวถึงนี้มันโยงเป็นประเด็นที่เราปฏิรูปอยู่แล้ว ทั้งเรื่องเหลื่อมล้ำ เรื่องระบบเศรษฐกิจที่ดี เรื่องการบริโภค เรื่องวัฒนธรรมต่าง ๆ ผมจึง อยากจะเห็นกรรมาธิการชุดนี้เอาสิ่งที่ท่านได้เสนอนี้ เอาไปโยงกับของชุดอื่นด้วย จะได้ ออกมาเป็นแพคเกจ (Package) ไม่อย่างนั้นแล้วมันเหมือนกับต่างคนต่างทำ จริง ๆ แล้ว ก็อาจจะโยงอยู่แล้ว แต่ว่าถ้าหากเสนอแนะในเชิงของการเสนอปฏิรูปเป็นแพคเกจด้วยกัน ก็จะดีมากนะครับ ทีนี้อยากจะขอเรียนว่ามาถึงคำถามก็คือว่าแล้วเราจะทำอย่างไร เพราะว่า คนเขารู้กันว่าเป็นอย่างนี้ ทีนี้ในโลกนี้มีคนทำหลายระดับ แต่ทีนี้ในที่นี้ผมฟังท่านกรรมาธิการ แล้วผมอยากเสนอว่าต้องทำ ๒ ระดับไปพร้อม ๆ กัน ระดับเล็ก ๆ เช่น ระดับโรงเรียน ระดับ บางสำนักงาน ระดับหมู่บ้าน บางหมู่บ้าน ตำบล แล้วก็ระดับใหญ่ ระดับประเทศ หรือระดับ ภูมิภาค อย่างอาเซียน หรือว่าอาเซียนบน อาเซียนล่างอะไรก็แล้วแต่ หรือของโลกนี้ มันมีตัวอย่างครับ อย่างระดับเล็ก ๆ นี้ ขออนุญาตนะครับ อย่างที่ฟริสจอบ แคปรา นะครับ นักฟิสิกส์ที่สอนที่ยูซี เบิร์กลี (University of California, Berkeley) ซึ่งผมเคยไปคุยกับเขา เขาตั้งเซนเตอร์ ฟอร์ อีโค ลิเทอเรซี่ (Center for Eco literacy) เขามีความเชื่อว่าต้องเริ่ม จากเด็ก ให้เด็กได้รู้จักเห็นธรรมชาติ เขาปรับปรุงหลักสูตรโรงเรียนอนุบาล โรงเรียน ประถมศึกษา ในรัศมี ๕๐ ไมล์จากเบิร์กลีย์ แล้วก็ให้ครูหรืออะไรต่าง ๆ ปรับความคิดเด็ก คือให้เด็กคิดแบบองค์รวม เพื่อให้เด็กเห็นความดีความงามตามธรรมดาของชีวิต จะได้ปลูกฝัง ให้เขามีภูมิคุ้มกันในใจที่จะไม่หวั่นไหวไปกับสิ่งที่ยั่วเย้า ก็มาในแนวของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่บ้านเรามีอยู่แล้ว ซึ่งสิ่งนี้ก็ดำเนินการไปเป็นระดับเล็ก ๆ แล้วก็ต่อเซลล์ไปเรื่อย ๆ โรงเรียนไหน สนใจก็มาเริ่ม อีกระดับหนึ่งก็เป็นระดับประเทศ ระดับใหญ่ทีเดียว ก็ทำเป็นโซเชียล มูฟเมนท์ (Social movement) ทำเป็นการเคลื่อนอย่างสังคม ประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ก็เคยทำมา หลาย ๆ ประเทศก็ทำมา บ้านเราเวลาเราเสนอภาครัฐมาทำ ผมไม่อยากให้รัฐทำคนเดียว แต่ให้ทำร่วมกับหลายฝ่าย แล้วให้มันเป็นมูฟเมนท์ (Movement) มูฟเมนท์ในความหมาย ที่อาจจะใช้วิธีอื่นด้วย แต่ขอเวลาท่านประธานนิดเดียวครับ แต่ผมเชื่อว่าวิธีที่ดีที่สุดในเวลานี้โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่เราเป็นห่วงก็คือคนรุ่นใหม่ต้องใช้ โซเชียล มีเดีย ใช้เครื่องมือโซเชียล มีเดีย โดยการที่จะให้มันมีแพลทฟอร์ม (Platform) ในนั้นที่ทำให้เขาเห็นบุคคลตัวอย่าง บุคคลตัวอย่างที่ในทุกระดับ ทุกอณู ที่สามารถที่จะฝืน ค่านิยม วัตถุนิยมที่ไม่ดีได้นะครับ มีความกล้าหาญที่จะอยู่อย่างตัวเองที่ว่าเป็นตัวอย่างได้ และขณะเดียวกันโซเชียล มีเดียนี้ เราสร้างแอพที่ให้แต่ละคนมีเครื่องมือ เดี๋ยวนี้เขาชอบฮิต นะครับ ในเฟซบุ๊ก บางทีก็มีคนส่งมาว่าใส่ชื่อเข้าไปสิ เพื่อที่จะบอกว่าชื่อคุณนี่มีความหมาย ว่าอะไร มันก็ดี ๆ ทั้งนั้นครับ หรือลองดูสิว่าน้ำหนักคุณเท่าไร หรืออะไรต่าง ๆ ถ้าแอพ ลักษณะที่เขาประเมินค่านิยมตัวเองว่าฉันเบี่ยงเบนไปไหม หรือว่าที่ผ่านมาฉันทำอะไรไม่ถูกไหม หรือมีเครื่องเตือนสตินี่ผมคิดว่าอันนี้เราเข้าถึงตัวทุกคนได้เลย แล้วก็จะมีประสิทธิภาพมาก เพราะว่าถ้าเราใช้แอพอย่างนี้หรือใช้โซเชียล มีเดีย มันจะช่วยทำให้คนค่อย ๆ ละทิ้ง ความเชื่อเดิมที่คิดว่าถูก ทำให้เขาหันกลับไปทำพฤติกรรมแนวใหม่เพราะมันจะเกิดการ เลียนแบบกันนะครับ และอันที่ ๓ เขาก็จะมีกำลังใจด้วยตัวเขาเอง เพราะคนทุกวันนี้ คุยกับตัวเองมากขึ้นทุกวัน เพราะว่าไม่ค่อยคุยกับคนอื่น ก้มหน้านะครับ สังคมก้มหน้า มันคุยกับตัวเอง ดังนั้นเราต้องอาศัยนิสัยใหม่เขานี่ล่ะเป็นตัวทำให้เขาเปลี่ยนก็คือว่าเขาจะได้ มีกำลังใจกล้าหาญที่จะฝันจะทำให้ดีขึ้น อาจจะมีสกอร์ (Score) ให้ด้วยครับ แล้วก็สุดท้าย ผมคิดว่าทำให้เขาได้มีความตระหนักรู้ว่าเขากำลังทำอะไรอยู่ และผมคิดว่าถ้าเราทำอย่างนี้ ในระดับที่เป็นมูฟเมนท์นี่ และใช้โซเชียล มีเดีย เสริมจากที่ท่านกรรมาธิการได้เสนอไปแล้วนี่ ผมว่าน่าจะเป็นอะไรที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ได้เร็วครับ ขอบคุณมากครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะอาจารย์ แล้วก็อีก ๔ ท่านสุดท้าย ท่านกูไซหม๊ะวันซาฟีหน๊ะ มนูษทวี ท่านว่าที่ร้อยเอก จิตร์ ศิรธรานนท์ ท่านรองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์สืบพงศ์ ธรรมชาติ แล้วก็ ท่านรองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ ขอเชิญท่านกูไซหม๊ะวันซาฟีหน๊ะ มนูญทวี ค่ะ

นางกูไซหม๊ะวันซาฟีหน๊ะ มนูญทวี

เรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ท่านประธานอนุกรรมาธิการปฏิรูปค่านิยม ศิลปะ วัฒนธรรม จริยธรรมและการศาสนา และท่านกรรมาธิการทุกท่าน ดิฉัน นางกูไซหม๊ะวันซาฟีหน๊ะ มนูญทวี รหัสสมาชิกสภาปฏิรูป แห่งชาติ ๐๑๓ ขอแสดงความยินดีและสนับสนุนวาระการพัฒนาค่านิยม คนคนหนึ่งจะเป็น คนดีได้จะต้องเริ่มจากตัวเองและครอบครัว ดังนั้นการเป็นคนดี การยึดมั่นหลักศาสนา การเป็นคนดีของพระเจ้าที่นับถือ อย่างเช่น ศาสนาอิสลามก็คือพระอัลเลาะห์ แล้วก็ แบบอย่างก็คือท่านศาสดามูฮัมหมัด ของศาสนาคริสต์ พระเยซู แล้วก็ศาสนาพุทธ พระพุทธเจ้า ทุก ๆ ศาสนาสอนคนให้เป็นคนดี ดังนั้นการที่เป็นคนดีนี้มันยาก การที่เป็น คนไม่ดีนี้เร็ว ดังนั้นเราจะต้องฝึกให้เขากลัวบาป แล้วก็สร้างจิตสำนึก การเป็นคนดีของพ่อแม่ หรือยัง การเป็นคนดีของแผ่นดินหรือยัง การเป็นคนดีของครอบครัวหรือยัง การเป็นคนดี ของชุมชน หมู่บ้าน ตำบลนั้น ประเทศชาติหรือยัง ตอนนี้เราเป็นคนดีของพ่อหลวงหรือยัง ฝากไว้กับทุก ๆ ท่านทุกคนใน ๖๗ ล้านคนนะคะ

๒. การเรียนรู้ ต้องมีระบบการเรียนรู้ มีวิธีคิด วิเคราะห์อย่างมีเหตุผลให้เกิด ในจิตสำนึกของแต่ละคน

๓. จะต้องมีการสร้างแรงบันดาลใจเพื่อทำดี และจะต้องถามว่าทำดีแล้วได้ อะไรบ้าง

๔. จะต้องมีระบบการศึกษา ต้องสร้างให้เด็ก เยาวชนให้เห็นถึงความดี แล้วก็ เข้าไปในจิตส่วนลึก เข้าไปอยู่ในพฤติกรรมซึมซาบไปในสมอง เส้นเลือดตั้งแต่ปลายเท้า ถึงทุกอย่างเพื่อให้เกิดกลัวบาป และจะเป็นคนดี แล้วก็แบบอย่างให้สังคมนะคะ

๕. ระบบการศึกษานี้จะต้องให้เด็ก เยาชนได้เห็นถึงภาพที่จะเป็นคนดีอย่างไร การที่ไม่เป็นคนดีตกนรกอย่างไรให้กลัวตรงนั้น ศาสนาอิสลามให้มีการคิดอยู่เสมอว่า ตื่นมาตอนเช้าจะมีการบันทึก แล้วก็ตื่นมาจะมีบันทึกความดีความชั่ว มียมบาล มีอะไร ทุกอย่าง แล้วก็เลยกลัวบาป จะขโมยอะไรก็กลัวบาป เพราะอะไร เพราะมันจะติดสะสมไป ตอบแทนก็คือนรก จะต้องฝึกไปถึงในใจของเขา แล้วก็การทำดีสะสมไปก็คือสวรรค์

– ๗๕/๑

ข้อที่ ๖ การทำดีต่อชาติบ้านเมือง

ข้อที่ ๗ การทำงานเพื่อศาสนา เพื่อพ่อแม่ เพื่อครอบครัว เพื่อชุมชน แล้วก็ เพื่อปฏิรูปด้วย เพื่อเกิดปฏิรูปประเทศไทย ดังนั้นค่านิยมเป็นการสร้างเพิ่มจิตสาธารณะด้วย

ข้อที่ ๘ การทำงานเพื่อส่วนรวม การเกิดจิตสำนึกที่จะช่วยผู้ด้อยโอกาสกว่า คิดถึงคนอื่นก่อนตัวเอง

ข้อที่ ๙ เพิ่มค่านิยมแบบนี้จะต้องมีระบบกลไกสร้างขึ้นให้เกิดการพัฒนา ค่านิยม คุณธรรม จริยธรรม อยากจะฝากข้อคิดค่านิยมที่ดี เด็กใหม่ ๆ หลังจากเคารพธงชาติ คุณทำดีต่อพ่อแม่หรือยัง คุณทำดีต่อศาสนาที่คุณนับถือหรือยัง คุณทำดีต่อประเทศชาติ หรือยัง แล้วคุณปฏิรูปตัวเองหรือยัง ฝากด้วยนะคะ ส่งเสริมค่านิยมที่ดีสิ่งต่าง ๆ ต้องสร้าง ให้เกิดพลัง ค่านิยม แล้วก็ผู้นำทุกระดับต้องเป็นตัวอย่างที่ดี ต้องมีจิตที่จะให้เกิดค่านิยม คุณธรรม จริยธรรม เป็นพลเมืองที่ดี แล้วก็ปฏิบัติศาสนา แล้วก็ระงับความชั่ว ส่งเสริม พฤติกรรมที่ดี สังคมจะเป็นภาพรวม การปฏิรูปนี้เป็นการสร้างสรรค์ประเทศชาติ

อยากจะฝากนิดหนึ่งนะคะท่านประธานว่าให้ทุกคนมีจิตที่จะเป็นคนดี แล้วก็ เป็นแบบอย่าง แล้วก็ก็อปปี้ความดีนี้ให้นะคะ ดิฉันอยากจะก็อปปี้ความดีของพ่อหลวง ของเรา แล้วก็ให้เป็นตัวอย่างพ่อดีค่ะ ขอขอบคุณสวัสดีค่ะ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง 🔗

ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่าน ว่าที่ร้อยเอก จิตร์ ศิรธรานนท์ ค่ะ

ว่าที่ร้อยเอก จิตร์ ศิรธรานนท์ : กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพ กระผม ว่าที่ร้อยเอก จิตร์ ศิรธรานนท์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ต้องถือว่า เป็นความท้าทายของกรรมาธิการชุดนี้ในการที่ยกเรื่องคนขึ้นมาพูดกัน ซึ่งจริง ๆ เป็นเป้าหมายหลักที่เราจะทำอะไรประสบความสำเร็จหรือไม่ ถ้าเราย้อนหลังกลับไปดู ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๘ ในขณะนั้นก็เน้นในเรื่องคน แต่ว่า ที่เราทำมาก็ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ทุกสิ่งทุกอย่างยิ่งเลวร้ายไปกว่าเดิมอีกนะครับ เพราะฉะนั้นในเรื่องของคนผมคิดว่ามีแบบอย่างเยอะมาก ผมคิดว่าคุณภาพของคนไม่ใช่เพียง เขียนแต่กระดาษแล้วก็ปิดไว้แล้วคนก็จะทำตามนั้น มันต้องมีสิ่งต่าง ๆ ที่ผมคิดว่ามีอยู่ ๔ เรื่องที่เกี่ยวกับคุณภาพคน คือในเรื่องของการศึกษา ในเรื่องของการฝึกฝน เรื่องของ สภาพแวดล้อม และสุดท้ายคืออย่างที่คุณกูไซหม๊ะวันซาฟีหน๊ะพูดไปคือแรงบันดาลใจ ซึ่งเราพยายามที่จะมีโครงการอินสะไพริง ไทยแลนด์ (Inspiring Thailand) สร้างอินสะไพเรชัน (Inspiration) คือแรงบันดาลใจต่าง ๆ ซึ่งตรงนี้ผมอยากจะแบ่งเป็น ๒ ส่วนว่าในส่วนที่อยู่ ในวัยเรียนอันนี้สำคัญมาก ซึ่งเราจะปูอะไรก็ได้ ๙,๐๐๐,๐๐๐ คนที่กำลังอยู่ในระบบ การศึกษาอยู่นี้นะครับ ถ้าเรามีสิ่งที่ผลักเข้าไปให้เขาเกิดแรงบันดาลใจในการที่จะเป็นคนดี ในการที่จะมีค่านิยมในการที่จะทำให้บ้านเมืองนี้เจริญเติบโตไปข้างหน้า มีคุณธรรม มีจริยธรรม ไม่ใช่ว่าคำว่า คุณธรรม คือคำว่า คุณนะทำ ผมไม่ทำอยู่แค่นั้นครับ หรือจริยธรรม คือคนที่ชื่อ จริยะ เป็นคนทำ คนอื่นไม่ทำเลย เพราะฉะนั้นส่วนที่ ๑ คือการศึกษาของคน ในระดับล่างสำคัญมาก ๙,๐๐๐,๐๐๐ คน ส่วนที่เลยระดับการศึกษามาแล้วนั้นอาจจะใช้ ค่านิยมต่าง ๆ ที่เราโฆษณา ซึ่งก็ได้ผลไม่มากเท่าที่ควร เพราะว่าบางทีคนที่พ้นวัยเรียนมาแล้ว กลับไปทำให้คนที่อยู่ในวัยที่ควรจะรับการศึกษาเหล่านี้ไปในทางที่ผิด อย่างเช่นพ่อขับรถ ให้ลูกดู พ่อปาดซ้ายปาดขวา ลูกถามว่าทำไมพ่ออย่างนี้ทำถูกหรือ พ่อก็จะตอบลูกว่า เขาทำกันอย่างนี้ทั้งนั้น เพราะฉะนั้นบอกทำกันอย่างนี้ทั้งนั้นไป ที่โรงเรียนเขาสอนอีกอย่างหนึ่ง พ่อสอนอีกอย่างหนึ่ง ก็เลยไปคนละทิศละทาง เพราะฉะนั้นผมกลับมาในเรื่องของนักเรียน ที่อยู่ในวัยการศึกษา ๙,๐๐๐,๐๐๐ คน ที่เราสามารถที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้เขาที่จะเป็น คนดีได้ การศึกษาจะเห็นว่าเราใช้เงินมากเป็นอันดับ ๒ ของโลก แต่ผลการศึกษาที่ออกมานั้น คุณภาพต่ำมาก จะเห็นว่าในประเทศญี่ปุ่น เด็กญี่ปุ่นนี่เขาสอนให้รู้จักความอดทนตั้งแต่อนุบาล แล้วถ้าพ่อแม่เอาลูกไปเข้าโรงเรียนที่ญี่ปุ่น วันแรกเลยให้วิ่งรอบโรงเรียน หกล้มหัวร้างข้างแตก ครูไม่ไปช่วยเลยครับ ให้เด็กลุกขึ้นมาเอง ถ้าพ่อแม่คนไหนทนไม่ได้ก็เอาลูกออกไป ขณะเดียวกันเขาสร้างคนของเขา เด็กของเขา ให้รู้จักนึกถึงคนที่ ๓ คือบุคคลอื่น นึกถึงสังคม ยกตัวอย่างเช่นปีที่แล้วผมเข้าใจว่าเคยเล่า ให้ฟังในที่นี้อย่างย่อ ๆ ที่หนึ่งแล้ว เด็กอนุบาลร้อยกว่าคน ทัวร์ (Tour) ของกรุป (Group) ของเราส่วนมากเด็กอนุบาลเป็นผู้หญิงไปเข้าห้องน้ำ ปรากฏว่าห้องน้ำมีอยู่ ๔ ห้อง ห้องน้ำ ผู้หญิง เขาใช้แค่ ๒ ห้อง อีก ๒ ห้องให้คนอื่นใช้ พวกเราเข้าไปเรานึกว่า ๑๒๐ คน เราคงเข้า ห้องน้ำยาก ผู้หญิงนะครับ สุภาพสตรีนี่ แต่ปรากฏว่าเขาคิดถึงคนอื่น หรือกรณีที่เกิดเซนได ป้าแก่ ๆ มารับของ เขารับถุงเดียวแต่คนที่ไปแจกจะให้ ๒ ถุง เขาบอกว่าไม่ได้เดี๋ยวคนข้างหลัง ไม่ได้ เพราะฉะนั้นเขาสอนคนของเขาให้มีความสำนึกในการที่จะนึกถึงคนอื่น อันนี้คือสิ่งที่ผม คิดว่ามีความสำคัญมาก แล้วในต่างประเทศโดยเฉพาะญี่ปุ่นกับเกาหลี เขาสอนให้คนของเขา รักการอ่าน การอ่านนี่มันจะมีสิ่งที่ได้ใหม่ ๆ จากการอ่านเยอะนะครับ อย่างในกรณีของญี่ปุ่น เขาแนะนำหนังสือที่ควรจะอ่านปีหนึ่งประมาณ ๖๐,๐๐๐ เล่ม ของเราไม่ถึง ๑,๐๐๐ เล่ม ไปที่ไหนจะเห็นว่าคนญี่ปุ่นอ่านการ์ตูนเยอะ การอ่านการ์ตูนนี่เคยถามเขาบอกว่ามันมี กุศโลบายอะไร ทำไมถึงอ่านการ์ตูน เขาบอกว่ามันฝึกให้คนอ่านแล้วจบ เพราะการ์ตูน มันเล็กนิดเดียว มันเล่มเล็ก ๆ นะครับ เพราะฉะนั้นเขารักการอ่าน ขณะเดียวกันพ่อแม่ ตามวิสัยของคนญี่ปุ่นอ่านหนังสือด้วยกัน ๑๕ นาที เขาจะอ่านหนังสือด้วยกัน ทำครัวไปด้วย แล้วผ่านกระจก ของเรานี่พ่อแม่ทำงานอย่าง ลูกก็ไปเรียนอย่างกว่าจะเจอกัน บางทีเด็ก อยู่ที่โรงเรียนไม่เจอ สภาพครอบครัวที่มันดูเหมือนอยู่คนละทิศละทาง แล้วเด็กญี่ปุ่นเขาอ่าน หนังสือก่อนเข้าเรียน ๑๐ นาที ก่อนชั่วโมงเรียนแล้วเขาวิ่งเปลี่ยนห้องกันหมดเรียกว่า เด็กเขาอะเลิร์ท (Alert) ไม่ง่วง ขณะเดียวกันแย่งที่นั่งข้างหน้าด้วย ของเรานี่แย่งกันนั่งข้างหลัง อยู่ข้างหลังดีกว่า ยกมือก็ยกมือทีหลัง เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าการเรียนการสอนของเรานี่ มันไม่ได้สอนเด็กในการที่จะให้เกิดสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ในการที่มีความอดทน แม้แต่ลูกของ มกุฎราชกุมารของญี่ปุ่นไปเข้าอนุบาล ท่านต้องหิ้วของพะรุงพะรัง ๔-๕ ถุง เพราะว่าเด็กอนุบาล ญี่ปุ่นต้องเปลี่ยนเครื่องแบบบ่อย ร่มก็ถือเอง แต่ของเราพ่อแม่พินอบพิเทาหมดจนกระทั่งเกิด คำว่าพ่อแม่รังแกฉัน เพราะฉะนั้นสอนให้เด็กเสียผู้เสียคนหมด สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ผมคิดว่า เป็นเรื่องที่เราควรจะต้องคิดให้ดีในการที่จะใส่ไป ผมคิดว่าคนที่เลยวัยการศึกษามาแล้วก็โอเค แต่เด็กที่กำลังจะเติมเข้ามาในสังคมนี่ควรจะมุ่งไปที่ส่วนตรงนี้ให้มากขึ้น เรามีพุทธศาสนา ที่มีแก่นของสาระที่ดีมาก ไม่ว่าจะเป็นสังคหวัตถุ พรหมวิหาร ๔ ทุกสิ่งทุกอย่างดีหมด แต่เรา สอนเพียงเป็นสัญลักษณ์เท่านั้นเอง แต่การปฏิบัตินี่เด็กไม่ได้ทำ เพราะฉะนั้นพุทธศาสนา ของเราเป็นสิ่งที่ดีอยู่แล้ว สาระต่าง ๆ แม้กระทั่งฝรั่งมาก็เรียนแล้วก็ถึงแก่น แต่ปรากฏว่า คนไทยไม่ถึงแก่น เราจะทำอย่างไรที่จะบูรณาการสิ่งที่มีอยู่ใส่เข้าไป ผมคิดว่าไปเริ่มต้น ให้น้ำหนักมากที่สุดก็คือผู้ที่อยู่ในกระบวนการศึกษาตั้งแต่อนุบาล ประถม มัธยม ๙,๐๐๐,๐๐๐ คน อันนี้ที่จะเป็นพลังสำคัญของประเทศให้ความสำคัญให้มากที่สุด ส่วนไม้แก่ ดัดยากอย่างพวกที่เลยไปแล้ว ผมคิดว่าคำขวัญต่าง ๆ เขาอาจจะอ่านดูแล้วก็ผ่านไปแล้ว ก็ผ่านไปเลย แต่คนที่จะเติมมาขอให้เขาอ่านแล้วเอาไปทำ บ้านเมืองมันถึงจะเดินไปได้ เพราะฉะนั้นคีย์ เวิร์ด (Key word) ต่าง ๆ ของการปฏิรูปถ้าเราเปลี่ยนคนไม่ได้ให้มีคุณภาพ อย่างที่บอกว่ารู้จักในกฎวินัย รู้จักเสียสละ คิดถึงคนอื่น คือคิดถึงสังคมมากกว่าไม่ได้เมินเสียเถอะ การปฏิรูปต่าง ๆ จะล้มเหลวทั้งหมด แล้วก็จะมีคอร์รัปชัน มีอะไรอีกมากมาย ออกกฎหมาย มาดีเท่าไร รัฐธรรมนูญดีเลิศประเสริฐศรี แต่คนไม่ได้เรื่อง ไม่มีประโยชน์ ก็ขอขอบพระคุณ ที่ท่านกรรมาธิการท้าทายในส่วนนี้ ขอให้ประสบความสำเร็จครับ ขอบคุณครับ

ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านรองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์สืบพงศ์ ธรรมชาติ ค่ะ

รองศาสตราจารย์สืบพงศ์ ธรรมชาติ 🔗

ท่านประธานที่เคารพ สมาชิกสภาปฏิรูป ที่เคารพทุกท่านครับ ผม สืบพงศ์ ธรรมชาติ หมายเลข ๒๑๖ จากนครศรีธรรมราช ค่านิยมหลัก ของไทยที่ทางคณะรัฐมนตรีได้มีเอาไว้ ๑๒ ประการ เขียนไว้เป็นกลอนว่า ๑. รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ๒. ซื่อสัตย์ เสียสละ อดทนได้ ๓. กตัญญูพ่อแม่สุดหัวใจ ๔. มุ่งใฝ่เล่าเรียน เพียรวิชา ๕. รักษาวัฒนธรรมประจำชาติ ๖. ไม่ขาดศีลธรรม ศาสนา ๗. เรียนรู้อธิปไตย ของประชา ๘. รักษาวินัยกฎหมายไทย ๙. ปฏิบัติตามพระราชดำรัส ๑๐. ไม่ขาด พอเพียง เลี้ยงชีพได้ ๑๑. ต้องเข้มแข็งทั้งกายใจ ๑๒. ไซร้คิดอะไรให้ส่วนรวม

อันนี้เป็น ๑๒ ประการ ที่ ครม. ได้ให้ไว้ ที่เป็นร้อยแก้วก็มีครับ ถ้าหากว่าได้ ทั้ง ๑๒ ประการนี้แล้วผมว่าประเทศไทยนี้สุดยอดครับ ถ้าทำได้ทั้ง ๑๒ ประการ ขณะนี้ ทางรัฐบาลเองก็ได้เผยแพร่ค่านิยม ๑๒ ประการนี้ออกไปทั่วประเทศแล้ว เพราะฉะนั้นไวนิล (Vinyl) ก็ติดอยู่ หนังสือก็มี ที่ออกไป ดอกเตอร์กมล รอดคล้าย ซึ่งเป็นเลขาธิการของ การศึกษาขั้นพื้นฐานท่านก็ได้นำสิ่งเหล่านี้ออกไปเผยแพร่ทั่วประเทศแล้ว เพราะฉะนั้น สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จึงเป็นสิ่งที่ดีงามที่ควรจะสานต่อ

ในส่วนของคณะอนุกรรมาธิการที่ท่านได้ทำเอาไว้ ผมก็ขอชื่นชมว่า ท่านมีความพยายามในการที่จะทำให้เป็นรูปธรรมเพื่อให้ปฏิบัติได้ จริง ๆ แล้วผมก็เป็น เลขานุการของคณะศิลปวัฒนธรรม และอนุกรรมาธิการท่านก็ได้ทำสิ่งเหล่านี้เอาไว้ ส่วนหนึ่ง ผมก็ได้ดูร่วมกับท่าน แต่ว่าบางส่วนบางทีผมก็ไม่ได้ดูเพราะติดโน้นติดนี้ เพราะฉะนั้น ในรายละเอียดอาจจะขออีกนิดหนึ่งว่า ในกลไกกำกับพฤติกรรมมนุษย์ตรงนี้ ขั้นตอนที่ ๑ บอกว่ากฎหมาย กฎระเบียบ และขั้นที่ ๒ ค่านิยมและบรรทัดฐานของสังคม และขั้นที่ ๓ เป็นคุณธรรมประจำใจ ในความเห็นผมผมว่าถ้าขยับเอาขั้นที่ ๒ มาเป็นขั้นที่ ๑ น่าจะเหมาะ กว่าไหม แล้วเอาขั้นที่ ๑ ไปอันที่ ๒ เพราะว่าเราต้องสอนและปลูกฝังเด็กที่บ้านก่อน หรือที่ โรงเรียน หรือที่วัดก่อน โดยใช้หลักทางศาสนา บรรทัดฐานสังคม แล้วถึงขั้นกฎหมาย และกฎระเบียบเมื่อหากว่าไม่เป็นไปตามที่สอนไว้ แล้วถึงจะเกิดคุณธรรมประจำใจที่ว่า แต่อย่างไรก็ตามในแง่ของกฎหมายและกฎระเบียบนั้นน่าจะเป็นเรื่องที่ต้องใช้ให้น้อย เราจะใช้ก็ต่อเมื่อคนคนนั้นด้อยคุณธรรม จริยธรรมในเรื่องกฎหมายและระเบียบต่าง ๆ เพราะฉะนั้นไม้เรียวจะใช้ก็ต่อเมื่อนักเรียนคนนั้นทำผิดแล้วไม่รู้เรื่อง แล้วก็ต้องถามว่าเขาผิดจริง หรือไม่ ถ้าเขาผิดจริงก็ต้องตีครับ เพราะฉะนั้นที่จริงไม้เรียวเป็นเรื่องของคุณธรรมอย่างหนึ่ง ถ้าเรารู้จักใช้ไม้เรียวอย่างมีเหตุผล อย่างไรก็ตามผมคงเรียกไม้เรียวกลับมาไม่ได้แล้วล่ะครับ เพราะเลิกไปแล้วนะครับ

ในหน้าถัดมา สุนทรี นะครับ ใส่ ย เข้าไป ตรงนั้นอาจจะเผลอเรื่องการพิมพ์ และอีกตัวหนึ่งในหน้าคนกับวาระการปฏิรูปนะครับ ศิลปะวัฒนธรรม พิมพ์ติดกัน ตรงนั้น ในวงกลม ผมว่าวรรคสักนิดหนึ่ง เว้นนิดหนึ่ง จะเป็น ศิลปะ แล้วเว้นนิดหนึ่ง วัฒนธรรม มันจะได้ความหมายเท่ากับ ศิลปะและวัฒนธรรม นะครับ แต่ถ้าใช้ และ ก็ได้ อันนี้เป็นคำ ที่ใช้กันอยู่โดยทั่วไปและเป็นที่รู้กันนะครับ

ทีนี้ในส่วนของค่านิยมซึ่งเป็นเรื่องที่ทำให้สังคมเรามีความสุข มีความงดงาม ค่านิยมมี ๒ ทาง คือทั้งค่านิยมที่ดีและค่านิยมที่ไม่ดี เมื่อค่านิยมที่ไม่ดีเกิดขึ้นจะทำให้สังคมนั้น ยุ่งยาก เดือดร้อนและทำให้บุคคลนั้นก็เดือดร้อนด้วย เพราะฉะนั้นจึงต้องเอาค่านิยมที่ดี อุดมศึกษาเคยทำค่านิยมพึงประสงค์ของนักศึกษาและนิสิตเอาไว้ค่อนข้างจะเยอะ ทำไว้เป็น เล่มหน้าเบ้อเริ่มเลยครับ เรียกว่าค่านิยมพึงประสงค์ของบัณฑิตนะครับ

ทีนี้ค่านิยมที่ดีในสังคมไทยของเราก็น่าจะมี ผมสรุปนะครับ

๑. ค่านิยมของการศึกษา เอาเลยครับตรงนี้ ให้ชอบการศึกษาและการอ่าน แบบสักครู่ที่ว่า แล้วรับรองคนมีการศึกษาจะมีพื้นฐานชีวิตที่ดี

ค่านิยมไทยและประเพณีไทย อันนี้สำคัญครับ ซึ่งอันนี้เป็นตัวชี้วัดความเป็นไทย ถ้าหากว่าเราไม่นิยมไทยแล้วก็ไม่รู้จะเรียกว่าคนไทยทำไม ไม่รู้จะเป็นคนไทยทำไม และขณะนี้ความนิยมไทยสูงครับ โดยเฉพาะการแต่งกายซึ่งกำลังกลับมาขณะนี้ ปรากฏว่า ผู้หญิง สุภาพสตรีขณะนี้นุ่งชุดไทยกัน มองแล้วน่ารักครับ และในสภาเราขณะนี้สุภาพสตรี สปช. ก็แต่งชุดไทย แล้วถ่ายรูปให้เห็นแล้วก็สบายใจ ท่านประธานที่มองเห็นนะครับ วันนี้ ผมไปนั่งใกล้ ๆ ท่านก็เห็นท่านแต่งชุดไทยสวยงามครับ นี่เสื้อผ้าไทยครับ นิยมอาหารไทย นะครับ ก็เป็นเรื่องสำคัญ เพราะฉะนั้นความนิยมต่าง ๆ นี้ก็ควรจะต้องเป็นไปในทางที่ดี

ค่านิยม ขยัน ประหยัด ซื่อสัตย์ มีวินัย สามัคคี เป็นนักสู้ อดทน เหล่านี้คือ ค่านิยมที่ดีทั้งสิ้น

ค่านิยมที่ไม่ดีต่าง ๆ ที่ไม่ควรมี เช่น นิยมความรุนแรง นิยมความฟุ่มเฟือย นิยมวาเลนไทน์ (Valentine) เสียสาววันวาเลนไทน์อย่านิยมเลย หรือแม้แต่วันลอยกระทง ค่านิยมเอาเปรียบคนอื่น ค่านิยมเอาแต่ตนและพวก เห็นแก่ตัว ไม่ค่อยแบ่งใคร ค่านิยมเหล่านี้ ไม่ดีครับ เพราะฉะนั้นถ้าเมื่อคนไทยมีค่านิยมดี แค่ ๑๒ ประการที่กล่าวแล้วก็สุดยอดแล้ว ขอบคุณมากครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบคุณมากค่ะ อาจารย์คะ ต่อไปขอเชิญท่านรองศาสตราจารย์ แพทย์หญิง พรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ ค่ะ

นางพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน พรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ ค่ะ ดิฉันขอแสดงความขอบคุณ แล้วก็ชื่นชมกับคณะกรรมาธิการปฏิรูปค่านิยม ศิลปะ วัฒนธรรม จริยธรรมและการศาสนา ในการที่ท่านทำวาระการพัฒนา ระบบค่านิยม คุณธรรม จริยธรรม เพื่อความเป็นพลเมืองที่ดีและเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์นี้ ซึ่งดูเหมือนเป็นสิ่ง ที่เป็นนามธรรมอย่างยิ่งสำหรับดิฉัน แต่ว่าท่านทำให้เห็นออกมาเป็นรูปธรรมแล้วก็สามารถที่จะ มองไปสู่ทางปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบทที่ ๔ ซึ่งเป็นการเชื่อมโยง ระหว่างแนวทางการสร้างคนเพื่อการปฏิรูปประเทศ แล้วดิฉันก็ถูกใจมากในเรื่องของคน เชื่อมโยงคนในการปฏิรูปพัฒนาคนเพื่อให้สอดคล้องกับการปฏิรูประบบสาธารณสุข ซึ่งแยกออกเป็นทั้งระบบบริการ ทั้งระบบสร้างเสริมสุขภาพ ระบบการเงินการคลัง ด้านสุขภาพ อันนี้ต้องยอมรับว่าเป็นสิ่งที่เราไม่ได้คิดถึงมาก่อนเลยนะคะ เรามัวแต่ไปคิด ในระบบรวมเหมือนเครื่องจักรต่าง ๆ แต่ต้องยอมรับว่าถ้าหากว่าท่านสามารถที่จะพัฒนาคน ให้เป็นอย่างนี้ได้ ระบบสาธารณสุขไม่ต้องปฏิรูป มันจะเคลื่อนก้าวหน้าไปได้เอง แล้วก็ เจริญเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนด้วย ต้องขอขอบพระคุณจริง ๆ ดิฉันอยากจะเรียนเสนอ อีกสักเล็กน้อยสำหรับการเตรียมคนเพื่อจะให้มีศักยภาพอย่างนี้ในการที่จะพัฒนาได้ ในด้านสุขภาพเราคิดว่ามันมีความสำคัญ เพราะว่าคนที่จะมีความคิดในการพัฒนา ในการวิเคราะห์ แยกแยะดีชั่วต่าง ๆ นี้ จำเป็นที่จะต้องมีความสมบูรณ์พร้อมทั้งร่างกาย จิตใจ แล้วก็ สติปัญญา ถ้าหากว่าโดยเฉพาะการพัฒนาในช่วงแรกของชีวิต ถ้าหากว่าเด็กนี้ไอคิวต่ำกว่า ๑๐๐ อีคิวต่ำกว่าเกณฑ์ ความคิดแยกแยะดีชั่วและความสามารถศักยภาพในการพัฒนา ย่อมจะเป็นไปไม่ได้เต็มที่ เพราะฉะนั้นการเตรียมคนในด้านที่จะให้เขาเป็นพลเมืองที่ดี เป็นมนุษย์มีความสำคัญตั้งแต่เริ่มปฏิสนธิ ต้องเป็นการตั้งครรภ์ที่พร้อม แม่ต้องได้รับการ ดูแลในระหว่างการตั้งครรภ์ รวมทั้งโภชนาการที่ไม่ได้ขาดนะคะ แล้วก็เติบโต ได้รับการ กระตุ้นพัฒนาการ ได้รับความรัก แล้วก็แน่นอนสถาบันครอบครัวย่อมจะต้องแข็งแรง แต่ในขณะนี้สถานการณ์มันไม่ได้เป็นเช่นนั้น เรามีครอบครัวเดี่ยวมากมาย เรามีแม่ที่ไม่พร้อม ที่จะเป็นแม่ เรามีสถาบันครอบครัวที่อ่อนแอ พ่อแม่ไปทำงานในเมืองทิ้งลูกเล็ก ๆ ให้อยู่กับ ปู่ย่าตายาย ซึ่งอาจจะไม่มีศักยภาพเพียงพอในการที่จะเลี้ยงดู ทำให้เด็กนี้เติบโตอย่างไม่เต็มที่ เพราะฉะนั้นชุมชน สังคมในชุมชนมีบทบาทที่สำคัญมาก ดิฉันอยากให้ท่านได้เน้นความสำคัญ ของชุมชนที่เข้มแข็งเพื่อสร้างเด็กที่มีศักยภาพ ไม่ว่าจะเป็นในรูปของสถานเลี้ยงดูเด็ก ที่มีคุณภาพ ศูนย์พัฒนาการเด็ก อันนี้จำเป็นที่จะต้องสนับสนุนเต็มที่ในสภาวะที่สถาบัน ครอบครัวอ่อนแอ แล้วก็ปัจจัยทางสังคม ที่สังคมต้องช่วยกันจัดการอย่างเด็ดขาด ที่ส่งผลกระทบ ถึงพัฒนาการที่ดีของเด็ก เช่น ความรุนแรงในสังคม ไม่ว่าจะเป็นในครอบครัวหรือในสังคม คนจะต้องไม่ยอมรับในสิ่งเหล่านี้ เรื่องของปัญหายาเสพติดต่าง ๆ พวกนี้ก็เป็นสิ่งที่จะต้อง ขจัดให้ออกไปจากสังคมเพื่อเราจะได้สามารถพัฒนามนุษย์ที่มีศักยภาพได้เต็มที่ แล้วดิฉัน เชื่อว่าคนที่พัฒนาแล้วจะทำให้ระบบต่าง ๆ พัฒนาไปได้อย่างลื่นไหล แล้วก็สถาพรยั่งยืน นะคะ ขอบพระคุณค่ะ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ ท่านสมาชิกคะ ขณะนี้สมาชิกจำนวน ๑๘ ท่าน ที่ได้แจ้งความประสงค์ ที่จะอภิปรายให้ความเห็นในวาระการพัฒนาระบบค่านิยม คุณธรรมและจริยธรรม เพื่อความเป็นพลเมืองที่ดีและมนุษย์ที่สมบูรณ์ ได้อภิปรายครบแล้วทุกท่านค่ะ ต่อไปจะขอเชิญ ท่านประธานอนุกรรมาธิการตอบชี้แจงข้อซักถาม ขอเชิญค่ะ

นางจุรี วิจิตรวาทการ กรรมาธิการ

ดิฉันขอขอบพระคุณทุกท่าน ที่ให้ข้อคิด แล้วก็ข้อกังวล ข้อเสนอแนะซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เราได้จดมาทุก ๆ ข้อ และทุก ๆ ประเด็นเลย คือบางประเด็นความชัดเจนอาจจะอยู่ในตัวรายงานยาว แต่ว่า ข้อเสนอแนะของท่านทำให้เรากลับไปแล้วเราจะไปขยายตอบคำถามอีกตั้งเยอะ ที่มีอยู่ เพื่อให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ก็ต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องที่ท้าทาย แต่คิดว่ามันไม่ได้อยู่ เกินความสามารถที่เราจะพยายามช่วยกันทำได้ ดิฉันคิดว่าคณะอนุกรรมาธิการทุกท่าน ในชุดนี้มีความตั้งใจกันมากจริง ๆ เราทำงานตั้งแต่แปดโมงเช้า เพราะว่าเวลาที่ทุกคนมาอยู่ พร้อมหน้าพร้อมตากันได้ เพราะมีคนนอกด้วย เราก็จะพยายามนำกลับไป ข้อคิด ข้อเสนอแนะหลาย ๆ อย่างที่เป็นประโยชน์ กลับไปช่วยกันคิดช่วยกันทำต่อเพื่อที่จะให้มี ความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ขอขอบพระคุณค่ะ ขอบคุณท่านประธานด้วยค่ะ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

เป็นอันว่าที่ประชุมได้รับทราบแนวทางการดำเนินการของคณะกรรมาธิการการปฏิรูป ค่านิยม ศิลปะ วัฒนธรรม จริยธรรมและการศาสนา ในวาระการพัฒนา เรื่อง ระบบค่านิยม คุณธรรมจริยธรรม เพื่อความเป็นพลเมืองที่ดีและมนุษย์ที่สมบูรณ์ แล้ว และได้รับทราบ ความเห็นพร้อมข้อเสนอแนะ ข้อสังเกตของสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ซึ่งคณะกรรมาธิการ จะได้นำไปเป็นแนวทางในการดำเนินการปรับปรุงแก้ไขเพื่อจะให้รายงานสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ค่ะ เป็นอันจบการพิจารณาวาระการพัฒนา : ระบบค่านิยม คุณธรรมจริยธรรม เพื่อความ เป็นพลเมืองที่ดีและมนุษย์ที่สมบูรณ์ ค่ะ ดิฉันขอขอบคุณคณะอนุกรรมาธิการทุกท่านนะคะ

ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องค้างพิจารณา ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่เสนอใหม่ ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องอื่น ๆ ไม่มี

วันนี้หมดระเบียบวาระการประชุมแล้ว ดิฉันขอขอบพระคุณสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติทุกท่านที่ได้อภิปรายอย่างสร้างสรรค์ค่ะ ดิฉันขอปิดประชุมค่ะ

เลิกประชุมเวลา ๑๖.๓๔ นาฬิกา