สมชาติ เสนอใช้คลีนอินฟลูเอนเซอร์ปลูกจิตสำนึกไม่โกงไทย

สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๓๘ · ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๘

สมชาติ วิศิษฐชัยชาญ หารือแผนการสื่อสารโครงการสำนึกไทยไม่โกง โดยเน้นย้ำว่าค่านิยมนี้ควรเป็นพื้นฐานของสังคม และเสนอให้ใช้สื่อมวลชนอย่างกว้างขวางเพื่อปลูกจิตสำนึกต่อต้านการทุจริตอย่างชัดเจนและสอดคล้องกัน พร้อมเสนอแนวคิดการใช้กลุ่มอินฟลูเอนเซอร์หรือคลีนอินฟลูเอนเซอร์เพื่อสร้างจิตสำนึกและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไม่โกงในสังคมไทย โดยยกตัวอย่างแคมเปญการศึกษาของฟิลิปปินส์ที่ใช้สื่อสร้างสรรค์เพื่อกระตุ้นความรู้สึกร่วมแทนการสั่งห้ามแบบเดิม

นายสมชาติ วิศิษฐชัยชาญ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ และสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติทุกท่าน ผม สมชาติ วิศิษฐชัยชาญ อนุกรรมาธิการ จริง ๆ เรื่องการสื่อสารสำหรับสังคมไทยเรานั้นมันเป็นเรื่องใกล้ตัวมากเลย แต่มันเป็นเรื่องใกล้ตัว ที่คนจำนวนมากเข้าใจผิด หัวใจของการสื่อสารจริง ๆ แล้วไม่ได้เป็นเรื่องการสร้างความเชื่อ ให้คนเชื่อ ในยุคปัจจุบันนี้เราสื่อสารเพื่อบอกให้คนเชื่อ ครูสอนนักเรียน สอนเพื่อบอก นักเรียนให้มองหาคำตอบ การทำงาน เจ้านายสื่อสารเพื่อบอกว่าต้องการอะไร สั่งให้ คนทำงานตามที่ตัวเองต้องการ เราสื่อสารกับประชาชนเราใส่ความคิด คำตอบว่าอะไร คือสิ่งที่ใช่ อะไรคือสิ่งที่ถูกหรือผิด แต่การสื่อสารในยุคปัจจุบันที่มันยาก แล้วเป็นเรื่องจริง เราสื่อสารให้เขาเข้าใจถึงความสำคัญของประเด็นที่เราต้องการจะสื่อ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้น ในสังคมไทย ถ้าเราจะดูจากแคมเปน (Campaign) การสื่อสารของทุกหน่วยงานที่เกิดขึ้น ทีนี้ถามว่าการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพมันคือการสื่อสารอย่างไร ในปัจจุบันประชาชนและ คนทั่วไปมีตัวเลือก นั่นคือเหตุผลที่เขาสามารถเลือกรับว่าเขาจะรับหรือว่าเสพสื่อไหน นั่นคือเหตุผลที่มาของความคิดที่แตกต่างในสังคมปัจจุบัน จริง ๆ แล้วหัวใจสำคัญของ การสื่อสารนี้มีอยู่ ๒ เรื่องสั้น ๆ เลยครับ

เรื่องแรก ก่อนที่เราจะสื่อสารเราจะต้องมีความชัดเจนในเรื่องของเป้าหมาย ของการสื่อสาร คือเราต้องการที่จะบรรลุอะไร

ส่วนที่ ๒ ก็คือนโยบายหรือแนวทางหรือกลยุทธ์ในการสื่อสารว่าเราจะสื่อสาร อย่างไร จริง ๆ แล้วถามว่าสื่ออย่างไรให้ดี อันดับแรกเลยต้องมีความชัดเจน ชัดเจนว่า สื่อแล้วจะบรรลุอะไร แล้วในสิ่งที่เราสื่อไม่ว่าเราจะสื่อที่ไหน หรือใครพูดก็ตาม มันจะต้อง สอดคล้องกัน

แล้วก็หัวใจที่ ๓ นอกเหนือจากเรื่องแรก คือเรื่องความชัดเจนแคลริตี (Clarity) เรื่องที่ ๒ คือเรื่องของความสอดคล้องกัน หรือเรื่องของคอนซิสเทนซี (Consistency) เรื่องที่ ๓ คือเรื่องของความเชื่อมโยงกัน สิ่งที่เราพูด ไม่ว่าจะผ่านจอโทรทัศน์ หรือว่าพูดในที่สาธารณชน มันเชื่อมโยงกัน มันเป็นไปในแนวทางเดียวกันหรือเปล่า เรื่องอินทีเกรชัน (Integration)

ทีนี้พูดถึงตรงนี้แผนการสื่อสารโครงการสำนึกไทยไม่โกง จริง ๆ แล้ว เรื่องคำว่า สำนึกไทยไม่โกง มันแทบจะไม่ต้องสื่อเลยครับ มันควรจะต้องเป็นหนึ่งในค่านิยม พึงประสงค์ของคนไทยเหมือนกับการที่เราจะเป็นประชาชนของชาติใดก็ตามเราจะต้อง ปฏิญาณตนแล้วว่าสำนึกนี้ที่ดีเราต้องมี แต่เผอิญวันนี้เรามาพูดเรื่องนี้กัน ถามว่ามันเหมือน เราถอยหลังไปในยุคอดีตชาติ แต่ว่าการถอยหลังไปนี่มีความจำเป็นนะ เพราะว่าในวันนี้ ในสภาพสังคมที่มีความเข้าใจที่แตกต่างกัน การสื่อสารเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องจึงเป็น เรื่องสำคัญ ทีนี้ขออนุญาตเข้าไปในแผนการสื่อสารโครงการสำนึกไทยไม่โกงนะครับ

ประเด็นแรกคือจริง ๆ แล้วสิ่งที่เรานำเสนอก็คือว่าเราอยากให้มีการใช้สื่อ ในวงกว้าง ซึ่งขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษทับศัพท์ว่า แมส มีเดีย (Mass media) ไม่ว่าจะเป็น ในเรื่องของทางภาพยนตร์ สื่อโฆษณาทางโทรทัศน์หรือไม่ว่าจะเป็นสื่ออะไรก็ตาม ถามว่า ทำไมถึงสำคัญมาก เพราะว่าสื่อในวงกว้างนี้เป็นส่วนสำคัญของสังคมไทย มันเป็นส่วนที่ช่วย ให้สื่อถึงความเข้าใจของการปลูกจิตสำนึก แล้วก็การสร้างค่านิยมที่เกี่ยวข้องกับการต่อต้าน การทุจริต ไม่ว่าจะเป็นรายการสารคดีทางรายการโทรทัศน์ หรือแม้กระทั่งผู้นำของประเทศ จะมาพูด อย่างที่ผมเรียนไปแล้วว่าความชัดเจนของสิ่งที่ต้องการจะสื่อจะต้องชัดเจนแล้วก็ จะต้องสอดคล้องกันในทุก ๆ เรื่อง ซึ่งสิ่งเหล่านี้จำเป็นต้องมีการวางแผน แล้วการใช้สื่อ ในวงกว้างเป็นเรื่องที่สำคัญมากนะครับ

ทีนี้อีกส่วนหนึ่งที่อยากจะเสนอก็คือว่าเราอยากให้มีกลุ่มคน ขออนุญาต ใช้ภาษาอังกฤษว่า อินฟลูเอนเซอร์ (Influencer) หรือคลีน อินฟลูเอนเซอร์ (Clean influencer) คนที่คนในสังคมให้ความสำคัญ ไม่ว่าจะมาจากหลากหลายอาชีพอะไรก็ตาม คนเหล่านี้มีอิทธิพลมากในการที่จะเป็นตัวแทน ที่จะกระตุ้นให้คนในสังคมมีการรับรู้ที่ถูกต้อง และเกิดการมีส่วนรวม คือวันนี้เราบอกเขาว่าสำนึกที่ดีคือสำนึกไทยไม่โกงไม่เพียงพอ เราต้อง สร้างความรู้สึกร่วม สร้างประสบการณ์ร่วมทำให้ทุกคนอยากที่จะเปลี่ยน ปรับเปลี่ยนทัศนคติ หรือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่จะไม่โกงในสังคมไทย คนเหล่านี้บางทีอาจจะเป็นกลุ่มคน ที่คนทั่วไปชื่นชอบ ไม่ว่าจะเป็นดาราภาพยนตร์หรือว่าเป็นคนที่มีชื่อเสียง หรือบางคนอาจจะ เป็นคนที่มีภาพลักษณ์ที่น่าเชื่อถือ ไม่ว่าจะเป็นในเชิงวิชาการหรือในเชิงเรื่องของความรู้ ความสามารถในด้านใดด้านหนึ่ง หรือภาพลักษณ์ที่การดำรงตนเป็นคนที่มีภาพลักษณ์ที่ดี มีความน่าเชื่อถือ สิ่งเหล่านี้มีความสำคัญมากเพราะคนเหล่านี้ในยุคปัจจุบันเขามีสื่อในมือ ของเขาเอง ยกตัวอย่างเช่นถ้าเราพูดถึงดาราภาพยนตร์บางท่านสื่อที่ตัวเองใช้ที่เรียกว่า โซเชียล มีเดีย (Social media) ยกตัวอย่างเช่นอินสตาแกรม (Instagram) มีผู้ติดตามหลาย แสนคน หมายความว่าอย่างไร หมายความว่าการที่เขาจะพูดอะไรสักครั้งหนึ่งมีคนรับรู้ ถึงเป็นแสน ๆ คน บ่อยครั้งมีประสิทธิภาพมากกว่าเราใช้เงินกับการโฆษณาทางสื่อวิทยุ สื่อโทรทัศน์ด้วยซ้ำไป แล้วคนเหล่านี้คนที่เป็นแฟนคลับหรือเป็นฟอลโลเวอร์ (Follower) เขา บางทีเขาเอาข้อความเหล่านี้ไปเผยแพร่ต่อในเฟซบุ๊ก ในไอจี (IG) ของเขาเอง หรืออินสตาแกรม ของเขาเอง ทำให้เกิดการรับรู้ในวงกว้างซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมาก ฉะนั้นการสร้างจิตสำนึก จำเป็นต้องมีการสื่อสารแบบมีความชัดเจนในเชิงกลยุทธ์ จริง ๆ แล้วเรื่องการสื่อสาร เป็นเรื่องที่ดูเหมือนทำยากแต่จริง ๆ แล้วไม่ยากถ้าเราชัดเจนใน ๒ เรื่องที่ผมบอก ผมมีตัวอย่าง กรณีศึกษา อยากเอามาเผยแพร่ให้ทุกท่านได้เห็นภาพ จริง ๆ แล้วประเทศเพื่อนบ้านเรานี้เอง ประเทศฟิลิปปินส์เป็นแคมเพนการศึกษาของมูลนิธิกาเบรียลา ในประเทศฟิลิปปินส์ จริง ๆ แล้วองค์กรนี้เขาผลักดันเรื่องของการสร้างจิตสำนึกให้คนไม่ทำร้ายผู้หญิง จริง ๆ แล้ว ประเทศฟิลิปปินส์บางทีผมได้ยินหลายท่านอาจจะชื่นชม ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของรายได้ ประชากร ในเรื่องของสถานการศึกษา หรือแม้กระทั่งสถานบันเทิงต่าง ๆ ก็ตาม จริง ๆ แล้ว เขามีปัญหาเยอะมากที่เป็นปัญหาเรื่องของคน คนในประเทศฟิลิปปินส์อะบิวซ์ (Abuse) ผมจะใช้คำว่า อะบิวซ์ นี้คือจะฟิซิเคิล (Physical) หรือว่าจะทางวาจาก็ได้ จะใช้แรงก็ได้ กับผู้หญิง คนทั่วไปมองเป็นเรื่องปกติ วันนี้บ้านเราคล้าย ๆ กัน คือมองว่าอย่าไปยุ่งเลย มือไม่พายเอาเท้าราน้ำทำไมเจ็บตัวเปล่า ๆ แต่ว่าแคมเพนนี้มันประสบความสำเร็จ เพราะอะไร เพราะว่าเขาไม่ได้บอกให้คนหยุดทำร้ายผู้หญิง เพราะเขารู้ว่ามันเป็นเรื่องยาก แต่สิ่งที่เขาทำให้เกิดขึ้นก็คือว่าทำอย่างไรให้ทั้งผู้หญิงหรือผู้ชายรู้สึกว่าผู้หญิงที่ถูกทำร้าย มันมีความเจ็บปวด แล้วถ้าคน ๆ นั้นเป็นคนที่คุณรักคุณจะรู้สึกอย่างไร ผมมีคลิปสั้น ๆ ให้ดูประมาณ ๒ นาทีขออนุญาตเปิดให้ดูนะครับ สิ่งที่เขาทำก็คือว่าเขาไป ทำป้ายคัทเอาท์ (Cutout) ขนาดใหญ่ ไปติดไว้ตามสถานที่ที่คนไปเที่ยวเยอะ ๆ ไม่ว่าจะเป็น ห้างอะไรก็ตาม แล้วก็จะมีรูปหน้าผู้หญิง แล้วในหน้าผู้หญิงจะเต็มไปด้วยลิปสติกสีแดง เปรียบเสมือนว่าผู้หญิงถูกผู้ชายทำร้าย แล้วเขาก็ให้คนที่เดินผ่านไปผ่านมานี้ เอามือ เอานิ้วโป้งไปแตะที่หน้าผู้หญิง ซึ่งก็แน่นอนก็จะติดหมึกลิปสติก แล้วก็เอาหมึกนี้มาติดที่ป้าย ที่สัญญาว่าชีวิตนี้เขาจะไม่ร่วมสนับสนุนการทำร้ายผู้หญิง และเดี๋ยวเราดูผลลัพธ์ของแคมเพน คนที่เดินผ่านไปผ่านมาก็อยากจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แค่ได้เห็นภาพที่เขานำเสนอนี้เราก็รู้สึกถึง ความเจ็บปวดของคนที่เป็นผู้หญิงถูกทำร้ายได้ ลงชื่อกำกับหลังจากที่เอานิ้วโป้งไปแต้มที่หมึก แล้วก็ปฏิญาณว่าจะไม่เป็นส่วนหนึ่งของการทำร้ายผู้หญิงจาก ๑๐ เป็น ๑๐๐ จาก ๑๐๐ เป็น ๑,๐๐๐ ผู้หญิงหน้าก็จะเปลี่ยนไปเป็นคนที่มีความสุข ประเทศเพื่อนบ้านก็เอาไป เผยแพร่ต่อ มีการได้รับการเผยแพร่ในเชิงสื่อ ไม่ว่าจะเป็นสื่อวงกว้างหรือสื่อโซเชียล มีเดีย อย่างวงกว้าง มีการทำข่าวประชาสัมพันธ์ให้ฟรี จากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพราะมันเป็น เรื่องที่ใกล้ตัวมาก ๆ เริ่มต้นและแคมเพนนี้ก็พัฒนาต่อมาหลาย ๆ ปี คำถามเขาง่ายมากเลย ถ้าคุณมีพลังที่จะหยุดการทำร้ายผู้หญิง คุณจะทำไหม นี่คือตัวอย่างของการสื่อสาร ที่มีประสิทธิภาพ ผมอยากแค่จะบอกว่าการสื่อสารที่ดีไม่ได้บอกว่าอย่าโกง เพราะว่าหันไป ทางไหนมันก็เจอแต่คนโกง อย่าทำ หันไปไหนก็เจอแต่คนทำ มันหมดยุคของการบอกให้ คนเชื่อ มันเป็นยุคของการบอกให้คนคิด คิด วิเคราะห์ แล้วก็ปรับเปลี่ยนทัศนคติ แล้วก็ พฤติกรรมของตัวเอง สื่อสารไม่มีประโยชน์ถ้าไม่เริ่มจากตัวเรา คนที่ทำแคมเพนการสื่อสาร ถ้าไม่เข้าใจหัวใจของการสื่อสารตรงนี้ไม่มีประโยชน์ เพราะเราจะพูดในวิธีเดิม ๆ พูดกับ คนเดิม ๆ แล้วก็ไม่มีใครฟังเรา ก็ฝากไว้เท่านี้ ขอบคุณครับ