สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๓๘ · ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๘

อุบล หลิมสกุล หารือเรื่องการพัฒนาระบบสวัสดิการสังคม โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการดูแลเด็กปฐมวัยและความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการ โดยเสนอการปฏิรูปการดูแลเด็กปฐมวัย โดยเรียกร้องให้มีกฎหมายที่ครอบคลุมการดูแลเด็กตั้งแต่แม่ตั้งครรภ์จนถึงเด็กโต และจัดทำแผนยุทธศาสตร์ในการดูแลเด็กปฐมวัยอย่างบูรณาการ

นางอุบล หลิมสกุล กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูป แห่งชาติ และเพื่อนสมาชิก ดิฉัน นางอุบล หลิมสกุล รองประธานกรรมาธิการปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส และกรรมการปฏิรูประบบ สวัสดิการสังคมที่เหมาะสมกับประเทศไทย ขอนำเสนอแนวทางการพัฒนาข้อเสนอ การปฏิรูประยะต่อไปในประเด็นที่ ๘ ของกรรมการสวัสดิการสังคม คือเรื่องการปฏิรูประบบ สวัสดิการสังคมสำหรับเด็กปฐมวัย ท่านประธานคะ เราเคยทำเวิร์กชอป (Workshop) เพื่อทำวิสัยทัศน์และอนาคตประเทศไทย รวมทั้งได้ร่วมกันกำหนดวาระปฏิรูปที่สำคัญ ๓๖ วาระ วาระพัฒนา ๗ วาระเพื่ออนาคตของประเทศ เพื่อนำไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ของประเทศเรา คำถามก็คือแล้วเราต้องการคนแบบใดเพื่อสนับสนุนการพัฒนาประเทศ ในอนาคต เราพูดถึงทักษะของคนในศตวรรษที่ ๒๑ เราพูดถึงคุณลักษณะของคนไทย ที่พึงประสงค์ เช่น มีศักยภาพที่จำเป็นในการพัฒนาประเทศ ความพร้อมทั้งกาย ใจ ศีลธรรม สติปัญญา เรื่องของความมั่นคงในชีวิต ความมั่นคงทางการเงิน เศรษฐกิจและสังคม และมี ครอบครัวอบอุ่น อยู่ดีมีสุข รู้หน้าที่ มีความเอื้ออาทรและรับผิดชอบต่อสังคม แล้วเราจะเริ่ม ที่ตรงไหน เราต้องเริ่มที่ปฐมวัยค่ะ ถ้าท่านดูวีดิทัศน์เมื่อสักครู่ของอาจารย์ป๋วย เพราะว่า เป็นช่วงวัยที่สมองเติบโตได้มากถึง ๘๐ เปอร์เซ็นต์ของคนคนนั้น แล้วเป็นการลงทุน ของช่วงวัยนี้มีผลตอบแทนกลับมาถึง ๗ หรือ ๑๐ เท่า เป็นการศึกษาของศาสตราจารย์ ดอกเตอร์เจมส์ เจ. เฮคแมน จากมหาวิทยาลัยชิคาโก นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล ปี ๒๕๔๒ ดิฉันคิดว่าหลายท่านในที่นี้มีลูก หลายท่านในที่นี้คงได้เคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ รอให้ถึงอนุบาลก็สายเสียแล้ว เขียนโดย นายมาซาโอะ อีบูกะ เป็นวิศวกรและเป็นนักธุรกิจ เป็นประธานกรรมการบริหารบริษัทโซนี่ของญี่ปุ่น เขียนไว้นานมากแล้ว แต่เนื้อหายังเป็นอมตะและใช้ได้ทุกยุคทุกสมัย เขาได้บอกว่าเซลล์สมองของคนเรานั้น เพิ่มตัวอย่างรวดเร็วระหว่าง ๐-๓ ปี คือ ๗๐-๘๐ เปอร์เซ็นต์ จะก่อรูปภายในอายุ ๓ ขวบ คุณมาซาโอะได้เปรียบเทียบว่าจริง ๆ แล้วสมองของคนเรานั้นเหมือนเครื่องคอมพิวเตอร์ ก่อน ๓ ขวบเปรียบได้กับฮาร์ดแวร์ (Hardware) คือตัวเครื่อง ส่วนหลัง ๓ ขวบไปแล้ว คือซอฟต์แวร์ (Software) ของเครื่อง คือส่วนที่เป็นการใช้เครื่องนั่นเอง หากตัวเครื่อง ที่ถูกสร้างขึ้นภายใน ๓ ขวบไม่ดีเสียแล้ว แม้จะพยายามสร้างส่วนที่เป็นซอฟต์แวร์ ให้ดีอย่างไรก็ไม่มีความหมาย เพราะเครื่องคอมพิวเตอร์คุณภาพไม่ดีพอ ท่านลองไปดูใน กราฟของฮิวแมน เบรน ดีเวลลอปเมนท์ (Human brain development) ในสไลด์ (Slide) ค่ะ ท่านจะดูในพัฒนาการของสมองของมนุษย์แต่ละคน ส่วนที่เป็นสีส้มนั้นเป็นพัฒนาการของ การมองเห็น การได้ยินช่วง ๐-๓ ปี ส่วนสีน้ำเงินนั้นเป็นพัฒนาการด้านภาษา ช่วง ๐-๓ เดือน ไม่ใช่ ๓ ปีทั้งหมดนี้ค่ะ สีแดงเป็นพัฒนาการเรื่องรู้อะไรควรไม่ควร ทั้งหมดนี้ถ้าหากไม่ได้รับ การพัฒนาที่ดีพอก็จะเป็นการปิดหน้าต่างแห่งโอกาสในการเรียนรู้ในช่วงต่อ ๆ ไปของชีวิต ในการศึกษาทางชีววิทยาเกี่ยวกับสมองและกรรมพันธุ์พบว่าความสามารถและอุปนิสัย ส่วนใหญ่ของคนทุกคนนั้นจะก่อรูปเรียบร้อยตอนอายุ ๐-๓ ขวบ ทีนี้หันกลับมาดูประเทศ ของเรา ถ้าเราต้องเริ่มต้นที่ปฐมวัยเรามีโจทย์ที่สำคัญอย่างไร โจทย์ที่สำคัญคือในประเด็นที่ ๑ เรายังไม่มีการให้ความสำคัญกับช่วงชีวิตช่วงวัยนี้เลย ทั้ง ๆ ที่เป็นช่วงวัยสร้างรากฐานของ ชีวิตและต้องการการปลูกฝังและบ่มเพาะเป็นพิเศษ

ในประเด็นที่ ๒ มีความเหลื่อมล้ำความไม่เป็นธรรมที่คนเหล่านี้ไม่สามารถ เข้าถึงบริการ แต่ยังไม่สามารถจะบอกใครได้

ในประการที่ ๓ ในประชากรของเรา เราได้พูดกันว่าเด็กเกิดน้อยแต่ด้อยคุณภาพ ตอนที่มีการนำเสนอเรื่อง เอจจิง โซไซตี (Aging society) มีการพูดถึงเรื่องนี้ว่าจะสร้าง คุณภาพของคนเพื่อเป็นกำลังของประเทศอย่างไร

ในประการที่ ๔ กลไกขับเคลื่อนยังมีปัญหา ที่ผ่านมาหลายหน่วยงานที่ มีหน้าที่ที่ต้องทำเรื่องนี้ หลายหน่วยแต่ไม่สามารถตอบโจทย์นี้ได้เลย อันนี้ยังไม่รวมถึง สิ่งที่เกี่ยวข้อง เช่น รูปแบบและความสัมพันธ์ของครอบครัวไทยที่เปลี่ยนไปอย่างมาก มาดู ในแต่ละเรื่อง เรื่องความเหลื่อมล้ำ ความไม่เป็นธรรมในระบบบริการสวัสดิการสังคม ในประเทศเรามีระบบบริการสวัสดิการถ้วนหน้าหลายท่านทราบดี รักษาฟรีถ้วนหน้า เรียนฟรีถ้วนหน้า ๗-๑๘ ปี เบี้ยยังชีพผู้พิการ เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุถ้วนหน้า ในแต่ละเรื่อง ใช้งบประมาณหลักหมื่นล้านบาทต่อปี แต่เด็กปฐมวัยโดยเฉพาะ ๐-๓ ปีนั้นไม่เคยได้รับเงิน อุดหนุนเลย ยกเว้นคนที่มีแม่อยู่ในระบบประกันสังคมอาจจะมีเงินสงเคราะห์บุตร ๔๐๐ บาท จนถึง ๖ ขวบ ส่วนเด็กเกิดน้อยแต่ด้อยคุณภาพ เราทราบกันดี อัตราการเกิดของประชากรไทย ลดลงอย่างต่อเนื่อง เด็กแรกเกิดมีพัฒนาการที่เป็นปกติเพียง ๗๐ เปอร์เซ็นต์ มีปัญหา ในการพัฒนา ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเทียบกับต่างประเทศแล้วสัดส่วนของเราสูงมาก ไอคิว (IQ) เด็กไทยอยู่ที่ลำดับ ๕๓ จากลำดับ ๑๙๒ ประเทศทั่วโลก ไอคิวเฉลี่ยเด็กนักเรียนไทย ในภาพรวมระดับประเทศเท่ากับ ๙๘.๕๙ เกณฑ์ปกติคือ ๑๐๐ เด็กไทยมีปัญหาด้านอีคิว (EQ) เช่น การปรับตัวต่อปัญหาความกระตือรือร้น ความมุ่งมั่นพยายาม แล้วก็การใช้ ความรุนแรง หากเราไม่จัดการในเรื่องนี้ ปัญหาความเสียหายที่เราต้องเผชิญทุกระดับ ระดับปัจเจก ระดับครอบครัว ระดับชุมชน และระดับสังคม ปัญหาพฤติกรรมของคนในสังคมทุกท่านทราบดี อยู่ในสื่อมวลชนทุกแขนง ปัญหาพฤติกรรม ของเด็ก ของวัยรุ่น ผลการเรียนตกต่ำ ไม่รู้หนังสือ ออกจากการเรียนกลางคัน การใช้ สารเสพติดมีทุกวันในสื่อมวลชนที่ได้ก่ออาชญากรรม การมีเพศสัมพันธ์และการตั้งครรภ์ ก่อนวัยอันควร โดยสรุปแล้วหากไม่จัดการอย่างใดอย่างหนึ่ง เราจะขาดพลเมืองที่มีคุณภาพ แรงงานคุณภาพ อนาคตของประเทศเราดูจะลางเลือน แล้วทิศทางที่เราจะไปเราจะ ทำอย่างไรถ้าระบบสวัสดิการเพื่อเด็กปฐมวัย เราจะทำอย่างไรที่จะมีระบบการดูแล หญิงตั้งครรภ์และหลังคลอด รัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๖ วรรคสอง ได้บัญญัติไว้ในเรื่องนี้ ซึ่งดิฉันได้อภิปรายไปบางส่วนตอนแปรญัตติรัฐธรรมนูญ ซึ่งในการศึกษาของเราพบว่า มันมีคีย์ เวิร์ด (Key word) ที่สำคัญอยู่ ๓ คำ คือเรื่องของเวลา ทำอย่างไรให้พ่อแม่มีเวลา เลี้ยงดูลูก ขณะนี้เด็กครึ่งหนึ่งเท่านั้นที่พ่อแม่เลี้ยงเอง นอกนั้นปู่ย่าตายาย ญาติ เรื่องของ รายได้หากเขามีปัญหาเรื่องรายได้ควรมีการหนุนช่วยโดยเฉพาะระหว่างตั้งครรภ์และ หลังคลอดช่วงที่ทำงานไม่ได้ เรื่องของบริการ บริการทางเลือกที่ให้มีความหลากหลายที่จะ สนองตอบต่อความต้องการ เช่น ถ้าเขาไม่พร้อมทำอย่างไรที่จะมีคำปรึกษา การมีศูนย์เด็กเล็ก ที่มีมาตรฐานถ้าเขาไม่สามารถเลี้ยงเองได้ อะไรทำนองนี้เป็นต้น โดยกลุ่มเป้าหมาย จะครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย เช่น เป็นแรงงานนอกระบบ แม่ค้าหาบเร่แผงลอย แรงงาน ในระบบ บางเรื่องเป็นเรื่องของรายได้เขาอาจจะไม่ต้องการ แต่เขาอาจจะต้องการเรื่องของเวลา กลุ่มพิเศษ เช่น กลุ่มผู้พิการ กลุ่มผู้ต้องขัง กลุ่มผู้ติดเชื้อทำนองนี้ กลุ่มเหล่านี้น่าจะต้อง ครอบคลุมในระบบที่จะดูแลสวัสดิการเด็กปฐมวัย

ข้อเสนอเพื่อการปฏิรูป ขอเรียนโดยสังเขป

ในประการที่ ๑ ที่เรามองเห็นก็คือการผลักดันให้มีกฎหมายว่าด้วยการพัฒนา เด็กปฐมวัย ขณะนี้มีกฎหมายหลายฉบับเพียงแต่แตะ ๆ ผ่าน ยังไม่ได้ลงลึกในเรื่อง เด็กปฐมวัยที่จะดูแลตั้งแต่แม่ตั้งครรภ์หลังคลอด เช่น การกำหนดให้สถานประกอบการ มีศูนย์ดูแลเด็กเล็กที่มีมาตรฐาน ถ้ามีหมู่บ้านจัดสรรขนาดใหญ่ทำอย่างไรที่มีศูนย์เด็กเล็ก ที่พ่อแม่ไม่ต้องเป็นห่วงเมื่อต้องออกไปทำงาน หรือว่าไซต์ (Site) งานก่อสร้างที่เป็นเมกะโปรเจกท์ (Mega project) ที่ต้องอยู่กันนาน ๆ เป็นแรมปี ทำอย่างไรที่จะดูเด็กปฐมวัยของคนงาน ที่มาอยู่กันนาน เพราะฉะนั้นตรงนี้จำเป็นจะต้องมีกฎหมาย

ประการที่ ๒ คือการทบทวนกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เมื่อสักครู่นี้คุณหมอพลเดช ได้เสนอว่ากฎหมายที่เกี่ยวข้องสวัสดิการสังคมมีถึง ๗๐ กว่าฉบับ กฎหมายที่เกี่ยวกับเด็ก ก็มีอยู่หลายฉบับ เช่น พ.ร.บ. คุ้มครองเด็ก พ.ศ. ๒๕๔๖ พ.ร.บ. ส่งเสริมเด็กและเยาวชน พ.ร.บ. อะไรอีกหลาย พ.ร.บ. เพราะฉะนั้นอาจจำเป็นต้องทบทวนว่ามีส่วนเกี่ยวข้อง แล้วก็ ทำอย่างไรจะแก้ไขหรือมีกฎหมายใหม่ขึ้นมา

อันที่ ๓ เนื่องจากมีหลายหน่วยงานที่ทำเรื่องของเด็ก ตั้งแต่เด็กปฐมวัย จนถึงเด็กโต เพราะฉะนั้นจะต้องมีธงนำในการทำงานเหล่านี้ที่ต้องทำงานแบบบูรณาการ คือการจัดทำแผนยุทธศาสตร์แบบบูรณาการเพื่อการพัฒนาเด็กปฐมวัย ก็ขอนำเสนอ การปฏิรูประบบสวัสดิการเด็กปฐมวัยพอสังเขป ขอบพระคุณค่ะ