กนกกาญจน์ อนุแก่นทราย หารือเรื่องการสร้างค่านิยมที่พึงประสงค์ในสังคมไทย โดยเน้นย้ำถึงบทบาทของสถาบันการศึกษา ครู สื่อ และภาคธุรกิจในการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และเรียกร้องให้ดำเนินการตามผลงาน โดยเฉพาะการปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม เช่น การไม่โกง และการฝึกฝนการแก้ไขปัญหาในสถานการณ์ที่ล่อแหลมต่อจริยธรรม
กราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติทุกท่านนะคะ ในส่วนของดิฉันก็จะได้นำเสนอในเรื่องของ วิธีการในการขับเคลื่อนเพื่อที่จะสร้างค่านิยมที่พึงประสงค์ให้เกิดขึ้นในสังคมไทย รวมทั้ง การปลูกฝังให้คนไทยเป็นผู้ที่มีคุณธรรม จริยธรรม เราจะสามารถทำได้อย่างไรบ้าง โดยในคณะอนุกรรมาธิการเราก็มองกันว่าถ้าจะขับเคลื่อนกันทั้งสังคมจริง ๆ แล้ว ต้องขับเคลื่อนด้วยกันใน ๓ ระดับนะคะ
ระดับแรก ท่านธรรมรักษ์ก็ได้กล่าวแล้วก็คือเราจะต้องมีการขับเคลื่อน ที่ระดับผู้นำและแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ เพราะว่าผู้นำต้องมีเจตจำนงทางการเมือง นอกจากที่จะระบุในรัฐธรรมนูญแล้วนะคะว่าเรามีความจำเป็นที่จะต้องสร้างค่านิยมที่ถูกต้อง แล้วก็รวมถึงปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม แต่ผู้นำเองต้องมีความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าว่าจะ เอาจริงเอาจังในเรื่องนี้ว่าเราจะต้องรื้อฟื้นคุณธรรม จริยธรรมที่ดีงามของสังคมไทย เราจะต้องปรับเปลี่ยนค่านิยมของเราให้เป็นค่านิยมที่พึงประสงค์ แล้วจะต้องสร้างคนให้เป็น คนดี เมื่อท่านผู้บริหารประเทศ คือท่านนายกรัฐมนตรีมีเจตจำนงแน่วแน่อย่างนี้ก็จะเป็น การส่งสัญญาณจากผู้บังคับบัญชาสูงสุดถ่ายทอดลงไปยังผู้นำในแต่ละระดับ เพราะฉะนั้น ในแต่ละหน่วยก็จะมีการขับเคลื่อนกันเป็นทอด ๆ รวมทั้งก็จะมีการส่งสัญญาณในเชิงนโยบาย การสื่อสารในเชิงเจตนารมณ์ว่าจะต้องทำอย่างนี้ให้ได้ ดังนั้นทุกหน่วยก็จะขานรับ และนอกจากการสื่อสารนี่นะคะ ผลลัพธ์ในเชิงนโยบายจะไม่ใช่เป็นการรณรงค์เป็นกิจกรรม เป็นครั้ง ๆ เท่านั้น แต่จะมีเนื้อหานโยบายที่จะสอดคล้องและเอื้ออำนวยต่อการสร้างค่านิยม ที่พึงประสงค์ด้วย ยกตัวอย่างเช่น เราอยากให้คนไทยเป็นคนที่รักความเป็นไทย เราก็ต้อง มีพื้นที่ทางศิลปวัฒนธรรมให้คนได้ชื่นชมกับศิลปะทั้งในระดับพื้นบ้านและในระดับชาติ คนไทยถึงจะเป็นคนไทยที่มีจิตใจอ่อนโยนแล้วก็รักความเป็นไทย เหล่านี้เป็นต้นนะคะ
ในระดับที่ ๒ นี่เป็นกลไกของสังคม ก็คือการหล่อหลอมกล่อมเกลาทางสังคม ที่มนุษย์ทุกคนเกิดมาก็ต้องมีการอบรมจากพ่อแม่ ผู้ปกครอง รวมถึงเข้าไปสู่โรงเรียน และในตลอดช่วงชีวิตของคนก็ต้องผ่านสถาบันทางสังคมอีกเป็นจำนวนมากที่ทำให้เราเป็นเรา ในทุกวันนี้ กลไกในส่วนแรกก็คือเรื่องของการเลี้ยงดูเด็ก คนไทยจำเป็นที่จะต้องเข้าใจว่า การเลี้ยงดูลูกให้เป็นคนดีเราควรจะทำอย่างไร ซึ่งในแง่ของรัฐสามารถที่จะขับเคลื่อนได้ตั้งแต่ ขั้นตอนเป็นคู่แต่งงานด้วยซ้ำไปว่าคุณพร้อมที่จะมีลูก คุณพร้อมที่จะสร้างลูกเพื่อให้ลูก ของคุณเป็นคนดีแล้วหรือยัง หรือแม้กระทั่งขั้นตอนการฝากครรภ์ก็ต้องเรียนรู้ในเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ ข้อมูลสารข่าวจำเป็นที่จะต้องถ่ายทอด หรือแม้กระทั่งเมื่อลูกเติบโตขึ้นมาแล้ว ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการสร้างคุณธรรม จริยธรรม อย่างเช่นเมื่อลูกโกหกควรจะทำอย่างไร จะทำอย่างไรให้เขาไม่เป็นเด็กที่เอาตัวรอดขอไปที จะทำอย่างไรให้เขาเป็นคนที่เอาจริงเอาจัง สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่ต้องสร้างให้เกิดขึ้นในตัวพ่อแม่ ผู้ปกครอง รวมทั้งในยุคที่สภาพ ทางสังคมเปลี่ยนแปลงไป คุณพ่อคุณแม่อาจจะไม่ได้อยู่กับลูกตลอดเวลา เพราะฉะนั้นกลไก ของสถาบันการเลี้ยงดูเด็ก ไม่ว่าจะเป็นศูนย์ของรัฐเอง อย่างศูนย์พัฒนาเด็กเล็กหรือว่า ศูนย์ของเอกชน รวมทั้งพี่เลี้ยงเด็กตามบ้านก็ต้องมีความเข้าใจในเรื่องเหล่านี้ด้วย ยกตัวอย่าง พี่เลี้ยงเด็กจะต้องมีความเข้าใจว่าอย่างไรคือการฝึกวินัยกับเด็ก อย่างไรคือสิ่งที่ไม่ควรตามใจ นิทานเรื่องอะไรที่ไม่ควรเล่าให้เด็กฟัง อย่างเช่นนิทานที่สอนให้เอาตัวรอดแล้วก็หัวเราะเยาะ คนอื่นและถือว่าเป็นคนฉลาด อย่างนี้ไม่ควรที่จะเล่าให้เด็ก ๆ ฟังแล้วนะคะ เพราะว่าจะเป็น การสอนให้เด็กเอาตัวรอดแล้วก็ไม่ยอมรับผิด เรื่องต่าง ๆ ก็เป็นเรื่องที่ต้องปลูกฝังแล้วก็ ให้ความรู้นะคะ
ในส่วนที่ ๒ ที่เป็นกลไกการหล่อหลอมที่สำคัญก็คือสถาบันการศึกษา เมื่อพิจารณาในแต่ละช่วงอายุของคนนี้ เราจะสังเกตได้ว่าเด็ก ๆ พวกเราจะอยู่ในโรงเรียน อย่างน้อยที่สุดก็ ๑๒ ปี ตั้งแต่อนุบาลจนถึงมัธยมศึกษา และในแต่ละปีก็ใช้เวลาถึง ๒๐๐ วัน และในแต่ละวันท่านอาจารย์จุรีท่านเคยประมาณการไว้ว่าใช้เวลากัน ๗ ชั่วโมงโดยเฉลี่ย เพราะฉะนั้นเวลาที่เราใช้เวลามากกับที่โรงเรียน โรงเรียนต้องทำอะไรที่เป็นการปลูกฝัง คุณธรรม จริยธรรมให้แก่เด็ก สิ่งที่จะสามารถทำได้และทำให้เกิดอย่างเป็นระบบก็คือ อย่างแรกก็ควรจะต้องมีหลักสูตรที่จะปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรมแก่เด็กโดยตรง หลักสูตร ที่ว่าก็จะเป็นการแบ่งเบาภาระของครูว่าจะต้องมีเนื้อหาการสอนอย่างไร แผนการสอนอย่างไร ซึ่งอย่างที่มีการดำเนินการไปแล้วก็คือหลักสูตรโตไปไม่โกง ซึ่งดิฉันจะได้กล่าวถึงในลำดับ ต่อไป แล้วก็นอกจากนั้นเนื่องจากเนื้อหาของหลักสูตรเองแล้วในแง่ของการบริหารจัดการ หลักสูตรก็ต้องมีการบรรจุไว้อย่างชัดเจนว่าจะต้องมีการสอนเรื่องทำนองนี้อย่างน้อยที่สุด ๑ สัปดาห์ ต้องสอน ๑ ชั่วโมง เพราะฉะนั้น ๑ ปีการศึกษาเด็ก ๆ ก็จะได้ซึมซับในเรื่องพวกนี้ ได้ ๔๐ ชั่วโมง และยังมีกิจกรรมที่เป็นกิจกรรมการเรียนรู้นอกหลักสูตรได้อีก ดังนั้นผู้ที่จะ ขับเคลื่อนเรื่องนี้ได้ก็คือผู้ที่เป็นครู คนที่เป็นครูก็จะต้องมีลักษณะอย่างที่คุณธรรมรักษ์ ได้กล่าวถึง ต้องเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง ต้องสร้างบรรยากาศในการเรียนการสอนให้พร้อม กับการถ่ายทอดเรื่องค่านิยม คุณธรรม จริยธรรม ยกตัวอย่างเราอยากจะให้เด็กมองคน อย่างเสมอภาค ให้ความสำคัญกับเรื่องของความเท่าเทียม แต่เราไม่สามารถที่จะให้ครูสอน ในบรรยากาศของการเป็นอำนาจนิยมได้ จะต้องมีการสร้างบรรยากาศต่อการเอื้ออำนวย ให้เกิดบรรยากาศของการเรียนรู้ และทำให้เด็กอยากเป็นคนดีที่มีความสุข นี่ก็คือส่วนของ ในเรื่องของครู เพราะฉะนั้นต้องให้ความสำคัญในเรื่องของการตั้งแต่การเตรียมพร้อมคน ที่จะเข้ามาเป็นครูให้เข้าใจในเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ การคัดเลือกครู การส่งเสริมครู การประเมินครู ที่จะต้องดูที่จิตวิญญาณและอุดมการณ์ความเป็นครู และการถ่ายทอดคุณธรรม จริยธรรม มากกว่าเรื่องของการดูในเรื่องของผลงานทางวิชาการ รวมทั้งในเรื่องของการที่จะส่งเสริม และพัฒนาครูก็ต้องมีหลักสูตรที่จะให้ครูอบรมในเรื่องของการทำอย่างไรจะสร้างให้เด็ก เป็นคนดีต่าง ๆ เหล่านี้ด้วย นอกจากนั้นในตัวของเด็ก ๆ เองก็ต้องมีแรงหนุนเสริมบางอย่าง ที่จะทำให้เกิดแรงจูงใจที่อยากจะเรียนรู้เรื่องคุณธรรม จริยธรรมและอยากเป็นคนดี มีพื้นที่ การเรียนรู้ต่าง ๆ เกิดขึ้น อย่างเช่นการที่จะประกวดจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่อาจจะพิจารณา เรื่องของโครงการสร้างสรรค์ทางด้านสื่อซึ่งดอกเตอร์สมชาติจะได้กล่าวถึงในลำดับต่อไป หรือว่าการเรียนต่อในระดับอุดมศึกษาอาจจะต้องพิจารณาในเรื่องของโครงงานสร้างสรรค์ ในเรื่องของคุณธรรม จริยธรรมด้วย ส่วนในระดับอุดมศึกษา การศึกษาที่เน้นศิลปะศาสตร์ ให้เป็นพื้นฐานโดยให้เข้าใจถึงคุณค่าความเป็นบัณฑิต ความเป็นมนุษย์ อันนี้ก็มีความจำเป็น เพราะฉะนั้นในทุกระดับก็จะสามารถหล่อหลอมกล่อมเกลาได้จนถึงสถาบันสำคัญอื่น ๆ ที่มีความสำคัญ อย่างเช่นสถาบันศาสนา ซึ่งปัจจุบันก็อาจจะมีความห่างเหินกันกับชีวิต ของมนุษย์ในสังคมไปบ้าง จะทำอย่างไรให้สถาบันศาสนามาเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ กล่อมเกลาให้คนมีคุณธรรม จริยธรรมหรือภาคธุรกิจเอกชน ซึ่งปัจจุบันก็มีการขับเคลื่อนกัน พอสมควรเลยทีเดียวในการที่จะสร้างคุณธรรม จริยธรรม ทั้งในเรื่องของการต่อต้าน การทุจริตคอร์รัปชัน แล้วก็รวมถึงการสร้างจริยธรรมทางธุรกิจ รวมถึงการให้ความรู้ แก่นักลงทุนว่าการที่จะลงทุนกับบริษัทที่ไม่ผูกขาด บริษัทที่เป็นผู้ประกอบการที่ดีคำนึงถึง สิ่งแวดล้อม คำนึงถึงสังคม อันนี้ก็เป็นเรื่องจำเป็น รวมถึงการใช้สื่อ สื่อที่จะต้องคำนึงถึงว่า บทบาทของตนเองนั้นสามารถที่จะหล่อหลอมความคิดของคนในสังคมได้ เพราะฉะนั้น ถ้าสื่อระมัดระวังตนเอง ไม่ถ่ายทอดละครเน้นอย่างที่ท่านอาจารย์จุรีท่านมักจะพูดถึงเสมอ มีแต่เรื่องของการแย่งชิงผู้ชาย เพราะฉะนั้นการประสบความสำเร็จในชีวิตไม่ได้แปลว่า แย่งชิงผู้ชายสำเร็จ แต่ต้องให้สื่อสร้างสรรค์สามารถที่จะสร้างอุดมการณ์ความสำเร็จในชีวิต ในลักษณะอื่น ๆ อีกด้วย แล้วก็นอกจากนั้นแล้วการผลิตสื่อ การสนับสนุนให้มีการผลิต โดยรัฐเองก็มีความจำเป็นอีกเช่นกัน นอกจากนี้สถาบันต่าง ๆ เหล่านี้ก็จะมีผลต่อความคิด ความเชื่อของคนซึ่งบางครั้งก็อาจจะบอกว่าแล้วเราจะทำจริงได้อย่างไร ก็มีความพยายาม ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาและกำลังทำอยู่ อย่างที่ดิฉันได้ยกตัวอย่างเมื่อสักครู่ก็คือเรื่อง ของหลักสูตรโตไปไม่โกง หลักสูตรโตไปไม่โกงเป็นหลักสูตรที่สร้างขึ้นเพื่อที่จะสอนในระดับ ตั้งแต่อนุบาลจนถึงประถมศึกษาปีที่ ๖ เป็นหลักสูตรที่ปลูกฝังคุณค่าความดี ๕ เรื่องด้วยกัน ตั้งแต่ความซื่อสัตย์สุจริต ปลูกฝังให้รักความเป็นธรรม ปลูกฝังให้รู้จักทำอะไรอย่างรับผิดชอบ การใช้ชีวิตอย่างพอเพียง รวมทั้งการมีจิตสาธารณะ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จะต้องสอนโดยคุณครู เราก็ออกแบบหลักสูตร ด้วยการมีสื่อการเรียน การสอน ต่าง ๆ ที่ทำให้เด็ก ๆ สามารถเรียนรู้ได้อย่างเข้าใจ ตัวอย่างเช่น ถ้าจะสอนความซื่อสัตย์สุจริต ครูควรจะเล่านิทานเรื่องอะไร กำกับด้วยเพลงอะไร แล้วก็ ผลิตเพลงมากกว่า ๑๐๐ เพลง มีนิทานมากกว่า ๘๐ เรื่อง เพื่อจะให้ครูเอาไปใช้ในระดับ เด็กเล็กหรือในเด็กโตก็มีกรณีศึกษาและภาพยนตร์สั้น เพื่อให้คิดว่าถ้าคุณจะอยู่ในสังคมได้ คุณควรจะทำตัวอย่างไร อย่างไรสังคมจึงจะไปรอด ยกตัวอย่างเหล่านี้ ซึ่งปัจจุบันก็มีโรงเรียน ที่นำไปใช้แล้วนอกจากโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานครซึ่งเป็นผู้ที่ผลักดันให้เกิดโครงการนี้ขึ้น ๔๓๐ กว่าโรงเรียน ตอนนี้โรงเรียนในเครือสภาการศึกษาคาทอลิก อย่างโรงเรียนมาแตร์เดอี วิทยาลัยก็เอาไปใช้ ตอนนี้ ๖๐๐ กว่าโรงเรียนแล้วก็ขับเคลื่อนกัน โดยก่อนที่จะเอาไปสอนได้ ครูก็ต้องอบรมก่อน ให้มีจิตวิญญาณอย่างที่คุณธรรมรักษ์ได้พูดถึงคือจะเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง แล้วก็อยากมีอุดมการณ์ในความเป็นครู อยากทำให้เด็กเป็นคนดี รวมทั้งมีความเข้าใจสาระ ของหลักสูตรด้วย นอกจากนั้นแล้วเราก็พบว่าเด็ก ๆ ก็มีความสนุก แล้วก็ได้เรียนรู้ อยากให้ ทุกท่านได้ลองชมคลิปตัวอย่างของการเรียนรู้เล็ก ๆ ของเด็ก ๆ ที่โรงเรียนวัดปทุมวนาราม ที่เขาได้เรียนรู้เกี่ยวกับของเรื่องโตไปไม่โกงค่ะ
(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นั่นก็เป็นตัวอย่าง การเรียนการสอนนะคะ เด็ก ๆ ที่สามารถที่จะร้องเพลงนี้คือเป็นเด็ก ๆ ในระดับอนุบาล ๑ และอนุบาล ๒ เมื่อตอกย้ำเข้าไปบอกว่าเป็นคนดี เราจะไม่คดโกง คนคดโกงเขาเป็นคนไม่ดี เมื่อเป็นผู้ใหญ่จะไม่เป็นเช่นนี้ นี่ก็เป็นการตอกย้ำเมื่อเราถามถึงรายละเอียด เขาก็จะสามารถ ตอบได้ว่าเด็กดีนี่ก็คือเด็กที่ไม่โกง นี่ก็เป็นการเปลี่ยนแปลงความคิด ความเชื่อของคน และเป็นการปลูกฝังว่าเราต้องการเป็นคนดีของสังคม นอกจากในเรื่องเหล่านี้แล้วยังมีหลักสูตร สำหรับคนที่โตแล้วก็คือนักเรียน นิสิตนักศึกษาในระดับอุดมศึกษา ก็คือการทำความเข้าใจ เรื่องของการไม่โกงและการเป็นบัณฑิตและคุณค่าของความเป็นบัณฑิตที่แท้จริงนะคะ กิจกรรมก็เป็นกิจกรรมค่าย ตั้งแต่ ๓ วันจนถึง ๕ วันแล้วแต่ระยะเวลาที่สามารถที่จะจัดได้ โดยเราได้ลองทำไปแล้ว ปรากฏว่านักศึกษาก็สามารถที่จะเข้าใจเรื่องการโกงว่าไม่ใช่เฉพาะ เรื่องการทุจริตคอร์รัปชันเท่านั้น แต่หมายถึงการโกงในชีวิตจริงเลย ตั้งแต่เรื่องทุนการศึกษา กองทุนกู้ยืมการศึกษา จนกระทั่งถึงการทำรายงาน การเซ็นชื่อแทนกันในห้องเรียน หรือว่า การที่ใช้ผลงานทางวิชาการของคนอื่นแล้วไม่ได้อ้างอิง สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ก็เป็นเรื่องของการโกง ที่เกิดขึ้นแล้วเขาไม่เคยตระหนักมาก่อน แต่เมื่อเรานำมาพูดคุยกันในลักษณะสร้างสรรค์ ที่ไม่ใช่เป็นการสั่งจากบนลงล่าง ก็ทำให้เขาตระหนักในเรื่องเหล่านี้ รวมทั้งการฝึกฝนนักศึกษา ก็ต้องให้มีประสบการณ์จริง เรามีการทำให้เขาทำบทบาทสมมุติที่จะสะท้อนสถานการณ์ ที่ล่อแหลมต่อจริยธรรม ไม่ว่าจะเป็นประเด็นของการโกงในทุกเรื่อง แล้วถามว่าและเราจะ จัดการต่อสถานการณ์นั้นอย่างไร เด็ก ๆ ก็มีการแสดงความคิดเห็นกันอย่างกว้างขวาง และปัจจุบันก็ยังยินดีที่จะทำงานเป็นอาสาสมัครในการทำงานเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ด้วยนะคะ หรือหลักสูตรของผู้ที่อยู่ในวิชาชีพ หลักสูตรโตแล้วอย่าโกง โตแล้วไม่โกง สำหรับข้าราชการ และเจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อันนี้สำหรับกรุงเทพมหานครเริ่มต้นแล้ว ได้มีการ อบรมในหลักสูตรนี้ไป ๔๐๐ คน ซึ่งเราพบว่าคนบางคนที่ทำงานไปแล้วกว่า ๒๐ ปี บางที ลืมไปแล้วว่าจุดเริ่มต้นของการเข้ามารับชีวิตข้าราชการนี่มีอุดมการณ์ มีความฝันอย่างไร กระบวนการอบรมเพื่อให้ปลูกฝังว่าการที่คุณเข้ามาทำงานนั้นเพื่อที่จะต้องการรับใช้สังคม รับใช้ประเทศชาติได้มีการใช้กรณีศึกษา เพื่อให้ได้วิเคราะห์ว่าบางครั้งเหตุการณ์โกงที่เกิดขึ้น เพราะอะไร อย่างไร สามารถที่จะแก้ปัญหาได้หรือไม่ ตอกย้ำอุดมการณ์ที่เกิดขึ้นว่าต้องการ อะไรในชีวิต แล้วก็มีการร้องเพลงเตือนสติด้วยกันว่าเราสอนลูกหลานให้เป็นคนดี อยากให้เขา โตไปไม่โกงนี่ แล้วผู้ใหญ่ทำตัวให้เป็นแบบอย่างหรือยังนะคะ แล้วก็รวมถึงปัจจุบันในหน่วยงานราชการต่าง ๆ เราบอกว่าระบบราชการจะเป็นตัวขับเคลื่อน เรื่องคุณธรรม จริยธรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตอนนี้ในแต่ละกรมก็มีส่วนงานที่เรียกว่า กลุ่มงานคุ้มครองจริยธรรม รวมทั้งมีศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริต บุคลากรที่อยู่ใน ส่วนงานเหล่านี้ที่จะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อน เรากับทางสำนักงาน ก.พ. ก็ได้มีหลักสูตร พัฒนาความเป็นมืออาชีพในการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมว่าถ้าจะต้องส่งเสริมเขาควรจะ ทำอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นการใช้สื่อต่าง ๆ การพูดคุย การถามตอบ การสังเคราะห์ประเด็น ที่เกิดขึ้นในหน่วยงานซึ่งอาจจะแตกต่างจากหน่วยงานจากส่วนอื่น ๆ การเชื่อมโยงเครือข่าย การจัดวงสนทนา สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ต้องได้รับการอบรม แล้วก็พบว่าจากการอบรมข้าราชการ ที่เข้ารับการอบรมในหลักสูตรของเราก็มีความกระตือรือร้น ต้องการเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง ในหน่วยงานของตนเอง ก็เป็นตัวอย่างที่เราเคยทำแล้วให้เห็นว่าถ้าเราเอาจริงเอาจังกับ การเปลี่ยนแปลงวิธีคิดของคนในสังคมนี้เราสามารถทำได้ค่ะ