อำพล จินดาวัฒนะ หารือเรื่องการปฏิรูปสังคมไทย โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการทำงานแบบ "กรรมการครอส คัทติง" เพื่อพัฒนาข้อเสนอปฏิรูประบบสวัสดิการที่เหมาะสมกับสังคมไทย อำพล จินดาวัฒนะ พูดถึงการปฏิรูปสวัสดิการสังคมในประเทศไทย โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปรับปรุงระบบสวัสดิการสังคมให้ครอบคลุมและเท่าเทียม โดยมีการวิเคราะห์ถึงสถานการณ์ปัจจุบันและเสนอแนวทางการปฏิรูป และเสนอแนวคิดในการสร้างระบบสวัสดิการสังคมที่ครอบคลุม ยั่งยืน และมีคุณภาพ โดยเน้นครอบครัวและชุมชนเป็นฐาน และเรียกร้องให้มีการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน รวมถึงการดูแลผู้ด้อยโอกาส ผู้พิการ และกลุ่มที่มีน้อยสังคม
กราบเรียนท่านประธาน สภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพครับ และเพื่อนสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ กระผม นายแพทย์อำพล จินดาวัฒนะ ประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส อีกฐานะหนึ่งก็คือเป็นประธานคณะกรรมการปฏิรูประบบสวัสดิการ สังคมที่เหมาะสมกับสังคมไทย ซึ่งท่านประธานได้กรุณาช่วยนำชี้แจงไปแล้วว่าเป็นการทำงานแบบกรรมการครอส คัทติง (Cross cutting) เพื่อจะดำเนินการพัฒนาข้อเสนอปฏิรูประบบสวัสดิการที่เหมาะสมกับ สังคมไทย สำหรับเรื่องนี้ก็คือวาระการปฏิรูปลำดับที่ ๒๙ วันนี้ก็เป็นการนำเสนอในกรอบ ความคิดและสาระสำคัญเพื่อรับฟังความเห็นจากที่ประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติและจะได้รับไป ดำเนินการในขั้นที่ ๒ ต่อไป
ผมกราบเรียนโดยสังเขปว่าเดี๋ยววันนี้ที่เราจะนำเสนอนั้นเพื่อเป็นการ เพิ่มประสิทธิภาพที่มีท่านสมาชิกได้ให้ข้อคิดเห็นเรื่องการนำเสนอ วันนี้เราจะนำเสนอ อย่างกระชับโดยที่แบ่งการนำเสนอไว้ ผมจะนำเสนอในภาพรวม แล้วก็ท่านรองประธาน คณะกรรมการปฏิรูประบบสวัสดิการสังคมที่เหมาะสมกับประเทศไทยคือ คุณหมอพลเดช ปิ่นประทีป จะนำเสนอสาระสำคัญโดยย่อ แล้วก็จะมีผู้ที่นำเสนอเป็นประเด็นกรณีคล้าย ๆ เป็นกรณีตัวอย่างเฉพาะ ๒ เรื่อง คือท่านอุบลแล้วก็ท่านอาจารย์วิริยะ เราจะนำเสนอ ภายในเวลาประมาณสักไม่เกิน ๔๕ นาที เพื่อที่จะให้กระชับเวลาและเปิดเวลาให้กับ ท่านสมาชิกได้ให้ความคิดเห็น ซึ่งตรงนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งที่จะนำไปปรับปรุง ในการทำงานขั้นต่อไปครับ
กราบเรียนท่านประธานและท่านสมาชิกครับว่าที่ผ่านมาประเทศไทยเรา ไม่ว่าจะพัฒนามาอย่างไรเราก็พบว่ามีความเจริญก้าวหน้าในหลาย ๆ ด้านซึ่งเป็นที่ประจักษ์ แต่ในขณะเดียวกันนั้นประเทศเราก็ยังมีปัญหาหลายเรื่องหลายราวเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น ปัญหาจากโครงสร้างอำนาจทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคม ซึ่งก็ส่งผลกระทบต่อสภาวะ ความเหลื่อมล้ำและความไม่เท่าเทียมกันในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะในด้านที่เกี่ยวกับสังคม ซึ่งทำให้อำนาจต่อรองของกลุ่มต่าง ๆ ในสังคมที่จะปกป้องสิทธิเสรีภาพเพื่อให้บรรลุความ เท่าเทียมนั้นก็ยังเป็นไปได้ยาก ก็ยังมีความเหลื่อมล้ำในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรายได้ สิทธิ ด้านโอกาส ด้านอำนาจ ด้านศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ซึ่งหลายเรื่องนี้เป็นความเชื่อมโยง กันหมด ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางด้านหนึ่งก็ไปกระทบกับความเหลื่อมล้ำทางด้านอื่นด้วย ในเรื่องนี้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ ตระหนักดี จึงได้มีการบัญญัติไว้ว่าให้มีเป้าหมายสำคัญเป้าหมายหนึ่งของสภาปฏิรูปแห่งชาติของเรา เพื่อจะทำข้อเสนอเพื่อการปฏิรูป ขจัดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มความเป็นธรรมทางด้านเศรษฐกิจด้วย ทางด้านสังคมด้วย ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องสำคัญ
กล่าวถึงระบบสวัสดิการสังคม ก็ต้องถือว่าเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ อันหนึ่งที่รัฐมีหน้าที่จะดูแลจัดให้ประชาชนเพื่อสร้างความมั่นคงให้แก่ชีวิตของประชาชน สวัสดิการสังคมเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญไม่น้อยกว่าโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ ไม่ว่าจะเป็นถนน ไฟฟ้า โรงเรียน โรงพยาบาล และอื่น ๆ ถ้ามีโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ มากมาย แต่โอกาสในการใช้ของคนในสังคมไม่เท่าเทียมกัน การเข้าถึงโอกาสนั้นแตกต่างกัน ก็จะเป็นปัญหา สร้างความกดดันในสังคม เพราะฉะนั้นการมีระบบสวัสดิการสังคมที่ดี ก็จะเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนที่จะเข้าถึงโครงสร้างและบริการของรัฐได้
ในประเทศไทยนั้นมีการจัดระบบสวัสดิการสังคมมายาวนานครับ โดยมี ประวัติศาสตร์ในการจัดตั้งแต่สวัสดิการสังคมแบบพื้นบ้านหรือการช่วยเหลือกันเอง ในหมู่ประชาชนตามหลักมนุษยธรรม หลักศาสนา วัฒนธรรมและความเชื่อของประชาชน จากนั้นก็ค่อย ๆ พัฒนาเรื่อยมาจนมีการตั้งกลไกของรัฐ และใน พ.ศ. ๒๕๔๖ มีพระราชบัญญัติส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมขึ้นเพื่อเป็นกฎหมายหลักในการทำงาน ด้านนี้ครับ นอกเหนือจากการขับเคลื่อนสวัสดิการสังคมผ่านกลไกของรัฐแล้วยังพบว่า ในประเทศไทยเรามีการจัดสวัสดิการสังคมที่ดำเนินการโดยภาคเอกชน องค์กร สาธารณประโยชน์ องค์กรไม่แสวงกำไร องค์กรภาคประชาชนและประชาสังคม รวมทั้ง ชุมชนด้วยในระดับต่าง ๆ หลายรูปแบบครับ อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ก็ยังไม่ใช่เป็นเรื่องที่ดี โดยสมบูรณ์ ยังมีจุดอ่อน สร้างให้เกิดความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรม มีกลุ่มคนต่าง ๆ ที่ยังตกหล่นและการดูแลที่ไม่ทั่วถึงครอบคลุม ซึ่งสภาปฏิรูปแห่งชาติของเราได้มีการประชุมและมีวาระปฏิรูป ๓๖ เรื่อง วาระพัฒนา ๗ เรื่อง ๑ ใน ๓๖ เรื่อง ก็ได้มอบหมายให้คณะกรรมาธิการปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส และคณะกรรมการครอส คัทติงได้มาดำเนินการ พัฒนาข้อเสนอเรื่องนี้ ผมต้องขอขอบพระคุณทางกรรมาธิการปฏิรูปด้านสาธารณสุข ขอบพระคุณคณะกรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง และขอบพระคุณ คณะกรรมาธิการปฏิรูปแรงงาน ที่ได้มีตัวแทนเข้ามาร่วมอยู่ในคณะกรรมการพัฒนาข้อเสนอ ปฏิรูปสวัสดิการสังคมในครั้งนี้เป็นการทำงานร่วมกัน
ประเด็นการศึกษาในเรื่องนี้ เราได้มีการวิเคราะห์ในเรื่องของสถานการณ์ ปัจจุบันของระบบสวัสดิการสังคมและมองไปข้างหน้าว่าเราควรจะมีการปฏิรูปอย่างไรบ้าง ซึ่งครอบคลุมถึงองค์ประกอบ ๔ ด้านของสวัสดิการสังคม ในระบบสวัสดิการสังคมนั้น จะมองเป็น ๔ ด้าน หรือที่เรียกว่า ๔ เสาหลัก คือด้านการให้บริการสังคม การประกันสังคม ทุกกลุ่ม เรียกว่า ประกันสังคมทุกกลุ่มวัย การช่วยเหลือทางสังคม และการสนับสนุนหุ้นส่วน ทางสังคม ซึ่งเดี๋ยวจะได้มีการลงไปในสาระสำคัญต่อไป
เรามองถึงว่าระบบสวัสดิการสังคมจะต้องมีความครอบคลุม เพียงพอ ยั่งยืน มีคุณภาพ เข้าถึงได้ มีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน เน้นครอบครัวและชุมชนเป็นฐาน อันนี้ อาจจะเรียกว่าเป็นแนวคิดหลัก
สร้างระบบส่งเสริมความเข้มแข็งภาคประชาสังคม และผู้มีจิตอาสาต่าง ๆ ในการเข้ามาร่วมจัดระบบสวัสดิการสังคมครับ ไม่ใช่เป็นเรื่องของรัฐอย่างเดียว
พัฒนาระบบการดูแลช่วยเหลือต่อเนื่องสำหรับผู้ด้อยโอกาส ผู้พิการ ผู้ที่มี เป้าหมายเฉพาะหรือมีกลุ่มเฉพาะ ซึ่งตรงนี้ต้องเป็นการดูแลเป็นพิเศษให้กับกลุ่มที่อาจจะ เรียกว่าเมื่อเป็นกลุ่มที่มีน้อยสังคมต้องให้มากครับ
วิธีการพิจารณาศึกษานั้นเราก็เริ่มตั้งแต่การระดมความคิดเห็นของ คณะกรรมการปฏิรูประบบสวัสดิการสังคม กำหนดกรอบความเห็น ประเด็นปฏิรูป ประชุม ไปทั้งหมดรวม ๗ ครั้งครับ มีการประชุมเชิงปฏิบัติการไปแล้ว และมีการทบทวนเอกสาร ทั้งหลาย เราได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นนักวิชาการเข้ามาร่วมในกรรมการ และเชิญมาเป็นผู้ที่ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมด้วยหลายครั้ง เราได้ศึกษาข้อมูลการวิจัยต่าง ๆ ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ แล้วก็ได้สรุปเป็นรายงานผ่านกรรมการและผ่านกรรมาธิการเรียบร้อยแล้ว จึงนำเรียนเสนอให้ท่านในวันนี้ครับ
ท่านประธานและท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติครับ ผมอยากจะกราบเรียน ถึงความหมายสำคัญของระบบสวัสดิการสังคมว่าคืออะไร เราได้ทำการศึกษานี้ก็เลย ได้ทำการกลับไปทบทวนความรู้ที่ผมกราบเรียนแล้ว ขณะนี้ถ้าเรายึดตามคำจำกัดความ หรือความหมายในพระราชบัญญัติส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม พ.ศ. ๒๕๔๖ จะให้ ความหมายไว้ว่า หมายถึงระบบการจัดบริการทางสังคมที่เกี่ยวกับการป้องกันแก้ไขปัญหา การพัฒนา และการส่งเสริมความมั่นคงทางสังคม เพื่อตอบสนองความจำเป็นขั้นพื้นฐานของ ประชาชน ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีพึ่งตนเองได้อย่างทั่วถึง เหมาะสม เป็นธรรมและให้เป็นไปตาม มาตรฐาน ทั้งนี้ทางด้านการศึกษา สุขภาพอนามัย ที่อยู่อาศัย การทำงาน รายได้ นันทนาการ กระบวนการยุติธรรม บริการทางสังคมทั่วไป โดยคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิที่ประชาชนจะต้องได้รับ และการมีส่วนร่วมในการจัดสวัสดิการสังคมทุกระดับ
ท่านประธานและท่านผู้มีเกียรติครับ จะเห็นว่าความหมายของคำว่า สวัสดิการสังคม นั้น ไม่ใช่เป็นงานบริการสงเคราะห์ หรือการจัดเรื่องสวัสดิการสังคม ในวงแคบ ๆ เท่านั้น แต่เป็นความหมายที่กว้างไปถึงเรื่องงานทางด้านสังคมเกือบทุกด้านครับ เพราะฉะนั้นด้วยเหตุนี้จะเห็นว่าสิ่งที่คณะกรรมการเสนอในวันนี้จะไปเกี่ยวข้องกับการปฏิรูป ระบบอื่น ๆ ทางด้านสังคม ซึ่งก็เรียกว่าเป็นส่วนหนึ่งของระบบสวัสดิการสังคมด้วย แต่อย่างไรก็ตามในคณะกรรมาธิการชุดนี้และคณะกรรมการชุดนี้คงจะไม่ได้ไปก้าวล่วง พัฒนาข้อเสนอการปฏิรูปในด้านต่าง ๆ เหล่านั้น ซึ่งเดี๋ยวเราจะได้จำแนกให้ท่านทั้งหลาย ได้รับทราบครับ และขอความเห็นจากท่าน
สำหรับองค์ประกอบด้านระบบสวัสดิการสังคมนั้นที่ผมกราบเรียนแล้วว่า เป็นเสา ๔ เสาหลักนั้น ผมขออนุญาตกล่าวถึงเฉพาะหัวเรื่อง
๑. คือการให้บริการสังคม ภาษาอังกฤษเขาใช้ว่า โซเชียล เซอร์วิส (Social service) เป็นหน้าที่ของรัฐและเอกชนที่จะมีการทำหน้าที่เหล่านี้
เรื่องที่ ๒ คือระบบประกันสังคมครับ คือ โซเชียล ซีเคียวริตี (Social security) หรือเซฟตี เน็ต (Safety net) และ
เรื่องที่ ๓ เสาที่ ๓ คือระบบการช่วยเหลือทางสังคมโซเชียล แอสซิสแตนซ์ (Social assistance)
เรื่องที่ ๔ คือระบบการส่งเสริมสนับสนุนหุ้นส่วนทางสังคมคือโซเชียล ซัพพอร์ท (Social support) อันนี้ก็เป็นแนวคิดหลักสำคัญว่าไม่ใช่รัฐเป็นคนทำฝ่ายเดียว แต่ทุกภาคส่วนในสังคมมีหน้าที่รับผิดชอบและช่วยกันทำเรื่องสวัสดิการสังคมด้วย รูปแบบ การจัดสวัสดิการสังคมในประเทศไทยในปัจจุบันนั้นสรุปได้มี ๔ แบบครับ
แบบที่ ๑ คือเป็นแบบสวัสดิการสังคมเชิงสถาบัน คือรัฐเป็นคนจัดให้เป็น กลไกหลักในการจัดครับ
รูปแบบที่ ๒ คือระบบสวัสดิการที่ให้องค์กรพัฒนาภาคเอกชน องค์กร สาธารณกุศลต่าง ๆ เป็นคนดำเนินการ อันนี้มีอยู่จำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นการสงเคราะห์ ในเรื่องทุนการศึกษา สงเคราะห์ทางด้านวัตถุ สงเคราะห์ทางด้านทุนอาหารกลางวัน เสื้อผ้า อุปกรณ์ต่าง ๆ จะเห็นว่าในสังคมไทยเรามีมากมาย
แบบที่ ๓ คือรูปแบบสวัสดิการสังคมที่จัดโดยภาคธุรกิจ ภาคธุรกิจ บริษัท ห้างร้านก็จัดสวัสดิการให้ลูกจ้าง พนักงานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสวัสดิการกู้ยืมเงิน วันลา วันหยุด อนุญาตให้ลาเรียน ฝึกอบรมพัฒนาทักษะต่าง ๆ รวมทั้งสิ่งต่าง ๆ ที่นายจ้างเป็นคน จัดให้ เหล่านี้ก็คือการจัดรูปแบบหนึ่ง
รูปแบบที่ ๔ เป็นรูปแบบสวัสดิการสังคมแบบพหุลักษณ์ก็มีหลายแบบด้วยกัน หลายอย่างที่ผสมปนเปกัน เป็นทั้งหน้าที่ของหน่วยงาน เป็นหน้าที่ขององค์กร หน้าที่ของ ภาคส่วนต่าง ๆ ที่จะเข้ามาร่วมกันจัดสวัสดิการสังคมในแนวคิดเรื่องของหุ้นส่วนครับ ในระดับชุมชนก็มีจำนวนมากไม่ว่าจะเป็นเรื่องกลุ่มสัจจะออมทรัพย์ สวัสดิการชุมชน สวัสดิการท้องถิ่นมีต่าง ๆ มากมาย ท่านประธานและท่านสมาชิกครับ ก็จะเห็นว่าคำว่า สวัสดิการสังคม นั้นกว้างและเกี่ยวพันกับทุกภาคส่วนในสังคมครับ
สำหรับแนวคิดสำคัญที่อาจจะเรียกว่าเป็นแนวคิดที่ใช้สำหรับมองถึงเรื่อง สวัสดิการสังคมนั้น ท่านทั้งหลายคงจะทราบถึงเรื่องที่ท่านอาจารย์ป๋วย อึ้งภากรณ์ ท่านได้พูดไว้ถึงแนวคิดที่เรียกว่าคุณภาพชีวิต ปฏิทินแห่งความหวังจากครรภ์มารดา ถึงเชิงตะกอน อันนี้ต้องถือว่าเป็นแนวคิดหลักที่ยังอยู่ในสังคมไทยแล้วจะใช้ในการมอง การปฏิรูประบบสวัสดิการสังคมต่อไป ด้วยเหตุนี้กระผมจะขออนุญาตท่านประธาน ผมพูดไป มันไม่ค่อยน่าฟัง แต่ถ้าขออนุญาตสัก ๔-๕ นาทีครับ ดูวีดิทัศน์เรื่องจากครรภ์มารดา ถึงเชิงตะกอน ถึงแม้ว่าพวกเราเคยดูแล้ว แต่ผมคิดว่าจะขออนุญาตฉายตรงนี้เพื่อที่เราจะได้ เห็นภาพรวม แล้วก็จะได้นำเสนอให้สั้นลงครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน