สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๓๘ · ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๘

พลเดช ปิ่นประทีป หารือเรื่องระบบสวัสดิการทางสังคมที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทย โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นของการปฏิรูปในหลายด้าน รวมถึงการปฏิรูป ระบบการศึกษา ระบบการคลังด้านการศึกษา และระบบการเรียนรู้ และการปฏิรูปด้านสุขภาพ การประกันสังคม การบำนาญ และสวัสดิการสำหรับคนจน และเสนอแนวทางปฏิรูปการให้บริการสาธารณะที่ครอบคลุมและเป็นธรรม และเสนอให้มีการออกกฎหมายว่าด้วยสวัสดิการชุมชน และการพัฒนาระบบการคุ้มครองทางสังคม ระบบการออม และระบบสวัสดิการชุมชนให้มีประสิทธิภาพ

นายพลเดช ปิ่นประทีป กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ท่านสมาชิกที่เคารพอย่างสูงทุกท่าน ผมจะขอต่อจากที่ท่านประธานคุณหมออำพล ได้นำเรียนเบื้องต้นว่าระบบสวัสดิการทางสังคมที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทยว่า มีครอบคลุมทั้ง ๔ เสาหลัก แล้วใน ๔ เสาหลักนั้นก็มีประเด็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง แต่ละเสาหลักนั้น รวม ๆ ๑๔ ประเด็นแล้วก็มีภาพรวมอีก ๒ ประเด็น ถ้าหากว่าขาด ๒ ประเด็นหลังนี้แล้ว ๑๔ ประเด็นที่กล่าวข้างต้นนั้นก็ไม่สามารถจะขับเคลื่อนได้ เพื่อให้เห็นกรอบแนวคิดแล้วก็ ทิศทางการปฏิรูป ระบบสวัสดิการสังคมที่เหมาะสมกับประเทศไทยตามที่ท่านประธาน ได้กล่าว ผมจะขอไล่เลียงไปทีละประเด็น ทีละประเด็น

ประเด็นที่ ๑ เรื่องสวัสดิการด้านการศึกษา ในเรื่องนี้ท่านจะเห็นว่า มีคณะกรรมาธิการปฏิรูปการศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ดูแลและกำลังออกแบบ ในการที่จะทำรายละเอียดในเรื่ององค์กร ในเรื่องของกฎหมายต่อไป นอกจากนั้นก็ยังมี กระทรวงศึกษาธิการเป็นผู้ที่ดูแลอยู่แล้ว

ในแนวทางที่ทางกรรมาธิการได้เสนอ กรรมาธิการชุดปฏิรูปการศึกษา ได้เสนอเสนอการปฏิรูปไว้ ๓ ระบบ ใน ๓ ระบบนั้นก็เป็นเรื่องที่เราจะต้องให้การสนับสนุน

ระบบแรกนั้นเป็นการปฏิรูประบบการจัดการศึกษา ตรงนี้เขาเสนอ เป็นแนวทาง ๕ ประการ มีทั้งเรื่องของการจัดงบประมาณ มีเรื่องของการจัดคูปองการศึกษา มีทั้งเรื่องของการลดหย่อนภาษี มีทั้งเรื่องมาตรการภาษีที่จะสนับสนุนผู้ประกอบการแล้วก็ เรื่องของการจัดตั้งกองทุนสมทบ

ส่วนอีกเรื่องหนึ่งเป็นการปฏิรูประบบการคลังด้านการศึกษาครับ จะสร้าง กลไกปฏิรูปการศึกษาระยะยาว คงต้องมีการตราพระราชบัญญัติว่าด้วยการบริหารการเงิน การคลังเพื่อการศึกษา

แล้วก็ระบบที่ ๓ คือการปฏิรูประบบการเรียนรู้ครับ

ในประเด็นที่ ๒ ประเด็นที่ ๒ ประเด็นว่าด้วยเรื่องของระบบสวัสดิการ ด้านสุขภาพ ตรงนี้ก็เช่นกันครับ มีกรรมาธิการปฏิรูประบบสุขภาพ ระบบสาธารณสุข ดูแลอยู่แล้ว มีกระทรวงสาธารณสุขที่ดูแลให้บริการพื้นฐานแก่ประชาชน ตรงนี้กรรมาธิการ ปฏิรูปสาธารณสุขนั้นได้มีเป้าหมายที่จะเร่งรัดการบริหารจัดการระบบหลักประกันสุขภาพ ๓ กองทุนครับ มี ๓ กองทุนใหญ่ ๆ คือกองทุนสวัสดิการของข้าราชการ กองทุน ประกันสังคม แล้วก็กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ๓ กองทุนนี้ก็เป็นกำลังหลักในการ จัดระบบสวัสดิการด้านสุขภาพให้กับประชาชน แต่ว่า ๓ กองทุนนั้นยังมีส่วนที่เป็นช่องว่างระหว่างกันอยู่ ดังนั้นแนวทางที่เสนอนั้นก็มีการ เสนอใช้ ๓ แนวทาง คือการบูรณาการเรื่องกองทุนให้มีลักษณะและมีขนาด แล้วก็มาตรฐาน ที่ใกล้เคียงกัน ลดช่องว่าง เน้นการมีส่วนร่วมจากฝ่ายต่าง ๆ แล้วก็ทำให้เกิดนโยบาย การดำเนินการที่เป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มประสิทธิภาพ อันนี้ก็เป็นภาพใหญ่ ๆ ในกรอบแนวคิดเรื่องของระบบสวัสดิการสุขภาพ ซึ่งมีกลไกและกรรมาธิการดูแลโดยตรง

ประเด็นที่ ๓ เป็นเรื่องสวัสดิการด้านการมีงานทำ การทำงานแล้วก็ การมีรายได้ ตรงนี้ก็มีกระทรวงแรงงานและกรรมาธิการปฏิรูปการแรงงานดูแลอยู่แล้ว ปัจจุบันนั้นประเทศไทยเรามีระบบสวัสดิการด้านการทำงานและรายได้สำหรับคนทำงาน อยู่ถึง ๗ กองทุน มีอยู่เยอะ มี ๗ กองทุน มีทั้งกองทุนประกันสังคม กองทุนเงินทดแทน กองทุนเงินสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง กองทุนเพื่อผู้ใช้แรงงาน กองทุนพัฒนา ฝีมือแรงงาน แล้วก็กองทุนเพื่อช่วยเหลือคนงานไปทำงานต่างประเทศ ทั้ง ๗ กองทุนนี้ ก็เรียกว่ามีความครอบคลุมและหลากหลาย แต่ว่าประเด็นที่พบว่าเป็นจุดบกพร่องที่จะต้อง ปรับปรุงก็คือว่ายังขาดอำนาจการต่อรอง ดังนั้นทางกรรมาธิการปฏิรูปการแรงงาน ก็จึงมีข้อเสนอทิศทางในการปฏิรูปเป็น ๓ แนวทางครับ

แนวทางที่ ๑ การเพิ่มอำนาจต่อรองของแรงงาน

แนวทางที่ ๒ นั้นคือการปรับโครงสร้างเรื่องค่าจ้าง

แนวทางที่ ๓ คือมาตรการการคุ้มครองแรงงานให้ครอบคลุมแรงงาน ทุกประเภท ตอนนี้ยังครอบคลุมแรงงานไม่ทุกประเภท ยังแคบอยู่ ต้องขยายให้กว้าง อันนี้ ก็เป็นทิศทางใหญ่ ๆ ว่าด้วยเรื่องของสวัสดิการบริการทางสังคม ว่าด้วยเรื่องของการมีงานทำ แล้วก็มีรายได้

ประเด็นที่ ๔ เป็นประเด็นสวัสดิการด้านการกีฬา ตรงนี้ก็มีกรรมาธิการปฏิรูป การกีฬา มีกระทรวงต่าง ๆ ส่วนราชการต่าง ๆ ดูแลเช่นกันครับ เราก็ควรจะต้องให้ การสนับสนุนตามข้อเสนอของกรรมาธิการปฏิรูปการกีฬาใน ๔ แนวทางครับ

แนวทางที่ ๑ เป็นแนวทางที่จะต้องกำหนดให้เป็นหน้าที่ของภาครัฐ ในการสนับสนุนให้ประชาชนได้มีโอกาสร่วมกิจกรรมการออกกำลังกาย การเล่นกีฬา และ ความเคลื่อนไหวทางร่างกาย

แนวทางที่ ๒ สร้างความเข้มแข็งให้แก่ครอบครัว สังคม ประเทศชาติในการ เข้าถึงกีฬาทุกชนิด

แนวทางที่ ๓ ดำเนินการกีฬาเพื่อขจัดความเหลื่อมล้ำให้ประชาชนในสังคม อย่างทั่วถึง

แนวทางที่ ๔ จะใช้การกีฬาเพื่อสร้างสรรค์ให้เกิดความรัก ความสามัคคี ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน อันนี้ก็เป็นแนวทางทางด้านสวัสดิการด้านการกีฬา

ประเด็นที่ ๕ เป็นประเด็นระบบประกันสังคมถ้วนหน้า ตรงนี้ประกันสังคม ของประเทศไทยนั้นได้ดำเนินมาแล้วทั้งหมด ๒๕ ปี ผ่านมา ๒๕ ปี เราได้ริเริ่มดำเนินระบบ ประกันสังคม มีกองทุนประกันสังคม วันนี้ต้องถือว่ากองทุนประกันสังคมเป็นกองทุนที่มี ขนาดที่ใหญ่โตที่สุดของประเทศ เพราะว่าล่าสุดมีเงินอยู่ในกองทุนนี้ ๑,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ว่ายังมีปัญหาในเรื่องของข้อจำกัดในด้านระบบวิธีคิดในเรื่องทิศทางนโยบาย แล้วก็ เรื่องของตัวบทกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ตรงนี้ทางกรรมาธิการชุดที่เกี่ยวข้องคือกรรมาธิการ ปฏิรูปการแรงงานก็กำลังดำเนินการอยู่ ตรงนี้ควรให้การสนับสนุนครับ สนับสนุนการปฏิรูป ให้เป็นไปตามหลักการสำคัญ ๆ อยู่ ๔ ประการครับ

ประการแรก คือหลักความครอบคลุม ต้องให้มีความครอบคลุมให้มากที่สุด ทั่วถึงที่สุด

ประการที่ ๒ คือหลักของความเป็นอิสระและบูรณาการกันในเรื่องของระบบ บริหารจัดการ

ประการที่ ๓ ต้องมีหลักความโปร่งใสและการมีส่วนร่วมของตัวผู้ประกันตน

ประการที่ ๔ คือหลักต้องยืดหยุ่น เป็นธรรม สอดคล้องกับสภาวะ ทางเศรษฐกิจและสังคม อันนี้ก็เป็นประเด็นที่ ๕ บัดนี้ เรื่องนี้ สภาปฏิรูปแห่งชาติของเราได้ผ่านการพิจารณาเห็นชอบโดยเป็นเอกฉันท์ แล้วก็ ส่งเรื่องนี้ไปให้รัฐบาลเร่งรัดดำเนินการ แต่ปัจจุบันนั้นรัฐบาลเองก็ขานรับ แต่รัฐบาลมองเห็นว่า อาจจะต้องมีความจำเป็นต้องแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ. บางประการ ขณะนี้ก็อยู่ในชั้นของ การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติครับ

ในประเด็นที่ ๗ เป็นเรื่องของระบบบำนาญแห่งชาติ อันนี้อาจจะเป็นเรื่องใหม่ สภาปฏิรูปแห่งชาติของเราได้เคยนำเสนอรายงาน แล้วก็พิจารณารายงานผ่านความเห็นชอบ ไปแล้วเมื่อคราวที่มีการรายงานเรื่องของการปฏิรูประบบเพื่อเตรียมรับ เตรียมความพร้อม สู่สังคมสูงอายุครับ ตรงนั้นเราเน้นให้ความเห็นชอบให้เร่งรัดปฏิรูป ๓ แนวทาง ผมทบทวน ความจำครับ

แนวทางที่ ๑ นั้น จะต้องมีการจัดตั้งกลไกในระดับชาติเพื่อกำหนดนโยบาย และยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะนโยบายบำนาญ แล้วก็การกำกับดูแลระบบบำนาญต่าง ๆ ที่มีอยู่แล้ว ในปัจจุบัน

แนวทางที่ ๒ คือการจัดทำพระราชบัญญัติบำนาญพื้นฐาน ซึ่งแน่นอนครับ ในเร็ว ๆ นี้ก็คงจะต้องมีการนำเสนอร่างพระราชบัญญัติตรงนี้กลับเข้ามาในสภาของเรา

แนวทางที่ ๓ แก้ไขพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่มีอยู่ให้มีลักษณะ เป็นภาคบังคับให้มากขึ้น ปัจจุบันนี้เป็นภาคสมัครใจ ต่อไปจะเป็นภาคบังคับทำให้ครอบคลุม ทั่วถึงได้มากขึ้น แล้วก็ต้องส่งเสริมบทบาทของนายจ้างให้มาช่วยกันแบกรับภาระร่วมกัน

ประเด็นที่ ๘ เป็นระบบสวัสดิการสำหรับเด็กปฐมวัย เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะการลงทุนพัฒนาเด็กปฐมวัยถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าได้ผลตอบแทนสูงสุดแก่สังคม ในระยะยาว การศึกษาวิจัยชี้ว่าผลตอบแทนอยู่ในเกณฑ์ประมาณ ๗-๑๐ เท่า ตรงนี้สักครู่ เดี๋ยวทาง สปช. ท่านอุบล หลิมสกุล จะได้นำเสนอรายละเอียดรูปธรรมครับ ผมขอผ่านไป

ประเด็นที่ ๙ เรื่องสวัสดิการสำหรับผู้พิการ เฉพาะที่ผู้พิการนั้น บัดนี้เรามี พระราชบัญญัติการฟื้นฟูสมรรถภาพของคนพิการ พ.ศ. ๒๕๓๔ กับอีกฉบับหนึ่ง เป็นพระราชบัญญัติส่งเสริมพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. ๒๕๕๐ พระราชบัญญัติ ทั้ง ๒ ฉบับนี้ก็เป็นเครื่องมือทางนโยบายที่สำคัญ แต่ว่าอย่างไรก็ตามรายละเอียดพวกนี้ จะมีสิ่งที่จะต้องมีข้อจำกัดและมีข้อที่จะต้องปรับปรุงในขั้นของการปรับเปลี่ยนการปฏิรูป ในบางส่วน รูปธรรมจะได้ฟังจากทางท่านอาจารย์วิริยะ

ผมขอไปประเด็นที่ ๙ เป็นประเด็นที่ ๙ อีกประเด็นหนึ่งก็คือว่า กลุ่มผู้ด้อยโอกาส ผู้ยากไร้ แล้วก็ผู้อยู่ในสภาวะที่ยากลำบากครับ ตรงนี้จะเน้นเฉพาะกลุ่ม ของคนยากจน คนเร่ร่อน คนที่พ้นโทษ ซึ่งคนเหล่านี้มักจะถูกสังคมรังเกียจ ปัญหาขณะนี้ ผู้ที่อยู่ในภาวะเช่นนี้มีการขยายตัวและสะสมตัว มีปัญหาที่สลับซับซ้อนยากแก่การเข้าใจ ของคนทั่วไป จึงมีข้อเสนอแนวทางการปฏิรูป ๔ ประการครับ

ประการที่ ๑ จะต้องมีการพัฒนาระบบประกันสังคมและการคุ้มครอง ผู้ด้อยโอกาสในประเทศ

ประการที่ ๒ จะต้องมีการพัฒนาศักยภาพ แล้วก็ขยายบทบาทขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรพัฒนาเอกชน องค์กรชุมชน องค์กรภาคประชาสังคม ในการ ที่จะมาช่วยกันจัดสวัสดิการชุมชนอย่างทั่วถึง

ประการที่ ๓ จะต้องมีการผลักดัน การออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการ คุ้มครองผู้ด้อยโอกาส

ประการที่ ๔ จะต้องส่งเสริมความร่วมมือให้เกิดการคุ้มครองทางสังคม ที่เรียกว่า โซเชียล โพรเทคชัน ฟลอร์ (Social protection floor) ตรงนี้ก็เป็นมาตรการ สำหรับกลุ่มผู้ด้อยโอกาส ผู้ยากไร้

และอีกกลุ่มหนึ่งในประเด็นที่ ๙ เช่นกันคือกลุ่มคนไร้รัฐ ไร้สัญชาติ อันนี้ ก็เป็นกลุ่มคนที่ยากลำบาก แล้วก็ยากต่อการที่จะเข้าถึง ยากต่อการจัดการ

ปัญหาการรับรองสิทธิในสถานะบุคคลตามกฎหมาย ตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญ พวกเราถือว่าเป็นจุดคานงัดสำคัญที่จะทำให้มนุษย์คนหนึ่งสามารถเข้าถึงสิทธิต่าง ๆ ได้ ในความเป็นจริง ถ้าหากว่าเขาไม่มีบัตร ไม่มีรับรองสถานะเขาจะเข้าไม่ถึง ถึงแม้มีเจตนาที่ดี อย่างไรก็ตาม คนชายขอบ คนชายแดน คนในเขตป่าเขา คนที่อยู่ตามเกาะแก่งในท้องทะเล ตรงนี้จำนวนไม่น้อยยังขาดสิทธิเช่นที่ว่านี้ ในเรื่องนี้จึงมีทิศทางในการปฏิรูปแบ่งเป็น ๓ ประการ

ประการที่ ๑ เราจะต้องมีการเร่งรัดจัดการในเรื่องของสิทธิ ในเรื่องสัญชาติไทย ให้แก่คนที่ไร้รัฐ ไร้สัญชาติที่เขาตั้งรกรากบ้านเรือนถาวรอยู่ในประเทศไทยอยู่แล้ว

ประการที่ ๒ นั้นจะต้องเร่งรัดในเรื่องการคุ้มครองสิทธิในการบริการ สาธารณสุขและการศึกษา ๒ อย่างนี้เป็นเรื่องสำคัญ ให้แก่คนไร้รัฐ ไร้สัญชาติที่ตั้งบ้านเรือน ในประเทศไทย ไม่ว่าจะชั่วคราวหรือถาวรต้องช่วย ๒ เรื่องนี้ไว้ก่อน

ประการที่ ๓ นั้นต้องสร้างระบบประสานงานกับรัฐต่างประเทศซึ่งเป็น เจ้าของสัญชาติของคนคนนั้น ของคนไร้รัฐ ไร้สัญชาตินั้นเพื่อจะรับรองสิทธิในสัญชาติเพื่อให้ เขาได้มีเครื่องมือในการที่จะเข้าถึงหลักประกันต่าง ๆ ทั้งหลาย

ผมขออนุญาตไปประเด็นที่ ๑๐ เป็นเรื่องของระบบสวัสดิการที่อยู่อาศัย วันนี้ท่านผู้มีเกียรติจะมีความรู้สึกว่าผมพาท่านไปดูแต่ละเรื่องซึ่งมันมีความจำเป็นครับ แต่ขอดูเพื่อแตะให้เห็นหลักการสำคัญ ทิศทางสำคัญ ในวันหลังเราจะได้พูดคุยใน รายละเอียดต่อ ประเด็นที่ ๑๐ เรื่องของระบบสวัสดิการที่อยู่อาศัย ตรงนี้สามารถแยกปัญหา ได้ตามเศษฐานะของประชาชนเป็น ๔ กลุ่มใหญ่ ๆ

กลุ่มแรก คือกลุ่มคนยากจน กลุ่มคนที่มีรายได้ไม่แน่นอนเป็นคนเร่ร่อน ที่อยู่ในเมือง เป็นการเฉพาะ กลุ่มนี้ต้องมีวิธีการ มีแนวทางในการดำเนินการแบบหนึ่ง

กลุ่มที่ ๒ นั้นเป็นกลุ่มพวกที่มีรายได้ปานกลางหรือรายน้อยที่อยู่ในเมือง

กลุ่มที่ ๓ เป็นกลุ่มคนจนในชนบท

กลุ่มที่ ๔ ก็คือกลุ่มข้าราชการชั้นผู้น้อย ลูกจ้าง เอกชน อิสระต่าง ๆ ทั้งหลาย ตรงนี้ก็ต้องการที่อยู่อาศัย ต้องการสวัสดิการด้านนี้เช่นกันครับ

แนวทางก็คือเรื่องของการตรากฎหมายว่าด้วยการจัดการที่ดินที่อยู่อาศัย สำหรับคนจน ตรงนี้จะต้องมีทั้งในส่วนที่ส่งเสริมการพัฒนาที่อยู่อาศัย โดยชุมชนจัดการ ร่วมกับท้องถิ่น ชุมชนกับท้องถิ่นจัดการร่วมกัน รัฐก็เป็นฝ่ายสนับสนุนนโยบาย งบประมาณ ที่เหมาะสม หรือมีแบบในเรื่องของการส่งเสริม การจัดการที่อยู่ในอาศัยในลักษณะ การจัดการร่วมกันของชุมชนเป็นลักษณะรวมหมู่ เป็นสิทธิของชุมชน

อีกประการหนึ่งเป็นการสร้าง แล้วก็พัฒนาระบบโดยการสนับสนุน จากภาครัฐโดยตรง ทั้งหมดนี้จะต้องมีการพัฒนากลไกระดับนโยบายเพื่อสร้างแนวนโยบาย ที่มีส่วนร่วมอย่างเป็นรูปธรรม

ผมผ่านไปประเด็นที่ ๑๑ ประเด็นที่ ๑๑ เป็นประเด็นระบบด้านอาชีพและ การเข้าถึงแหล่งทุน ในเรื่องนี้กรรมาธิการปฏิรูปการแรงงานกำลังพัฒนากรอบแนวคิด กลไก องค์กร แล้วก็กฎหมายเพื่อที่จะจัดตั้งสิ่งที่เรียกว่า ธนาคาร สำหรับผู้ใช้แรงงานในด้านสินเชื่อ เงินออมและแรงงานต่าง ๆ ตรงนี้ควรจะต้องมีการติดตามความก้าวหน้า แล้วก็ ให้การสนับสนุนต่อไป เพราะถือว่าเป็นเรื่องสำคัญที่อยู่ในเสาหลัก

ประเด็นที่ ๑๒ เรื่องของระบบสวัสดิการชุมชน ตรงนี้เป็นเรื่องของฐานราก เรื่องนี้ทางสภาปฏิรูปแห่งชาติของเราได้ให้ความเห็นชอบไปแล้ว ในคราวที่เรามีการพิจารณา รายงานการปฏิรูประบบสร้างเสริมชุมชนเข้มแข็ง ตรงนี้มีข้อเสนอ ผมขอทวนครับ มีข้อเสนอ การปฏิรูปอยู่ ๒ ประการใหญ่ ๆ

ประการแรกนั้นคือการกำหนดความเป็นหุ้นส่วนสำคัญกับประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หุ้นส่วนสำคัญระหว่างรัฐ ชุมชน ท้องถิ่น ในการที่จะขับเคลื่อนระบบ สวัสดิการชุมชน

ประการที่ ๒ นั้นจะต้องมีการออกกฎหมายว่าด้วยสวัสดิการชุมชน เพื่ออะไรครับ เพื่อสร้างหลักประกันสวัสดิการพื้นฐานของประชาชนในระดับรากหญ้าอย่างครอบคลุม ทั่วถึง เพียงพอ เพื่อที่จะยกระดับสถานะของกองทุน สวัสดิการชุมชนให้มีสถานะ เป็นนิติบุคคล ตรงนี้ผมให้ข้อมูลเพิ่มเติมครับ ที่ผ่านมานั้นประมาณ ๖-๗ ปี รัฐบาลได้มีการ ริเริ่มร่วมกันกับทางเครือข่ายชุมชนในการที่จะจัดสวัสดิการเป็นเรียกว่า เครือข่ายสวัสดิการ ชุมชนโดยชุมชนบริจาคเงินเข้า รัฐสมทบ แล้วท้องถิ่นก็สมทบ ๓ ส่วนสมทบกัน แล้วก็ จัดระบบสวัสดิการตั้งแต่การเกิดจนถึงตาย ตรงนี้ก็ทำมาอยู่แล้ว แต่ช่วงหลังนี้สะดุดอยู่ ตรงนี้รอการทำความเข้าใจให้เกิดความชัดเจน นอกจากนั้นยังต้องพัฒนาระบบการคุ้มครอง ทางสังคม ระบบการออม ระบบสวัสดิการชุมชนให้มีประสิทธิภาพ แล้วก็ร่วมสร้างสังคม สวัสดิการให้เกิดสวัสดิการถ้วนหน้า ตรงนี้จะได้มีการนำเสนอเป็นร่างพระราชบัญญัติ เพื่อพิจารณาเร็ว ๆ นี้

ประเด็นที่ ๑๓ อันนี้ก็เป็นเรื่องสำคัญอีกอันหนึ่งที่ยังจะต้องสร้างความ เข้มแข็ง คือระบบการสร้างความเข้มแข็งของภาคประชาสังคม เรื่องนี้เป็นการสร้างหุ้นส่วน สำคัญอีกระดับหนึ่ง ถ้าเมื่อสักครู่นี้ประเด็น ๑๒ เป็นหุ้นส่วนสำคัญในระดับชุมชน ท้องถิ่น แล้วก็ภาครัฐร่วมกันที่ฐานราก ตรงนี้เป็นการสร้างในระดับที่สูงขึ้นมาเป็นระดับกลาง เป็นหุ้นส่วนสำคัญระหว่างรัฐกับภาคประชาสังคม เป็นหุ้นส่วนเพื่ออะไร เพื่อดูแลปัญหา สังคมที่นับวันจะมีความสลับซับซ้อนยากแก่การที่องค์กรราชการหรือแม้แต่องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นจะสามารถเข้าถึง เพราะว่ากลุ่มประชากรเป้าหมายต่าง ๆ มันมีความเฉพาะ แยกแยะลงไป มีแต่องค์กรของภาคประชาสังคมและองค์กรเอ็นจีโอ (NGO) หรือว่าองค์กร อาสาสมัครจะสามารถทำได้ถนัดกว่า ไม่ใช่ว่าเก่ง แต่ว่าเขามีสถานะที่คล่องตัวกว่าและทำได้ ถนัดกว่า ปัจจุบันเรามีองค์กรเอ็นจีโออยู่ทั่วประเทศประมาณ ๘,๗๐๐ องค์กร มีองค์กร สาธารณประโยชน์ที่มีการขึ้นทะเบียนกับกฎหมาย ตามกฎหมายของกระทรวงการพัฒนา สังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กฎหมายสวัสดิการสังคมมีอยู่ ๓,๖๕๔ องค์กร มีสภาองค์กร ชุมชนที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชนอยู่ใน ๔,๑๐๓ ตำบล มีองค์กรชุมชน ทุกประเภท มีรวม ๆ ประมาณ ๒๕ ประเภท รวมกันแล้วทั้งหมด ๓๐๗,๑๐๐ องค์กร องค์กร เหล่านี้เป็นการรวมตัวจัดตั้งกันขึ้นมา แล้วก็จากการแก้ปัญหาด้วยตัวเองของชุมชนที่ ระดับรากหญ้าอยู่ทั่วประเทศ บรรดาองค์กรภาคประชาสังคมและองค์กรชุมชนเหล่านี้ จะเป็นฐานที่สำคัญที่จะเป็นหุ้นส่วนพัฒนาระบบสวัสดิการสังคมที่เราว่ากันนี้

ในประสบการณ์ต่างประเทศเขาพบว่าการคลังเพื่อสังคมคือหัวใจครับ ถ้าหากว่าจะทำให้เกิดพันธมิตรที่แข็งแรงในการสร้างสวัสดิการสังคมอย่างที่ว่านั้น การคลัง เพื่อสังคมคือหัวใจ เรื่องนี้ตัวอย่างของประเทศแคนาดา รัฐบาลแคนาดาสนับสนุนเงินในการ ทำงานของพวกองค์กรภาคประชาสังคมคิดเป็นประมาณ ๕๑ เปอร์เซ็นต์ของรายจ่าย ของภาคประชาสังคมที่เขาทำงานกันอยู่ ประเทศสวีเดนก็มีกฎหมายที่เรียกว่า อะ โพลิซี ฟอร์ ซีวิล โซไซตี (A policy for civil society) ประเทศอังกฤษมีการนำเอาเงินลอตเตอรี่ ทั้งหมดมาสนับสนุนองค์กรภาคประชาสังคมที่เขาเรียกว่า กองทุนบิก ลอตเตอรี่ ฟันด์ (Big lottery fund) ประเทศเอสโตเนียก็มีการตั้งมูลนิธิภาคประชาสังคมแห่งชาติขึ้น ประเทศญี่ปุ่นก็มีกฎหมายว่าด้วยการสนับสนุนกิจกรรมที่ไม่แสวงกำไร อันนี้เป็นเพียง ตัวอย่าง ดังนั้นแนวทางเรามี ๔ แนวทางในการที่จะทำการปฏิรูปดำเนินการที่สำคัญ ก็คือ แนวทางในการสนับสนุนให้ประชาชนรวมตัวกันเป็นภาคประชาสังคม เป็นกลุ่มที่หลากหลาย แล้วก็ทำเพื่อส่วนรวม เพื่อคนอื่น การให้

แนวทางที่ ๒ เป็นแนวทางการสร้างธรรมาภิบาลให้เกิดขึ้นกับภาคประชาสังคม ภาคประชาสังคมเองก็ต้องการการทำให้เกิดระบบที่เป็นธรรมาภิบาลเช่นกัน เสริมสร้าง ศักยภาพการทำงานของภาคประชาสังคมด้วย สนับสนุนงบประมาณเพื่อให้เกิด การดำเนินการเป็นการเฉพาะด้วย ในการนี้เราคงจะต้องมีการร่างเป็นกฎหมายว่าด้วยเรื่อง การส่งเสริมพัฒนาภาคประชาสังคม ซึ่งจะได้นำเสนอต่อสภาในเร็ว ๆ นี้ครับ

ประเด็นที่ ๑๔ เป็นระบบวิสาหกิจเพื่อสังคม เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องสำคัญซึ่งได้มี การเสนอรายงานต่อสภาของเราไปแล้ว แล้วได้ผ่านความเห็นชอบจากสภาปฏิรูปแห่งชาติ ไปแล้วเมื่อวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘

ประเด็นที่ ๑๕ เป็นการปฏิรูประบบการคลังของประเทศ ปัญหาสังคม มันมีมากมายต้องใช้งบประมาณเพิ่มขึ้นแน่ในการจัดการปัญหาต่างๆ เหล่านั้น แล้วยังต้องหา หุ้นส่วนพันธมิตรมาช่วยกันแบกรับ แต่หากไม่มีการปฏิรูประบบการคลังของประเทศ ก็จะกลายเป็นข้อจำกัด เรื่องดี ๆ ที่อยากทำก็ไม่อาจทำได้ ดังนั้นเราจะต้องเร่งรัดในเรื่องต่าง ๆ

ประการแรกนั้นต้องเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษีตามข้อเสนอของ กรรมการปฏิรูปทางด้านเศรษฐกิจ

ประการที่ ๒ ต้องเร่งปฏิรูปตามกรอบที่การปฏิรูปที่คณะกรรมาธิการปฏิรูป เศรษฐกิจ การเงินและการคลัง เสนอไว้ใน ๕ ประการ ผมสรุปย่อ ๆ เรื่องแรก จะต้องให้มี การตราไว้ชัดเจนว่าระบบภาษีของประเทศต้องมี ๒ ระดับ คือระดับชาติกับระดับท้องถิ่น จะต้องเร่งทำให้ฐานภาษีให้ครบฐานโดยเพิ่มภาษีมรดก ภาษีที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง ต้องมี การปรับช่วงเงินได้ให้กว้างและสูงขึ้น แล้วก็ให้ดำเนินการยกเลิกเรื่องอากรแสตมป์ซึ่งเป็น ภาระที่ไม่จำเป็น แล้วก็การปรับปรุงระบบการบริหารการจัดเก็บภาษีให้ครอบคลุมถึงผู้ที่ พึงต้องเสียภาษีให้กว้างขวางขึ้น อันนี้ก็เป็นประเด็นที่ถ้าหากว่าเราไม่มีการปฏิรูปในเรื่องนี้ การปฏิรูปเรื่องของสวัสดิการต่าง ๆ ทั้งหลายที่เราฝันก็ไม่สามารถจะทำได้ครับ เป็นเรื่อง สำคัญ

ประเด็นที่ ๑๖ เป็นประเด็นสุดท้าย ในขณะนี้คือการปฏิรูประบบ กลไก บริหารจัดการระบบสวัสดิการสังคมของประเทศมันมี ๒ แนวทางครับ

แนวทางแรก เราพบว่า บัดนี้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสวัสดิการสังคม ที่เกี่ยวข้องทั้ง ๔ เสาหลักที่ว่านี้มีทั้งหมดรวม ๗๐ ฉบับ มันเยอะจริง ๆ ใน ๗๐ ฉบับนั้น คงจะต้องมีการทบทวน มีการบูรณาการ ดูในเรื่องของกลุ่มประชาชนเป้าหมาย เรื่องของ สิทธิประโยชน์ทางด้านสวัสดิการ เรื่องของทรัพยากรสาธารณะหรือแหล่งงบประมาณ แล้วก็ การมีส่วนร่วมของประชาชน รวมทั้งบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตรงนี้จะต้อง มีการทบทวนกันอย่างจริงจัง

ประการที่ ๒ นั้นเราจะมีการศึกษาความเหมาะสมในเรื่องของการ ออกกฎหมายกลางสักฉบับหนึ่งที่จะว่าด้วยเรื่องของการบริหารงานสวัสดิการสังคม จะสร้าง ระบบบริหารงานด้านสวัสดิการสังคมให้เขาถึงประชาชน แล้วก็ใช้ประชาชนเป็นตัวตั้ง อันนี้ คือเป็นหลักการสำคัญ

ผมได้ใช้เวลาในการพาท่านตระเวนไปดูประเด็นการปฏิรูปสวัสดิการสังคม ทั้ง ๑๖ ประเด็น ใน ๔ เสาหลัก แล้วก็มีภาพรวมอีก ๒ ประเด็นที่จะไปหนุนเสริม จากนี้ ผมขออนุญาตทางท่านอาจารย์อุบลได้เสนอรายละเอียดที่เป็นรูปธรรมที่เกี่ยวข้องกับ เรื่องของปฐมวัย แล้วก็ท่านอาจารย์วิริยะก็เสนอในเรื่องของผู้พิการต่อไปเลย ขอบคุณครับ