กอบกุล พันธ์เจริญวรกุล หารือเรื่องการปฏิรูปค่านิยมในประเทศไทย โดยเน้นการแก้ไขและเปลี่ยนแปลงค่านิยมที่ไม่พึงประสงค์ให้เป็นค่านิยมที่ดีขึ้น นอกจากนี้ยังพูดถึงระบบการศึกษาและระบบการเลี้ยงดูเด็กที่ควรเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะการซื้อปริญญาและการถ่ายทอดค่านิยมที่ไม่ดี และเรียกร้องให้มีการใช้สื่อในการสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลง
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน รองศาสตราจารย์กอบกุล พันธ์เจริญวรกุล สมาชิกสภาปฏิรูป แห่งชาติ ๐๐๗ นะคะ ก่อนอื่นดิฉันก็ขอร่วมชื่นชมสำหรับรายงานเพื่อการพัฒนาของ คณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปค่านิยม คุณธรรมและจริยธรรม ซึ่งอยู่ในคณะกรรมาธิการปฏิรูป ค่านิยม ศิลปะ วัฒนธรรม จริยธรรมและการศาสนา ซึ่งได้ทำรายงานค่อนข้างละเอียดแล้วก็ แสดงถึงความห่วงใยโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสิ่งที่เราอยากจะปฏิรูปในสิ่งที่เป็นค่านิยม ที่ไม่พึงประสงค์หรือค่านิยมทางลบให้ออกไปจากสังคมไทยนะคะ ดิฉันอยากเริ่มด้วยว่า ถ้าหากเราจะลองลิสต์ (List) ดูว่าคำพังเพยในภาษาไทยในประเทศไทยของเราที่แสดงออกถึง ความไม่รับผิดชอบต่อส่วนรวม แสดงออกถึงประโยชน์ส่วนตน แสดงออกถึงความเห็นแก่ตัว แสดงออกถึงสิ่งที่เราคิดว่าทุกอย่างไม่ใช่เรื่องของเรามีอยู่จำนวนเท่าไรนะคะ จริง ๆ ดิฉัน เคยลองลิสต์ดูแต่ว่าก็ไม่ทั้งหมด จะยกเป็นตัวอย่างซึ่งทางท่านอาจารย์จุรีและหลายท่าน ได้กล่าวถึง คำพังเพยประเภทที่ว่าเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ อย่าแกว่งเท้าหาเสี้ยน มือไม่พาย เอาเท้าราน้ำ รักษาตัวรอดเป็นยอดดี ธุระไม่ใช่ หมูเขาจะหามอย่าเอาคานเข้าไปสอด โกงน้อยหรือโกงไม่มากก็รับได้ น้ำขึ้นให้รีบตัก น้ำมาปลากินมด น้ำลดมดกินปลา ประเภทนี้ เป็นคำพังเพยทางลบทั้งสิ้น ซึ่งถูกเด็กไทย ผู้ใหญ่ไทย คนแก่ไทย ซึมซับดูดซึมเอาเข้าไปอยู่ใน กายและจิตวิญญาณ กลายเป็นค่านิยมที่ไม่พึงประสงค์ที่เด็กไทยก็รับได้ ผู้ใหญ่ไทยก็รับได้ คนแก่ไทยก็รับได้ ตรงนี้ถ้าหากเราจะเปลี่ยนคำพังเพยเหล่านี้ให้เป็นคำพังเพยทางบวก ในอนาคตทั้งหมดเลยจะดีไหม เคยคิดเล่น ๆ ดิฉันว่าไม่รู้จะทำอีกกี่ปี แต่ว่าถ้าได้คำพังเพย ทางลบจะหมดไป จะเหลือแต่คำพังเพยทางบวกที่จะปลูกฝังเข้าไปอยู่ในจิตวิญญาณของ คนไทยนะคะ
ประเด็นที่ ๒ ที่ดิฉันอยากจะพูดถึงก็คือเรื่องระบบการศึกษาของไทย ซึ่งทางอนุกรรมาธิการได้เสนอไว้ดีมากว่ามาตรการการพัฒนาค่านิยมโดยใช้ระบบการศึกษา แต่ดิฉันก็อยากจะลองชี้ประเด็นว่าระบบการศึกษาของไทยทุกวันนี้ซึ่งคงจะฝากไปถึง กรรมาธิการปฏิรูปการศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้วยว่าเป็นระบบของการแข่งขัน ใครดีใครก็ได้ ได้นี่หมายถึงได้เข้าโรงเรียนดี ๆ เพราะฉะนั้นเด็กตั้งแต่อนุบาลเขาก็ซึมซับ เข้าไปจากพ่อแม่ พี่น้อง ญาติเขาว่าถ้าเขาอยากเข้าโรงเรียนดี ๆ ต้องแข่งขันและแย่งกัน เข้าไปให้ได้ และวิธีการที่จะแย่งเขาไปให้นี่ก็คือการใช้เงินตราซื้อมา ลักษณะอย่างนี้ มันกลายเป็นแบบอย่างตัวอย่างที่มันเกิดขึ้น กลายเป็นค่านิยมเป็นความเชื่อผิด ๆ ที่เด็กซึมซับ เข้าไปตั้งแต่เด็ก และถ้าจนถึงมหาวิทยาลัยเขาก็จะใช้วิธีการอย่างเดียวกัน เพราะฉะนั้น เราจะถอนรากถอนโคน ถอนรากเหง้าที่เป็นค่านิยมความเชื่อแบบนี้ออกไปจากสังคมไทย หรือคนไทยได้อย่างไร ระบบเงินตราที่ซื้อมาแต่ก่อนนี้เจอเฉพาะที่เข้าโรงเรียน ระดับอนุบาล ประถม มัธยม ตอนนี้ที่น่าเป็นห่วงคือซื้อปริญญาโท ปริญญาเอก ในมหาวิทยาลัยประเทศไทย ซึ่งซื้อกันได้อย่างสบายมากไม่ต้องไปเรียนเลย มีคนไปเรียนแทน มีคนไปทำวิทยานิพนธ์แทน ตัวอย่างแบบนี้ หรืออีกตัวอย่างหนึ่งก็คือการถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นที่ว่าให้นักเรียนที่จะเข้า มหาวิทยาลัยให้โกงกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา คือยืมมาแล้วไม่ต้องใช้คืน กลายเป็น ค่านิยมอีกอันหนึ่งที่ปลูกฝังกันจากรุ่นสู่รุ่นในเวลาเพียง ๑๐ ปีที่ผ่านมานะคะ
ประเด็นที่ ๓ ดิฉันอยากพูดถึงระบบการเลี้ยงดูเด็ก เนื่องจากเวลาน้อย ก็ขอสั้น ๆ ในครอบครัวไทยเราก็คงจะพบว่าการอบรมเลี้ยงดูเด็กไม่ได้อยู่ในมือของผู้ที่จะ ปลูกฝังค่านิยมที่พึงประสงค์ให้เขาได้ พ่อแม่ส่วนใหญ่ในประเทศไทยนี้ไม่ว่าจะอยู่ใน ตลาดแรงงาน ธุรกิจ ข้าราชการ เกษตรกร ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศไทย ต้องทำงาน หาเช้ากินค่ำ ไม่มีแม้กระทั่งเวลาจะเลี้ยงดูลูก อย่าว่าเรื่องการอบรมเลยนะคะ เพราะฉะนั้น บ่อยครั้งหรือส่วนใหญ่อยู่ในมือของใคร พี่เลี้ยง ปูย่าตายายที่แก่เฒ่าสมควรพักผ่อนแล้ว นี่เป็นผู้ดูแลทั้งสิ้น แล้วท่านเหล่านั้นหรือพี่เลี้ยงเหล่านั้นจะปลูกฝังค่านิยมได้อย่างไร
ประเด็นที่ ๔ ระบบผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่ท่านอาจารย์ธรรมรักษ์ได้พูดถึง ดีมากเลย ขออีกสัก ๑ นาทีค่ะ ในทุกระดับของสังคม ทุกภาคส่วน ทุกองค์กร ทุกมิติ ที่ท่านอยากก่อให้เกิดผู้นำ เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงหรือที่จะเป็นผู้รับผิดชอบ ดิฉันถามว่า ใครหรือหน่วยงานใดจะเป็นผู้เริ่มต้น เป็นผู้รับผิดชอบ เป็นผู้ทำให้เกิดผู้นำการเปลี่ยนแปลง ที่เป็นแมส โปรดักชัน (Mass production) ไม่ใช่ ๖๐๐ โรงเรียนจากหลายหมื่นโรงเรียน มันไม่พอ แต่เป็นสิ่งที่ดีแล้วนะคะที่ได้เริ่มใน ๖๐๐ โรงเรียนนี้ เพราะฉะนั้นการใช้สื่อ หรือแมส มีเดีย ในวงกว้างนี่ท่านจะทำได้ทุกเรื่องไหม การใช้สื่อจะสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลง ได้ไหม ความเชื่อถือและศรัทธาของผู้นำที่ท่านอยากให้เกิดขึ้นในทุกเพศทุกวัยนี่จะทำได้ อย่างไร กลุ่มคนที่จะเป็นฟลูเอนเซอร์ (Fluencer) จะมาจากไหนที่จะได้รับความเชื่อถือ ศรัทธา
ดิฉันขอฝากไว้เพียง ๔ ประเด็นเพื่อให้ท่านอนุกรรมาธิการได้ไปคิดต่อ ด้วยความชื่นชมที่ท่านได้ทำการบ้านมาดีมาก ดิฉันชื่นชมมาก แต่สิ่งที่ดิฉันยังห่วงใย อีก ๔ ประเด็นนี้ดิฉันก็ยังไม่รู้จะไปฝากใคร ก็ขอฝากท่านไว้นะคะ ขอบพระคุณค่ะ