ธีรศักดิ์ พานิชวิทย์ อภิปรายเรื่องการปฏิรูประบบสวัสดิการ โดยเน้นย้ำความจำเป็นของระบบสวัสดิการที่เป็นระบบสมทบ และส่งเสริมความร่วมมือ 3 ระดับของรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประโยชน์ต่อประชาชน นอกจากนี้เขายังหารือเรื่องระบบรายได้ที่ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในระบบการศึกษาของไทย และขอความร่วมมือในการจัดการศึกษาให้กระจายความรับผิดชอบไปที่ระดับพื้นที่
กราบเรียนท่านประธานครับ ผม ธีรศักดิ์ พานิชวิทย์ ก่อนอื่นคงต้องขอบคุณท่านกรรมาธิการที่ได้จัดทำรายละเอียดในการปฏิรูประบบสวัสดิการ ที่เหมาะสมในสภาพสังคมไทย ผมเองต้องชื่นชมเพราะว่ามีหลายประเด็นมากที่ท่านได้ขยายวง แต่สิ่งที่ผมจะอภิปรายนี้จะเป็นการอภิปรายเชิงสนับสนุนว่าสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ด้วยปัจจัย หนุนเสริมอะไรบ้าง ซึ่งจะเป็นสาระสำคัญที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
ประการที่ ๑ ซึ่งผมอยากจะชี้ให้เห็นสถานภาพที่จะเป็นอุปสรรคต่อ การขับเคลื่อนระบบสวัสดิการที่เหมาะสม ประการที่ ๑ ก็คือเราต้องยอมรับความจริงว่า ประเทศไทยนั้นเป็นประเทศที่ไม่ได้ร่ำรวย ถ้าเราเขียนระบบสวัสดิการขึ้นมาบนพื้นฐาน ที่บอกว่าเราจะต้องพึ่งพาเงินระบบจากภาครัฐอย่างเดียวนี่ ผมคิดว่านี่คือโจทย์หนึ่ง ซึ่งเราจะต้องก้าวข้ามให้ได้ว่าเราจะนำงบประมาณจากส่วนใดบ้างมาขับเคลื่อนให้เกิด ระบบสวัสดิการที่เกิดประสิทธิภาพ และการจัดลำดับของหมวดหมู่ของความสำคัญของ ระบบสวัสดิการนั้นควรจะเริ่มจากอะไร ประการที่ ๑ ซึ่งผมอยากจะมองให้เห็นภาพให้ชัดขึ้น นั่นก็คือว่ารัฐควรมีกลไกหนุนเสริมระบบสวัสดิการในเรื่องของการพัฒนารายได้ระดับ ครัวเรือน นั่นก็คือเกี่ยวข้องกับการยกระดับเรื่องค่าแรงงานก็ดี เรื่ององค์ความรู้ พี่น้องประชาชนก็ดี การขยายโอกาสของฐานแรงงานก็ดี ประการนี้เป็นประการสำคัญที่สุด ที่จะทำให้ระบบสวัสดิการนั้นจะเกิดขึ้นในอนาคต เหตุผลก็คือว่าเมื่อประชาชนมีฐานรายได้ ที่เพียงพอแล้ว สิ่งที่จะเกิดขึ้นมาก็คือหน้าที่ของความเป็นพลเมืองคือการเข้าสู่ระบบการเสีย ภาษีให้กับรัฐ ในประเด็นนี้เป็นความสำคัญที่เชื่อมโยงกัน ถ้านโยบายของรัฐไม่สามารถ ขับเคลื่อนกลไกในเรื่องของการสร้างคุณภาพระดับครัวเรือนได้ ฐานรายได้ประเทศก็ไม่อาจ ที่จะขยับได้ นั่นคือประการที่ ๑
ประการที่ ๒ คือกระบวนการของวิธีการจัดให้เกิดกลไกในเรื่องของข้อมูลที่ จะจัดระบบสวัสดิการ ผมคิดว่าวันนี้ระบบสวัสดิการของไทยนั้นมีปัญหาอยู่หลายระบบที่เราจัด ขึ้นมา
ประการที่ ๑ คือจัดบนพื้นฐานความเป็นพลเมืองไทย เช่น สวัสดิการผู้สูงอายุ ซึ่งวันนี้เราต้องยอมรับความจริงว่าคนยากจนก็ได้รับสวัสดิการเหล่านี้ คนร่ำรวยก็สวัสดิการ เหล่านี้ สวัสดิการเหล่านี้เป็นสวัสดิการของความเสมอภาค แต่เราอยากจะมีกลไกของการ ทบทวนนโยบายตรงนี้ว่าทำอย่างไรให้เม็ดเงินที่มีอยู่ไม่มากในการบริหารงานของประเทศนั้น ไปสอดรับของการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุที่มีฐานะยากจนจริง ๆ แล้วให้เขาหลุดพ้น จากการที่รัฐจะต้องดูแลในลักษณะของกระจาย ซึ่งมีเม็ดเงินอยู่ไม่มากซึ่งปัจจุบันเริ่มต้นที่ ๖๐๐ บาทซึ่งต่ำมาก
ประการที่ ๒ ก็คือว่ารัฐจะต้องส่งเสริมในระบบสวัสดิการที่เป็นระบบ สวัสดิการแบบสมทบ ผมคิดว่าตรงนี้นโยบายของรัฐจำเป็นต้องมี เพราะถ้าไม่กำหนด ระบบนโยบายแบบมีส่วนร่วม ผมคิดว่ารัฐไม่สามารถที่จะขับเคลื่อนนโยบายของ การจัดระบบสวัสดิการได้ ซึ่งตรงนี้ผมคิดว่าสิ่งสำคัญที่สุดถ้ารัฐมีกลไกความร่วมมือ ๓ ระดับ ซึ่งมีระบบสวัสดิการที่ดีอยู่แล้ว คือสวัสดิการชุมชน ก็คือในสังคมชนบทเรียกกันว่าสวัสดิการ ๓ ขา ก็คือรัฐออกส่วนหนึ่ง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้ความร่วมมือในการออกส่วนหนึ่ง แล้วพี่น้องประชาชนจะต้องมีหน้าที่ในการออกส่วนหนึ่ง ผมคิดว่าถ้าจับ ๓ ส่วนนี้มาแล้วไป ผูกโยงว่าให้มันเกิดระบบสวัสดิการในลักษณะนี้ในรูปแบบต่าง ๆ ผมคิดว่าจะเกิดประโยชน์ ต่อพี่น้องประชาชนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของระบบสวัสดิการชุมชน ระบบสวัสดิการ เรื่องการศึกษา หรือรวมไปถึงเรื่องระบบสวัสดิการด้านสุขภาพ รวมไปถึงผู้สูงอายุ
ประเด็นสุดท้ายที่ผมยังมีความวิตกกังวลอยู่อย่างมาก คือระบบรายได้ ครัวเรือนที่ไปกระทบต่อระบบสวัสดิการทางการศึกษา วันนี้คุณภาพพี่น้องประชาชน ในชนบทนั้นมีความเหลื่อมล้ำกันมากในเรื่องของการศึกษา มูลเหตุมาไม่ได้บอกว่า อยู่ที่นโยบายรัฐจัดการศึกษา แต่มันอยู่ตรงที่ว่าจัดแล้วมันทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำกันเอง ในระบบการศึกษาของไทย แล้ววันนี้ต้องยอมรับความจริงว่าครัวเรือนใดมีรายได้มาก ครัวเรือนนั้นเป็นผู้ที่มีโอกาสทางการศึกษามากกว่าครัวเรือนที่มีรายได้น้อย เพราะฉะนั้นตรงนี้ เป็นประเด็นใหญ่ที่อยากจะนำเรียนว่าทำอย่างไรให้มีกระบวนการการจัดการศึกษา ที่เป็นลักษณะของความร่วมมือให้มากขึ้น ไม่ได้บอกว่าทางกระทรวงศึกษาธิการต้องจัดฝ่ายเดียว แต่ทำอย่างไรให้ความรับผิดชอบนี้ไปกระจายอยู่ในระดับพื้นที่ให้มาก แล้วใช้โฟกัส (Focus) ไปที่พื้นที่เป็นพื้นที่จัดการศึกษา ผมคิดว่าตรงนี้จะทำให้คุณภาพของพี่น้องประชาชนดีขึ้นครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ