รสนา โตสิตระกูล เสนอแนวคิดในการปฏิรูปประเทศ โดยเน้นการพัฒนาให้คนมีความสมบูรณ์แห่งความเป็นมนุษย์ และมีค่านิยมที่ดี โดยเฉพาะการทำทานหรือการแบ่งปัน ซึ่งเป็นคุณธรรมของศาสนาพุทธ และเชื่อว่าถ้าคนมีค่านิยมดีและมีจริยธรรม สังคมไทยก็จะไม่คอร์รัปชัน
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ดิฉันก็ขอชื่นชมรายงานของคณะกรรมาธิการคณะนี้ เช่นเดียวกับรายงานที่ได้นำเสนอไปเมื่อวานนี้ ซึ่งดิฉันชอบมากเลยนะคะ ชื่อวาระการพัฒนา ของท่าน ที่ว่าระบบค่านิยม คุณธรรม จริยธรรม เพื่อความเป็นพลเมืองที่ดีและมนุษย์ ที่สมบูรณ์ ซึ่งดิฉันคิดว่าการปฏิรูปบ้านเมืองก็เป็นไปอย่างที่ท่านได้เขียนไว้ในรายงานว่า การที่จะปฏิรูปประเทศได้มันก็ต้องปฏิรูปที่ตัวคน เพราะว่าตัวคนเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ ที่สุด ต่อให้เรามีระบบที่ดีขนาดไหน แต่ถ้าหากว่าเรามีคนไม่ดีก็พร้อมที่จะทำลาย ระบบที่ดีได้ แต่ถ้าระบบอาจจะไม่สมบูรณ์นักแต่ถ้ามีคนดีมีจริยธรรมก็จะช่วยอุดช่องโหว่ ช่วยที่จะทำให้ระบบนั้นมีความสมบูรณ์ขึ้น เพราะฉะนั้นการที่เราจะปฏิรูปโดยพัฒนาให้คน มีความสมบูรณ์แห่งความเป็นมนุษย์นั้นจึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง แล้วก็จะเป็น เป้าหมายของการพัฒนาทั้งปวงนะคะ หลายคนอาจจะพูดถึงค่านิยมที่ไปในทางที่ไม่ดี ของสังคมไทย แต่ดิฉันเองมีความเชื่อนะคะว่าสังคมไทยนั้นที่ยังมีรากหยั่งลึกอยู่ในศาสนานั้น เรายังมีสิ่งที่เป็นค่านิยมของศาสนาฝังลึกอยู่ในจิตใจของเรา เพียงแต่ว่าในเวลานี้อาจจะถูกบดบัง ไปบ้างจากค่านิยมใหม่ ๆ ของระบบบริโภคนิยมที่เข้ามาครอบงำ แต่ที่ดิฉันเชื่อว่าในหลัก ทางพุทธศาสนา เรื่องทาน ศีล ภาวนา นั้นยังอยู่ในจิตใจของคนไทย ข้อแรกสุดของ พุทธศาสนาคือสอนให้เราทำทาน แล้วทานมันหมายถึงถ้าเราใช้ภาษาอังกฤษมันคือคำว่า แชริง (Sharing) แชริงคือการแบ่งปัน ดิฉันยังเคยเดินทางอยู่ในชนบท ซึ่งอาจจะเพียงแค่ ๑๐-๒๐ ปีที่แล้ว เราเคยเห็นคนในชนบทที่เวลาเขาทำสิ่งที่ดีที่เป็นเราจะเรียกว่าการแชริง หรือทานให้กับคนในสังคม เขาก็จะมุ่งหมายถึงอุดมคติที่สูงสุด อย่างที่เราเคยได้ยินคำว่า นิพพานัง ปัจจะโย โหตุ ดิฉันเห็นหมอแผนไทย เห็นคนที่อยู่ในสังคมชนบทเวลาเขารักษาคน หรือเขาทำบุญใส่บาตร เขาจะพูดคำนี้ขึ้นมาว่า นิพพานัง ปัจจะโย โหตุ คือขอให้สิ่งนี้เป็นปัจจัยไปสู่นิพพานนะคะ เขาไม่ได้บอกว่าให้สิ่งนี้เป็นปัจจัยไปสู่การเป็นรัฐมนตรี หรือมีตำแหน่งอำนาจอะไรที่สูงขึ้น แต่สิ่งเหล่านี้ดิฉันคิดว่าเป็นเรื่องที่น่าเสียดายว่าถ้าสังคมไทยที่มีจิตใจที่ฝังอยู่ในเรื่องของการ ทำทาน ดิฉันเชื่อว่าค่านิยมของคนไทยเป็นค่านิยมแบบพระเวสสันดรค่ะ พร้อมจะบริจาค เพราะฉะนั้นสังคมไทยไม่ควรจะเป็นสังคมที่ไปสนใจหรือไปนิยมชมชอบการทุจริตคอร์รัปชันเลย เพียงแต่ดิฉันคิดว่ารากฐานเหล่านี้มันถูกทำลาย แล้วมันไม่ได้ถูกส่งเสริม เพราะฉะนั้นการที่ สังคมไทยกลายเป็นสังคมที่มีการคอร์รัปชันอย่างมากมายก็เป็นสิ่งที่ดิฉันคิดว่าเป็นเรื่องที่น่าจะ แก้ไขได้ ถ้าหากว่าเราเดินบนเส้นทางที่ถูกต้อง แต่สิ่งที่น่าเสียดายก็คือว่ารากฐานเหล่านี้ มันไม่ได้ถูกฟื้นฟูขึ้นมา ไม่ได้ถูกต่อยอดในทางวัฒนธรรมเดิม เพราะฉะนั้นดิฉันเชื่อว่า ถ้าหากว่าเราสามารถที่จะต่อยอดสิ่งที่เป็นอยู่ในค่านิยมเดิม วัฒนธรรมเดิมของสังคมไทย เชื่อว่าเราจะสามารถเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองได้ และดิฉันเชื่อว่าถ้าหากว่าโรงเรียนได้มีการ วางระบบอย่างต่อเนื่องอย่างที่อาจารย์จุรี แล้วก็อาจารย์เหมียว จำชื่อจริงไม่ได้ ที่เมื่อครู่ ได้รายงานเกี่ยวกับเรื่องของโครงการโตไปไม่โกง ดิฉันเชื่อว่าถ้าหากว่ามีการส่งเสริมกันอย่าง จริงจัง อย่างเป็นระบบ มันเท่ากับเป็นการสร้างพื้นที่ความดีในสังคมขึ้นมา เราจำเป็นต้องสร้าง พื้นที่ความดีเพื่อที่จะรุกไม่ให้ต้นไม้ที่มันไม่ดีมันกินขอบเขตกว้างขึ้น ทีนี้เมล็ดพันธุ์ที่ดี อย่างเช่นการที่เราโตไปไม่โกง มันเป็นเมล็ดพันธุ์ที่ดี แต่ว่ามันก็ต้องการสิ่งแวดล้อมที่ดีด้วย ในการที่จะทำให้มันเติบโต เช่น มันก็ต้องการน้ำ ต้องการอากาศ ต้องการปุ๋ยในการที่จะ เติบโต ดิฉันอยากเห็นไม่ใช่เพียงแค่ว่าส่งเสริมให้มีสำนึกเท่านั้น แต่ควรที่จะทำให้ กระบวนการทำความดีเหล่านั้นได้รับการอุดหนุนหรือตอบแทน หรือการได้รับการยอมรับ ถ้าหากว่าโรงเรียน เวลานี้ปกติเราจะมีช่องทางสำหรับเด็กที่เป็นนักกีฬา หรือมีความสามารถ พิเศษ เป็นไปได้ไหมคะที่เราจะทำในระบบอย่างโตไปไม่โกง ดิฉันเคยเห็น อบต. ที่ปากพูน เขาทำสมุดพกความดี เด็กคนไหนทำความดีเขาจะสะสมแต้ม สะสมแต้มเสร็จแล้ว อบต. เขา สามารถให้เด็กไปแลกเป็นอุปกรณ์การเรียนต่าง ๆ ได้ แต่ดิฉันคิดว่าถ้าหากเราทำระบบ ตั้งแต่อนุบาล ประถม มัธยม มหาวิทยาลัยไปจนถึงการทำงาน คือเชื่อมโยงกับบริษัท ห้างร้าน ต่าง ๆ ว่าถ้าหากว่าเด็กที่ได้รับ ที่มีพอร์ทโฟลิโอ (Portfolio) ว่าเป็นเด็กที่มีสมุดพกความดี เขาอาจจะสามารถมีช่องทางสำหรับคนดีเหล่านี้ไปเรียนในชั้นสูงขึ้นโดยไม่ต้องไปสอบแข่งกับ คนอื่น แล้วจากประถมไปมัธยมไปมหาวิทยาลัย สามารถเลือกเรียนได้ในช่องทางที่ มหาวิทยาลัยเปิดพื้นที่ให้ แล้วถ้าหากว่าเมื่อจบแล้วบริษัทต่าง ๆ พร้อมจะเอาคนเหล่านี้ เข้าไปทำงานก่อน แล้วดิฉันเชื่อมั่นว่าคนดีนั้นจะเป็นคนมีความสามารถ ถ้าหากทำอย่างนี้ได้ มันจะทำให้คนมีความรู้สึกว่าความดีนั้นมันมีคนมองเห็น เพราะเดี๋ยวนี้คนมักจะพูดว่าทำดีได้ดี มีที่ไหน ทำชั่วได้เป็นรัฐมนตรีมีถมไป เพราะฉะนั้นคนก็เลยอยากจะทำชั่ว แต่ถ้าหากว่า เราทำระบบให้คนรู้สึกว่าเมื่อคุณทำดีแล้วสังคมมองเห็น สังคมตอบรับ สังคมให้การยอมรับ และการยอมรับนั้นจะต้องมีรูปธรรม ถ้าทำสิ่งนี้ได้ดิฉันเชื่อว่าเราจะสามารถเพิ่มพื้นที่ความดี ในสังคมไทยเพื่อที่ต่อสู้กับวัฒนธรรมที่เป็นวัฒนธรรมเลว ๆ วัฒนธรรมแบบบริโภคนิยม วัฒนธรรมแบบมือใครยาวสาวได้สาวเอา วัฒนธรรมแบบที่ไร้จริยธรรมเหล่านี้มันจะถูกถอยร่น ไปจากพื้นที่ความดีที่เราสร้างขึ้นในสังคมนี้ค่ะ ขอบพระคุณค่ะ