สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๓๘ · ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๘

ประภาภัทร นิยม หารือเรื่องการปฏิรูปคนและพัฒนาสังคม โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการเปลี่ยนแปลงมาจากภายในและภายนอก เธอหารือเรื่องสถาบันครอบครัวที่อ่อนแอลง และขอแรงกรรมาธิการทำงานเพื่อกู้สถานการณ์ให้สถาบันครอบครัวกลายเป็นสถาบันที่เข้มแข็ง เธอยังหารือเรื่องการปลูกฝังคุณธรรมและจริยธรรมในโรงเรียนและสถาบันการศึกษา โดยเรียกร้องให้ผู้บริหารและนักการศึกษาตระหนักถึงความสำคัญของการปลูกฝังและบูรณาการเรื่องนี้เข้าไปในหลักสูตรและกิจกรรมของโรงเรียน

รองศาสตราจารย์ประภาภัทร นิยม

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูป แห่งชาติ ท่านคณะกรรมาธิการที่เคารพ และท่านสมาชิกที่เคารพทุกท่าน ดิฉันเองรู้สึกว่า ตัวเองมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อยู่เยอะมากเลย เพราะฉะนั้นก็อยากจะขอโอกาสนี้ได้ ร่วมแสดงความคิดเห็นในบางประการ ที่จริงในความคิดเห็นที่ท่านกรรมาธิการได้นำเสนอนั้น ละเอียดแล้วก็มีลำดับความชัดเจนเรียบร้อยอยู่แล้ว แต่อย่างไรก็ดีดิฉันคิดว่าดิฉันอยากจะ แชร์ความรู้สึกร่วมกับทุก ๆ ท่าน หรือแม้แต่คนไทยทุกคนด้วยซ้ำไปที่คงจะรู้สึกอึดอัด อยู่พอสมควรกับสภาพการณ์ของสังคมไทยที่เรารู้สึกว่าเราไว้วางใจใครได้ยากขึ้นทุกที อันนี้ก็เป็นเรื่องที่มีต้นตอและมีที่มาแน่นอน มีสาเหตุแน่นอน แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้น มันกว้างขวางมาก แล้วก็นำไปสู่ผลกระทบในเรื่องต่าง ๆ มากมาย แม้แต่ผลกระทบต่อ เรื่องเศรษฐกิจด้วยซ้ำไป ใครก็ตามที่ทำธุรกิจหรือว่าที่เกี่ยวข้องกับต่างชาตินี่เราก็จะพบว่า เรื่องนี้ก็เป็นจุดอ่อนของสังคมไทยด้วยเช่นกัน เพราะฉะนั้นต้นตอนี่มันก็คงจะมีที่มา ซึ่งเราปฏิเสธไม่ได้ว่าอยู่ในตัวคนแน่นอน เรื่องนี้ถ้าหากว่าเราไม่กู้สถานการณ์ ดิฉันก็เชื่อว่า สังคมไทยพ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิงในประเด็นนี้ เพราะฉะนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องกลับมาดู ที่เรื่องคน ทีนี้ในปัจจัยที่จะมีผลหรือส่งผลกระทบให้เกิดการพัฒนาคนหรือปฏิรูปคน ดิฉันต้องเรียกว่าชุดนี้เริ่มปฏิรูปคนให้เกิดการเปลี่ยนแปลง จริง ๆ แล้วถ้าจะให้ได้ผลก็ต้อง เปลี่ยนแปลงมาจากภายใน หรือระเบิดจากข้างในนั่นเองถึงจะได้ผล ปัจจัยภายนอกหรือว่า สิ่งที่เป็นสิ่งกระตุ้นภายนอกอาจจะมีผล แน่นอนในส่วนหนึ่ง แต่ว่าก็ต้องคำนึงถึงว่าปัจจัย ภายนอกนี่เราจะทำอย่างไรให้ไปกระตุ้นให้เกิดการระเบิดจากข้างในด้วย ไปให้ถึงจุดนั้นด้วย ถ้าหากว่ากระแสมันอ่อนเกินไปมันก็ไม่ได้ผลเช่นกัน ทีนี้ดิฉันมองเอ็นทรี พอยท์ (Entry point) ตรงนี้ว่าปัจจัยภายนอกอะไรที่เราควรจะจับให้มั่นให้อยู่มือ ก็จะมีอยู่ ๒-๓ ประการด้วยกัน

ประการที่ ๑ คือเรื่องของสถาบันครอบครัว แต่ก่อนนี้เราเคยพูดถึงสถาบัน ครอบครัวในลักษณะที่เป็นสถาบันที่พึ่งได้ แต่ว่าปัจจุบันนี้อ่อนแอลงไปมากมาย แล้วก็ยังไม่มี มาตรการหรือการปฏิรูปใด ๆ ที่จะพูดถึงการกู้ให้สถาบันครอบครัวกลายเป็นสถาบันที่เข้มแข็ง และพึ่งได้ ตรงนี้ต้องขอแรงกรรมาธิการ คงต้องทำงานต่ออย่างชัดเจนว่าเรามีวิธีการใดบ้าง ที่จะไปกู้สถานการณ์ แล้วก็ให้สถาบันครอบครัวกลับมาเป็นสถาบันที่เข้มแข็งอีกครั้งหนึ่ง เพราะว่าเราปฏิเสธไม่ได้เลยค่ะเด็กนี่เติบโตที่บ้านแล้วก็ได้รับผลอย่างเต็มที่มากกว่า ๘๐ เปอร์เซ็นต์ที่มาจากอิทธิพลจากทางบ้านและการเลี้ยงดู ปัจจุบันสังคมไทยครอบครัว ที่เป็นครอบครัวแหว่งกลางมีมากมาย แล้วเราจะหาอะไรที่ทดแทนสิ่งเหล่านี้ได้บ้างนะคะ

ในปัจจัยที่ ๒ ที่สำคัญ ก็คือปัจจัยทางด้านสถาบันการศึกษาซึ่งหลายท่านพูด และดิฉันเองก็อยู่ในกรรมาธิการปฏิรูปการศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ แล้วก็ตระหนักดีว่าจริง ๆ แล้วโรงเรียน สถานศึกษาต่าง ๆ ตั้งแต่ระดับเล็กไปจนกระทั่ง ถึงระดับอุดมศึกษาควรจะต้องปลูกฝังเรื่องนี้และต้องรับบทบาทเต็มที่ในการที่จะช่วยกัน ปลูกฝังในเรื่องของค่านิยมหรือว่าคุณธรรม จริยธรรมที่เกิดขึ้นจากในใจด้วยซ้ำไปนะคะ ในปัจจุบันนี้มีตัวอย่างของกลุ่มโรงเรียนวิถีพุทธมากมาย แล้วก็โรงเรียนที่ดำเนินการ จัดการเรียนการสอนที่เป็นโพลิทิคส์ เอดดูเคชัน (Politics education) เป็นการเรียนรู้ อย่างเป็นองค์รวมก็มีเกิดขึ้นแล้ว แต่ว่ายังไม่แพร่หลายมากนัก เรื่องนี้ก็สามารถที่จะบูรณาการ กับทางสถาบันศาสนาได้ด้วย ในการจัดการเรียนการสอนที่จะต้องปลูกฝังเข้าไปตั้งแต่กิจวัตร ประจำวันจนกระทั่งถึงกิจกรรมประจำที่ทำอยู่ในโรงเรียนได้ทุกขั้นตอนแทบจะทุกวินาที เพราะฉะนั้นผู้บริหารโรงเรียน ผู้บริหารสถานศึกษา แล้วก็นักการศึกษาทุกท่านต้องเข้าใจ เทคนิคตรงนี้ ตรงนี้เป็นเรื่องที่ไม่ได้ลึกลับซับซ้อน แล้วถ้าหากว่าทุกคนร่วมใจกันและพร้อมใจ ที่จะเห็นว่าเรื่องนี้ต้องถูกหยิบยกขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง เราก็สามารถที่จะทำได้จะแทรกเข้าไป ในหลักสูตรทุก ๆ วิชาก็ได้ ไม่ใช่จำเป็นว่าจะต้องมีเฉพาะหลักสูตร ๔๐ ชั่วโมงเรื่องโตไปไม่โกง หรืออะไรนะคะ

แล้วก็ในปัจจัยที่ ๓ ที่ดิฉันคิดว่าสำคัญมาก ๆ ก็คือเรื่องของสถาบันสื่อนะคะ ตรงนี้อาจารย์แดนก็ได้พูดไปแล้ว เพราะฉะนั้นดิฉันจะไม่พูดซ้ำอีกแต่ก็ย้ำให้เห็นว่ามีความสำคัญ

ส่วนอีกปัจจัยหนึ่งที่พอจะช่วยได้นะคะ ก็คือการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เป็น องค์กรเรียนรู้ อันนี้ในสถานที่ทำงานหรือว่าในหน่วยงานต่าง ๆ ควรจะตระหนักว่าในการทำ เรื่องฮิวแมน รีซอร์ส ดีเวลลอปเมนท์ (Human resource development) ควรจะต้อง มีการพัฒนาในเรื่องนี้อย่างชัดเจน แล้วก็ผ่านการลงมือปฏิบัติจริงไม่ใช่เป็นเพียงการแค่อบรม เท่านั้น แต่ว่าต้องลงมือทำให้อยู่ในบรรยากาศของการทำงานตลอดเวลา จนกลายเป็น วัฒนธรรมการเรียนรู้ขององค์กร ดิฉันก็ขอฝากเอาไว้เพียงเท่านี้ กราบขอบพระคุณค่ะ