สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๓๘ · ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๘

ทัศนา บุญทอง ขอขอบคุณและเชิญท่านว่าที่ร้อยเอก จิตร์ ศิรธรานนท์ และท่านรองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์สืบพงศ์ ธรรมชาติ เพื่อหาความร่วมมือในการสร้างคุณธรรมและจริยธรรมในคนไทย โดยเน้นการศึกษา การฝึกฝน สภาพแวดล้อม และแรงบันดาลใจ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่าน ว่าที่ร้อยเอก จิตร์ ศิรธรานนท์ ค่ะ

ว่าที่ร้อยเอก จิตร์ ศิรธรานนท์ : กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพ กระผม ว่าที่ร้อยเอก จิตร์ ศิรธรานนท์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ต้องถือว่า เป็นความท้าทายของกรรมาธิการชุดนี้ในการที่ยกเรื่องคนขึ้นมาพูดกัน ซึ่งจริง ๆ เป็นเป้าหมายหลักที่เราจะทำอะไรประสบความสำเร็จหรือไม่ ถ้าเราย้อนหลังกลับไปดู ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๘ ในขณะนั้นก็เน้นในเรื่องคน แต่ว่า ที่เราทำมาก็ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ทุกสิ่งทุกอย่างยิ่งเลวร้ายไปกว่าเดิมอีกนะครับ เพราะฉะนั้นในเรื่องของคนผมคิดว่ามีแบบอย่างเยอะมาก ผมคิดว่าคุณภาพของคนไม่ใช่เพียง เขียนแต่กระดาษแล้วก็ปิดไว้แล้วคนก็จะทำตามนั้น มันต้องมีสิ่งต่าง ๆ ที่ผมคิดว่ามีอยู่ ๔ เรื่องที่เกี่ยวกับคุณภาพคน คือในเรื่องของการศึกษา ในเรื่องของการฝึกฝน เรื่องของ สภาพแวดล้อม และสุดท้ายคืออย่างที่คุณกูไซหม๊ะวันซาฟีหน๊ะพูดไปคือแรงบันดาลใจ ซึ่งเราพยายามที่จะมีโครงการอินสะไพริง ไทยแลนด์ (Inspiring Thailand) สร้างอินสะไพเรชัน (Inspiration) คือแรงบันดาลใจต่าง ๆ ซึ่งตรงนี้ผมอยากจะแบ่งเป็น ๒ ส่วนว่าในส่วนที่อยู่ ในวัยเรียนอันนี้สำคัญมาก ซึ่งเราจะปูอะไรก็ได้ ๙,๐๐๐,๐๐๐ คนที่กำลังอยู่ในระบบ การศึกษาอยู่นี้นะครับ ถ้าเรามีสิ่งที่ผลักเข้าไปให้เขาเกิดแรงบันดาลใจในการที่จะเป็นคนดี ในการที่จะมีค่านิยมในการที่จะทำให้บ้านเมืองนี้เจริญเติบโตไปข้างหน้า มีคุณธรรม มีจริยธรรม ไม่ใช่ว่าคำว่า คุณธรรม คือคำว่า คุณนะทำ ผมไม่ทำอยู่แค่นั้นครับ หรือจริยธรรม คือคนที่ชื่อ จริยะ เป็นคนทำ คนอื่นไม่ทำเลย เพราะฉะนั้นส่วนที่ ๑ คือการศึกษาของคน ในระดับล่างสำคัญมาก ๙,๐๐๐,๐๐๐ คน ส่วนที่เลยระดับการศึกษามาแล้วนั้นอาจจะใช้ ค่านิยมต่าง ๆ ที่เราโฆษณา ซึ่งก็ได้ผลไม่มากเท่าที่ควร เพราะว่าบางทีคนที่พ้นวัยเรียนมาแล้ว กลับไปทำให้คนที่อยู่ในวัยที่ควรจะรับการศึกษาเหล่านี้ไปในทางที่ผิด อย่างเช่นพ่อขับรถ ให้ลูกดู พ่อปาดซ้ายปาดขวา ลูกถามว่าทำไมพ่ออย่างนี้ทำถูกหรือ พ่อก็จะตอบลูกว่า เขาทำกันอย่างนี้ทั้งนั้น เพราะฉะนั้นบอกทำกันอย่างนี้ทั้งนั้นไป ที่โรงเรียนเขาสอนอีกอย่างหนึ่ง พ่อสอนอีกอย่างหนึ่ง ก็เลยไปคนละทิศละทาง เพราะฉะนั้นผมกลับมาในเรื่องของนักเรียน ที่อยู่ในวัยการศึกษา ๙,๐๐๐,๐๐๐ คน ที่เราสามารถที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้เขาที่จะเป็น คนดีได้ การศึกษาจะเห็นว่าเราใช้เงินมากเป็นอันดับ ๒ ของโลก แต่ผลการศึกษาที่ออกมานั้น คุณภาพต่ำมาก จะเห็นว่าในประเทศญี่ปุ่น เด็กญี่ปุ่นนี่เขาสอนให้รู้จักความอดทนตั้งแต่อนุบาล แล้วถ้าพ่อแม่เอาลูกไปเข้าโรงเรียนที่ญี่ปุ่น วันแรกเลยให้วิ่งรอบโรงเรียน หกล้มหัวร้างข้างแตก ครูไม่ไปช่วยเลยครับ ให้เด็กลุกขึ้นมาเอง ถ้าพ่อแม่คนไหนทนไม่ได้ก็เอาลูกออกไป ขณะเดียวกันเขาสร้างคนของเขา เด็กของเขา ให้รู้จักนึกถึงคนที่ ๓ คือบุคคลอื่น นึกถึงสังคม ยกตัวอย่างเช่นปีที่แล้วผมเข้าใจว่าเคยเล่า ให้ฟังในที่นี้อย่างย่อ ๆ ที่หนึ่งแล้ว เด็กอนุบาลร้อยกว่าคน ทัวร์ (Tour) ของกรุป (Group) ของเราส่วนมากเด็กอนุบาลเป็นผู้หญิงไปเข้าห้องน้ำ ปรากฏว่าห้องน้ำมีอยู่ ๔ ห้อง ห้องน้ำ ผู้หญิง เขาใช้แค่ ๒ ห้อง อีก ๒ ห้องให้คนอื่นใช้ พวกเราเข้าไปเรานึกว่า ๑๒๐ คน เราคงเข้า ห้องน้ำยาก ผู้หญิงนะครับ สุภาพสตรีนี่ แต่ปรากฏว่าเขาคิดถึงคนอื่น หรือกรณีที่เกิดเซนได ป้าแก่ ๆ มารับของ เขารับถุงเดียวแต่คนที่ไปแจกจะให้ ๒ ถุง เขาบอกว่าไม่ได้เดี๋ยวคนข้างหลัง ไม่ได้ เพราะฉะนั้นเขาสอนคนของเขาให้มีความสำนึกในการที่จะนึกถึงคนอื่น อันนี้คือสิ่งที่ผม คิดว่ามีความสำคัญมาก แล้วในต่างประเทศโดยเฉพาะญี่ปุ่นกับเกาหลี เขาสอนให้คนของเขา รักการอ่าน การอ่านนี่มันจะมีสิ่งที่ได้ใหม่ ๆ จากการอ่านเยอะนะครับ อย่างในกรณีของญี่ปุ่น เขาแนะนำหนังสือที่ควรจะอ่านปีหนึ่งประมาณ ๖๐,๐๐๐ เล่ม ของเราไม่ถึง ๑,๐๐๐ เล่ม ไปที่ไหนจะเห็นว่าคนญี่ปุ่นอ่านการ์ตูนเยอะ การอ่านการ์ตูนนี่เคยถามเขาบอกว่ามันมี กุศโลบายอะไร ทำไมถึงอ่านการ์ตูน เขาบอกว่ามันฝึกให้คนอ่านแล้วจบ เพราะการ์ตูน มันเล็กนิดเดียว มันเล่มเล็ก ๆ นะครับ เพราะฉะนั้นเขารักการอ่าน ขณะเดียวกันพ่อแม่ ตามวิสัยของคนญี่ปุ่นอ่านหนังสือด้วยกัน ๑๕ นาที เขาจะอ่านหนังสือด้วยกัน ทำครัวไปด้วย แล้วผ่านกระจก ของเรานี่พ่อแม่ทำงานอย่าง ลูกก็ไปเรียนอย่างกว่าจะเจอกัน บางทีเด็ก อยู่ที่โรงเรียนไม่เจอ สภาพครอบครัวที่มันดูเหมือนอยู่คนละทิศละทาง แล้วเด็กญี่ปุ่นเขาอ่าน หนังสือก่อนเข้าเรียน ๑๐ นาที ก่อนชั่วโมงเรียนแล้วเขาวิ่งเปลี่ยนห้องกันหมดเรียกว่า เด็กเขาอะเลิร์ท (Alert) ไม่ง่วง ขณะเดียวกันแย่งที่นั่งข้างหน้าด้วย ของเรานี่แย่งกันนั่งข้างหลัง อยู่ข้างหลังดีกว่า ยกมือก็ยกมือทีหลัง เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าการเรียนการสอนของเรานี่ มันไม่ได้สอนเด็กในการที่จะให้เกิดสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ในการที่มีความอดทน แม้แต่ลูกของ มกุฎราชกุมารของญี่ปุ่นไปเข้าอนุบาล ท่านต้องหิ้วของพะรุงพะรัง ๔-๕ ถุง เพราะว่าเด็กอนุบาล ญี่ปุ่นต้องเปลี่ยนเครื่องแบบบ่อย ร่มก็ถือเอง แต่ของเราพ่อแม่พินอบพิเทาหมดจนกระทั่งเกิด คำว่าพ่อแม่รังแกฉัน เพราะฉะนั้นสอนให้เด็กเสียผู้เสียคนหมด สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ผมคิดว่า เป็นเรื่องที่เราควรจะต้องคิดให้ดีในการที่จะใส่ไป ผมคิดว่าคนที่เลยวัยการศึกษามาแล้วก็โอเค แต่เด็กที่กำลังจะเติมเข้ามาในสังคมนี่ควรจะมุ่งไปที่ส่วนตรงนี้ให้มากขึ้น เรามีพุทธศาสนา ที่มีแก่นของสาระที่ดีมาก ไม่ว่าจะเป็นสังคหวัตถุ พรหมวิหาร ๔ ทุกสิ่งทุกอย่างดีหมด แต่เรา สอนเพียงเป็นสัญลักษณ์เท่านั้นเอง แต่การปฏิบัตินี่เด็กไม่ได้ทำ เพราะฉะนั้นพุทธศาสนา ของเราเป็นสิ่งที่ดีอยู่แล้ว สาระต่าง ๆ แม้กระทั่งฝรั่งมาก็เรียนแล้วก็ถึงแก่น แต่ปรากฏว่า คนไทยไม่ถึงแก่น เราจะทำอย่างไรที่จะบูรณาการสิ่งที่มีอยู่ใส่เข้าไป ผมคิดว่าไปเริ่มต้น ให้น้ำหนักมากที่สุดก็คือผู้ที่อยู่ในกระบวนการศึกษาตั้งแต่อนุบาล ประถม มัธยม ๙,๐๐๐,๐๐๐ คน อันนี้ที่จะเป็นพลังสำคัญของประเทศให้ความสำคัญให้มากที่สุด ส่วนไม้แก่ ดัดยากอย่างพวกที่เลยไปแล้ว ผมคิดว่าคำขวัญต่าง ๆ เขาอาจจะอ่านดูแล้วก็ผ่านไปแล้ว ก็ผ่านไปเลย แต่คนที่จะเติมมาขอให้เขาอ่านแล้วเอาไปทำ บ้านเมืองมันถึงจะเดินไปได้ เพราะฉะนั้นคีย์ เวิร์ด (Key word) ต่าง ๆ ของการปฏิรูปถ้าเราเปลี่ยนคนไม่ได้ให้มีคุณภาพ อย่างที่บอกว่ารู้จักในกฎวินัย รู้จักเสียสละ คิดถึงคนอื่น คือคิดถึงสังคมมากกว่าไม่ได้เมินเสียเถอะ การปฏิรูปต่าง ๆ จะล้มเหลวทั้งหมด แล้วก็จะมีคอร์รัปชัน มีอะไรอีกมากมาย ออกกฎหมาย มาดีเท่าไร รัฐธรรมนูญดีเลิศประเสริฐศรี แต่คนไม่ได้เรื่อง ไม่มีประโยชน์ ก็ขอขอบพระคุณ ที่ท่านกรรมาธิการท้าทายในส่วนนี้ ขอให้ประสบความสำเร็จครับ ขอบคุณครับ

ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านรองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์สืบพงศ์ ธรรมชาติ ค่ะ