ธรรมรักษ์ การพิศิษฎ์ พูดถึงการเปลี่ยนแปลงค่านิยม โดยการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงและสร้างสภาวะผู้นำในทุกระดับ
กราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิก ผม ธรรมรักษ์ การพิศิษฎ์ กรรมาธิการ สำหรับในเรื่องที่เกี่ยวกับผู้นำ การเปลี่ยนแปลงก็จะอยู่ในหน้า ๕๗-๕๙ นิดเดียวครับ ท่านทั้งหลายอาจจะเปิดตามไปด้วย เพราะผมคงไม่ได้ทำเพาเวอร์พอยท์ (PowerPoint) ไว้ ประเด็นสำคัญในเรื่องนี้นะครับ เรานำเสนอถ้าหากว่าจะเปลี่ยนจากค่านิยมที่ไม่พึงปรารถนาไปสู่ค่านิยมที่พึงปรารถนา อย่างที่ท่านประธานผมได้กล่าวไว้ เรามีความเห็นว่าในทางปฏิบัติเราเชื่อกันว่าจำเป็นจะต้อง อาศัยการเรียนรู้ เป็นกลุ่มในลักษณะที่เรียกว่าเชื่อมโยงกันจากการปฏิบัติ เราเรียกว่า การเรียนรู้จากการปฏิบัติ เราเชื่อว่าการพัฒนาคนสามารถพัฒนาได้เต็มศักยภาพ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ มนุษย์ทุกคนสามารถพัฒนาให้เป็นคนดี คนเก่ง สมบูรณ์แบบอย่างที่ท่านประธานจุรีต้องการ เรามีศักยภาพของแต่ละคน แต่เวลานี้เราใช้ศักยภาพดังกล่าวนั้นเพียง ๑๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น เพราะว่านักศึกษาศาสตร์ นักจิตวิทยาทั้งหลายเชื่อว่ากระบวนการศึกษา อบรมแบบถ่ายทอด ความรู้นี่ที่เราเรียกว่า คุณธรรม คือคุณทำ ผมไม่ทำ คือถ่ายทอดสาระวิชาแล้วก็ท่องจำกันนี้ ในแนวดิ่งจากบนลงล่าง จากครูถ่ายทอดเลคเชอร์ (Lecture) พัฒนามนุษย์ได้แค่ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น เพราะฉะนั้นการที่เราจะเรียนรู้กันในแนวราบที่เราพูดกันสามารถที่จะเรียนรู้ จากการปฏิบัติจริงที่เราเรียกว่า แอคชัน เลิร์นนิง (Action learning) จากประสบการณ์จริง ไม่ใช่ประสบการณ์ที่เราถ่ายทอดแค่สาระนะครับ เพราะฉะนั้นการเรียนรู้ในลักษณะเป็นทีม เป็นกลุ่ม มีผลงานวิจัยชัดเจนนะครับ ผมอยากจะยกตัวอย่างของบริษัทเชลล์ บริษัทเชลล์นี่ เขาศึกษาพฤติกรรมของนก ๒ ชนิด ในอังกฤษหลังสงครามโลก ครั้งที่ ๒ จะมีนก ๒ ชนิด บินว่อนอยู่ในชนบทอังกฤษเรียกว่า นกกระจิบ นกกระจอก อีกชนิดหนึ่งเขาเรียกนกกางเขน อกแดง ในอังกฤษสมัยนั้นเวลาเขาส่งหนังสือพิมพ์มาหน้าบ้าน เขาจะเอานมมาวางไว้ตอนเช้า และขวดนมมันก็บรรจุแพคกิง (Packing) ไม่ค่อยจะดีนัก นก ๒ ชนิดเขาก็สามารถที่จะมา กินอาหารเลี้ยงชีพได้ แต่หลังจากนั้นมีการบรรจุขวดนมที่แข็งแรงขึ้น ปรากฏว่าอย่างไรครับ ปรากฏว่านกกางเขนอกแดงสูญพันธุ์ แต่นกกระจิบกลับอยู่รอด ทฤษฎีนี้ชี้ให้เห็นว่าพฤติกรรม ของนก ๒ ชนิดมันต่างกัน นกกางเขนอกแดงเป็นนกอำนาจนิยม เป็นเทอร์ริทอเรียล เบิร์ดส (Territorial Birds) คือชอบอยู่กันลำพังกับตัวเมีย ใครเข้ามาใกล้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นเขาก็เรียนรู้ เหมือนกันทำรีเสิร์ช อาร์แอนด์ดี (Research R&D) เหมือนกันในการว่าจะเจาะขวดนม อย่างไร ทุกคนรู้ ทำอาร์แอนด์ดีได้ แต่นกกางเขนอกแดงมันไม่สามารถแพร่ไปสู่เพื่อนมันได้ เพราะชุมชนมันไม่เข้มแข็ง นกกระจิบมันบินกันเป็นฝูง สัญชาตญาณของนกสามารถทำให้ ถ่ายทอดความรู้ได้ เพราะฉะนั้นบริษัทเชลล์ก็นำความรู้อันนี้มาสร้างเขาเรียกว่า เลิร์นนิง ออร์แกไนเซชัน (Learning organization) คือเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้เกิดขึ้น ผมเชื่อ ทฤษฎีนี้ ชุมชนเข้มแข็งในสังคมเราก็พูดทฤษฎีนี้ว่า การเรียนรู้กันเป็นกลุ่มอินเตอร์แอคชัน (Interaction) กันจากการปฏิบัติน่าจะเป็นการทำให้เปลี่ยนค่านิยม เปลี่ยนความเชื่อกันได้ จากการปฏิบัติจริง และการเรียนกันเป็นฝูงอย่างเราถ้าเราไม่เปลี่ยนวัฒนธรรมอำนาจ วัฒนธรรมการสอน ถ่ายทอดความรู้ เราก็คงจะสูญพันธุ์แบบนกกางเขนอกแดง เพราะฉะนั้น การที่จะพัฒนาให้เต็มศักยภาพ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ก็จำเป็นจะต้องมีการเรียนรู้กันเป็นทีม ทีนี้มันก็มีงานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งที่ผมอ่านดูก็เจอว่าการที่องค์กรสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ต่าง ๆ ได้ประสบความสำเร็จ ผู้นำสำคัญครับ ทีนี้ผู้นำมันมีงานวิจัยเยอะเลยว่าความสำเร็จ ขององค์กรในการเปลี่ยนคัลเจอร์ (Culture) ขององค์กรมันต้องอาศัยผู้นำ แต่ผู้นำนั้นไม่จำเป็น จะต้องเป็นคนอยู่ข้างบนเสมอไปก็เป็นสภาวะผู้นำในทุกองค์กร ในทุกแห่งก็ได้ เราก็เป็น สภาวะผู้นำในตัวเองได้ เพราะฉะนั้นผู้นำสำคัญ แต่ผู้นำจะอยู่ข้างบนก็ดี มีอำนาจ มีงานวิจัย เหมือนกันบอกว่าถ้าเอ็มเพาเวอร์เมนท์ (Empowerment) มันต้องมาจากข้างบน การเลิกทาส มันต้องมาจากผู้ที่เอื้ออำนาจให้ใช่ไหมครับ เพราะฉะนั้นเราจึงเชื่อในทฤษฎีเราว่าเราต้องการ ผู้นำในการเปลี่ยนแปลง ทีนี้เมื่อมาถึงจุดผู้นำในการเปลี่ยนแปลงที่เราต้องการแล้วเราก็ได้ นำเสนอว่าในการเปลี่ยนแปลงค่านิยมดังกล่าวนี้เราควรจะสร้างสภาวะผู้นำในทุกระดับ ให้เกิดขึ้นในสังคม ผู้นำการเปลี่ยนแปลงสำคัญ ทีนี้การที่จะสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลง ในทุกระดับของสังคม ผู้นำที่ดีส่วนใหญ่ที่เปลี่ยนแปลงได้มันก็คือคนที่เป็นที่เชื่อถือศรัทธา ชัดเจน อันนี้เป็นผลงานที่ชัดว่าการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อผู้นำสามารถสร้างทรัสต์ (Trust) ได้ ศรัทธา เป็นที่ไว้วางใจ ทีนี้ความเชื่อถือศรัทธานั้นจะมาจาก ๒ ตัวครับ ตัวแรก คือความเที่ยงตรงอินเทกริตี ตัวที่ ๒ คือความสามารถ ถ้าคนเรามือถือสาก ปากถือศีล จะเทศน์ให้คนอื่นดีไม่ได้ ถ้าเป็นตัวผู้นำที่ไม่ดี สร้างความเชื่อถือไม่ได้ ทีนี้ถ้ามีผู้นำเที่ยงตรง มีความสามารถก็สามารถที่จะเปลี่ยนสร้างศรัทธาได้ ตรงนี้เป็นทฤษฎีที่เราต้องการ ทีนี้เราจะ ต้องการสร้างผู้นำเช่นนี้ให้เกิดขึ้นเยอะ ๆ เพื่อจะเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงในสังคม เราก็นึกถึง ๓ ระดับด้วยกัน ระดับแรก เราก็อยากจะพูดถึงระบบราชการ จริง ๆ ระบบราชการควรจะ เป็นผู้นำเขาที่ดี ผมเชื่อว่ากำลังคนระดับกลางในระบบราชการ คือคีย์ (Key) ที่จะเป็นผู้นำ ในการเปลี่ยนแปลงเพราะว่ากำลังคนระดับกลาง ระดับผู้อำนวยการกองเป็นผู้ที่สามารถ ที่จะรับจากข้างบนลงมาข้างล่าง แล้วสามารถขึ้นไปเป็นอธิบดี เป็นปลัดกระทรวงที่ดีต่อไป เพราะฉะนั้นเราน่าจะปรับปรุงหลักสูตรในวิทยาลัยทั้งหลายที่เป็นของรัฐทั้งหลายให้สามารถ สร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่สามารถมีลีดเดอร์ชิพ (Leadership) ผมคิดว่าสภาวะผู้นำ การสร้างลีดเดอร์ชิพสำคัญ ผมสังเกตว่าหลักสูตรทั้งหลายในราชการของเรามักจะยังเป็น หลักสูตรที่บรรยายเสียเป็นส่วนใหญ่ แล้วก็ไม่ค่อยจะเน้นเรื่องลีดเดอร์ชิพ เน้นเรื่องสภาวะผู้นำ เน้นเรื่องการที่จะเป็นวิทยากรกระบวนการที่ดีได้ คือการที่จะนำคนมาคิดร่วมกัน เอื้ออำนาจ อันนี้เราต้องการครับ อันนี้คือกำลังคนที่ขาดแคลนในระบบราชการเรา เพราะเรายังเน้น เรื่องเทคนิค เน้นการบริหารเพื่อการปกครองอะไรนี่ ต้องเปลี่ยนนักบริหารมาเป็นผู้นำให้ได้ ซึ่งอันนี้เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญ เพราะฉะนั้นเราคงจะต้องปรับหลักสูตรการเรียนรู้ ในสถาบันทั้งหลายของรัฐให้หนักมาทางด้านหลักสูตรของการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริงมากขึ้น เรียนรู้จากประสบการณ์จริงมากขึ้น เรียนรู้ด้วยกันมากขึ้น เน้นเลคเชอร์กันให้น้อยลงแล้วก็ สร้างวิทยากรกระบวนการกันให้มากขึ้น อันนี้คือสิ่งที่เราพูดในเปเปอร์ (Paper) นี้ เวลาเดียวกัน เราก็พูดถึงครู เราก็ต้องสร้างครูให้เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง เราพูดถึงการเปลี่ยนครูให้เป็น วิทยากรกระบวนการ เป็นผู้นำที่ดี อะไรเหล่านี้เป็นต้น และเราก็พูดถึงสื่อแล้วก็ผู้นำท้องถิ่น เหล่านี้เป็นต้น ทั้งหมดนี้ก็คือรายละเอียด ผมกราบเรียนชี้แจงแต่เพียงแค่นี้ครับ