จุรีวิจิตรวาทการ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการปฏิรูปค่านิยมและจริยธรรม โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปฏิรูปค่านิยมและจริยธรรมเพื่อสร้างพลเมืองที่มีคุณธรรมและมีจิตสำนึกในการปฏิบัติตามหลักจริยธรรม เธอหัวเรื่องปัญหาคอร์รัปชันและระบุปัจจัยที่ทำให้เกิดคอร์รัปชัน เธอยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีคุณธรรมและจริยธรรมในการเลือกตั้งและในหลายๆ ด้านของสังคมไทย
เรียนท่านประธานที่เคารพนะคะ และสมาชิก สปช. ที่รักทุกท่าน ดิฉัน จุรี วิจิตรวาทการ ประธานอนุกรรมาธิการปฏิรูปค่านิยม คุณธรรมและจริยธรรม วันนี้ดิฉันจะขอเสนอรายงานที่ได้ทำกันมาในคณะอนุกรรมาธิการ ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกที่นอกจากตัวดิฉันแล้ว มีคุณตรึงใจ บูรณสมภพ คุณธรรมรักษ์ การพิศิษฎ์ คุณเบญจวรรณ สร่างนิทร พลเรือเอก ศุภกร บูรณดิลก คุณกอบแก้ว จันทร์ดี คุณประภาภัทร นิยม นางกัญกิติกา เอกกีรติกุล คุณจาฤก กัลย์จาฤก คุณสมชาติ วิศิษฐชัยชาญ และดอกเตอร์กนกกาญจน์ อนุแก่นทราย คือเราคุยกันมาเยอะในเรื่องของการปฏิรูปสังคม แต่จริง ๆ แล้วคือเป้าหมายของการปฏิรูปคืออะไร เราต้องการจะปฏิรูปสังคมไทยให้เป็นสังคม ที่มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน แต่ใครจะเป็นผู้ขับเคลื่อนการปฏิรูปก็คือคนนั่นล่ะ สมาชิกในสังคม จะเป็นผู้ที่ขับเคลื่อนเพราะว่าคนคือศูนย์กลางและเป้าหมายของการปฏิรูป การพัฒนา คุณภาพของคนจึงเป็นหัวใจของการปฏิรูป ดิฉันคิดว่ามิติด้านนี้เราอาจจะคุยกันน้อยนิดหนึ่ง ในการพูดถึงการปฏิรูป เราไปมองในเรื่องของประเด็นต่าง ๆ ซึ่งล้วนแต่มีความสำคัญ แต่ว่าเรื่องของคน คุณภาพของคน ดิฉันคิดว่าเป็นหัวใจสำคัญอันหนึ่ง การปฏิรูปคนนั้น จำเป็นอย่างยิ่งซึ่งต้องปฏิรูประบบค่านิยม คุณธรรมและจริยธรรม ที่กำกับพฤติกรรมของคน เพราะเราจะแก้ปัญหาจากรากฐาน สร้างภูมิคุ้มกันต่อปัญหาในสังคม นี่ก็มาจากเรื่องคนอีกนี่ล่ะ ว่าเขามีจิตสำนึกในเรื่องเหล่านี้หรือไม่ เราจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมของคนเพื่อการพัฒนา และถ้าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้พูดถึงพลเมืองเยอะ สิทธิ หน้าที่ความรับผิดชอบ จริง ๆ แล้ว พลเมืองดีต้องมีคุณธรรมด้วย เพราะว่าอย่างที่เราเห็นในสมัยฮิตเลอร์เป็นใหญ่ สมาชิก ในสังคมของเขาก็เป็นพลเมืองที่ดี เชื่อฟังนโยบายภาครัฐ มีวินัย มีระเบียบอะไรต่าง ๆ แต่ว่า ไม่มีคุณธรรม เพราะว่าผู้นำไม่มีคุณธรรม นโยบายไม่มีคุณธรรม เพราะฉะนั้นพลเมืองดี ต้องมีคุณธรรมประจำใจด้วย และนอกจากนี้แล้วความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์จะเป็นอะไร ที่สำคัญสำหรับการขับเคลื่อนเรื่องคน ทีนี้เราลองมาดูรากเหง้าของปัญหาของสังคมไทย ที่เกิดขึ้น เพราะว่ามีค่านิยมที่ไม่ถูกต้องและความเสื่อมทางคุณธรรม จริยธรรมเป็นประเด็น ที่ทำให้เกิดปัญหามากมายในสังคมไทย ที่ผ่านมาวิกฤติการณ์ทางสังคมไทยอย่างที่เราทราบแล้ว ดิฉันไม่ต้องพูดลงไปลึกถึงเรื่องนี้
เราขอยกตัวอย่างต่อไป คือถ้าเรายอมรับการโกงและนิ่งเฉยต่อการโกง ก็ก่อให้เกิดปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน การโกงนั้นมีหลายมิติ ความโลภ ความอะไรหลายอย่าง แต่ในส่วนที่สำคัญอีกอันหนึ่งคือว่าไม่มีจิตสำนึกในการที่จะคิดว่ามันเป็นเรื่องผิด เราโชว์ ตัวเลขนิดหนึ่งว่าตามงานวิจัยที่เสนอมาเราจะสูญเสียเงินเท่าไรในแต่ละปี ตั้งแต่ปี ๒๕๕๔ ปี ๒๕๕๕ ปี ๒๕๕๖ เงินที่เสียไป สูญเสียกับคอร์รัปชันเป็นจำนวนมากมายในรายงานก็มีส่วนนี้
ทีนี้คอร์รัปชันนั้นมาจากอะไรบ้าง เรื่องของการมองความสัมพันธ์ส่วนตัว สำคัญกว่าส่วนรวม เรื่องของการที่ไม่เข้าใจผลประโยชน์ส่วนรวม ไม่มีความรับผิดชอบ ต่อส่วนรวม แล้วก็มีส่วนที่มองว่าต้องตอบแทนบุญคุณของพรรคพวก พวกพ้องอะไรต่าง ๆ ล้วนแต่เป็นเรื่องของค่านิยมซึ่งมาจากเรื่องของการขาดคุณธรรม จริยธรรม
นอกจากนี้แล้วเราจะเห็นว่าการเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวไม่คิดถึงส่วนรวม ก็เป็นเรื่องที่นำไปสู่การซื้อสิทธิขายเสียง อันนี้เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ง่าย ใครให้เงินเท่าไร เรารับ ก็ให้เสียงไปโดยไม่มีความรับผิดชอบต่อสังคมส่วนรวม ว่าคนที่เราเลือกนั้นมีคุณภาพดีไหม เป็นตัวแทนที่ดีของเราหรือไม่ รวมทั้งบางทีเป็นการตอบแทนบุญคุณก็เป็นเรื่องส่วนตัวอีก ทั้งนี้ทั้งนั้นค่านิยมทั้งหมดเชื่อมโยง โยงเกี่ยวกันอย่างใกล้ชิด
หรือในประเด็นของการละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และความไม่เป็นธรรม ทางสังคม สิ่งเหล่านี้มันนำไปสู่สังคมที่ไม่เป็นประชาธิปไตย เราพูดถึงประชาธิปไตยมาเยอะ อยากได้ประชาธิปไตย แต่เรามีโครงสร้างพื้นฐานทางจิตใจของคน ของมนุษย์ในสังคมหรือไม่ ที่จะเป็นสังคมประชาธิปไตย ยกตัวอย่างง่าย ๆ ประชาธิปไตยนั้นเน้นในเรื่องความเสมอภาค เรื่องนิติรัฐ เรื่องเสรีภาพ แต่เรามีการปลูกฝังสิ่งเหล่านี้หรือไม่ อันนี้ดิฉันคิดว่าเราคงต้อง ยอมรับกันว่าเราไม่ได้จรรโลงเรื่องความเสมอภาคในสังคมไทย เราไม่ได้เข้าใจในเรื่องของ การที่จะมีส่วนร่วม ยอมรับฟังเสียงคนอื่น เราเป็นสังคมที่อำนาจนิยม ทั้งหมดนี้เป็นตัวอย่าง เล็ก ๆ ที่ชี้ให้เห็นว่าถ้าไม่มีการปรับคุณค่า ค่านิยมในตัวคน ยากมากที่เราจะก้าวไปอย่างสง่างาม ในกระบวนการประชาธิปไตยซึ่งควรรวมถึงวิถีชีวิตประชาธิปไตย การปฏิบัติต่อกันตามหลักวิชา ที่ว่าตามหลักของประชาธิปไตย
นอกจากนี้แล้วถ้าเราไปดูในเรื่องของความโลภ เอารัดเอาเปรียบเพื่อนมนุษย์ ไม่เคารพกฎหมาย สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นประจำวันที่เราเห็นกันในทุกส่วนของสังคมก็เป็น การสู่การทำลายทรัพยากรธรรมชาติ ปัญหาเหล่านี้สัมพันธ์กันหมด หรือว่าความมักง่าย เน้นสะดวกสบาย ขาดวินัย นำไปสู่การไม่เคารพกฎหมาย สังคมไทยเราไม่ได้ขาดกฎหมายที่ดี ที่จริงเรามีกฎหมายมากมาย ครบถ้วนมากกว่าหลาย ๆ สังคม แต่ว่าทำไมมีการละเมิดบ่อย ทั้งนี้เป็นเพราะว่ามีค่านิยมที่มองว่าไม่เป็นไร ละเมิดเล็กละเมิดน้อยไม่เป็นไร และที่น่าสนใจ กว่านั้นก็คือว่าผู้ที่ละเมิดก็ยังไม่ถูกสังคมลงโทษอีกด้วย อันนี้เป็นอะไรที่ทำให้ตอกย้ำ ความที่สังคมประชาชนมองว่ากฎหมายไม่ศักดิ์สิทธิ์
นอกจากนี้แล้วเราจะไม่สนใจในเรื่องถูกหรือผิด หรือความเสื่อมทางคุณธรรม และจริยธรรม ปัญหาเหล่านี้ส่งผลต่อประเทศไทยอย่างไรบ้าง ทั้งหมดนี้จะทำให้เราเห็นภาพ ของสังคมไทยที่มีทุจริตคอร์รัปชันเยอะ ประชาธิปไตยไม่พัฒนา ทำลายสิ่งแวดล้อม ความไม่เป็นธรรมเกิดขึ้นและความเหลื่อมล้ำมีมากมาย ขาดระเบียบวินัย ไม่เคารพกฎกติกา ต่าง ๆ และยังพาไปถึงความรู้สึกที่ลุ่มหลงในวัตถุนิยมด้วย ดิฉันเห็นว่าความจำเป็นที่จะต้อง ปลูกฝังคุณค่า ค่านิยม เป็นเรื่องสำคัญมาก จึงจะขออนุญาตฉายคลิป (Clip) สั้น ๆ ให้ดูว่า ในต่างประเทศเขามีการทดลองว่าการปลูกฝังความคิดบางอย่างในตัวเด็กเล็ก ๆ นี่เป็นเรื่องยาก แต่คลิปอันนี้น่ารักมาก แล้วก็มีแค่ ๒ นาที ขอฉายให้ดูนิดหนึ่ง แล้วเราจะคุยกันต่อ
(เจ้าหน้าที่ได้ทำการเปิดคลิปภาพ)
เป็นงานทดลองวิจัยที่สำคัญเรียกว่า มาร์ชแมลโล เทสท์ (Marshmallow test) ที่เขาเอาให้เด็กดูว่าจะอดกลั้นได้ไหม
ท่านสมาชิกคะ อันนี้เป็นตัวอย่าง เด็กเล็ก ๆ งานวิจัยชี้ให้เห็นว่าการที่จะ อดทนเพื่อที่จะอดเปรี้ยวไว้กินหวานไม่ใช่เรื่องง่าย เช่นเดียวกันการบ่มเพาะเรื่องราวต่าง ๆ ในจิตใจของเด็กตั้งแต่เด็กนี่เป็นเรื่องยาก แต่ก็คงต้องมี ควรจะมีการพยายามทำ เพราะว่า วัยเด็กนี่เป็นช่วงที่มีความสำคัญที่จะปลูกฝังจิตสำนึกต่าง ๆ ให้กับเด็ก ถ้าเรามาพิจารณา ต่อไปคุณค่าของมนุษย์ในทัศนะพุทธศาสนา และปรัชญามนุษยนิยมของต่างประเทศ ของทางตะวันตกไม่ได้ห่างไกลกันมาก มีความใกล้ชิดคล้ายคลึงกันมาก เพราะต่างจะคิดว่า มนุษย์นี้ไม่ใช่มนุษย์สามารถจะพัฒนาได้ มนุษย์มีความประเสริฐบางอย่าง มนุษย์สามารถ เรียนรู้ได้ แล้วก็ถ้าเราเรียนการบริหารเราจะเคยอ่านของ อับราฮัม มาสโลว์ ที่ว่ามนุษย์นั้น มีความต้องการในขั้นต่าง ๆ ตั้งแต่ความต้องการพื้นฐานไปถึงอยากจะทำความดี หลาย ๆ ทฤษฎี ก็เน้นเรื่องนั้น มนุษย์นี่เป็นส่วนหนึ่งของสังคมและธรรมชาติ มนุษย์มีพลังความคิดสร้างสรรค์ มนุษย์มีศักยภาพในการพัฒนา มนุษย์เป็นโครงสร้างพื้นฐาน ของการพัฒนา สิ่งเหล่านี้ตรงกับฝ่ายพุทธเลย ซึ่งเราเห็นว่าไม่ว่าจะท่านพุทธทาส ท่านสมเด็จ พระสังฆราช หรือว่าท่านปยุตโต ทั้งหมดนี้พูดไว้เกี่ยวกับเรื่องมนุษย์ที่มีอะไรที่คล้ายกันมาก ดิฉันก็ขออนุญาตผ่านไปว่าความสัมพันธ์ระหว่างคน สังคม และธรรมชาติ วนเวียนกันไป บรรทัดฐานสังคม ทำให้เกิดค่านิยม ค่านิยมก็เป็นตัวจรรโลงคุณธรรม จริยธรรมเป็นการ แสดงออกของคุณธรรมนั้น การปฏิบัติ กฎหมายก็เป็นอีกตัวหนึ่ง ทั้งหมดคน สังคม ธรรมชาติ มีความสัมพันธ์โยงเกี่ยวกันอย่างใกล้ชิด และถ้าเรามาดูถึงกลไกการกำกับพฤติกรรมมนุษย์ เราจะเห็นว่าเป็นเหมือน ๓ ระดับ
ขั้นที่ ๑ คือ กฎหมาย กฎระเบียบ ที่มีผลบังคับใช้ มีการลงโทษได้ตามกฎหมาย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นกฎหมาย กฎระเบียบ ไม่สามารถจะบังคับพฤติกรรมทุกเรื่องหรือว่าอะไรทุกอย่าง ในชีวิตของมนุษย์เราได้
ถึงมีขั้นที่ ๒ คือค่านิยมและบรรทัดฐานของสังคม ซึ่งเป็นสิ่งที่เราหล่อหลอม เรียนรู้มาตั้งแต่ในวัยเด็ก เพราะว่าเริ่มตั้งแต่พ่อแม่ไปจนถึงโรงเรียนที่จะจรรโลงสอนเรา ให้เคารพกฎ บรรทัดฐานทางสังคม การลงโทษนั้นคือลงโทษทางสังคม ซึ่งจริง ๆ แล้ว ในหลาย ๆ สังคมก็เห็นว่าขั้นที่ ๒ นั้นสำคัญกว่าขั้นที่ ๑ ด้วยซ้ำไป กฎหมายคือพื้นฐาน ทุกคนจะต้องรู้ เข้าใจ มีการลงโทษ แต่ว่าขั้นที่ ๒ มีพลังสูงเพราะสังคมจะเป็นฝ่ายลงโทษ
แต่ที่สำคัญที่สุดคือคุณธรรมประจำใจขั้นที่ ๓ อันนี้มาจากการหล่อหลอม กล่อมเกลาปลูกฝังในจิตสำนึกลึก ๆ ของคนที่ทำให้มนุษย์เราจะไม่ละเมิดกติกาต่าง ๆ เราจะไม่ทำความไม่ดี เพราะเราเองจะเป็นตัวที่กำหนดไม่ให้เกิดไม่ทำความไม่ดี เพราะว่า เราจะรู้สึกผิดและรู้สึกเสียใจ เป็นขั้นลำดับที่เราน่าจะมีการพัฒนาให้ถึงระดับนั้น
ทีนี้เรามาดูในเป้าหมายการพัฒนาระบบค่านิยมคุณธรรมและจริยธรรม การพัฒนาคนในมิติเป็นพลเมืองที่ดีมีคุณธรรมนั้นสำคัญยิ่ง แต่เราก็ควรจะพัฒนาให้คนเป็น มนุษย์ที่ดีและมีความสมบูรณ์ด้วย พลเมืองที่ดีจะเคารพสิทธิมนุษยชน ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หน้าที่ของพลเมือง มีสิทธิเสรีภาพ และมีความรับผิดชอบ มีจิตสาธารณะ อันนี้เป็นพื้นฐาน และมีอื่น ๆ แต่อันนี้คือพื้นฐาน ส่วนความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์นั้นเรามีคุณธรรม จริยธรรม มีคุณค่าและความหมายของชีวิต ต้องมี ไม่ใช่อยู่ไปวัน ๆ เรื่อยเปื่อย เรื่อยเจื้อยไปเรื่อย แต่ว่ามีการสำนึกถึงคุณค่าและความหมายของชีวิต และรู้จักใช้เหตุและผลในความคิด ในการตัดสินใจและแสวงหา สร้างสรรค์ในเชิงสุนทรี เพราะฉะนั้นไม่ว่าศิลปวัฒนธรรม วรรณกรรมอะไรเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เราเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์และมีจิตสำนึกในเชิงบวก ต่อเพื่อนมนุษย์และธรรมชาติสิ่งแวดล้อม อันนี้สำคัญเพราะมนุษย์ที่สมบูรณ์จะไม่ล่วงละเมิด ธรรมชาติ จะเคารพธรรมชาติและอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างสมดุลและมีคุณภาพ เพราะฉะนั้น ในช่วงต่อไปเราจะมาพูดถึงคนกับวาระการปฏิรูป เราพยายามจะสกัดบางประเด็นของ วาระการปฏิรูปออกมาเพื่อให้เห็นว่ามันสัมพันธ์กันอย่างไร ว่าค่านิยม คุณธรรม จริยธรรม สัมพันธ์กันอย่างไร มี ๓๖ วาระ
ขอไปต่อเลย ค่านิยมที่ควรปรับแก้และเป็นอุปสรรคต่อการปฏิรูปในเรื่องของ ทุจริตคอร์รัปชันเราจะเห็นว่าเรื่องระบบอุปถัมภ์ แน่นอนการที่เราเลือกพรรคพวกตัวเอง เลือกที่รักมักที่ชัง ช่วยพรรคพวกตัวเองนั่นคือผลพวงของระบบอุปถัมภ์ทั้งหลาย การรวม ศูนย์อำนาจมาก ๆ หรือว่าการยึดประโยชน์และความสัมพันธ์ส่วนตัวเป็นตัวตั้ง ทั้งหมดนี้ ก่อให้เกิดทุจริตคอร์รัปชัน ยังไม่รวมถึงความโลภและกิเลส แต่อันนี้คือหลัก เพราะฉะนั้น ในการป้องกันทุจริตจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเข้าใจถึงว่าค่านิยมที่ไม่พึงประสงค์เหล่านี้ จะต้องปรับแก้อย่างไร รวมทั้งการเข้าสู่อำนาจของระบบพรรคการเมืองก็มีส่วนสัมพันธ์กับ เรื่องรวมศูนย์อำนาจ เรื่องอะไรต่าง ๆ การตรวจสอบอำนาจหรือกิจการตำรวจที่เรากำลังจะ ปฏิรูปอยู่ ทั้งหมดนี้มันมีส่วนสัมพันธ์โยงเกี่ยวกับการยึดประโยชน์ส่วนตัว ยึดความสัมพันธ์ ส่วนตัว ทีนี้เงื่อนไขของคนในการปฏิรูปควรจะอะไร ก็คือเห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนรวม ความซื่อสัตย์ สุจริต เที่ยงธรรม ในการทำหน้าที่ คนไทยไม่โกง หรือว่าเลือกคนดีเข้าสภา สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ควรจะต้องปลูกฝังสร้างให้เป็นกระแสสังคม
ต่อไปคือการสร้างคนไทยที่สมบูรณ์ ค่านิยมที่เป็นอุปสรรค คือคนไทยจะ ไม่มีวันเป็นคนไทยที่สมบูรณ์ได้ถ้าเรามีระบบการเรียนการสอนที่สอนให้เรียนเพื่อคะแนน และเพื่อสอบ หรือเรียนเพื่อปริญญาแต่ไม่ใช่เรียนเพื่อความรู้ เรียนแบบท่องจำ ไม่ได้สอน ให้คิดและวิเคราะห์ ถ้าเรายังเป็นอำนาจนิยม ไม่เน้นคุณภาพหรือมาตรฐาน แต่เน้น แต่ปริญญาบัตรอะไรต่าง ๆ ซึ่งค่านิยมปัจจุบันนี้เป็นอย่างนั้นจริง ๆ เพราะฉะนั้นมันสัมพันธ์ โยงเกี่ยวกับระบบการจัดการศึกษา ระบบการเรียนรู้ของประชาชนในทุกระดับ ตรงนี้เป็นอะไร ที่การปฏิรูปควรจะต้องคำนึงถึง และในมิติของปฏิรูปศิลปวัฒนธรรม ค่านิยมที่ไม่พึงประสงค์ คือขาดการปลูกฝังคุณค่าของศิลปวัฒนธรรมจริง ๆ เราไปมองคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรม โดยไม่มีการคิดลึกจริง ๆ ว่าคืออะไร ถึงได้ถูกฉาบฉวยกระแสต่าง ๆ เคป๊อบ (K-pop) หรือว่า อะไรนำพาไป อะไรที่คิดว่าโก้และสวยงามก็ไปหมด แต่ไม่ได้มีการวิเคราะห์ คิดลึกจริง ๆ ขาดพื้นที่และกลไกหนุนเสริมการผลิตงานด้านศิลปวัฒนธรรมที่เห็นว่าไม่สำคัญ ค่านิยม ที่ไปตามกระแสธุรกิจตลาดอะไรต่าง ๆ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้มันเจอค่านิยมที่พึงประสงค์ ที่จะทำให้เงื่อนไขของคนในการปฏิรูปเรื่องวาระนี้ ในเรื่องของสร้างคนที่สมบูรณ์ อาจจะ มีการต้องปลูกฝังรักเพื่อนมนุษย์ มีสุนทรียภาพ คำนึงถึงธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รักศิลปวัฒนธรรมและรักความเป็นไทย ความเป็นไทยที่คุยกันในชุดอนุกรรมาธิการของเรา ไม่ได้หมายถึงว่าจะต้องมีศิลปวัฒนธรรมบางอย่างบางเรื่องต้องแต่งไทย หรืออะไรอย่างนั้น ไม่จำเป็น อันนั้นด้วย แต่ว่าต้องพยายามสกัดเอาคุณงามความดีของวัฒนธรรมออกมาจริง ๆ แล้วความที่เป็นไทยนั้นก็ไม่ได้แปลว่าเราจะคลั่งชาติ รักชาติแบบลืมหูลืมตาไม่ขึ้น ทุกอย่าง ตั้งอยู่บนเหตุและผล และเป็นการที่จะพยายามมองว่าทำอย่างไร ทำอย่างไรที่เราจะสกัด เอามิติ อย่างเช่นความเอื้ออาทรของคนไทยที่เป็นจุดแข็งของสังคมไทยจริง ๆ เอื้ออาทร ที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของว่าเลือกที่รักมักที่ชัง ซึ่งผิดกับระบบอุปถัมภ์ ระบบอุปถัมภ์ เลือกที่รักมักที่ชังจะต้องเป็นนายของฉัน ลูกน้องของฉัน แต่ว่าในเอื้ออาทรนี้กับเพื่อนมนุษย์ ร่วมกัน สิ่งเหล่านี้เป็นจุดแข็งหลายอย่างทางวัฒนธรรมที่น่าจะมีการจรรโลงและนำมา เผยแพร่ต่อ
ทีนี้ต่อไปคือความเหลื่อมล้ำทางสังคม ในอาเจนดา (Agenda) นี้ ในวาระนี้ ค่านิยมที่ควรปรับแก้ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการปฏิรูปคือเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว ขาดจิตสาธารณะ อยู่แบบตัวใครตัวมัน ไม่รับผิดชอบต่อส่วนรวมและความต้องการและโลภอย่างไร้สติ มนุษย์เรามีความโลภกันทั้งนั้น แต่ว่าถ้าไม่มีขอบเขตและไร้สติก็นำไปสู่การที่จะไขว่คว้า ทุกอย่าง ละเมิดคนอื่นเขา มีเท่าไรก็ไม่พอ เพราะฉะนั้นตรงนี้ดิฉันคิดว่ามันเป็นอะไรที่เรา จะต้องเน้นและขจัด การผูกขาดและการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม ที่เราคุยกันในกลุ่มเศรษฐกิจ หรือช่องว่างทางเศรษฐกิจและสังคมที่ยิ่งกว้างมากขึ้นเรื่อย ๆ ส่วนหนึ่งมาจากค่านิยมที่ว่านี้ หรือโครงสร้างภาษีที่เราอยากจะเปลี่ยน การถือครองที่ดินที่เราต้องการจะปรับเปลี่ยน มีส่วนมาจากเรื่องของตัวใครตัวมัน เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวเลยที่เราได้พูดกันมาแล้ว เพราะฉะนั้นทางอนุกรรมาธิการก็คิดว่าค่านิยมที่พึงประสงค์ที่ควรจะเน้นและปลูกฝังก็คือ ต้องมีจิตสาธารณะ ต้องมีจริยธรรมทางธุรกิจ ซึ่งทางภาคธุรกิจก็เน้นในยุคนี้ มีทั้งซีเอสอาร์ (CSR) มีทั้งโซเชียล เอ็นเตอร์ไพรส์ (Social enterprise) อะไร ซึ่งเป็นทิศทางที่ไปในทางที่จะ มองว่าธุรกิจจะมีจริยธรรมได้อย่างไร ความเป็นธรรมทางสังคม ซึ่งเป็นจุดอ่อนมากของสังคมไทย ที่เราไม่ค่อยได้พูดคุยกัน
ค่านิยมที่พึงประสงค์อีกอันคือเรื่องเกี่ยวกับที่ดิน โครงสร้างภาษีคือมีจิตสาธารณะ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อผู้ที่อ่อนแอกว่าเรา ยกย่องคนจ่ายภาษี รังเกียจคนเลี่ยงภาษี ตอนนี้ เราอาจจะยกย่องคนเลี่ยงภาษีด้วยซ้ำไปว่าเขาเก่ง แต่จริง ๆ แล้วมันต้องกลับกัน แล้วก็สนใจ และเน้นความเป็นธรรมทางสังคม
ทีนี้ความมั่งคั่งและขีดความสามารถของประเทศ ค่านิยมที่ควรปรับแก้ และเป็นอุปสรรคคือเรารักสนุก อันนี้งานวิจัยเราสกัดมาจากตั้งแต่นักวิชาการในอดีต อย่างโปรเฟสเซอร์เฮอร์เบิร์ต ฟิลลิปส์ จอห์น เอ็มบรี ตั้งแต่ฝรั่งมองเรา เรามองตัวเราเอง งานวิจัยที่มองมา ความรักสนุกไม่ใช่เรื่องไม่ดี แต่ว่ารักสนุกจนรักสบายเกินควร ไม่นิยม ทำงานหนัก รวมทั้งไม่รับผิดชอบ กลัวความผิด เพราะฉะนั้นไม่รับผิดชอบ ไม่ต้องการที่จะ รับผิดชอบอะไร ไม่ชอบคิด ไม่ใช้หลักเหตุผล ลักษณะเหล่านี้ทำให้เราเกิดปัญหามาก โดยเฉพาะถ้าเราจะมองในเรื่องของนิว โกรธ เอ็นจิน (New growth engine) ทำอย่างไร ในวาระวิสัยทัศน์ของเราที่พูดถึงว่าทำอย่างไรจะขับเคลื่อนต่อไปได้ พลังของการขับเคลื่อน สร้างสรรค์ใหม่จะมีอะไร การสร้างสังคมผู้ประกอบการเราจะทำอย่างไร หรือว่าต่อไป เราไม่สามารถจะอยู่แบบเดิม เราต้องมีเซ็นเตอร์ ออฟ เอคเซลเลนซ์ (Center of excellence) แหล่งของความเป็นเลิศในสังคมเพื่อที่จะแข่งขันกับเศรษฐกิจในโลกใหม่ที่ไม่ใช่เศรษฐกิจ ฐานผลิตแบบเดิม เราจะทำอย่างไร ตรงนี้ล่ะที่เรามองว่าค่านิยมที่พึงประสงค์ในเงื่อนไข ของคนในการปฏิรูปนั้นเราต้องพูดถึงจริยธรรมผู้ประกอบการ การรับผิดชอบต่อสังคม ไม่เอาเปรียบผู้บริโภค อันนี้ต้องปลูกฝังเข้าไปในจิตสำนึกเลย หรือว่าปลูกฝังแล้วอาจจะยัง ไม่ได้ผลก็ต้องมีการเนม แอนด์ เชม (Name and shame) ทำให้อาย ทำให้อะไรต่าง ๆ มีการลงโทษทางสังคม บางครั้งกฎหมายไปไม่ถึงก็ต้องใช้มาตรการอื่น
ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ หนักเอาเบาสู้ นิยมทำงานหนัก อันนี้ดิฉันเชื่อว่า เป็นค่านิยมที่จำเป็นมากสำหรับสังคมไทยในยุคปัจจุบัน ไม่ใช่ฉาบฉวย ขอไปที ทำง่าย ๆ เอาอะไรก็ได้ คนทำงานหนักเป็นคนเชย แม้กระทั่งคำไทยที่เราว่าคนทำงานหนักว่า บ้างาน สะท้อนให้เห็นเลยว่าเราไม่ได้ส่งเสริมการทำงานหนัก มองว่าคนทำงานหนักนั้นใกล้จะ วิกลจริตแล้วใช่ไหมคะ ตรงนี้ล่ะ ดิฉันคิดว่าเราจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องกลับกัน มองประเทศอื่น อย่างประเทศเพื่อนบ้านเราประเทศเวียดนามนี่เขาเน้นทำงานหนัก มองในหลาย ๆ ประเทศ เน้นทำงานหนัก ทำงานหนัก แต่ของเรานี่เราชอบอยู่สบาย สบาย ๆ ไม่ต้องทำงานหนัก คนทำงานหนักคือบ้างาน
ทีนี้อย่างไรก็ตามแต่ ความสามารถในการมองอย่างเชื่อมโยง นอกบริบท ตนเองก็สำคัญ อันนี้เป็นค่านิยมอันหนึ่งที่เราจะต้องคิดอะไรนอกเหนือตัวเอง ดิฉันเป็นคนที่สนใจ ยกตัวอย่างเรื่องของสตรี เรื่องของอะไร หลายคนถามดิฉันว่าคุณได้เปรียบ คุณก็ดีอยู่แล้วนี่ มีการศึกษาดี มีอะไรดี ฐานะดี ทำไมต้องไปห่วง ดิฉันบอกดิฉันไม่ได้ห่วงตัวดิฉันเอง แต่ว่า เราต้องมองข้ามออกจากตัวเราเองไปมองคนอื่นในสังคมที่เขาขาดโอกาส เสียโอกาส อันนี้เป็นประเด็นที่ดิฉันคิดว่าต้องพัฒนาจิตสำนึกเหล่านี้ให้กับคนไทย หรือตั้งใจมุ่งมั่น เพื่อความสำเร็จและความเป็นเลิศ เราต้องไม่ฉาบฉวย ว่าอย่างนั้นเถอะ ตั้งใจจริง เอาจริงเอาจัง
โครงสร้างพื้นฐานทางปัญญาและนวัตกรรม เรื่องต่อไป ค่านิยมที่เป็นอุปสรรค คือขาดการวิเคราะห์ข้อเท็จจริง อนุกรรมาธิการชุดเราคุยกันเยอะเลยค่ะเรื่องนี้ว่าทำไม เราไม่ค่อยวิเคราะห์อะไรลึก ๆ จริง ๆ ทำไมเราเชื่อโดยปราศจากการไตร่ตรอง ทำไม เราไม่ชอบคิด ไม่ใช้หลักเหตุผล ทำไมเราฉาบฉวย สิ่งเหล่านี้สัมพันธ์กันหมดกับการ ที่เรื่องระบบวิจัยในสังคมที่ยังแข่งกับคนอื่นเขาไม่ค่อยได้ เพราะว่ามันขาดความลึก ลุ่มลึก ขาดเงินทองซัพพอร์ต (Support) ด้วยแน่นอน แต่ว่ามีส่วนหนึ่งคือขาดความเอาจริงเอาจัง ระบบวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีต้องการความเอาจริงเอาจัง เพราะฉะนั้นค่านิยม ที่พึงประสงค์ที่จะเชื่อมโยงกับการปฏิรูปให้ดีขึ้น ก็คือต้องมีการคิดวิเคราะห์โดยการใช้เหตุผล ใช้ตรรกะ ใช้เหตุผลอย่างจริงจังลึกซึ้ง ไม่ใช่ฟังใครมาก็เล่าต่อกันไป ตามการวิเคราะห์ เชิงมานุษยวิทยา เรารู้ว่าสังคมไทยเป็นสังคมที่เป็นออรัล เทรดิชัน (Oral tradition) คือว่า เราบอก การบอกเล่านั้นเป็นเรื่องสำคัญ แต่ว่าถ้าเราจะบอกเล่าไปเรื่อยแล้วฟังกันง่าย ๆ โดยไม่ใช้เหตุและผล มันก็มีการบิดเบือนข้อเท็จจริงมากมาย ทำให้สังคมไม่เข้มแข็ง เราต้อง ตั้งใจศึกษาจริง รู้ลึก รู้จริง เพราะว่าความคิดสร้างสรรค์ทางนวัตกรรมมันมาจากการที่จะต้อง เอาจริงเอาจัง แต่สังคมต้องเปิดโอกาสด้วย ให้มีการฟูมฟักอภิบาลนวัตกรรม คนที่กล้าคิด กล้าทำอะไรต่าง ๆ ต้องมีพื้นที่และมีบรรยากาศของการเกื้อหนุนให้กล้าคิด กล้าสร้างสรรค์ และความอดทน มานะ เพียรพยายามก็เป็นเรื่องสำคัญ ไม่ใช่ทำอะไรหน่อยเหนื่อยก็ไม่เอา ฝรั่งถามดิฉันว่าทำไมพอเรากลับบ้าน เด็กกลับบ้านจากโรงเรียน พ่อแม่ก็ถามว่าเหนื่อยไหม เหนื่อยไหม คนกลับมาบ้านจากทำงานก็ถามว่าเหนื่อยไหม เรื่องเหนื่อยทำไมมันสำคัญนัก มานั่งคิด ดิฉันนั่งคิด ๆ ไปถึงจริงนะ เพราะเรามองว่าทุกอย่างควรจะสบาย ๆ ไม่ควรจะยาก ความเพียรพยายามมานะนี่ มันมีน้อย เพราะเรามองอย่างนั้น แล้วเราต้องกล้าทดลองและเรียนรู้จากการปฏิบัติ การทดลอง เป็นเรื่องที่ทดลองทุกอย่างในชีวิตประจำวันในเรื่องอะไรต่าง ๆ ต้องกล้าเสี่ยง กล้าทดลอง แต่ว่าบนหลักของเหตุผล ทีนี้มาถึงการบริหารจัดการภาครัฐ ดิฉันคิดว่าค่านิยมที่ควรปรับแก้ และเป็นอุปสรรคต่อการปฏิรูปคือเรื่องอำนาจนิยม ระบบอุปถัมภ์ ไม่ใฝ่รู้ ไม่เอาจริง ไม่เปิดกว้าง รับความเปลี่ยนแปลง สิ่งเหล่านี้ทำให้บั่นทอนประสิทธิภาพและคุณภาพของการบริหารงาน ภาครัฐ กลไกใหม่ที่ไม่ใช่ภาครัฐก็ไม่เกิดขึ้นถ้าเราไม่เปิดใจกว้างและไม่ยอมรับ เราจะตั้ง องค์กรใหม่ขึ้นมาอีกกี่องค์กร แต่ถ้าคนเป็นเหมือนเดิม ความคิดเดิม ระบบบริหารจัดการ วนเวียนอยู่ในระบบเดิม มันก็จะไม่เกิดประโยชน์จริง ๆ เพราะฉะนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้อง ปรับโครงสร้าง อำนาจส่วนกลาง ภูมิภาค โดยทั้งหมดต้องคิดใหม่ แล้วก็ทำด้วยวิธีใหม่ ค่านิยมที่พึงประสงค์ในเงื่อนไขของคนในการปฏิรูปคือยอมรับความสัมพันธ์ในแนวราบ ไม่ใช่ความสัมพันธ์แบบเดิมที่เป็นแนวตั้งจากบนสู่ล่าง ล่างขึ้นบน แนวราบในฮอริซอนทอล (Horizontal) ที่เห็นคนอื่นร่วมมือกันได้ เป็นเน็ตเวิร์ก ออร์แกไนเซชัน (Network organization) มากกว่าไฮอะราคิเคิล (Hierarchical) ที่เป็นแนวตั้ง แล้วเรื่องของความซื่อสัตย์สุจริตก็สำคัญ การทำงานแบบมีส่วนร่วมการเอาประชาชนและงานเป็นตัวตั้ง เราไม่ได้ใส่ใจในเรื่องเหล่านี้ บริหารงานราชการที่เฟล (Fail) มาเยอะ ล้มเหลวมาเยอะเพราะว่าเราเอาความสะดวกสบาย และผลประโยชน์ของผู้ทำงานเป็นตัวตั้ง แต่ไม่ได้มองในเรื่องผลประโยชน์ของคนที่รับบริการ และสังคมเป็นตัวตั้ง ดิฉันจะขอผ่านไปว่าเราตกลงกันในกลุ่มกรรมาธิการว่าเราจะพรีเซ็นต์ (Present) สั้นที่สุด เพราะรายงานเราค่อนข้างยาวแล้วยังไม่ใช่ฉบับสุดท้าย เราจะขอให้ไปอ่าน จากตรงโน้น แต่ในส่วนของสื่อมวลชน ทรัพยากรธรรมชาติอะไรต่าง ๆ ดิฉันไปเร็วนิดหนึ่ง สื่อมวลชนนี้เราก็พูดถึงว่าขาดการวิเคราะห์โดยใช้หลักเหตุและผล เชื่ออะไรง่าย ๆ อันนี้ เป็นปัญหาอุปสรรคค่านิยมที่ไม่ใช่ประชาชนอย่างเดียว ผู้ที่อยู่ในสื่อบางคนก็เป็นอย่างนั้น เขียนอะไรไม่ทราบ จับแพะชนแกะ วิเคราะห์โดยไม่มีการเชื่อมโยงอะไรอย่างลึกซึ้งแล้วคนไทย ไม่ชอบคิด ฉาบฉวย แล้วยังแถมมีธุระไม่ใช่ เราไม่สนใจเรื่องของชาวบ้าน เรื่องคนอื่น เราถูกสอนมาตั้งแต่เด็ก อย่าแกว่งเท้าหาเสี้ยน ให้เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ทั้งหมดนี้สอนให้ เราไม่ค่อยใส่ใจในเรื่องของส่วนรวม ความไม่ได้รับผิดชอบในวิชาชีพเป็นเหตุผลหนึ่ง ของสื่อบางส่วนที่ก่อปัญหา การกำกับดูแลสื่อ สิทธิเสรีภาพบนความรับผิดชอบนี้ ทางสื่อเขาได้พูดไปแล้ว เราจะไม่พูดกันอีกเยอะ แต่ว่าในมิติของหรือป้องกันการแทรกซึมสื่อ ทั้งหมดนี้มันจะต้องมาจากค่านิยมของจริยธรรมของสื่อมวลชน ความรับผิดชอบของสื่อ ความกระตือรือร้นในการสนับสนุนและตรวจสอบของประชาชน ประชาชนคิดวิเคราะห์ โดยใช้หลักเหตุและผล สื่อจะไม่ดีขึ้นมากถ้าสังคมไม่แคร์ (Care) ไม่สนใจ ไม่ติดตาม ไม่ตรวจสอบ และไม่ได้ทำให้สื่อต้องแอคเคาทะเบิล (Accountable) ต้องรับผิดชอบ ต่อสังคม เพราะฉะนั้นในสังคมประชาธิปไตยให้รัฐบาลทำก็ไม่ได้ สื่อเองต้องเป็นกลไกตัวหลัก และประชาชนต้องช่วยเสริมหนุน
ทีนี้มาในประเด็นต่อไปคือเรื่องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ค่านิยม ที่ควรปรับแก้และเป็นอุปสรรคต่อการปฏิรูป คือรักสนุก รักสบาย ไม่วางแผนป้องกันปัญหา ระยะยาว ขาดจิตสาธารณะ ทั้งหมดนี้ทำให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ถ้าเราจะดูวาระของเราในสภานี้ เราพูดถึงภัยพิบัติทางธรรมชาติ ภาวะโลกร้อน ถ้าเรารักสนุก สบาย เราก็ไม่สนใจ จะใช้อะไร ก็ใช้ไป ไม่มีการช่วยกันดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม เตรียมการเพื่อรับมือกรุงเทพฯ จมหรือว่า ระบบการบริหารจัดการทรัพยากร ไม่มีความเอาจริงเอาจัง ต้องมีจริยธรรมทางสิ่งแวดล้อม มีจิตสาธารณะ และที่พึงประสงค์คือมองไปข้างหน้าและคิดอย่างยาวไกล งานวิจัยหลายอย่าง บอกว่าคนไทยไม่ชอบวางแผนล่วงหน้าและไม่ต้องการมองการณ์ไกล เพราะเราเป็นคนเก่ง ในเชิงปฏิบัตินิยม ถ้ามีปัญหาเกิดขึ้นเราแก้ไขดีแต่เราไม่อยากวางแผน อันนี้อาจจะต้องปรับ และในโลกยุคใหม่เราต้องวางแผน มองไปการณ์ไกลเพราะว่าปัญหาที่รุมเร้าเรามีเยอะ รวมทั้งปัญหาทางสิ่งแวดล้อมด้วย ของคณะกรรมาธิการปฏิรูปค่านิยม ศิลปะ วัฒนธรรม จริยธรรมและการศาสนา เมื่อวานคณะอนุกรรมาธิการอีกชุดได้พูดไปแล้ว ดิฉันจะขอข้ามไป โดยจะพูดว่าการที่เชื่อถือในศาสนา ค่านิยมที่พึงประสงค์ก็คือต้องเหลื่อมใสโดยไตร่ตรอง พินิจพิเคราะห์ตามหลักเหตุผลโดยไม่งมงาย ความงมงายก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สังคมมีปัญหา ค่านิยมที่ควรปรับแก้เกี่ยวกับแรงงานข้ามชาติ โดยเฉพาะในการผลิตปัจจุบันและอนาคตเราต้องพึ่งแรงงานข้ามชาติ แต่ว่าเราเคารพ สิทธิมนุษยชนเขาไหม เราไม่เคารพสิทธิมนุษยชนของเขา ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และ ความเป็นธรรมที่ให้กับแรงงานข้ามชาติมีมากน้อยเพียงใด ตรงนี้ต้องมีการพลิกฟื้น ปรับพลิก สิ่งเหล่านี้ให้เคารพสิทธิมนุษยชน และปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเป็นธรรมและมีเมตตาธรรม ทีนี้วัตถุประสงค์ในการพัฒนาก็คือเราต้องการที่จะพัฒนาระบบค่านิยมคุณธรรม จริยธรรม ปรับแก้ค่านิยมที่ไม่พึงประสงค์ แล้วทำอย่างไรจะปลูกฝังค่านิยมที่พึงประสงค์และส่งเสริม คุณธรรม จริยธรรม ทำได้ เพราะหลายคนจะบอกว่ามันทำยากเป็นเรื่องนามธรรม เดี๋ยวเรา จะฟังจากอีกท่านหนึ่ง ดอกเตอร์กนกกาญจน์จะเป็นคนพูดให้ฟัง และดอกเตอร์สมชาติ จะพูดถึงว่าทำอย่างไรที่จะรณรงค์โดยใช้สื่อ
แต่ก่อนที่ดิฉันจะจบขอพูดในเรื่องของค่านิยมที่ควรปรับแก้ เราแบ่งค่านิยม ที่ควรปรับแก้ดิฉันพูดไปเยอะ มามองว่าค่านิยมที่ส่งผลต่อส่วนรวมเราจะแบ่งค่านิยมที่ส่งผล ต่อส่วนรวมเป็นกลุ่มหนึ่ง ค่านิยมที่ทำให้สังคมน่าอยู่เป็นอีกกลุ่มหนึ่ง ค่านิยมที่จะช่วยสร้าง ความสำเร็จก้าวหน้าเป็นอีกกลุ่มหนึ่ง แล้วก็ค่านิยมที่มีลักษณะเป็นอุดมการณ์แห่งชาติ ค่านิยมที่เป็นสากล และค่านิยมที่สร้างความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ทั้งหมดมี ๖ ประเภท ของค่านิยมที่เราคิดว่าควรจะมีการคุยกัน ถกกัน ปลูกฝัง จรรโลงในสังคมไทย อย่างเช่น เรื่องค่านิยมที่มีผลต่อส่วนร่วมเรื่องจิตสาธารณะ ซื่อสัตย์ สุจริต กระทำอย่างรับผิดชอบ ยึดประโยชน์ส่วนรวม รักความเป็นธรรม มีระเบียบวินัยและเคารพกฎหมาย จะทำให้มีผลดี ต่อส่วนรวม ค่านิยมที่ทำให้สังคมน่าอยู่คือความมีน้ำใจ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แบ่งปัน แบ่งปันนี่ สำคัญมาก ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระเจ้าอยู่หัวก็ได้พูดถึงมิตินี้ การดำรงตน ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ดิฉันคิดว่าเป็นเข็มทิศที่ชี้ทางให้คนเราเดินทางไปในชีวิตที่ดี ทำให้สังคมน่าอยู่ ค่านิยมที่ช่วยสร้างความสำเร็จก้าวหน้า อันนี้สำคัญมากต้องปลูกฝังเยอะ ไม่ได้เรียนเพื่อสอบ เรียนเพื่อปริญญา แต่ทำอย่างไรให้คนไทยใฝ่หาความรู้ เพียรพยายาม ตั้งใจ เอาจริงเอาจัง มีมานะอุตสาหะ ค่านิยมที่มีลักษณะอุดมการณ์แห่งชาติคือรักความเป็นไทย แต่ไม่ใช่หลงใหลงมงายโดยที่ไปใช้ความเป็นไทยไปดูหมิ่นดูถูกคนอื่น แต่สกัดเอาประเด็นที่ดี ของคนไทยออกมา ค่านิยมที่เป็นสากลอันนี้สำคัญในโลกยุคใหม่จะขาดสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ คำนึงถึงสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ให้คุณค่าที่จรรโลงความเป็นมนุษย์ อินคลูซีฟเนส (Inclusiveness) มองทุกคนมีโอกาสมีสิทธิเท่าเทียมกันและอื่น ๆ ค่านิยม ที่สร้างความเป็นมนุษย์ที่ดี จรรโลงศิลปะ ดนตรี สุนทรียศาสตร์ วรรณกรรมอะไรต่าง ๆ และความสมดุลในชีวิต
เพราะฉะนั้นค่านิยมที่สร้างความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ก็จะมีมิติต่าง ๆ ตามที่ เห็นนี่ ประเด็นของการปฏิรูปก็คงจะจบด้วยตรงนี้ ส่วนทฤษฎีเราเตรียมไว้ แต่ดิฉันคิดว่า อาจจะไม่ต้องคุย เพราะท่านอ่านในหนังสือคงได้ในรายงานของเรา ทฤษฎีจิตวิเคราะห์คิดว่า ของฟรอยด์ (Freud) ก็จะพูดเยอะในเรื่องของอิด (ID) อีโก (Ego) ซูเปอร์ อีโก (Superego) อะไรต่าง ๆ การทำอย่างไรให้ซูเปอร์ อีโก โตขึ้นมาให้มีการกำกับตัวเอง สอดคล้องกับวิธีการ ที่เราพูดถึงปลูกฝังจิตสำนึกของอีริค อีริคสัน ดิฉันนำมาใช้เรื่องมาสเทอรี ออฟ ดิ เอ็นไวรอนเมนท์ (Mastery of the environment) มีความสำคัญ เพราะดิฉันคิดว่ามันเป็นส่วนที่ทำให้ คนไทยเราเป็นอย่างเรา พ่อแม่โอบอุ้มอุ้มชูลูกหมด เลี้ยงอย่างไม่ให้เป็นตัวของตัวเอง ไม่กล้า ตัดสินใจ ทำให้เราไม่เก่ง โดยที่ในนามของการรักลูก แต่เป็นการรักลูกอย่างไม่ถูกทาง ส่วนทฤษฎีโคลเบิร์ก (Kohlberg) ก็คงให้อ่านในรายงานแล้วกัน เพราะว่าเกี่ยวกับการพัฒนา จริยธรรม คุณธรรมประจำใจ ทฤษฎีของอาจารย์ดวงเดือนเกี่ยวกับต้นไม้จริยธรรมก็เป็นอะไร ที่สำคัญ
ท้ายสุดสำหรับของตัวดิฉันเองอยากจะพูดถึงว่า ภาพใหญ่ของการที่เราคิดกัน ก็คือการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองทั้งในระดับโลกและระดับประเทศ เป็นปัจจัยใหญ่ที่เราต้องคำนึงถึง และเราก็มีวิกฤติการณ์ปัญหาของสังคมไทย และส่วนหนึ่ง ที่เรามีปัญหามากคือไม่ใช่ความผิดของคนไทยในปัจจุบัน แต่มันเป็นพันธนาการจากอดีต อะไรที่เราดูดซึม ซึมซับมาจากอดีตโดยไม่รู้ตัวทำให้เกิดค่านิยมต่าง ๆ ที่ไม่พึงประสงค์ ทีนี้เราจะทำอย่างไร กลไกการสร้างค่านิยมที่พึงประสงค์มีอะไรบ้าง กลไกและนโยบาย แห่งรัฐสำคัญ และกลไกการหล่อหลอมกล่อมเกลาทางสังคมก็สำคัญมาก เอเจนฺท์ ออฟ โซเชียลไลเซชัน (Agent of socialization) พ่อแม่ โรงเรียน สื่อ อะไรต่าง ๆ รวมทั้ง ทำอย่างไรจะให้มีกลไกสนับสนุนด้วย ทั้งหมดก็จะนำพาไปถึงที่เราต้องการสิ่งที่เราต้องการ ก็คือคนที่มีมิติต่าง ๆ ที่สมบูรณ์ ค่านิยมที่พึงประสงค์ อย่างเช่น การยืนหยัดในความถูกต้อง เที่ยงธรรม มีอินเทกริตี (Integrity) จิตสาธารณะ ความตั้งใจมุ่งมั่น ใฝ่เรียนรู้ กล้าทำจริง ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อคนอื่น การใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในการดำรงชีวิต รักความเป็นไทย เคารพสิทธิมนุษยชนและค่านิยมสากล รวมทั้งคุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์ เข้าใจถึงจุดนี้ และมีการปลูกฝังตั้งแต่เด็ก
ต่อไปดิฉันขอเรียนเชิญคุณธรรมรักษ์พูดนิดหนึ่งเกี่ยวกับผู้นำการเปลี่ยนแปลง ทั้งหมดนี้มันเกี่ยวกับคนจะต้องไปทำการเปลี่ยนแปลง ท่านจะช่วยพูดนิดหนึ่งในเรื่องนี้ ขอบคุณค่ะ