วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ พูดถึงการปฏิรูปสวัสดิการสังคมสำหรับคนพิการ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปฏิรูปกลไกเพื่อให้สิทธิของคนพิการเป็นจริง และเสนอแนะการสร้างศูนย์บริการระดับจังหวัดและศูนย์บริการทั่วไป เพื่อให้บริการและสวัสดิการที่ทั่วถึงและมีคุณภาพแก่คนพิการ รวมถึงการขจัดการเลือกปฏิบัติและพัฒนาระบบการช่วยเหลือคนพิการ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพและเพื่อนสมาชิกทุกท่าน ผม วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ จะมาพูดถึงในส่วนการปฏิรูป ระบบสวัสดิการสังคมสำหรับคนพิการ สังคมไทยดั้งเดิมก็เหมือนสังคมในโลกใบนี้ที่เชื่อว่า คนพิการไม่มีความสามารถ สิ่งที่ติดตามมาก็มีกฎหมายในการจำกัดสิทธิคนพิการ ในการศึกษาและประกอบอาชีพในทุกรูปแบบ สังคมในยุคนี้เป็นสังคมฐานสงเคราะห์ กล่าวคือคนพิการขอทานก็ถูกจับไปไว้ในสถานสงเคราะห์ การสงเคราะห์เป็นการช่วยเหลือ ที่จะช่วยก็ได้ ไม่ช่วยก็ได้ ไม่ช่วยเป็นเรื่องธรรมดา แต่ถ้าช่วยก็อาจจะถือเป็นเรื่องที่เป็นบุญเป็นคุณ สวัสดิการของคนพิการนั้นเริ่มขึ้น เมื่อสังคมไทยเริ่มเชื่อว่าคนพิการมีความสามารถ สามารถพัฒนาตัวเอง พึ่งตัวเองได้ และเป็นที่พึ่งคนอื่นได้ สวัสดิการของคนพิการนั้นเป็นสวัสดิการเติมเต็มทำให้คนพิการ มีสิทธิเสรีภาพ โอกาสเท่าเทียมกับบุคคลอื่น ทำให้คนพิการสามารถอยู่ในสังคมร่วมกับบุคคลอื่น มีความสุขได้เหมือนกับบุคคลอื่นที่เรียกว่า สังคมที่คำนึงถึงทุกคน อินคลูซิฟ โซไซตี (Inclusive society) อันนี้ก็เป็นเป้าหมาย สังคมที่มีสวัสดิการเติมเต็มนี้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า เป็นสังคมฐานสิทธิ ไรท์ เบสด์ โซไซตี (Right based society) สังคมฐานสิทธินั้นกล่าวคือ สวัสดิการนั้นเป็นเรื่องสิทธิที่คนพิการทุกคนต้องได้รับและรัฐมีหน้าที่ที่ต้องจัดสวัสดิการ ให้คนพิการทุกคนได้รับอย่างทั่วถึง สวัสดิการของคนพิการนั้นเริ่มมีขึ้นในปี ๒๕๓๔ ตาม พ.ร.บ. ฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ ซึ่ง พ.ร.บ. นี้ก็เกิดขึ้นจากการเรียกร้องของคนพิการ มามากกว่า ๑๐ ปี สวัสดิการแรกที่คนพิการเริ่มได้รับนั้นก็เป็นสวัสดิการฟื้นฟูสมรรถภาพ ด้วยกระบวนการทางการแพทย์โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย การฟื้นฟูกระบวนการทางการแพทย์ นั่นก็คือในการที่จะทำอย่างไรให้คนพิการสามารถใช้ส่วนที่เหลืออยู่ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด เท่าที่จะทำได้ ซึ่งก็อาจจะมีพวกอุปกรณ์มีอะไรเข้ามาช่วยเสริม ขาขาดก็อาจจะมีขาเทียม อย่างนี้เป็นต้น สวัสดิการได้รับการฟื้นฟูทางการแพทย์นี้ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย อันนี้ก็เป็น สวัสดิการที่เริ่มมีมาในช่วงแรก แล้วก็เป็นสวัสดิการได้รับการฝึกอาชีพและสวัสดิการที่ตามมา กับการฝึกอาชีพนั้นก็ตามมาด้วยสวัสดิการมีสิทธิกู้ยืมเงินเพื่อไปประกอบอาชีพโดยไม่ต้อง เสียดอกเบี้ย สวัสดิการการศึกษานั้นก็เริ่มมีในปี ๒๕๔๒ ตาม พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ในมาตรา ๑๐ นั้นกำหนดไว้ชัดว่าคนพิการมีสิทธิได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานและมีสิทธิได้รับสื่อ อุปกรณ์การช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษาโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย และสิทธิทางการศึกษานี้ ก็ได้ขยายมากขึ้น ในปี ๒๕๕๐ ทุกวันนี้คนพิการมีสิทธิได้รับการศึกษาจนถึงระดับปริญญาตรี โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายและมีสิทธิที่จะได้รับสื่ออุปกรณ์ เทคโนโลยีและการช่วยเหลืออื่นใด ทางการศึกษาด้วย เพื่อให้สามารถเรียนอย่างมีคุณภาพเหมือนกับผู้อื่น สิทธิที่เป็นสวัสดิการ เริ่มมีมากและค่อนข้างครบถ้วนในปี ๒๕๕๐ ในมาตรา ๒๐ หลายวงเล็บได้กำหนดให้ คนพิการมีสวัสดิการต่าง ๆ เช่น สวัสดิการเบี้ยความพิการเพื่อลดภาระของคนพิการทุกวันนี้ ก็ได้เดือนละ ๘๐๐ บาท สวัสดิการในการปรับปรุงบ้านให้เหมาะกับการอยู่อาศัยอย่าง คนพิการก็ได้รับสนับสนุนหลังละ ๒๐,๐๐๐ บาท ร่วมกับท้องถิ่น ปีนี้ก็มีเป้าหมายที่จะ เร่งรวบรวมที่จะจัดสวัสดิการปรับปรุงบ้านให้กับคนพิการให้เหมาะกับอยู่อาศัย ๒,๔๙๘ หลัง เพื่อถวายสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สวัสดิการผู้ดูแลคนพิการพีเอ (PA) ก็คือคนพิการติด เตียง ต้องมีผู้ช่วยส่วนตัวเพื่อลดภาระของครอบครัว คนหูหนวกมีสวัสดิการที่ได้รับบริการ ล่าม ภาษามือและสวัสดิการอื่น ๆ นอกจากนั้นในมาตรา ๒๐ (๑๐) เอง ยังเขียนให้มีสวัสดิการเพิ่มเติมได้โดยการออกระเบียบ ของคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ ซึ่งมีท่านนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เช่นมีการออกระเบียบเพิ่มสวัสดิการให้กับผู้พิการทางการเคลื่อนไหวในการ ที่จะได้รับรถโยก รถโยกนี้ต่างจากวีลแชร์ (Wheelchair) วีลแชร์ก็ใช้เคลื่อนไหวใน เคหสถาน รถโยกก็ใช้โยกเพื่อเดินทางระหว่างบ้านหรือหมู่บ้าน เพราะฉะนั้นเราจะเห็นว่า ในเรื่องสวัสดิการของคนพิการนั้นค่อนข้างครบถ้วน แล้วมีปัญหาอะไรที่ต้องปฏิรูป ปัญหาใหญ่ ก็คือสวัสดิการของคนพิการมันเป็นแค่กระดาษ มันเป็นจริงสำหรับบางคน แต่ยังไม่เป็นจริง อย่างทั่วถึงอย่างสังคมฐานสิทธิ เพราะฉะนั้นการปฏิรูปเรื่องสวัสดิการของคนพิการนั้น จึงเป็นเรื่องของการปฏิรูปกลไกที่จะทำอย่างไรให้สิทธิของคนพิการเป็นจริง ที่ฝรั่งเรียกว่า เมค เดอะ ไรท์ เรียล (Make the right real) วันนี้ผมใส่เนกไท (Necktie) ซึ่งจริง ๆ ผมก็ ใส่ทุกครั้งที่มาประชุมนี้ เนกไทผมจะเขียนไว้ชัดเลยครับ เมค เดอะ ไรท์ เรียล ทำสิทธิ ให้เป็นจริงครับ อันนี้ทำอย่างไรเราจะปฏิรูปกลไกที่จะทำให้สวัสดิการที่เขียนอยู่ในกระดาษนั้น มันเป็นจริง ให้คนพิการทุกคนได้รับอย่างทั่วถึง เราจึงเสนอ ๔ เรื่อง
เรื่องแรกก็พยายามเอาบางเรื่องเข้ามาเป็นสวัสดิการเพิ่มเติม นั่นได้แก่ การเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ในสภาพแวดล้อมที่เป็นกายภาพ อย่างเช่น อาคาร สถานที่ รวมทั้งขนส่งสาธารณะ นอกเหนือจากพวกเทคโนโลยี สื่อ การสื่อสาร แล้วก็สิ่งอำนวย ความสะดวกและบริการสาธารณะต่าง ๆ เราก็พยายามเขียนให้ครอบคลุมขึ้น ที่พยายาม เอาเรื่องการเข้าถึงสภาพแวดล้อมทางกายภาพมาเป็นสวัสดิการนั้น ก็เพื่อที่จะบังคับให้รัฐ ได้สร้างอาคาร สถานที่ที่เป็นที่บริการสาธารณะนั้นสำหรับทุกคน ซึ่งก็สอดรับกับเอจจิง โซไซตี อันนี้เราก็จะปรับปรุงใน พ.ร.บ. ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ปี ๒๕๕๐ ซึ่งได้แก้ไขเพิ่มเติม ปี ๒๕๕๖ มาแล้ว ก็คงจะเพิ่มเติมอีก อันนี้ก็เพื่อจะสร้างกลไกที่จะ ให้อาคาร สถานที่สาธารณะทั้งหลายได้เอื้อสำหรับทุกคน
กลไกที่ ๒ ก็คือเร่งให้มีการจัดตั้งศูนย์บริการระดับจังหวัดและศูนย์บริการ ทั่วไป คนพิการได้คำนึงถึงสวัสดิการที่ทั่วถึงและมีคุณภาพ โดยการแยกเรกกูเลเตอร์ (Regulator) กับเซอร์วิส โพรไวเดอร์ (Service provider) ออกจากกัน เรกกูเลเตอร์ก็คือ ศูนย์บริการระดับจังหวัดจะเป็นหน่วยที่คอยกำกับ ดูแล ติดตาม ประเมินผลในจังหวัด ส่วนโอเปอเรเตอร์ (Operator) นั้นก็คือศูนย์บริการทั่วไป ซึ่งก็ให้ภาคเอกชน องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานของรัฐอื่นที่จะมาเป็นศูนย์บริการ นั่นคือศูนย์บริการสามารถ ให้บริการ แล้วก็ได้ค่าบริหาร เช่นให้บริการล่ามภาษามือชั่วโมงละ ๖๐๐ บาท ศูนย์ที่จัดล่าม ให้คนหูหนวกไปนั้นก็ได้ค่าบริการ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ๖๐๐ บาท ก็ ๖๐ บาท หรือจัดผู้ช่วย คนพิการไป ซึ่งกำหนดไว้ชั่วโมงละ ๕๐ บาท ๑๐๐ ชั่วโมงต่อเดือน ก็จะได้งบบริหาร ๑๐ เปอร์เซ็นต์ อันนี้ศูนย์บริการจะได้รับ นอกจากนั้นศูนย์บริการยังได้รับการสนับสนุน งบบริหารบางส่วนจากกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการด้วย เพราะฉะนั้นถ้าเราสามารถเร่งรัดให้เกิดศูนย์บริการทั่วไปและศูนย์บริการระดับจังหวัด ที่มีประสิทธิภาพ เราก็เชื่อว่าบริการเหล่านี้ก็จะขยายตัวไปถึงคนพิการอย่างทั่วถึง และศูนย์บริการนี้จะเป็นตัวบูรณาการสวัสดิการที่มาจากต่างกระทรวงกัน เช่น ศูนย์บริการ ของคนตาบอดก็จะไปเอาบริการที่เรียกว่าโอแอนด์เอ็ม (O&M) ก็คือการที่ได้มาจาก สปสช. หัวละ ๙,๐๐๐ บาท แต่โรงพยาบาลให้ ๘,๕๐๐ บาท โรงพยาบาลเอา ๕๐๐ บาทไว้ติดตาม ประเมินผล ศูนย์บริการก็ไปฝึกให้คนพิการช่วยเหลือตนเองในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะ เรื่องการใช้ไม้เท้าขาว แล้วก็ได้รับไม้เท้าขาวไปใช้ด้วย อันนี้เป็นตัวอย่างว่าศูนย์บริการนั้น ก็ไปเชื่อมเอาบริการจากกระทรวงต่าง ๆ เข้าไปถึงคนพิการทำหน้าที่เหมือนเคส แมเนเจอร์ (Case manager) ก็คือศูนย์บริการจะรู้เลยว่าคนพิการแต่ละคนมีสิทธิได้สวัสดิการอะไร จากหน่วยงานไหน ก็จะเป็นตัวเชื่อมสวัสดิการเหล่านั้นไปให้ถึงคนพิการ แล้วก็เมื่อ ศูนย์บริการขยายตัวลงท้องถิ่นก็จะทำให้คนพิการได้อย่างทั่วถึง ส่วนเรกกูเลเตอร์ ก็คอยควบคุมดูแลไม่ให้มีบัญชีผี ให้มีการบริการที่มีคุณภาพและถ้าใครให้บริการไม่มีคุณภาพ ก็ยกเลิกที่จะให้ค่าใช้จ่ายรายหัว
กลไกที่ ๓ ก็คือพัฒนาระบบการขจัดการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม หรือ การขจัดการเลือกปฏิบัติ ถ้าคนพิการคนหนึ่งได้รับแต่อีกคนหนึ่งอยู่ในภาวะเดียวกันไม่ได้รับ คนพิการไม่ได้รับก็สามารถที่จะร้องต่อคณะอนุกรรมการขจัดการเลือกปฏิบัติ ทุกวันนี้ซึ่งเรา ก็จะขอยกระดับให้เป็นคณะกรรมการขจัดการเลือกปฏิบัติแล้วก็มีอำนาจไกล่เกลี่ย และวินิจฉัยได้เลยว่าการกระทำนั้นเป็นการเลือกปฏิบัติขอให้แก้ไข ถ้าไม่แก้ไขก็สามารถที่จะ ดำเนินคดีฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายซึ่งอย่างที่ผมบอกไปแล้ว กฎหมายให้ค่าเสียหายเป็นเชิง ลงโทษได้ไม่เกิน ๔ เท่า อันนี้ก็เป็นกลไกที่ ๓
กลไกที่ ๔ กลไกแรกที่ผมพูดไปแล้วก็ขยายเรื่อง กลไกที่ ๔ นี้เป็นการพัฒนา ระบบกองทุนที่คนพิการมีอยู่ ซึ่งส่วนใหญ่ก็ได้เงินจากนายจ้างที่ไม่จ้างคนพิการ เพราะกฎหมายบังคับให้นายจ้างที่มีคนงาน ๑๐๐ คน ต้องจ้างคนพิการ ๑ คน ถ้าไม่จ้างก็ ต้องจ่ายเงินเข้ากองทุน ก็ ๓๐๐ คูณด้วย ๓๖๐ ก็คูณด้วยจำนวนคนพิการที่ต้องจ้าง ก็คือคนหนึ่ง ก็ประมาณ ๑๐๘,๐๐๐ บาท กองทุนนี้จะมีเงินไหลเข้าประมาณปีหนึ่งเกือบ ๒,๐๐๐ ล้านบาท ยกระดับให้กองทุนเป็นนิติบุคคลเพราะว่ากองทุนที่ไม่เป็นนิติบุคคลซึ่งเป็นส่วนหนึ่ง ของหน่วยงานราชการนั้นก็จะทำงานในเชิงตั้งรับ ใช้เงินน้อยแล้วก็หนักไปกับที่เป็นเรื่อง บริการของหน่วยงานนั้น ๆ เราก็อยากให้ทำงานในเชิงรุกที่จะทำอย่างไรให้สวัสดิการ ของคนพิการเกิดขึ้นได้อย่างทั่วถึงตามที่กฎหมายกำหนด ต้องให้ทำงานในเชิงรุก ก็คิดว่า การยกระดับเป็นนิติบุคคลแล้วจัดระบบบริหารงานกองทุนที่เป็นนิติบุคคลให้ดีนั้นก็น่าจะ เกิดประโยชน์ ทุกวันนี้ท่านรองนายกก็ตำหนิมาว่าใช้เงินไปแค่ ๖๐๐ ล้านบาท ตอนนี้ ท่านรองนายกก็ขอให้ สสส. เข้ามาช่วยวางแผนจะต้องเร่งใช้เงิน ๔,๐๐๐ ล้านบาท ในปีข้างหน้า ที่จะให้เกิดประโยชน์กับคนพิการ เพราะฉะนั้นการยกระดับเป็นนิติบุคคลจึงเป็นเรื่องที่ จำเป็นที่จะเอาเงินมาให้เกิดประโยชน์กับคนพิการอย่างแท้จริง ผมก็ขอจบในการเสนอ เพียงเท่านี้ ขอบคุณมากครับ